Young Justice FanFiction [ Superman x Superboy ] ‘ว่าด้วยเรื่องชุดรัดรูป’

 

Young Justice FanFiction

 

Superman x Superboy

 

‘ว่าด้วยเรื่องชุดรัดรูป’

 

 

 

……….

 

 

คอนเนอร์ เคนท์ไม่ชอบชุดรัดรูปชุดนี้เอาเสียเลย

 

 

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นขณะเหลือบมองเสื้อผ้าที่วางแผ่อยู่บนเตียง ชุดแขนยาวขายาวรัดรูปสีฟ้า กางเกงในสีแดงสด และผ้าคลุมผืนยาวสุดเห่ย ให้ตายเถอะ ถึงซุปเปอร์แมนจะลงทุนเอามาให้ลองสวมดูถึงที่ห้องพักในฐาน แต่เขาก็ทำไม่ลงจริงๆ

 

 

นี่มันน่าอายจะตายไป…

 

 

“ไม่ลองดูล่ะ?”

 

 

“ขอบคุณนะ แต่ว่าไม่ดีกว่า”

 

 

ซุปเปอร์แมนขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบของเด็กหนุ่มร่างโคลน “เธอไม่ชอบเหรอ?”

 

 

“เอ้อ…นั่นมันก็…”

 

 

คอนเนอร์ไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับไปอย่างไรดี ถึงแม้จะไม่ชอบชุดที่ซุปเปอร์แมนนำมาให้ แต่ก็ใช่ว่าจะเกลียดมันไปเสียทั้งหมด ตัวอักษร S กลางอกเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เด็กหนุ่มยอมรับได้ อันที่จริง เขาออกจะชอบมันเสียด้วยซ้ำ

 

 

“ผมว่ามันไม่ค่อยเหมาะกับผมเท่าไหร่” ซุปเปอร์บอยตอบออกมาจนได้หลังจากที่อึกอักอยู่นาน ร่างโคลนเสมองไปทางอื่น ซึ่งท่าทีของคอนเนอร์ก็อยู่ในสายตาของบุรุษเหล็กมาตั้งแต่แรก ซุปเปอร์แมนยักยิ้มเบาบาง เอ่ยออกไปอย่างผ่อนคลาย

 

 

“ตามใจ งั้นไม่ต้องใส่ก็ได้”

 

 

“โอ้ ขอบคุณ” คอรเนอร์ดูจะโล่งอกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย และก่อนที่จะทันได้ตั้งตัว ร่างกำยำของคนตรงหน้าก็โน้มใบหน้าเข้าหาเขา กลีบริมฝีปากของมนุษย์ต่างดาวประกบเข้ากับริมฝีปากของเด็กหนุ่มร่างโคลนอย่างแนบแน่น

 

 

เป็นชั่วเสี้ยววินาทีที่คอนเนอร์ชะงักค้าง ก่อนจะถูกรุกจูบอย่างหิวกระหาย ลิ้นร้อนของซุปเปอร์แมนกวาดไปทั่วโพรงปากของเด็กหนุ่ม คอนเนอร์ร้องครางในลำคอ ไม่ใช่จูบครั้งแรกของพวกเขาก็จริง แต่ซุปเปอร์บอยก็ยังคงไม่คุ้นชินกับความร้อนแรงนี้ จึงทำได้แค่จูบตอบอย่างเงอะๆงะๆเท่านั้น

 

 

ซุปเปอร์แมนดูจะพอใจกับการตอบสนองของเด็กหนุ่มเป็นอย่างมาก ซึ่งท่าทีสุขุมคุมเกมของเขาก็แตกต่างจากอีกฝ่ายอย่างสิ้นเชิง คอนเนอร์ในยามนี้ถูกชักนำให้คล้อยตามอย่างน่าเอ็นดู ลิ้นร้อนสองลิ้นตวัดรัดพันเกี่ยว เสียงชื้นแฉะจากของเหลวในโพรงปากดังขึ้นพร้อมๆกับเสียงครางและเสียงลมหายใจที่ดูจะติดๆขัดๆ

 

 

ซุปเปอร์บอยสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมือหยาบกร้านของซุปเปอร์แมนเริ่มอยู่ไม่สุข มันทิ้งสัมผัสประหลาดไว้เมื่อลูบไล้เรือนร่างของเขา และวนเวียนอยู่ที่บั้นท้ายยาวนานกว่าบริเวณอื่น

 

 

“อา…”

 

 

ผละออกจากกันในที่สุด เพื่อให้คอนเนอร์ได้พักหายใจ ตักตวงเอาออกซิเจนเข้าปอดอย่างเต็มที่ ซุปเปอร์แมนปล่อยให้เด็กหนุ่มหอบหายใจอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ร่างของคนเด็กกว่าจะถูกช้อนอุ้มท่าเจ้าสาวแล้วพาไปที่เตียงนอนอย่างง่ายดาย

 

 

“ด เดี๋ยว?!” คอนเนอร์หน้าร้อนผ่าว นัยน์ตาสีฟ้าสวยตวัดมองซุปเปอร์แมนทันที

 

 

“ค คุณจะทำเหรอ ตอนนี้เนี่ยนะ?!”

 

 

“แน่นอน นานๆทีเราจะได้เจอกันนี่” ร่างกำยำเอ่ยเช่นนั้นพลางส่งยิ้มบางๆให้คู่สนทนา คนแก่กว่าวางร่างของเด็กหนุ่มลงบนเตียงนุ่ม ในตอนนั้นเองที่นัยน์ตาสีฟ้าสองคู่สบกันเข้าพอดีในระยะประชิด หูทิพย์ของคอนเนอร์เหมือนจะได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นเร็วและดังกว่าปกติ

 

 

“ผมนึกว่าคุณแวะมาเพราะเรื่องชุด…”

 

 

“แค่หาข้ออ้างให้ได้มาเจอเธอน่ะ” ซุปเปอร์แมนตอบด้วยน้ำเสียงที่สัมผัสได้ถึงความจริงใจ ขณะเดียวกันก็ใช้มือข้างถนัดปัดชุดรัดรูปที่วางอยู่ให้พ้นหูพ้นตา คอนเนอร์ที่ได้ยินเสียงเสื้อผ้าหล่นลงไปกองบนพื้นได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ

 

 

“คุณไม่สนใจมันแล้วหรือไง”

 

 

คนถูกถามหัวเราะเบาๆ เงาร่างใหญ่โตทาบทับลงบนร่างกายของคอนเนอร์ ระหว่างนั้นมือหยาบกร้านของคนอายุมากกว่าก็เริ่มจัดการปลดซิปกางเกงของอีกฝ่ายไปด้วย เสียงซิปที่ถูกดึงจากบนลงล่างดังคลอไปกับถ้อยคำของซุปเปอร์แมน

 

 

“ก็อย่างที่ฉันพูดไปแล้วไง ชุดนั้นน่ะ เธอไม่ต้องใส่ก็ได้”

 

 

“แล้วก็รวมถึงเสื้อผ้าของเธอตอนนี้ด้วย คอนเนอร์”

 

 

 

…….

 

 

 

ไทม์ไลน์ซีซันสองค่ะ

Advertisements

Marvel’s The Defenders FanFiction [ Luke Cage x Danny Rand ] ‘Coffee?’

 

Marvel’s The Defenders FanFiction

 

Luke Cage x Danny Rand

 

‘Coffee?’

 

 

……….

 

 

“เฮ่ ลุค ไปดื่มกาแฟกันไหม”

 

 

คาร์ล ลูคัส หรือในที่นี้คือลุค เคจถึงกับสำลักน้ำเปล่าที่กำลังยกดื่ม คนผิวเข้มส่งเสียงไอค่อกแค่กในขณะที่แดนนี่ แรนด์ลนลานลูบหลังตบหลังเขาอย่างเป็นห่วงเป็นใย

 

 

“เอ้อ นาย…กาแฟ…?” ลุคละล่ำละลักถาม ในขณะที่แดนนี่พยักหน้าหงึกๆ

 

 

“ใช่ กาแฟ” ไอออนฟิสต์ตอบ มือก็ยังลูบหลังคนตัวโตไม่หยุด

 

 

“อยู่คุนหลุนผมได้ดื่มแต่ชา ไม่เคยลองกาแฟเลย ในฮาร์เล็มมีร้านไหนดังๆบ้างไหม”

 

 

“อ้อ…ก็พอจะรู้จักอยู่บ้าง” ลุคตอบกลับไปหลังจากที่เช็ดปากด้วยแขนเสื้อ อันที่จริง การชวนดื่มกาแฟเป็นประโยคที่แฝงความนัยเรื่องเซ็กส์ได้อย่างแนบเนียน ใครๆที่ไหนต่างก็รู้ความหมายของมัน แต่ไม่ใช่กับแดนนี่ แรนด์คนซื่อแน่นอน

 

 

ชายผิวเข้มถอนหายใจ ลืมคิดไปเลยว่าคนอย่างแดนนี่ไม่น่าจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน

 

 

ให้ตายสิ นี่เขาคาดหวังอะไรอยู่เนี่ย….

 

 

ก็แค่ไปดื่มกาแฟ ดื่มกาแฟแบบตรงตามตัวอักษรเป๊ะๆ

 

 

“เยี่ยม คุณรู้จริงๆด้วย งั้นก็ไปกันเลยเถอะ”

 

 

“อืม” วีรบุรุษแห่งฮาร์เล็มตอบตกลงอย่างง่ายดาย แดนนี่ท่าทางอารมณ์ดีมาก ชายหนุ่มฮัมเพลงเบาๆ กระชับเสื้อนอกที่สวมทับอยู่อย่างร่าเริง

 

 

ลุค เคจมองดูเพื่อนซี้ต่างวัยที่อายุน้อยกว่าเขาเป็นสิบๆปีแล้วก็ได้แต่ลอบอมยิ้มอยู่อย่างนั้น แดนนี่ถึงแม้จะเป็นผู้ใหญ่แล้วแต่ทั้งนิสัยทั้งสามัญสำนึกก็ยังคงเหมือนกับเด็กเล็กๆไม่มีผิด นับว่าไอออนฟิสต์คนนี้เป็นที่รักที่เอ็นดูของลุค เคจอยู่ไม่น้อย

 

 

เพียงแต่ว่าคนที่ถูกรักหรือแดนนี่ แรนด์ผู้ไม่ประสีประสาด้านความรักไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยสักนิด

 

 

“เฮ่ แดนนี่”

 

 

“หืม?”

 

 

เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายเรียกชื่อตน ทายาทแรนด์เอนเตอร์ไพรส์ก็เงยหน้ามองร่างสูงใหญ่ของคู่สนทนา ฝ่ายลุคเองก็ก้มลงมองหน้าคนเด็กกว่า พวกเขาสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง นัยน์ตาของชายผิวเข้มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกอะไรบางอย่างที่แดนนี่มองไม่ออกเลยสักนิด

 

 

“เอาไว้วันหลัง…ฉันจะชวนนายไปดื่มกาแฟบ้างก็แล้วกัน”

 

 

……

Marvel’s The Defenders FanFiction [ Luke Cage x Danny Rand ] ‘Good Night’

 

 

Marvel’s The Defenders FanFiction

 

Luke Cage x Danny Rand

 

‘Good Night’

 

……..

 

 

สิ่งที่ขดตัวอยู่ในอ้อมกอดของเขา กำลังทำให้ลุค เคจอมยิ้มเบาบาง

 

 

คนที่กำลังมอบความอบอุ่นให้เรือนร่างเปลือยเปล่าของเขาในตอนนี้ก็คือแดนนี่ แรนด์ ชายหนุ่มร่างผอมที่อายุน้อยกว่าเขาเป็นสิบปี

 

 

“อืม…” เสียงครางเบาๆฟังไม่ได้ศัพท์ดังลอดออกมาจากริมฝีปากของแดนนี่ เจ้าของผิวเนื้อขาวเนียนขยับตัวเล็กน้อย เบียดชิดหุ่นกำยำของลุคยิ่งกว่าเดิม และเมื่อหามุมองศาที่พอใจได้แล้ว เสียงงึมงำนั้นก็เงียบหายไป หลงเหลือแต่เพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของอีกฝ่ายเท่านั้น

 

 

ลุคหัวเราะเบาๆ พยายามไม่ทำให้อีกฝ่ายตื่นขึ้นมาในตอนนี้ ชายหนุ่มผิวเข้มพ่นลมหายใจ รอยยิ้มยังคงไม่จางหายไปจากใบหน้า หลังจากที่จัดการเรื่องทางเพศกันเรียบร้อยแล้ว ลุคก็มักจะมองดูแดนนี่ที่ค่อยๆผล็อยหลับไปคาอ้อมกอดของเขา

 

 

ย้อนนึกกลับไป ตั้งแต่ที่ได้เจอกันครั้งแรกจนมาถึงตอนนี้ ความสัมพันธ์ของพวกเขาพัฒนามาได้ไกลเหลือเกิน

 

 

ในค่ำคืนที่เจอกันครั้งแรก แดนนี่เรียกว่าทำอะไรเขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่ในขณะที่กำลังย่ามใจ หมัดของนายคนขาวผอมกะหร่องก็เรืองแสงสีเหลืองทองขึ้นมาอย่างเป็นปริศนา

 

 

แล้วหลังจากนั้น แดนนี่ก็ต่อยเขา

 

 

มันเจ็บ เจ็บมาก เจ็บเสียจนต้องประคบแผลด้วยน้ำแข็ง แคลร์ดูจะตกใจและประหลาดใจมากเมื่อได้ยินสิ่งที่เขาเล่า แต่กลับเป็นฝ่ายลุคที่ตกใจยิ่งกว่าเมื่อเขาได้เผชิญหน้ากับเจ้าของหมัดคนนั้นเป็นครั้งที่สอง

 

 

ลูกคุณหนูจากแรนด์เอนเตอร์ไพรซ์ แดนนี่ แรนด์

 

 

ท่ามกลางบทสนทนาสองต่อสองสุดพิลึกพิลั่นเรื่องคุนหลุน ลุคก็รู้สึกได้คร่าวๆว่าไอ้เจ้าหนูคนนี้นิสัยแทบจะไม่ต่างไปกับเด็กอายุน้อยคนหนึ่งที่ไม่รู้จักการพูดคุยแบบผู้ใหญ่ ไม่รู้จักการโกหก สิ่งที่เขาทำเป็นอย่างเดียวก็คือการพูดความจริงโดยไม่สนใจปฏิกิริยาของคนรอบข้างแต่อย่างใด

