Marvel’s The Defenders Drabble [ Danny Rand x Matt Murdock ] ‘IF’

 

Marvel’s The Defenders Drabble

 

 

[ Danny Rand x Matt Murdock ]

 

 

‘IF’

 

 

………..

 

 

‘ปกป้องเมืองของฉันด้วย’

 
นั่นคือคำพูดสุดท้ายของแมตต์ เมอร์ด็อคที่แดนนี่ได้ยิน

 

เสียงกระซิบแผ่วเบานั้นคล้ายกับว่าจะเป็นคำสั่งเสีย แต่กลับไร้ซึ่งความรู้สึกแง่ลบใดๆ มันฟังดูผ่อนคลาย ผ่อนคลายเสียจนแดนนี่ไม่คิดว่ามันจะเป็นคำสั่งเสียจากปีศาจแห่งเฮลส์คิทเช่นจริงๆ

 
ทว่า ท่ามกลางเสียงร้องลั่นของรถพยาบาลและเสียงตึกที่กำลังถล่มเพราะแรงระเบิด กลับไร้ซึ่งร่างของแดร์เดวิลยืนรวมกลุ่มกับพวกเขาอย่างที่ควรจะเป็น แดนนี่เม้มริมฝีปากแน่น มีร่างบอบบางของคอลลีน วิงส์อยู่ในอ้อมกอด เธอกำลังร้องไห้ ในขณะที่เขาเองก็กำลังกลั้นน้ำตาอย่างสุดความสามารถ

 
แมตต์…แดร์เดวิลคนนั้น…ไม่คิดแม้แต่จะมีชีวิตรอดกลับมาด้วยซ้ำ

 
แม้จะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานพอ แต่แดนนี่ก็นึกเสียใจกับความตื้นเขินของตัวเองที่ยอมปล่อยให้นายศาลเตี้ยคนนั้นทำตามอำเภอใจ ทำไมแมตต์ถึงได้สละชีวิตตัวเองได้ง่ายดายเช่นนั้น หนึ่งชีวิตของเขานั้นไม่มีค่าเลยหรือ?

 
และแน่นอนว่า คำตอบก็คือ ‘ไม่ใช่’

 

จะกี่ชีวิตบนโลกก็ล้วนสำคัญเท่าเทียมกัน

 
ต่อให้แมตต์เป็นฮีโร่ เป็นศาลเตี้ย ต่อให้มีความสามารถในการต่อกรกับเหล่าร้าย แต่จำเป็นด้วยหรือที่แมตต์ต้องแบกรับอะไรแบบนี้อยู่คนเดียว แบกรับความหนักอึ้งที่แม้จะล่องหนแต่ก็มีตัวตนและมีน้ำหนักมหาศาล

 

ความหนักอึ้งที่เรียกว่าความรับผิดชอบ

 

“…..”

 

คล้ายกับว่าคำพูดติดอยู่ในลำคอ ชายหนุ่มยังคงพูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่ ในความเห็นของแดนนี่ ต่อให้แมตต์ เมอร์ด็อคไม่ใช่คนเลวที่สมควรโดนชกด้วยไอออนฟิสต์ แต่ทายาทแรนด์เอนเตอร์ไพรส์ก็ยังคงอยากชกคุณทนายตาบอดสักหนึ่งหมัด

 
เขาจะชกด้วยแรงทั้งหมดที่มี แล้วหามแมตต์หนีออกไปจากไอ้ตึกเวรนั่นก่อนที่มั่นจะถล่มลงมา

 
ถ้าหากย้อนกลับไปได้ เขาก็คงทำเช่นนั้น แม้ว่าจะถูกโกรธในภายหลังก็ตามที

 
……

 

 

Advertisements

Marvel’s The Defenders FanFiction [ Danny Rand x Matt Murdock ] ‘Rainy Night’

 

 

Marvel’s The Defenders FanFiction

 

 

[ Danny Rand x Matt Murdock ]

 

 

‘Rainy Night’

 

 

Rate : NC-18

 

 

………

 

 

 

ในค่ำคืนหนึ่งของเฮลส์คิทเช่นที่ฝนตกหนัก

 

 

แมตต์ เมอร์ด็อคละความสนใจจากเสียงฝนสาดกระทบหน้าต่าง เขาลุกจากโซฟาหนานุ่มแล้วเดินไปที่ประตู แม้จะไร้ซึ่งประสาทสัมผัสทางตา แต่ประสาทสัมผัสอื่น ๆ ที่มีศักยภาพเหนือมนุษย์ทั่วไปก็ทำให้เขารู้ได้ว่ามีแขกมาเยือนในยามวิกาลเช่นนี้

 

 

มือที่เคยชกต่อยวายร้ายมาหลายร้อยคนคว้าหมับไปที่ลูกบิด ไม่นานนักบานประตูก็เปิดอ้าออก กลิ่นที่คุ้นชินของผู้มาเยือนทำให้แมตต์รู้ถึงตัวตนของอีกฝ่ายได้ทันที

 

 

เบื้องหน้าของเขาในตอนนี้คือแดนนี่ แรนด์ไม่ผิดแน่ ทนายความตาบอดเผยยิ้มเบาบาง แต่ก่อนที่จะได้เอ่ยปากเชื้อเชิญหนุ่มน้อยคนสนิทเข้ามาในห้อง ทายาทแรนด์เอนเตอร์ไพรส์กลับคว้าร่างของแมตต์เข้าไปกอดอย่างแนบแน่น

 

 

หลังจากนั้น แดนนี่ก็จูบเขา

 

 

เสียงประตูปิดดังปัง แมตต์เซถอยหลังไปหลายก้าวเมื่อถูกอีกฝ่ายรุกจูบอย่างโหยหา ชายหนุ่มลังเลใจอยู่เพียงแค่เสี้ยววินาที ก่อนจะตอบรับรสจูบหวานล้ำของคนอายุน้อยกว่า ลิ้นร้อนของทั้งสองคนตวัดเกี่ยวพันกันอยู่พักหนึ่งจึงผละออกจากกัน แมตต์หอบหายใจเล็กน้อย แม้เขาจะมองไม่เห็นสีหน้าและแววตา แต่ก็รู้สึกได้ถึงความปรารถนาของแดนนี่ผ่านลมหายใจที่ไม่ปกติ

 

 

และสัมผัสได้ถึงความต้องการแบบเดียวกัน ที่ปะทุอยู่ภายในร่างของตนเอง

 

 

“ผม…” ไอออนฟิสต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สติของเขาเลือนรางเต็มที คล้ายกับว่ากำลังข่มกลั้นสัญชาตญาณดิบของตัวเองเอาไว้ ใช่แล้ว แดนนี่เป็นเด็กดีที่ไม่ชอบฝืนใจใคร สิ่งที่เขามักจะทำเป็นประจำก็คือการสารภาพความรู้สึกอย่างซื่อตรง แล้วก็ขออนุญาตอย่างตรงไปตรงมา

 

 

และถึงแม้ว่าจะมองไม่เห็นนัยน์ตาเว้าวอนของอีกฝ่าย แต่แมตต์ก็ไม่เคยปฏิเสธเขา

 

 

“อือ…ด แดนนี่..ฮ้าา”

 

 

จบลงบนเตียงเช่นปกติ ลมหายใจสะดุดเป็นห้วง ๆ ยามเมื่อถูกเล้าโลม เสียงหอบครางของทนายหนุ่มดังผะแผ่วอยู่ใต้ร่างของคนอายุน้อยกว่า แว่นกันแดดคู่ใจถูกถอดวางอยู่กับกางเกงสแล็คและเข็มขัดหนังบนพื้นห้อง แมตต์ในสภาพเปลือยท่อนล่างอ้าขาออก รับเอาความใหญ่โตของแดนนี่เข้ามาในร่างอย่างสมยอม ยามเมื่อแดนนี่กระแทกหนึ่งครั้ง ชายหนุ่มก็ร้องออกมาพร้อมกับจิกเล็บลงบนผิวเนื้อขาวซีดของอีกฝ่ายจนเกิดรอย

 

 

“แดน…”

 

 

เสียงเรียกชื่อขาดหายไปเมื่อถูกริมฝีปากของแดนนี่ประกบทับ เหลือแต่เพียงเสียงครางระเส่าเร้าอารมณ์ที่ดังอยู่ต่อเนื่อง แดนนี่ปล่อยให้ช่วงล่างของตนปรนเปรอคนแก่กว่า มือก็ควานปลดกระดุมเชิ้ตขาวยับยู่ยี่ของแมตต์ไปด้วย อันที่จริงแดนนี่ชอบให้แมตต์ใส่เชิ้ตแบบนี้ในเวลาที่มีอะไรกัน มันเป็นสิ่งที่ปลุกเร้าเขาได้ดี จะมีข้อเสียอยู่อย่างเดียวก็ตรงที่มันทำให้เขาลูบไล้เคล้นคลึงเรือนกายของอีกฝ่ายไม่ถนัดก็เท่านั้น

 

 

แต่ปัญหานี้ก็แก้ได้ไม่ยาก เมื่อนึกอยากสัมผัสหยอกล้อตุ่มไตบนยอดอกของอีกฝ่าย แดนนี่จะแกะกระดุมออก และใช้นิ้วหยอกล้อทักทายให้มันชูชันขึ้น ครั้งนี้ก็เช่นกัน เขาหยอกล้อมันเสียจนได้ยินเสียงร้องที่แทบจะคลั่งของแมตต์ ซึ่งนั่นทำให้ทายาทแรนด์เอนเตอร์ไพรส์เส้นสติขาดผึง เขาละริมฝีปากจากจูบเร่าร้อนแล้วลากมาที่ลำคอของอีกฝ่าย ขบกัดดูดดุนจนเป็นรอยจ้ำ พร้อม ๆ กับโถมแรงกระแทกเข้าไปในร่างของแมตต์ให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 

“ฮ้า…ฮึกก ด แดนนี่… โอ แดนนี่…”

 

 

แมตต์ร้องเรียกชื่อด้วยเสียงที่แหบพร่าเพราะกามารมณ์ กระตุ้นให้แดนนี่ดิบเถื่อนเข้าไปใหญ่ เขากระแทกเข้าไปอีกทีหนึ่ง และอีกหลาย ๆ ครั้งตามมาจนแมตต์หวีดร้องเสียงดัง เตียงขนาดห้าฟุตกว่าส่งเสียงยวบยาบตามแรงโถมคล้ายกับว่าจะพังในไม่ช้า

 

 

เสียงเอี๊ยดอ๊าดของเตียงดังปนไปกับเสียงคราง ระหว่างที่กำลังบุกรุกเข้าไปในช่องทางคับแน่น มือของแดนนี่ก็ยังคงอยู่ไม่สุข ย้ายตำแหน่งจากยอดอกไปเล่นกับแก่นกายที่กำลังตั้งชันด้วยแรงปรารถนา มือของชายหนุ่มแตะสัมผัสส่วนอ่อนไหวเป็นเชิงหยอกล้อ เสียงลมหายใจของคนใต้ร่างพลันติดขัดกว่าเดิม และในความรู้สึกของแดนนี่ สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ทำให้แมตต์เซ็กซี่กว่าเดิมเป็นเท่าตัว

 

 

“แดน…แดนนี่…”

 

 

“แมตต์…”

 

 

แดนนี่ตอบรับเสียงเรียกของอีกฝ่าย หลังประทับตราแสดงความเป็นเจ้าของเรียบร้อยแล้วก็กลับไปจูบอีกครั้ง จูบครั้งนี้ยังคงร้อนแรง และความต้องการของแดนนี่และแมตต์ก็ยังคงล้นปรี่ พวกเขาแลกเปลี่ยนความรักกันต่อไปอย่างไม่อาจหยุดได้

 

 

แลกเปลี่ยนและตักตวงความสุขสมในครั้งนี้ก็เพื่อชดเชยให้กับช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน หรือก็คือช่วงเวลาที่แมตต์ เมอร์ด็อคจากทุกคนไปเพราะแรงระเบิด ศาลเตี้ยแห่งเฮลส์คิทเช่นยังคงหอบหนัก จิกทึ้งแผ่นหลังของคนอายุน้อยกว่าจนเกือบจะได้แผล พวกเขาจมดิ่งกับการชดเชยอยู่นาน จนกระทั่งเสียงฝนสาดกระทบหน้าต่างนั้นหยุดลง แม้แต่ความอึกทึกวุ่นวายภายนอกที่แมตต์เคยได้ยินก็เงียบหายไปเช่นกัน

 

 

สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในห้วงมโนสำนึกของแดร์เดวิล ณ ขณะนี้ มีแต่เพียงตัวตนของชายหนุ่มผิวซีดคนหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่าใคร

 

 

แดนนี่ แรนด์

 

 

 

……

 

Young Justice FanFiction [ Superman x Superboy ] ‘ว่าด้วยเรื่องชุดรัดรูป’

 

Young Justice FanFiction

 

Superman x Superboy

 

‘ว่าด้วยเรื่องชุดรัดรูป’

 

 

 

……….

