S A N T A [ Original Short Story ]

เรื่องสั้นออริที่เขียนตามหัวข้อของกลุ่มนักหัดเขียนค่ะ  ไม่ได้เขียนออริมานานมาก รู้สึกไม่ชินนิดๆฮือออ555555

 

_________________________________________________________________

 

S A N T A

 

By ; NightyNox

 

.

 

 

ณ อีกโลกหนึ่ง ซึ่งห่างไกลออกไปจากโลกที่พวกเราอาศัยอยู่

 

ผู้ชายที่ชื่อว่ารูดอล์ฟกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกได้ว่า วิกฤต

 

 

‘ผิดแผน…ผิดแผนไปหมด…’

 

 

ชายหนุ่มผิวแทนมีท่าทีเลิ่กลั่กอย่างเห็นได้ชัดเมื่อประสานสายตากับเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบที่เดินลงมาจากชั้นสองของบ้าน สองมือน้อยๆของเธอกุมถุงเท้าข้างหนึ่งไว้แน่น

 

 

“ข… ขโม…”

 

 

ผู้บุกรุกอย่างรูดอล์ฟรีบพุ่งเข้าไปปิดปากเด็กน้อยอย่างลนลาน

 

 

“ม ไม่ใช่นะ! ไม่ใช่ขโมย! ผม…เอ่อ…ใช่แล้ว เป็นคุณซานต้าไงล่ะ!!”

 

 

แม้ว่ารูดอลฟ์จะไม่ใช่ซานตาคลอส แต่การแอบเอาชื่อของบุคคลดังกล่าวมาอ้างก็ทำให้ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวนั้นทอประกายตื่นเต้น และเมื่อริมฝีปากเป็นอิสระจากมือชายแปลกหน้า เด็กหญิงก็สำรวจรูปลักษณ์ฝ่ายตรงข้ามอย่างตั้งใจ

 

เรือนผมสีแดงยาวระต้นคอที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อย ใบหน้าอ่อนเยาว์คมคาย รอยแผลเป็นจางๆประทับอยู่บนสันจมูกโด่งรั้น นัยน์ตาสีน้ำตาลเปลือกไม้เข้ากันได้ดีกับสีของโค้ตยาวกรอมเท้าที่สวมใส่อยู่

 

ท่าทีหวาดระแวงของเด็กหญิงเริ่มกลับมาอีกครั้ง

 

 

“ไม่เห็นเหมือนคุณซานต้าตรงไหนเลย…”

 

“ผมคือซานตาคลอสจริงๆนะ…ไม่เชื่อดูนู่นสิ เห็นถุงของขวัญตรงนั้นใช่มั้ยล่ะ” ชายหนุ่มยิ้มเจื่อนขณะพยักเพยิดไปทางถุงขนาดใหญ่ที่ถูกมัดปากถุงไว้อย่างแน่นหนา นัยน์ตากลมโตไร้เดียงสาของเด็กน้อยเปล่งประกายอีกครั้ง

 

“ว้าว เป็นคุณซานต้าจริงๆด้วยสินะคะ!!”

 

“ฮะๆๆ ก็นะ… ซานตาคลอสเองก็ต้องเปลี่ยนชุด ลดน้ำหนัก โกนหนวดเครา ฉีดโบท็อกซ์ชะลออายุกันบ้าง จะให้เหมือนในนิทานไปตลอดนี่น่าเบื่อแย่เลย” หนุ่มผิวแทนยิ้มแหยๆขณะแต่งเรื่องหลอกเด็กขึ้นสดๆร้อนๆ ในใจรู้สึกโล่งอกที่เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ยอมเชื่อตามคำโกหกของเขาแต่โดยดี

 

“เอาล่ะ ทีนี้ก็…ขึ้นไปนอนได้แล้วครับสาวน้อย ถ้าเธอไม่ขึ้นไปข้างบน ผมไม่ให้ของขวัญจริงๆนะ”

 

“หวา! ป ไปแล้วค่ะ!! คุณซานต้าต้องให้ของขวัญหนูนะคะ!!” เด็กหญิงรีบร้อนวิ่งกลับขึ้นชั้นสองไปทันทีเมื่อถูกขู่เรื่องของขวัญ รูดอล์ฟหัวเราะเบาๆอย่างอ่อนโยนก่อนจะเก็บถุงเท้าที่อีกฝ่ายทำหล่นไว้ขึ้นมาแขวนไว้เงียบๆ เดินไปรื้อค้นของขวัญในถุง หยิบตุ๊กตาหมีตัวโตวางไว้ข้างๆถุงเท้าสีสันสดใส

 

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลเปลือกไม้ตวัดมองไปรอบบ้าน ไล่มองตั้งแต่เตาผิง เก้าอี้โยก โซฟา โต๊ะรับแขก ต้นคริสต์มาส ก่อนจะหยุดอยู่ที่นาฬิกาติดฝาผนังเป็นอย่างสุดท้าย

 

 

“ได้เวลาแล้วสินะ”

 

 

รูดอล์ฟพึมพำ ขณะเดียวกันกับที่เข็มสั้นและเข็มยาวของนาฬิกาหยุดนิ่งอยู่ที่เลขสิบสอง แม้กระทั่งเข็มวินาทีเองก็หยุดเดินเช่นกัน

 

ราวกับโลกหยุดหมุน ทุกอย่างนิ่งสนิท และเงียบงันราวกับต้องมนตร์

 

แม้ว่าโลกทั้งโลกถูกหยุดเวลาเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่รูดอล์ฟก็ยังขยับตัวได้ ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกๆ ล้วงมือเข้าไปในเสื้อโค้ตสีน้ำตาล คว้าปืนพกสีดำคู่ใจออกมาเงียบๆ

 

 

เพล้ง!

 

 

“ทางนั้นเรอะ?”

 

เสียงกระจกแตกกระจายดังขึ้นทำลายความเงียบ รูดอล์ฟที่คุ้นเคยกับ คำทักทาย กระชากสไลด์ปืน จ่อปืนไปที่หน้าต่างแล้วลั่นไกอย่างไม่ลังเล

 

 

ปัง!

 

ปัง!

 

ปัง!

 

ปัง!

 

 

เสียงสาดกระสุนดังขึ้นสี่นัดรวดแต่กลับไม่โดนร่างของผู้บุกรุกเลยแม้แต่น้อย ทว่า รูดอล์ฟไม่รู้สึกตระหนกตกใจกับความผิดพลาดนั้นแต่อย่างใด ตรงกันข้าม การเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วว่องไวจนหลบกระสุนได้ทุกนัดนั้นอยู่ในการคาดเดาของชายหนุ่มอยู่แล้ว กระสุนสี่ลูกที่เสียไปนั้น ถือว่าแทนคำทักทายปกติของเขา

 

 

“คุณนิค…”

 

 

รูดอล์ฟว่าพลางจ้องมองร่างของผู้มาเยือนอย่างระแวดระวัง ผู้มาเยือนนั้นอายุมากกว่าและสูงกว่ารูดอล์ฟ รูปร่างภายนอกล่ำกว่าเล็กน้อย เรือนผมสีเงินยาวสลวยถึงกลางหลัง นัยน์ตาเรียวสีเทาควันบุหรี่ ชายเสื้อโค้ตสีแดงคล้ำดุจโลหิตพลิ้วไหวไปตามแรงลม

 

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะรูดอล์ฟ สบายดีไหม? ดีใจนะที่เธอยังเดาใจฉันถูกว่าจะเลือกโผล่มาที่ไหนก่อนเป็นที่แรก” ชายที่ชื่อนิคเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและเป็นมิตร รอยยิ้มงดงามปรากฏขึ้นบนใบหน้าเรียวสวย

 

“ยังไม่เลิกอีกเหรอครับ รอยยิ้มแบบนี้น่ะ…” รูดอล์ฟพึมพำเบาๆ เขาไม่เคยชอบรอยยิ้มของนิคเลยสักครั้ง มันสวยงาม แต่แฝงไปด้วยความอันตรายและโหดเหี้ยมอย่างที่ไม่สามารถคาดเดาได้

 

“เธอเองก็ยังทำตัวดื้อด้านอยู่เหมือนเดิมนะ”

 

“นั่นน่ะเป็นคำชมสินะครับ…”

 

“ฮึๆ นั่นสินะ…”

 

 

ในขณะที่บทสนทนากำลังดำเนินอยู่นั้น ด้านหลังของนิคปรากฏเงาคนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ชายตัวใหญ่สูงเฉียดสองเมตรค้อมหัวทำความเคารพเจ้าของเรือนผมสีเงินอย่างนอบน้อม ก่อนที่สายตาดิบเถื่อนจะตวัดมองรูดอล์ฟที่ยืนอยู่ฝั่งตรงกันข้าม

 

 

“ไง ไอ้เด็กดื้อ” เสียงนั้นแหบห้าวเช่นเคย นัยน์ตาสีทองเปี่ยมไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย เรือนผมสีดำยุ่งเหยิงเพราะแรงลม สวมเสื้อโค้ตสีเทาเข้มเข้าคู่กับบู๊ตขัดเงา

 

“สวัสดีครับ ลุงบลิกเซ่ม”

 

“ก็บอกแล้วไงว่าบลิตเซ่น ไม่ใช่บลิกเซ่ม เรียกให้ถูกหน่อย ไอ้หนู”

 

“ก็คนมันชินนี่ ไม่รู้จะเปลี่ยนชื่อทำไมให้วุ่นวาย…” แม้ว่าน้ำเสียงของทั้งคู่จะฟังดูสบายๆ แต่รูดอล์ฟก็ยังไม่ยอมลดปืนลง เช่นเดียวกับแส้ในมือของบลิตเซ่นที่พร้อมจะตวัดโจมตีฝ่ายที่อายุน้อยกว่าทุกเมื่อ

 

“จริงๆแล้วดอนเนอร์เองก็อยากจะมาด้วย แต่ว่าฉันก็กลัวว่าเขาจะใจอ่อนกับลูกชายอีก แล้วก็ทำได้แค่สร้างรอยแผลเป็น แต่ฆ่าเธอไม่ได้”

 

 

เมื่อชื่อของดอนเนอร์ผู้เป็นพ่อถูกศัตรูอย่างนิคเอ่ยออกมา แผลเป็นที่จมูกของรูดอล์ฟก็ปวดแปลบขึ้นมากะทันหัน หนุ่มผมแดงขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจ

 

 

“ผมไม่ยอมถูกใครฆ่าหรอก ไม่อย่างนั้นพวกมนุษย์ก็ต้องถูกพวกคุณทำร้าย…”

 

 

รูดอล์ฟเหลือบมองชั้นสองของบ้านที่ยังคงอยู่ในสภาพปกติ สมาชิกในบ้านล้วนหลับสนิทเพราะฤทธิ์มนตรา

 

S A N T A กับ S A T A N ถ้าลองสลับตัวอักษรดูแล้วก็จะเข้าใจความอันตรายทั้งหมดได้ทันที

 

ซานต้าก็คือซาตาน เรนเดียร์ลากเลื่อนทั้งแปดก็คือปีศาจผู้ภักดี ส่วนเรนเดียร์ตัวที่เก้า รูดอล์ฟ…

 

 

กบฏ

 

 

นั่นล่ะคือสถานะของหนุ่มผิวแทนในตอนนี้

 

ที่ผ่านมา ค่ำคืนศักดิ์สิทธิ์มักจะมอบช่วงเวลาแห่งปาฏิหาริย์ให้ด้วยการหยุดเวลาและสะกดมนุษย์ให้อยู่ในห้วงนิทรา สร้างโอกาสให้นักบุญใจดีเดินทางมอบของขวัญให้เด็กๆทั่วโลกได้อย่างสบายใจ

 

ทว่า นักบุญคนนั้น… ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร จู่ๆเขาก็กลายเป็นซาตาน เปลี่ยนคืนศักดิ์สิทธิ์ให้กลายเป็นคืนวิปโยค ไล่ฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยม สนุกสนานกับการเห็นชีวิตคนเป็นแค่ของเล่นใช้แล้วทิ้ง

 

แน่นอนว่า…กบฏตนนี้ไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนั้น

 

มือข้างหนึ่งรูดอล์ฟกำหมัดแน่น ในขณะที่อีกข้างยังคงมีสมาธิกับการจ่อปืนใส่นิค หางตาของชายหนุ่มชำเลืองมองบลิตเซ่นที่ยังคงกำแส้ไว้ในมือ

 

ทุกๆปี รูดอล์ฟต้องรับมือกับนิคและสมุนอีกหนึ่งตน สองรุมหนึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประจำ คราวที่แล้วนิคพาพ่อของเขามาเที่ยวเล่นบนโลกมนุษย์ คราวนี้ก็ถึงตาบลิตเซ่น ถ้าหากครั้งนี้เขามีชีวิตรอดไปได้คริสต์มาสในปีหน้าอาจได้ประมือกับแดสเชอร์ สมุนอีกตนหนึ่งของนิคด้วยก็ได้

 

ปกป้องมนุษย์จากซาตานในคราบนักบุญ นั่นล่ะคืองานประจำของรูดอล์ฟในวันคริสต์มาส

 

รูดอล์ฟไม่รอช้า สลัดความรู้สึกกังวลต่างๆนานาที่เก็บกักไว้ในหัว ชิงเปิดการโจมตีก่อนด้วยปืน นิคยักยิ้มขณะโยกตัวหลบกระสุน ก่อนจะก้าวถอยหลังไปเล็กน้อย เช่นเดียวกับทุกครั้ง เขาปล่อยให้ลูกน้องได้ออกกำลังกาย บลิตเซ่นกระโดดออกไปพร้อมแส้ที่กำลังโบกสะบัด นิคเฝ้ามองการต่อสู้ดุเดือดอย่างเพลิดเพลินใจ

 

เมื่อเทียบกันแล้ว การต่อสู้ระหว่างลูกน้องกับคนทรยศนั้นสนุกกว่าการไล่ฆ่ามนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัยเว้นเสียแต่ว่าถ้าสู้กันได้น่าเบื่อเกินไป นิคก็จะเริ่มมองหาเหยื่อ สุดท้าย รูดอล์ฟก็ต้องผละจากลูกน้องมาจัดการกับเจ้านายอย่างยากลำบาก

 

เสียงหวดแส้ดังแหวกอากาศ รูดอล์ฟกระโดดหลบการโจมตีนั้นได้หวุดหวิด ปืนพก.45ในมือสาดกระสุนใส่ศัตรูไม่ยั้ง บลิตเซ่นกวาดขาถีบโต๊ะรับรองแขกใส่รูดอล์ฟ อาศัยช่องว่างในตอนที่หนุ่มผิวแทนผงะหลบโต๊ะคว้ามีดพกเตรียมสะบั้นคออีกฝ่ายจากข้างหลัง นับว่าโชคดีที่รูดอล์ฟตั้งรับได้ทัน กบฏหนุ่มก้มตัวหลบ มีดเล่มนั้นจึงต้องฟันอากาศไปอย่างน่าเสียดาย

 

รูดอล์ฟตีลังกาหนีได้อย่างคล่องแคล่ว ชายหนุ่มตัดสินใจที่จะไม่โจมตีต่อเพราะกระสุนหมด จำเป็นสร้างโอกาสในการใส่กระสุนเสียก่อน จริงอยู่ว่าระหว่างนี้จะโจมตีแทนด้วยเวทมนตร์ก็ได้ แต่พลังเวทของปีศาจอายุน้อยมีจำกัด รูดอล์ฟจึงตัดสินใจเก็บไว้ใช้ในกรณีที่จวนตัวจริงๆเพราะเขายังต้องใช้เวทมนตร์ซ่อมแซมข้าวของที่ถูกทำพังอีก