 

 

ซื่อตรงราวกับไม้บรรทัด จริงใจราวกับเทวดา นั่นคือสิ่งที่เขากับแมตต์ เมอร์ด็อกเคยคุยกันเกี่ยวกับแดนนี่ แต่ถ้าจะใช้ศัพท์ตามที่เจสสิก้า โจนส์ใช้ ก็ต้องเรียกว่าซื่อบื้อ

 

 

แต่ถึงจะนิสัยเด็กไปเสียหน่อยสำหรับคนวัยยี่สิบต้นๆ แดนนี่ แรนด์ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายเอาแต่ใจ เขามีจิตใจที่งดงาม พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่กลัวเกรงสิ่งใด ไม่สนใจความลำบากของตัวเอง เป็นคนดีที่น่านับถือคนหนึ่ง

 

 

ไม่ได้เอาแต่หลบซ่อน แต่กลับเลือกที่จะเผชิญหน้า แตกต่างจากลุคในอดีตราวฟ้ากับเหว

 

 

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ลุคเริ่มไว้วางใจแดนนี่มากขึ้นเรื่อยๆ จากคนแปลกหน้าเลื่อนขั้นไปเป็นเพื่อนร่วมทีม เลื่อนขั้นไปเป็นคนสนิท

 

 

แล้วในที่สุด มันก็เกิดขึ้นจนได้

 

 

ในค่ำคืนหนึ่งที่มีเพียงเขาสองคน ขณะที่ลุคกำลังนั่งฟังเรื่องเล่าของไอออนฟิสต์ตามปกติ ชายผิวเข้มเลื่อนสายตาจากหน้าต่างไปมองร่างผอมบางของแดนนี่ แสงจันทร์สีนวลในยามนั้นส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของคนอายุน้อยกว่า ดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับคล้ายดวงดาวทำให้ลุคถึงกับลืมหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง

 

 

ช่วงวินาทีพิลึกพิลั่นที่เขามีความคิดแบบนี้โผล่เข้ามาในหัวสมอง

 

 

น่ารัก

 

 

แดนนี่ แรนด์….น่ารัก

 

 

พอได้สติลุคก็ขมวดคิ้วมุ่น ชายผิวเข้มขอตัวออกไปเคาะหัวตัวเองสองสามทีเพื่อเรียกสติ ก่อนจะกลับเข้ามานั่งที่เดิม ฟังแดนนี่พล่ามน้ำท่วมทุ่งต่ออีกรอบ

 

 

แต่ถึงแม้จะเรียกสติกลับมาได้ครบถ้วน แดนนี่ แรนด์ก็ยังคงน่ารักน่าเอ็นดูในสายตาของลุค เคจอยู่ดี

 

 

สรุปว่าที่เคาะหัวตัวเองไปนั้นไม่ได้ผลอะไรเลย ถ้าอย่างนั้นปัญหาไม่น่าจะอยู่ที่สมอง แต่น่าจะอยู่ที่สายตา แล้วก็หัวใจของเขามากกว่า

 

 

“ให้ตายสิ…”

 

 

ลุคพึมพำเบาๆ ถ้อยคำนั้นคล้ายกับว่าเขามีเรื่องไม่พอใจ แต่น้ำเสียงกลับฟังดูไม่เหมือนคนหงุดหงิดเลยสักนิด ชายหนุ่มกระชับร่างผอมบางในอ้อมกอดให้แน่นขึ้นเล็กน้อย รับเอาไออุ่นจางๆที่ถ่ายทอดจากร่างของอีกฝ่ายมาสู่ร่างของเขาด้วยความเต็มใจ

 

 

แม้ว่าการย้อนอดีตของเขาจะจบลงแล้ว แต่รอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าก็ยังไม่จางหาย คนผิวเข้มเหลือบมองคนในอ้อมแขนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหลับตาลงช้าๆ

 

 

แล้วลุค เคจก็หลับใหล จมดิ่งสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกับหัวใจที่เป็นสุข

 

 

…….

 

 

Marvel’s The Defenders FanFiction [ Frank Castle x Matt Murdock ] ‘Nice to meet you’

 

กาวและooc รุนแรงมากค่ะฟฟฟฟฟฟฟ เป็นดีเฟนเดอร์ส ft. The Punisher ค่ะ เมื่อคุณแมตต์พาแฟนมาอวดเพื่อน—– /แค่กกกกก

 

 

……………

 

 

Marvel’s The Defenders FanFiction

 

 

Frank Castle x Matt Murdock

 

 

‘Nice to meet you’

 

 

………..

 

 

“สวัสดี ผมชื่อแดนนี่ แรนด์ ผมคือไอออนฟิสต์ผู้เป็นอมตะ”

 

ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบในร้านอาหารจีนรอยัลดราก้อนที่ปิดร้านก่อนเวลาอันควร ชายหนุ่มมหาเศรษฐีแนะนำตัวกับผู้มาเยือนอย่างกระตือรือร้น

 

ชายคนนั้นคือผู้ลงทันฑ์ผู้มีชื่อเสียงด้านความโหดเหี้ยมในการล่าสังหารกลุ่มแก๊งอาชญากรด้วยตัวคนเดียว

 

แฟรงค์ แคสเซิล หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในนาม ‘เดอะ พันนิชเชอร์’

 

“แดนนี่…”

 

แมตธิว เมอร์ด็อกเมื่อได้ยินคำกล่าวแนะนำตัวอย่างจริงใจของแดนนี่แล้วก็แทบยกมือก่ายหน้าผาก สำหรับคนที่ชอบเก็บงำความลับอย่างเขา ความเปิดเผยซื่อตรงของแดนนี่ทำให้แมตต์หนักใจได้เสมอ แม้ว่าการเปิดเผยเรื่องพลังพิเศษต่อหน้าแฟรงค์จะไม่ใช่การเปิดเผยเรื่องพลังต่อหน้าคนธรรมดาก็ตามที

 

เพราะแฟรงค์ใช่คนธรรมดาเสียที่ไหน

 

“แฟรงค์ แคสเซิล” แฟรงค์แนะนำตัวตอบกลับไป ขณะเดียวกันก็หันไปมองเจสสิก้า โจนส์ และลุค เคจที่ยังคงจ้องเขาไม่วางตา

 

“โอเค ถ้าอย่างนั้นพวกคุณก็รู้จักกันแล้ว เริ่มกินกันเลยเถอะ กุ้งจานนั้นเย็นหมดแล้ว”

 

แมตต์แม้จะตาบอดแต่ก็ใช่ว่าจะไม่รับรู้ความไม่พอใจของเจสสิก้าและลุค ทนายหนุ่มจัดแจงเอ่ยขัด พยายามดึงบรรยากาศในร้านให้ผ่อนคลายลง แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในร้านก็ไม่สามารถอดกลั้นความหงุดหงิดเอาไว้ได้

 

“ให้ตายเถอะเมอร์ด็อก นายคิดว่าหมอนี่ไว้ใจได้จริงๆน่ะเหรอ”

 

“เขามันฆาตกรโรคจิตชัดๆ” เห็นเจสสิก้าเปิดนำ ลุคจึงร่วมสมทบด้วยทันที ส่วนแดนนี่ที่ไว้ใจแฟรงค์เพราะแมตต์เป็นคนพามาก็เริ่มไขว้เขวไปบ้างแล้ว

 

“เหอะ” แฟรงค์พ่นลมหายใจ เอื้อมมือไปปิดปากแมตต์ที่พยายามอธิบายให้ทั้งคู่ใจเย็นลง

 

“ฉันไม่ใช่ฆาตกรโรคจิต”

 

“งั้นนายจะบอกว่านายเป็นนักบุญงั้นสิ” เจสสิก้ากอดอกมองอีกฝ่าย พร้อมๆกันกับที่แฟรงค์ยักยิ้มมุมปาก

 

“ฉันไม่ใช่นักบุญ แต่มีแฟนเป็นคาธอลิก เรดนี่แหละแฟนฉัน”

 

ทั้งแดนนี่ ลุค และเจสสิก้ามีสีหน้างุนงง เรดไหนอีก? เรดเป็นใคร? จะมีก็แต่แมตต์ที่เผลอส่งเสียงท้วงอู้อี้ออกมาเบาๆอย่างลืมตัว

 

ซึ่งอากัปกิริยาเพียงเล็กน้อยของแดร์เดวิลก็ไปดึงความสนใจของแม่นักสืบสาวเข้าอย่างจัง เจสสิก้าเบิกตากว้างจ้องมองแมตต์ หญิงสาวพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ ยกมือลูบคางด้วยสีหน้าแจ่มแจ้ง

 

“อ๋อออ”

 

เจสสิก้า!!! มันไม่ใช่อย่างนั้น!!! แมตต์เหมือนได้ยินเสียงตัวเองตะโกนเรียกชื่อนักสืบสาวอยู่หลายครั้ง ในขณะที่ลุค เคจเองก็เริ่มสังเกตเห็นสีหน้าพิลึกพิลั่นของแมตต์ที่กำลังแกะมือปลิงของแฟรงค์ออกจากปากอย่างยากลำบาก

 

“โอเค…. ชื่อเล่นนายน่ารักดีนี่”

 

“นายนี่มันความลับเยอะจริงๆเมอร์ด็อก”

 

“พวกคุณไปเชื่อเรื่องโกหกพกลมของเขาได้ยังไง เฮ่ ฟังผมนะ มันไม่ใช่แบบนั้น” แมตต์ที่เพิ่งได้อ้าปากพูดรีบแก้ไขความเข้าใจผิดๆของทั้งคู่ ชายหนุ่มเกลียดสถานการณ์ตอนนี้จริงๆ แต่ที่เกลียดสุดๆก็คงจะเป็นเสียงหัวเราะเบาๆของเดอะพันนิชเชอร์ที่ดังขึ้นข้างกาย

 

คุณทนายความแอบกระทืบส้นเท้าใส่แฟรงค์เบาๆอย่างหงุดหงิดใจ เขายังไม่ทันตอบตกลงเสียหน่อย ไอ้หมอนี่ทำเป็นได้ใจ แค่เมื่อคืนได้จูบกันนิดหน่อยก็ทึกทักเอาเองว่าเป็นแฟนกันเสียแล้ว จงใจแกล้งกันชัดๆ!

 

แต่ก็นับว่าท่ามกลางความเข้าใจผิดยังพอจะมีเรื่องราวดีๆหลงเหลืออยู่บ้าง

 

“อะไรกัน เข้าใจผิดอะไร ทำไมผมไม่รู้เรื่องอยู่คนเดียว คุณยังปิดบังอะไรพวกเราอีกเหรอ พวกเราเป็นทีมเดียวกันแล้วนะแมตต์!!”

 

แดนนี่หันขวับไปมองแมตต์ ชายหนุ่มผู้ร่ำรวยขึ้นเสียงใส่อย่างกระฟัดกระเฟียด ทำเอาคนตาบอดนึกโล่งใจ ได้แต่พร่ำขอบคุณสวรรค์กับความซื่อใสไม่ทันคนของอีกฝ่าย ขอบคุณที่ไอออนฟิสต์ซื่อเกินไปจนไม่สามารถเข้าใจแผนการกลั่นแกล้งของแฟรงค์ได้

 

พับผ่าเถอะ แมตต์ไม่เคยนึกชอบนิสัยเด็กๆของแดนนี่ แรนด์เทียบเท่าวันนี้เลยจริงๆ

 

 

……..

Bungo to Alchemist FanFiction [ Ibuse Masuji x Mori Ougai ] ‘Rintarou’

กาวและooc รุนแรงมากค่ะฟฟฟฟฟฟฟ

 

……………

 

 

Bungo to Alchemist FanFiction

 

Ibuse Masuji x Mori Ougai

 

‘Rintarou’

 

 

.

 

 

โมริ โอไก ลอบขมวดคิ้ว ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบในห้องพยาบาล ผู้ที่ยื่นหน้าเข้ามาผ่านช่องประตูที่แง้มออกถึงครึ่งหนึ่งก็คืออิบุเสะ มาสึจินั่นเอง

 

ผู้บาดเจ็บยิ้มแห้ง ๆ ยามสังเกตเห็นความหงุดหงิดใจที่ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าคมคายเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว โอไกเป็นเช่นนี้เสมอ มักจะเก็บงำความรู้สึกที่มีต่อเขาเพียงเพราะมารยาททางสังคมที่เคยได้รับการสั่งสอนมา แต่ถึงอย่างนั้น การแสดงของโอไกก็ไม่เคยหลอกลวงอิบุเสะได้สำเร็จสักครั้ง

 

ทว่า เรื่องส่วนตัวก็เป็นส่วนหนึ่ง เรื่องงานก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง สองเรื่องนี้คนอย่างโอไกย่อมแยกแยะออก ชายหนุ่มผละออกจากกองเอกสารบนโต๊ะทำงาน ลุกออกจากเก้าอี้แล้วมองประเมินบาดแผลของผู้บาดเจ็บด้วยสีหน้าเรียบเฉย

 

“เข้ามาก่อนสิ” หมอทหารว่าพลางเดินข้ามห้องไปจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดแผล อิบุเสะพยักหน้า หันหลังไปปิดประตูห้องก่อนจะก้าวเดินไปนั่งบนเตียงนิ่ม สูดกลิ่นของห้องพยาบาลที่บ่งบอกถึงความสะอาดสะอ้านด้วยสีหน้าผ่อนคลาย

 

“รบกวนด้วยนะ โอไก”

 

สิ้นสุดคำพูดของอิบุเสะ เจ้าของชื่อที่กำลังหยิบผ้าพันแผลและยาหลายขวดออกมาวางเรียงกันพลันหยุดการเคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน นัยน์ตาแหลมคมดุจนกเหยี่ยวตวัดมองคนบาดเจ็บอย่างไม่สบอารมณ์ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นเจือไปด้วยความจริงจังระคนความหงุดหงิด

 

“โมริ รินทาโร่”

 

