Posted in Other FanFictions

Marvel’s Daredevil + Lucifer AU FanFiction [ Lucifer Morningstar x Matt Murdock ] ‘The Devil of Los Angeles V. The Devil of Hell’s Kitchen’

 

Marvel’s Daredevil + Lucifer AU FanFiction  (Crossover)

 

 

Pairing : Lucifer Morningstar x Matt Murdock

 

 

Title : The Devil of Los Angeles V. The Devil of Hell’s Kitchen

 

 

Rating : General

 

 

หมายเหตุ : ทางนี้ไม่เคยดูลูซิเฟอร์นะคะ เลยต้องบอกกันก่อนว่าคุณปีศาจตัวจริงต้องหลุดคาร์แน่ ๆ แต่เห็นผลโพลแล้วมันอดไม่ได้ อยากเขียนน55555 เราเมนคุงแมตต์ค่ะ เมนแพ้เลยมีฟิคปลอบใจ(ตัวเองมากกว่าปลอบใจเมน)แงงง55555555555555 เซ็ตติ้งก็ประมาณว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในงานประกวดความนิยมของเพจ Netflix Life ที่เอาตัวละครของเน็ตฟลิกซ์มาแข่งความนิยมกัน มีทั้งเรื่องสมมติ(เช่น เหตุการณ์ที่เกิดในซีรีส์) และเรื่องจริง(ซีรีส์โดนแคนเซิล) ปะปนกันไปค่ะ อันนี้ลิงก์โพลค่า https://www.facebook.com/317789505064849/posts/1171853956325062/

 

 

…..

 

 

แมตต์ เมอร์ด็อคพ่ายแพ้ต่อลูซิเฟอร์ มอร์นิ่งสตาร์

 

 

ท่ามกลางความยินดีและความผิดหวังของผู้ร่วมโหวตที่ผสมผสานปนเปกันไปหมด ปีศาจแห่งเฮลส์คิทเช่นนึกโล่งอกอยู่ในใจที่การแข่งขันอันยาวนานจบลงเสียที ชายหนุ่มค่อย ๆ คลำทางลงจากเวทีประกวดความนิยม แม้ว่าซีรีส์จะโดนแคนเซิลไปแล้วแต่เฮลส์คิทเช่นยังมีวายร้ายที่ต้องจัดการอยู่อีก เขาหยุดพักมานานเกินพอแล้ว ทว่า ยังเดินไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่ มือของคนตาบอดก็ถูกคว้าเอาไว้เสียก่อน

 

 

“เดี๋ยวก่อนสิ” น้ำเสียงเจ้าเล่ห์มากเสน่ห์ดังขึ้นขัดจังหวะ แดร์เดวิลหันไปตามทิศทางของเสียงเรียก ชายหนุ่มเอียงคอเล็กน้อย นอกจากแฟรงค์ที่ถูกเบื้องบนอย่างเน็ตฟลิกซ์แคนเซิลซีรี่ส์ไปเหมือนกัน แมตต์ก็ไม่รู้จักผู้เข้าแข่งขันคนไหนอีก โดยเฉพาะนายปีศาจตัวจริงที่ยืนอยู่ตรงนี้

 

 

มือที่ถูกคว้าไว้ค่อย ๆ คลายออก ลูซิเฟอร์จ้องมองดวงตาสีน้ำตาลสวยของอีกฝ่าย เขาตั้งใจจะยั่วยุให้เมอร์ด็อคแสดงความต้องการที่แท้จริงออกมา เพื่อสร้างความปั่นป่วนเป็นสีสันในงานเสียหน่อย แต่การสบตากับเป้าหมายในครั้งนี้ก็ไม่ได้ผลดังที่เจ้าของไนท์คลับต้องการ นั่นเป็นเพราะแมตต์ เมอร์ด็อคเป็นข้อยกเว้นเพียงอย่างเดียวในพลังควบคุมจิตใจของลูซิเฟอร์

 

 

ปีศาจอย่างเขาควบคุมจิตใจของคนตาบอดไม่ได้

 

 

บ่นงึมงำออกมาอย่างผิดหวัง ลูซิเฟอร์แสดงความไม่พอใจออกมาให้แมตต์รับรู้ได้อย่างชัดเจน แดร์เดวิลขมวดคิ้วกับคำบ่นที่ถึงแม้เขาจะได้ยิน แต่ก็ฟังไม่เข้าใจอยู่ดี อย่างไรก็ตามแต่ ถ้าทำให้ซาตานอารมณ์เสียเอาได้ แมตต์ไม่คิดว่าผลที่ตามหลังมาจะเป็นผลดีเสียเท่าไหร่

 

 