 

ปีศาจอายุน้อยมีข้อดีที่ความอึดทางกายภาพ แต่แส้ที่บลิตเซ่นใช้ไม่ใช่แส้ธรรมดา มันถูกสั่งทำพิเศษจากอวัยวะส่วนใดสักส่วนของสัตว์ปีศาจที่รูดอล์ฟไม่รู้จัก ดังนั้นพลังการโจมตีจึงสูงมาก ไม่ใช่ของที่เหมาะจะให้สัมผัสถูกตัวจริงๆ

 

หนุ่มผมแดงลังเลเล็กน้อย ควรจะใช้กลยุทธ์เก่า กระโดดหลบไปมา ถ่วงเวลาจนกว่าจะถึงเวลาที่โลกกลับมาเป็นปกติอีกครั้งดีหรือเปล่า? กลยุทธ์นี้มีความเสี่ยงตรงที่เขาต้องปลีกไปสู้กับนิคที่เริ่มอาละวาดเพราะความเบื่อหน่าย รูดอล์ฟไม่ชอบรับมือกับนิค ถ้าให้เลือกระหว่างปีศาจสองตนนี้ กบฏหนุ่มยอมโดนแส้ของบลิตเซ่นหวดแรงๆเสียยังจะดีกว่า

 

รูดอล์ฟคว้าเก้าอี้โยกที่อยู่ใกล้ตัวโยนใส่อีกฝ่ายเพื่อสร้างโอกาสในการสับเปลี่ยนแม็กกาซีน พลางแอบชำเลืองมองนิคที่ยืนอยู่ไกลๆด้วยหางตา ถ้าอยากปกป้องมนุษย์ทุกคนในละแวกนี้ ดูท่าว่าเขาคงต้องทำอะไรรุนแรงบ้างเสียแล้ว

 

 

“น่าสมเพชจริงๆ” บลิตเซ่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด โดยที่ไม่รู้ว่าภัยกำลังจะมาถึงตัวในไม่ช้า

 

“อยากพูดอะไรก็พูดไปเถอะครับ” รูดอลฟ์กระโดดพุ่งออกไปหาอีกฝ่ายตรงๆอย่างไม่มีชั้นเชิง แรงปะทะที่มาอย่างกะทันหันทำให้ทั้งคู่กระเด็นออกไปไกลจากตัวบ้านและละแวกที่อยู่อาศัย แม้ว่าในช่วงที่พุ่งออกมาจะโดนแส้ฟาดจนแทบกระอักเลือดแต่รูดอล์ฟก็กอดหมับเข้าที่ร่างกำยำของบลิตเซ่นอย่างแนบแน่น

 

 

และในขณะที่บลิตเซ่นผงะกับการกระทำที่คาดไม่ถึงของรูดอล์ฟ ชายหนุ่มผมแดงก็ปลดสลักระเบิดที่ซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ต

 

 

ตูม!

 

 

เสียงระเบิดดังกึกก้อง แต่ทั้งรูดอล์ฟและบลิตเซ่นยังคงมีชีวิตอยู่ แม้ว่าจะอยู่ในสภาพเลือดอาบก็ตามที เสื้อผ้าที่ถึงแม้จะทนทานเพราะทำจากวัสดุชนิดพิเศษขาดวิ่นเสียหายไปกว่าครึ่ง รูดอล์ฟคว้าปืนคู่ใจที่ยังใช้การได้จ่อยิงศัตรูในระยะประชิด พร้อมๆกับถูกมีดสีเงินของบลิตเซ่นที่อาบไปด้วยเวทเยือกแข็งแทงทะลุร่าง

 

 

“คิดอะไรไม่ออกแล้วหรือไง ไอ้เด็กโง่”

 

“ก็ลุง….เก่งเกินไปนี่ครับ”

 

 

เสียงของรูดอล์ฟเริ่มขาดเป็นห้วงๆเพราะความเจ็บปวด กระแสลมหายใจปั่นป่วนไปหมด ทั้งปืนพกและกระสุนปืนเป็นของที่ทำขึ้นเป็นพิเศษเช่นกัน อาวุธธรรมดาไม่มีทางต่อกรกับปีศาจได้อยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น กระสุนเงินเคลือบเวทไฟจางๆจากช่างทำอาวุธก็ยังสู้อาวุธที่ได้รับเวทโดยตรงจากเจ้าของอาวุธไม่ได้

 

ทว่า ต่อให้เป็นฝ่ายบาดเจ็บหนักกว่าก็ใช่ว่าจะต้องยอมแพ้ หนุ่มผิวแทนผละออกมา ดึงตัวเองออกจากคมมีดอย่างเจ็บปวด สภาพบลิตเซ่นตอนนี้เองแม้ว่าจะยังนับว่าดีกว่าเขา แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ลำบากเลย ถูกทั้งแรงระเบิดและกระสุนปืนในระยะประชิดเล่นงานเสียจนดูไม่จืด นิคยักยิ้มกับการต่อสู้นั้น ในที่สุดก็ได้เห็นเลือดสักที นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาอารมณ์ดีจนต้องฮัมเพลงออกมา

 

การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป รูดอล์ฟเหนี่ยวไกยิงอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้ พร้อมๆกับกระโดดหลบแส้ของบลิตเซ่นไปด้วย ทั้งคู่ผลัดกันรุกผลัดกันรับ การเคลื่อนไหวช้าลงเพราะอาการบาดเจ็บ เสียงลั่นไกผสมปนเปกับเสียงหวดแส้และเสียงจากการใช้เวท

 

 

“น่าเบื่อจัง” การเคลื่อนไหวและความเข้มข้นของการต่อสู้ที่อ่อนลงเริ่มทำให้นิคเบื่อหน่าย เจ้าของเรือนผมสีเงินปิดปากหาวอย่างสง่างาม ก่อนจะเริ่มดีดนิ้วดังเป๊าะ

 

 

เพดานชั้นสองถล่มลงมาตามคำสั่งของซาตาน รูดอล์ฟคว้ารองเท้าบู๊ตหนังของตนที่ตกอยู่บนพื้นฟาดหน้าบลิตเซ่นก่อนจะรีบพุ่งจากข้างนอกเข้ามารับร่างของมนุษย์ที่ร่วงหล่นลงมาจากชั้นสองทีละคนได้อย่างเฉียดฉิว หลังจากวางร่างของเด็กหญิงวางไว้ข้างๆผู้ปกครองทั้งสองคน รูดอล์ฟก็ถูกขนาบกลาง

 

เบื้องหน้าคือนิคที่กำลังแย้มยิ้มอย่างงดงาม และข้างหลังคือบลิตเซ่นที่ไล่ตามมาอย่างโกรธแค้น

 

 

“…อย่าทำอะไรพวกเขา” รูดอล์ฟเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขณะเดียวกันก็คว้าผ้าห่มที่ตกอยู่ไม่ไกลมาห่อตัวคนเหล่านั้นไว้ป้องกันความหนาวเย็นจากอุณภูมิภายนอก นิคถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เส้นผมสีเงินพลิ้วไหวไปตามแรงลมเย็นยะเยือกของฤดูหนาว

 

“ไม่ไหวเลยนะ เธอน่ะ ไม่ได้เรียนรู้เลยรึไงว่าการขอร้องอย่างนี้ มันทั้งไร้ประโยชน์และน่าสมเพช”

 

 

ปลายเล็บของนิคเรืองแสงสีเงินจางๆ ซาตานตวัดปลายนิ้วอย่างงดงาม ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่าง รูดอล์ฟทรุดตัวลงบนพื้น กรีดร้องออกมาอย่างทรมาน แต่ที่ทำให้ชายหนุ่มเบิกตากว้างก็คือเลือดสีแดงสดที่ไหลทะลักออกมาจากตำแหน่งหัวใจบริเวณหน้าอกของมนุษย์ทั้งสาม ราวกับถูกทิ่มแทงด้วยของมีคมล่องหน ของเหลวสีเข้มซึมเปื้อนผ้าห่มเสียจนชุ่มโชก

 

 

“ย หยุดนะ!!” ชายหนุ่มผมแดงถลาเขาไปหามนุษย์ทั้งสาม ทว่า ไม่ทันการ สิ้นลมหายใจไปเรียบร้อยแล้ว

 

“จะคริสต์มาสปีไหนๆก็จบแบบนี้ไม่ใช่หรือไง เธอยังไม่ชินกับฉากจบแบบนี้อีกเหรอ รูดอล์ฟ?”

 

 

นิคขยับนิ้วอีกครั้ง เล่นซนกับศพไร้ชีวิต ร่างของเด็กหญิงที่ถูกมีดล่องหนกรีดผ่าร่างจนเละเทะสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาสีเปลือกไม้ที่กำลังเบิกโพลง กลิ่นคาวคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ

 

ตามมาด้วยร่างของพ่อแม่ที่จู่ๆก็แตกระเบิด เศษชิ้นส่วนอวัยวะและชิ้นเนื้อกระจายไปทั่ว ย้อมร่างของรูดอล์ฟให้กลายเป็นสีแดงฉาน

 

 

“เข้ากับสีผมของเธอดีนะ”

 

 

ซาตานเอ่ยยิ้มๆ ความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนของชายหนุ่มผมแดงไหลทะลักเข้ามาในสมอง เขาไม่เคยลืม เหตุการณ์ทุกอย่างไม่ต่างไปจากเดิมเลยสักนิด รูดอล์ฟเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ปกป้องใครเอาไว้ไม่ได้สักคน บางที.. สาเหตุที่ยังไม่ตายก็คงเป็นเพราะซาตานและสมุนเอาแต่สนุกกับการฆ่ามนุษย์จนลืมปีศาจที่กำลังจะตายแหล่มิตายแหล่อย่างเขาไป หรือเป็นเพราะผู้เป็นพ่อฆ่าเขาไม่ลง สรุปสั้นๆก็คือ ที่รอดมาได้ก็เพราะโชคทั้งนั้น

 

ไม่อย่างนั้นก็…จงใจปล่อยเขาทิ้งไว้ เพื่อให้ทนเห็นภาพบาดตาบาดใจไปเรื่อยๆ ทุกๆปี จนกว่าจะสิ้นหวัง… และกลับไปอยู่กับพวกเขาอย่างถาวร จะเรียกว่าเป็นการดัดนิสัยเด็กดื้อก็คงไม่ผิดมากนัก

 

อย่างไรเสีย รูดอล์ฟไม่มีทางรู้จุดประสงค์ที่แท้จริง ในเมื่อไม่มีใครพูดออกมาก็ทำได้เพีงแค่คาดเดาอย่างทรมานใจเท่านั้น

 

เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานดังแว่วมาจากที่ไกลๆ ไม่มีเสียงกรีดร้องจากมนุษย์ พวกเขาตายไม่รู้ตัวด้วยฝีมือซาตานและปีศาจ ชายหนุ่มยังคงนิ่งค้างในสภาพที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและชิ้นเนื้อ ไม่มีแรงที่จะลุกขึ้นยืน ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่ถ่าโถมมาหาเขานั้นหนักหนาสาหัสเกินไป ทั้งภาพในอดีตที่ยังคงหลอกหลอน ปัจจุบันอันแสนเลวร้าย และชะตากรรมในอนาคตที่มืดมนสิ้นหวัง

 

รูดอล์ฟรู้สึกราวกับว่า ทุกๆอย่างของตนกำลังพังทลายลงอย่างเชื่องช้า หยาดน้ำตาอุ่นไหลอาบแก้มอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

 

เพราะมีความหวัง ก็เลยต้องเจ็บปวด

 

อยากหนี

 

ต่อสู้กับความรู้สึกพวกนี้ทุกครั้ง เพื่อมาเผชิญหน้ากับมันอีกครั้งในอนาคต รูดอล์ฟรู้ดีว่าเขาไม่ฉลาด เขาไม่เก่ง ไม่มีฝีมือ มีดีก็แค่ความพยายามกับเรื่องการตั้งความหวังเท่านั้น เพราะอย่างนั้นถึงได้เลือกที่จะลุกขึ้นสู้ใหม่

 

ครั้งนี้ล่ะ…? จะทิ้งความหวังทั้งหมด หรือว่าจะแบกรับมันต่อไป?

 

ถ้าทิ้งก็จะโล่งสบาย แต่ถ้าแบกมันต่อไป ก็ต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดแบบเดิมๆอีกในอนาคต

 

 

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน นัยน์ตาสีเปลือกไม้หม่นแสงลง ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง ในที่สุดรูดอล์ฟก็ตัดสินใจแล้ว

 

 

“หายดื้อซะทีนะเจ้าหนูนี่” บลิตเซ่นบ่นงึมงำในลำคอ ขณะเดียวกันกับที่นิคปลดเสื้อโค้ตสีแดงคล้ำของตัวเองออก คลุมมันลงบนไหล่ที่นิ่งสงบของรูดอล์ฟอย่างอ่อนโยน

 

 

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ รูดอล์ฟ”

 

End.

เรื่องเล่าของราชาปีศาจ

  เรื่องเล่าของราชาปีศาจ

 

………………..

 

 

เมื่อคืนนั้นที่จันทร์สลัว ผู้กล้าและพรรคพวกได้เดินทางข้ามเขตแดนมนุษย์มายังแดนปีศาจเรียบร้อยแล้ว

 

ข้าบอกให้หน่วยสอดแนมที่วิ่งโร่มาแจ้งข่าวกลับไปพักผ่อน อีกไม่นานมนุษย์เหล่านั้นคงเข้าปะทะกับกองทัพหลวงแห่งวังปีศาจ และหากมีฝีมือมากพอ ข้าก็คงได้พบกับพวกเขาในเร็วๆนี้

 

ชื่อของข้าคือซีฟร์ พวกมนุษย์ต่างรู้จักข้าในนามของราชาปีศาจผู้โหดเหี้ยม เข่นฆ่าผู้คนอย่างบ้าคลั่งและเลือดเย็นไม่ต่างไปจากราชาปีศาจรุ่นก่อนๆ ทว่า แท้จริงแล้วสำหรับปีศาจด้วยกัน ข้าเป็นเพียงแค่ลูกหลานของกบฏที่น่าดูแคลนก็เท่านั้น

 

โทษสำหรับกบฏที่ต้องการยึดบัลลังก์แห่งองค์ราชันย์คือความตายที่น่าอัปยศอดสู และการตายด้วยคมดาบของมนุษย์ก็คือโทษที่กบฏและลูกหลานของกบฏจำเป็นต้องได้รับ

 

     ‘ในเมื่อเจ้าอยากเป็นราชานัก ข้าย่อมยินดีแต่งตั้งเจ้าเป็นราชา แต่จงเป็นราชาที่ตายด้วยน้ำมือมนุษย์เสียเถิด

 

ราชาปีศาจที่แท้จริงเอ่ยประโยคดังกล่าวกับท่านปู่ของข้าด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ก่อนจะสั่งให้นำปีศาจทุกตนที่มีสายเลือดของท่านปู่ไหลเวียนอยู่ในตัวไปปล่อยไว้ที่ชายแดนห่างไกลรวมกับนักโทษเดนตายตนอื่นๆ

 

ไม่นานนัก ทางวังหลวงก็ปล่อยข่าวลือลงไปในแดนมนุษย์ว่าท่านปู่เป็นราชาปีศาจอำมหิต เข่นฆ่ามนุษย์เป็นว่าเล่น แดนมนุษย์จึงส่งกำลังพลที่กล้าแกร่งมาปราบท่านปู่ของข้า แน่นอนว่าในตอนนั้น ข้ายังเป็นเพียงเด็กทารกที่ไม่รู้ประสีประสาตนหนึ่งเท่านั้น หลังจากที่ท่านปู่จากไปอย่างไม่มีวันได้หวนกลับ ท่านพ่อของข้าจึงกลายเป็นราชาปีศาจ แบกรับโทษหนักที่ตนไม่ได้ก่อไว้ สู้รบกับมนุษย์มากหน้าหลายตา