“อ๊ะ” อิบุเสะเบิกตากว้าง ในที่สุดเขาก็ตระหนักรู้ถึงความผิดพลาดของตัวเองเข้าจนได้ โมริ โอไกเป็นชายที่จัดสรรแบ่งแยกงานในส่วนต่าง ๆ ของตนได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ยามถือดินสอจับปากกา เสกสร้างโลกสมมติอีกใบหนึ่งขึ้นมา เขาคือโมริ โอไก นักเขียนผู้มีฝีไม้ลายมือเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ทว่า ในยามที่ต้องทำหน้าที่รักษาผู้คน บำบัดความเจ็บไข้ของผู้ป่วย คนผู้นี้คือโมริ รินทาโร่ หมอทหารผู้จริงจังและทุ่มเทให้กับการทำงานยิ่งกว่าอะไรดี

 

โมริ โอไก และ โมริ รินทาโร่ แม้จะเป็นคนคนเดียวกัน แต่ก็ไม่ใช่คนเดียวกัน

 

“อา…ขอโทษที” อิบุเสะเอ่ยขอโทษออกมาอย่างจริงใจ โอไกเห็นดังนั้นก็ไม่ได้ถือสาหาความอะไรอีก อย่างไรเสียเขาก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว จะมาทำตัวเอาแต่ใจแสดงกริยาอาการเหมือนเด็กต่อหน้าผู้อื่นไม่ได้ ชายหนุ่มเดินกลับมาหาอิบุเสะพร้อมกับผ้าขนหนูชุบน้ำสะอาด สำลี ผ้าพันแผล และขวดยาสองสามขวด ก่อนจะเริ่มลงมือทำหน้าที่ของตนไปเงียบ ๆ ระหว่างนั้นอิบุเสะก็ได้แต่นึกชื่นชมอีกฝ่ายอยู่ในใจ มือที่กำลังเคลื่อนไหวของโอไกใช้สำลีสัมผัสบาดแผลของเขาอย่างอ่อนโยนจนแทบไม่รู้สึกเจ็บ แม้ว่าโอไกจะตั้งแง่ไม่ถูกชะตากับตน แต่เมื่อต้องทำตามหน้าที่ เขาไม่เคยนำเรื่องส่วนตัวมารบกวนจิตใจจนทำให้ต้องเสียงานเลยแม้แต่น้อย

 

จุดนี้ของโอไกนั่นเอง ที่ทำให้อิบุเสะทั้งนับถือ และอยากสนิทสนมกับอีกฝ่ายให้มากกว่านี้

 

แผลของอิบุเสะไม่ใช่บาดแผลใหญ่ ใช้เวลาไม่นานนักโอไกก็ทำความสะอาดและทายาให้เขาเสร็จเรียบร้อย ในขณะที่เริ่มพันแผลให้คนเจ็บอย่างระมัดระวัง อิบุเสะก็เอ่ยเอื้อนคำพูดออกมาคำหนึ่ง คำพูดที่ทำให้มือของโอไกหยุดชะงักกะทันหัน

 

“รินทาโร่”

 

โอไกละสายตาจากผ้าพันแผล รีบเงยหน้าขึ้นมองคนข้างตัวที่นั่งยิ้มอยู่บนเตียงอย่างอารมณ์ดี ทว่า ยังไม่ทันได้เอ่ยปากพูดโต้แย้งอะไร อิบุเสะก็เอ่ยออกมาอีกว่า

 

“ถ้าตอนนี้เรียกโอไกไม่ได้ เรียกรินทาโร่แทนได้ไหม?”

 

“หา…?”

 

โอไกจ้องมองอิบุเสะด้วยสีหน้าตกตะลึง ผู้คนส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงปัญหานี้ด้วยการเรียกนามสกุลของเขา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องจำว่าเวลาใดควรเรียกชื่อใด แม้ว่าจะเป็นวิธีการที่ไม่แสดงถึงความเอาใจใส่ แต่โอไกก็ไม่ได้ว่าอะไร หากอิบุเสะจะเรียกเช่นนั้นบ้างเขาก็ไม่ถือสาหาความ ทว่า ชายคนนี้กลับต้องการที่จะเรียกเขาด้วยชื่อจริง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้สนิทสนมอะไรกันมากมาย ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ แต่อย่างไรเสียตอนนี้การทำแผลก็สำคัญกว่าเรื่องชื่อเรียกที่เป็นเรื่องหยุมหยิม ชายหนุ่มที่เริ่มตั้งสติได้จึงหันกลับไปสนใจผ้าพันแผลต่อ ไม่สนใจเสียงชวนคุยของอิบุเสะอีก เป็นนัยว่าเขาต้องการตอบปฏิเสธอีกฝ่ายไปอย่างอ้อม ๆ นั่นเอง

 

ในที่สุดโอไกก็ทำแผลให้อีกฝ่ายเสร็จจนได้ เขาตรวจตราดูความเรียบร้อยอยู่สักพัก เมื่อมองแล้วไม่พบข้อผิดพลาดอะไรก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง เสร็จไปอีกหนึ่งงาน ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากท่อนแขนใหญ่ เอ่ยกับอิบุเสะว่า

 

“เรียบร้อยแล้ว แผลไม่ใหญ่อะไร อีกสองสามวันก็หายสนิท”

 

“อย่างนั้นหรือ ค่อยยังชั่วหน่อย ขอบคุณนะ รินทาโร่”

 

“ห หา… น นี่….” โอไกทั้งอึ้งทั้งโมโห ยังไม่ทันได้อนุญาตเสียหน่อย ทำไมคนผู้นี้จึงยังดื้อด้านเรียกเขาว่ารินทาโร่อยู่อีก

 

“อิบุเสะ มาสึจิ ฉันยังไม่ได้อนุญาตเสียหน่อย”

 

“อ้าว แล้วกัน… เห็นเงียบ ๆ ไป ก็เลยนึกว่าอนุญาต….”

 

ช่างเป็นชายที่มีตรรกะไม่เหมือนคนทั่วไปเอาเสียจริง! โอไกถอนหายใจระบายโทสะที่เริ่มก่อตัวอยู่ในอก ก่อนจะรีบขับไล่ไสส่งอิบุเสะออกไปจากห้องด้วยความเอือมระอา โดยไม่ทันได้ล่วงรู้ว่า ท่าทีกึ่งสุภาพกึ่งรำคาญใจของเขาที่แสดงออกมาในตอนนี้ สำหรับอิบุเสะแล้ว ช่างเป็นภาพที่ชวนให้ยิ้มออกมาเสียจริง

 

…………….

Yume100 FanFiction [ Kagetora x Sky ] ‘ในห้วงความทรงจำ’

 

Yume100 FanFiction

Pairing : Kagetora x Sky

Rate : PG

‘ในห้วงความทรงจำ’

 

……………………………………………..……….

 

 

ฝนกำลังตกหนัก

 

จากใต้ร่มคันนี้มองผ่านม่านน้ำหนา ๆ ออกไปเห็นอะไรไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ หากเป็นช่วงเวลาปกติ ผมคงไม่วายบ่นกับคนข้าง ๆ แต่ในตอนนี้ผมกลับอยากขอบคุณฟ้าฝนที่ช่วยทำให้ทัศนวิสัยพร่ามัว ป้ายสุสานเบื้องหน้า ยิ่งทำให้พร่ามัวได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยลดทอนความเจ็บปวดในใจของมาโคโตะได้มากเท่านั้น

 

ผมเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของเด็กชายวัยเจ็ดขวบในชุดสูทสีดำไว้ทุกข์ ร่างเล็ก ๆ นั้นกำลังสั่นเทา นัยน์ตาสีดำกลมโตเปี่ยมไปด้วยความเศร้าและความเจ็บปวด วันใดวันหนึ่งมนุษย์ย่อมต้องตายจากโลกนี้ไป แต่ทั้ง ๆ ที่รู้อย่างนั้น พวกเราก็ยังคงเฝ้าถามคำถามมากมายกับสัจธรรมของโลกใบนี้ ทำไมถึงต้องตาย? ทำไม? ทำไม? เพราะอะไร?

 

ท่ามกลางเสียงหยดฝนตกกระทบผิวดิน ผมได้ยินเสียงคำถามดังขึ้นในหัวเป็นร้อยเป็นพันครั้ง เป็นคำถามสั้น ๆ ที่ซ้ำไปซ้ำมาจนแทบจะอาเจียนออกมาอย่างทุกข์ทรมาน ระหว่างนั้นก็อดนึกเป็นห่วงลูกพี่ลูกน้องขึ้นมาไม่ได้

 

มาโคโตะจะต้องทนอยู่กับคำถามเช่นนี้ไปชั่วชีวิตอย่างนั้นหรือ?

 

กลืนก้อนความเจ็บปวดลงลำคออย่างฝืนทน ผมเพ่งมองฝ่าสายฝนเบื้องหน้า กำมือแน่นเสียจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ไร้ซึ่งเสียงตะโกนสาบานต่อหน้าหลุมศพของคนร่วมตระกูล มีแต่เพียงคำสัญญาไร้เสียงที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจ

 

ผมควรพูดออกมาใช่ไหม? คำสัญญาที่บอกว่าจะดูแลปกป้องมาโคโตะเป็นอย่างดี ควรจะพูดออกมาใช่ไหมเพื่อให้ทั้งคนในสุสานและคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกอุ่นใจ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เลือกที่จะไม่พูด

 

เพราะทันทีที่อ้าปาก เสียงสะอื้นที่อดกลั้นไม่อยู่อาจจะหลุดรอดออกมาให้มาโคโตะได้มองผมด้วยแววตาสมเพชระคนชิงชัง

 

ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อยากเป็นภาระ ผมต้องเข้มแข็ง ต้องดูแลมาโคโตะให้ดี ต้องปกป้องเขาให้ปลอดภัย ยื้อชีวิตเขาไว้ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่เช่นนั้น คำถามบ้า ๆ นั่นอาจวนเวียนหลอกหลอนผมไปตลอดช่วงเวลาที่ยังมีลมหายใจก็เป็นได้

 

 

คาเงโทระในวัยยี่สิบสี่ปีกำลังหลับตาพริ้ม ละเลียดกาแฟร้อนในแก้วกระเบื้องอย่างเชื่องช้า สมุดวาดภาพและดินสอไม้วางอยู่บนโต๊ะไม้สีน้ำตาลเข้ม ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาเหลือบมองมันครู่หนึ่ง วางแก้วกาแฟลง แล้วจึงหยิบดินสอขึ้นมาหมุนเล่น

 

ย้อนนึกไปถึงสาเหตุที่เดินทางมาดาเตนแล้วก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ คาเงโทระเป็นเจ้าชาย แต่ก็เป็นนักเขียนนิทานฝีมือดี การอยู่แต่ในรั้วในวังไปนาน ๆ ย่อมไม่สามารถรังสรรค์ผลงานรสชาติใหม่ออกมาได้ดีเท่าการออกมาผจญภัยในโลกกว้าง ทว่า ตอนนี้ชายหนุ่มกำลังผจญกับปัญหาสามัญของนักเขียนทั่วไปที่ยากจะแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

“คิดไม่ออก…”

 

พึมพำกับตัวเองเสียงค่อย ต่อให้เปลี่ยนสภาพแวดล้อมก็ใช่ว่าวิธีนี้จะแก้ปัญหาได้ดีเสมอไป ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกแย่ คาเงโทระเชื่อในความคิดที่ว่า นิทานดี สร้างเด็กดี และเด็กดี ก็กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้า เพราะอย่างนั้นเขาจึงเฝ้าหาวิธีที่จะพัฒนาการเขียนนิทานของตัวเองให้ดีเยี่ยมยิ่ง ๆ ขึ้นไป

 

ไม่ใช่เพื่อกำไร ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงเงินทอง แต่เพื่ออนาคตที่ดีของชาติ…และของโลกใบนี้ต่างหาก

 

ชายหนุ่มผมดำถอนหายใจออกมาอีกครั้ง แต่ก่อนที่จะได้ยกกาแฟขึ้นจิบ เขาพลันได้ยินเสียงโหวกเหวกดังแว่วมาแต่ไกล

 

“ไอ้พวกบ้า! หยุดตามมาได้แล้วเฟ้ย!!”

 

เด็กหนุ่มเจ้าของเสียงกระโจนวิ่งอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็แหกปากตะโกนด่าแก๊งอันธพาลที่กำลังวิ่งตามมาด้วย ความวุ่นวายจากการวิ่งไล่จับกันทั่วเมืองทำให้ชาวเมืองดาเตนพากันขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด ฝ่ายคาเงโทระพลันรู้สึกเหนื่อยใจ นี่อย่างไรเล่าตัวอย่างของเด็กที่ไม่ได้ฟังนิทานดี ๆ

 

ชายหนุ่มวางเงินค่ากาแฟทิ้งไว้บนโต๊ะแล้วกวาดข้าวของลงกระเป๋า ในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง การหยุดการวิวาทของเด็ก ๆ เลือดร้อนเองก็ถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำเช่นกัน คาเงโทระวิ่งตามเด็ก ๆ แก๊งอันธพาลไปอย่างรีบร้อน แต่เพราะดาเตนเป็นเมืองพลุกพล่าน จึงทำให้ไล่ตามไปได้อย่างยากลำบาก ต้องหลบกระแสคนที่เดินสวนผ่านไปผ่านมา สุดท้ายก็คลาดกับแก๊งอันธพาลกลุ่มใหญ่นั่นจนได้

 

แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะไม่เหลือใครให้เขาสั่งสอน

 

ไม่ใกล้ไม่ไกลออกไปจากจุดที่คาเงโทระยืนอยู่ เด็กหนุ่มผมเขียวคนหนึ่งก็ค่อย ๆ โผล่หน้าออกมาจากตรอกเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มองซ้ายทีขวาทีอย่างระมัดระวัง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี

 

ยังจะมายิ้มอีก เพิ่งก่อเรื่องวิวาทมาแท้ ๆ…

 

คาเงโทระเดินดุ่มเข้าไปหาเด็กหนุ่มถึงที่ซ่อน กระแอมเสียงดังหนึ่งครั้ง เรียกความสนใจจากคนตัวเล็กกว่าได้เป็นอย่างดี

 

“อะแฮ่ม!”

 

“หือ?”