 

 

คอนเนอร์ เคนท์ไม่ชอบชุดรัดรูปชุดนี้เอาเสียเลย

 

 

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นขณะเหลือบมองเสื้อผ้าที่วางแผ่อยู่บนเตียง ชุดแขนยาวขายาวรัดรูปสีฟ้า กางเกงในสีแดงสด และผ้าคลุมผืนยาวสุดเห่ย ให้ตายเถอะ ถึงซุปเปอร์แมนจะลงทุนเอามาให้ลองสวมดูถึงที่ห้องพักในฐาน แต่เขาก็ทำไม่ลงจริงๆ

 

 

นี่มันน่าอายจะตายไป…

 

 

“ไม่ลองดูล่ะ?”

 

 

“ขอบคุณนะ แต่ว่าไม่ดีกว่า”

 

 

ซุปเปอร์แมนขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบของเด็กหนุ่มร่างโคลน “เธอไม่ชอบเหรอ?”

 

 

“เอ้อ…นั่นมันก็…”

 

 

คอนเนอร์ไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับไปอย่างไรดี ถึงแม้จะไม่ชอบชุดที่ซุปเปอร์แมนนำมาให้ แต่ก็ใช่ว่าจะเกลียดมันไปเสียทั้งหมด ตัวอักษร S กลางอกเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เด็กหนุ่มยอมรับได้ อันที่จริง เขาออกจะชอบมันเสียด้วยซ้ำ

 

 

“ผมว่ามันไม่ค่อยเหมาะกับผมเท่าไหร่” ซุปเปอร์บอยตอบออกมาจนได้หลังจากที่อึกอักอยู่นาน ร่างโคลนเสมองไปทางอื่น ซึ่งท่าทีของคอนเนอร์ก็อยู่ในสายตาของบุรุษเหล็กมาตั้งแต่แรก ซุปเปอร์แมนยักยิ้มเบาบาง เอ่ยออกไปอย่างผ่อนคลาย

 

 

“ตามใจ งั้นไม่ต้องใส่ก็ได้”

 

 

“โอ้ ขอบคุณ” คอรเนอร์ดูจะโล่งอกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย และก่อนที่จะทันได้ตั้งตัว ร่างกำยำของคนตรงหน้าก็โน้มใบหน้าเข้าหาเขา กลีบริมฝีปากของมนุษย์ต่างดาวประกบเข้ากับริมฝีปากของเด็กหนุ่มร่างโคลนอย่างแนบแน่น

 

 

เป็นชั่วเสี้ยววินาทีที่คอนเนอร์ชะงักค้าง ก่อนจะถูกรุกจูบอย่างหิวกระหาย ลิ้นร้อนของซุปเปอร์แมนกวาดไปทั่วโพรงปากของเด็กหนุ่ม คอนเนอร์ร้องครางในลำคอ ไม่ใช่จูบครั้งแรกของพวกเขาก็จริง แต่ซุปเปอร์บอยก็ยังคงไม่คุ้นชินกับความร้อนแรงนี้ จึงทำได้แค่จูบตอบอย่างเงอะๆงะๆเท่านั้น

 

 

ซุปเปอร์แมนดูจะพอใจกับการตอบสนองของเด็กหนุ่มเป็นอย่างมาก ซึ่งท่าทีสุขุมคุมเกมของเขาก็แตกต่างจากอีกฝ่ายอย่างสิ้นเชิง คอนเนอร์ในยามนี้ถูกชักนำให้คล้อยตามอย่างน่าเอ็นดู ลิ้นร้อนสองลิ้นตวัดรัดพันเกี่ยว เสียงชื้นแฉะจากของเหลวในโพรงปากดังขึ้นพร้อมๆกับเสียงครางและเสียงลมหายใจที่ดูจะติดๆขัดๆ

 

 

ซุปเปอร์บอยสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมือหยาบกร้านของซุปเปอร์แมนเริ่มอยู่ไม่สุข มันทิ้งสัมผัสประหลาดไว้เมื่อลูบไล้เรือนร่างของเขา และวนเวียนอยู่ที่บั้นท้ายยาวนานกว่าบริเวณอื่น

 

 

“อา…”

 

 

ผละออกจากกันในที่สุด เพื่อให้คอนเนอร์ได้พักหายใจ ตักตวงเอาออกซิเจนเข้าปอดอย่างเต็มที่ ซุปเปอร์แมนปล่อยให้เด็กหนุ่มหอบหายใจอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ร่างของคนเด็กกว่าจะถูกช้อนอุ้มท่าเจ้าสาวแล้วพาไปที่เตียงนอนอย่างง่ายดาย

 

 

“ด เดี๋ยว?!” คอนเนอร์หน้าร้อนผ่าว นัยน์ตาสีฟ้าสวยตวัดมองซุปเปอร์แมนทันที

 

 

“ค คุณจะทำเหรอ ตอนนี้เนี่ยนะ?!”

 

 

“แน่นอน นานๆทีเราจะได้เจอกันนี่” ร่างกำยำเอ่ยเช่นนั้นพลางส่งยิ้มบางๆให้คู่สนทนา คนแก่กว่าวางร่างของเด็กหนุ่มลงบนเตียงนุ่ม ในตอนนั้นเองที่นัยน์ตาสีฟ้าสองคู่สบกันเข้าพอดีในระยะประชิด หูทิพย์ของคอนเนอร์เหมือนจะได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นเร็วและดังกว่าปกติ

 

 

“ผมนึกว่าคุณแวะมาเพราะเรื่องชุด…”

 

 

“แค่หาข้ออ้างให้ได้มาเจอเธอน่ะ” ซุปเปอร์แมนตอบด้วยน้ำเสียงที่สัมผัสได้ถึงความจริงใจ ขณะเดียวกันก็ใช้มือข้างถนัดปัดชุดรัดรูปที่วางอยู่ให้พ้นหูพ้นตา คอนเนอร์ที่ได้ยินเสียงเสื้อผ้าหล่นลงไปกองบนพื้นได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ

 

 

“คุณไม่สนใจมันแล้วหรือไง”

 

 

คนถูกถามหัวเราะเบาๆ เงาร่างใหญ่โตทาบทับลงบนร่างกายของคอนเนอร์ ระหว่างนั้นมือหยาบกร้านของคนอายุมากกว่าก็เริ่มจัดการปลดซิปกางเกงของอีกฝ่ายไปด้วย เสียงซิปที่ถูกดึงจากบนลงล่างดังคลอไปกับถ้อยคำของซุปเปอร์แมน

 

 

“ก็อย่างที่ฉันพูดไปแล้วไง ชุดนั้นน่ะ เธอไม่ต้องใส่ก็ได้”

 

 

“แล้วก็รวมถึงเสื้อผ้าของเธอตอนนี้ด้วย คอนเนอร์”

 

 

 

…….

 

 

 

ไทม์ไลน์ซีซันสองค่ะ

Marvel’s The Defenders FanFiction [ Luke Cage x Danny Rand ] ‘Coffee?’

 

Marvel’s The Defenders FanFiction

 

Luke Cage x Danny Rand

 

‘Coffee?’

 

 

……….

 

 

“เฮ่ ลุค ไปดื่มกาแฟกันไหม”

 

 

คาร์ล ลูคัส หรือในที่นี้คือลุค เคจถึงกับสำลักน้ำเปล่าที่กำลังยกดื่ม คนผิวเข้มส่งเสียงไอค่อกแค่กในขณะที่แดนนี่ แรนด์ลนลานลูบหลังตบหลังเขาอย่างเป็นห่วงเป็นใย

 

 

“เอ้อ นาย…กาแฟ…?” ลุคละล่ำละลักถาม ในขณะที่แดนนี่พยักหน้าหงึกๆ

 

 

“ใช่ กาแฟ” ไอออนฟิสต์ตอบ มือก็ยังลูบหลังคนตัวโตไม่หยุด

 

 

“อยู่คุนหลุนผมได้ดื่มแต่ชา ไม่เคยลองกาแฟเลย ในฮาร์เล็มมีร้านไหนดังๆบ้างไหม”

 

 

“อ้อ…ก็พอจะรู้จักอยู่บ้าง” ลุคตอบกลับไปหลังจากที่เช็ดปากด้วยแขนเสื้อ อันที่จริง การชวนดื่มกาแฟเป็นประโยคที่แฝงความนัยเรื่องเซ็กส์ได้อย่างแนบเนียน ใครๆที่ไหนต่างก็รู้ความหมายของมัน แต่ไม่ใช่กับแดนนี่ แรนด์คนซื่อแน่นอน

 

 

ชายผิวเข้มถอนหายใจ ลืมคิดไปเลยว่าคนอย่างแดนนี่ไม่น่าจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน

 

 

ให้ตายสิ นี่เขาคาดหวังอะไรอยู่เนี่ย….

 

 

ก็แค่ไปดื่มกาแฟ ดื่มกาแฟแบบตรงตามตัวอักษรเป๊ะๆ

 

 

“เยี่ยม คุณรู้จริงๆด้วย งั้นก็ไปกันเลยเถอะ”

 

 

“อืม” วีรบุรุษแห่งฮาร์เล็มตอบตกลงอย่างง่ายดาย แดนนี่ท่าทางอารมณ์ดีมาก ชายหนุ่มฮัมเพลงเบาๆ กระชับเสื้อนอกที่สวมทับอยู่อย่างร่าเริง

 

 

ลุค เคจมองดูเพื่อนซี้ต่างวัยที่อายุน้อยกว่าเขาเป็นสิบๆปีแล้วก็ได้แต่ลอบอมยิ้มอยู่อย่างนั้น แดนนี่ถึงแม้จะเป็นผู้ใหญ่แล้วแต่ทั้งนิสัยทั้งสามัญสำนึกก็ยังคงเหมือนกับเด็กเล็กๆไม่มีผิด นับว่าไอออนฟิสต์คนนี้เป็นที่รักที่เอ็นดูของลุค เคจอยู่ไม่น้อย

 

 

เพียงแต่ว่าคนที่ถูกรักหรือแดนนี่ แรนด์ผู้ไม่ประสีประสาด้านความรักไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยสักนิด

 

 

“เฮ่ แดนนี่”

 

 

“หืม?”

