Dàomù bǐjì FanFiction [Happy Birthday To Xiè ziyáng ] 15.02.17

จริงๆก็เฮยหย่างนั่นแหละ แต่ก็ไม่ค่อยเน้นเฮยหย่างเท่าไหร่ค่ะ ออกแนวครอบครัวมากกว่า แหะๆ แล้วก็ฟิคนี้มีเวอร์ชั่นภาษาจีนด้วยนะคะ แปลโดย19ซัง พันธมิตรเฮยหย่างจากจีนนั่นเอง5555555555แง้ง คือ19ซังเค้าอยากรวบรวมของขวัญจากแฟนๆให้เป็นของขวัญวันเกิดของเหลาหย่างน่ะค่ะ นี่ก็ส่งฟิคนี้เวอร์ชั่นแปลอังกฤษให้เค้าไป แล้วเค้าก็เอาไปแปลเป็นจีนรวมกับของรวงข้าวคนอื่นๆ55555555 ใครอ่านได้ลองอ่านดูนะคะ คงไม่ค่อยเหมือนกับเวอร์ชั่นไทยเท่าไหร่เพราะตอนเราแปลเป็นอังกฤษก็แอบเปลี่ยนประโยคไปเยอะเหมือนกัน เพื่อความง่ายของการแปลค่ะ สกิลอังกฤษยิ่งไม่ค่อยแข็งแรงอยู่5555555

 

เวอร์ชั่นจีนจิ้มจึ้กได้ที่ลิงค์นี้ค่า

https://docs.google.com/document/d/1Wo64pDeTdfEfhfy9h9q0e5cdIsksrnIxLw5_AvHG784/edit

 

.

 

Dàomù bǐjì FanFiction

Pairing : Hēi xiā zi x Xiè ziyáng  (เฮยหย่าง)

‘Happy Birthday To Xiè ziyáng’

 

.

 

หลังจากมื้ออาหารเย็นที่ยิ่งใหญ่กว่ามื้อปกติจบลง ทั้งแม่และเฮยเสียจื่อก็เฉลยกับผมว่า วันนี้เป็นวันเกิดของผม

 

พรึ่บ! เป็นเฮยเสียจื่อที่เอื้อมมือไปสับสวิตช์ไฟลง และไม่นานนัก แสงเทียนสีเหลืองนวลก็สว่างโดดเด่นอยู่ท่ามกลางความมืด เทียนเล่มนั้นปักลงบนเนื้อเค้กก้อนกลมสีขาวล้วนเกลี้ยงเกลา ผลไม้เชื่อมและช็อกโกแลตถูกประดับประดาลงบนหน้าเค้กอย่างพองาม

 

ผมยังไม่ทันได้หายตกใจ เพลงอวยพรวันเกิดที่ถูกขับร้องโดยคนสำคัญของผมก็ดังขึ้น เฮยเสียจื่อร้องเพลงเพราะผิดคาด เป็นเพราะว่าเขาพอจะมีทักษะทางด้านดนตรีหรือเปล่านะ ก็เลยร้องได้ตรงจังหวะ ไม่เพี้ยนเลยสักนิด ส่วนแม่ของผมก็ไม่ใช่ไก่กา ทำนองที่เปล่งออกมานั้นราวกับเสียงร้องเพลงของนางฟ้านางสวรรค์

 

15 กุมภาพันธ์อย่างนั้นหรือ? เป็นวันเกิดที่ค่อนข้างผิดไปจากที่คาดเดาไว้ ผมจำไม่ได้เลยว่าตัวเองเกิดในวันที่สามารถหารเลขได้ลงตัวเช่นนี้ ซ้ำยังเกิดหลังวันแห่งความรักของฝรั่งได้หนึ่งวันอีกต่างหาก

 

ตั้งแต่ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในฐานะเซี่ยจื่อหยาง ข้อมูลยิบย่อยเกี่ยวกับตัวเองดันเป็นสิ่งแรกที่ค่อยๆเลือนหายไปจากสมอง ก่อนที่ผมจะได้ทันรู้ตัว สิ่งที่ผมโอบกอดไว้ก็เหลือแต่เพียงชื่อแส้ของร่างต้นแบบ และหลุมลึกในใจที่ไม่มีทางถมให้กลับมาเรียบสนิทได้อีกต่อไป

 

ตัวก๊อบปี้ไม่ใช่ตัวจริง ส่วนความสัมพันธ์ที่แตกหักไปแล้วก็ไม่สามารถกลับมาหลอมรวมกลายเป็นหนึ่งได้เหมือนเดิม น่าแปลก ผมเป็นคนขี้ลืมแท้ๆ แต่กลับไม่ลืมเรื่องที่ต้องการจะลืมมากที่สุดเสียอย่างนั้น และเพราะว่าไม่สามารถลืมได้ ก็เลยต้องใช้ชีวิตเยี่ยงนักโทษที่ถูกล่ามโซ่ตรึงไว้กับอดีต

 

และในขณะที่กำลังหวาดกลัวจนถึงขีดสุด ความกังวลนั้นก็เริ่มได้รับการเยียวยาไปทีละน้อย ผมเพิ่งทันสังเกตเห็นถึงผลของการรักษานั้นก็เมื่อตอนที่เพลงอวยพรวันเกิดท่อนสุดท้ายจบลง

 

เบื้องหน้าของผมคือแม่และเฮยเสียจื่อที่ยิ้มกว้าง เฮยเสียจื่อยื่นเค้กก้อนเล็กมาให้ผม แม้จะมองเห็นไม่ค่อยชัด แต่ใบหน้าหล่อเหลาน่าหมั่นไส้นั้นกำลังแย้มยิ้มอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนหญิงสาวเพียงคนเดียวในที่นี้เอ่ยคำพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

 

“เป่าเค้กสิจ๊ะ”

 

“….”

 

ผมพูดอะไรไม่ออก นัยน์ตาหลังเลนส์แว่นกำลังเบิกกว้าง ทำไมถึงเพิ่งมารู้ตัวเอาป่านนี้ สิ่งที่ผมหลงเหลืออยู่ไม่ได้มีแค่หลุมน่ารังเกียจนั่นเสียหน่อย ไม่ได้มีแค่ความเจ็บปวดและความหวาดกลัว แต่เพราะผมมัวแต่ให้ความสนใจกับเรื่องแย่ๆ ก็เลยมองข้ามสิ่งดีๆที่มีอยู่ไปต่างหาก

 

ในขณะที่ผมกำลังโอบกอดความเป็นจริงอันแสนเลวร้าย ทั้งแม่และเฮยเสียจื่อเองก็กำลังโอบกอดผมเช่นกัน

 

“อึก…”

 

จู่ๆก็รู้สึกร้อนที่ดวงตา และแล้ว ภาพเบื้องหน้าก็เริ่มพร่าเบลอ ดูท่าว่าสายตาของผมจะสั้นลงอย่างกะทันหัน แล้วนี่ทำไมถึงรู้สึกเปียกที่แก้มล่ะ? หลังคารั่วอย่างนั้นหรือ?

 

หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น ใครกันนะที่กำลังแหกปากอย่างหน้าไม่อาย แต่ว่า เป็นเสียงร้องไห้ที่พิลึกดีเหมือนกัน ทั้งความรู้สึกยินดี และความรู้สึกซาบซึ้งล้วนปะปนอยู่ในนั้น

 

เค้กวันเกิดถูกวางลงบนโต๊ะ แสงสว่างจากเปลวเทียนยังคงทำหน้าที่ต่อไปอย่างไม่มีอิดออด สัมผัสอบอุ่นที่สวมกอดนั้นแนบแน่นเสียจนผมรู้สึกว่าตัวเองแทบจะจมหายไปกับร่างของอีกฝ่าย พร้อมกันนั้นก็รู้สึกถึงความอ่อนโยนที่ซึมผ่านจากฝ่ามือเรียวบางที่กำลังลูบหัวผมอย่างเชื่องช้า ความอบอุ่นทั้งหมดที่ถูกส่งมาจากคนทั้งสองถูกส่งตรงเข้าสู่หัวใจของผมอย่างเงียบงัน

 

อา…

 

ในใจของผมวนเวียนอยู่แค่ประโยคนี้

 

 

ผมนี่ช่างโชคดีเสียจริง

 

 

.

Dàomù bǐjì FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x เซี่ยจื่อหยาง ] ‘Valentine’s Day 2017’

Dàomù bǐjì FanFiction

Hēi xiā zi x Xiè ziyáng  (เฮยหย่าง)

‘Valentine’s Day 2017’

 

……………

 

 

ประโยชน์ของเทศกาลวาเลนไทน์มีเพียงหนึ่งเดียวคือช่วยให้เซี่ยจื่อหยางคนนี้จำวันเดือนปี ได้

 

ซะเมื่อไหร่… เพราะดูเหมือนว่าผมจะลืมไปแล้วว่าวาเลนไทน์มันตรงกับวันที่เท่าไหร่ เดือนอะไร สุดท้ายแล้วก็ไอ้เทศกาลฝรั่งนี่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยอยู่ดี

 

ส่วนข้อเสียที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องเงิน

 

“จื่อหยาง~ ช็อกโกแลตล่ะ?!”