 

หลายครั้งต่อหลายครั้งที่ท่านรบชนะมาตลอด ยื้อชีวิตของตนเองเพื่อได้กลับมากอดข้าและท่านแม่ ทว่า ในที่สุดท่านก็แพ้ ถูกมนุษย์คนหนึ่งใช้ดาบเล่มใหญ่บั่นคอเสียจนขาดสะบั้น เสียงร้องเฮดังลั่นห้องโถงใหญ่ที่ถูกใช้เป็นสนามรบ มนุษย์คนนั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้กล้าที่พิชิตราชาปีศาจรุ่นที่สองได้ ท่านแม่ตรอมใจตาย และตำแหน่งราชาปีศาจก็ตกเป็นของข้า

 

ข้าสู้มาตลอด ฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ใช่ว่าปีศาจทุกตนจะเป็นนักรบตั้งแต่เกิด ท่านปู่ของข้าเป็นขุนนางชั้นสูงที่ถนัดด้านวางแผน ส่วนท่านพ่อเชี่ยวชาญเรื่องเวทมนตร์คาถา ในขณะที่ข้าชื่นชอบศาสตร์แห่งการเยียวยารักษา

 

ทุกครั้งที่ต้องฆ่ามนุษย์เพื่อรักษาชีวิตตนเองและเพื่อนปีศาจตนอื่นๆนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับข้า ครั้งหนึ่ง ในสมัยที่ข้ายังเป็นเด็ก ข้าเคยถามท่านพ่อถึงเหตุผลในการกำจัดมนุษย์ เหตุใดจึงไม่หนี เหตุใดจึงต้องทำตามคำสั่งของราชาปีศาจ

 

มือแกร่งที่เคยคร่าชีวิตมนุษย์มามากมายจัดแต่งเรือนผมสีดำยาวระต้นคอของข้าให้หายยุ่ง นัยน์ตาสีแดงของข้าจ้องมองใบหน้าของท่านพ่อที่ถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเอื้อนคำตอบออกมา น้ำเสียงอ่อนโยนของท่านพ่อเจือไปด้วยความเศร้าและความสิ้นหวัง

 

     ‘ลูกพ่อ ไม่มีทางเลยที่จะหนีราชวงศ์พ้น หากขัดคำสั่งราชา ในเมื่อไม่สู้กับมนุษย์ก็ต้องสู้กับทหารจากเมืองหลวงที่ถูกส่งมา หากเจ้าซ่อนตัวดีๆเช่นทุกครั้ง มนุษย์จะไม่มีวันหาเจ้าเจอ แต่ลูกไม่มีวันหนีทหารพวกนั้นได้ มันจะฆ่าพ่อ ฆ่าลูก ฆ่าพวกพ้องทั้งหมด

 

     ‘พ่ออยากให้ปีศาจที่พ่อรักมีโอกาสรอดให้ได้มากที่สุด เจ้าเข้าใจพ่อใช่ไหม?’

 

คำพูดของท่านพ่อทำให้ข้ารู้สึกหดหู่ แต่การที่ถูกห้ามไม่ให้เคืองแค้นพวกมนุษย์นั้นทำให้ข้าหดหู่ยิ่งกว่านั้น

 

มนุษย์ไม่เคยรู้เลยว่าพวกตนกลายเป็นเครื่องมือของเหล่าปีศาจไปตั้งแต่เมื่อไร

 

เป็นเพราะถูกปลูกฝังว่าราชาปีศาจเป็นภัยร้ายต่อโลกมนุษย์ ดังนั้น สิ่งเดียวที่พวกเขาตั้งใจทำก็คือการล้มล้างราชาปีศาจ ก่อนที่ราชาปีศาจจะทำลายซึ่งทุกสิ่ง

 

แต่ก็เป็นเพราะความเชื่อฝังหัวของพวกมนุษย์ที่ทำให้ทุกวันนี้ปีศาจตนอื่นๆบริเวณชายแดนยังคงมีชีวิตรอด ข้ายังคงมีมนุษย์ให้กำจัด ได้สวมบทราชาปีศาจผู้เหี้ยมโหดอยู่เรื่อยๆ การลงโทษครอบครัวกบฏและนักโทษเดนตายตนอื่นๆยังคงดำเนินต่อไปทำให้ไม่ถูกทหารวังหลวงต้องเข้ามาวุ่นวาย ด้วยเหตุนั้น ข้าจึงพยายามบังคับตัวเองไม่ให้เกลียดพวกเขา ถึงแม้ว่าเผ่าพันธุ์ของคนเหล่านั้นจะเป็นฝ่ายพรากชีวิตปีศาจที่ข้ารักไปมากมาย แต่อย่างน้อยที่สุด ปีศาจส่วนใหญ่ก็ยังมีชีวิตอยู่ให้ข้าได้ปกป้องดูแลต่อไป

 

อย่างน้อยก็ยังมีชีวิตอยู่…ถึงแม้จะต้องอยู่อย่างโศกเศร้าก็ตามที

 

ปีศาจหลายตนในที่แห่งนี้ สำหรับประชาชนแดนปีศาจที่อยู่ ณ ใจกลางอาณาจักรอาจเป็นแค่นักโทษเดนตาย แต่สำหรับข้า พวกเขาคือครอบครัวที่ปกป้องดูแลกันและกันจากการบุกรุกของพวกมนุษย์

 

‘หากไม่ร่วมมือ ตัวเองก็จะไม่รอด’ จากความคิดดั้งเดิมที่ต้องร่วมมือกันเพราะความจำเป็น ค่อยๆเปลี่ยนผันกลายเป็น ‘ต้องร่วมมือกัน เพื่อให้รอดตายกันทุกตน’

ข้าเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงนี้มาเรื่อยๆ พี่ป้าน้าอาทั้งที่เป็นญาติและไม่ใช่ญาติต่างค่อยๆสนิทสนมกลมเกลียวกันภายใต้ความดูแลของท่านพ่อที่ทุกตนยกให้เป็นหัวหน้าใหญ่ มนุษย์มักบอกอยู่เสมอว่าปีศาจนั้นไร้หัวใจ บางทีข้าก็นึกอยากให้พวกเขามายืนอยู่ในจุดเดียวกันกับข้า อยากให้รู้ว่าภาพที่ข้าเห็นนั้นอบอุ่นและสวยงามมากขนาดไหน

 

แต่ความปรารถนาของข้าไม่มีวันเป็นไปได้ ข้อเท็จจริงนี้…ข้ารู้ดีอยู่แก่ใจ

 

“ท ท่านซีฟร์!!”

 

ข้าสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นเรียกสติข้าที่กำลังล่องลอยไปไกล ดูท่าว่าผู้กล้าและพรรคพวกคงบุกมาถึงแล้ว พวกผู้กล้าฝ่าการป้องกันมาได้ไวกว่าที่ข้าคาดการณ์เสียอีก

 

ข้าสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะเดินสะบัดผ้าคลุมออกไปอย่างผึ่งผายสมบทราชาปีศาจ เดินตรงดิ่งจากระเบียงห้องพักเข้าไปยังท้องพระโรงที่มักใช้เป็นสถานที่ตัดสินความเป็นความตาย ทิ้งตัวนั่งลงบนบัลลังก์เงียบๆ เฝ้ารอเวลาอย่างใจจดใจจ่อ

 

ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงที่หมายจนได้

 

“ราชาปีศาจ!!! วันนี้จะต้องเป็นวันตายของเจ้า!!”

 

เด็กหนุ่มผู้กล้าชี้ดาบสีเงินเป็นประกายมาทางข้า ข้าหรี่ตาลงอย่างเย็นชา สวมบทราชันย์ผู้เหี้ยมโหดไร้หัวใจพร้อมกับเค้นพลังปีศาจในตัวอยู่ครู่หนึ่ง กรงเล็บแหลมคมสีดำงอกขึ้นมาจากปลายนิ้วอย่างรวดเร็ว

 

“ปากดีนัก แต่ในเมื่อเจ้าอุตส่าห์มาเยี่ยมเยือนข้าถึงที่นี่ ข้าคงต้องตั้งใจเล่นสนุกกับเจ้าให้เต็มที่เสียหน่อยแล้ว”

 

การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

 

ในศึกครั้งนี้ ราชาปีศาจจะเป็นฝ่ายทำลายหรือถูกทำลาย มีเพียงฟ้าเท่านั้นที่รู้คำตอบ ปีศาจเช่นข้าไม่อาจคาดเดาคำตอบใดๆได้เลย สิ่งที่ทำได้มีเพียงสิ่งเดียวคือปกป้องพวกพ้อง รักษาความสวยงามอบอุ่นของภาพที่ได้เห็นเอาไว้

 

     จนกว่าจะถูกสังหาร จนกว่าจะถึงเวลานั้น สองมือนี้ยังคงเข่นฆ่ามนุษย์ต่อไป

 

ตลอดไป

 

 

………………………………………………………..

 

 

ลืม?

‘ลืม?’

By ; NightyNox

….

นับเป็นเวลานานแล้วที่มินตรานั่งอยู่ในร้านกาแฟเล็กๆแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าของหญิงสาวมีเพียงแก้วพลาสติกทรงสูงที่มีหยดน้ำเกาะรอบแก้ว ของเหลวภายในแก้วถูกผสมเข้ากับก้อนน้ำแข็งที่ละลายไปเรียบร้อยแล้วจนรสชาติผิดเพี้ยนไปหมด

เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนยาวประบ่าใช้นิ้วชี้เขี่ยๆวงน้ำบนโต๊ะที่เกิดจากการละลายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยกข้อมือข้างซ้ายขึ้นมาดูเวลา

18.30 นาฬิกา สายไปหนึ่งชั่วโมง ทว่า อัศวิน…คนรักของเธอยังไม่แม้แต่จะติดต่อมา

“ไม่ใช่ว่าวินลืมไปแล้วหรอกนะ…” หญิงสาวในชุดเดรสตัวเก่งบนพึมพำด้วยน้ำเสียงน้อยใจ วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ ชายหนุ่มจึงเสนอให้มาฉลองกันที่ร้านกาแฟเล็กๆซึ่งเป็นร้านที่พวกเขาเจอกันเป็นครั้งแรก มินตราดีใจมากที่อีกฝ่ายจำเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ได้ อัศวินเป็นคนช่างเอาใจใส่ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะทำงานคนละที่กันแต่ชายหนุ่มจำตารางเวลาของเธอได้ขึ้นใจ คอยไปรับไปส่งและส่งข้าวส่งน้ำให้เสมอยามที่เธอต้องทำงานล่วงเวลา ทั้งๆที่งานของเขาเองก็หนักไม่แพ้กัน

แต่ในตอนนี้ เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของมินตรานั้นว่างเปล่า อัศวินยังคงไม่มา บางทีเธอคงต้องรอเก้อ…

เขาอาจจะมีงานด่วนที่สำคัญกว่าเธอให้จัดการ หรือบางที…เขาอาจจะลืมไปแล้วว่าได้นัดเธอไว้…

มินตราหยิบสมารท์โฟนสีขาวของเธอออกมา ตัดสินใจจะกดโทรหาอัศวินอีกครั้งหลัง หลังจากที่โทรไปครั้งแรกแฟนหนุ่มของเธอนั้นบอกว่าตัวเขากำลังจะออกจากบริษัท ทว่า ทันทีที่เสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นพร้อมๆกับเสียงต้อนรับของพนักงานสาว มินตราวางสมาร์ทโฟนลงก่อนจะหันขวับไปมองผู้มาเยือนอย่างคาดหวัง ลูกค้าคนใหม่ของร้านเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบกลางๆในชุดสูทสีดำเนื้อดี เขามีส่วนสูงเฉียด180เซนติเมตร มีเรือนผมสีดำยาวระต้นคอ นัยน์ตาเรียวสีเทาทอประกายหลังเลนส์แว่น เขาเดินตรงเข้ามาหาเธอที่โต๊ะพร้อมกับร้อยยิ้มบางๆบนใบหน้าหล่อเหลา

ทว่า เขาไม่ใช่อัศวิน

“คุณมินตราหรือเปล่าครับ”

“อ๊ะ ค่ะ…” หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างงุนงง

“ผมชื่อเมฆา ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” ชายหนุ่มสวมแว่นยิ้มให้หญิงสาวอย่างสุภาพก่อนจะลากเก้าอี้ว่างๆจากโต๊ะอีกตัวหนึ่งมานั่ง ปล่อยให้เก้าอี้ที่ควรจะเป็นของอัศวินยังคงว่างอยู่อย่างนั้น

“คุณกำลังรอคุณ– รอวินอยู่สินะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถาม มินตรามองเมฆาตั้งแต่หัวจรดเท้า เธอรอให้เขาหันไปสั่งชาร้อนหนึ่งถ้วยกับพนักงานเรียบร้อยก่อนแล้วจึงค่อยถามออกไปอย่างใคร่รู้

“คุณเมฆาเป็นเพื่อนกับวินเหรอคะ แล้วตอนนี้วินเขา…”

“…ครับ ผมเป็นเพื่อนของเขา วินเขาฝากผมมาบอกคุณว่าเขาขอโทษที่ทำให้คุณไม่เห็นหน้าเขาในวันนี้ แล้วก็ฝากผมมาอวยพรคุณครับ” ชายหนุ่มว่าก่อนจะหันไปขอบคุณพนักงานที่นำชามาเสิรฟ์ เมฆายกชาขึ้นจิบครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มให้คู่สนทนา

” ‘ขอให้มินมีความสุขมากๆนะ วินรักมินเสมอ ดูแลตัวเองดีๆนะ’ เขาว่ามาอย่างนี้ครับ”

หญิงสาวนิ่งเงียบไปก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ

“เขาลืมนัดใช่มั้ยคะ เขาคงเพิ่งนึกได้ตอนที่ฉันโทรไปตามครั้งแรก…”

“อืม…. คุณมินตราครับ คุณชอบฟังนิทานจีนไหม?” เมฆาพยายามหลีกเลี่ยงการตอบคำถามที่ถูกตั้งขึ้นด้วยความน้อยใจของหญิงสาว ชายหนุ่มรู้ว่าเธอคงไม่ชอบใจที่เขาเปลี่ยนประเด็น แต่อย่างน้อยเพื่อรักษามารยาท มินตรายอมตอบเขาในที่สุด

“…ฉันไม่ค่อยได้ฟังนิทานเท่าไหร่ค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นผมจะเล่านิทานเรื่องนึงให้คุณฟังนะครับ เป็นเรื่องของพ่อค้าแซ่ฟั่นกับบัณฑิตแซ่จางที่ผมเคยฟังมาอีกที” ชายหนุ่มยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้งก่อนจะเริ่มต้นเล่านิทานให้อีกฝ่ายฟังอย่างย่อๆ

“ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มต้นมาจากพ่อค้าเดินทางไปสอบรับราชการที่เมืองหลวง แต่ก่อนสอบพ่อค้าไม่สบาย แล้วก็ได้บัณฑิตอายุน้อยกว่าที่แวะพักที่เดียวกันช่วยดูแลจนหายป่วย ถึงแม้ทั้งสองคนจะพลาดสอบ แต่สุดท้ายพวกเขาก็กลายเป็นเพื่อนกัน และออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยกันเป็นเวลาครึ่งปี” เมฆาขยับแว่นเล็กน้อยขณะมองมินตราที่เริ่มให้ความสนใจกับเรื่องเล่าของตน เขายิ้มบางๆอย่างพึงพอใจก่อนจะเริ่มเล่าต่อไป