 

 

เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายเรียกชื่อตน ทายาทแรนด์เอนเตอร์ไพรส์ก็เงยหน้ามองร่างสูงใหญ่ของคู่สนทนา ฝ่ายลุคเองก็ก้มลงมองหน้าคนเด็กกว่า พวกเขาสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง นัยน์ตาของชายผิวเข้มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกอะไรบางอย่างที่แดนนี่มองไม่ออกเลยสักนิด

 

 

“เอาไว้วันหลัง…ฉันจะชวนนายไปดื่มกาแฟบ้างก็แล้วกัน”

 

 

……

Marvel’s The Defenders FanFiction [ Luke Cage x Danny Rand ] ‘Good Night’

 

 

Marvel’s The Defenders FanFiction

 

Luke Cage x Danny Rand

 

‘Good Night’

 

……..

 

 

สิ่งที่ขดตัวอยู่ในอ้อมกอดของเขา กำลังทำให้ลุค เคจอมยิ้มเบาบาง

 

 

คนที่กำลังมอบความอบอุ่นให้เรือนร่างเปลือยเปล่าของเขาในตอนนี้ก็คือแดนนี่ แรนด์ ชายหนุ่มร่างผอมที่อายุน้อยกว่าเขาเป็นสิบปี

 

 

“อืม…” เสียงครางเบาๆฟังไม่ได้ศัพท์ดังลอดออกมาจากริมฝีปากของแดนนี่ เจ้าของผิวเนื้อขาวเนียนขยับตัวเล็กน้อย เบียดชิดหุ่นกำยำของลุคยิ่งกว่าเดิม และเมื่อหามุมองศาที่พอใจได้แล้ว เสียงงึมงำนั้นก็เงียบหายไป หลงเหลือแต่เพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของอีกฝ่ายเท่านั้น

 

 

ลุคหัวเราะเบาๆ พยายามไม่ทำให้อีกฝ่ายตื่นขึ้นมาในตอนนี้ ชายหนุ่มผิวเข้มพ่นลมหายใจ รอยยิ้มยังคงไม่จางหายไปจากใบหน้า หลังจากที่จัดการเรื่องทางเพศกันเรียบร้อยแล้ว ลุคก็มักจะมองดูแดนนี่ที่ค่อยๆผล็อยหลับไปคาอ้อมกอดของเขา

 

 

ย้อนนึกกลับไป ตั้งแต่ที่ได้เจอกันครั้งแรกจนมาถึงตอนนี้ ความสัมพันธ์ของพวกเขาพัฒนามาได้ไกลเหลือเกิน

 

 

ในค่ำคืนที่เจอกันครั้งแรก แดนนี่เรียกว่าทำอะไรเขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่ในขณะที่กำลังย่ามใจ หมัดของนายคนขาวผอมกะหร่องก็เรืองแสงสีเหลืองทองขึ้นมาอย่างเป็นปริศนา

 

 

แล้วหลังจากนั้น แดนนี่ก็ต่อยเขา

 

 

มันเจ็บ เจ็บมาก เจ็บเสียจนต้องประคบแผลด้วยน้ำแข็ง แคลร์ดูจะตกใจและประหลาดใจมากเมื่อได้ยินสิ่งที่เขาเล่า แต่กลับเป็นฝ่ายลุคที่ตกใจยิ่งกว่าเมื่อเขาได้เผชิญหน้ากับเจ้าของหมัดคนนั้นเป็นครั้งที่สอง

 

 

ลูกคุณหนูจากแรนด์เอนเตอร์ไพรซ์ แดนนี่ แรนด์

 

 

ท่ามกลางบทสนทนาสองต่อสองสุดพิลึกพิลั่นเรื่องคุนหลุน ลุคก็รู้สึกได้คร่าวๆว่าไอ้เจ้าหนูคนนี้นิสัยแทบจะไม่ต่างไปกับเด็กอายุน้อยคนหนึ่งที่ไม่รู้จักการพูดคุยแบบผู้ใหญ่ ไม่รู้จักการโกหก สิ่งที่เขาทำเป็นอย่างเดียวก็คือการพูดความจริงโดยไม่สนใจปฏิกิริยาของคนรอบข้างแต่อย่างใด

 

 

ซื่อตรงราวกับไม้บรรทัด จริงใจราวกับเทวดา นั่นคือสิ่งที่เขากับแมตต์ เมอร์ด็อกเคยคุยกันเกี่ยวกับแดนนี่ แต่ถ้าจะใช้ศัพท์ตามที่เจสสิก้า โจนส์ใช้ ก็ต้องเรียกว่าซื่อบื้อ

 

 

แต่ถึงจะนิสัยเด็กไปเสียหน่อยสำหรับคนวัยยี่สิบต้นๆ แดนนี่ แรนด์ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายเอาแต่ใจ เขามีจิตใจที่งดงาม พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่กลัวเกรงสิ่งใด ไม่สนใจความลำบากของตัวเอง เป็นคนดีที่น่านับถือคนหนึ่ง

 

 

ไม่ได้เอาแต่หลบซ่อน แต่กลับเลือกที่จะเผชิญหน้า แตกต่างจากลุคในอดีตราวฟ้ากับเหว

 

 

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ลุคเริ่มไว้วางใจแดนนี่มากขึ้นเรื่อยๆ จากคนแปลกหน้าเลื่อนขั้นไปเป็นเพื่อนร่วมทีม เลื่อนขั้นไปเป็นคนสนิท

 

 

แล้วในที่สุด มันก็เกิดขึ้นจนได้

 

 

ในค่ำคืนหนึ่งที่มีเพียงเขาสองคน ขณะที่ลุคกำลังนั่งฟังเรื่องเล่าของไอออนฟิสต์ตามปกติ ชายผิวเข้มเลื่อนสายตาจากหน้าต่างไปมองร่างผอมบางของแดนนี่ แสงจันทร์สีนวลในยามนั้นส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของคนอายุน้อยกว่า ดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับคล้ายดวงดาวทำให้ลุคถึงกับลืมหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง

 

 

ช่วงวินาทีพิลึกพิลั่นที่เขามีความคิดแบบนี้โผล่เข้ามาในหัวสมอง

 

 

น่ารัก

 

 

แดนนี่ แรนด์….น่ารัก

 

 

พอได้สติลุคก็ขมวดคิ้วมุ่น ชายผิวเข้มขอตัวออกไปเคาะหัวตัวเองสองสามทีเพื่อเรียกสติ ก่อนจะกลับเข้ามานั่งที่เดิม ฟังแดนนี่พล่ามน้ำท่วมทุ่งต่ออีกรอบ

 

 

แต่ถึงแม้จะเรียกสติกลับมาได้ครบถ้วน แดนนี่ แรนด์ก็ยังคงน่ารักน่าเอ็นดูในสายตาของลุค เคจอยู่ดี

 

 

สรุปว่าที่เคาะหัวตัวเองไปนั้นไม่ได้ผลอะไรเลย ถ้าอย่างนั้นปัญหาไม่น่าจะอยู่ที่สมอง แต่น่าจะอยู่ที่สายตา แล้วก็หัวใจของเขามากกว่า

 

 

“ให้ตายสิ…”

 

 

ลุคพึมพำเบาๆ ถ้อยคำนั้นคล้ายกับว่าเขามีเรื่องไม่พอใจ แต่น้ำเสียงกลับฟังดูไม่เหมือนคนหงุดหงิดเลยสักนิด ชายหนุ่มกระชับร่างผอมบางในอ้อมกอดให้แน่นขึ้นเล็กน้อย รับเอาไออุ่นจางๆที่ถ่ายทอดจากร่างของอีกฝ่ายมาสู่ร่างของเขาด้วยความเต็มใจ

 

 

แม้ว่าการย้อนอดีตของเขาจะจบลงแล้ว แต่รอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าก็ยังไม่จางหาย คนผิวเข้มเหลือบมองคนในอ้อมแขนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหลับตาลงช้าๆ

 

 

แล้วลุค เคจก็หลับใหล จมดิ่งสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกับหัวใจที่เป็นสุข

 

 

…….

 

 

Marvel’s The Defenders FanFiction [ Frank Castle x Matt Murdock ] ‘Nice to meet you’

 

กาวและooc รุนแรงมากค่ะฟฟฟฟฟฟฟ เป็นดีเฟนเดอร์ส ft. The Punisher ค่ะ เมื่อคุณแมตต์พาแฟนมาอวดเพื่อน—– /แค่กกกกก

 

 

……………

 

 

Marvel’s The Defenders FanFiction

 

 

Frank Castle x Matt Murdock

 

 

‘Nice to meet you’

 

 

………..

 

 

“สวัสดี ผมชื่อแดนนี่ แรนด์ ผมคือไอออนฟิสต์ผู้เป็นอมตะ”

 

ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบในร้านอาหารจีนรอยัลดราก้อนที่ปิดร้านก่อนเวลาอันควร ชายหนุ่มมหาเศรษฐีแนะนำตัวกับผู้มาเยือนอย่างกระตือรือร้น

 

ชายคนนั้นคือผู้ลงทันฑ์ผู้มีชื่อเสียงด้านความโหดเหี้ยมในการล่าสังหารกลุ่มแก๊งอาชญากรด้วยตัวคนเดียว

 

แฟรงค์ แคสเซิล หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในนาม ‘เดอะ พันนิชเชอร์’

 

“แดนนี่…”

 

แมตธิว เมอร์ด็อกเมื่อได้ยินคำกล่าวแนะนำตัวอย่างจริงใจของแดนนี่แล้วก็แทบยกมือก่ายหน้าผาก สำหรับคนที่ชอบเก็บงำความลับอย่างเขา ความเปิดเผยซื่อตรงของแดนนี่ทำให้แมตต์หนักใจได้เสมอ แม้ว่าการเปิดเผยเรื่องพลังพิเศษต่อหน้าแฟรงค์จะไม่ใช่การเปิดเผยเรื่องพลังต่อหน้าคนธรรมดาก็ตามที

 

เพราะแฟรงค์ใช่คนธรรมดาเสียที่ไหน

 

“แฟรงค์ แคสเซิล” แฟรงค์แนะนำตัวตอบกลับไป ขณะเดียวกันก็หันไปมองเจสสิก้า โจนส์ และลุค เคจที่ยังคงจ้องเขาไม่วางตา

 

“โอเค ถ้าอย่างนั้นพวกคุณก็รู้จักกันแล้ว เริ่มกินกันเลยเถอะ กุ้งจานนั้นเย็นหมดแล้ว”

 

แมตต์แม้จะตาบอดแต่ก็ใช่ว่าจะไม่รับรู้ความไม่พอใจของเจสสิก้าและลุค ทนายหนุ่มจัดแจงเอ่ยขัด พยายามดึงบรรยากาศในร้านให้ผ่อนคลายลง แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในร้านก็ไม่สามารถอดกลั้นความหงุดหงิดเอาไว้ได้

 

“ให้ตายเถอะเมอร์ด็อก นายคิดว่าหมอนี่ไว้ใจได้จริงๆน่ะเหรอ”

 

“เขามันฆาตกรโรคจิตชัดๆ” เห็นเจสสิก้าเปิดนำ ลุคจึงร่วมสมทบด้วยทันที ส่วนแดนนี่ที่ไว้ใจแฟรงค์เพราะแมตต์เป็นคนพามาก็เริ่มไขว้เขวไปบ้างแล้ว

 

“เหอะ” แฟรงค์พ่นลมหายใจ เอื้อมมือไปปิดปากแมตต์ที่พยายามอธิบายให้ทั้งคู่ใจเย็นลง

 