ถึงแม้จะมองไม่เห็น แต่ซุปเปอร์เซนส์ของแมตต์ก็สัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของลูซิเฟอร์ มันทำให้เขารู้สึกหวาดระแวงปีศาจตนนี้ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ จนถึงขั้นที่ต้องสร้างกำแพงอากาศปิดกั้นจิตใจหนาแน่นยิ่งกว่าเดิม

 

 

ด้วยเหตุนั้น ถึงแม้จะมีหลากหลายความรู้สึกแล่นพล่านอยู่ในร่าง แต่ศาลเตี้ยแห่งเฮลส์คิทเช่นก็เก็บอาการได้อย่างไร้ที่ติ แมตต์หันมาสนใจปีศาจตรงหน้า ที่เจ้าหมอนี่รั้งเขาเอาไว้ ก็คงเพราะมีอะไรอยากจะพูดนั่นล่ะนะ

 

 

“มีอะไ…” ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามถึงสิ่งที่นึกสงสัย ปลายนิ้วเรียวก็นาบลงบนริมฝีปากของทนายหนุ่มอย่างถือวิสาสะ แมตต์สะดุ้งโหยงกับความไวเหนือมนุษย์ของอีกฝ่าย สองขายาวก้าวถอยหลังไปเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ ซ้ำยังเผลอย่อตัวลงและยกแขนขึ้นมาตั้งการ์ดเตรียมต่อสู้อีกด้วย ลูซิเฟอร์เห็นอย่างนั้นแล้วก็หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างอดไม่ได้

 

 

…ตอนแรกก็แค่อยากเข้าไปหยอกล้อทักทายยั่วยุคู่แข่งที่เพิ่งแพ้ไปเท่านั้น แต่เพราะกำแพงสูงที่เมอร์ด็อคตั้งเอาไว้กั้นกลางระหว่างตัวเองกับโลกภายนอกดันถูกทำลายด้วยสัมผัสแผ่วเบา เพียงชั่วครู่ที่คนระวังตัวตลอดเวลาเผลอไผลจนเกิดช่องว่าง จ้าวแห่งนรกก็เกิดสนใจปีศาจแห่งเฮลส์คิทเช่นขึ้นมาทันที

 

 

คนที่ระมัดระวังตัวและปิดกั้นคนอื่น ถ้าไม่มีความลับซับซ้อนหรือจุดอ่อนที่น่าอับอาย ก็คงไม่มีเหตุผลอื่นใดอีก

 

 

มองสำรวจศาลเตี้ยตั้งแต่หัวจรดเท้า เทวดาตกสวรรค์ลดระยะห่างด้วยการก้าวประชิดตัวอีกฝ่าย ยิ่งสำรวจตัวตนของเมอร์ด็อคอย่างใกล้ชิด ลูซิเฟอร์ก็รู้สึกได้ว่าอะไรบางอย่างในตัวของมนุษย์คนนี้ดึงดูดเขาได้อย่างน่ามหัศจรรย์ บาดแผลฉกรรจ์ ความโศกเศร้า ความรู้สึกผิด ความดีงาม ความขัดแย้ง ความโกรธแค้น ความบ้าคลั่ง และอุดมการณ์อันแรงกล้าคือสิ่งที่ผสมผสานอยู่ในจิตวิญญาณของแมตต์ เมอร์ด็อค และคอยขับเคลื่อนชีวิตของชายคนนี้มาโดยตลอด

 

 

ยิ่งเข้าใกล้อีกฝ่ายมากเท่าไหร่ หรือยิ่งได้ยื่นมือออกไปสัมผัสเรือนร่างที่สมบูรณ์แบบภายใต้ชุดเกราะสีแดงปนดำ ลูซิเฟอร์ก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น ราวกับเด็กน้อยที่กำลังเปิดกล่องของขวัญไม่มีผิด

 

 

น่าสนใจ ช่างเป็นมนุษย์ที่งดงามและน่าสนใจเสียจริง เขาอยากมองตัวตนของเมอร์ด็อคให้ทะลุปรุโปร่งมากกว่านี้ อยากละเลียดเรื่องราวชีวิตของชายหนุ่ม และดื่มด่ำไปกับมันอย่างเพลิดเพลินตราบเท่าที่เขาจะพอใจ แม้จะรู้ดีว่าเขาไม่มีทางทำให้เมอร์ด็อคพูดความต้องการที่แท้จริงออกมาอย่างตรงไปตรงมาได้ก็ตาม

 

 