 

นัยน์ตาของชายหนุ่มและเด็กหนุ่มต่างจ้องมองกันและกัน เมื่อได้มองตรง ๆ คาเงโทระจึงสามารถประเมินอายุจากลักษณะภายนอกของอีกฝ่ายได้คร่าว ๆ เด็กหนุ่มคนนี้อายุราว ๆ สิบสี่ปี มีนัยน์ตาสีเข้ม เรือนผมสีเขียวอ่อนที่ยาวปรกหน้าผากและค่อนข้างยุ่งเหยิงเล็กน้อย บนใบหน้ามีรอยแผลจากการวิวาทหลงเหลืออยู่บางส่วน เสื้อผ้าและเนื้อตัวออกจะมอมแมมอยู่บ้าง แต่ดูจากสภาพผิวพรรณที่ค่อนข้างผุดผ่อง ทำให้เดาได้ไม่ยากว่าน่าจะถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี

 

“ทีหลังอย่าไปก่อเรื่องอีก เข้าใจมั้ย?”

 

“หา?” เด็กหนุ่มกะพริบตาปริบ ๆ สีหน้างุนงงของคู่สนทนาทำให้ความตึงเครียดของคาเงโทระผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด

 

“อย่างงสิ ฉันกำลังสั่งสอนนายอยู่นะ”

 

“อ้อ สั่งสอน… เฮ้ย ไม่สิ ที่พี่ชายต้องดุน่ะคือไอ้พวกนั้นต่างหาก ไม่ใช่ผม ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนะ แค่ซื้อข้าวกล่องเนื้อวากิวส่วนซี่โครงชั้นเลิศกล่องสุดท้ายของวันนี้ได้ แล้วจู่ๆก็โดนรุมหาเรื่องเฉยเลย ที่สำคัญถึงจะหนีมาได้แต่ระหว่างหนีดันทำถุงหล่นกลางทางซะงั้น”

 

ยิ่งพูดก็ยิ่งใส่อารมณ์ เด็กหนุ่มทั้งบ่นทั้งด่าอันธพาลกลุ่มนั้นอย่างเคียดแค้น แต่สุดท้ายก็เลิกบ่นแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างปลดปลง

 

“อีกะแค่ซื้อข้าวให้ยังทำไม่สำเร็จเลย ไม่ได้เรื่องจริง ๆ ซะด้วยสิ”

 

หลุดพึมพำออกมาเบา ๆ เด็กหนุ่มยิ้มขื่น ๆ ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แต่ไม่ว่าอย่างไรพฤติกรรมทุกอย่างก็ไม่รอดพ้นจากสายตาของคาเงโทระไปได้

 

“หมายความว่ายังไง… อ๊ะ!”

 

ยังไม่ทันได้ถามความหมายของประโยคก่อนหน้า คนผมดำก็อุทานออกมาเสียงดัง เขาจ้องหน้าเด็กหนุ่มตาเขม็ง ริมฝีปากขมุบขมิยพึมพำอะไรบางอย่างที่คู่สนทนาไม่เข้าใจ

 

“ฉากนั้น… ได้ ๆ เอาแบบนั้น แล้วก็จากนั้น…”

 

“โฮ่ย ๆ พี่ชาย เป็นอะไรเป็นเนี่ย?” เด็กหนุ่มทดลองโบกมือต่อหน้าชายหนุ่ม แต่โบกอยู่ดี ๆ มือแกร่งก็เอื้อมมาคว้าข้อมือดังหมับ เด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อชายหนุ่มยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ใกล้เสียจนคนผมเขียวได้กลิ่นซิการ์จาง ๆ โชยมาจากเสื้อผ้าของอีกฝ่าย

 

“ฉันคิดออกแล้ว!”

 

“อะ… อะไร”

 

“ฉันคิดออกแล้ว! คิดได้หลายอย่างเลยด้วย บ้าชะมัด ก่อนหน้านี้ทำไมนึกไม่ถึงนะ ประเด็นนี้เอามาสอนด้วยเหตุการณ์แบบนั้นก็ได้นี่นา ให้ตายสิ ต้องจดแล้ว มานี่เร็วตัวผลิตพล็อต!”

 

“หา?! ต ตัวผลิต..อะไรนะ? เดี๋ยวสิ แล้วนี่จะลากผมไปไหนเนี่ย?!!”

 

นัยน์ตาของคาเงโทระลุกโชนไปด้วยไฟแห่งการรังสรรค์ผลงาน ชายหนุ่มไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม คว้าข้อมือของคนอายุน้อยกว่าแล้วรีบก้าวเดินฉับ ๆ ไปหาพื้นที่สำหรับนั่งทำงานทันที

 

 

ภายในร้านอาหารมื้อดึกแห่งหนึ่ง สกายอ้าปากหาว เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของเขาคือชายหนุ่มวัยยี่สิบสี่ปีที่กำลังวาดอะไรบางอย่างลงในกระดาษอย่างตั้งอกตั้งใจ

 

ตั้งแต่ถูกลากตัวไปในคราวนั้น นักแต่งนิทานสำหรับเด็กคนนี้ก็ขอร้องให้สกายมานั่งอยู่ข้าง ๆ ระหว่างทำงานเพื่อจะให้ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ สกายไม่ค่อยเข้าใจแนวคิดของพวกศิลปินเท่าไหร่ และไม่ค่อยอยากทิ้งมาโคโตะไว้คนเดียว แต่เพราะความช่างตื๊อของชายหนุ่ม สุดท้ายสกายจึงลอบออกมาข้างนอกในยามที่ลูกพี่ลูกน้องกำลังหลับสนิท เจียดเวลานอนสักสองสามชั่วโมงนั่งอยู่กับเขาเงียบ ๆ

 

ในเมื่อรับปากว่าจะช่วยแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด สกายหลุดบ่นออกมาบ้าง หาวบ้าง แต่ก็นั่งอยู่จนถึงเวลาที่ตกลงกันไว้ ระหว่างการทำงาน คาเงโทระเงยหน้าขึ้นมาบ้างเป็นครั้งคราว จ้องหน้าสกายแล้วก็ร้องอ๋อออกมาอย่างเป็นปริศนา โชคดีที่ภายในร้านอาหารยามดึกนั้นไร้ผู้คน ไม่เช่นนั้นสกายคงได้อับอายต่อสายตาของคนรอบข้างเป็นแน่

 

“นี่ ๆ พี่ชาย กำลังเขียนเรื่องแนวไหนอยู่งั้นเหรอ?”

 

ชวนคุยเล็กน้อยเพื่อเหนี่ยวรั้งสติของตัวเองไว้ไม่ให้หายไปเพราะความง่วง แต่คาเงโทระกลับไม่ตอบคำถามนั้น คนอายุมากกว่ายิ้มบาง ๆ เอ่ยออกมาอย่างเป็นปริศนา

 

“ความลับ”

 

“เฮ้อ…” สกายถอนหายใจกับคำตอบของอีกฝ่าย เด็กหนุ่มควักซองบุหรี่ขึ้นมาวางบนโต๊ะ หยิบบุหรี่ออกมามวนหนึ่งคาบไว้ในปาก คาเงโทระจ้องการกระทำนั้นตาแทบถลน

 

“เป็นเด็กเป็นเล็กสูบบุหรี่ได้ไง”

 

“วางใจเถอะน่า ผมไม่สูบต่อหน้าคนที่ไม่ชอบหรอก” สกายว่าพลางยักไหล่อย่างอวดดี คราวนี้คาเงโทระยิ่งประหลาดใจ ชะโงกหน้าเข้าไปสูดกลิ่นกายของอีกฝ่ายจนเด็กหนุ่มสะดุ้งโหยง

 

“ก็ไม่เห็นได้กลิ่นบุหรี่ ขี้โม้หรือเปล่าเนี่ย” ชายหนุ่มพูดยิ้ม ๆ นอกจากกลิ่นหอมสบู่อ่อน ๆ ที่ปนมากับกลิ่นเสื้อผ้าซักรีดอย่างสะอาดสะอ้าน คาเงโทระก็ไม่รู้สึกถึงกลิ่นอะไรอย่างอื่นอีก

 

“ก ก็วันนี้ยังไม่ได้สูบเลยไง! ไม่ใช่ว่าสูบไม่เป็นหรอกนะ!!”

 

ยิ่งเห็นอีกฝ่ายแก้ตัวอย่างลนลาน ชายหนุ่มผมดำก็ยิ่งรู้สึกขบขันจนต้องหัวเราะออกมา ใบหน้าของสกายเริ่มปรากฏสีแดงบนใบหน้า คาเงโทระคิดว่า เป็นสีแดงที่ค่อนข้างเสริมความน่าเอ็นดูให้เด็กหนุ่มเป็นอย่างดี

 

แม้ว่าจะดอมดมกลิ่นกายของอีกฝ่ายเพื่อพิสูจน์ความจริงเรื่องบุหรี่เรียบร้อยแล้ว แต่คาเงโทระก็ยังไม่ยอมกลับไปเขียนนิทานที่แต่งค้างไว้ ดูท่าว่าจะเสพติดการคลายเครียดรูปแบบใหม่เข้าเสียแล้ว เขาสำรวจใบหน้าของสกายด้วยสายตาแหลมคม มองหาจุดที่จะหยอกล้อให้อีกฝ่ายเขินอย่างใช้ความคิด

 

“อืม… ผมด้านหน้ายาวไปหน่อยนะ ไม่เกะกะเหรอ?” มือแกร่งสัมผัสผมสีเขียวที่ยาวปรกหน้าผากอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเสยมันขึ้นช้า ๆ สกายที่ไม่ชินกับการเปิดหน้าผากรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที คนที่ถูกเสยผมขึ้นโวยวายออกมาอย่างลนลาน

 

“ท ทำอะไรเนี่ย?! ไม่เอาน่า ทำอย่างนั้นมันตลกจะตาย เอาปิด ๆ ไว้เหมือนเดิมเถอะ!”

 

พยายามแงะมือของคู่สนทนาออกแต่ก็ไม่สำเร็จ คาเงโทระยิ้มบาง ๆ ได้เห็นพวงแก้มที่เป็นสีแดงเข้มแล้วก็เหมือนได้รับการเยียวยาอันแสนวิเศษ ความเครียดที่ตกค้างอยู่ในใจพลันหายเป็นปลิดทิ้ง เขาจ้องมองใบหน้าที่ถูกเสยผมขึ้นแล้วยักยิ้มอย่างพึงพอใจ เจ้าเด็กคนนี้ พอเสยผมขึ้นแล้วหน้าตาสว่างสดใสขึ้นตั้งเยอะ ไม่ได้การ คงต้องบังคับให้อีกฝ่ายเสยผมขึ้นไปตลอดเสียแล้ว

 

“พอทำผมทรงนี้แล้วหน้าตาดูไม่อมทุกข์” คาเงโทระพูดโน้มน้าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย จ้องมองเด็กหนุ่มที่กะพริบตาปริบ ๆ แม้ว่าจะยังอับอายอยู่ แต่เด็กหนุ่มก็ดูสนใจฟังคำพูดของเขา

 

“จ จริงเหรอ…?”

 

“อืม” คาเงโทระพนักหน้าหงึก ๆ นัยน์ตาของสกายเริ่มฉายแววลังเล เสียงพึมพำเบา ๆ ลอดออกมาจากปาก มันเบาเสียจนคาเงโทระที่อยู่ใกล้ ๆ ต้องตั้งใจฟังจึงจะได้ยิน

 

“ดูไม่เศร้า… มาโคโตะ…”

 

ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ในที่สุดสกายก็ตื่นจากภวังค์ เด็กหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก ๆ ยอมรับความแปลกใหม่ของทรงผมได้อย่างรวดเร็ว

 

“ผมเชื่อพี่ชายก็ได้”

 

“ว่านอนสอนง่ายดีนะ” คาเงโทระยักยิ้มกับความใสซื่อของอีกฝ่าย ก่อนจะประทับริมฝีปากจุมพิตที่หน้าผากของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา ปฏิกิริยาของสกายนั้นทำให้ชายหนุ่มหัวเราะจนไหล่สั่น เด็กหนุ่มนิ่งค้างราวกับรูปปั้น ในขณะที่คาเงโทระละมือจากเรือนผมของอีกฝ่าย ปล่อยให้มันลู่ลงปรกหน้าผาก แล้วถอยกลับไปนั่งทำงานดังเดิม

 

ข้อเสียของการเปิดหน้าผากก็คงมีเท่านี้นั่นล่ะนะ

 

 

ห้วงเวลาไหลผ่านอย่างรวดเร็ว สิบเอ็ดปีผ่านไป หลังจากที่กลับไปจัดการกับปัญหาในอาณาจักรเรียบร้อยแล้ว เมืองดาเตนแห่งนี้ก็แทบจะเปลี่ยนไปเป็นดาเตนที่ผมไม่รู้จัก

 

ในฐานะผู้มาเยือนเป็นครั้งที่สอง ค่อนข้างเสียดายน่าดูที่อะไรหลาย ๆ อย่างแตกต่างไปจากสิ่งที่ถูกบันทึกอยู่ในความทรงจำ ทั้งร้านกาแฟที่เคยนั่งดื่ม ตัวเมืองที่เคยเดินผ่าน ร้านอาหารมื้อดึกที่เคยนั่งเขียนนิทานกับใครบางคน

 

ใครบางคน…

 

สิบเอ็ดปีแล้วที่ไม่ได้เจอกับเด็กหนุ่มคนนั้น ในตอนนั้นผมรีบร้อนกลับอาณาจักรจึงไม่ทันได้ร่ำลาเขา แม้แต่ชื่อแซ่ก็ไม่ได้ถาม เขาปิดปากเงียบทุกครั้งเมื่อผมถาม ทำราวกับว่าชื่อของเขาเป็นชื่อที่ไม่ควรพูดออกมาในที่สาธารณะอย่างไรอย่างนั้น

 

‘เอาจริงๆแค่ออกมาข้างนอกก็เสี่ยงมากแลัว ชาวเมืองที่นี่ใจดีหลายคนก็จริง แต่หลายคนก็ใจร้าย ไม่ค่อยชอบขี้หน้าครอบครัวผมเท่าไหร่’

 

คำพูดของเด็กหนุ่มผุดขึ้นมาในความทรงจำ ในคราแรกผมตั้งใจจะถามอีกครั้งเมื่อพวกเราต้องแยกจากกัน แต่เพราะผมไม่ทันได้ร่ำลา ชื่อของเขาจึงกลายเป็นปริศนาที่คาใจผมมาตลอดสิบเอ็ดปี

 

ผมถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย เฝ้ามองร้านอาหารมื้อดึกในอดีตที่ปัจจุบันกลายเป็นตึกระฟ้า ชื่อของตึกนี้คือเซนทรัลทาวเวอร์ ดูท่าจะเป็นศูนย์การค้ายอดนิยมของชาวดาเตนจำนวนมาก ทำให้ผมอดมองไปรอบ ๆ อย่างมีความหวังไม่ได้

 

ท่ามกลางผู้คนมากมาย เขาจะอยู่ที่นี่หรือเปล่านะ?