 

พูดไม่ทันขาดคำต้นเหตุที่ทำให้ผมเสียเงินก็ผลักประตูบ้านเข้ามาอย่างเริงร่าจนน่าหมั่นไส้ หมู่นี้ตั้งแต่คบกันอย่างเป็นทางการ เฮยเสียจื่อก็คึกคักขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ระดับความทะเล้นแทบจะสูงกว่าความสูงของเขาฉินหลิ่งเสียอีก

 

“ไม่…ไม่มี” ผมโกหก แน่นอนว่าเป็นเพราะอยากเห็นปฏิกิริยาตลกๆของอีกฝ่าย ทว่า เฮยเสียจื่อหน้าหมองลงทันทีจนผมรู้สึกหวั่นไหว นึกโทษตัวเองที่ปากไวกว่าสมอง ไม่รู้จักคิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบ ช่วงนี้หมอนี่อารมณ์ดีผิดปกติ แต่คนที่อารมณ์ดีผิดปกติเองก็สามารถอารมณ์ดิ่งลงได้ในทันทีเช่นกัน

 

และความเปลี่ยนแปลงนั้นก็เป็นสิ่งที่ตัวก๊อบปี้อย่างผมไม่เคยเข้าใจ

 

“ฉัน…” ผมเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่ายอย่างอึดอัดใจ ในขณะที่กำลังจะเริ่มต้นขอโทษขอโพย เฮยเสียจื่อก็ดันตัวผมติดกำแพง มือข้างถนัดค้ำยันผนังไว้ เขาถอดแว่นกันแดดออก โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้เสียจนปลายจมูกของอีกฝ่ายสัมผัสกับปลายจมูกของผมเบาๆ นัยน์ตาสีประหลาดที่จ้องมองมานิ่งๆนั้นทำให้หัวใจของผมเต้นโครมครามผิดจังหวะไปหมด

 

อึก…

 

ขี้โกง เอาท่าไม้ตายออกมาใช้อย่างนี้….

 

ในขณะที่ผมกำลังรู้สึกถึงความพ่ายแพ้ของตัวเอง จู่ๆ ใบหน้าที่เรียบเฉยของเฮยเสียจื่อก็คลี่ยิ้มทะเล้นออกมาอย่างกะทันหัน

 

“ถ้าไม่มีช็อกโกแลตให้ ผมจะกินคุณแทนจริงๆนะ!”

 

เอาแต่ตะลึงนิ่งมองรอยยิ้มนั้น ริมฝีปากของอีกฝ่ายเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาทุกที และแล้วผมก็ประมวลผลสถานการณ์ได้ในที่สุด

 

ล หลอกกันงั้นเรอะ?!! ไอ้เวรเฮยเสียจื่อนี่!

 

“เอา เอาไป!!”

 

“อุ๊บ!!”

 

ผมรีบยัดช็อกโกแลตกล่องเล็กใส่ปากเฮยเสียจื่อทั้งกล่องแล้วถอยหนีออกมาให้ห่างจากกำแพงมากที่สุด เสียงร้องอู้อี้ของเฮยเสียจื่อดังอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะดึงกล่องช็อกโกแลตออกจากปาก ท่าทีที่เหมือนกำลังเสียดายของคู่สนทนาทำให้คิ้วของผมกระตุกไปมาด้วยความหงุดหงิด

 

” ย อย่า อย่าทำให้ตกใจสิ!!” ผมโวยวายเสียงดัง ยอมรับตรงนี้เลยก็ได้ว่าเขิน! แต่เรื่องนี้ต่อให้เป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่ยอมพูดออกมาต่อหน้าเฮยเสียจื่อเด็ดขาด

 

“แต่จื่อหยางเองก็แกล้งผมเหมือนกันนี่นา เท่านี้ก็เสมอกันแล้วนะ” เฮยเสียจื่อยิ้มเผล่ มือหนาภายใต้ถุงมือหนังสีดำเปิดกล่องขนมอย่างสบายอารมณ์ พอฉีกตัวพลาสติกออกเรียบร้อยแล้วก็นิ่งไป ผมขมวดคิ้วมองท่าทีของฝ่ายตรงข้ามอย่างนึกสงสัย

 

“เป็น…เป็นอะไรอีกล่ะ? ไม่…ไม่ชอบหรือไง?”

 

“ก็ไม่ใช่ว่าไม่ชอบหรอก แต่ว่า….”

 

เฮยเสียจื่อเว้นช่วงคำพูดไปนานพอสมควรจนผมเริ่มจะใจคอไม่ดีอีกรอบ แต่แล้วความรู้สึกของผมก็เป็นอันต้องสูญเปล่าเมื่อจู่ๆคนตัวสูงกว่าปรี่เข้ามากุมมือผม พร้อมกับทำสายตาอ้อนวอนเป็นประกายระยิบระยับ

 

“ป้อนผมหน่อยนะ!”

 

ได้คืบจะเอาศอก! นั่นเป็นคำพูดที่เหมาะสมที่สุดถ้าจะให้นิยามถึงพฤติกรรมของเฮยเสียจื่อในตอนนี้ ผมถอนหายใจอย่างหมดคำพูด พยักหน้าหงึกๆก่อนจะพยักเพยิดให้เข้าไปข้างในตัวบ้านเสียที ใจคอจะยืนคุยกันหน้าประตูไปตลอดหรือไง ปกติแล้วเรื่องอย่างนี้น่าจะเป็นสามัญสำนึก แต่เพราะมื่อไม่กี่นาทีมานี้ดันเจอเหตุการณ์ระทึกขวัญเข้าไป ก็เลยลืมสิ่งที่ควรจะทำไปเสียสนิท

 

หลังจากที่นั่งลงบนพื้นแข็ง เฮยเสียจื่อก็เตือนความจำผมด้วยการชี้ช็อกโกแลต ชี้มาที่ตัวผม แล้วก็ชี้ไปที่ปากตัวเอง ไอ้หมอนี่ ต่อให้ไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่ก็ยังสามารถคงระดับความกวนโอ๊ยให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้อย่างน่าอัศจรรย์

 

ผมคว้าช็อกโกแลตมาจากเฮยเสียจื่อ หยิบป้อนส่งเข้าปากให้อย่างว่าง่าย พอเห็นเขาเคี้ยวกรุบๆพร้อมกับทำท่าปลาบปลื้มประทับใจในความอร่อยจนเหมือนจะบินขึ้นสวรรค์ ผมก็เบ้ปากแทบจะในทันที

 

“ชิ้นต่อไปป้อนด้วยปากนะจื่อหยาง”

 

คราวนี้ผมไม่ด่าแค่ในใจแล้ว ตัดสินใจพ่นคำด่าออกมาอย่างไม่มีกั๊ก ไอ้คนโลภนี่! ถึงใจความของคำพูดจะวกวนซ้ำไปซ้ำมาและไม่น่าฟังเพราะสำเนียงติดอ่างตลกๆ แต่เฮยเสียจื่อก็ยังคงนั่งอิ่มเอมกับรสชาติหวานอมขมของช็อกโกแลตราคาแพง ไม่มีความรำคาญใจปรากฏขึ้นให้เห็นบนเสี้ยวหน้าเลยสักนิด

 

ผมพูดพล่ามอยู่ฝ่ายเดี่ยวจนเหนื่อยและคอแห้งไปหมด สุดท้ายพอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สะเทือนกับการกระทำของผมแม้แต่น้อยก็เลยหยุด แบบนี้มันเสียเวลาเปล่าชัดๆ และในขณะที่ผมกำลังพักหายใจ นายบอดดำก็เอาอีกแล้ว

 

นอกจากจะกวนโมโหแล้วยังเป็นนักฉวยโอกาสมือหนึ่ง เฮยเสียจื่ออาศัยช่วงเวลาที่ผมเผลอขยับเข้ามาประชิดตัว สองมือประคองใบหน้าของผมแล้วประทับจูบลงบนริมฝีปากอย่างนิ่มนวล

 

กล่องช็อกโกแลตในมือของผมร่วงหล่นลงบนพื้นเกิดเสียงดัง ‘ตุบ’ เบาๆ หลังจากที่ลิ้นร้อนซุกซนของอีกฝ่ายตวัดรัดพันเกี่ยวอยู่ในโพรงปาก ณ เวลานั้น ราวกับว่าผมสูญเสียความสามารถในการควบคุมตัวเองไปชั่วขณะ ไหลไปตามการชักนำของนายแว่นดำอย่างง่ายดาย

 

ราวกับถูกเทพเจ้าช่วงชิงเอาช่วงเวลาไปอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดการรุกล้ำนั้นก็สิ้นสุดลง เฮยเสียจื่อปล่อยริมฝีปากของผมให้เป็นอิสระ แต่นัยน์ตาคู่สวยยังคงจ้องมองอย่างไม่วางตา

 

“อร่อยกว่าช็อกโกแลตอีก”

 

เขายิ้มอีกครั้ง แต่เป็นรอยยิ้มที่ต่างออกไปจากครั้งที่หยอกล้อผม เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของผมเต้นโครมครามจนเหมือนกับว่าจะกระเด็นออกมาจากอก

 

จริงๆแล้ว ข้อเสียอีกข้อของวาเลนไทน์ก็คือการรับมือกับเฮยเสียจื่อที่คึกคักถึงขีดสุดจนไม่สามารถคาดเดาความคิดและเป้าหมายของอีกฝ่ายได้นั่นล่ะ

 

“รู้ไหม เมื่อกี๊นี้ผมเกือบขาดสติจริงๆนะ”

 

เอ่ยออกมาเช่นนั้นก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ผมนิ่งไม่ตอบอะไร ยังคงวุ่นวายอยู่กับการสงบสติให้หัวใจตัวเองเต้นช้าลง

 

ไอ้หมอนี่….เป็นผู้ชายที่อันตรายจริงๆ

 

 

.

Dàomù bǐjì FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x เซี่ยจื่อหยาง ] ‘New Year 2017’

Dàomù bǐjì FanFiction

 

Hēi xiā zi x Xiè ziyáng  (เฮยหย่าง)

 

‘New Year 2017’

 

…………..