ถึงแม้ว่าคนหมู่มากจะเทคะแนนเลือกลูซิเฟอร์มากกว่าแดร์เดวิล แต่สำหรับลูซิเฟอร์แล้ว แมตต์ เมอร์ด็อค ก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่ได้รับสิทธิพิเศษเหนือผู้เข้าแข่งขันของเน็ตฟลิกซ์รายอื่น ๆ

 

 

ได้รับความสนใจทั้งหมดจากจ้าวแห่งนรกอย่างเขาแต่เพียงผู้เดียว

 

 

……

Advertisements
Posted in Other FanFictions

Triple Frontier FanFiction [ No Pairing ] ‘We Gotta Stick Together’

 

Triple Frontier FanFiction

 

No Pairing

 

Characters : Redfly, Pope, Ironhead, Catfish, Benny

 

Title : We Gotta Stick Together

 

Rating : General

 

 

**หมายเหตุ : ฟิคเรื่องนี้สปอยนะคะ คนที่ยังดูไม่จบหรือยังไม่ได้ดูถ้าไม่อยากโดนสปอยก็อย่าเพิ่งอ่านนะคะ ส่วนคนที่ดูแล้ว ฟิคเราเป็นเหมือนส่วนต่อขยายของตอนจบค่ะ เป็นไทม์ไลน์หลังตอนจบไปปีนึงล่ะ (ปล.เราเมนโป๊ปค่ะ เนื้อหาเลยไปเน้นที่โป๊ปและมุมมองของโป๊ปฮือออ55555555)

 

 

…..

 

 

 

ถึงแม้จะเป็นเวลากลางวันที่พระอาทิตย์ส่องแสงเจิดจ้า แต่อากาศบนยอดเขาสูงอย่างนี้ก็หนาวเย็นเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

 

 

แสงสีทองสาดส่องกระทบหิมะสีขาวบนยอดเขาที่อยู่ห่างออกไป ซานติเอโก้ การ์เซียร์ หรือที่เพื่อน ๆ ชอบเรียกกันว่า ‘โป๊ป’ ยืนเหม่อมองความงดงามของธรรมชาติอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสลับไปก้มมองหุบเหวลึกตรงหน้า ชายหนุ่มลาตินอเมริกันกระชับเสื้อโค้ตเล็กน้อย แล้วหันไปมองอดีตเพื่อนทหารผมทองที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กัน

 

 

กรอบแกรบ ๆ เศษกระดาษสีขาวในมือของโป๊ปถูกขยำจนเป็นก้อนกระดาษกลม ๆ เจ้าของหมวกแก๊ปซุกมันไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ต ตัวเลขพิกัดสถานที่ที่เคยถูกเขียนด้วยลายมือหวัด ๆ ลอยขึ้นมาในหัวอีกครั้ง

 

 

“น่าจะเป็นที่นี่นั่นล่ะ” ไอรอนเฮดหันไปสบตากับโป๊ป ทั้งคู่พยักหน้าให้กันเงียบ ๆ ไม่มีใครยิ้มออกมา รวมทีม 5 คน สูญเสียไป 1 คน และคนที่เหลือรอดก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่ยากจะลบล้างให้หายไปได้

 

 

เมื่อหนึ่งปีก่อน ทอม ‘เรดฟลาย’ เดวิส กัปตันของพวกเขาถูกยิงเจาะทะลุเข้าที่ศีรษะจนเสียชีวิต และวันนี้ก็เป็นวันครบรอบวันตายของเขา โป๊ป ไอรอนเฮด เบนนี่ และแคทฟิชกลับไปยังจุดเกิดเหตุอีกครั้ง หนึ่งในนั้นเทวิสกี้ชั้นดีราดพื้นหิมะที่เริ่มจะละลาย พวกเขามองไม่เห็นคราบเลือดเหมือนอย่างที่เคยเห็นในอดีต บางทีหิมะที่ละลายแล้วอาจชะล้างมันให้สะอาดเอี่ยมอ่อง หรือบางทีหิมะที่ตกลงมาใหม่อาจทับถมมันจนมองไม่เห็น ไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่ก็ไม่มีใครถามอะไรไร้สาระแบบนี้ออกมา

 

 

ได้แต่ลิ้มรสชาติวิสกี้ผ่านทางกลิ่นที่ระเหยออกมาจากหิมะขาวสะอาด ทุกคนในที่นั้นยืนก้มหน้ามองพื้นอยู่นิ่ง ๆ โดยเฉพาะโป๊ปที่เห็นภาพความกระตือรือร้นในอดีตของตัวเองย้อนกลับมาเป็นฉาก ๆ ภาพของตัวเขาเองที่พยายามโน้มน้าวใจเรดฟลายให้รับภารกิจสิ้นคิดแบบนี้ช่างชัดเจนราวกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นมาไม่นานนัก