 

จะเปลี่ยนไปจากความทรงจำของผมมากน้อยแค่ไหนกัน?

 

ในขณะที่ผมกำลังสำรวจมองไปรอบด้าน เสียงโหวกเหวกโวยวายก็ดังออกมาจากประตูทางออกของเซนทรัลทาวเวอร์ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งคนหนึ่งวิ่งออกมาพร้อมกับบุหรี่ไม่จุดไฟในปากและถุงพลาสติกสีขาวในมือ

 

“โตป่านนี้แล้วยังจะมาแย่งข้าวกล่องคนอื่นเค้าอีกเรอะ?!!”

 

เจ้าของเสียงวิ่งผ่านหน้าคาเงโทระไป ก่อนจะตามมาด้วยกลุ่มผู้ชายร่างกำยำอีกจำนวนหนึ่งที่วิ่งตามไปเป็นพรวน ใบหน้าที่บังเอิญได้เห็นในระยะประชิดนั้นช่างแสนคุ้นเคย เรือนผมสีเขียวอ่อนที่เสยไปข้างหลังเองก็เช่นกัน

 

นี่อย่างไรเล่าตัวอย่างของเด็กที่ไม่ได้ฟังนิทานดี ๆ

 

ผมหัวเราะร่วนก่อนจะวิ่งตามกลุ่มคนเหล่านั้นไปอย่างกระตือรือร้น ไล่ตามไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ในที่สุดผมก็ได้เห็นคนที่เขาคิดถึงมาตลอด สองขาหยุดเคลื่อนไหว ผมเฝ้ามองร่างของชายหนุ่มผมเขียวที่ยืนหอบแฮ่ก ๆ มือข้างหนึ่งของเขากำหูหิ้วของถุงพลาสติกเอาไว้แน่น

 

ผมกระแอมออกมาเสียงดังเพื่อเรียกความสนใจ ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย และเมื่อหันมามองตามเสียง นัยน์ตาที่แสนคุ้นเคยของเขาก็จับจ้องมาที่ร่างของผม เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอ้าปากค้าง ปฏิกิริยาของอีกฝ่ายทำให้ผมยิ้มออกมาอย่างนึกเอ็นดู

 

ถึงแม้ว่าดาเตนแห่งนี้จะเปลี่ยนแปลงไปจากดาเตนในความทรงจำของผม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีบางสิ่งบางอย่างที่เรียกได้ว่า เนื้อในยังคงเป็นเช่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย

 

สาวเท้าเข้าไปใกล้ ๆ ประทับริมฝีปากบนหน้าผากของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา ตำแหน่งเดียวกันกับเมื่อสิบเอ็ดปีที่ผ่านมา ที่แท้แล้วสิ่งที่ยังคงเป็นเหมือนเดิมก็ไม่ใช่แค่เขา

 

แค่เขาเท่านั้นที่ยังคงเป็นเด็กหนุ่มที่ผมรู้จักเหมือนในอดีต แต่ผมเองก็ยังคงเป็นชายที่สนอกสนใจในตัวเขาเหมือนกับตัวเองในอดีตเช่นเดียวกัน

 

เราสองคนราวกับหยุดนิ่งอยู่ท่ามกลางกระแสกาลเวลาที่กำลังเคลื่อนไหว ไม่มีใครเปลี่ยนไปจากในอดีตเลยสักนิด และนั่นคือสิ่งที่ทำให้หัวใจของผมพองโตขึ้นมาอย่างมีความสุข

 

 

…..

 

 

Touken Ranbu AU FanFiction [ Ookurikara x Heshikiri Hasebe ] ‘สงกรานต์ของสองอาหลาน’

หลักๆคงลงไว้ในเด็กดีค่ะ http://writer.dek-d.com/aiihiwatari/writer/view.php?id=1429752 เพราะตั้งใจอยากลงแบบเรื่องยาวๆ(จบในตอน) แต่ก็อยากเก็บในบล็อกด้วย เอาเป็นว่าเลือกเว็บอ่านได้ตามอัธยาศัยเลยค่า จะที่ไหนก็เหมือนกัน

ปล.รูปไม่เกี่ยวกับธีมเรื่องแต่เราชอบรูปนี้มากค่ะฮือออฟฟฟฟฟฟฟ

 

_________________________________________________

 

 

 

เมษายน คือเดือนแห่งเทศกาลสงกรานต์ที่ผู้คนมักจะสาดน้ำดับร้อนกันอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าใครต่างก็ชื่นชอบเทศกาลหยุดยาวเช่นนี้ ทว่า ลางเนื้อชอบลางยา ในเมื่อมีคนชอบ ผู้ที่เกลียดเองก็ย่อมมีเช่นกัน

 

หัสดิน พนักงานออฟฟิศวัยสามสิบต้นๆคือหนึ่งในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย ทุกครั้งที่เทศกาลสงกรานต์เวียนมาถึงในแต่ละปี ใบหน้าที่เดิมทีก็ไม่ค่อยจะยิ้มอยู่แล้วยิ่งดูเคร่งขรึมมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

 

เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่ขณะแต่งตัวเตรียมไปทำงาน ใช่แล้ว แม้ว่าสงกรานต์จะเป็นวันหยุดยาว แต่บริษัทของหัสดินก็ยังคงบังคับให้พนักงานทุกคนมาทำงานเฉกเช่นวันธรรมดา หัสดินไม่เคยเกลียดเทศกาลสงกรานต์เพราะสาเหตุนี้ แต่สิ่งที่เขาเกลียดก็คือการฝ่าฟันความชุ่มโชกตลอดทางจนไปถึงที่ทำงานต่างหาก

 

ไม่เคยมีปีไหนที่ไม่โดนสาดน้ำพร้อมกับข้อแก้ตัวห่วยๆที่ยกเอาเทศกาลมาอ้าง ทำให้ก่อนวันสงกรานต์หนึ่งวันต้องเตรียมเสื้อผ้าสำรองไว้สำหรับผัดเปลี่ยนโดยเฉพาะ กว่าจะจัดการกับตัวเองให้พร้อมทำงานได้ก็กินเวลาสะสางงานไปเยอะแยะ นั่นทำให้คนบ้างานอย่างหัสดินเกลียดเทศกาลสงกรานต์เป็นที่สุด

 

ทว่า สิ่งที่ชอบก็ยังมีหลงเหลืออยู่บ้างเช่นกัน

 

เมื่อก้าวขาลงมาจากชั้นสองของตัวบ้านก็ได้กลิ่นน้ำอบไทยลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ คราส หลานชายผิวเข้มเดินถือขันน้ำสีเงินเข้ามาหาเขา นัยน์ตาสีม่วงสวยของหัสดินอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อยเมื่อมองเห็นกลีบดอกไม้หลากสีลอยอยู่ในน้ำผสมน้ำอบ ผู้เป็นอาเหลือบมองไปยังโซฟา กะละมังสีดำวางแน่นิ่งอยู่ข้างๆ การเตรียมการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เช่นนี้มีให้เห็นได้ทุกปี ไม่จำเป็นต้องขอร้องฝืนบังคับ หลานชายก็มักจะปฏิบัติเช่นนี้เสมอ

 

“ขออนุญาตนะครับ…คุณอา…”

 

เด็กหนุ่มผิวเข้มเดินเข้าไปใกล้ผู้เป็นอา นัยน์ตาสีทองสว่างสบเข้ากับนัยน์ตาสีม่วงสวย หัสดินพยักหน้า นั่งลงบนโซฟาอย่างรู้งาน

 

“อืม เอาสิ”

 

ว่าพลางยื่นสองมือออกไปรองรับความสดชื่นจากน้ำหอมลอยดอกไม้ของหลานชาย หัสดินไม่อวยพรอะไร คราสเองก็ไม่ขอขมาขอพรอะไรเช่นกัน เสียงที่เกิดขึ้นจึงมีแต่เพียงเสียงลมหายใจจากสองอาหลาน เสียงรินน้ำลงบนฝ่ามือ และเสียงน้ำที่ตกกระทบลงบนกะละมังสีดำ

 

ไร้ซึ่งบทสนทนาจนกระทั่งน้ำหยดสุดท้ายในขันหมดลง หัสดินสะบัดมือเล็กน้อย ใช้ฝ่ามือที่เปียกชื้นลูบหัวคนผิวเข้มอย่างอ่อนโยน สัมผัสแผ่วเบานั้น แม้จะไร้ซึ่งคำอวยพรใดๆกล่าวเสริม แต่กลับสร้างความอบอุ่นใจให้หลานชายเป็นอย่างมาก

 

“ไปทำงานก่อนล่ะ เฝ้าบ้านดีๆนะ”

 

จบลงแค่นั้น สำหรับประเพณีที่แสนเรียบง่าย เดิมทีก็ควรเป็นเช่นนั้น ทว่า เทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ คราสอายุ17แล้ว เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มไร้เดียงสาอีกต่อไป สองมือของหลานชายเอื้อมไปกุมมือของผู้เป็นอาเอาไว้ กลิ่นน้ำอบไทยโชยแตะจมูกยามโน้มหน้าเข้าไปใกล้ คราสสูดดมกลิ่นหอมชื่นใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจุมพิตลงบนมือคู่นั้นช้าๆ

 

สัมผัสอ่อนนุ่มที่ทาบทับลงมาทำให้หัสดินสะดุ้งเล็กน้อย นัยน์ตาสีม่วงสวยจ้องมองการกระทำของเด็กหนุ่มอย่างตกตะลึง ใบหน้าขาวเนียนปรากฏรอยแดงจางๆบนสองข้างแก้มเมื่อต้องเผชิญกับการกระทำที่คาดไม่ถึงของอีกฝ่าย

 

และเมื่อหลานชายเงยหน้าขึ้นมา ทั้งคู่ก็สบตากันอีกครั้ง ในขณะที่สีแดงบนใบหน้าของหัสดินเริ่มเด่นชัดขึ้น คราสก็เอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงจริงจังผิดปกติ

 

“ผมรักคุณ”

 

ไม่ใช่คำพูดในฐานะของหลานชาย แต่เป็นคำพูดบอกรักในฐานะของผู้ชายคนหนึ่ง…ซึ่งหลงรักผู้ชายอีกคนมาอย่างยาวนาน หัวใจของหัสดินเต้นโครมคราม ปกติแล้ว ไม่ว่าจะเผชิญปัญหาอะไร เขาก็รับมือได้ทั้งสิ้น แต่เมื่อเป็นเรื่องของหัวใจ ก็มีแต่ต้องยอมแพ้อย่างหมดมาด

 

ไม่ได้ตอบรับ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ หัสดินที่ทำตัวไม่ถูกเดินทางไปทำงานด้วยสภาพประหนึ่งคนไร้สติ

 

หัสดินเกลียดสงกรานต์ เกลียดการสาดน้ำใส่ผู้อื่นอย่างไม่ดูกาลเทศะ ทว่า ในตอนนี้ เขากลับต้องการให้พวกไม่มีมารยาทบางคนสาดน้ำใส่เขาเสียเหลือเกิน

 

ทั้งใบหน้าและหัวใจที่กำลังร้อนผ่าวนั้น จะได้ถูกทำให้สงบลงเสียที

 

 

…….

Osomatsu-San AU FanFiction [ Atsushi x Tougou ] ‘วันสงกรานต์ของอัฐและทศ’

 

Osomatsu-San AU FanFiction

Pairing : Atsushi x Tougou

‘วันสงกรานต์ของอัฐและทศ’

 

………….

 

 

ร้อน

 

ทำไมมันร้อนอย่างนี้?!

 

ท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้าในช่วงเดือนเมษายน อุณหภูมิสามสิบกว่าๆองศาเซลเซียสพาลให้ไม่อยากทำอะไรนอกจากนอนผึ่งพัดลมอยู่ในบ้าน ทั้งๆที่สงกรานต์เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ทำเงินได้มากที่สุดเทศกาลหนึ่งเลยแท้ๆ เป็นช่วงเวลาวุ่นวายที่ทุกคนเอาเงินห้อยคอใส่ซองกันน้ำ โอกาสแบบนี้ หากเป็นตัวผมที่ยังหนุ่มยังแน่นคงรีบคว้าไว้ แต่ตอนนี้อายุอานามก็ปาไปสี่สิบกว่า เรื่องฉวยคว้าสิ่งของท่ามกลางแสงแดดแผดเผาแทบไม่ต้องพูดถึง แค่เดินออกไปซื้อของหน้าปากซอยยังไงไม่ให้เมาแดดไปเสียก่อนก็นับว่ายากแล้ว

 

ยิ่งอายุมากขึ้นก็ใช้ชีวิตโลดโผนได้ลำบากขึ้น ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายขณะหยิบรีโมตขึ้นมา เปลี่ยนช่องโทรทัศน์ไปเรื่อยจนกว่าจะเจอรายการที่ถูกจริต ขณะที่กำลังไล่ตัวเลขบนปุ่มรีโมตอย่างไร้จุดหมาย เสียงออดหน้ารั้วบ้านก็ดังขึ้น

 

“ใครล่ะนั่น?” ผมเลิกคิ้วสงสัยขณะวางรีโมตลง ไอร้อนจากดวงอาทิตย์ที่สะสมในพื้นปูนชวนให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก และเมื่อเดินไปถึงประตูรั้ว ยังไม่ทันจะได้อ้าปากพูดอะไร ไอ้บ้าที่ยืนอยู่นอกรั้วก็สาดน้ำเข้าใส่ผมโครมใหญ่

 

ซ่า!

 

ผมที่ไม่ทันตั้งรับเป็นต้องเปียกโชกเหมือนหมาแก่ตกน้ำไปโดยปริยาย แม้จะรู้สึกแสบตาอยู่บ้าง แต่ก็ฝืนลืมตาขึ้นมาจ้องหน้าแขกผู้มาเยือนอย่างอาฆาตแค้น

 

“อ้าว ทำไมวันนี้ไม่ใส่เสื้อยืดสีขาวบางๆหน่อยล่ะครับคุณทศ อดเห็นของดีเลยเนี่ย”

 

“ไอ้อัฐ! ไอ้เด็กเวร!” ด่าออกมาได้แค่นั้น ไอ้คุณชายรสนิยมพิลึกก็ถือวิสาสะใช้กุญแจสำรองไขประตูรั้วอย่างอารมณ์ดี เฮ้ยๆ ต่อหน้าต่อตาเจ้าของบ้านเลยนะนั่น!