“ก่อนจากกัน บัณฑิตชวนพ่อค้าไปเที่ยวที่บ้าน แล้วบอกว่าจะทำอาหารเตรียมต้อนรับอย่างดี พ่อค้าก็ตกปากรับคำ ซึ่งบัณฑิตมั่นใจมากว่าพ่อค้าจะต้องมาแน่ๆ เพราะพ่อค้าเป็นคนรักษาสัญญา”

มินตราเริ่มรู้สึกเอะใจเล็กน้อยกับนิทานของอีกฝ่าย ในขณะที่เธอรออัศวิน บัณฑิตแซ่จางเองก็รอพ่อค้าแซ่ฟั่นอยู่เช่นกัน

“บัณฑิตรอพ่อค้าจนหัวค่ำ ในที่สุดพ่อค้าก็มาเยี่ยมตามสัญญาทั้งๆที่อยู่ห่างกันถึงพันลี้ พวกเขาพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่ทว่า พ่อค้ากลับไม่แตะต้องอาหารใดๆบนโต๊ะเลย จนกระทั่งถึงเวลาที่ต้องจากกัน พ่อค้าจึงยอมบอกเหตุผลของตนกับบัณฑิต”

“พ่อค้าเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่เขาแต่งงานมีครอบครัว เขาก็ทำงานค้าขายเสียจนเพลิน พอรู้ตัวอีกทีก็ถึงเวลาที่นัดกับบัณฑิตแล้ว แต่ด้วยความที่อยู่ห่างกันพันลี้ เขามั่นใจว่าตนนั้นมาไม่ทันตามนัดแน่ๆ แต่ว่า ถึงอย่างนั้นพ่อค้าก็ไม่ยอมผิดคำพูด เขารู้ว่าคนธรรมดาไม่อาจเดินทางวันละพันลี้ได้ แต่วิญญาณทำได้… เขาจึงฆ่าตัวตายแล้วเดินทางมาตามนัดได้ทัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาไม่แตะต้องอาหารเลย ก็เพราะว่าวิญญาณกินอาหารไม่ได้นั่นเอง”

“………..” มินตรากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอกับการกระทำของพ่อค้า เมื่อเห็นสีหน้าอึ้งๆของหญิงสาว ชายหนุ่มยิ้มบางๆอย่างเข้าใจในความรู้สึกของอีกฝ่าย เขาเอ่ยปากเล่าตอนจบของนิทานเรื่องนี้ต่อไป

“หลังจากที่พ่อค้าเฉลยทุกอย่างให้บัณฑิตฟังแล้วก็ฝากให้บัณฑิตไปเคารพศพตน ก่อนจะหายตัวไป บัณฑิตรีบออกเดินทางทันที พอไปถึงก็พบว่าครอบครัวของพ่อค้ากำลังจัดงานศพให้พ่อค้าอยู่ บัณฑิตหนุ่มร้องห่มร้องไห้ หลังจากที่มอบเงินให้ภรรยาของพ่อค้าเรียบร้อย เขาก็ฆ่าตัวตายตาม”

“……”

“น่าเสียดายที่ชีวิตจริงไม่เหมือนในนิทาน…” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง แต่หญิงสาวนึกว่าเขาพูดกับเธอ

“นั่นสิคะ…บางที คนที่รักษาคำพูดแบบนั้นคงไม่มีอยู่จริง”

“……คนที่รักษาสัญญาด้วยวิธีสุดโต่งอย่างนั้นผมก็ไม่อยากให้มีอยู่จริงหรอกครับ” เมฆาหัวเราะเบาๆ ตั้งใจจะอธิบายว่าเขาไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกไป

เรื่องบางเรื่องมันก็มีกฎของมันอยู่ว่าควรพูดออกไปหรือไม่…

“นี่ก็เย็นมากแล้ว ผมว่าคุณควรกลับบ้านได้แล้วนะครับ อ้อ ส่วนกาแฟแก้วนั้นเดี๋ยวผมเลี้ยงเอง”

“อ๊ะ ไม่เป็นไรค่ะ ฉัน…”

“ไม่เป็นไรครับ ถือซะว่าแฟนคุณสั่งผมมาแล้วกัน” ชายหนุ่มยิ้มบางๆ หญิงสาวเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะส่งยิ้มจางๆให้เขาพร้อมกับเอ่ยคำขอบคุณ

“ถ้าจะตอบแทนล่ะก็ สัญญากับผมมาเรื่องนึงก็พอครับ”

“คะ?”

“อย่าทำตัวเหมือนบัณฑิตจาง ชีวิตคุณมีค่ายิ่งกว่านั้น ผมว่าวินคงไม่ชอบใจหรอก ดีไม่ดีคงจะโกรธคุณมากๆด้วย”

“เอ๋?”

“…ช่างเถอะครับ ลาก่อน คุณมินตรา”

ชายหนุ่มส่งยิ้มสุภาพให้อีกฝ่าย มองส่งแผ่นหลังบอบบางในชุดเดรสสีครีมที่เดินออกจากร้านไปเรียบร้อยแล้ว เสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งค่อยๆเบาลง เมฆาถอนหายใจออกมา นัยน์ตาสีเทาหลังเลนส์แว่นเหลือบมองเก้าอี้ที่มินตรามองเห็นว่าว่างเปล่า แต่ตัวเขานั้นกลับเห็นว่ามีใครบางคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น

ชายที่ชื่อว่าอัศวินนั่งเหม่อมองประตูร้านกาแฟ เสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาถูกย้อมไปด้วยเลือดสีแดงสด ระบบอวัยวะภายในร่างกายล้วนพังทลาย เรือนผมสีดำของเขาเต็มไปด้วยเลือด…ไม่ว่าจะส่วนไหนของร่างก็เต็มไปด้วยของเหลวสีแดงสดทั้งสิ้น

เสียงเล่าข่าวดังลอดออกมาจากโทรทัศน์เครื่องเล็ก ข่าวอุบัติเหตุรถหรูของลูกนักการเมืองขับชนพนักงานบริษัทเสียชีวิตคาที่ลอยมาเข้าหูของเมฆา ชายหนุ่มเอ่ยเบาๆกับวิญญาณที่นั่งนิ่งอยู่ข้างๆ

“…น่าเสียดายนะครับที่คนเป็นกับคนตายต้องอยู่คนละโลก ไม่เป็นเหมือนในนิทานที่ได้พูดคุยกัน”

“ที่คุณบ่นตอนนั้นคือเรื่องนี้เองเหรอ คุณยมทูต”

“ครับ น่าเสียดายจริงๆ”

ยุคสมัยเปลี่ยนไป กฎของยมโลกก็เปลี่ยนไปเช่นกัน จากที่เคยหย่อนยานจนวิญญาณสามารถเชื่อมต่อกับคนเป็นได้ กลับกลายเป็นว่าสองโลกนี้ต้องถูกแยกออกจากกันให้ได้มากที่สุด

“ที่น่าเสียดายอีกอย่างก็คือ หลังจากที่ได้รับการตัดสินจากท่านมัจจุราช คุณก็จะลืมเธอไป”

“แต่เธอยังไม่ลืมผมนี่คุณยมทูต คุณพาวิญญาณของผมไปได้ แต่ไม่มีทางพาตัวผมที่อยู่ในความทรงจำของเธอไปได้หรอก”

“นั่นสินะครับ” ยมทูตหนุ่มลุกขึ้นยืน เขาเดินไปจ่ายเงินค่าเครื่องดื่มกับพนักงานที่เคานท์เตอร์ก่อนจะผลักประตูเพื่อออกจากร้าน ท่ามกลางเสียงกระดิ่งที่ดังกรุ๊งกริ๊ง เมฆาเอ่ยกับอัศวินที่ลอยตามหลังตนมาติดๆ

“แต่จำไว้หน่อยก็ดีนะครับคุณอัศวิน คำว่าตลอดไปน่ะ มันเกิดขึ้นได้ยากอยู่เหมือนกัน”

“ผมจะพยายามจำคำพูดคุณไว้ครับ แต่คงจะยากเพราะอีกไม่นานพอไปเกิดใหม่ผมก็คงลืมแล้ว” วิญญาณหนุ่มว่าพลางยักคิ้วกวน

“ยมโลกมีกฎว่าห้ามทำร้ายวิญญาณ แต่ตอนนี้ผมชักอยากจะลืมกฎข้อนั้นไปซะแล้วสิ” ยมทูตหนุ่มหัวเราะเบาๆ อัศวินยิ้มเผล่อยู่ได้ครู่หนึ่งเขาก็หยุดยิ้ม ร่างเฉียด190เซนติเมตรของอัศวินค่อยๆเคลื่อนไหวมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของเมฆา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเต็มไปด้วยความจริงจัง

“คุณยมทูต สมมติว่าถ้าถึงวันที่ทุกคนบนโลกลืมผมไปหมดแล้วล่ะก็ คุณช่วยจำผมให้ได้หน่อยสิ พอคิดตามคำพูดของคุณแล้ว ผมก็รู้สึกเหงาขึ้นมา…”

นานๆทีจะได้เจอวิญญาณที่ยอมรับความตายของตัวเองได้อย่างง่ายดาย แถมยังขอแค่ให้ตัวเองได้ไปตามนัดแม้ว่าฝั่งคนเป็นจะไม่รู้ก็ตาม และยังกล้ากวนโอ๊ย กล้าขอคำขอร้องประหลาดๆกับยมทูตอีก

…..ถึงแม้จะไม่ใช่ตลอดไปหรือตลอดกาล แต่ตลอดช่วงที่อายุขัยของเขายังไม่หมดสิ้นลง เมฆาตัดสินใจแล้ว

“ตกลงครับ วิญญาณอย่างคุณผมจำหน้าได้ยันวันสิ้นอายุขัยแน่ๆ”

พอได้ยินอย่างนั้นวิญญาณหนุ่มก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ อัศวินเอ่ยออกมาเบาๆ

“ขอบคุณ…”
…………
ณ ยมโลก

ยมทูตหนุ่มมองใบภารกิจที่มีใบหน้าของวิญญาณเป้าหมายที่ต้องไปเชิญตัวมายังยมโลกในมือ เมฆาดันแว่นเล็กน้อย คิดอะไรในใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมา

“อ้าว เมฆา! จะไปทำงานแล้วเหรอ ขอดูใบภารกิจหน่อยสิว่าไปที่เดียวกันรึเปล่า จะได้ไปด้วยกัน” เสียงร้องทักอันแสนจะเริงร่าของอัศวินนำหน้ามาก่อน ตามด้วยแขนแกร่งที่โอบไหล่คนตัวเตี้ยกว่าอย่างคุ้นชิน

“หวา คนละที่แฮะ แย่จัง” อัศวินที่ตอนนี้กลายเป็นยมทูตไปแล้วมองใบภารกิจของอีกฝ่ายแล้วส่ายหน้าไปมา เมฆาเหลือบมองคนตัวโตก่อนจะผละออกจากวงแขนแกร่ง

“…คราวนี้ผมอยากให้คุณไปด้วย ช่วยเสียเวลาไปทำงานเป็นเพื่อนผมหน่อยได้มั้ยล่ะครับ”

“เอ๊ะ? จริงเหรอ?! นายไม่สบายหรือไง ไม่สิ ยมทูตนี่ไม่สบายได้ด้วย?” ยมทูตมือใหม่เอียงคอสงสัย

“เปล่าครับ ก็แค่คิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นเธอคงจะดีใจน่ะ” คนสวมแว่นยิ้มบางๆ ปล่อยให้อัศวินทำหน้างุนงงไปพักใหญ่ เมฆาไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายจำมินตราไม่ได้ เพราะตัวเขาเองก็จำอดีตชาติของตนไม่ได้เช่นกัน การเป็นยมทูตก็ถือเป็นการเกิดใหม่ ดังนั้นความทรงจำในชาติที่แล้วจึงถูกลบออกไป ทว่า ยมทูตนั้นแตกต่างจากมนุษย์ มนุษย์เมื่อเกิดใหม่นั่นได้รับชื่อใหม่ ชีวิตใหม่ รูปลักษณ์ใหม่ แต่รูปลักษณ์ของยมทูตนั้นยังคงเดิม ชื่อเองก็เช่นกัน มีแต่เพียงความทรงจำในชาติก่อนเท่านั้นที่หายไป

“เดี๋ยวซี่ หมายความว่าไงน่ะ เฮ้! เมฆา รอฉันด้วยย!!”

หนึ่งยมทูตวิ่งตามหลังคู่สนทนาไป ในขณะที่อีกหนึ่งยมทูตยิ้มบางๆ ใบหน้าหญิงสาวคนรักของอัศวินในชาติที่แล้วบนใบภารกิจปรากฏขึ้นในหัวอย่างเด่นชัด เมฆานึกดีใจที่เธอไม่ได้ตายเพราะฆ่าตัวตายตามอัศวิน แต่ตายเพราะสิ้นอายุขัยธรรมดา เขาเคยแอบเป็นห่วงอยู่เหมือนกันว่ามินตราจะคิดสั้นเหมือนกับบัณฑิตแซ่จางในนิทานที่เขาเคยเล่าให้เธอฟังหรือไม่ แล้วก็โชคดีที่ไม่เป็นเช่นนั้น

มีไม่กี่กรณีที่มนุษย์จะได้พบเจอกันอีกครั้งหลังจากที่เสียชีวิตแล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังมีความทรงจำของอีกฝ่ายอยู่ ในเมื่อมีเรื่องบังเอิญอย่างนี้เกิดขึ้น เมฆาก็อยากให้พวกเขาได้เจอกัน แม้จะมีทั้งฝ่ายที่จำได้และฝ่ายที่จำไม่ได้ก็ตาม

ถ้ามินตรายังไม่ลืม เธอต้องดีใจแน่ๆเมื่อได้เห็นคนรักของเธออีกครั้ง

เมฆาได้แต่หวัง

หวังว่าอัศวินจะยังอยู่ในใจของเธอ และไม่ถูกลืมไปตามกาลเวลา

ยมทูตได้แต่หวัง

หวังว่ามนุษย์จะไม่ขี้ลืม

………..

เรื่องสั้นตันชื่อเหมือนเดิมค่ะฮือออ555555 ความจริงจะทำส่งชมรม แต่รู้สึกมันกากๆยังไงก็ไม่รู้ ก็เลยช่างมันละกัน… เอาลงในนี้แทนดีกว่า

ปล. ขอบคุณข้อมูลนิทานจากคุณเบียร์ อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี ค่ะ จำได้ว่ากำลังส่องแท็กทีมสำริด (รึเปล่านะ) แล้วก็เจอแอคเคานท์นึงเมนชั่นคุณเบียร์ไปพ้อมกับติดแท็กนั้น พอดีตอนนั้นว่างๆก็เลยถือวิสาสะกดเข้าไปอ่านค่ะ ก็ปรากฏว่าเป็นนิทานเรื่องนี้นี่เอง เห็นว่าน่าสนใจดี ก็เลยเอามาเชื่อมกับหัวข้อ “ลืม” ที่ชมรมให้มาเขียน เชื่อมกันงงๆ สุดท้ายก็ออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ

Next Station : Love [ Original Short Story ]

Next Station : Love

สถานีต่อไป : ความรัก

ผู้โดยสารไม่สามารถเปลี่ยนใจไปรักคนอื่นได้นอกจากผมผู้นี้ โดยหัวใจผมจะขังคุณไว้อย่างแน่นหนา

ฟรีเปเปอร์ชื่อย้าวยาวแจกงาน Original Holic ครั้งที่ 2 ค่ะ 


อัลเบิร์ต ไอสไตน์กล่าวไว้ว่า ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นได้โดยปราศจากการเริ่มต้น

“Next station Siam, interchange with Silom Line…”

ผมเหลือบมองเด็กสาวในชุดนักเรียนโรงเรียนเดียวกันที่ยืนอยู่ไม่ไกลมากนัก

“…doors will opened on the right hand side of the train.”