“ฉันไม่ใช่ฆาตกรโรคจิต”

 

“งั้นนายจะบอกว่านายเป็นนักบุญงั้นสิ” เจสสิก้ากอดอกมองอีกฝ่าย พร้อมๆกันกับที่แฟรงค์ยักยิ้มมุมปาก

 

“ฉันไม่ใช่นักบุญ แต่มีแฟนเป็นคาธอลิก เรดนี่แหละแฟนฉัน”

 

ทั้งแดนนี่ ลุค และเจสสิก้ามีสีหน้างุนงง เรดไหนอีก? เรดเป็นใคร? จะมีก็แต่แมตต์ที่เผลอส่งเสียงท้วงอู้อี้ออกมาเบาๆอย่างลืมตัว

 

ซึ่งอากัปกิริยาเพียงเล็กน้อยของแดร์เดวิลก็ไปดึงความสนใจของแม่นักสืบสาวเข้าอย่างจัง เจสสิก้าเบิกตากว้างจ้องมองแมตต์ หญิงสาวพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ ยกมือลูบคางด้วยสีหน้าแจ่มแจ้ง

 

“อ๋อออ”

 

เจสสิก้า!!! มันไม่ใช่อย่างนั้น!!! แมตต์เหมือนได้ยินเสียงตัวเองตะโกนเรียกชื่อนักสืบสาวอยู่หลายครั้ง ในขณะที่ลุค เคจเองก็เริ่มสังเกตเห็นสีหน้าพิลึกพิลั่นของแมตต์ที่กำลังแกะมือปลิงของแฟรงค์ออกจากปากอย่างยากลำบาก

 

“โอเค…. ชื่อเล่นนายน่ารักดีนี่”

 

“นายนี่มันความลับเยอะจริงๆเมอร์ด็อก”

 

“พวกคุณไปเชื่อเรื่องโกหกพกลมของเขาได้ยังไง เฮ่ ฟังผมนะ มันไม่ใช่แบบนั้น” แมตต์ที่เพิ่งได้อ้าปากพูดรีบแก้ไขความเข้าใจผิดๆของทั้งคู่ ชายหนุ่มเกลียดสถานการณ์ตอนนี้จริงๆ แต่ที่เกลียดสุดๆก็คงจะเป็นเสียงหัวเราะเบาๆของเดอะพันนิชเชอร์ที่ดังขึ้นข้างกาย

 

คุณทนายความแอบกระทืบส้นเท้าใส่แฟรงค์เบาๆอย่างหงุดหงิดใจ เขายังไม่ทันตอบตกลงเสียหน่อย ไอ้หมอนี่ทำเป็นได้ใจ แค่เมื่อคืนได้จูบกันนิดหน่อยก็ทึกทักเอาเองว่าเป็นแฟนกันเสียแล้ว จงใจแกล้งกันชัดๆ!

 

แต่ก็นับว่าท่ามกลางความเข้าใจผิดยังพอจะมีเรื่องราวดีๆหลงเหลืออยู่บ้าง

 

“อะไรกัน เข้าใจผิดอะไร ทำไมผมไม่รู้เรื่องอยู่คนเดียว คุณยังปิดบังอะไรพวกเราอีกเหรอ พวกเราเป็นทีมเดียวกันแล้วนะแมตต์!!”

 

แดนนี่หันขวับไปมองแมตต์ ชายหนุ่มผู้ร่ำรวยขึ้นเสียงใส่อย่างกระฟัดกระเฟียด ทำเอาคนตาบอดนึกโล่งใจ ได้แต่พร่ำขอบคุณสวรรค์กับความซื่อใสไม่ทันคนของอีกฝ่าย ขอบคุณที่ไอออนฟิสต์ซื่อเกินไปจนไม่สามารถเข้าใจแผนการกลั่นแกล้งของแฟรงค์ได้

 

พับผ่าเถอะ แมตต์ไม่เคยนึกชอบนิสัยเด็กๆของแดนนี่ แรนด์เทียบเท่าวันนี้เลยจริงๆ

 

 

……..

Bungo to Alchemist FanFiction [ Ibuse Masuji x Mori Ougai ] ‘Rintarou’

กาวและooc รุนแรงมากค่ะฟฟฟฟฟฟฟ

 

……………

 

 

Bungo to Alchemist FanFiction

 

Ibuse Masuji x Mori Ougai

 

‘Rintarou’

 

 

.

 

 

โมริ โอไก ลอบขมวดคิ้ว ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบในห้องพยาบาล ผู้ที่ยื่นหน้าเข้ามาผ่านช่องประตูที่แง้มออกถึงครึ่งหนึ่งก็คืออิบุเสะ มาสึจินั่นเอง

 

ผู้บาดเจ็บยิ้มแห้ง ๆ ยามสังเกตเห็นความหงุดหงิดใจที่ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าคมคายเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว โอไกเป็นเช่นนี้เสมอ มักจะเก็บงำความรู้สึกที่มีต่อเขาเพียงเพราะมารยาททางสังคมที่เคยได้รับการสั่งสอนมา แต่ถึงอย่างนั้น การแสดงของโอไกก็ไม่เคยหลอกลวงอิบุเสะได้สำเร็จสักครั้ง

 

ทว่า เรื่องส่วนตัวก็เป็นส่วนหนึ่ง เรื่องงานก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง สองเรื่องนี้คนอย่างโอไกย่อมแยกแยะออก ชายหนุ่มผละออกจากกองเอกสารบนโต๊ะทำงาน ลุกออกจากเก้าอี้แล้วมองประเมินบาดแผลของผู้บาดเจ็บด้วยสีหน้าเรียบเฉย

 

“เข้ามาก่อนสิ” หมอทหารว่าพลางเดินข้ามห้องไปจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดแผล อิบุเสะพยักหน้า หันหลังไปปิดประตูห้องก่อนจะก้าวเดินไปนั่งบนเตียงนิ่ม สูดกลิ่นของห้องพยาบาลที่บ่งบอกถึงความสะอาดสะอ้านด้วยสีหน้าผ่อนคลาย

 

“รบกวนด้วยนะ โอไก”

 

สิ้นสุดคำพูดของอิบุเสะ เจ้าของชื่อที่กำลังหยิบผ้าพันแผลและยาหลายขวดออกมาวางเรียงกันพลันหยุดการเคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน นัยน์ตาแหลมคมดุจนกเหยี่ยวตวัดมองคนบาดเจ็บอย่างไม่สบอารมณ์ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นเจือไปด้วยความจริงจังระคนความหงุดหงิด

 

“โมริ รินทาโร่”

 

“อ๊ะ” อิบุเสะเบิกตากว้าง ในที่สุดเขาก็ตระหนักรู้ถึงความผิดพลาดของตัวเองเข้าจนได้ โมริ โอไกเป็นชายที่จัดสรรแบ่งแยกงานในส่วนต่าง ๆ ของตนได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ยามถือดินสอจับปากกา เสกสร้างโลกสมมติอีกใบหนึ่งขึ้นมา เขาคือโมริ โอไก นักเขียนผู้มีฝีไม้ลายมือเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ทว่า ในยามที่ต้องทำหน้าที่รักษาผู้คน บำบัดความเจ็บไข้ของผู้ป่วย คนผู้นี้คือโมริ รินทาโร่ หมอทหารผู้จริงจังและทุ่มเทให้กับการทำงานยิ่งกว่าอะไรดี

 

โมริ โอไก และ โมริ รินทาโร่ แม้จะเป็นคนคนเดียวกัน แต่ก็ไม่ใช่คนเดียวกัน

 

“อา…ขอโทษที” อิบุเสะเอ่ยขอโทษออกมาอย่างจริงใจ โอไกเห็นดังนั้นก็ไม่ได้ถือสาหาความอะไรอีก อย่างไรเสียเขาก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว จะมาทำตัวเอาแต่ใจแสดงกริยาอาการเหมือนเด็กต่อหน้าผู้อื่นไม่ได้ ชายหนุ่มเดินกลับมาหาอิบุเสะพร้อมกับผ้าขนหนูชุบน้ำสะอาด สำลี ผ้าพันแผล และขวดยาสองสามขวด ก่อนจะเริ่มลงมือทำหน้าที่ของตนไปเงียบ ๆ ระหว่างนั้นอิบุเสะก็ได้แต่นึกชื่นชมอีกฝ่ายอยู่ในใจ มือที่กำลังเคลื่อนไหวของโอไกใช้สำลีสัมผัสบาดแผลของเขาอย่างอ่อนโยนจนแทบไม่รู้สึกเจ็บ แม้ว่าโอไกจะตั้งแง่ไม่ถูกชะตากับตน แต่เมื่อต้องทำตามหน้าที่ เขาไม่เคยนำเรื่องส่วนตัวมารบกวนจิตใจจนทำให้ต้องเสียงานเลยแม้แต่น้อย

 

จุดนี้ของโอไกนั่นเอง ที่ทำให้อิบุเสะทั้งนับถือ และอยากสนิทสนมกับอีกฝ่ายให้มากกว่านี้

 

แผลของอิบุเสะไม่ใช่บาดแผลใหญ่ ใช้เวลาไม่นานนักโอไกก็ทำความสะอาดและทายาให้เขาเสร็จเรียบร้อย ในขณะที่เริ่มพันแผลให้คนเจ็บอย่างระมัดระวัง อิบุเสะก็เอ่ยเอื้อนคำพูดออกมาคำหนึ่ง คำพูดที่ทำให้มือของโอไกหยุดชะงักกะทันหัน

 

“รินทาโร่”

 

โอไกละสายตาจากผ้าพันแผล รีบเงยหน้าขึ้นมองคนข้างตัวที่นั่งยิ้มอยู่บนเตียงอย่างอารมณ์ดี ทว่า ยังไม่ทันได้เอ่ยปากพูดโต้แย้งอะไร อิบุเสะก็เอ่ยออกมาอีกว่า

 

“ถ้าตอนนี้เรียกโอไกไม่ได้ เรียกรินทาโร่แทนได้ไหม?”

 

“หา…?”

 

โอไกจ้องมองอิบุเสะด้วยสีหน้าตกตะลึง ผู้คนส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงปัญหานี้ด้วยการเรียกนามสกุลของเขา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องจำว่าเวลาใดควรเรียกชื่อใด แม้ว่าจะเป็นวิธีการที่ไม่แสดงถึงความเอาใจใส่ แต่โอไกก็ไม่ได้ว่าอะไร หากอิบุเสะจะเรียกเช่นนั้นบ้างเขาก็ไม่ถือสาหาความ ทว่า ชายคนนี้กลับต้องการที่จะเรียกเขาด้วยชื่อจริง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้สนิทสนมอะไรกันมากมาย ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ แต่อย่างไรเสียตอนนี้การทำแผลก็สำคัญกว่าเรื่องชื่อเรียกที่เป็นเรื่องหยุมหยิม ชายหนุ่มที่เริ่มตั้งสติได้จึงหันกลับไปสนใจผ้าพันแผลต่อ ไม่สนใจเสียงชวนคุยของอิบุเสะอีก เป็นนัยว่าเขาต้องการตอบปฏิเสธอีกฝ่ายไปอย่างอ้อม ๆ นั่นเอง

 

ในที่สุดโอไกก็ทำแผลให้อีกฝ่ายเสร็จจนได้ เขาตรวจตราดูความเรียบร้อยอยู่สักพัก เมื่อมองแล้วไม่พบข้อผิดพลาดอะไรก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง เสร็จไปอีกหนึ่งงาน ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากท่อนแขนใหญ่ เอ่ยกับอิบุเสะว่า

 

“เรียบร้อยแล้ว แผลไม่ใหญ่อะไร อีกสองสามวันก็หายสนิท”

 

“อย่างนั้นหรือ ค่อยยังชั่วหน่อย ขอบคุณนะ รินทาโร่”

 

“ห หา… น นี่….” โอไกทั้งอึ้งทั้งโมโห ยังไม่ทันได้อนุญาตเสียหน่อย ทำไมคนผู้นี้จึงยังดื้อด้านเรียกเขาว่ารินทาโร่อยู่อีก

 

“อิบุเสะ มาสึจิ ฉันยังไม่ได้อนุญาตเสียหน่อย”

 

“อ้าว แล้วกัน… เห็นเงียบ ๆ ไป ก็เลยนึกว่าอนุญาต….”