 

แล้วก็ผ่านพ้นไปอีกปี

 

ท่ามกลางเสียงโทรทัศน์ที่เปิดทิ้งไว้แล้วถูกหรี่เสียงจนแทบไม่ได้ยิน รายการถ่ายทอดสดการนับถอยหลังขึ้นปีใหม่กำลังจะจบลง และคงถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศเฉลิมฉลองทั่วโลกเช่นเดียวกับปีก่อนๆ เซี่ยจื่อหยางสูบควันนิโคตินเข้าปอด นัยน์ตาสามเหลี่ยมหลังเลนส์แว่นเหม่อมองควันสีขุ่นลอยเอื่อยๆออกมาจากปลายมวนบุหรี่

 

ลอยขึ้นสูง แล้วก็ค่อยๆจางหายไป มือข้างหนึ่งเผลอเอื้อมไปสัมผัสตัดผ่านควันเหล่านั้น

 

เบาบาง…. จับต้องอะไรไม่ได้เลย

 

 

“จื่อหยาง”

 

 

เจ้าของชื่อสะดุ้งตื่นจากภวังค์ ลดมือลงแล้วหันไปมองตามเสียงเรียกแสนร่าเริง เฮยเสียจื่อเดินออกมาจากครัวพร้อมขวดเหล้าและแก้วเหล้าอีกสองแก้ว ชายหนุ่มในสภาพซึ่งปราศจากแว่นกันแดดวางของในมือทั้งหมดลงบนพื้นก่อนจะนั่งลงข้างๆ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย

 

 

“สวัสดีปีใหม่ จื่อหยาง”

 

 

ร่างสูงกว่าเอ่ยออกมาเช่นนั้น น้ำเสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน… เป็นน้ำเสียงที่ไม่เคยใช้กับใคร นอกจากเซี่ยจื่อหยางเท่านั้น

 

 

“สวัสดี…ปี..ปีใหม่”

 

 

เซี่ยจื่อหยางดับบุหรี่ ก่อนจะเอ่ยอวยพรตอบกลับอย่างตะกุกตะกักตามประสาคนติดอ่าง เฮยเสียจื่อเปิดขวดเหล้าออก บรรจงเทสุราจีนชั้นดีลงในแก้ว แล้วยื่นส่งให้คนข้างๆที่รับแก้วไปเงียบๆ

 

กลิ่นหอมละมุนละไมอบอวลไปทั่วห้องนั่งเล่นเล็กๆ ผสมปนเปกับควันนิโคตินที่หลงเหลืออยู่ ของเหลวในแก้วนั้นใสสะอาดราวกับน้ำบริสุทธิ์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีสีเหลืองระเรื่อเจือปน

 

เซี่ยจื่อหยางจิบเข้าไปอึกแรก ละเลียดความเข้มข้นรุนแรงของสุราคำนั้นอย่างตั้งใจ

 

“เหมา…เหมาไถกับปีใหม่เนี่ย ไม่..ไม่เลวจริงๆนั่นล่ะนะ”

 

เอ่ยชมอย่างพึงพอใจ เฮยเสียจื่อหัวเราะเบาๆ เขยิบเข้าไปนั่งชิดอีกฝ่าย แบ่งปันไออุ่นจากร่างกายให้คนตัวเล็กกว่า

 

“ไม่มีอะไรดีไปกว่าความรักของเราสองคนหรอก”

 

เหมาไถรสชาติไม่บาดคอ แต่คำพูดหวานเลี่ยนของเฮยเสียจื่อนั้นช่างบาดใจเสียจนแทบจะกระอักเลือด เซี่ยจื่อหยางสำลักเหมาไถราคาแพง ดีที่ยังมีสติ ไม่พ่นออกมาเพราะสำนึกได้ว่าราคาของเหล้าชนิดนี้สูงไม่ใช่เล่น

 

“แค่กๆๆ!! นาย! นายแม่ง!!”

 

“ฮะๆ จื่อหยางยังไม่ชินอีกเหรอ” มือแกร่งเอื้อมไปลูบหลังคู่สนทนาที่กำลังไอ ในใจนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่อยู่ในสุสาน เฮยเสียจื่อเที่ยวโพนทะนาอวดคนรักต่อหน้าชาวบ้านชาวช่องไปทั่ว เดาได้เลยว่าถ้าจื่อหยางรู้เข้า เขาจะมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

 

“อย่า…อย่าเล่นทีเผลอ…”

 

เสียงบ่นงึมงำดังลอดออกมาจากริมฝีปากของคนสวมแว่น พอพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ทีไรใบหน้าของเซี่ยจื่อหยางมักจะร้อนผ่าว ขึ้นสีแดงระเรื่อทุกครั้งไป นั่นทำให้เฮยเสียจื่อรู้สึกสนุก เป็นต้องหาเรื่องหยอดคำหวานใส่อีกฝ่ายทุกครั้งเมื่อได้กลับบ้านหลังจากที่ผ่านการลงกรวยมาอย่างดุเดือด

 

บ้าน… ใช่แล้ว… บ้านหลังนี้คือบ้านของพวกเขา แต่เดิมมันคือบ้านหลังเก่าของเซี่ยจื่อหยางกับแม่ แต่ถูกปรับปรุงใหม่ให้ดูดีขึ้น ขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อยเพื่อต้อนรับสมาชิกใหม่อย่างเฮยเสียจื่อให้ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันอย่างถาวร

 

ณ ตอนนี้ผู้เป็นแม่นอนหลับอยู่อีกห้องหนึ่ง ปล่อยให้ชายหนุ่มทั้งสองดื่มเหล้าฉลองปีใหม่กันไปตามประสาคู่รัก เสียงโทรทัศน์ที่ถูกหรี่จนเบาคลอไปกับบทสนทนาสัพเพเหระ

 

“พรุ่งนี้ไปเที่ยวที่ไหนกันดี” เฮยเสียจื่อถาม ขณะเติมเหมาไถใส่แก้วเป็นครั้งที่สาม

 

“แม่…แม่บอกว่าอยากไปวัด”

 

“อึ๋ย…”

 

“คิด…คิดว่าฉันชอบหรือไง” พอเห็นสีหน้าขนลุกขนพองของคู่สนทนา เซี่ยจื่อหยางก็เบ้ปากบ้าง แต่ต่อให้เขาจะไม่ถูกกับวัดมากขนาดไหน ถ้าผู้เป็นแม่อยากไป เขาก็คงไปด้วยอยู่ดี และย่อมลากเฮยเสียจื่อไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

 

“นั่นสินะ ก็จื่อหยางน่ะชอบเสียจื่อต่างหาก ใช่มั้ยล่ะ?” เฮยเสียจื่อขยิบตาอย่างเริงร่า หากขวดสุราเบื้องหน้าไม่ใช่เหมาไถ เกรงว่าเขาคงโดนขวดเหล้าแถวนั้นฟาดหัวไปแล้ว

 

เซี่ยจื่อหยางโวยวายใส่อีกฝ่าย ก่อนจะรีบลดเสียงลงเมื่อตระหนักได้ว่าผู้เป็นแม่หลับอยู่อีกห้อง สุดท้ายแล้วนอกจากเสียงพูดของนักข่าวในห้องส่ง ก็ไม่มีเสียงบทสนทนาใดดังขึ้นอีก ต่างคนต่างดื่มด่ำกับรสชาติเข้มข้นของเหมาไถ ปล่อยใจไปกับฤทธิ์แอลกอฮอลล์ดีกรีต่ำ

 

บทสนทนาทางคำพูดดังบ้างหยุดบ้าง แต่บทสนทนาทางกายกลับไม่เคยหยุด สัมผัสของการนั่งชิดกันนั้นช่างอุ่นสบายเสียจนเซี่ยจื่อหยางแทบจะเคลิ้มหลับ มือแกร่งของเฮยเสียจื่อ แม้ว่าข้างหนึ่งจะถือแก้วเหล้า แต่อีกข้างกลับกุมมือคนสวมแว่นเอาไว้อย่างอ่อนโยน

 

 

แม้ว่าจะไม่พูดคุยกัน แต่สัมผัสที่ต่างฝ่ายต่างได้รับนั้นเจือปนไปด้วยบทสนทนาที่รู้กันอยู่เพียงแค่สองคน

 

 

ความรู้สึกที่ถูกส่งผ่านอย่างลับๆเพราะความเขินอาย และความรู้สึกที่ถูกส่งผ่านอย่างตรงไปตรงมาชัดเจน ถึงแม้ว่าสองสิ่งดังกล่าวจะต่างกัน แต่ความหมายที่สื่อออกมานั้นกลับตรงกันอย่างน่าอัศจรรย์

 

 

‘รัก’

 

 

…………

 

Dàomù bǐjì FanFiction [ พานจื่อ + อู๋เสีย ] ‘รำลึก’

Dàomù bǐjì FanFiction

 

Pān Zi + Wú Xié   (พาน+เสีย)

 

‘รำลึก’

 

……..