เสียงประกาศบนขบวนรถไฟฟ้าหยุดลงพร้อมๆกับขบวนรถไฟฟ้า ผมนึกถึงคำพูดของไอสไตน์อีกครั้งก่อนจะเดินออกจากรถทันทีที่ประตูเปิดออก

‘ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นได้โดยปราศจากการเริ่มต้น…’

แน่นอนว่า…ความรักเองก็เช่นกัน

……

ชื่อของผมคือไทม์
ผมเป็นแค่เด็กนักเรียนสายตาสั้นวัย17ปีธรรมดาๆคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของกรุงเทพฯ เป็นคนที่ถึงแม้จะไม่ได้ขี้เหร่มากแต่ก็ไม่ได้หล่อมาก ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรกหรือรสนิยมต่างก็เรียบง่ายไม่ต่างจากใคร

โดยรวมแล้วเป็นคนที่ใช้ชีวิตง่ายๆคนหนึ่ง ทว่า พักหลังๆชีวิตเรียบง่ายๆของผมมีอันต้องเปลี่ยนไปเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งก้าวขึ้นมาบนบีทีเอส

ผู้มีเครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนเดียวกับผม

เธอผู้ไว้ผมหางม้าและมีโครงหน้าสวยได้รูป

เธอผู้ทำให้หัวใจของผมเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อมองใบหน้าสวยติดเย็นชาของเธอ

เธอผู้…

เออ จะอะไรก็ช่าง เอาเป็นว่าผมชอบเธอละกัน จบ

ผมแอบมองเธอทุกเช้า พวกเราขึ้นรถที่สถานีเดียวกัน ลงสถานีเดียวกัน ผมมักบอกตัวเองเสมอว่าที่ผมได้เจอเธอนั้นเป็นพรหมลิขิต เป็นพรหมลิขิตแหงๆ แต่ต่อให้ฟ้าลิขิตให้เดินทางไปโรงเรียนด้วยกัน(โดยที่เธอไม่รู้ตัว) ถ้าผมไม่ทำอะไรซักอย่างชาตินี้ความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่คงไม่คืบหน้าแน่

ด้วยเหตุนั้นผมจึงจ้างนักสืบที่เก่งที่สุดในโรงเรียน เชอร์ล็อก  โฮล์มแห่งโรงเรียนดังวิทยาคม หรือโรงเรียนที่คนชอบเรียกกันย่อๆว่า’โรงเรียนดัง’นั่นเอง

ผมแอบถ่ายรูปเธออย่างแนบเนียนบนรถไฟฟ้าแล้วส่งให้ไอ้เชอร์ล็อกสืบประวัติเธอ โรงเรียนมีนักเรียนตั้งสามพันสี่พันกว่าคน กว้างก็กว้าง ผมตัวคนเดียวย่อมไม่มีปัญญาตามหาจนเจอแน่นอน เพราะบุญที่มีก็จ่ายไปกับการเจอเธอระหว่างเดินทางตอนเช้าไปหมดแล้ว

“ก็ไม่ได้ยืนพิงเสานี่ ไปถ่ายรูปเธอมาทำไมวะ” ไอ้ช็อคว่าพลางซูมรูปในไอโฟน4sเก่าแก่ของผมไปที่บริเวณเสารถไฟฟ้า ผมมองไอ้นักสืบเพื่อนยากที่ความจริงแล้วชื่อช็อคแต่ดันทะลึ่งเรียกตัวเองว่าเชอร์ล็อกก่อนจะตบหัวเกรียนๆของมันไปทีนึง

“ผู้หญิงที่ยืนพิงเสาน่ะไอ้ไทม์คนนี้ไม่สนใจหรอกโว้ย ที่สำคัญเธอคนนี้น่ะทำตามระเบียบบีทีเอสหมดทุกอย่างเลยนาเหวย”

“…สนใจเธอว่างั้น?”

“เออ ไปสืบมาให้หน่อยดิ๊ว่าเธอเป็นใครชื่ออะไรเรียนชั้นไหนห้องไหนสายไหนชมรมอะไรงานอดิเรกอะไรชอบกินอะไรสเป็คผู้ชายที่ชอบ—”

“พ่อ_งง เยอะไปแล้วโว้ย แต่เอาเหอะ จะพยายามก็แล้วกัน”

“ดี เดี๋ยวเลี้ยงน้ำ”

“ไม่เอาน้ำจากตู้กดน้ำของโรงเรียนใส่แก้วพลาสติกแบบคราวที่แล้วนะ…”

“เออน่าาา” ผมรับปากไอ้เพื่อนสนิทพลางเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามประดับประดาไปด้วยเมฆปุกปุย หลังจากที่คิดใคร่ครวญอะไรอยู่เงียบๆคนเดียวครู่ใหญ่จึงหันไปถามไอ้คนที่นั่งอยู่ข้างๆ

“คราวหน้าชวนคุยอะไรซักอย่างดีมั้ยวะ…”

“ลองเล่นมุกเสี่ยวดูดิ” ไอ้ช็อคตอบขณะที่กำลังส่งไลน์หาสายสายสืบของมัน ผมกระพริบตาปริบๆเมื่อได้ยินคำตอบของอีกฝ่าย เสี่ยวเรอะ? เอาจริงดิ… ผู้หญิงส่วนใหญ่เค้าจะใจละลายกับมุกพวกนี้สินะ

เห็นดูนิ่งๆแบบนั้นแต่พอเล่นมุกไปเธอก็จะเขินสินะ ผมไม่เคยมีประสบการณ์ด้านจีบหญิงซะด้วย แค่คุยกับผู้หญิงยังไม่ค่อยจะได้คุยเลยด้วยซ้ำเพราะมันเขินๆยังไงก็ไม่รู้ แต่ในเมื่อไอ้ช็อคแนะนำวิธีนี้มาล่ะก็… ดีล่ะ! ผมจะใช้มุกเสี่ยวละลายน้ำแข็งในหัวใจของเธอเอง!! ถึงแม้ว่าผมจะเป็นแค่คนธรรมดาแต่ความกล้าผมน่ะมีเกินล้าน! เรื่องแค่นี้ไม่มีวันอายอยู่แล้ว
.
.
.
.
.
.
“Next Station Ari….”

ผมมันบ้า…

โอ๊ยยยยยยอายโว้ยยยยย นี่ผมกำลังจะทำอะไรฟะ จะเล่นมุกบ้าๆบนบีทีเอสเพื่อจีบสาวงั้นเรอะ เดี๊ยวววววว นิ้วววว นิ้วข้าาา อย่าไปสะกิดไหล่เธอแบบนั้นเด้ ยังไม่พร้อมเลยนาเหวยย

“ผมชื่อไทม์นะ ยังไงก็ช่วยแช่งผมหน่อยสิ”

“……….”

เออ เป็นผมก็คงเงียบนั่นแหละ จู่ๆมีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนมาทักแบบนี้บนบีทีเอส บ้าชะมัด กล้าบ้าบออะไรกันเล่า สั่นไปหมดแล้วเนี่ย!

“คือๆๆๆ แบบว่าถ้าเธอแช่งผม ผมก็จะได้ต่อมุกไปว่าแช่งรักปั๋น…ฉันรักแป้งไง…”

“……..”

“…….”

“Next Station Sanam Pao…”

“…….”

“…….”

แป้ง…ผู้หญิงที่ผมเพิ่งเล่นมุกเสี่ยวครั้งแรกในชีวิตใส่เดินลงจากบีทีเอสไปเงียบๆทันทีที่ประตูขบวนรถไฟฟ้าถูกเปิดออก…

เดี๋ยวสิ นี่มันเพิ่งสนามเป้าเองไม่ใช่เรอะแม่คุณ…. เธอต้องลงสยามสิ…. ไม่สิ แบบนี้มัน..?!!

เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ!!

ผมละลายน้ำแข็งในใจเธอได้แล้ว?!!!

มุกเสี่ยวสุโก้ยยยยยยยยย!!!!!

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ผมก็เริ่มจู่โจมหัวใจของเธอด้วยมุกทั้งหมดที่ผมสามารถคิดได้

“สมองประกอบไปด้วยเซลล์ประสาทประมาณ140,000ล้านเซลล์ แต่หัวใจผมน่ะประกอบไปด้วยเธอ”

“….”

เงียบ…ไม่มีสัญญาณตอบรับมุกของท่าน

“ปีแสงเป็นหน่วยระยะทาง ส่วนผมน่ะปีคนที่พอเด็น…เป็นคนที่พอดี พอดีกับเธอ…”

“……”

ก็ยังเงียบอยู่ดี

“ผมเป็นผู้ชายที่ไม่อยากจับมือใคร แต่เป็นผู้ชายที่อยากจับใจเธอนะ”

“…….”

ใบหน้าสวยนิ่งของแป้งยังคงนิ่งเฉย แต่ผมยังคงคิดอย่างเข้าข้างตัวเองว่าเธอกำลังเขินแต่ไม่แสดงออกก็แค่นั้น
.
.
.
.
.
.
“ตูว่าเขาเอือมเอ็งว่ะ”

“เอือมบ้านเอ็งเดะ เขินเฟ้ยเขิน แบบนั้นน่ะเขินแหงมๆ!” ผมกับไอ้ช็อคนั่งเถียงกันอยู่ในโรงอาหารของโรงเรียนตอนเย็นๆ หัวข้อในคราวนี้คือเรื่องการจีบของผมว่ามันคืบหน้าไปถึงไหนหรือเข้ารกเข้าพงไปแล้วกันแน่ ผมยืนยันว่ามันคืบหน้า แต่ไอ้ช็อคค้านว่าวิธีนี้มันไม่เวิร์ค

“เอ็งเป็นคนบอกตูนะเฟ้ยว่าให้ลองมุกเสี่ยวอะ”

“ตูไม่ได้หมายความว่าให้เอ็งเล่นมันทื่อๆแบบนี้ทุกวันโว้ย! เข้าไปคุยแล้วปล่อยมุกใส่เนียนๆสิฟะ ไอ้คนไร้ชั้นเชิงเอ๊ย!”

“ก ก็ใครมันจะไปรู้ฟะ…” ผมฟังคำพูดไอ้ช็อคแล้วจนปัญญาจะเถียงจึงได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาอย่างจำยอม ที่ไอ้ช็อคพูดมาก็มีส่วนถูก อย่างนี้แสดงว่าแป้งคงเอือมผมอย่างที่มันว่าจริงๆ…

“ทีหลังเอ็งก็ทำตามที่ตูแนะนำดิวะ แล้วพออีกฝ่ายเผลอก็หาโอกาสจับไม้จับมือ—แอ้ก!!” ไอ้ช็อคร้องลั่นเมื่อถูกผมเอามือเขกหัวมันแรงๆไปหนึ่งที

“ใครจะไปจับมือวะ?! นั่นมันลวนลามเธอชัดๆ ตูว่าแค่มุกก็พอว่ะ หยอดให้เธอเขินได้แค่นี้ตูก็ฟินละ”

“ถุ้ย! พ่อสุภาพบุรุษษษ จีบอย่างเอ็งชาตินี้จะติดมั้ยล่ะเนี่ย เชื่อตู มันต้องมีจับไม้ให้ใจเต้นตึ้กตั้กๆกันบ้าง”

“ตึ้กตั้กบ้านเตี่ยเอ็งเดะ นี่เอ็งกำลังแนะนำอะไรเพื่อนฟะ…”

“เฮ้ย ไอ้ไทม์ นั่น…”

จู่ๆไอ้ช็อคก็เหยียบเท้าผมที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับมันก่อนจะชี้นิ้วไปยังใครคนหนึ่งที่เดินเข้ามาใกล้ ผมดันแว่นเล็กน้อยขณะที่มองไปตามนิ้วของไอ้ช็อค

เฮ้ย…?!!

ผมเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคนที่เดินมาหาพวกผม…ก็คือแป้ง แป้งที่ผมแอบชอบและปล่อยมุกใส่อีกฝ่ายอยู่ทุกเช้าบนรถไฟฟ้า

“ตูไปก่อนนะเว้ยเพื่อนฝูง” ไอ้ช็อครีบลุกหนีทันที ผมได้แต่อ้าปากค้างมองเพื่อนสนิทที่หนีเอาตัวรอดไปคนเดียวแล้วด่ามันด้วยสารพัดคำหยาบอยู่ในใจ
“เอ่อ…” ผมยิ้มเจื่อนๆให้อีกฝ่ายในขณะเดียวกันก็นึกหาคำพูดดีๆไว้พูดกับเธอ ว่าแต่จะพูดอะไรดีอะ จู่ๆก็เข้าหาผมแบบนี้ ผมยังไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจเลยนะ

“นี่ นายชอบฉันจริงๆเหรอ”

“อ๊ะ ช ใช่…” ผมพยักหน้ายอมรับอย่างง่ายดาย ใบหน้าของผมร้อนผ่าว ตอนนี้คงกำลังหน้าแดงอยู่แน่ๆ จะว่าไปที่ผมคุยกับไอ้ช็อคเมื่อกี๊เธอจะได้ยินมั้ยนะ แต่คงไม่หรอกมั้ง

“ฉันได้ยินที่นายคุยกับเพื่อนหมดแล้วล่ะ”

อ้าว ได้ยินหรอกเรอะ?! ผมจะเอาหน้าไปมุดไว้ตรงไหนดีล่ะเนี่ย….

“อึ๋ย ค คือว่า…..”

“ตอนแรกก็รำคาญมุกพรรค์นั้นอยู่หรอก แต่พอมาบังเอิญได้ยินนายพูดเมื่อกี๊ก็รู้สึกว่านายน่าสนใจดี”

น น่าสนใจ?! น ในแง่ไหนละนั่น?!

“ลุกขึ้น” เธอสั่ง ผมทำตามคำพูดของเธออย่างงงๆ แต่ผมยังไม่ทันได้คิดอะไรจู่ๆเธอก็เดินเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น มือเรียวขาวบอบบางกระชากคอเสื้อผม ดึงให้ผมก้มลงไปอยู่ในระดับเดียวกับเธอ…เดี๋ยวนะ?! กระชากคอเสื้อ เดี๋ยวดิเฮ้ย?!!! นักเลงไปป้ะ?!!

เธอยักยิ้มอย่างพึงพอใจ ในตอนนี้ผมเพิ่งสังเกต เธอเป็นคนสวยก็จริงแต่พอดูใกล้ๆแบบนี้…

โคตรหล่อเลยนี่หว่า….