 

ช่างเป็นชายที่มีตรรกะไม่เหมือนคนทั่วไปเอาเสียจริง! โอไกถอนหายใจระบายโทสะที่เริ่มก่อตัวอยู่ในอก ก่อนจะรีบขับไล่ไสส่งอิบุเสะออกไปจากห้องด้วยความเอือมระอา โดยไม่ทันได้ล่วงรู้ว่า ท่าทีกึ่งสุภาพกึ่งรำคาญใจของเขาที่แสดงออกมาในตอนนี้ สำหรับอิบุเสะแล้ว ช่างเป็นภาพที่ชวนให้ยิ้มออกมาเสียจริง

 

…………….

Yume100 FanFiction [ Kagetora x Sky ] ‘ในห้วงความทรงจำ’

 

Yume100 FanFiction

Pairing : Kagetora x Sky

Rate : PG

‘ในห้วงความทรงจำ’

 

……………………………………………..……….

 

 

ฝนกำลังตกหนัก

 

จากใต้ร่มคันนี้มองผ่านม่านน้ำหนา ๆ ออกไปเห็นอะไรไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ หากเป็นช่วงเวลาปกติ ผมคงไม่วายบ่นกับคนข้าง ๆ แต่ในตอนนี้ผมกลับอยากขอบคุณฟ้าฝนที่ช่วยทำให้ทัศนวิสัยพร่ามัว ป้ายสุสานเบื้องหน้า ยิ่งทำให้พร่ามัวได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยลดทอนความเจ็บปวดในใจของมาโคโตะได้มากเท่านั้น

 

ผมเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของเด็กชายวัยเจ็ดขวบในชุดสูทสีดำไว้ทุกข์ ร่างเล็ก ๆ นั้นกำลังสั่นเทา นัยน์ตาสีดำกลมโตเปี่ยมไปด้วยความเศร้าและความเจ็บปวด วันใดวันหนึ่งมนุษย์ย่อมต้องตายจากโลกนี้ไป แต่ทั้ง ๆ ที่รู้อย่างนั้น พวกเราก็ยังคงเฝ้าถามคำถามมากมายกับสัจธรรมของโลกใบนี้ ทำไมถึงต้องตาย? ทำไม? ทำไม? เพราะอะไร?

 

ท่ามกลางเสียงหยดฝนตกกระทบผิวดิน ผมได้ยินเสียงคำถามดังขึ้นในหัวเป็นร้อยเป็นพันครั้ง เป็นคำถามสั้น ๆ ที่ซ้ำไปซ้ำมาจนแทบจะอาเจียนออกมาอย่างทุกข์ทรมาน ระหว่างนั้นก็อดนึกเป็นห่วงลูกพี่ลูกน้องขึ้นมาไม่ได้

 

มาโคโตะจะต้องทนอยู่กับคำถามเช่นนี้ไปชั่วชีวิตอย่างนั้นหรือ?

 

กลืนก้อนความเจ็บปวดลงลำคออย่างฝืนทน ผมเพ่งมองฝ่าสายฝนเบื้องหน้า กำมือแน่นเสียจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ไร้ซึ่งเสียงตะโกนสาบานต่อหน้าหลุมศพของคนร่วมตระกูล มีแต่เพียงคำสัญญาไร้เสียงที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจ

 

ผมควรพูดออกมาใช่ไหม? คำสัญญาที่บอกว่าจะดูแลปกป้องมาโคโตะเป็นอย่างดี ควรจะพูดออกมาใช่ไหมเพื่อให้ทั้งคนในสุสานและคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกอุ่นใจ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เลือกที่จะไม่พูด

 

เพราะทันทีที่อ้าปาก เสียงสะอื้นที่อดกลั้นไม่อยู่อาจจะหลุดรอดออกมาให้มาโคโตะได้มองผมด้วยแววตาสมเพชระคนชิงชัง

 

ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อยากเป็นภาระ ผมต้องเข้มแข็ง ต้องดูแลมาโคโตะให้ดี ต้องปกป้องเขาให้ปลอดภัย ยื้อชีวิตเขาไว้ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่เช่นนั้น คำถามบ้า ๆ นั่นอาจวนเวียนหลอกหลอนผมไปตลอดช่วงเวลาที่ยังมีลมหายใจก็เป็นได้

 

 

คาเงโทระในวัยยี่สิบสี่ปีกำลังหลับตาพริ้ม ละเลียดกาแฟร้อนในแก้วกระเบื้องอย่างเชื่องช้า สมุดวาดภาพและดินสอไม้วางอยู่บนโต๊ะไม้สีน้ำตาลเข้ม ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาเหลือบมองมันครู่หนึ่ง วางแก้วกาแฟลง แล้วจึงหยิบดินสอขึ้นมาหมุนเล่น

 

ย้อนนึกไปถึงสาเหตุที่เดินทางมาดาเตนแล้วก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ คาเงโทระเป็นเจ้าชาย แต่ก็เป็นนักเขียนนิทานฝีมือดี การอยู่แต่ในรั้วในวังไปนาน ๆ ย่อมไม่สามารถรังสรรค์ผลงานรสชาติใหม่ออกมาได้ดีเท่าการออกมาผจญภัยในโลกกว้าง ทว่า ตอนนี้ชายหนุ่มกำลังผจญกับปัญหาสามัญของนักเขียนทั่วไปที่ยากจะแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

“คิดไม่ออก…”

 

พึมพำกับตัวเองเสียงค่อย ต่อให้เปลี่ยนสภาพแวดล้อมก็ใช่ว่าวิธีนี้จะแก้ปัญหาได้ดีเสมอไป ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกแย่ คาเงโทระเชื่อในความคิดที่ว่า นิทานดี สร้างเด็กดี และเด็กดี ก็กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้า เพราะอย่างนั้นเขาจึงเฝ้าหาวิธีที่จะพัฒนาการเขียนนิทานของตัวเองให้ดีเยี่ยมยิ่ง ๆ ขึ้นไป

 

ไม่ใช่เพื่อกำไร ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงเงินทอง แต่เพื่ออนาคตที่ดีของชาติ…และของโลกใบนี้ต่างหาก

 

ชายหนุ่มผมดำถอนหายใจออกมาอีกครั้ง แต่ก่อนที่จะได้ยกกาแฟขึ้นจิบ เขาพลันได้ยินเสียงโหวกเหวกดังแว่วมาแต่ไกล

 

“ไอ้พวกบ้า! หยุดตามมาได้แล้วเฟ้ย!!”

 

เด็กหนุ่มเจ้าของเสียงกระโจนวิ่งอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็แหกปากตะโกนด่าแก๊งอันธพาลที่กำลังวิ่งตามมาด้วย ความวุ่นวายจากการวิ่งไล่จับกันทั่วเมืองทำให้ชาวเมืองดาเตนพากันขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด ฝ่ายคาเงโทระพลันรู้สึกเหนื่อยใจ นี่อย่างไรเล่าตัวอย่างของเด็กที่ไม่ได้ฟังนิทานดี ๆ

 

ชายหนุ่มวางเงินค่ากาแฟทิ้งไว้บนโต๊ะแล้วกวาดข้าวของลงกระเป๋า ในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง การหยุดการวิวาทของเด็ก ๆ เลือดร้อนเองก็ถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำเช่นกัน คาเงโทระวิ่งตามเด็ก ๆ แก๊งอันธพาลไปอย่างรีบร้อน แต่เพราะดาเตนเป็นเมืองพลุกพล่าน จึงทำให้ไล่ตามไปได้อย่างยากลำบาก ต้องหลบกระแสคนที่เดินสวนผ่านไปผ่านมา สุดท้ายก็คลาดกับแก๊งอันธพาลกลุ่มใหญ่นั่นจนได้

 

แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะไม่เหลือใครให้เขาสั่งสอน

 

ไม่ใกล้ไม่ไกลออกไปจากจุดที่คาเงโทระยืนอยู่ เด็กหนุ่มผมเขียวคนหนึ่งก็ค่อย ๆ โผล่หน้าออกมาจากตรอกเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มองซ้ายทีขวาทีอย่างระมัดระวัง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี

 

ยังจะมายิ้มอีก เพิ่งก่อเรื่องวิวาทมาแท้ ๆ…

 

คาเงโทระเดินดุ่มเข้าไปหาเด็กหนุ่มถึงที่ซ่อน กระแอมเสียงดังหนึ่งครั้ง เรียกความสนใจจากคนตัวเล็กกว่าได้เป็นอย่างดี

 

“อะแฮ่ม!”

 

“หือ?”

 

นัยน์ตาของชายหนุ่มและเด็กหนุ่มต่างจ้องมองกันและกัน เมื่อได้มองตรง ๆ คาเงโทระจึงสามารถประเมินอายุจากลักษณะภายนอกของอีกฝ่ายได้คร่าว ๆ เด็กหนุ่มคนนี้อายุราว ๆ สิบสี่ปี มีนัยน์ตาสีเข้ม เรือนผมสีเขียวอ่อนที่ยาวปรกหน้าผากและค่อนข้างยุ่งเหยิงเล็กน้อย บนใบหน้ามีรอยแผลจากการวิวาทหลงเหลืออยู่บางส่วน เสื้อผ้าและเนื้อตัวออกจะมอมแมมอยู่บ้าง แต่ดูจากสภาพผิวพรรณที่ค่อนข้างผุดผ่อง ทำให้เดาได้ไม่ยากว่าน่าจะถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี

 

“ทีหลังอย่าไปก่อเรื่องอีก เข้าใจมั้ย?”

 

“หา?” เด็กหนุ่มกะพริบตาปริบ ๆ สีหน้างุนงงของคู่สนทนาทำให้ความตึงเครียดของคาเงโทระผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด

 

“อย่างงสิ ฉันกำลังสั่งสอนนายอยู่นะ”

 

“อ้อ สั่งสอน… เฮ้ย ไม่สิ ที่พี่ชายต้องดุน่ะคือไอ้พวกนั้นต่างหาก ไม่ใช่ผม ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนะ แค่ซื้อข้าวกล่องเนื้อวากิวส่วนซี่โครงชั้นเลิศกล่องสุดท้ายของวันนี้ได้ แล้วจู่ๆก็โดนรุมหาเรื่องเฉยเลย ที่สำคัญถึงจะหนีมาได้แต่ระหว่างหนีดันทำถุงหล่นกลางทางซะงั้น”

 

ยิ่งพูดก็ยิ่งใส่อารมณ์ เด็กหนุ่มทั้งบ่นทั้งด่าอันธพาลกลุ่มนั้นอย่างเคียดแค้น แต่สุดท้ายก็เลิกบ่นแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างปลดปลง

 

“อีกะแค่ซื้อข้าวให้ยังทำไม่สำเร็จเลย ไม่ได้เรื่องจริง ๆ ซะด้วยสิ”

 

หลุดพึมพำออกมาเบา ๆ เด็กหนุ่มยิ้มขื่น ๆ ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แต่ไม่ว่าอย่างไรพฤติกรรมทุกอย่างก็ไม่รอดพ้นจากสายตาของคาเงโทระไปได้

 

“หมายความว่ายังไง… อ๊ะ!”