 

หากจะเปรียบเทียบชีวิตมนุษย์เป็นตัวเลข 0 ก็คงเป็นตัวแทนของความตาย 1 ก็คือสัญลักษณ์ของการมีชีวิตอยู่

 

แม้ว่า 0 กับ 1 จะถูกจัดเรียงให้อยู่ข้างกัน แต่ระยะห่างของ 0 และ 1 มีมากกว่าที่ผมคิดเสียอีก

 

ระยะห่างระหว่างคนตายกับคนเป็น ระยะห่างระหว่าง 0 กับ 1 ช่องว่างที่ไม่สามารถก้าวผ่านไปได้ ผมจุดบุหรี่สูบ พ่นควันสีเทาขุ่นออกมาจากปากอย่างเชื่องช้า

 

‘มีพานจื่ออยู่ทั้งคน มีหรือจะทำให้นายน้อยเดือดร้อน’

 

คำพูดของพี่พานในวันนั้นดังขึ้นในหัว ถ้าหากเปรียบเป็นมีด ก็คงเป็นมีดเล่มคมที่กรีดหัวใจผมจนเหวอะหวะไปหมด เป็นความสูญเสียที่แม้จะผ่านมานานปีก็ยังคงสร้างความเจ็บปวดให้ผมอยู่เสมอ แม้ว่าที่ผ่านมาจะพอกดปากแผลห้ามเลือดเอาไว้ได้ แต่เมื่อถึงวันครบรอบทีไร ทั้งเลือดทั้งน้ำตา ทะลักออกมาอย่างไม่อาจห้ามไว้ได้

 

ชินชา…อย่างนั้นหรือ? แม้ว่าจะถูกประสบการณ์ขัดเกลาจนเยือกเย็นขึ้น ผ่านความเป็นความตายมามากมายนับไม่ถ้วน แต่สุดท้ายแล้ว ผม…อู๋เสียก็ยังคงเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง

 

เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง ที่ไม่สามารถก้าวข้ามความตายของพี่พานไปได้

 

ในวันที่ 4 พฤศจิกายน วันครบรอบวันตายของพี่พาน บาดแผลของผมเจ็บหนักกว่าวันอื่นๆมากเป็นพิเศษ ผมแยกออกไปอยู่คนเดียวทั้งวัน บุหรี่ที่สูบเผาผลาญสุขภาพปอดนั้นหมดไปเป็นซอง ถ้าหากจับผมไปนั่นในห้องปิดตาย ห้องนั้นจะถูกมองว่าเป็นห้องรมแก๊สก็คงไม่น่าแปลกใจอะไรมากนัก

 

บรรยากาศรอบข้างแม้จะสว่างไสวสดใส แต่สายตาของผมกับมืดบอดเสียจนมองข้ามความงามเหล่านั้นไป สิ่งที่เห็นนั้น มีเพียงวิวทิวทัศน์ที่พร่าเบลอ ผลกระทบจากเม็ดฝนในดวงตานั้นทำให้ทุกอย่างบิดเบี้ยวผิดรูปไปหมด

 

ผมยกแขนเสื้อปาดเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ดื่มด่ำกับควันนิโคตินอยู่อีกครู่หนึ่งแล้วจึงใช้นิ้วมือดับบุหรี่อย่างเงียบงัน ทิ้งไปทั้งที่ยังสูบไม่หมดมวน

 

ต่อให้เศร้าเสียใจมากมายขนาดไหน แต่พี่พานคงไม่ชอบใจแน่ที่เห็นผมตายด้วยโรคเรื้อรังจากบุหรี่ ชีวิตของผมเมื่อถูกแลกมาด้วยชีวิตของพี่พาน ราคาของมันก็เริ่มมากขึ้นเสียจนประเมินราคาไม่ได้

 

สภาพจิตใจไม่ได้ดีขึ้นเลยสักนิด ความรู้สึกผิดบาปยังคงถ่าโถม แต่อย่างน้อย ร่างกายนี้…ไม่ว่าอย่างไรก็จะใช้ทิ้งใช้ขว้างไม่ได้อีกต่อไป

 

ระยะห่างระหว่าง 0 กับ 1 ยังคงเป็นอนันต์ ความตรงกันข้ามระหว่างความตายกับการมีชีวิตอยู่นั้นห่างไกลกันเสียจนไม่สามารถติดต่อ ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป เลข 1 ก็ยังคงเป็นเลข 1 และพี่พานที่ตายไปแล้วก็ยังคงเป็นเลข 0

 

ตัวเลขนี้ยังคงเหมือนเดิม ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ระยะห่างก็ไม่มีวันลดลง

 

และความเจ็บปวดเอง…ก็ใช่ว่าจะลดลง

 

 

…………

 

 

 

Dàomù bǐjì AU FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x เซี่ยจื่อหยาง ] ‘ผมและยมทูตของผม’

AU เฮยหย่าง

‘ผมและยมทูตของผม’

………

ผมเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติ

ความจริงแล้วถ้าคุณเป็นผม คุณก็ต้องเชื่อ แต่ตราบใดที่คุณไม่ใช่ผม คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อผมก็ได้

ผมมองเห็นยมทูตประจำตัวของตัวเองเมื่ออายุได้ประมาณ10ปี

มนุษย์ทุกคน ทันทีที่เกิดมาจะมียมทูตประจำตัว หน้าที่ของเขาหรือเธอคือการเฝ้าดู ติดตาม และนำทางวิญญาณของอดีตมนุษย์ไปพิพากษาที่ยมโลก เมื่อวิญญาณถูกพิพากษากรรมดีกรรมชั่วเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจึงได้รับอนุญาตให้ไปเกิด โดยทั้งมนุษย์และยมทูตจะถูกลบความทรงจำทิ้งตามกฎแห่งสวรรค์

เฮยเสียจื่อ…ยมทูตของผมเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังในขณะที่ผมยังเป็นเพียงแค่เด็กประถมคนหนึ่ง ยมทูตของผมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำสนิท สูงเฉียด190เซนติเมตร นอกจากเสื้อผ้าที่มีสีเดียวกับเรือนผมแล้ว เขายังสวมแว่นกันแดดสีดำปิดบังนัยน์ตาทั้งสองข้างอีกด้วย

ผมรู้จักเฮยเสียจื่อมาได้20ปีแล้ว เขาเดินตามผมต้อยๆมาตลอดจนถึงตอนนี้ ถึงแม้ผมจะอายุ30แล้ว แต่เขาก็ยังคอยชวนผมคุย ให้คำแนะนำ สอนเรื่องต่างๆให้ผมอยู่เสมอ ในอดีต ผมคุยกับเหล่าอู๋เพื่อนสนิทในช่วงกลางวัน แต่เมื่อถึงเวลานอน ผมบ่นนู่นนี่นั่นใส่เฮยเสียจื่อจนเหนื่อยแล้วจึงผล็อยหลับไป

สำหรับผมแล้ว เขาเป็นมากกว่ายมทูตประจำตัว เป็นคนสำคัญที่นึกไม่ออกเลยว่าถ้าหากต้องลาจากกัน ผมจะรู้สึกเศร้าขนาดไหน

แต่ก็โชคไม่ดีเลย ที่เวลานั้นมาถึงเร็วกว่าที่คิด

รู้ตัวอีกที ผมก็กลายเป็นวิญญาณไปแล้ว และเฮยเสียจื่อที่เป็นยมทูตกำลังยื่นมือให้ผมจับ ผมสังเกตมือของอีกฝ่าย มันกำลังสั่นเทาเช่นเดียวกับมือของผม

“ไปกันเถอะ จื่อหยาง” ยมทูตหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริงที่แฝงไปด้วยความเหงา ผมเอื้อมมือไปหาเขา และนั่นเป็นครั้งแรกที่มือของพวกเราสัมผัสกัน

แต่ผมกลับไม่รู้สึกดีใจเลยแม้แต่น้อย

เวลาแห่งการจากลามาถึงเร็วกว่าที่คิดเสียอีก

แม้แต่ยมทูตเองก็ไม่สามารถรู้อายุขัยของมนุษย์ ด้วยเหตุนั้นจึงจำเป็นต้องเฝ้ามองและเฝ้าคอยวันเวลาแห่งความตาย เพื่อเตรียมพร้อมทำหน้าที่สุดท้ายอยู่ตลอดเวลา

เพื่อป้องกันการแทรกแซงทุกรูปแบบ อายุขัยของมนุษย์จึงถูกเก็บเป็นความลับ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้

แต่ก็นึกไม่ถึงเลยว่าผมจะจากโลกนี้ไปเร็วกว่าที่คิด

“ขอโทษนะ”

ระหว่างที่เดินจับมือกัน เฮยเสียจื่อพึมพำคำขอโทษเสียงเบา

“ถ้าผมไม่ทำตัวเอาแต่ใจ ถ้าใจแข็งกว่านี้อีกนิดล่ะก็ ทั้งผมทั้งจื่อหยางก็คงไม่ต้องเจ็บปวดถึงขนาดนี้…”

ผมหลับตาลง ถอดแว่นตาออกแล้วยกมือแตะที่บริเวณเปลือกตาอย่างแผ่วเบา “ช่าง…ช่างมันเถอะน่า”

เพราะดวงตาคู่นี้…ความสัมพันธ์ของเซี่ยจื่อหยางกับเฮยเสียจื่อจึงได้ถูกสร้างขึ้น ดวงตาที่เฮยเสียจื่อมอบให้ทำให้ผมมองเห็นเขา และสามารถสื่อสารกับเขาได้ ในขณะที่โลกของเฮยเสียจื่อเริ่มพร่ามัว เขาจึงต้องสวมแว่นกันแดดนั่นไว้ ยมทูตเองก็มีวันที่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ปกป้องดวงตาที่อ่อนแอจากกระแสอากาศบนโลกมนุษย์เช่นกัน

“เพราะว่าเหงา…ก็เลยยัดเยียดดวงตาให้กับจื่อหยาง ขอโทษนะที่ทำอะไรตามอารมณ์”

“พูด…พูดบ้าๆ เพราะนายทำอย่างนี้ไม่ใช่เหรอ พวกเราถึงได้รู้จักกัน”

ผมบีบมือเฮยเสียจื่อแน่น เงยหน้าจ้องมองใบหน้าของอีกฝ่ายด้วยสีหน้าจริงจัง

“จะ…จะบอกว่าพวกเราไม่ควรรู้จักกันงั้นเหรอ ฉัน…ฉันไม่ยอมหรอกนะ” เสียงของผมสั่นเครือ คนสวมแว่นกันแดดนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะหลุดขำออกมาเบาๆ

“ข ขำ…ขำอะไรของนาย!” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด กว่าผมจะยอมใจกล้าง้างปากพูดความจริงจากใจออกมาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยนะ หยุดหัวเราะได้แล้วน่า แบบนี้น่าอายจะตายไป…..