แป้งไม่พูดอะไร เธอมองหน้าผม ดึงผมให้เข้าไปใกล้เธอมากกว่านี้ ท่ามกลางความงุนงงของผม เธอจูบผม

ราวกับโลกหยุดหมุน เข็มนาฬิกาหยุดเดิน ผมรีบผละออกมาทันทีที่รู้สึกตัว รู้สึกได้ว่าใบหน้าของตนนั้นร้อนไปหมด หัวใจเองก็เต้นไม่เป็นจังหวะ

“ท…ทำอะไรของเธอน่ะ?!!” ผมผงะถอยหลังไปหลายก้าว ในขณะที่แป้งทำเพียงแค่มองผมแล้วยิ้มบางๆ

“นายชื่อไทม์ใช่มั้ย”

“…..” ผมพยักหน้า ก็ดีใจหรอกที่จำชื่อผมได้ แต่ผู้หญิงคนนี้เพิ่งขโมยจูบแรกของผมไป ก็เลยรู้สึก….กลัว..ไม่สิ อึ้งนิดหน่อย

“เป็นแฟนกันเถอะ จากนี้ไปฉันจะปกป้องดูแลนายด้วยชีวิตของฉัน”

ห๊าาาาาาาาาาา?!!!!!

“เอ๋ ดะ เดี๋ยวสิ?! ป เป็นแฟนกันงั้นเหรอ?!! เร็วเกินไปแล้ว!! ที่สำคัญประโยคนั้นน่ะผมต้องเป็นคนพูดสิ!”

“คนน่ารักอย่างนายพูดประโยคนั้นฉันคงรู้สึกเอ็นดูมากกว่าเขิน”

“…….” ผมพูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่ ทำไงดีล่ะครับงานนี้ ผู้หญิงที่แอบชอบดันมาขอเป็นแฟนมันก็น่าดีใจอยู่หรอก แต่แบบนี้มันผิดไปจากที่ผมจินตนาการไว้ไกลโขเลย….

ประเด็นคือ…ทำไมผมต้องใจเต้นตึกตักเหมือนสาวน้อยเพราะรอยยิ้มหล่อลากของเธอด้วยฟะ ทำไมถึงยิ้มได้เท่บาดใจอย่างนั้นล่ะเฮ้ย ผ ผมรู้สึกสับสนตัวเองยังไงก็ไม่รู้….

ผมมองไปรอบโรงอาหารเพื่อหาตัวช่วย แต่นอกจากผมและแป้งแล้วก็ไม่มีใครอยู่เลย เย็นขนาดนี้มันก็สมควรอยู่หรอก คนอื่นคงกลับบ้านไปกันหมดแล้ว รวมทั้งไอ้ช็อคด้วยล่ะมั้ง คอยดู พรุ่งนี้ผมจัดการมันแน่

“กลับกันเถอะ เย็นแล้วเดี๋ยวฉันไปส่ง”

“…..ผมต้องไปส่งเธอไม่ใช่เหรอ”

“ปล่อยให้นายกลับคนเดียวมันอันตราย ฉันเป็นห่วง”

“ผมเป็นผู้ชายนะ….”

“ฉันมองเห็นความเป็นสาวน้อยในตัวนาย”

สาวน้อยพ่อ_งงงง

ผมรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย แต่พอหันไปมองใบหน้าด้านข้างของเธอ สมองของผมก็โล่งไปหมด ที่ทำงานอย่างหนักหน่วงมีเพียงหัวใจที่เต้นแรงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยก็เท่านั้น

เอาเถอะ………

ถึงจะรู้สึกตงิดใจอยู่บ้างที่เรื่องราวทั้งหมดต่างจากเรื่องราวที่ผมจินตนาการไว้ แต่แค่ได้เห็นเธอยิ้ม…จบแบบนี้ก็โอเคแล้วล่ะนะ

………..

TALK

สวัสดีค่ะ Nox ค่ะ หรือชื่อเต็มๆก็คือ NightyNoxนั่นเองงง ฟรีเปเปอร์ชิ้นนี้เป็นฟรีเปเปอร์แรกของเราเลยค่ะ ไม่เคยทำมาก่อนเลย แล้วก็ได้Devilมาช่วยวาดรูปให้ (กราบ)

ความจริงแล้วเราชอบแนวหญิงแกร่งมากๆเลยค่ะ ก็เลยกลายมาเป็นเรื่องสั้นงงๆอย่างที่ทุกท่านเห็น ส่วนมุกเสี่ยวพอดีว่ามีช่วงนึงคลั่งมากก็เลยยัดเอามาใส่ด้วย(….) โดยส่วนตัวแล้วชีวิตการเดินทางไปโรงเรียนของเราทำให้เราผูกพันกับรถไฟฟ้ามากเป็นพิเศษ พอลองทำฟรีเปเปอร์ก็เลยอดเอามาใส่ด้วยไม่ได้ แล้วก็ชื่อเรื่อง…อืม ยาวมาก แต่ก็ให้ความรู้สึกว่าน่ารัก(ตรงไหน)ดีนะคะ อาจจะดูแหม่งๆแป้กๆ แต่เราถนัดแนวแป้กๆอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่ามันโชว์ความเป็นตัวของตัวเองดี (และคิดชื่ออื่นไม่ออก) ก็เลยเอามาใส่ซะเลย ยาวไปหน่อยแต่ก็ช่างมันเถอะค่ะฮือออ55555
ขอบคุณนะคะที่หยิบฟรีเปเปอร์ชิ้นนี้(หรืออาจจะไม่ได้หยิบแต่โดนยัดเยียดมาให้อ่าน)  มีอะไรคุยกันได้ที่ twitter : @LonelyNight6 หรือติดตามผลงานของเราได้ที่ https://nightynox.wordpress.com/  ค่ะ

หวังว่าจะได้เจอกันใหม่นะคะ

NightyNox

ผม ณ ช่วงเวลาที่เรียกว่า ‘ปัจจุบัน’

ทุกครั้งที่ผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ผมเห็นอนาคตของตัวเองเสมอ ไม่ใช่ว่าผมอยากเป็นนักบิน อยากเป็นสจ๊วตอะไรทั้งนั้น

แต่ผมมองเห็นเมฆ…นั่นล่ะ อนาคตของผม

เจ้าก้อนปุกปุยสีขาวเหล่านั้นลอยเอื่อยไปมาตัดกับสีครามสดใสของท้องฟ้า ผมจินตนาการมันเป็นรูปร่างต่างๆ แต่ไม่นานนัก รูปร่างเหล่านั้นก็เปลี่ยนไป กลายเป็นสิ่งที่ผมไม่ได้คาดคิดไว้เลยในตอนแรก

อนาคตของผมก็เหมือนกับก้อนเมฆเหล่านั้น มันแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรตายตัวในโลกใบนี้ ที่คุณเห็นว่าหลายๆสิ่งหลายๆอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิม นั่นก็เพราะว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงไป มันก็แค่นั้น

สุดท้ายแล้วพอมัวแต่เงยหน้ามองฟ้า ผมก็เดินสะดุดล้มจนได้ ความเจ็บปวดดึงผมกลับสู่โลกปัจจุบัน โลกที่ผมอาศัยอยู่ ณ ตอนนี้ เวลานี้

นั่นไง เพราะมัวแต่จ้องมองในสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้ สุดท้ายก็ละเลยสิ่งรอบตัวที่จับต้องได้ในตอนนี้เท่านั้น กลายเป็นว่าการสนใจอนาคตมากกว่าปัจจุบันดันกลายเป็นการทำลายความสุข ณ ช่วงเวลาปัจจุบันของผมไปซะได้…

ผมปัดฝุ่นที่ขากางเกงสองสามครั้ง ขณะเดียวกันนั้นก็แว่วเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากที่ไกลๆ ผมเดินตามเสียงนั้นไป สุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ที่หน้าท่อระบายน้ำทรงสี่เหลี่ยม ผู้คนบริเวณนั้นต่างเลี่ยงที่จะสนใจชายวัยกลางคนที่เดินตกท่อ ผมกลั้นหายใจเล็กน้อยก่อนจะช่วยเข้าไปดึงเขาขึ้นมา กลิ่นน้ำเน่าเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว เขาขอบคุณผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะขอตัวไปล้างเนื้อล้างตัว

ผมมองตามแผ่นหลังสกปรกของเขาไป จากนั้นก็มองท่อที่เปิดฝาทิ้งไว้ คิดว่าแถวนี้น่าจะมีการซ่อมท่อล่ะมั้ง…

ท่อน้ำก็ไม่ต่างอะไรไปจากอดีต…

คนเรามีที่มาที่ไปไม่เหมือนกัน ประสบการณ์ต่างๆจึงแตกต่างกันออกไป แน่นอนว่าอดีตของแต่ละคนก็เช่นกัน

แต่ทว่า ไม่ว่าอดีตจะต่างกันเพียงไร สุดท้ายแล้ว ถ้าเรามัวแต่ยึดติดกับอดีตที่ผิดพลาด หรือมัวแต่ลุ่มหลงกับสิ่งดีๆที่มันผ่านมาแล้ว จนไม่สนใจปัจจุบันของเรา สุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นอดีตแบบไหนมันก็สามารถย้อนกลับมาทำลายเราได้ทั้งนั้น

ผมผละออกไปจากบริเวณนั้น เดินบนถนนปูนสีมอซอด้วยความระมัดระวัง มองทุกอย่างด้วยความพอดี มองก้อนเมฆเพื่อนหาเป้าหมาย มองพื้นถนนเพื่อระวังไม่ให้ตกลงไปในห้วงอดีต มองไปรอบตัวบ้างเพื่อหาเพื่อนร่วมทาง ยิ้มและทักทายเขา ก่อนจะก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน

นี่ล่ะ…ปัจจุบันของผม

………..

The Project โครงการต้านความตาย

เรื่องสั้นดองข้ามปีตั้งแต่ปี2012 เพิ่งปะติดปะต่อเสร็จแบบงงๆเมื่อวันที่ 3 สิงหา ปี2014

……………………………………………..

The Project  โครงการต้านความตาย

มนุษย์ทุกคนล้วนต้องตาย แต่อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อพวกเขาสามารถหนีจากความตายได้… The Project โครงการเพื่อชีวิตที่เป็นอมตะจึงเริ่มต้นขึ้น

“อมตะงั้นเรอะ?มนุษย์เนี่ยนะจะเป็นอมตะ…”ผมพึมพำกับตัวเอง ในมือมีใบปลิวรับสมัครตัวทดลองยา’อมตะ’ในโปรเจ็คที่ต่อต้านกฎแห่งธรรมชาติครั้งใหญ่

มนุษย์จะลุกขึ้นสู้…กับสิ่งที่เรียกว่าความตาย?

ผมเดินฝ่าฝูงชนในยามค่ำคืนเพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยนั้น มุ่งตรงไปยังสถานที่ทำการวิจัย มันไม่ได้อยู่ไกลจากตัวเมืองมากนัก จึงสามารถเดินรับลมเย็นยามค่ำคืนไปเรื่อยๆจนถึงที่หมายได้อย่างสบายๆ และทันทีที่ผมมาถึงศูนย์วิจัยแห่งนั้น ผมก็พบว่าไม่ได้มีแค่ผมเพียงคนเดียวที่มายังที่แห่งนี้ ผู้คนอีกนับร้อยคนเองก็มารวมตัวกันที่นี่เช่นเดียวกับผม

มีทั้งคนที่สงสัย และคนที่อยากมีชีวิตอันเป็นนิรันดร์ปะปนกันไป…

แต่ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่ก็ใช่ว่าจะรับผู้สมัครทุกคน พวกเขาไล่ให้ผู้คนกว่าครึ่งกลับไป และคัดเลือกเฉพาะผู้มีสภาพร่างกายแข็งแรงเท่านั้น ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเสียด้วย เมื่อผ่านการตรวจร่างกายกันอย่างเข้มงวดแล้ว ผมจึงได้รับใบสมัครเข้าร่วมโปรเจ็คนี้

ผมกรอกข้อมูลลงในช่องทั้งหมดแล้วส่งให้เจ้าหน้าที่

“เตโช? เตโช กษิรเดช? อายุ23?” เขาทวนชื่อและอายุของผมด้วยความสงสัย ผมพยักหน้าเป็นเชิงว่าข้อมูลที่ถามมานั้นถูกต้อง เขาจึงก้มหน้าลงไปจัดการกับกรุ๊ปเลือดและประวัติส่วนตัวอื่นๆต่อ

“รู้มั้ยว่าคุณหน้าเด็กมากเลย ตอนแรกผมนึกว่าคุณเป็นเด็กมหาลัยปีหนึ่งซะอีก”เจ้าหน้าที่ชวนคุยในขณะที่ยื่นเอกสารฉบับหนึ่งให้ผมเซ็นยินยอม ผมยิ้มน้อยๆก่อนจะถามออกไปว่า

“แล้วคุณคิดว่าชื่อกับนามสกุลผมแปลกมั้ยครับ?”

“แปลกสิ แปลกมากด้วย แต่ผมเคยเจอคนที่ชื่อแปลกกว่าคุณมาแล้ว ชื่อของเขาถ้าเอามาเรียงต่อกัน มันก็เหมือนกับเป็นประโยคเลยล่ะ”

“อ๋อ อย่างนั้นเองหรือครับ”ผมยิ้มน้อยๆพร้อมกับตวัดปากกาไปมาสองสามที จากนั้นก็วางปากกาลงแล้วยืนรออีกฝ่ายจัดหาเอกสารอื่นๆให้

“พรุ่งนี้คุณเริ่มงานได้เลยนะครับ ขอให้โชคดี”

เข็มฉีดยาบรรจุของเหลวสีใสไร้กลิ่นฉีดเข้าที่ต้นแขนข้างซ้ายของผม ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นเข้ามาในหัวครู่หนึ่ง ก่อนจะมลายหายไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เสร็จแล้วค่ะ คุณเตโช”พยาบาลสาวยิ้มน้อยๆพร้อมกับปิดพลาสเตอร์ให้อย่างเบามือ

“ของคุณครับ”ผมยิ้มตอบพลางมองเธอจัดการกับแขนเสื้อยืดตัวเก่งที่เคยเลิกขึ้นไปถึงหัวไหล่ ซึ่งตอนนี้มันคืนสภาพกลับมาเป็นเช่นเดิมแล้ว

“คุณไม่กลัวเลยเหรอคะ?”จู่ๆเธอก็เอ่ยถามเบาๆ ผมมองหน้าเธอ ในใจนึกสงสัย

“กลัวอะไรเหรอครับ?”

“คุณไม่กลัวเหรอคะ ว่ายานี้อาจจะผิดพลาดขึ้นมาก็ได้ ถ้ามันช่วยให้คุณตายเร็วขึ้น แทนที่จะเป็นอมตะล่ะ?”