 

ยังไม่ทันได้ถามความหมายของประโยคก่อนหน้า คนผมดำก็อุทานออกมาเสียงดัง เขาจ้องหน้าเด็กหนุ่มตาเขม็ง ริมฝีปากขมุบขมิยพึมพำอะไรบางอย่างที่คู่สนทนาไม่เข้าใจ

 

“ฉากนั้น… ได้ ๆ เอาแบบนั้น แล้วก็จากนั้น…”

 

“โฮ่ย ๆ พี่ชาย เป็นอะไรเป็นเนี่ย?” เด็กหนุ่มทดลองโบกมือต่อหน้าชายหนุ่ม แต่โบกอยู่ดี ๆ มือแกร่งก็เอื้อมมาคว้าข้อมือดังหมับ เด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อชายหนุ่มยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ใกล้เสียจนคนผมเขียวได้กลิ่นซิการ์จาง ๆ โชยมาจากเสื้อผ้าของอีกฝ่าย

 

“ฉันคิดออกแล้ว!”

 

“อะ… อะไร”

 

“ฉันคิดออกแล้ว! คิดได้หลายอย่างเลยด้วย บ้าชะมัด ก่อนหน้านี้ทำไมนึกไม่ถึงนะ ประเด็นนี้เอามาสอนด้วยเหตุการณ์แบบนั้นก็ได้นี่นา ให้ตายสิ ต้องจดแล้ว มานี่เร็วตัวผลิตพล็อต!”

 

“หา?! ต ตัวผลิต..อะไรนะ? เดี๋ยวสิ แล้วนี่จะลากผมไปไหนเนี่ย?!!”

 

นัยน์ตาของคาเงโทระลุกโชนไปด้วยไฟแห่งการรังสรรค์ผลงาน ชายหนุ่มไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม คว้าข้อมือของคนอายุน้อยกว่าแล้วรีบก้าวเดินฉับ ๆ ไปหาพื้นที่สำหรับนั่งทำงานทันที

 

 

ภายในร้านอาหารมื้อดึกแห่งหนึ่ง สกายอ้าปากหาว เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของเขาคือชายหนุ่มวัยยี่สิบสี่ปีที่กำลังวาดอะไรบางอย่างลงในกระดาษอย่างตั้งอกตั้งใจ

 

ตั้งแต่ถูกลากตัวไปในคราวนั้น นักแต่งนิทานสำหรับเด็กคนนี้ก็ขอร้องให้สกายมานั่งอยู่ข้าง ๆ ระหว่างทำงานเพื่อจะให้ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ สกายไม่ค่อยเข้าใจแนวคิดของพวกศิลปินเท่าไหร่ และไม่ค่อยอยากทิ้งมาโคโตะไว้คนเดียว แต่เพราะความช่างตื๊อของชายหนุ่ม สุดท้ายสกายจึงลอบออกมาข้างนอกในยามที่ลูกพี่ลูกน้องกำลังหลับสนิท เจียดเวลานอนสักสองสามชั่วโมงนั่งอยู่กับเขาเงียบ ๆ

 

ในเมื่อรับปากว่าจะช่วยแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด สกายหลุดบ่นออกมาบ้าง หาวบ้าง แต่ก็นั่งอยู่จนถึงเวลาที่ตกลงกันไว้ ระหว่างการทำงาน คาเงโทระเงยหน้าขึ้นมาบ้างเป็นครั้งคราว จ้องหน้าสกายแล้วก็ร้องอ๋อออกมาอย่างเป็นปริศนา โชคดีที่ภายในร้านอาหารยามดึกนั้นไร้ผู้คน ไม่เช่นนั้นสกายคงได้อับอายต่อสายตาของคนรอบข้างเป็นแน่

 

“นี่ ๆ พี่ชาย กำลังเขียนเรื่องแนวไหนอยู่งั้นเหรอ?”

 

ชวนคุยเล็กน้อยเพื่อเหนี่ยวรั้งสติของตัวเองไว้ไม่ให้หายไปเพราะความง่วง แต่คาเงโทระกลับไม่ตอบคำถามนั้น คนอายุมากกว่ายิ้มบาง ๆ เอ่ยออกมาอย่างเป็นปริศนา

 

“ความลับ”

 

“เฮ้อ…” สกายถอนหายใจกับคำตอบของอีกฝ่าย เด็กหนุ่มควักซองบุหรี่ขึ้นมาวางบนโต๊ะ หยิบบุหรี่ออกมามวนหนึ่งคาบไว้ในปาก คาเงโทระจ้องการกระทำนั้นตาแทบถลน

 

“เป็นเด็กเป็นเล็กสูบบุหรี่ได้ไง”

 

“วางใจเถอะน่า ผมไม่สูบต่อหน้าคนที่ไม่ชอบหรอก” สกายว่าพลางยักไหล่อย่างอวดดี คราวนี้คาเงโทระยิ่งประหลาดใจ ชะโงกหน้าเข้าไปสูดกลิ่นกายของอีกฝ่ายจนเด็กหนุ่มสะดุ้งโหยง

 

“ก็ไม่เห็นได้กลิ่นบุหรี่ ขี้โม้หรือเปล่าเนี่ย” ชายหนุ่มพูดยิ้ม ๆ นอกจากกลิ่นหอมสบู่อ่อน ๆ ที่ปนมากับกลิ่นเสื้อผ้าซักรีดอย่างสะอาดสะอ้าน คาเงโทระก็ไม่รู้สึกถึงกลิ่นอะไรอย่างอื่นอีก

 

“ก ก็วันนี้ยังไม่ได้สูบเลยไง! ไม่ใช่ว่าสูบไม่เป็นหรอกนะ!!”

 

ยิ่งเห็นอีกฝ่ายแก้ตัวอย่างลนลาน ชายหนุ่มผมดำก็ยิ่งรู้สึกขบขันจนต้องหัวเราะออกมา ใบหน้าของสกายเริ่มปรากฏสีแดงบนใบหน้า คาเงโทระคิดว่า เป็นสีแดงที่ค่อนข้างเสริมความน่าเอ็นดูให้เด็กหนุ่มเป็นอย่างดี

 

แม้ว่าจะดอมดมกลิ่นกายของอีกฝ่ายเพื่อพิสูจน์ความจริงเรื่องบุหรี่เรียบร้อยแล้ว แต่คาเงโทระก็ยังไม่ยอมกลับไปเขียนนิทานที่แต่งค้างไว้ ดูท่าว่าจะเสพติดการคลายเครียดรูปแบบใหม่เข้าเสียแล้ว เขาสำรวจใบหน้าของสกายด้วยสายตาแหลมคม มองหาจุดที่จะหยอกล้อให้อีกฝ่ายเขินอย่างใช้ความคิด

 

“อืม… ผมด้านหน้ายาวไปหน่อยนะ ไม่เกะกะเหรอ?” มือแกร่งสัมผัสผมสีเขียวที่ยาวปรกหน้าผากอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเสยมันขึ้นช้า ๆ สกายที่ไม่ชินกับการเปิดหน้าผากรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที คนที่ถูกเสยผมขึ้นโวยวายออกมาอย่างลนลาน

 

“ท ทำอะไรเนี่ย?! ไม่เอาน่า ทำอย่างนั้นมันตลกจะตาย เอาปิด ๆ ไว้เหมือนเดิมเถอะ!”

 

พยายามแงะมือของคู่สนทนาออกแต่ก็ไม่สำเร็จ คาเงโทระยิ้มบาง ๆ ได้เห็นพวงแก้มที่เป็นสีแดงเข้มแล้วก็เหมือนได้รับการเยียวยาอันแสนวิเศษ ความเครียดที่ตกค้างอยู่ในใจพลันหายเป็นปลิดทิ้ง เขาจ้องมองใบหน้าที่ถูกเสยผมขึ้นแล้วยักยิ้มอย่างพึงพอใจ เจ้าเด็กคนนี้ พอเสยผมขึ้นแล้วหน้าตาสว่างสดใสขึ้นตั้งเยอะ ไม่ได้การ คงต้องบังคับให้อีกฝ่ายเสยผมขึ้นไปตลอดเสียแล้ว

 

“พอทำผมทรงนี้แล้วหน้าตาดูไม่อมทุกข์” คาเงโทระพูดโน้มน้าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย จ้องมองเด็กหนุ่มที่กะพริบตาปริบ ๆ แม้ว่าจะยังอับอายอยู่ แต่เด็กหนุ่มก็ดูสนใจฟังคำพูดของเขา

 

“จ จริงเหรอ…?”

 

“อืม” คาเงโทระพนักหน้าหงึก ๆ นัยน์ตาของสกายเริ่มฉายแววลังเล เสียงพึมพำเบา ๆ ลอดออกมาจากปาก มันเบาเสียจนคาเงโทระที่อยู่ใกล้ ๆ ต้องตั้งใจฟังจึงจะได้ยิน

 

“ดูไม่เศร้า… มาโคโตะ…”

 

ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ในที่สุดสกายก็ตื่นจากภวังค์ เด็กหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก ๆ ยอมรับความแปลกใหม่ของทรงผมได้อย่างรวดเร็ว

 

“ผมเชื่อพี่ชายก็ได้”

 

“ว่านอนสอนง่ายดีนะ” คาเงโทระยักยิ้มกับความใสซื่อของอีกฝ่าย ก่อนจะประทับริมฝีปากจุมพิตที่หน้าผากของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา ปฏิกิริยาของสกายนั้นทำให้ชายหนุ่มหัวเราะจนไหล่สั่น เด็กหนุ่มนิ่งค้างราวกับรูปปั้น ในขณะที่คาเงโทระละมือจากเรือนผมของอีกฝ่าย ปล่อยให้มันลู่ลงปรกหน้าผาก แล้วถอยกลับไปนั่งทำงานดังเดิม

 

ข้อเสียของการเปิดหน้าผากก็คงมีเท่านี้นั่นล่ะนะ

 

 

ห้วงเวลาไหลผ่านอย่างรวดเร็ว สิบเอ็ดปีผ่านไป หลังจากที่กลับไปจัดการกับปัญหาในอาณาจักรเรียบร้อยแล้ว เมืองดาเตนแห่งนี้ก็แทบจะเปลี่ยนไปเป็นดาเตนที่ผมไม่รู้จัก

 

ในฐานะผู้มาเยือนเป็นครั้งที่สอง ค่อนข้างเสียดายน่าดูที่อะไรหลาย ๆ อย่างแตกต่างไปจากสิ่งที่ถูกบันทึกอยู่ในความทรงจำ ทั้งร้านกาแฟที่เคยนั่งดื่ม ตัวเมืองที่เคยเดินผ่าน ร้านอาหารมื้อดึกที่เคยนั่งเขียนนิทานกับใครบางคน

 

ใครบางคน…

 

สิบเอ็ดปีแล้วที่ไม่ได้เจอกับเด็กหนุ่มคนนั้น ในตอนนั้นผมรีบร้อนกลับอาณาจักรจึงไม่ทันได้ร่ำลาเขา แม้แต่ชื่อแซ่ก็ไม่ได้ถาม เขาปิดปากเงียบทุกครั้งเมื่อผมถาม ทำราวกับว่าชื่อของเขาเป็นชื่อที่ไม่ควรพูดออกมาในที่สาธารณะอย่างไรอย่างนั้น

 

‘เอาจริงๆแค่ออกมาข้างนอกก็เสี่ยงมากแลัว ชาวเมืองที่นี่ใจดีหลายคนก็จริง แต่หลายคนก็ใจร้าย ไม่ค่อยชอบขี้หน้าครอบครัวผมเท่าไหร่’

 

คำพูดของเด็กหนุ่มผุดขึ้นมาในความทรงจำ ในคราแรกผมตั้งใจจะถามอีกครั้งเมื่อพวกเราต้องแยกจากกัน แต่เพราะผมไม่ทันได้ร่ำลา ชื่อของเขาจึงกลายเป็นปริศนาที่คาใจผมมาตลอดสิบเอ็ดปี

 

ผมถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย เฝ้ามองร้านอาหารมื้อดึกในอดีตที่ปัจจุบันกลายเป็นตึกระฟ้า ชื่อของตึกนี้คือเซนทรัลทาวเวอร์ ดูท่าจะเป็นศูนย์การค้ายอดนิยมของชาวดาเตนจำนวนมาก ทำให้ผมอดมองไปรอบ ๆ อย่างมีความหวังไม่ได้

 

ท่ามกลางผู้คนมากมาย เขาจะอยู่ที่นี่หรือเปล่านะ?