 

ผมรีบฉวยกุญแจดอกนั้นจากมืออีกฝ่าย ตะคอกถามด้วยความโกรธแค้น

 

“ไอ้หนูอย่างแกมีกุญแจสำรองของบ้านฉันได้ยังไง?! มีเก็บไว้กี่ดอกเนี่ย?!”

 

“ก็แล้วทำไมจะมีไม่ได้ล่ะครับ” ไอ้หนูอัฐยิ้มซื่อ รอยยิ้มของอีกฝ่ายทำให้ผมรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที

 

อัฐ ลูกชายคนเดียวของนักการเมืองพรรคใหญ่ ฐานะดีกว่าผมไม่รู้กี่ร้อยกี่ล้านเท่า ด้วยเหตุนั้นผมจึงตัดสินใจจะเข้าหาเขาเพื่อหลอกเอาเงินจากอีกฝ่าย แต่กลายเป็นว่าจากที่กำลังล่าเหยื่ออยู่ดีๆ ตัวผมกลับกลายเป็นเหยื่อของไอ้หนุ่มนี่ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

 

สุดท้าย คนอย่างผมก็ต้องวิ่งหนีเจ้าเด็กนี่หัวซุกหัวซุน ไม่มีวันไหนที่ไม่โดนตามจีบ จนดูเหมือนว่าผมจะเริ่มชินกับกิจวัตรประจำวันเพี้ยนๆไปแล้ว

 

อากาศร้อน ต่อให้ถูกสาดน้ำแต่ก็ยังร้อนอยู่ดี ผมเลิกสนใจแขกน่ารำคาญ ในเมื่อไล่ยังไงก็ไม่ไป แล้วจะไล่ให้เปลืองน้ำลายไปทำไม ที่ผ่านมาหมอนี่ก็แค่ตามก้นผมต้อยๆ วันนี้ตามเข้ามาถึงในบ้านก็คงไม่น่าจะอันตรายอะไรเท่าไหร่ แค่เด็กคนหนึ่ง ผมรับมือไหวอยู่แล้ว

 

“วันนี้คุณไม่ออกไปทำงานเหรอครับ”

 

อัฐที่เดินตามเข้ามาข้างในบ้านชวนคุยอย่างสุภาพ ผมส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้พูดเหตุผลที่แท้จริงออกไป ขืนบอกไปว่าสังขารไม่อำนวยมีหวังได้ถูกล้อไปตลอดแน่

 

“ไปนั่งตรงนั้น ห้ามซน” ผมในสภาพเปียกโชกหันไปสั่งคนอายุน้อยกว่า ตั้งใจจะเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัว แต่ไอ้หนูคว้าแขนของผมไว้แน่น ในขณะที่ผมยังไม่ทันได้โวยวายอะไรก็ถูกอีกฝ่ายรวบกอดกะทันหัน มือของอัฐกดหัวของผมเอาไว้ ใบหน้าของผมปะทะเข้ากับแผ่นอกของไอ้เด็กเวรเบาๆ

 

“ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ราคาแพงน่าดูเลยนะครับ คุณน่าจะชอบ”

 

ผมโกรธจนควันออกหู นึกไม่ถึงว่าแค่จะไปเช็ดหน้ายังมีข้ออ้างให้ไอ้หนูนี่ฉวยโอกาสเล่นพิเรนทร์ๆเอาได้ มีอย่างที่ไหน บังคับให้ใช้เสื้อเช็ดหน้าแทนผ้าขนหนู แถมยังเป็นเสื้อที่ถูกสวมอยู่อีกต่างหาก

 

ฝ่ายที่สวมเสื้อได้กำไรคือได้กอด ได้ใกล้ชิด ในขณะที่ฝ่ายเช็ดหน้าได้สัมผัสแผงอกผ่านเสื้อ นี่ทริคในการลวนลามแตะเนื้อต้องตัวมันล้ำหน้าไปขนาดนี้แล้วเหรอ…. โกรธก็ส่วนโกรธ แต่ในฐานะที่ผมเป็นหนึ่งในอาชีพที่ต้องใช้ความเจ้าเล่ห์เป็นเครื่องมือทำมาหากิน ยังไงก็คงต้องขอชมเชยจากใจจริง

 

แต่ว่า ยังไงก็หงุดหงิดโว้ย! เล่นอะไรปัญญาอ่อนไปได้!

 

เมื่อมือที่กดหัวผมอยู่คลายแรงลง ผมก็รีบฉวยโอกาสผงกหัวขึ้นทันที ตั้งใจจะด่าพร้อมๆกับกระทืบเท้าใส่ไอ้เด็กร้ายกาจ แต่ทันทีที่เงยหน้าขึ้นมา สัมผัสหยุ่นๆอุ่นเปียกที่ลากผ่านแก้มก็ทำให้ผมนิ่งค้างทำอะไรไม่ถูก

 

อะ…อะไร?

 

ในที่สุดอัฐก็ปล่อยให้ผมเป็นอิสระ เมื่อเห็นอีกฝ่ายแลบลิ้นยิ้มเผล่ ผมที่กำลังยกมือแตะสัมผัสแก้มอย่างงุนงงก็เข้าใจปริศนาทั้งหมดทันที

 

“เชี่ย! ไอ้เด็กเวร น นี่แก…..”

 

“ก็เห็นว่ายังมีหยดน้ำเกาะอยู่นิดหน่อย เลยช่วยเลียให้น่ะครับ”

 

ตอบออกมาพร้อมกับรอยยิ้มน่าหมั่นไส้ เส้นสติของผมขาดผึงไปเรียบร้อยแล้ว สองมือฉวยคว้าอะไรก็ตามที่อยู่ใกล้ตัวปาใส่ไอ้แขกตัวป่วนอย่างโกรธแค้น

 

“ตายๆๆๆๆ ถ้าวันนี้ไม่ได้ฆ่าแกฉันนอนไม่หลับแน่!!”

 

“ฮะๆๆ แต่ผมว่าผมน่าจะนอนหลับฝันดีนะครับ”

 

ไอ้หนูอัฐหัวเราะเบาๆขณะวิ่งหนีผมอย่างสนุกสนาน บ้าเอ๊ย สงกรานต์ปีนี้อุตส่าห์ตั้งใจจะพักผ่อนให้สบายแท้ๆ สรุปว่าหมกตัวอยู่ในบ้านดันเหนื่อยกว่าตากแดดอยู่นอกบ้านอีกงั้นเรอะ!

 

“หยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้ตัวแสบ!!”

 

ผมวิ่งไล่กวดไอ้เด็กเวรไปพลาง หอบแฮ่กไปพลาง ในใจท่วมท้นไปด้วยคำสบถรุนแรง บางทีถ้าผมไม่ประมาท เปิดประตูรับไอ้เด็กนี่เข้ามา…

 

“เฮ้ย! เดี๋ยวก่อนนะ เรื่องกุญแจสำรองยังไม่เคลียร์เลยนี่หว่า!!”

 

และแล้ว ในที่สุดผมก็เพิ่งตระหนักได้อย่างจริงจังว่า ไอ้คุณชายนี่ไม่ใช่แค่ตัวป่วน แต่นี่มันระดับตัวหายนะชัดๆ!

 

ผมทำสีหน้ายุ่งยากขณะขว้างปาสิ่งของไล่หลังอีกฝ่าย จู่ๆก็รู้สึกราวกับว่า ชีวิตส่วนตัวของผมไม่น่าจะปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว

 

…………..

Yume100 AU FanFiction [ Kagetora x Sky ] ‘Yakuza’

 

Yume100 AU FanFiction

Pairing : Kagetora x Sky

‘Yakuza’

Rate : G

 

.

 

 

คาเงโทระรู้สึกคุ้นหน้าชายผมเขียวคนนั้นเหลือเกิน

 

ท่ามกลางความคึกคักของงานเทศกาลยามค่ำคืน แสงสีเสียงต่างๆโอบล้อมฝูงชนเอาไว้อย่างแน่นหนา หัวหน้าแก๊งยากูซ่าชื่อกระฉ่อนยืนอยู่ตรงนั้น ชุดยูคาตะสีดำที่ถูกสวมใส่อยู่หลวมๆเข้ากันได้ดีกับโครงหน้าชาวเอเชียและเรือนผมสีดำสนิท สายตาคมกริบยังคงจ้องมองร่างสูงโปร่งที่กำลังเหนี่ยวไกปืนอัดลมด้วยท่วงท่าสง่างามราวกับมืออาชีพ

 

ลูกโป่งสีสันสดใสที่เป่าลมเรียบร้อยแล้วถูกยัดเรียงกันอยู่ในช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ แต่ละช่องถูกคั่นด้วยแผ่นกระดาษลังสีน้ำตาล เศษกระดาษแผ่นเล็กๆเขียนตัวเลขแปะอยู่บนชั้นวาง ลอยเหนือลูกโป่งเล็กน้อย สายตาของชายหนุ่มจับจ้องไปยังเป้ายิงแต่ละจุด ด้วยความรวดเร็ว เขายิงปืนออกไปหนึ่งนัด ก่อนจะรัวนิ้วลั่นไกไปตามเป้าที่เล็งทีละเป้า

 

โป้ง! โป้ง! โป้ง! โป้ง!

 

เสียงลูกโป่งแตกติดกันหลายลูกดังขึ้นทันทีที่กระสุนปลอมพุ่งตรงไปหาเป้าหมายอย่างแม่นยำ ผู้เป็นเจ้าของร้านหน้าซีดเผือดขณะเดินไปหยิบของรางวัลด้วยมืออันสั่นเทา ในขณะที่เด็กชายเด็กหญิงที่ยืนมุงอยู่แถวนั้นปรบมือกันเกรียวกราว ชายผมเขียวหัวเราะออกมาเบาๆ รับของรางวัลจากเจ้าของร้านแผงลอย แล้วยื่นส่งให้เด็กๆทีละคน

 

“หุ่นยนต์ตัวนี้ของนาย ส่วนตัวนี้ก็…”

 

เศษกระดาษแผ่นเล็กๆถูกหยิบขึ้นมาขณะขานเรียกเด็กแต่ละคน และหลังจากที่ทุกคนได้รับของรางวัลครบแล้ว ชายหนุ่มก็ก้มลงมองตัวอักษรขยุกขยิกในกระดาษอีกครั้ง

 

“คราวนี้จักรยานเรอะ เหมือนจะอยู่ที่ร้านตรงนั้นสินะ” คนผมเขียวพึมพำขณะมองไปยังแผงร้านฝั่งตรงข้าม และบังเอิญสบตาเข้ากับเจ้าของร้านพอดิบพอดี เล่นเอาคนเป็นพ่อค้าสะดุ้งโหยงด้วยความหวาดระแวง

 

นักแม่นปืนวางปืนอัดลมคืน ก่อนจะเดินไปหาเป้าหมายใหม่ที่สะดุ้งเมื่อครู่ เมื่อเห็นว่าเจ้าของร้านไม่เต็มใจจะรับเงิน ชายผมเขียวก็หัวเราะออกมาเบาๆ

 

“วางใจเถอะ ผมเอาแค่จักรยานอย่างเดียว” ว่าแล้วก็ยัดเงินใส่มือคุณลุงเจ้าของร้าน คว้าเอาตะกร้าใส่ลูกดอก เล็งหาป้ายตัวเลขของรางวัลที่ต้องการอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงขว้างออกไปอย่างรวดเร็ว

 

โป้ง!

 

เสียงลูกโป่งแตกดังขึ้นหนึ่งครั้ง หลังจากนั้นก็เงียบสนิท ไม่มีใครได้ยินเสียงลูกโป่งดังขึ้นอีก

 

ตะกร้าใส่ลูกดอกที่เหลือถูกส่งคืนให้เจ้าของร้านที่กำลังยืนงง คาเงโทระจ้องมองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่จูงจักรยานออกไปอย่างอารมณ์ดี ในที่สุดเขาก็นึกชื่อของคนคนนั้นออกจนได้

 

สกาย มือปืนที่ว่ากันว่ามีความสามารถต่ำที่สุดในวงการมืด สถิติการฆ่าคนด้วยปืนคือศูนย์ครั้ง เพราะทุกครั้งที่รับงานลอบยิง เขาจะยิงพลาดทุกครั้งอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทุกวันนี้ที่ยังพอมีเงินเลี้ยงปากท้องอยู่ได้ก็เพราะไปรับจ้างสอนเด็กยิงปืนอัดลม หรือไม่ก็รับจ้างสอยรางวัลตามแผงลอยในงานเทศกาล

 

คาเงโทระหรี่ตาลงเล็กน้อย ฝีมือห่วยแตกอะไรกัน ทั้งทักษะและความเชี่ยวชาญของคนคนนั้นหากนำไปใช้งานจริงต้องกลายเป็นมือปืนที่เก่งกาจที่สุดเป็นแน่

 

ยากูซ่าหนุ่มเดินตามหลังสกายไปอย่างนึกสนใจ เดิมทีเขาตั้งใจจะออกมาเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศเพียงครู่เดียวเท่านั้น แต่กลับเจอของล้ำค่าเข้าเสียได้ เพชรในตมเช่นนี้ หากปล่อยผ่านไป ก็คงเรียกได้ว่าโง่เต็มที

 

เสียงฝีเท้าที่ดังไล่หลังมาทำให้สกายหยุดกึก มีอะไรบางอย่างผิดแปลกไปจากปกติ ยากที่จะอธิบายความรู้สึกเหล่านั้นออกมาเป็นรูปธรรม และในเมื่อสัญญาณเตือนภัยในใจร้องลั่นไม่ยอมหยุด ชายหนุ่มจึงค่อยๆเปลี่ยนจังหวะการเดิน แทรกตัวเข้าไปในฝูงชนอย่างยากลำบาก พร้อมกับครุ่นคิดว่าจะจัดการอย่างไรกับจักรยานของผู้ว่าจ้าง หากไม่ทิ้งย่อมหนีลำบาก แต่จะทิ้งก็ไม่ได้ ฉับพลัน ฝ่ามือหยาบกร้านวางแปะลงบนบ่าอย่างเงียบงัน สกายสะดุ้งโหยง นึกด่าในความเลินเล่อชั่วครู่ของตัวเอง นึกไม่ถึงว่าจะถูกเข้าประชิดตัวได้รวดเร็วเพียงนี้