“เปล่าๆ ผมก็แค่คิดว่าจื่อหยางเนี่ย เพราะเป็นจื่อหยางล่ะมั้งถึงได้น่าเอ็นดูขนาดนี้”

“น่า…น่าเอ็นดูอะไรของนาย ฉันไม่ใช่เด็กๆแล้วโว้ย!”

เฮยเสียจื่อยิ้มกว้างชวนหมั่นไส้เช่นเคย ผมเบ้ปาก ถอนหายใจออกมาอย่างเอือมระอา น่าแปลก ความเศร้าค่อยๆจางหายไปจากอกทีละน้อย

นั่นสินะ จนกว่าจะต้องปล่อยมือ

ผมขอเก็บเกี่ยวความทรงจำดีๆเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็แล้วกัน

ถึงแม้ว่า…สุดท้ายแล้วจะต้องลืมมันไปก็ตาม

……..


Dàomù bǐjì AU FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x เซี่ยจื่อหยาง ] ‘ช่วงสอบมิดเทอม’

Dàomù bǐjì AU FanFiction

Hēi xiā zi x Xiè ziyáng (เฮยหย่าง)

‘ช่วงสอบมิดเทอม’

…….

ณ หอสมุดในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

เขานั่งอยู่ ณ ที่ตรงนั้นนานมากแล้ว เบื้องหน้าของชายหนุ่มสวมแว่นตาคือกระดาษหนึ่งแผ่นที่มีตัวอักษรยึกยือเบียดเสียดกันจนแทบไม่เหลือช่องไฟ เมื่อตะบี้ตะบันเขียนจนไม่สามารถหาที่เขียนได้อีก คนคนนั้นหยิบสมุดที่วางทับกองกระดาษที่วางเยื้องอยู่ทางขวามือ วางงานเขียนของตนลงบนนั้นแล้วจึงใช้สมุดวางทับไม่ให้ปลิวดังเดิม

จากนั้นเขาหยิบกระดาษแผ่นใหม่ออกมาเขียนอะไรยึกยืออีกแล้ว ให้ตายสิ ถ้าบอกว่ากองกระดาษนั่นเป็นสรุปเนื้อหาหรือโน้ตย่อล่ะก็ คิดว่าคงเป็นสรุปที่ห่วยแตกอย่างร้ายกาจเลยทีเดียว

ผมถอนหายใจออกมา ก่อนจะก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือของตนต่อไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแอบเงยหน้ามองเจ้าของโต๊ะตรงข้ามด้วยความสงสัยใคร่รู้อยู่เป็นระยะๆ

จะทำแบบนั้นไปถึงเมื่อไหร่กันนะ…

ถึงแม้จะไม่ค่อยอยากยอมรับเท่าไหร่ แต่ความจริงแล้วแอบมองคนอื่นที่กำลังตั้งใจอ่านหนังสือก็เป็นอะไรที่เพลิดเพลินใจดีเหมือนกัน

มือที่กำลังจับปากกาไฮไลต์ของผมหยุดลงโดยไม่ทันรู้ตัว ไม่นานนัก ผมก็เลิกสนใจตำราเรียน นั่งเท้าคางมองคนคนนั้นอย่างเปิดเผย

จมูกโด่งดีจัง หน้าก็ดูไม่จีนไม่ฝรั่ง เป็นลูกครึ่งหรือเปล่านะ…

ผมนั่งมองเขาขีดเขียนเนื้อหาที่เรียนไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไส้ดินสอกดครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ในที่สุดเขาก็วางดินสอลง บีบนวดและสะบัดมือไปมาสองสามครั้ง

หลังจากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมา สบตากับผมที่กำลังจ้องมองเขาผ่านเลนส์แว่นกันแดดเข้าพอดี

คนสวมแว่นขมวดคิ้วสงสัย มองผมชั่วครู่ก่อนจะหันไปมองข้างหลัง ดูท่าว่าจะสงสัยว่าผมนั่งจ้องคนที่นั่งอยู่โต๊ะหลัง เขาหันกลับมามองผมอีกครั้ง พึมพำอะไรบางอย่างที่ผมไม่ได้ยิน แต่ก็พออ่านปากขมุบขมิบนั่นได้

คงเพราะผมนั่งนิ่ง ซ้ำยังใส่แว่นกันแดดปิดบังดวงตาเอาไว้อีกต่างหาก เขาจึงสงสัยว่าผมกำลังงีบหลับ

ผมหลุดขำออกมาเล็กน้อย เขาหันขวับมาตามเสียงที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปาก ผมส่งยิ้มบางๆ อีกฝ่ายทำหน้าประหลาดใจ หันขวับไปมองโต๊ะข้างหลังอีกครั้ง

ให้ตายสิ ยังไม่ยอมเชื่ออีกว่าคนที่ผมเล่นด้วยก็คือเขา ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหนเสียหน่อย

หลังจากที่บีบๆนวดมือเรียบร้อยแล้ว คนฝั่งตรงข้ามก็หยิบดินสอกดขึ้นมา เขาออกแรงกดที่บริเวณปลายด้ามตามความเคยชิน ทว่า เขากดอยู่หลายครั้งก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“ขอ…ขอโทษนะ” เขาหันไปสะกิดโต๊ะข้างหลังเพื่อขอไส้ดินสอกด แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อคู่สนทนาส่ายหน้าปฏิเสธ คนสวมแว่นจึงหันกลับมานั่งคอตก ค้นกล่องดินสอของตนอย่างปลงชีวิต ผมหลุดขำออกมาเบาๆเมื่อเห็นสีหน้านั้นก่อนจะหยิบไส้ดินสอออกมาแล้วเดินไปยื่นให้อีกฝ่ายถึงโต๊ะ

“ใช้ของผมก็ได้นะครับ”

ชายหนุ่มหน้าไม่จีนไม่ฝรั่งเงยหน้าขึ้นมองผม ก่อนจะแย้มยิ้มออกมาอย่างเป็นมิตร

“ขอบ…ขอบคุณนะ! นาย…นายนี่เป็นคนดีจริงๆ”

“ไม่เป็นไรครับ แต่ผมขออะไรตอบแทนอย่างนึงได้ไหม”

“?” เขาเลิกคิ้วสงสัยขณะใส่ไส้ดินสอลงในดินสอกดของตน ผมชี้นิ้วลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเขา เอ่ยคำพูดด้วยน้ำเสียงเริงร่า

“ขอนั่งด้วยคนนะครับ”

“หา? เอา…เอางั้นเรอะ…” คนติดอ่างมีท่าทีตกใจกับคำขอของผมเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยักไหล่ตอบตกลงอย่างไม่ถือสาอะไร

“ก็…ก็ได้อยู่หรอก ไม่…ไม่มีปัญหาอะไร”

สิ้นเสียงคำอนุญาตจากคู่สนทนา ผมจึงจัดแจงย้ายข้าวของจากโต๊ะที่เคยใช้งานมายังโต๊ะตัวนี้แทน

ระยะห่างลดลงไปมาก สิ่งเดียวที่คั่นกลางระหว่างผมกับเขาในตอนนี้มีเพียงโต๊ะตัวหนึ่งเท่านั้น

“คุณ…” ผมตั้งใจจะเอ่ยปากถามชื่ออีกฝ่าย แต่เขากลับชิงเอ่ยออกมาเสียก่อน

“เซี่ย…เซี่ยจื่อหยาง นาย…นายล่ะชื่ออะไร” เซี่ยจื่อหยางแนะนำตัวสั้นๆ

“เฮยเสียจื่อครับ ว่าแต่…คุณเซี่ยทำโน้ตย่ออยู่เหรอครับ ผมเห็นคุณนั่งเขียนมาตั้งนานแล้ว” ผมมองมือของเขาที่เอื้อมไปหยิบกระดาษแผ่นใหม่แทนกระดาษแผ่นเก่าที่อัดแน่นไปด้วยตัวอักษร เซี่ยจื่อหยางส่ายหน้าไปมา เอ่ยตอบกลับมาอย่างเป็นกันเอง

“ไม่…ไม่ใช่หรอก นี่น่ะ เป็น…เป็นวิธีช่วยจำของฉัน”

“วิธีช่วยจำ?” ผมทวนคำพูดอีกฝ่าย คนสวมแว่นพยักหน้า ก่อนจะอธิบายว่า

“ฉัน…ฉันน่ะความจำแย่ จะอ่านกี่รอบ จะทำโน้ตย่อกี่รอบยังไงก็จำไม่ได้ สุด…สุดท้ายก็ต้องนั่งคัดเนื้อหาสำคัญๆแต่ละท่อนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะซึมเข้าสมองได้”

“อา…เหมือนกับการคัดตัวอักษรสินะครับ” ผมพยักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจ ลอบมองกองกระดาษที่มีตัวอักษรยึกยือเบียดกันเต็มไปหมด โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน เพราะว่าอ่านเพียงไม่กี่รอบก็สามารถจดจำและทำความเข้าใจเนื้อหาได้ทั้งหมด

เพราะไม่ค่อยได้พยายามอย่างสุดชีวิตเท่าไหร่ เวลานั่งมองคนที่มีความพยายามถึงได้รู้สึกชื่นชมและชื่นชอบในเวลาเดียวกัน