 

จะเปลี่ยนไปจากความทรงจำของผมมากน้อยแค่ไหนกัน?

 

ในขณะที่ผมกำลังสำรวจมองไปรอบด้าน เสียงโหวกเหวกโวยวายก็ดังออกมาจากประตูทางออกของเซนทรัลทาวเวอร์ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งคนหนึ่งวิ่งออกมาพร้อมกับบุหรี่ไม่จุดไฟในปากและถุงพลาสติกสีขาวในมือ

 

“โตป่านนี้แล้วยังจะมาแย่งข้าวกล่องคนอื่นเค้าอีกเรอะ?!!”

 

เจ้าของเสียงวิ่งผ่านหน้าคาเงโทระไป ก่อนจะตามมาด้วยกลุ่มผู้ชายร่างกำยำอีกจำนวนหนึ่งที่วิ่งตามไปเป็นพรวน ใบหน้าที่บังเอิญได้เห็นในระยะประชิดนั้นช่างแสนคุ้นเคย เรือนผมสีเขียวอ่อนที่เสยไปข้างหลังเองก็เช่นกัน

 

นี่อย่างไรเล่าตัวอย่างของเด็กที่ไม่ได้ฟังนิทานดี ๆ

 

ผมหัวเราะร่วนก่อนจะวิ่งตามกลุ่มคนเหล่านั้นไปอย่างกระตือรือร้น ไล่ตามไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ในที่สุดผมก็ได้เห็นคนที่เขาคิดถึงมาตลอด สองขาหยุดเคลื่อนไหว ผมเฝ้ามองร่างของชายหนุ่มผมเขียวที่ยืนหอบแฮ่ก ๆ มือข้างหนึ่งของเขากำหูหิ้วของถุงพลาสติกเอาไว้แน่น

 

ผมกระแอมออกมาเสียงดังเพื่อเรียกความสนใจ ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย และเมื่อหันมามองตามเสียง นัยน์ตาที่แสนคุ้นเคยของเขาก็จับจ้องมาที่ร่างของผม เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอ้าปากค้าง ปฏิกิริยาของอีกฝ่ายทำให้ผมยิ้มออกมาอย่างนึกเอ็นดู

 

ถึงแม้ว่าดาเตนแห่งนี้จะเปลี่ยนแปลงไปจากดาเตนในความทรงจำของผม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีบางสิ่งบางอย่างที่เรียกได้ว่า เนื้อในยังคงเป็นเช่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย

 

สาวเท้าเข้าไปใกล้ ๆ ประทับริมฝีปากบนหน้าผากของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา ตำแหน่งเดียวกันกับเมื่อสิบเอ็ดปีที่ผ่านมา ที่แท้แล้วสิ่งที่ยังคงเป็นเหมือนเดิมก็ไม่ใช่แค่เขา

 

แค่เขาเท่านั้นที่ยังคงเป็นเด็กหนุ่มที่ผมรู้จักเหมือนในอดีต แต่ผมเองก็ยังคงเป็นชายที่สนอกสนใจในตัวเขาเหมือนกับตัวเองในอดีตเช่นเดียวกัน

 

เราสองคนราวกับหยุดนิ่งอยู่ท่ามกลางกระแสกาลเวลาที่กำลังเคลื่อนไหว ไม่มีใครเปลี่ยนไปจากในอดีตเลยสักนิด และนั่นคือสิ่งที่ทำให้หัวใจของผมพองโตขึ้นมาอย่างมีความสุข

 

 

…..

 

 

Touken Ranbu AU FanFiction [ Ookurikara x Heshikiri Hasebe ] ‘สงกรานต์ของสองอาหลาน’

หลักๆคงลงไว้ในเด็กดีค่ะ http://writer.dek-d.com/aiihiwatari/writer/view.php?id=1429752 เพราะตั้งใจอยากลงแบบเรื่องยาวๆ(จบในตอน) แต่ก็อยากเก็บในบล็อกด้วย เอาเป็นว่าเลือกเว็บอ่านได้ตามอัธยาศัยเลยค่า จะที่ไหนก็เหมือนกัน

ปล.รูปไม่เกี่ยวกับธีมเรื่องแต่เราชอบรูปนี้มากค่ะฮือออฟฟฟฟฟฟฟ

 

_________________________________________________

 

 

 

เมษายน คือเดือนแห่งเทศกาลสงกรานต์ที่ผู้คนมักจะสาดน้ำดับร้อนกันอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าใครต่างก็ชื่นชอบเทศกาลหยุดยาวเช่นนี้ ทว่า ลางเนื้อชอบลางยา ในเมื่อมีคนชอบ ผู้ที่เกลียดเองก็ย่อมมีเช่นกัน

 

หัสดิน พนักงานออฟฟิศวัยสามสิบต้นๆคือหนึ่งในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย ทุกครั้งที่เทศกาลสงกรานต์เวียนมาถึงในแต่ละปี ใบหน้าที่เดิมทีก็ไม่ค่อยจะยิ้มอยู่แล้วยิ่งดูเคร่งขรึมมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

 

เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่ขณะแต่งตัวเตรียมไปทำงาน ใช่แล้ว แม้ว่าสงกรานต์จะเป็นวันหยุดยาว แต่บริษัทของหัสดินก็ยังคงบังคับให้พนักงานทุกคนมาทำงานเฉกเช่นวันธรรมดา หัสดินไม่เคยเกลียดเทศกาลสงกรานต์เพราะสาเหตุนี้ แต่สิ่งที่เขาเกลียดก็คือการฝ่าฟันความชุ่มโชกตลอดทางจนไปถึงที่ทำงานต่างหาก

 

ไม่เคยมีปีไหนที่ไม่โดนสาดน้ำพร้อมกับข้อแก้ตัวห่วยๆที่ยกเอาเทศกาลมาอ้าง ทำให้ก่อนวันสงกรานต์หนึ่งวันต้องเตรียมเสื้อผ้าสำรองไว้สำหรับผัดเปลี่ยนโดยเฉพาะ กว่าจะจัดการกับตัวเองให้พร้อมทำงานได้ก็กินเวลาสะสางงานไปเยอะแยะ นั่นทำให้คนบ้างานอย่างหัสดินเกลียดเทศกาลสงกรานต์เป็นที่สุด

 

ทว่า สิ่งที่ชอบก็ยังมีหลงเหลืออยู่บ้างเช่นกัน

 

เมื่อก้าวขาลงมาจากชั้นสองของตัวบ้านก็ได้กลิ่นน้ำอบไทยลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ คราส หลานชายผิวเข้มเดินถือขันน้ำสีเงินเข้ามาหาเขา นัยน์ตาสีม่วงสวยของหัสดินอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อยเมื่อมองเห็นกลีบดอกไม้หลากสีลอยอยู่ในน้ำผสมน้ำอบ ผู้เป็นอาเหลือบมองไปยังโซฟา กะละมังสีดำวางแน่นิ่งอยู่ข้างๆ การเตรียมการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เช่นนี้มีให้เห็นได้ทุกปี ไม่จำเป็นต้องขอร้องฝืนบังคับ หลานชายก็มักจะปฏิบัติเช่นนี้เสมอ

 

“ขออนุญาตนะครับ…คุณอา…”

 

เด็กหนุ่มผิวเข้มเดินเข้าไปใกล้ผู้เป็นอา นัยน์ตาสีทองสว่างสบเข้ากับนัยน์ตาสีม่วงสวย หัสดินพยักหน้า นั่งลงบนโซฟาอย่างรู้งาน

 

“อืม เอาสิ”

 

ว่าพลางยื่นสองมือออกไปรองรับความสดชื่นจากน้ำหอมลอยดอกไม้ของหลานชาย หัสดินไม่อวยพรอะไร คราสเองก็ไม่ขอขมาขอพรอะไรเช่นกัน เสียงที่เกิดขึ้นจึงมีแต่เพียงเสียงลมหายใจจากสองอาหลาน เสียงรินน้ำลงบนฝ่ามือ และเสียงน้ำที่ตกกระทบลงบนกะละมังสีดำ

 

ไร้ซึ่งบทสนทนาจนกระทั่งน้ำหยดสุดท้ายในขันหมดลง หัสดินสะบัดมือเล็กน้อย ใช้ฝ่ามือที่เปียกชื้นลูบหัวคนผิวเข้มอย่างอ่อนโยน สัมผัสแผ่วเบานั้น แม้จะไร้ซึ่งคำอวยพรใดๆกล่าวเสริม แต่กลับสร้างความอบอุ่นใจให้หลานชายเป็นอย่างมาก

 

“ไปทำงานก่อนล่ะ เฝ้าบ้านดีๆนะ”

 

จบลงแค่นั้น สำหรับประเพณีที่แสนเรียบง่าย เดิมทีก็ควรเป็นเช่นนั้น ทว่า เทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ คราสอายุ17แล้ว เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มไร้เดียงสาอีกต่อไป สองมือของหลานชายเอื้อมไปกุมมือของผู้เป็นอาเอาไว้ กลิ่นน้ำอบไทยโชยแตะจมูกยามโน้มหน้าเข้าไปใกล้ คราสสูดดมกลิ่นหอมชื่นใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจุมพิตลงบนมือคู่นั้นช้าๆ

 

สัมผัสอ่อนนุ่มที่ทาบทับลงมาทำให้หัสดินสะดุ้งเล็กน้อย นัยน์ตาสีม่วงสวยจ้องมองการกระทำของเด็กหนุ่มอย่างตกตะลึง ใบหน้าขาวเนียนปรากฏรอยแดงจางๆบนสองข้างแก้มเมื่อต้องเผชิญกับการกระทำที่คาดไม่ถึงของอีกฝ่าย

 

และเมื่อหลานชายเงยหน้าขึ้นมา ทั้งคู่ก็สบตากันอีกครั้ง ในขณะที่สีแดงบนใบหน้าของหัสดินเริ่มเด่นชัดขึ้น คราสก็เอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงจริงจังผิดปกติ

 

“ผมรักคุณ”

 

ไม่ใช่คำพูดในฐานะของหลานชาย แต่เป็นคำพูดบอกรักในฐานะของผู้ชายคนหนึ่ง…ซึ่งหลงรักผู้ชายอีกคนมาอย่างยาวนาน หัวใจของหัสดินเต้นโครมคราม ปกติแล้ว ไม่ว่าจะเผชิญปัญหาอะไร เขาก็รับมือได้ทั้งสิ้น แต่เมื่อเป็นเรื่องของหัวใจ ก็มีแต่ต้องยอมแพ้อย่างหมดมาด

 

ไม่ได้ตอบรับ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ หัสดินที่ทำตัวไม่ถูกเดินทางไปทำงานด้วยสภาพประหนึ่งคนไร้สติ

 

หัสดินเกลียดสงกรานต์ เกลียดการสาดน้ำใส่ผู้อื่นอย่างไม่ดูกาลเทศะ ทว่า ในตอนนี้ เขากลับต้องการให้พวกไม่มีมารยาทบางคนสาดน้ำใส่เขาเสียเหลือเกิน

 

ทั้งใบหน้าและหัวใจที่กำลังร้อนผ่าวนั้น จะได้ถูกทำให้สงบลงเสียที

 

 

…….