 

“ไปหาที่คุยข้างนอกกันเถอะ” เสียงของเจ้าของมือทุ้มต่ำแหบห้าว แม้ว่าน้ำเสียงจะค่อนข้างผ่อนคลาย แต่กลับเจือไปด้วยอำนาจบางประการ สกายเหลือบมองมือบนบ่าตัวเอง เห็นแค่มือก็รับรู้ได้ถึงความร้ายกาจ จึงจำใจเดินจูงจักรยานออกจากงานเทศกาลตามความต้องการของอีกฝ่าย ระหว่างทางก็นึกย้อนทบทวนถึงสาเหตุที่ทำให้ตนต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้

 

แต่ไม่ว่าจะย้อนนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก เขาเป็นมือปืนว่างงาน เรียกได้ว่าแทบไม่ได้คลุกคลีอะไรกับวงการมืดเสียด้วยซ้ำ แต่กลับถูกคนท่าทางอันตรายบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน

 

เดินฝ่าฝูงชนมาได้สักพักก็ถึงทางออก บริเวณนี้คนค่อนข้างน้อยเพราะส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวกันอยู่ในงาน ในที่สุดคาเงโทระก็ปล่อยมือออกจากบ่าของสกาย ต่างฝ่ายต่างหันมาเผชิญหน้ากัน ด้วยท่าทีที่แตกต่างกัน

 

คาเงโทระค่อนข้างอารมณ์ดีพอสมควร ในขณะที่สกายค่อนข้างหวาดระแวง

 

หลังจากที่ได้เห็นใบหน้าของคาเงโทระเต็มตา สกายตะลึงงัน อ้าปากค้างอย่างเผลอไผล ใครใช้ให้คนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาคือยากูซ่าชื่อกระฉ่อนกันล่ะ ไอ้ความต่างระดับกันราวฟ้ากับเหวนี่มันอะไร

 

เผลอนิ่วหน้าโดยอัตโนมัติ เดิมทีสกายไม่ค่อยถูกชะตากับพวกวงการมืดเสียเท่าไหร่ เขาเกลียดการฆ่าฟัน หวาดกลัวกลิ่นคาวเลือด แต่ที่ยังไม่ลาออกจากสมาคมมือปืนรับจ้างก็เพื่อให้พวกเด็กๆหรือชาวบ้านทั่วไปมีความเชื่อถือความสามารถของเขาเท่านั้น

 

มือปืนว่างงานไร้ฝีมือ กับ คนธรรมดาที่อาศัยว่ายิงแม่นนิดหน่อยก็ถือวิสาสะมาสอนพิเศษ ต่อให้ตำแหน่งข้างหน้าฟังดูไร้ความสามารถ แต่ก็ยังฟังดูดีกว่าคนธรรมดาอยู่แล้ว

 

ที่สำคัญ ถึงจะน่าเจ็บใจที่ต้องนับรวมตัวเองเข้ากับพวกมือเปื้อนเลือด แต่สกายก็อดยอมรับไม่ได้ว่า อาชีพมือปืนนั้น ช่างเป็นอาชีพที่เท่เสียเหลือเกิน

 

อยากสูบบุหรี่ แต่ก็สูบไม่เป็น

 

อยากขี่มอเตอร์ไซค์ แต่ก็ขี่ไม่เป็น

 

อยากเป็นมือปืน แต่ก็ฆ่าคนไม่เป็น ที่สำคัญคือไม่อยากฆ่าเสียด้วย

 

ราวกับว่าสวรรค์จงใจกลั่นแกล้ง สิ่งที่ถูกสกายมองว่าเป็นเรื่องเท่ กลับกลายเป็นสิ่งที่เขาหวาดกลัวเสียอย่างนั้น สุดท้ายก็ต้องกลายเป็นคนสูบบุหรี่ที่ไม่จุดไฟ ขี่จักรยานดัดแปลงที่หลอกตัวเองว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ และเป็นมือปืนรับจ้างล่ารางวัลตามงานเทศกาล

 

กลับสู่ปัจจุบัน สกายเลิกย้อนนึกถึงอดีต หันกลับไปเผชิญหน้ากับคาเงโทระอย่างไม่ประมาท

 

“มีธุระอะไรกับผม?”

 

“ฉันสนใจฝีมือของนาย” คาเงโทระยักยิ้มบาง เอ่ยตอบกลับไปอย่างอารมณ์ดี คนผมเขียวกะพริบตาปริบๆ เครื่องหมายคำถามลอยเกลื่อนเต็มหัว

 

“ก็แค่ยิงเป้านิ่งถูก ของแบบนั้นมือปืนที่ไหนก็ทำได้” สกายยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย ยิ่งเห็นดังนั้นคาเงโทระก็ยิ่งถูกใจ ทวีความสนใจในตัวอีกฝ่ายมากขึ้น

 

“คนที่มองไม่ออกก็มีแต่พวกห่วยแตกเท่านั้นล่ะ” ร่างสูงกำยำโน้มกายเข้าหาอีกฝ่ายเล็กน้อย นัยน์ตาของคนทั้งสองสบมองกันอยู่เนิ่นนาน

 

“ว่ากันตามตรง ฉันอยากได้นายมาเป็นลูกน้องของฉัน”

 

“คงต้องขอปฏิเสธ ผมไม่ฆ่าคน” แม้ว่าถ้อยคำที่ใช้จะยังเป็นภาษาสุภาพ แต่น้ำเสียงของสกายเริ่มแข็งกระด้างขึ้นมาบ้างแล้ว

 

คาเงโทระพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

 

“พิลึกดี มือปืนที่ไม่ฆ่าคน” เอ่ยออกมาเช่นนั้น ก่อนที่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะผุดพรายขึ้นมาบนใบหน้าหล่อเหลา สกายรู้สึกหนาวยะเยือก เผลอก้าวถอยหลังไปเล็กน้อยอย่างไม่ได้ตั้งใจ

 

“พ เพราะงั้นตัดใจซะเถอะ เอาผมเข้าแก๊งคุณก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก” มือที่จับจักรยานไว้เริ่มมีเหงื่อซึมออกมาอย่างรวดเร็ว

 

ทว่า คำพูดดังกล่าวกลับไม่สามารถเปลี่ยนความตั้งใจของยากูซ่าผมดำได้แม้แต่น้อย คาเงโทระหัวเราะออกมาเบาๆ ครั้งหนึ่งในอดีต ตัวเขาเองก็ตั้งใจจะเป็นยากูซ่าที่ไม่ฆ่าใคร แต่เมื่อเวลาผ่านไป สัจจะที่เคยตั้งไว้ก็เริ่มเจือจาง เลือนหายไปตามกาลเวลา เป็นไปได้ด้วยหรือที่จะมือสะอาดได้เมื่ออยู่ในวงล้อมของคนมือสกปรก

 

กาลเวลาและสภาพแวดล้อมนั้นมีอิทธิพลต่อมนุษย์มากขนาดไหน มีหรือที่คนมากประสบการณ์อย่างเขาจะไม่มีวันล่วงรู้

 

“ฆ่าคนน่ะยากแค่ตอนเริ่มต้น แต่ฆ่าไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็ชินเอง” สุ้มเสียงที่เอ่ยออกมาฟังดูเลือดเย็นอย่างบอกไม่ถูก ขนแขนของสกายลุกชันด้วยความหวาดกลัว เขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนี้เลยสักนิด แต่ถึงอย่างนั้น…

 

ถ้าหนีไปเฉยๆ มันก็น่าหงุดหงิด

 

“ดูเหมือนคุณจะเชื่อสุดๆเลยนะว่าถ้าผมไปอยู่กับคุณ ผมจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน”

 

“แน่นอน ฉันเห็นมาเยอะแล้ว แรกๆก็ปากเก่งกันอย่างนี้ทั้งนั้นล่ะ”

 

น่าแปลก รอยยิ้มของคาเงโทระไม่ใช่สิ่งน่ากลัวอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่ยั่วโมโหสกายมากที่สุดไปเสียได้

 

“ผมไม่สนใจข้อเสนอของคุณ ไม่ชอบทัศนคติของคุณ พวกเราร่วมงานกันไม่ได้หรอก”

 

อารมณ์ที่ปะทุขึ้นฉับพลันทำให้สกายเอ่ยความรู้สึกของตนออกไปจนหมดเปลือก คาเงโทระนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นกับความตรงไปตรงมาดังกล่าว

 

ถูกยั่วยุได้ง่ายเสียจริง เมื่อครู่นี้ยังกลัวเขาจนหัวหดอยู่เลยแท้ๆ

 

“เด็กหนอเด็ก” ว่าแล้วก็บ่นพึมพำอย่างระอาใจ ทำให้สกายหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม

 

“ลูกค้ารอนานแล้ว ขอตัว” สกายกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ก่อนที่จะได้ขยับตัว มือแกร่งของคาเงโทระก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของคนผมเขียว ก่อนจะกึ่งลากกึ่งจูงอีกฝ่ายกลับเข้าไปในงานเทศกาลด้วยพลกำลังมหาศาล

 

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอจ้างนายบ้างก็แล้วกัน คราวนี้ไม่มีข้ออ้างแล้วนะ”

 

“เฮ้ย?! เดี๋ยวๆ ลูกค้าอย่างคุณผมไม่เอา! ไม่รับ!” สกายโวยวายเสียงดัง แต่ถึงอย่างนั้นก็ฝืนแรงไม่ได้ ต้องลากจักรยานตามไปอย่างเงอะๆงะๆ ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนเกี่ยงงาน แต่นาทีนี้สกายยอมถูกปรามาสว่าเป็นคนรักสบายเลือกงานไปตลอดชาติยังจะดีเสียกว่า

 

คาเงโทระและสกายกลับเข้าไปในงานอีกครั้ง ร่างกำยำชี้นิ้วไปยังร้านแผงลอยแห่งหนึ่ง ตระกร้าใส่ลูกดอกหลากสีวางเรียงกันอยู่หน้าร้าน เมื่อมองลึกเข้าไปก็เห็นเป้ายิงรูปวงกลมแปะอยู่บนแผ่นไม้สีเข้ม

 

“มีอยู่ห้าเป้า เอาให้เข้าทุกเป้าล่ะ” คาเงโทระสั่งพลางลากสกายให้เดินไปยังร้านแห่งนั้นด้วยกัน คนผมดำจ่ายเงินให้เจ้าของร้าน แย่งจักรยานมาจากสกายเป็นตัวประกัน ทำให้คนผมเขียวต้องยอมตามน้ำไปอย่างช่วยไม่ได้

 

“แค่เข้าเป้าก็พอใช่มั้ย ได้! รีบเล่นจะได้รีบๆจบ” บ่นอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะขว้างลูกดอกในมือออกไปอย่างแม่นยำ เสียงลูกดอกปักเข้าที่กึ่งกลางเป้าดังติดต่อกันห้าครั้งถ้วน เป็นไปตามการคาดเดาของคาเงโทระ หัวหน้าแก๊งยากูซ่าเอ่ยกับเจ้าของร้านอย่างอารมณ์ดี

 

“รางวัลล่ะ?”

 

“เอ้อ….เข้าเป้า5เป้า รางวัลคือเลือกเอาจากของในส่วนนั้นได้หนึ่งอย่างครับ” เจ้าของหลุดออกจากอาการมึนงงก่อนจะผายมือไปยังกลุ่มของรางวัลชิ้นใหญ่ คาเงโทระมองอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน

 

“เอาอันนั้นได้ไหม” ปลายนิ้วของคนผมดำชี้ไปยังตุ๊กตาหมีสีขาวตัวใหญ่ที่วางอยู่อีกฝั่ง เมื่อเห็นว่าลูกค้าต้องการของราคาถูกกว่าที่คาด เจ้าของร้านก็รีบร้อนยื่นตุ๊กตาใส่มือยากูซ่าหนุ่มทันทีด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจเสียก่อน

 

“อะ…อะไรของคุณ…” สกายอ้าปากค้างตะลึงงัน แต่รู้ตัวอีกที ตุ๊กตาหมีสีขาวตัวนั้นก็ถูกยัดเยียดใส่มือของเขาเสียแล้ว

 

“เหมาะกับเด็กๆอย่างนายดีนะ ว่ามั้ย” คาเงโทระคลี่ยิ้มกวนโอ๊ย ก่อนจะใช้วงแขนกว้างโอบไหล่สกายอย่างถือวิสาสะ

 

“เดี๋ยวฉันไปส่งที่บ้าน แล้วพรุ่งนี้ก็จะไปหาแต่เช้า ถ้าไม่อยากให้คอยดูแลเหมือนเด็กๆก็หัดทำตัวให้สมกับเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว”

 

“นี่คุณ…!”

 

“แค่เข้าแก๊งฉันก็จบเรื่องแล้วแท้ๆ”

 

สกายฟังคำของอีกฝ่ายแล้วก็พลันหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก นี่มันวิธีชวนคนเข้าแก๊งประเภทไหนกัน

 

ท่ามกลางความคึกคักของงานเทศกาลยามค่ำคืน แสงสีเสียงต่างๆโอบล้อมฝูงชนเอาไว้อย่างแน่นหนา ปกติแล้วคาเงโทระไม่ค่อยสนุกสนานกับงานเทศกาลเสียเท่าไหร่

 

ทว่า

 

ไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างของอีกฝ่ายทำให้ยากูซ่าหนุ่มลอบยิ้ม กระชับวงแขนให้แน่นขึ้นอย่างเอาแต่ใจ

 

นานๆทีได้แกล้งเด็กบ้างก็สนุกดี

 

งานเทศกาลครั้งนี้ นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว

 

 

……

 

 

 

 

 

 

 

 

Yume 100 FanFiction [ Kagetora x Sky ] ‘Cigar’

Yume 100 FanFiction

Pairing : Kagetora x Sky

Rate : G

 

‘Cigar’

 

.