“ท่องแบบนี้เกรดสวยๆอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมหรอกครับ” ผมหยอกเย้าอีกฝ่ายพลางถือวิสาสะหยิบกระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษรขึ้นมาดูใกล้ๆ ถ้อยคำซ้ำๆถูกเขียนติดกันเรียงเป็นแถว บางแถวก็สั้น บางแถวก็ยาว แถวที่สั้นอาจจะเพราะจำได้เร็วจึงหยุดเขียนเร็ว ส่วนแถวที่ยาวอาจต้องใช้เวลาในการจำอยู่บ้าง

“ก็…หวัง…หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น” เซี่ยจื่อหยางถอนหายใจ “หวัง…หวังว่าจะคะแนนสูงกว่าหมอนั่น…”

“หมอนั่น? ใครหรือครับ”

“อยาก…อยากรู้ทุกเรื่องบนโลกเลยหรือไง” คนสวมแว่นหัวเราะออกมาเสียงดังก่อนจะรีบลดเสียงลงทันทีเมื่อรู้ตัวว่ากำลังอยู่ในหอสมุด

“ว่า…ว่าไปนั่น ความจริงก็ไม่ใช่ความลับอะไรหรอก อย่า…อย่าเพิ่งโกรธกันล่ะ เมื่อ…เมื่อกี๊แค่ล้อเล่น” เซี่ยจื่อหยางโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน ผมหลุดขำออกมาเบาๆ

“ไม่โกรธหรอกครับ แค่คิดว่าคุณนิสัยเป็นกันเองดีจัง กับคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกแบบนี้ ผมไม่ค่อยเจอคนแบบคุณเท่าไหร่”

ดูห่ามๆไปบ้าง แต่ก็ซื่อๆตรงไปตรงมา อ่านง่ายดี…

“เพื่อน…เพื่อนฉันชอบบอกอยู่บ่อยๆ ว่า…ว่าฉันไม่มีมารยาท ตี…ตีสนิทไปทั่ว” เซี่ยจื่อหยางหมุนดินสอกดในมือไปมา ผมนั่งเท้าคางมองหน้าอีกฝ่าย เอ่ยถามออกไปว่า

“หมอนั่นที่คุณพูดถึงใช่เพื่อนที่คุณพูดถึงเมื่อกี๊หรือเปล่าครับ”

คู่สนทนาฟังแล้วเลิกคิ้วเล็กน้อย แสดงท่าทีประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด

“ร รู้…รู้ได้ไงเนี่ย?”

“เดาครับ” ผมยิ้มเผล่ โทนเสียงยามเอ่ยถึง ‘หมอนั่น’ กับ ‘เพื่อน’ ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวสมองของผม มีเพียงคำพูดสองคำนี้เท่านั้นที่ให้ความรู้สึกภาคภูมิใจผิดปกติต่างจากคำพูดอื่นๆในประโยค ถึงแม้สายตาของผมจะไม่ดี แต่ประสาทสัมผัสด้านอื่นๆของผมนั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทดแทนในส่วนที่ด้อยกว่าได้เป็นอย่างดี

หูผมดีขนาดนั้นเชียวล่ะ

“เดา…เดาเก่งจริงนะ ไป…ไปเปิดสำนักดูดวงเถอะ รุ่ง…รุ่งแน่ๆ”

“ก็แค่เดาไปเรื่อยน่ะครับ สรุปว่าคุณอยากเอาชนะเพื่อน ถึงได้ตั้งใจอ่านหนังสือมากขนาดนี้”

“ใช่ อย่าง…อย่างนั้นแหละ” เซี่ยจื่อหยางยักไหล่ “เป็น…เป็นเพื่อนที่ไม่ดีใช่มั้ยล่ะ”

“การแข่งขันมันเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ครับ ยิ่งแข่งขันก็ยิ่งพัฒนา ขยับไปข้างหน้าย่อมดีกว่าหยุดอยู่กับที่” ผมว่าพลางยิ้มบางๆ หยิบปากกาไฮไลต์สีเหลืองสว่างขึ้นมาโยนไปมา “แต่ว่ามันก็ออกจะน่าแปลกอยู่หน่อยตรงที่คนอย่างคุณคิดจะเอาชนะเพื่อนนี่ล่ะ ทำไมจู่ๆถึงอยากจะเอาชนะล่ะครับ”

‘ก็ไม่ได้สำคัญอะไร ก็แค่อยากชนะ’ สุดท้ายเขาก็ให้คำตอบกับผมมาแค่นี้ แต่เพียงเท่านี้ก็เกินพอแล้ว น้ำเสียงติดอ่างที่อึกอักกว่าปกติ และนัยน์ตาหลังเลนส์แว่นที่เหลือบมองไปอีกทางทำให้ผมรู้ว่าเหตุผลของอีกฝ่ายไม่ได้มีแค่นั้นดังที่ตอบมา

ผมคะยั้นคะยอเขาอยู่หลายครั้ง คนอย่างเฮยเสียจื่อ เมื่อสนใจเรื่องใดแล้วย่อมอยากรู้ให้ถึงที่สุด ตื๊อจนกระทั่งอีกฝ่ายต้องยอมเล่าออกมาอย่างจำยอม

“มัน…มันค่อนข้างน่าอาย….” เซี่ยจื่อหยางกระแอมเบาๆ “สม…สมมติว่าถ้าเพื่อนนายติดแฟนจนไม่มีเวลาอยู่กับนาย นาย…นายไม่คิดจะทำอะไรหน่อยเหรอ”

“……”

“……”

“โฮ่….. หมายความว่าที่อยากได้คะแนนดีๆก็เพราะอยากให้เพื่อนสนใจตัวเองบ้างสินะครับ”

“…..” เซี่ยจื่อหยางไม่ตอบอะไร ท่าทางที่ราวกับว่าเกือบตอบว่า ‘ใช่’ ออกมาแต่ก็รีบหุบปากตัวเองได้ทันนั้น สำหรับผมแล้ว ถึงแม้จะให้ความรู้สึกประหลาดไปบ้าง แต่ก็นึกเอ็นดูคนตรงหน้าอย่างอดไม่ได้

เอ็นดูผู้ชายวัยยี่สิบกว่าอย่างนี้…ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ

“อะแฮ่ม ยัง…ยังไงก็ตาม ฉัน..ฉันต้องได้คะแนนดีๆให้ได้ เพราะงั้น…นาย…นายอ่านของนายไป ฉัน…ฉันก็จะตั้งใจอ่านของฉัน”

“รับทราบครับ คุณเซี่ย” ผมยิ้มบางๆ ในใจนึกอยากชวนคุยให้มากกว่านี้ รู้จักตัวตนของเขาให้มากกว่านี้….

แต่ไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ยังเหลือเวลาอีกเยอะ เยอะพอที่จะทำให้ผมรู้จักเขาให้มากกว่านี้…

ในเมื่อเซี่ยจื่อหยางความจำไม่ดี จดจำได้เฉพาะสิ่งที่เห็นบ่อยๆ….

ผมก็จะโผล่มาให้เขาเห็นหน้าบ่อยๆก็แล้วกัน

…………

Dàomù bǐjì FanFiction [ เซี่ยจื่อหยาง + เซี่ยจื่อหยาง ] ‘ความจริงที่ตรงกันข้าม’

เพิ่งเอาจากลิงค์นี้มาลงบล็อกดีๆค่ะ https://twishort.com/D8Xjc

_____________________________

Dàomù bǐjì FanFiction

เซี่ยจื่อหยางกับเซี่ยจื่อหยาง

‘ความจริงที่ตรงกันข้าม’

…..

ผมหอบหายใจอยู่พักใหญ่ ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อที่บริเวณหน้าผาก เสียงปลงตกของชายหนุ่มคนหนึ่งดังลอดออกมาจากซอกหินแคบๆมืดสนิท

“พอ…พอเถอะ ไม่…ไม่มีประโยชน์หรอก”

“น..นายเตรียมจะถูกฝังอยู่ที่นี่ตลอดไปงั้นหรือ” ผมพึมพำออกมาอย่างไม่เชื่อหู

อาจเพราะเสียแรงไปกับการทำทุกอย่างเพื่อช่วยเขาออกมาคงทำให้ผมเหนื่อยจนประสาทหลอน แต่เมื่อเซี่ยจื่อหยางยืนยันความต้องการของตนอีกครั้ง ผมก็พบว่าตัวเองไม่ได้หูฝาดไปอย่างที่คิด

“ย…ยอม..ยอมแพ้แล้วรึไง”

“ฮื่อ” เขาตอบคำถามของผมสั้นๆ ผมได้ยินเสียงอีกฝ่ายถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน

“ขอบ…ขอบคุณที่อุตส่าห์ช่วยมาตั้งหลายวัน แต่ฉันไม่ไหวแล้ว นาย…นายเองถ้าไม่เก็บแรงไว้เดี๋ยวก็ออกจากที่นี่ไม่รอดหรอก ไม่…ไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าพวกเราทั้งคู่ตายอยู่ที่นี่”

นายไม่อยากกลับไปเจอแม่กับเพื่อนแล้วรึไง พอถามออกไปอย่างนั้นเขาก็ตอบผมกลับมาด้วยน้ำเสียงที่คล้ายกับคนหมดแรง

“อยาก…อยากสิ แต่ว่า…อย่างน้อยคนพวกนั้นก็ยังมีนาย แค่นี้…ก็น่าจะพอแล้ว”

“…..” ผมเงียบไปครู่ใหญ่ กำหมัดแน่นอย่างไม่พอใจ ทำไมถึงได้ขี้แพ้อย่างนี้นะ อดทนต่ออีกหน่อยไม่ได้หรือไง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็คือผม ผมก็คือเขา เขาอยากตาย ต่อให้ผมไม่ชอบการตัดสินใจของเขา ผมก็ต้องให้เขาตาย