ผมกระพริบตาปริบๆมองอีกฝ่ายที่เอ่ยคำพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาราวกับเรื่องที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงแค่เรื่องประโลมโลกที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

“คุณหัวเราะอะไรกันคะ นี่มันไม่ใช่เรื่องน่าตลกเลยสักนิด” พยาบาลสาวถามด้วยสีหน้างงงวย ใช่สิ เธอต้องไม่เข้าใจอยู่แล้ว เพราะผมก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเลยนี่ครับ

“อ่า ขอโทษด้วยครับ แต่เดิมทีผมก็ชอบเรื่องเสี่ยงดวงอยู่แล้วด้วย เลยคิดแค่ว่านี่เป็นการเสี่ยงดวงครับ ก็การเสี่ยงในเรื่องแบบนี้มันทำให้ชีวิตดูมีรสชาติดีออก”ผมยิ้มบางๆ ก่อนจะลุกจากเก้าอี้ มือข้างขวาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบเอาเหรียญบาทขึ้นมาหนึ่งเหรียญ งัดมันให้สูงแหวกอากาศด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ ผมมองมันหมุนไปมาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรับมันไว้ด้วยมือข้างเดิมเมื่อมันหล่นลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลก ผมกำมันไว้หลวมๆ แล้วแบมือยื่นให้คู่สนทนาดู

“จะหัวหรือจะก้อย เดี๋ยวพวกเราก็จะรู้เองละครับ นี่ละ คือความเร้าใจของการเสี่ยงดวง”

ผมเดินออกมาจากห้องพยาบาลที่ใช้ในการรับวัคซีนอมตะ เดินวนหาโต๊ะม้าหินว่างๆแล้วนั่งอยู่แถวนั้นซักพัก เหม่อมองไปทั่วบริเวณรอบนอกของศูนย์วิจัยแห่งนี้ จากนี้ไปผมยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในรั้วของศูนย์วิจัยแห่งนี้อีกหนึ่งสัปดาห์ รับวัคซีนทุกหลังมื้ออาหาร คงไม่มีใครว่าอะไรหากผมจะขอนั่งหลับอยู่ ณ ที่ตรงนี้เพื่อพักสายตาชั่วครู่ เพราะเมื่อคืนกว่าจะตรวจร่างกายและจัดการเอกสารทุกอย่างเสร็จก็ดึกมากแล้ว แต่ขณะที่ผมกำลังจะก้มหน้าฟุบกับโต๊ะนั้น เสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้นขัดจังหวะการพักผ่อนของผม

“อะไรกัน ฉีดยาเสร็จปุ๊บก็จะตายเลยรึไง”

ผมเงยหน้ามองผู้พูด เขาเป็นชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันกับผม เขาฉีกยิ้มกวนๆ ผมสีน้ำตาลเปลือกไม้ของเขาสะท้อนกับแสงแดดจนส่องประกายระยิบระยับ ใบหน้าหล่อเหลาน่าดู

“ผมยังไม่ตายง่ายๆหรอกครับ”ผมเอ่ยยิ้มๆพลางมองร่างสูงใหญ่ที่ถือวิสาสะนั่งลงตรงข้ามกับผม

“นี่นายก็อยากเป็นอมตะงั้นเหรอ อยากเป็นจนต้องเสี่ยงกับการเอาชีวิตมาทิ้งเนี่ยนะ?”

“ผมรักการเสี่ยงดวง แล้วคุณล่ะครับ? อยากได้มากเลยเหรอ ไอ้ชีวิตอมตะนั่นน่ะ?”

“ก็อยากได้น่ะสิ ไม่งั้นจะเสี่ยงชีวิตมาทำเรื่องแบบนี้เรอะ”เขาตอบตรงๆ

“งั้นเหรอครับ….แต่มนุษย์จะสามารถก้าวผ่านความตายไปได้จริงๆน่ะเหรอครับ?”ผมเอ่ยออกมาเบาๆ เพราะนี่คือสาเหตุที่แท้จริงที่ผมมาที่นี่ มาเพื่อพิสูจน์ข้อสงสัย การเสี่ยงดวงมันก็แค่อีกเหตุผลหนึ่งเท่านั้น เพื่อพิสูจน์ว่าผลที่ผมทายจะถูกหรือไม่…

“ก็ต้องได้อยู่แล้ว!”

“ทำไมล่ะครับ?”ผมถามด้วยความสงสัย อะไรกันที่ทำให้บุคคลลึกลับเบื้องหน้าของผมเชื่ออย่างนั้น?

“ก็เพราะเซนส์มันบอกน่ะสิ!!”

เอ๋….? ซะ เซนส์งั้นเหรอครับ?

“เอ่อ…”ผมถึงกับนึกประโยคที่จะพูดออกไปไม่ออก เขาช่างแตกต่างจากมนุษย์ธรรมดาๆจริงๆครับ เล่นเอาผมอึ้งไปเลย….

“ก๊ากกกก ฮ่าๆๆๆ หน้านายตลกเป็นบ้าเลย!!”เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมาจนโต๊ะข้างๆหันมามอง ผมรีบปรับเปลี่ยนสีหน้าให้ดูปกติที่สุดก่อนจะถามคำถามกลบเกลื่อนความอาย ตอนนี้ผมรู้สึกได้ว่าใบหน้าของผมนั้นร้อนผ่าวไปหมด

“อ่า…แล้วนี่คุณชื่ออะไรเหรอครับ?”

“ชาล”เขาเลิกหัวเราะแล้วตอบผมสั้นๆ “แล้วนายล่ะชื่ออะไร?” เขาถามบ้าง

“เตโชครับ”ผมเองก็ตอบสั้นๆบ้าง

“ฮ่าๆๆ ชื่อแปลกชะมัด ฉันว่าชื่อฉันแปลกแล้วแท้ๆ!!”เขาหัวเราะเสียงดัง ผมทำทีเป็นไม่สนใจแล้วฟุบหน้าลงกับโต๊ะ

“งั้นคุณชาลครับ รบกวนปลุกผมเมื่อถึงเวลาอาหารเย็นด้วยนะครับ”

เวลา 19.00นาฬิกา ณ ห้องปฐมพยาบาลเบื้องต้น

สัญชาตญาณระวังภัยปลุกผมให้ตื่นขึ้นจากห้วงนิทรา ในขณะนี้ผมกำลังนอนแผ่อยู่บนเตียงนุ่มๆสีขาวสะอาด โดยมีร่างๆหนึ่งคร่อมอยู่บนตัวผม ผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจเย็นเฉียบที่ใกล้ต้นคอผมเข้ามาเรื่อยๆ…
“!?”

ผมใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักบุคคลปริศนาออกไป อีกฝ่ายสบถเสียงดัง และเสียงนั้นก็ช่างคุ้นหูผมเหลือเกิน

“คุณชาล?!”

“ชิ!! อะไรกัน…ล้มเหลวงั้นเหรอ….”ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเปลือกไม้เบะปาก เขาล้มกลิ้งอยู่บนพื้น เสื้อผ้าตัวเดิมกับเมื่อตอนกลางวันซึ่งก็คือเสื้อยืดสีดำกับกางเกงขาสามส่วนสีครีมนั้นมีรอยยับและรอยเปื้อนสีแดงเป็นหย่อมๆ… มันสดเสียจนผมตกใจ

ผมสูดกลิ่นนั้นเป็นการพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของตนเองแล้วขมวดคิ้ว

“เลือด?”

“ใช่…เลือดนี่แหละ”เขาทวนคำตอบของผมด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย “แต่วางใจได้ นั่นไม่ใช่เลือดของนาย แล้วก็ไม่ใช่เลือดของฉันด้วย” เขาเสริม

“แล้วเมื่อกี๊นี้คุณจะทำอะไรผม?!” นี่ล่ะ…คือสิ่งที่ผมสงสัยที่สุดในตอนนี้ ถ้าเขาไม่ตอบผมคงคาใจไปตลอดชีวิตแน่

“ก็แค่ให้ของขวัญสำคัญกับนาย…”

“งั้นผมขอไม่รับนะครับ…”ผมปฏิเสธทันควัน จะอะไรก็แล้วแต่ แต่ผมไม่ยอมรับของที่ได้มาจากคนที่พยายามจะทำอะไรกับซอกคอของผมหรอกนะครับ…

“ทำไมล่ะ นี่น่ะเป็นสิ่งที่นายยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อมาที่นี่เลยนะ หึๆๆ”ชาลหัวเราะเสียงเย็น ผมเบิกตากว้างเมื่อพบว่าใบหน้าของเขาเริ่มบิดเบี้ยวไปทีละน้อย…

“มาให้ฉันมอบชีวิตอมตะให้นายซะที!!”

ชาลกระโจนใส่ผม เขี้ยวเล็กๆสีขาวของเขาส่องประกายเมื่อต้องแสงไฟนีออน ผมกระโดดผลุงออกจากเตียงแล้วรีบวิ่งไปที่ประตูในทันที แต่เมื่อผมผลักประตูให้เปิดออก ขาของผมกลับไม่ยอมเดินต่อ หัวสมองว่างเปล่า สิ่งที่สะท้อนอยู่บนนัยน์ตาของผม คือซากศพ…ซากศพที่ซอกคอมีรอยแผลเหวอะหวะ!! กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปทั่วบริเวณนั้น….

“อึก!”ผมกลั้นหายใจแล้วตั้งท่าจะวิ่งออกจากห้อง แต่ช้าเกินไป ชาลใช้จังหวะที่ผมยืนนิ่งดึงผมเข้าไปในห้องนั้น หลังของผมชนกับแผงอกของเขา สองแขนแกร่งรัดรอบตัวผมแน่น จากนั้น คมเขี้ยวสีขาวก็ฝังลงมาบนคอของผม…

ราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง โลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ ผมถูกผลักเอาไปเบาๆ ดูเหมือนชาลจะมอบความเป็นอมตะให้ผมเรียบร้อยแล้ว ผมทรุดตัวลงนั่งกับพื้น เอนหลังพิงผนังห้อง ได้ยินเสียงของอีกฝ่ายเอ่ยเบาๆ และใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผมพยายามเพ่งมอง ตอนนี้เขานั่งยองๆอยู่เบื้องหน้าของผม

“รู้รึเปล่าว่าชื่อของฉันมีความหมายว่าอะไร?”

“….”ผมไม่ตอบ นั่งฟังเขาพูดไปเรื่อยๆ เพราะเหมือนว่าเขาจะพูดกับตัวเองมากกว่าจะพูดให้ผมฟัง…

“ชื่อของฉันแปลว่าใยแมงมุม…น่าตลกดีเนอะ เพราะชื่อนี้รึเปล่านะ ที่ทำให้ฉันต้องถูกพันธนาการไว้กับสิ่งที่เรียกว่าอมตะน่ะ ตอนอายุสิบสองฉันโดนแวมไพร์กัด จากนั้นฉันก็กลายเป็นสัตว์ประหลาดแบบนี้มาตลอด อยู่กลางแสงแดดก็ไม่ได้ กินอาหารอย่างที่คนอื่นกินก็ไม่ได้….. แตกต่างจากคนอื่นตลอดเลย”

“…”

“ที่สำคัญคือฉันเริ่มฆ่าสิ่งมีชีวิตอื่น ออกล่าผู้อ่อนแอมาเป็นอาหาร เริ่มจากสัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ แล้วก็มนุษย์…”

“….”ผมยังคงเงียบแล้วฟังอีกฝ่ายพูดต่อไปเรื่อยๆ

“ไม่เข้าใจเลย ว่าทำไมคนพวกนั้นถึงอยากได้ชีวิตอมตะกันนัก คิดจะอยู่กันไปกี่ปีกัน หนีความตายแบบนั้นคิดว่าดีแล้วรึไง!”

“ดีสิครับ… ถ้าหนีจากความตายได้ พวกเราก็จะได้ทำสิ่งที่อยากทำไปตลอดชีวิตไง…. คุณเองก็ควรจะมองโลกในแง่ดีอย่างนี้บ้างนะ”ผมยิ้มน้อยๆพลางพยามยามดันตัวลุกขึ้นยืน ชาลลุกขึ้นตาม

ผมเงยหน้ามองใบหน้าของแวมไพร์หนุ่มก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ

“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เองสินะ ไอ้โครงการอะไรนี่น่ะ มันไม่ได้คิดจะช่วยให้ทุกคนเป็นอมตะอยู่แล้ว มันก็แค่โครงการที่จะหาเหยื่อมาสังเวยให้คุณเท่านั้น และยาที่ฉีดเข้าไปก็เพื่อกระตุ้นให้เลือดของพวกผมมีรสชาติอร่อยมากขึ้นก็เท่านั้น ไม่ต่างไปจากผงชูรส ความจริงต้องปรุงประมาณ1อาทิตย์ตามระยะเวลาของโปรเจ็คนี้ แต่คุณดันใจร้อนรอไม่ไหวสินะ แบบนี้ข้อแก้ตัวที่มีผู้เสียชีวิตจากโปรเจ็คก็ต้องเปลี่ยนเวลาใหม่น่ะสิครับ..”

“นี่นายรู้ได้ยังไง…”

“เพราะผมไม่ใช่คนธรรมดาน่ะสิครับคุณชาล ทีนี้ผมก็รู้สาเหตุแล้วว่าทำไมที่นี่ถึงเกิดการสังหารหมู่ขึ้น วิญญาณของผู้คนถึงได้มาร้องทุกข์กันที่ยมโลก และเนื่องจากแวมไพร์อย่างคุณเป็นผีดิบ จึงไม่มีวิญญาณ การตรวจหาสาเหตุการตายจากไอวิญญาณที่ตกค้างอยู่บนร่างกายของเหยื่อเลยแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย”ผมตอบพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่าย เคียวยมทูตสีดำสนิทโผล่ขึ้นมาในมือข้างขวา ผมบังคับมันให้ปลายของคมเคียวสีดำสนิทนั้นจ่อคอของแวมไพร์หนุ่มในระยะประชิด นัยน์ตาสีดำสนิทของผมเริ่มเปลี่ยนสี จากสีดำเป็นแดง มันเรืองแสงอยู่ในความมืด

“นะ นี่แกไม่ใช่มนุษย์อยู่แล้วอย่างนั้นเหรอ!”ชาลแยกเขี้ยวถาม ผมจึงได้แต่ยิ้มมุมปากแล้วเริ่มกดปลายเคียวให้สัมผัสกับลำคอของอีกฝ่ายมากขึ้น

“ใช่ครับ พอกันทีกับการแสดงห่วยๆ ผมคือยมทูตจากหน่วยสืบสวนแห่งยมโลก สาเหตุการตายที่ไม่ปกติของวิญญาณคืองานของผม ผมน่ะทำคดีพวกนี้มามาก ถึงได้รู้ว่าการตายที่ไม่ปกตินี่เป็นฝีมือของปีศาจ แต่เคสที่โดนแวมไพร์ฆ่านี่ก็ไม่ค่อยจะได้เจอแฮะ เพราะแวมไพร์น่ะถือเป็นปีศาจที่หาได้ยากมากๆ ตอนที่เห็นบาดแผลของวิญญาณก็ยังตกใจอยู่เลย”

ใช่แล้ว ที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นเพียงแค่การแสดงฉากหนึ่งเท่านั้น

“แล้วรู้รึเปล่าว่าโทษของการฆ่าสิ่งมีชีวิตคืออะไร?” ผมถามเสียงต่ำ มือเริ่มกดคมเคียวลงบนลำคอของอีกฝ่ายจนเลือดสีแดงไหลเอื่อยๆออกจากบาดแผลเล็กๆเหล่านั้น

“ฆ่าเลยสิ ฉันไม่กลัวหรอก” ชาลกล่าวเสียงเรียบ นัยน์ตาสีน้ำตาลนั้นไร้ซึ่งความรู้สึกหวาดกลัว แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกกระหายในบางสิ่งบางอย่าง…

บางสิ่งบางอย่างที่เรียกว่าความตาย…
“รู้รึเปล่าว่าทำไมคุณถึงไม่มีความสุข รู้รึเปล่าว่าทำไมคุณถึงอยากหลุดพ้นจากความเป็นอมตะนี้” ผมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะค่อยๆเลื่อนริมฝีปากของตนเข้าไปกระซิบข้างๆใบหูของอีกฝ่าย

“นั่นเพราะว่าคุณยัง’ไม่ปล่อยวาง’ยังไงล่ะ”

เมื่อกล่าวจบผมรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีถีบอีกฝ่ายจนตัวลอย ผมมองร่างที่กระเด็นไปกระแทกกับผนังห้องด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาด ความจริงแล้วผมควรจะฆ่าเขาให้เสร็จๆแล้วก็กลับยมโลกไปรับงานใหม่ แต่ผมกลับฆ่าเขาไม่ลง…

ผมเดินเข้าไปกระชากหลังคอเสื้อของอีกฝ่ายที่หมดสติไปแล้ว นัยน์ตาสีแดงพินิจมองชาลอย่างครุ่นคิด

“อย่างคุณตอนนี้น่ะยังตายไม่ได้หรอก แวมไพร์กลายพันธ์ที่เริ่มทนต่อแสงแดดอ่อนๆได้นานกว่าปกติน่ะหายากจะตาย ถ้าผมขอลดโทษและเอาตัวคุณไปเป็นหนูทดลองอาจจะสาสมกับสิ่งที่คุณทำไว้มากกว่าล่ะมั้ง…”

ไม่ใช่ว่าผมจะเป็นยมทูตที่มีความดีในหัวใจ ไม่ใช่ว่าผมอยากจะช่วยเขาจากใจจริง ใช่…ผมแค่เสียดายชีวิตของเขาก็เท่านั้น

ไม่ใช่ว่าอยากจะช่วยอะไรซักหน่อย…

“ถ้าคุณยังพะวงอยู่กับเรื่องในอดีต ไม่ว่าคุณจะเป็นอมตะหรือไม่ คุณก็ไม่มีทางมีความสุขอยู่ดี ตราบใดที่ยังไม่ปล่อยวางอดีตก็ไม่มีทางเริ่มต้นใหม่อย่างมีความสุขได้” ผมเอ่ยทิ้งท้ายกับร่างไร้สติของแวมไพร์หนุ่มก่อนจะก้มตัวแตะร่างนั้นเบาๆ จากนั้นร่างของทั้งผมกับเขาก็ค่อยๆสลายหายไป และไปปรากฏกายอยู่ที่ยมโลกในเวลาต่อมา…

……

หนังสือพิมพ์ในมือถูกวางลง ภาพข่าวการสังหารหมู่ ณ ศูนย์วิจัยความเป็นอมตะยังคงตราตรึงอยู่ในนัยน์ตาทั้งสองข้างของผม ผู้เข้าร่วมเป็นตัวทดลองเสียชีวิตจำนวน49คน สูญหาย1คน ซึ่งคงจะเป็นผม.. และลูกชายของผู้อำนวยการเองก็สูญหายไปด้วยเช่นกัน….