Osomatsu-San AU FanFiction [ Atsushi x Tougou ] ‘วันสงกรานต์ของอัฐและทศ’

 

Osomatsu-San AU FanFiction

Pairing : Atsushi x Tougou

‘วันสงกรานต์ของอัฐและทศ’

 

………….

 

 

ร้อน

 

ทำไมมันร้อนอย่างนี้?!

 

ท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้าในช่วงเดือนเมษายน อุณหภูมิสามสิบกว่าๆองศาเซลเซียสพาลให้ไม่อยากทำอะไรนอกจากนอนผึ่งพัดลมอยู่ในบ้าน ทั้งๆที่สงกรานต์เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ทำเงินได้มากที่สุดเทศกาลหนึ่งเลยแท้ๆ เป็นช่วงเวลาวุ่นวายที่ทุกคนเอาเงินห้อยคอใส่ซองกันน้ำ โอกาสแบบนี้ หากเป็นตัวผมที่ยังหนุ่มยังแน่นคงรีบคว้าไว้ แต่ตอนนี้อายุอานามก็ปาไปสี่สิบกว่า เรื่องฉวยคว้าสิ่งของท่ามกลางแสงแดดแผดเผาแทบไม่ต้องพูดถึง แค่เดินออกไปซื้อของหน้าปากซอยยังไงไม่ให้เมาแดดไปเสียก่อนก็นับว่ายากแล้ว

 

ยิ่งอายุมากขึ้นก็ใช้ชีวิตโลดโผนได้ลำบากขึ้น ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายขณะหยิบรีโมตขึ้นมา เปลี่ยนช่องโทรทัศน์ไปเรื่อยจนกว่าจะเจอรายการที่ถูกจริต ขณะที่กำลังไล่ตัวเลขบนปุ่มรีโมตอย่างไร้จุดหมาย เสียงออดหน้ารั้วบ้านก็ดังขึ้น

 

“ใครล่ะนั่น?” ผมเลิกคิ้วสงสัยขณะวางรีโมตลง ไอร้อนจากดวงอาทิตย์ที่สะสมในพื้นปูนชวนให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก และเมื่อเดินไปถึงประตูรั้ว ยังไม่ทันจะได้อ้าปากพูดอะไร ไอ้บ้าที่ยืนอยู่นอกรั้วก็สาดน้ำเข้าใส่ผมโครมใหญ่

 

ซ่า!

 

ผมที่ไม่ทันตั้งรับเป็นต้องเปียกโชกเหมือนหมาแก่ตกน้ำไปโดยปริยาย แม้จะรู้สึกแสบตาอยู่บ้าง แต่ก็ฝืนลืมตาขึ้นมาจ้องหน้าแขกผู้มาเยือนอย่างอาฆาตแค้น

 

“อ้าว ทำไมวันนี้ไม่ใส่เสื้อยืดสีขาวบางๆหน่อยล่ะครับคุณทศ อดเห็นของดีเลยเนี่ย”

 

“ไอ้อัฐ! ไอ้เด็กเวร!” ด่าออกมาได้แค่นั้น ไอ้คุณชายรสนิยมพิลึกก็ถือวิสาสะใช้กุญแจสำรองไขประตูรั้วอย่างอารมณ์ดี เฮ้ยๆ ต่อหน้าต่อตาเจ้าของบ้านเลยนะนั่น!

 

ผมรีบฉวยกุญแจดอกนั้นจากมืออีกฝ่าย ตะคอกถามด้วยความโกรธแค้น

 

“ไอ้หนูอย่างแกมีกุญแจสำรองของบ้านฉันได้ยังไง?! มีเก็บไว้กี่ดอกเนี่ย?!”

 

“ก็แล้วทำไมจะมีไม่ได้ล่ะครับ” ไอ้หนูอัฐยิ้มซื่อ รอยยิ้มของอีกฝ่ายทำให้ผมรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที

 

อัฐ ลูกชายคนเดียวของนักการเมืองพรรคใหญ่ ฐานะดีกว่าผมไม่รู้กี่ร้อยกี่ล้านเท่า ด้วยเหตุนั้นผมจึงตัดสินใจจะเข้าหาเขาเพื่อหลอกเอาเงินจากอีกฝ่าย แต่กลายเป็นว่าจากที่กำลังล่าเหยื่ออยู่ดีๆ ตัวผมกลับกลายเป็นเหยื่อของไอ้หนุ่มนี่ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

 

สุดท้าย คนอย่างผมก็ต้องวิ่งหนีเจ้าเด็กนี่หัวซุกหัวซุน ไม่มีวันไหนที่ไม่โดนตามจีบ จนดูเหมือนว่าผมจะเริ่มชินกับกิจวัตรประจำวันเพี้ยนๆไปแล้ว

 

อากาศร้อน ต่อให้ถูกสาดน้ำแต่ก็ยังร้อนอยู่ดี ผมเลิกสนใจแขกน่ารำคาญ ในเมื่อไล่ยังไงก็ไม่ไป แล้วจะไล่ให้เปลืองน้ำลายไปทำไม ที่ผ่านมาหมอนี่ก็แค่ตามก้นผมต้อยๆ วันนี้ตามเข้ามาถึงในบ้านก็คงไม่น่าจะอันตรายอะไรเท่าไหร่ แค่เด็กคนหนึ่ง ผมรับมือไหวอยู่แล้ว

 

“วันนี้คุณไม่ออกไปทำงานเหรอครับ”

 

อัฐที่เดินตามเข้ามาข้างในบ้านชวนคุยอย่างสุภาพ ผมส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้พูดเหตุผลที่แท้จริงออกไป ขืนบอกไปว่าสังขารไม่อำนวยมีหวังได้ถูกล้อไปตลอดแน่

 

“ไปนั่งตรงนั้น ห้ามซน” ผมในสภาพเปียกโชกหันไปสั่งคนอายุน้อยกว่า ตั้งใจจะเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัว แต่ไอ้หนูคว้าแขนของผมไว้แน่น ในขณะที่ผมยังไม่ทันได้โวยวายอะไรก็ถูกอีกฝ่ายรวบกอดกะทันหัน มือของอัฐกดหัวของผมเอาไว้ ใบหน้าของผมปะทะเข้ากับแผ่นอกของไอ้เด็กเวรเบาๆ

 

“ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ราคาแพงน่าดูเลยนะครับ คุณน่าจะชอบ”

 

ผมโกรธจนควันออกหู นึกไม่ถึงว่าแค่จะไปเช็ดหน้ายังมีข้ออ้างให้ไอ้หนูนี่ฉวยโอกาสเล่นพิเรนทร์ๆเอาได้ มีอย่างที่ไหน บังคับให้ใช้เสื้อเช็ดหน้าแทนผ้าขนหนู แถมยังเป็นเสื้อที่ถูกสวมอยู่อีกต่างหาก

 

ฝ่ายที่สวมเสื้อได้กำไรคือได้กอด ได้ใกล้ชิด ในขณะที่ฝ่ายเช็ดหน้าได้สัมผัสแผงอกผ่านเสื้อ นี่ทริคในการลวนลามแตะเนื้อต้องตัวมันล้ำหน้าไปขนาดนี้แล้วเหรอ…. โกรธก็ส่วนโกรธ แต่ในฐานะที่ผมเป็นหนึ่งในอาชีพที่ต้องใช้ความเจ้าเล่ห์เป็นเครื่องมือทำมาหากิน ยังไงก็คงต้องขอชมเชยจากใจจริง

 

แต่ว่า ยังไงก็หงุดหงิดโว้ย! เล่นอะไรปัญญาอ่อนไปได้!

 

เมื่อมือที่กดหัวผมอยู่คลายแรงลง ผมก็รีบฉวยโอกาสผงกหัวขึ้นทันที ตั้งใจจะด่าพร้อมๆกับกระทืบเท้าใส่ไอ้เด็กร้ายกาจ แต่ทันทีที่เงยหน้าขึ้นมา สัมผัสหยุ่นๆอุ่นเปียกที่ลากผ่านแก้มก็ทำให้ผมนิ่งค้างทำอะไรไม่ถูก

 

อะ…อะไร?

 

ในที่สุดอัฐก็ปล่อยให้ผมเป็นอิสระ เมื่อเห็นอีกฝ่ายแลบลิ้นยิ้มเผล่ ผมที่กำลังยกมือแตะสัมผัสแก้มอย่างงุนงงก็เข้าใจปริศนาทั้งหมดทันที

 

“เชี่ย! ไอ้เด็กเวร น นี่แก…..”

 

“ก็เห็นว่ายังมีหยดน้ำเกาะอยู่นิดหน่อย เลยช่วยเลียให้น่ะครับ”

 

ตอบออกมาพร้อมกับรอยยิ้มน่าหมั่นไส้ เส้นสติของผมขาดผึงไปเรียบร้อยแล้ว สองมือฉวยคว้าอะไรก็ตามที่อยู่ใกล้ตัวปาใส่ไอ้แขกตัวป่วนอย่างโกรธแค้น

 

“ตายๆๆๆๆ ถ้าวันนี้ไม่ได้ฆ่าแกฉันนอนไม่หลับแน่!!”

 

“ฮะๆๆ แต่ผมว่าผมน่าจะนอนหลับฝันดีนะครับ”

 

ไอ้หนูอัฐหัวเราะเบาๆขณะวิ่งหนีผมอย่างสนุกสนาน บ้าเอ๊ย สงกรานต์ปีนี้อุตส่าห์ตั้งใจจะพักผ่อนให้สบายแท้ๆ สรุปว่าหมกตัวอยู่ในบ้านดันเหนื่อยกว่าตากแดดอยู่นอกบ้านอีกงั้นเรอะ!

 

“หยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้ตัวแสบ!!”

 

ผมวิ่งไล่กวดไอ้เด็กเวรไปพลาง หอบแฮ่กไปพลาง ในใจท่วมท้นไปด้วยคำสบถรุนแรง บางทีถ้าผมไม่ประมาท เปิดประตูรับไอ้เด็กนี่เข้ามา…

 

“เฮ้ย! เดี๋ยวก่อนนะ เรื่องกุญแจสำรองยังไม่เคลียร์เลยนี่หว่า!!”

 

และแล้ว ในที่สุดผมก็เพิ่งตระหนักได้อย่างจริงจังว่า ไอ้คุณชายนี่ไม่ใช่แค่ตัวป่วน แต่นี่มันระดับตัวหายนะชัดๆ!

 

ผมทำสีหน้ายุ่งยากขณะขว้างปาสิ่งของไล่หลังอีกฝ่าย จู่ๆก็รู้สึกราวกับว่า ชีวิตส่วนตัวของผมไม่น่าจะปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว

 

…………..