นั่นก็เพราะเขาเป็นคนสร้างผมขึ้นมา…

ต่อให้ถูกสร้างขึ้นมาจากพลังด้านลบ แต่ผมก็ไม่ได้เกิดความคิดที่จะขัดขวางการมีชีวิตอยู่ของเขาแล้วสวมรอยแทนแต่อย่างใด หากผมถูกสร้างขึ้นมาโดยคนอื่น ผมก็คงฆ่าคนคนนั้นไปแล้ว แต่เพราะผมเป็นตัวก๊อบปี้ของเซี่ยจื่อหยาง ผมจึงไม่อยากฆ่าเขา

เรียกได้ว่าความกตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดของเซี่ยจื่อหยางช่วยชีวิตเขาไว้โดยแท้ ถึงแม้ผมจะถูกสร้างขึ้นมาจากพลังที่ไม่ดีจนไม่สามารถเป็นคนดีได้ แต่นิสัยดีๆของเขาดันส่งผลกระทบมาถึงผมด้วย

และเพราะก๊อบปี้นิสัยที่เด่นชัดของเขามา ด้วยเหตุนั้นจึงลงมือทำร้ายเขาที่เป็นผู้สร้างตัวตนของผมขึ้นมาไม่ได้

แต่ถึงอย่างนั้น…สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาจากความชั่วร้าย ต่อให้ร่างต้นแบบจะเป็นคนดีขนาดไหน ผมก็ไม่มีวันกลายเป็นคนดีร้อยเปอร์เซนต์แน่นอน….

“ฝาก…ฝากดูแลทุกคนด้วยนะ” เสียงของเซี่ยจื่อหยางตัวจริงที่ดังลอดออกทำให้ผมนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยถามอีกฝ่ายออกไปด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความไม่มั่นใจ

“ฉันเนี่ยนะ…จะไหวเรอะ…” ผมว่าพลางใช้พลังเสกระเบิดขึ้นมา กลิ่นดินปืนจางๆโชยออกมาแตะจมูก

“นาย…นายทำได้น่า นายคือเซี่ยจื่อหยางเชียวนะ”

“ก็…ก็เพราะเป็นเซี่ยจื่อหยางนั่นล่ะถึงได้…ไม่ไว้ใจ”

“บ๊ะ ไอ้…ไอ้บ้านี่!”

เซี่ยจื่อหยางด่าผมอย่างเสียๆหายๆ แต่ถึงอย่างนั้นผมกลับรู้สึกว่าน้ำเสียงของเขาดูมีชีวิตชีวากว่าเดิมเล็กน้อย ผมหัวเราะออกมาเบาๆกับความเปลี่ยนแปลงนั้นก่อนจะถอยหลังออกไปไกลๆ หันหน้าไปมองทางอื่น หลังจากนั้นจึงจุดระเบิดแล้วโยนไปยังสถานที่เป้าหมายอย่างแม่นยำ

ลาก่อน…

เสียงระเบิดดังขึ้นตูมใหญ่ ตามมาด้วยเสียงพังถล่มของก้อนหิน ผมหันหลังหนีวาระสุดท้ายของเซี่ยจื่อหยางตัวจริงก่อนจะเดินจากไปเงียบๆ

ผมไม่ใจดีพอที่จะรั้งเขาไว้ให้ฮึดสู้มีชีวิตอยู่ต่อไป…. แต่ถ้าจะต้องตาย ก็อยากให้หมอนั่นตายโดยที่ไม่รู้ตัว จะได้ไม่ต้องทรมานมาก…..

เสียงย่ำฝีเท้ายังคงดังอยู่ต่อเนื่อง ผมก้าวเดินไปข้างหน้า ขยับแว่นให้เข้าที่เข้าทาง พร่ำทบทวนอะไรบางอย่างกับตัวเองไปมา

จากนี้ไปผมคือเซี่ยจื่อหยาง

ผมต้องกลับไปดูแลแม่ กลับไปกินเหล้ากับเพื่อน ใช้ชีวิตให้คุ้มกับตัวตนและชื่อที่ได้รับมา ปกปิดความจริงให้แนบเนียนที่สุด

ทว่า

…หากมีใครบังเอิญรู้ความจริงว่าผมเป็นแค่ตัวก๊อบปี้แล้วเอ่ยถามออกมา ผมก็จะยอมรับ และเล่าให้เขาฟังว่าตัวผมนั้นคุ้มคลั่งจนต้องลงมือแย่งชิงตัวตนมาจากตัวจริงแล้วฆ่าตัวจริงทิ้ง

สารภาพออกมาอย่างเต็มปากว่าผมคือคนร้ายที่ฆ่าเซี่ยจื่อหยาง ชายผู้พยายามทำทุกวิถีทางให้ตัวเองมีชีวิตอยู่รอดอย่างน่านับถือ

ผมคือปีศาจชั่ว ในขณะที่ตัวต้นแบบคือฮีโร่ผู้พ่ายแพ้ ซึ่งผมได้แต่หวังว่าเรื่องโกหกบิดเบือนความจริงนี้จะทำให้ใครก็ตามที่ได้ฟังเกิดความภูมิใจในตัวเซี่ยจื่อหยางสักเล็กน้อยบ้างก็ยังดี

ฝังกลบความจริงที่น่าสมเพชเอาไว้กับตัวจนกว่าความทรงจำทุกอย่างของผมจะหายไปอย่างถาวร เหลือไว้แต่เพียงคำโกหกสวยหรูที่ฝังอยู่ในความทรงจำของคนอื่น ถือเสียว่าเป็นของขวัญที่ผมมอบให้เขาเป็นครั้งสุดท้ายก็แล้วกัน

ครั้งสุดท้าย…ต่อไปผมคงไม่อาจทำอะไรเพื่อเขาได้อีก เพราะทันทีที่ต้องพูดความจริง ย่อมหมายความว่าผมไม่มีใครให้รักษาสายสัมพันธ์…

และไม่มีทางรักษาสายสัมพันธ์ระหว่างเซี่ยจื่อหย่างตัวจริงกับคนคนนั้นไว้ได้อีกต่อไป

ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ได้แต่หวังอยู่ในใจ

ความทรงจำที่ดีเป็นของขวัญที่พิเศษก็จริงเพราะมั่นใจได้ว่ามันยั่งยืนกว่าสายสัมพันธ์ที่อาจย่อยยับลงในสักวัน

แต่ถึงอย่างนั้น ของขวัญชิ้นนี้…ถ้าไม่มีใครได้รับก็คงดี

…..

Dàomù bǐjì Drabble [ เซี่ยอวี่ฮัว x เฮยเสียจื่อ ] ‘ซานต้าหรือซาตาน?’

Dàomù bǐjì Drabble

Xiè yǔ huā x Hēi xiā zi (ฮัวเฮย)

‘ซานต้าหรือซาตาน?’

 

….

 

“เฮยเสียจื่อ คืนนี้นายอยากให้ฉันเป็นซานต้า นำพาความสุขมาให้นาย หรืออยากให้เป็นซาตาน มอบความเจ็บปวดให้นายดีล่ะ?”

 

พอถูกคุณชายเอ่ยถามออกมาเช่นนั้น ผมนิ่งคิดไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยคำตอบออกมาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า

 

“ผมอยากให้คุณชายเป็นคุณชาย ทำตามที่คุณชายต้องการเถอะครับ มาถามผมก่อนแบบนี้ไม่สมกับเป็นคุณเลย”

 

“ก็ได้ วันนี้วันคริสต์มาส ฉันจะเป็นซานต้าให้นายหนึ่งคืน” คุณชายเอ่ยด้วยน้ำเสียงพึงพอใจพลางปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของผมออกอย่างนิ่มนวล ถึงแม้บุคลิกภายนอกของผมตอนนี้นั้นจะดูสงบเสงี่ยม แต่ในใจนั้นกระโดดโลดเต้นดีใจยิ่งกว่าถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลที่หนึ่ง

 

คำถามของคุณชายก่อนหน้านี้ไม่ต่างอะไรไปจากเกมวัดดวง ถ้าหากผมตอบไปตามตรงว่าขอให้เขาเป็นซานต้า เขาก็จะเป็นซาตาน หรือจะตอบว่าเขาเป็นซาตาน เขาก็จะเป็นซาตานอยู่ดี ดังนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องตอบให้ดูดีไว้ก่อน ตอบให้เขาพอใจ เมื่อเขาอารมณ์ดี ผมก็จะปลอดภัย ผมเชื่อเช่นนั้น

 

ทว่า

 

สุดท้ายแล้วคุณชายก็เอ่ยกับผมว่า ‘ล้อเล่น’ จากนั้นก็ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิมมากนัก ผมลุกไม่ขึ้นเหมือนๆกับทุกครั้งที่ผ่านมา

 

ไม่ว่าจะตอบอะไรออกไปก็ล้วนเปล่าประโยชน์ทั้งสิ้น

 

เพราะซานต้าไม่มีอยู่จริง

 

………

 

Dàomù bǐjì FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x เซี่ยจื่อหยาง ] ‘เชือก’

เพิ่งนำฟิคจาก https://twishort.com/nDGjc มาลงค่ะ

________

Dàomù bǐjì FanFiction

Hēi xiā zi x Xiè ziyáng (เฮยหย่าง)

‘เชือก’

#dmbjdailyquote #Day232  ‘แม่งทำไปได้ เหล่าอู๋ เรื่องเชือกนี่ช่างมันก่อน’

…………

เชือกแห่งความสัมพันธ์เส้นนี้ขาดไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?