 

 

ครั้งหนึ่งในความทรงจำ เจ้าของร้านขายของชำเคยเอ่ยกับผมว่า หากจะสูบบุหรี่ต้องเกรงใจผู้อื่น สูบในที่ที่ควรสูบ ไม่สูบในสถานที่ห้ามสูบ และเมื่อตัวผมในตอนนั้นที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะพยักหน้ารับคำอย่างกระตือรือร้น นั่นทำให้คู่สนทนาคลี่ยิ้มพึงพอใจ การสอนสั่งให้คนรุ่นใหม่มีสามัญสำนึกและความรับผิดชอบต่อคนหมู่มาก ราวกับว่าสิ่งนั้นถูกตั้งเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งในชีวิตของเขา

 

แต่ก่อนที่คุณลุงเจ้าของร้านจะได้ยื่นกล่องบุหรี่ขนาดกะทัดรัดส่งให้ผม เขากำชับเตือนบางสิ่งแก่ผมเป็นครั้งสุดท้าย น้ำเสียงของเขา กึ่งจริงจัง กึ่งหยอกล้อ จนไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าคำพูดนั้นมีมูลความจริงหรือเป็นเพียงคำโป้ปดมดเท็จเลื่อนลอย

 

‘ถ้าจะสูบบุหรี่ ก็อย่าไปยุ่งกับคนสูบซิการ์เชียวล่ะ’

 

และเป็นอีกครั้งที่ผมพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง หลังจากนั้น ห้วงเวลาคล้อยผ่านไปนานปี ผมเคยได้ยินผ่านหูมาบ้างว่า ซิการ์กับบุหรี่นั้นอยู่ร่วมกันไม่ได้ ราวกับน้ำและน้ำมันที่แยกชั้นกันอย่างชัดเจน การสูบบุหรี่ต่างจากสูบซิการ์ตรงที่ซิการ์ไม่สูดควันเข้าปอด และไม่ใช้เวลาสูบอย่างรวดเร็ว แต่จะค่อยๆลิ้มรสควันที่อบอวลอยู่ในปาก ละเลียดความผ่อนคลายนั้นอย่างสุขสม ถ้าเปรียบบุหรี่เป็นสามัญชน ซิการ์ก็คงเป็นดั่งขุนนางชั้นสูง

 

ขุนนางกับสามัญชน เพียงแค่ความแตกต่างของคำเปรียบเปรยก็แสดงให้เห็นถึงรอยร้าวในสายสัมพันธ์อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของผม เรื่องฐานะอาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทั้งคนสูบบุหรี่และคนสูบซิการ์ไม่ถูกกัน แต่เหตุผลหลักๆก็คงหนีไม่พ้นเรื่องกลิ่นนิโคตินจากบุหรี่ที่ทำให้รสสัมผัสของซิการ์ผิดเพี้ยนไป

 

ซึ่งนั่นทำให้ผมที่กำลังคาบบุหรี่อยู่ในปากกลายเป็นข้อยกเว้นที่จะได้รับความรู้สึกแง่ลบจากคนสูบซิการ์

 

เพราะอะไรอย่างนั้นหรือ? ออกจะเป็นเรื่องน่าขายหน้าหากความลับนี้ถูกนำไปร่ำลือในหมู่สิงห์อมควัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องยอมรับอย่างช่วยไม่ได้ว่า ตั้งแต่วันที่ผมได้รับบุหรี่กล่องแรกในชีวิตมาจากลุงเจ้าของร้าน

 

ผมก็ได้แต่คาบมันไว้ในปาก ไม่เคยจุดสูบเลยแม้สักครั้งเดียว

 

 

.

 

 

ท่ามกลางความมืดสลัวของบรรยากาศในช่วงเช้ามืด ผมได้ยินเสียงก้านไม้ขีดไฟถูกับกล่องกระดาษ เสียงเสียดสีนั้นดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยเสียงลุกพรึ่บของเปลวไฟขนาดเล็ก ผมลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ใครบางคนนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ เรือนผมสีดำของเขายุ่งเหยิงเล็กน้อย ราวกับว่าเมื่อลุกจากเตียงนอนก็ตรงดิ่งไปทำงานทันที และถึงแม้ว่าเขาจะนั่งหันหลังให้ แต่รูปร่างที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันช่วยให้ผมระบุตัวตนของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี

 

เสียงขีดเขียนดังคลอไปกับเสียงนกร้องนอกหน้าต่าง ควันสีเทาขุ่นลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ผมรู้ได้ทันทีว่าคาเงโทระกำลังเพลิดเพลินใจอยู่กับซิการ์สีน้ำตาลเปลือกไม้เช่นเคย เป็นอย่างนี้เสมอ ทุกครั้งเมื่อต้องใช้ความคิด เขามักจะสูบซิการ์ เพื่อช่วยให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลายและอารมณ์ดีพอที่จะรับผิดชอบต้นฉบับนิทานในมือ

 

ผมเหม่อมองเพดานห้อง ย้อนนึกถึงคำเตือนเลือนรางที่ลุงเจ้าของร้านขายของชำเคยกำชับเอาไว้ อย่ายุ่งกับคนสูบซิการ์อย่างนั้นหรือ? ตอนที่พบกันครั้งแรก ผมไม่ได้อยากยุ่งกับคาเงโทระเสียหน่อย พวกเราดูไม่เหมือนคนที่จะเข้ากันได้ดีเลยสักนิด เขาคาบซิการ์ ส่วนผมคาบบุหรี่ เราสองคนยืนเคียงกัน อาศัยชายคาของอาคารแห่งหนึ่งเป็นสถานที่หลบฝนชั่วคราวอย่างช่วยไม่ได้

 

สายฝนไม่มีทีท่าว่าจะซาลงแม้แต่น้อย ความรู้สึกอึดอัดเริ่มรุกคืบเข้ามาในใจของผม ทำให้อดเหลือบมองคนที่ยืนอารมณ์เสียอยู่ข้างๆไม่ได้ และในตอนนั้นเองที่พวกเราสบตากันเข้าพอดี

 

ผมสะดุ้งเฮือกอย่างลืมตัว คาเงโทระในตอนนั้นหรี่ตามองผม เอ่ยคำพูดออกมาด้วยน้ำเสียงดุดัน

 

‘อย่าได้หยิบไฟแช็กขึ้นมาจุดเชียว’

 

ท่าทางอารมณ์เสียเต็มที แต่ใช่ว่ามีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่หงุดหงิดกับสถานการณ์และสภาพอากาศชื้นแฉะ ผมตอบโต้กลับไปอย่างอวดเก่งและวางมาด

 

‘เฮอะ วางใจเถอะ ฉันไม่สูบต่อหน้าคนอื่นหรอก ทำอย่างนั้นออกจะไร้มารยาทไปหน่อย’

 

ผมจงใจเน้นประโยคหลังสุดเป็นพิเศษ พร้อมกับจ้องมองไปยังซิการ์สีน้ำตาลที่มีควันพวยพุ่งออกมา กลิ่นของยาสูบผสมผสานกับกลิ่นความชื้นจากเม็ดฝน โดยรวมแล้วไม่ใช่กลิ่นที่ดีสักเท่าไหร่

 

เงียบสนิท นอกจากเสียงสายฝนห่าใหญ่ตกกระทบผิวดินก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก ทั้งๆที่ผมเตรียมใจจะเขวี้ยงถังขยะแถวนั้นใส่เพื่อถ่วงเวลา แล้ววิ่งหนีทันทีที่อีกฝ่ายขยับตัว แต่กลับไม่มีท่าทีส่อเค้าความรุนแรงออกมาจากคู่สนทนาแม้แต่น้อย

 

ไม่นานนัก คาเงโทระในตอนนั้นแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ริมฝีปากเหยียดยิ้มประหลาดขณะจ้องมองผมด้วยสายตาที่คาดเดาไม่ได้

 

‘พิลึก ถ้าไม่สูบต่อหน้าคนอื่น แล้วจะหยิบขึ้นมาคาบเฉยๆทำไม? ทำไมไม่เก็บใส่กล่อง’

 

‘น นั่นมัน….’ ผมพูดอะไรไม่ออกเมื่อต้องกลายเป็นฝ่ายถูกเล่นงานเสียเอง ขณะที่กำลังเลิ่กลั่กคิดหาคำแก้ตัว คาเงโทระก็หยิบซิการ์ออกจากปาก อมควันไว้ในปากครู่หนึ่งเพื่อลิ้มรสกลิ่นยาสูบ ก่อนจะปล่อยควันในปากออกมาอย่างเชื่องช้า

 

‘ฉันไม่สูบแล้ว ตามสบาย จะจุดไฟหรืออะไรก็ทำไป’

 

‘……’ ผมรู้สึกอับจนหนทางยิ่งกว่าเก่า ถ้าไม่สูบก็คงดูพิลึกไม่น้อย แต่ถ้าจะสูบ… ปัญหาหลักก็คือ คนสูบบุหรี่ไม่เป็นอย่างผมพกไฟแช็คติดตัวเสียที่ไหนกัน ยิ่งเอ่ยปากขอยืมไฟจากอีกฝ่าย ไม่ใช่ว่ายิ่งดูผิดปกติหรอกหรือ?

 

‘ฉันไม่อยากสูบตอนนี้’ ตัวผมในอดีตว่าพลางยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ขัดแย้งกับภายในที่กำลังลนลาน ส่วนคาเงโทระยักยิ้มอย่างอารมณ์ดี ไม่ใส่ใจกับคำตอบของผมเท่าไหร่นัก

 

‘แปลกนะ ปกติแล้วคนสูบบุหรี่ต้องมีกลิ่นนิโคติน’ คำพูดลอยๆนั้นทำให้ผมสะดุ้งโหยง รู้ตัวทันทีว่าต่อให้แก้ตัวอย่างไรก็ไม่มีวันฟังขึ้น

 

และนั่นคือความประทับใจแรกพบของผมกับคาเงโทระ ชายผู้ซึ่งทำให้ผมพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีวี่แววว่าจะเถียงชนะเขาเลยสักครั้ง

 

กลับสู่ปัจจุบัน ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ อดีตเป็นอย่างไร สถานการณ์ในปัจจุบันเองก็เป็นเช่นนั้น ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะพยายามต่อกรกับอีกฝ่ายมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับความล้มเหลวกลับมาตอกย้ำความพ่ายแพ้อยู่เสมอ

 

บางที ผมอาจจะเกิดมาเพื่อพ่ายแพ้เขาไปตลอดชีวิตก็เป็นได้

 

กลิ่นซิการ์ยังคงลอยเจือจางอยู่ในอากาศ ทว่า เสียงขีดเขียนหยุดลงแล้ว ฟูกที่ผมกำลังนอนอยู่ยุบตัวลงไปตามน้ำหนักที่โถมทับลงมา เมื่อหันหน้าไปก็เจอกับร่างใหญ่โตของคาเงโทระตามคาด

 

“คิดอะไรอยู่?”

 

“ตอนที่ฉันกับนายเจอกันครั้งแรก” ผมว่าพลางยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ประสบการณ์ในอดีตสอนผมว่า การนอนบนเตียงในขณะที่อีกฝ่ายนั่ง ค่อนข้างเป็นสถานการณ์ที่น่าหวาดเสียว คาเงโทระชอบเล่นทีเผลอ ฉวยโอกาสคร่อมร่างผมทุกครั้งที่มีโอกาส อีกทั้งยังเอ่ยคำหยอกล้อทุกครั้งราวกับตั้งใจจะแกล้งให้ผมอับอายไปชั่วชีวิต ดังนั้น ด้านล่างก็ฟูก ด้านบนก็คาเงโทระ สถานการณ์ที่ราวกับทางตันไร้ซึ่งทางออก เลี่ยงได้ก็เลี่ยงเสียจะดีกว่า

 

“อ้อ” คนผมดำว่าพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้ซอกคอของผม สูดดมฟุดฟิดอย่างเอาแต่ใจ

 

“จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีกลิ่นนิโคติน”

 

“ก็รู้อยู่แล้วยังจะดมอีกเรอะ!” ผมรีบใช้มือยันใบหน้าอีกฝ่ายออกไปทันที อีกแล้ว เป็นอย่างนี้เสมอ ฉวยโอกาสทุกครั้งที่มีช่องว่าง ถึงแม้ว่าเรื่องแบบนี้จะกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของพวกเราไปแล้ว แต่ผมก็ยังไม่ค่อยจะชินเสียที

 

ทันใดนั้น ผมก็ถูกจู่โจมระลอกสอง ความรู้สึกจั๊กจี้ที่มาพร้อมกับสัมผัสเปียกอุ่นเกิดขึ้นกลางฝ่ามืออย่างกะทันหัน ทำให้ผมรีบปล่อยมือออกจากใบหน้าของอีกฝ่าย คาเงโทระคลี่ยิ้มร้ายกาจ ลิ้นที่เคยใช้เลียฝ่ามือของผมเมื่อครู่ตวัดเลียริมฝีปากอย่างเจ้าเล่ห์

 

“ม ไม่กลับไปเขียนนิทานของนายต่อรึไง!”

 

“เขียนสิ แต่ว่าเล่นกับนายแล้วหัวค่อยโล่งขึ้นหน่อย ช่วยได้เยอะกว่าซิการ์อีก” ในที่สุดคาเงโทระก็ลุกจากเตียง เดินไปยังโต๊ะเขียนหนังสือตัวเดิม ไม่เข้าใจเลย แกล้งคนอย่างผมนี่มันสนุกขนาดนั้นเลยหรือไง

 

เสียงขีดเขียนดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ควันสีขุ่นที่เคยปรากฏอยู่อย่างเด่นชัดนั้นหายไปแล้ว จะเหลือก็แต่เพียงกลิ่นยาสูบเจือจางที่เกาะติดข้าวของทุกอย่างในห้องนี้ แม้กระทั่งเสื้อผ้าและร่างกายของผมเองก็มีกลิ่นติดด้วยเช่นกัน

 

พยายามกำจัดอย่างไรก็ไม่หาย ราวกับว่าเจ้ากลิ่นนี่ฝังรากลึกลงไปในร่างกาย เพื่อที่จะครอบงำผมอย่างไรอย่างนั้น

 

ผมถอนหายใจอย่างปลดปลง

 

จะให้ชนะคาเงโทระอย่างนั้นหรือ แม้แต่กลิ่นซิการ์ของเขา ผมยังเอาชนะไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำ ช่างน่ารันทดใจเสียจริง

 

 

………