“คราวนี้เล่นซะเป็นข่าวเลยแฮะ ทีคราวที่แล้วล่ะปิดปากเงียบเชียว มีแต่ฝั่งคนตายเท่านั้นที่รู้…” ผมพึมพำก่อนจะหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน ทอดกายลงบนพื้นดาดฟ้าของตึกสูงแห่งหนึ่ง ไม่สนใจเสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

“ให้ตายสิ ทำไมถึงต้องมาอยู่ในที่แบบนี้ด้วยก็ไม่รู้ ห้องทำงานหรูๆมีก็ไม่ยอมอยู่ ชอบการเตร็ดเตร่ในโลกมนุษย์มากหรือไง” ชาลบ่นพึมพำก่อนจะนั่งลงข้างๆ ผมที่กำลังดื่มด่ำกับความเงียบสงบยามค่ำคืนคิ้วกระตุกเล็กน้อย

“ก็แล้วตามมาทำไมล่ะครับ คุณกลายเป็นลูกน้องผมตามคำสั่งของเบื้องบนก็จริงแต่ผมไม่ได้สั่งให้คุณตามติดผมทุกฝีเก้าเสียหน่อย”

“นายเนี่ยนะ พอเปิดเผยตัวจริงแล้วทำตัวเย็นชาชะมัด” ชาลทำหน้าเอือมใส่ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรี

“สวยดีนะ.. พอได้มองอย่างนี้น่ะ”

“ทำเป็นพูดไป ช่วยพูดอะไรให้มันสมกับที่เป็นแวมไพร์หน่อยได้มั้ยครับเนี่ย”

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความสงบเงียบที่ผมโหยหานั้นสลายหายไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ลูกน้องคนใหม่ชวนผมคุยนู่นนี่นั่นไปเรื่อยจนน่ารำคาญ อยากจะลุกขึ้นไปเตะอัดท้องซักป้าบนึงแต่ก็ขี้เกียจลุก..

ผมหลับตาลง

เอาเถอะ…

บรรยากาศแบบนี้…ก็ไม่เลวหรอกมั้ง..

…..End…..
 

ดอกไม้สีครามกับความทรงจำ

ดอกไม้สีครามกับความทรงจำ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนที่แสนห่างไกล เด็กหญิงวัยเก้าปีในชุดเดรสวันพีซสีขาวคนหนึ่งกำลังนั่งพิงโคนต้นแอปเปิล นัยน์ตากลมโตสีมรกตเหม่อมองไปยังทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่ประดับประดาไปด้วยดอกไม้ปริศนาสีฟ้าสวย ก่อนจะก้มหน้าวาดรูปทุ่งดอกไม้เบื้องหน้าอย่างตั้งใจ สายลมอ่อนๆพัดผ่านเด็กหญิงและต้นแอปเปิล เสียงใบไม้เสียดสีกันเบาๆดังขึ้น และตามมาด้วยเสียงร้องของเด็กหญิงเมื่อเธอเห็นกระดาษแผ่นน้อยปลิวไปตามสายลม สองเท้าเล็กๆรีบวิ่งตามในทันที แต่วิ่งไปได้ไม่เท่าไหร่ร่างเล็กก็ต้องหยุดหอบหายใจกลางทาง สายลมยังคงพัดเอื่อยๆ เด็กหญิงเบะปากร้องไห้ แต่สัมผัสอบอุ่นของใครคนหนึ่งสามารถสะกดน้ำตาของเธอไว้ได้ มือแกร่งของชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆลูบหัวเธออย่างอ่อนโยน เขานั่งยองๆข้างๆเด็กหญิง มืออีกข้างหนึ่งยื่นกระดาษขาวที่ยังคงมีรูปของดอกไม้ปริศนาที่ยังวาดไม่เสร็จดีให้อีกฝ่าย เขายิ้มน้อยๆเมื่อพบว่าเด็กหญิงเริ่มยิ้มออก

“ขอบคุณค่ะพี่ชาย” เธอเอ่ยขอบคุณเขาด้วยน้ำเสียงสดใส นัยน์ตาสีเขียวมรกตจับจ้องไปที่ใบหน้าของผู้ช่วยเหลือ ชายคนนี้มีเรือนผมสีทองสว่างที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยเพราะแรงลม นัยน์ตาสีฟ้าครามของเขานั้นงดงามราวกับอัญมณี …ราวกับสีของดอกไม้ปริศนาที่รายล้อมไปทั่วทุ่ง

“เธอรู้จักดอกไม้พวกนี้หรือเปล่า?” จู่ๆชายหนุ่มก็ถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ เมื่อเห็นเขาทิ้งตัวนั่งลงบนผืนดิน เด็กหญิงจึงนั่งลงข้างๆกัน มือข้างหนึ่งถือแผ่นกระดาษในมือไว้ตลอดเพราะกลัวว่ามันจะลอยหนีเธอไปอีก สายลมยังคงไม่หยุดทำหน้าที่ ทั้งเรือนผมสีทองของเขาและเรือนผมสีน้ำตาลยาวสลวยของเธอเคลื่อนไหวตามแรงของมัน

“ไม่รู้จักค่ะ มันคือดอกอะไรเหรอคะ”

“ดอกฟอร์เก็ตมีน็อต หรือเรียกว่าดอกแวววิเชียรก็ได้ สวยใช่ไหมล่ะ” ชายหนุ่มตอบพลางเด็ดดอกไม้สีครามสวยขึ้นมาดอกหนึ่ง เขาเหม่อมองมันอยู่ครู่เดียวก่อนจะเอ่ยถามเด็กหญิงด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟังว่า

“รู้จักตำนานของฟอร์เก็ตมีน็อตไหม แม่หนูน้อย”

“เอ๋ ตำนานเหรอคะ น่าสนใจจัง พี่ชายเล่าให้ฟังหน่อยสิคะ” เด็กหญิงตัวน้อยตาเป็นประกาย ขึ้นชื่อว่าตำนานย่อมเป็นเรื่องน่าสนุกสำหรับเด็กตัวน้อยพอๆกับนิทานก่อนนอนอยู่แล้ว

“…ได้สิ” ชายหนุ่มผมทองตอบเบาๆก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงชวนฟัง

“นานมาแล้ว ขณะที่อัศวินหนุ่มและคนรักของเขากำลังเดินชมจันทร์ด้วยกัน หญิงสาวเหลือบไปเห็นดอกไม้ปริศนาดอกหนึ่งขึ้นอยู่ริมตลิ่ง จึงขอร้องให้อัศวินช่วยลงไปเก็บให้ อัศวินทำตามคำขอ แต่ทว่า…”

เสียงของชายหนุ่มเงียบหายไปครู่หนึ่ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะเริ่มเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนเช่นเดิม แต่ลึกๆแล้วเด็กหญิงกลับรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่แอบซ่อนอยู่ในน้ำเสียงน่าฟังนั้น

“…ระหว่างที่อัศวินกำลังก้มเก็บดอกไม้ เขาลื่นไถลลงไปในแม่น้ำ เขาว่ายน้ำไม่ได้เพราะเสื้อเกราะมีน้ำหนักมาก แต่ก่อนที่จะจมน้ำ เขาได้โยนดอกไม้ปริศนาดอกนั้นให้กับคนรักพร้อมกับพูดว่า ‘อย่าลืมฉัน’ (Forget Me Not) จากนั้นร่างของเขาก็จมหายไปในแม่น้ำนั้น… ดอกไม้ดอกนั้นเลยมีชื่อว่าดอกฟอร์เก็ตมีน็อต ตามคำพูดสุดท้ายของอัศวินคนนั้น…”

ความเงียบแผ่บรรยากาศเข้าปกคลุมบริเวณนั้นทันทีที่ชายหนุ่มเล่าจบ แม้แต่สายลมที่พัดเอื่อยๆตลอดการเล่าเรื่องยังไม่มีทีท่าว่าทำหน้าที่ต่อ ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากน้อยๆของเด็กหญิง นัยน์ตาสีฟ้าตวัดมองร่างเล็กที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆก่อนจะลูบหัวอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา

“ไม่ชอบหรือ?” ชายหนุ่มเอ่ยถาม

“ทำไมคุณอัศวินถึงต้องตายด้วยล่ะคะ” เด็กหญิงเงยหน้าที่เปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำตาขึ้นมามองชายหนุ่ม

“ไม่รู้สิ…” เขาตอบสั้นๆก่อนจะยื่นดอกฟอร์เก็ตมีน็อตให้เด็กหญิง พร้อมกับเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่เจือไปด้วยความอบอุ่น

“ถึงตอนจบของตำนานจะไม่ได้จบอย่างมีความสุข แต่เธอกับผมก็ยังมีความสุขดี ยังมีความสุขที่ได้พบกัน หรือว่าเธอไม่มีความสุขที่ได้พบกับผม…?”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ! หนูดีใจมากที่ได้เจอพี่ชาย พี่ชายเล่าอะไรให้หนูฟังตั้งหลายอย่างแถมยังช่วยหนูอีก หนูน่ะมีความสุขมากๆเลยนะคะ!!” เด็กหญิงว่าพลางรับดอกฟอร์เก็ตมีน็อตจากอีกอีกฝ่ายมาถือไว้ ในใจนึกอายที่ตัวเองเสียมารยาทตะโกนความในใจออกไป เธอน่าจะตอบเขาดีๆ ไม่ใช่ตะโกนใส่พี่ชายผมทองเสียงดังแบบนั้น

“นึกว่าเธอจะโกรธที่ผมเล่าเรื่องเศร้าๆให้ฟังเสียอีก ขอบคุณมากนะที่ไม่โกรธ ความจริงแล้วผมไม่ค่อยอยากเล่าเรื่องแบบนี้ให้เด็กๆฟัง ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเล่าเรื่องที่สนุกๆ แต่ความทรงจำในหัวของผมมีแค่เรื่องของดอกฟอร์เก็ตมีน็อตเท่านั้น…”

จู่ๆเสียงเรียกของพ่อแม่เด็กสาวก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณให้เด็กหญิงและชายหนุ่มต้องบอกลากัน แม้ว่าเด็กหญิงจะยังไม่อยากกลับก็ตาม

“ดูเหมือนว่าเธอคงต้องไปแล้วสินะ” ชายหนุ่มว่าพลางดันตัวเองขึ้นจากพื้นหญ้า เด็กหญิงลุกตามบ้างก่อนจะถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย

“เราจะได้เจอกันอีกมั้ยคะ?”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมไม่มีทางลืมเธอแน่นอน เธอเองก็อย่าลืมผมนะ แม่สาวน้อย” ชายหนุ่มยิ้มให้เธอเป็นครั้งสุดท้าย สายลมพัดมาวูบหนึ่ง จู่ๆร่างของเขาก็หายไปต่อหน้าต่อตาเด็กหญิงเสียแล้ว

“เอ๋ พี่ชายผมทองหายไปไหนแล้ว พี่ชายคะ!”

ไร้เสียงตอบรับจากชายหนุ่ม เด็กหญิงจึงตะโกนลั่นทุ่งดอกไม้สีคราม เสียงของเธอดังก้องไปทั่ว ราวกับว่าตั้งใจจะให้ดอกฟอร์เก็ตมีน็อตทุกดอกเป็นพยาน

“หนูจะไม่ลืมพี่ชายผมทองนะคะ!!!”

ชายหนุ่มผมทองคนหนึ่งยืนมองแผ่นหลังเล็กๆของเด็กหญิงวัยเก้าปีที่กำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปหาผู้ปกครองของเธอ แผ่นหลังนั้นค่อยๆไกลออกไปเรื่อยๆ ไกลออกไปจากทุ่งดอกฟอร์เก็ตมีน็อตของเขา

ชายหนุ่มเบนสายตาออกมาจากภาพนั้น ในตอนนี้เขามีความทรงจำแรกที่ไม่เกี่ยวอะไรกับดอกฟอร์เก็ตมีน็อตอยู่ในหัวสมองแล้ว นั่นคือความทรงจำเกี่ยวกับเด็กหญิงคนนั้น… เด็กหญิงที่ตะโกนลั่นทุ่งดอกฟอร์เก็ตมีน็อตว่าจะไม่ลืมเขา

เขาเองก็ไม่มีทางลืมเธอเช่นกัน…

ท่ามกลางสายลมที่พัดเอื่อยๆ ชายเสื้อเชิร์ตสีขาวของเขาสะบัดตามแรงลมเล็กน้อย อัศวินผู้โชคร้ายคนนั้นก็คือเขาเอง ตำนานที่เขาเล่าให้เด็กหญิงฟังคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเขา อัศวินหนุ่มลืมอดีตทุกอย่างทันทีที่หมดลมหายใจ และกลายเป็นวิญญาณสิงสถิตอยู่ที่แม่น้ำแห่งนั้น วันเวลาแปรเปลี่ยน แม่น้ำและพื้นที่บริเวณนั้นกลายสภาพเป็นทุ่งดอกฟอร์เก็ตมีน็อต…

เด็กหญิงนัยน์ตาสีมรกตเป็นคนแรกที่เข้าไปในทุ่งกว้าง และได้พูดคุยกับเจ้าของตำนานดอกไม้สีครามสวย เป็นคนแรกที่เข้ามาเหยียบผืนดินแห่งนี้เมื่อแปรสภาพเสร็จสมบูรณ์…

วิญญาณหนุ่มนอนแผ่บนพื้นหญ้า ค่อยๆปิดเปลือกตาลงช้าๆ สายลมอ่อนยังคงพัดผ่าน เขายิ้มน้อยๆกับเหตุการณ์ในวันนี้ แล้วพึมพำกับตัวเองเบาๆ

“อย่าลืมผมนะ…”

……….