บางที…อาจจะตั้งแต่ตอนที่เขารู้ว่า เซี่ยจื่อหยางตัวจริงตายไปแล้วก็เป็นได้….

‘เชือกขาดแล้ว….ไม่คิดจะผูกหน่อยหรือไง’

‘ผูกไปก็ไม่เรียบเหมือนเดิม’ เหล่าอู๋ตอบ ผมพยักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจ ทั้งที่ความจริงแล้วไม่เข้าใจเลยสักนิด

เพราะเป็นตัวปลอมอย่างนั้นหรือ…เพราะเป็นแค่ของปลอม แต่ของปลอมที่มีความทรงจำของตัวจริงเองก็เจ็บปวดเป็นเช่นกัน

แต่ถึงอย่างนั้น…

‘นายแม่งทำไปได้… เย็นชาชะมัด แต่เอาเถอะ เหล่าอู๋ เรื่องเชือกนี่ช่างมันก่อน ฉันขอแค่อย่างเดียว ก่อนที่เราจะจากกัน’

‘อะไร?’

‘ยิ้มให้ฉันหน่อย…ฉันคนนี้ ไม่ใช่หมอนั่น’

เหล่าอู๋นิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะฉีกยิ้มร่าเริงให้ผม ผมมองรอยยิ้มที่ฝืนธรรมชาติของเขาแล้วถอนหายใจออกมา ตราบใดที่ผมไม่ใช่หมอนั่น ไม่ใช่เซี่ยจื่อหยางตัวจริง รอยยิ้มที่เป็นธรรมชาติของเหล่าอู๋ ชาตินี้ผมคงไม่มีทางได้เห็นมัน

‘ขอบคุณ…ลาก่อน’

เหล่าอู๋พยักหน้าให้ผมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินถือเชือกทางฝั่งของตนจากไป อีกไม่นาน เขาคงทิ้งเชือกเก่าๆเส้นนั้นไว้ แล้วถือเชือกเส้นใหม่เส้นอื่นๆเดินตามทางของเขาไปเรื่อยๆ ส่วนผมยังคงยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิด อยู่ในโลกที่มืดมิดของตัวเอง ถือเชือกเก่าๆที่แท้จริงแล้วไม่ใช่ของตน

เชือกที่ผมไปแย่งชิงมาจากเซี่ยจื่อหยางตัวจริง

เชือกเพียงเส้นเดียวที่เคยเชื่อมโยงตัวผมกับโลกใบนี้

ผมมองเชือกที่ขาดสะบั้นลง ตัดสินใจนำส่วนที่เหลือก้มผูกกับขาของตัวเองอย่างเงอะงะเพราะในมืออีกข้างยังมีเชือกอีกเส้นหนึ่งที่เป็นสีดำสนิท เมื่อผูกเสร็จผมมองเชือกสีดำอีกเส้นที่ถืออยู่ในมือ สัมผัสของมันเบาบาง ราวกับว่าอีกไม่นานจะสลายหายไป

ผมมองไปยังสุดปลายเชือกนั้น หญิงสาวคนหนึ่งถือปลายเชือกสีดำนั้นไว้ ส่งยิ้มงดงามให้กับผม

อีกไม่นาน…ทั้งเชือกสีดำและแม่เองก็คงหายไป และในท้ายที่สุด เชือกที่ผมขโมยเซี่ยจื่อหยางมาก็คงหายไปเช่นกัน

ผมค่อยๆเดินไปหาแม่ที่อยู่สุดปลายเชือก แม่มองผมอย่างอ่อนโยน

‘ผมรักแม่’

‘แม่ก็รักลูกจ้ะ’

แม่ยิ้ม

ผมเองก็ยิ้มเช่นกัน

จากนั้นร่างของแม่จึงสลายหายไป….

เส้นเชือกสีดำหายไปแล้ว สัมผัสของเส้นเชือกที่พันอยู่รอบข้อเท้าของผมเองก็เริ่มเบาบางลง

ผมมองไปข้างหน้า ก้าวเดินต่อไป แม้จะไม่รู้ว่ากำลังเดินไปที่ไหน กำลังมุ่งหน้าหรือถอยหลัง อย่างไรเสีย การเดินย่อมดีกว่าการหยุดนิ่ง ดีกว่าการปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านอยู่กับความสูญเสียจนควบคุมตัวเองไม่ได้

เชือกที่ครูดกับพื้นส่งเสียงเบาๆช่วยแก้เหงาได้เล็กน้อย ผมยังคงเดินต่อไปไม่หยุด ไม่รู้ทิศ ไม่รู้ทาง ไม่รู้ที่หมาย ไม่รู้อะไรเลย

ทว่า

‘คุณครับ’

‘?’

ผมเงยหน้ามองเจ้าของเสียง เขามีรูปร่างสูงโปร่ง เรือนผมสีดำ แต่งกายด้วยชุดดำทั้งตัว นอกจากนี้อีกฝ่ายยังสวมแว่นกันแดดสีดำอีกต่างหาก

‘อะไร..’ ครั้นเอ่ยถามออกไป ชายหนุ่มเบื้องหน้าก็ยิ้มกว้าง ยัดบางอย่างใส่มือผมอย่างรวดเร็ว

‘ผมให้’

‘นี่มัน…’ ผมก้มลงมองเชือกเส้นใหม่ที่อยู่ในมือ และเมื่อมองไปยังมือของฝ่ายตรงข้ามก็พบว่า เขาเองก็ถือส่วนปลายของเชือกเส้นนั้นอยู่เช่นกัน

‘ผมเฮยเสียจื่อ ยินดีที่ได้รู้จักครับ จากนี้ไปก็มาสนิทกันเถอะ’

‘…เซี่ยจื่อหยาง ยินดีที่ได้รู้จัก..’ ผมตอบ

และในวันนั้นเอง วันที่เชือกเส้นเก่าเริ่มเปื่อยยุ่ย

ผมได้รับเชือกเส้นใหม่

เชือกที่เป็นของผมอย่างแท้จริง

เชือกที่ไม่ได้แย่งชิงมาจากใคร

เชือกที่ผมสัญญากับตัวเอง ว่าจะปกป้องดูแลมันให้ดีที่สุด

เชือกแห่งความสัมพันธ์…ที่ได้รับมาจากเฮยเสียจื่อ

……

Dàomù bǐjì FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x เซี่ยจื่อหยาง ] ‘ของขวัญ’

เพิ่งนำฟิคจาก https://twishort.com/f0Djc มาลงค่ะ

_____

Dàomù bǐjì FanFiction

Hēi xiā zi x Xiè ziyáng (เฮยหย่าง)

‘ของขวัญ’

…….

ในคืนวันคริสต์มาสที่อากาศหนาว ผมกับเฮยเสียจื่อนั่งหันหลังชนกัน ผมทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดเอนพิงหลังอีกฝ่ายอย่างสบายอารมณ์จนใกล้จะคล้อยหลับไปในไม่ช้า ทว่า เฮยเสียจื่อก็คือเฮยเสียจื่อ บ่อยครั้งที่เขาไม่อนุญาตให้ความเงียบเข้าแทรกกลางระหว่างพวกเรา ครั้งนี้เองก็เช่นกัน

“นี่ คุณเซี่ยครับ คริสต์มาสนี้คุณอยากได้ของขวัญอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า ต่อให้ต้องบุกน้ำ ลุยไฟ ลงกรวย ผมก็จะหามาให้คุณให้ได้เลย”

“เว่อร์” พอผมตอบกลับไปแบบนั้นเฮยเสียจื่อส่งเสียงครางอย่างน้อยอกน้อยใจ ผมเลยถามอีกฝ่ายกลับไปบ้าง

“ถ้า..ถ้าอย่างนั้นนายอยากได้อะไรล่ะ”

“แน่นอนว่าก็ต้องอยากได้คุณเซี่ยอยู่แล้ว—โอ๊ยๆๆ เจ็บนะครับ!!” เฮยเสียจื่อโอดครวญเสียงดังเมื่อถูกผมเอื้อมมือไปหยิกเข้าที่เอว

“ส สมน้ำหน้า! พูดทะลึ่งดีนัก”

“โธ่ คุณเซี่ยล่ะก็…จะว่าไปคุณเซี่ยไม่อยากได้เฮยเสียจื่อคนนี้เป็นของขวัญเหรอครับ” ถึงแม้จะมองไม่เห็นหน้าแต่ผมรู้ดีว่าหมอนั่นต้องกำลังยิ้มได้น่าหมั่นไส้สุดๆอยู่แน่ๆ ทำให้นึกอยากหยิกซ้ำเข้าที่แผลเดิมอีกที แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ

“ม ไม่ต้องให้อะไรหรอก ก็ฉันได้รับมาเรียบร้อยแล้วนี่นา ของขวัญจากนายน่ะ”

“หา?”

ผมนึกขำน้ำเสียงที่ฟังดูงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกของเขาจนต้องหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ เฮยเสียจื่อพยายามถามผมหลายครั้งแต่ผมไม่ตอบอะไร ยังคงกึ่งนั่งกึ่งนอนเอนพิงหลังอีกฝ่ายอย่างสบายอารมณ์ต่อไป ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากแผ่นหลังของนายแว่นกันแดดทำให้ผมหลับตาลงอย่างผ่อนคลาย

ผมน่ะ…ไม่ต้องการของขวัญอะไรที่หายาก เลิศหรูมีราคาเลยสักนิด

ขอแค่ได้รับรู้ว่าเฮยเสียจื่อยังอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน…

ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่เคียงข้างผม แค่นั้นก็ถือว่าเป็นของขวัญวันคริสต์มาส…ที่วิเศษที่สุดสำหรับเซี่ยจื่อหยางคนนี้แล้ว

…..