 

 

กลับมาที่ปัจจุบัน หลังจากแวะไปดูจุดที่ร่างไร้วิญญาณของเรดฟลายเคยนอนตายอยู่ตรงนั้น พวกเขาทั้งสี่คนก็มาถึงหุบเหวตามที่พิกัดในกระดาษโน้ตระบุไว้ เบนนี่กับแคทฟิชกำลังทยอยขนอุปกรณ์ขุดเจาะออกมาจากกระเป๋าสัมภาระ ในขณะที่โป๊ปและไอรอนเฮดกำลังมองประเมินหุบเหวฝังเงินล้านของพวกเขาอยู่อย่างนั้น

 

 

ใช่แล้ว ในที่สุดพวกเขาก็กลับมาที่นี่ มารำลึกถึงความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ แล้วก็มาขนเงินก้อนโตกลับบ้าน

 

 

“พวกนายเป็นยังไงบ้าง?” เป็นโป๊ปที่เอ่ยแหวกความเงียบขึ้นมาก่อน ไอรอนเฮด หรือชื่อจริงก็คือวิลเลียม มิลเลอร์ถอนหายใจออกมา เขาก็ยังคงตระเวนพูดให้คำแนะนำเหล่าทหารเช่นเคย ส่วนเบนนี่ก็ยังต่อยมวย และแคทฟิชก็วุ่นวายอยู่กับลูกเมีย ทุก ๆ คนต่างก็ใช้ชีวิตต่อไปอย่างธรรมดาสามัญ ติดต่อกันบ้างตามเรื่องตามราว แคทฟิชตามมาดูเบนนี่ขึ้นชกบ้าง จะมีก็แต่โป๊ปที่หายเงียบไป ไอรอนเฮดพอจะเดาได้ว่าโป๊ปน่าจะย้ายไปอยู่ที่ออสเตรเลียถาวร แต่ก็ไม่เคยได้รับการติดต่อกลับจากอีกฝ่ายเลยสักครั้ง

 

 

เห็นได้ชัดว่าใครบางคนยังแบกรับความรู้สึกผิดเอาไว้บนบ่า กอดกกมันไว้เหมือนกับว่ามันเป็นความผิดของเขาแต่เพียงผู้เดียว ไม่ยอมที่จะวางมันลงสักครั้ง

 

 

และเจ้าคนที่เงียบหายไปก็ละอายใจเกินกว่าที่จะมองหน้ามอลลี่และลูกสาวของเรดฟลายได้ตรง ๆ ละอายใจเกินกว่าที่กลับมาคลุกคลีกับพวกเขาทั้งทีมได้อีกครั้ง

 

 

แต่สุดท้ายพวกเขาทั้งสี่คนก็มาเจอกันโดยบังเอิญที่หน้าหลุมศพของเรดฟลาย หลังจากนั้นโป๊ปที่หนีไปไหนไม่รอดเหมือนกับปลาที่ติดอยู่ในอวน ก็โดนลากขึ้นเครื่องบินมาลงที่บราซิลทั้งอย่างนั้น

 

 

และกระดาษโน้ตที่ระบุพิกัดทิ้งเงินเอาไว้ก็ถูกส่งต่อให้แคทฟิชอย่างจำใจ ก่อนที่แคทฟิชจะส่งคืนให้เขาในภายหลัง

 

 

ตลอดการเดินทางด้วยเครื่องบินลำเล็กที่ไอรอนเฮดหามาได้ โป๊ปเอาแต่เงียบไม่ก็นอนหลับ พูดคุยเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ขลุกอยู่แต่ในโลกของความฝันและเสียงเพลงจากหูฟังส่วนตัว จนไอรอนเฮดอดคิดไม่ได้ว่า หลังจากที่ได้เงินไปแล้วและแยกย้ายกันกลับไปใช้ชีวิตของตัวเอง โป๊ปจะหนีหายเข้ากลีบเมฆไปอีกครั้ง

 

 

ไอรอนเฮดสนิทกับเรดฟลายก็จริง แต่เขาก็สนิทกับโป๊ปมากพอ ๆ กัน เพราะอย่างนั้นถึงได้จงใจทิ้งโน้ตพิกัดเอาไว้ให้ เพื่อหาเรื่องให้พวกเขามีเหตุจำเป็นที่ต้องเจอกันอีกครั้ง

 

 

ไอรอนเฮดอยากจะรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ให้เหมือนในอดีต แต่ระหว่างพวกเขา การพูดคุยนั้นยากกว่าการกระทำเสมอ พวกเขาทุกคนในหน่วยไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญด้านความรู้สึก คงต้องโทษสงครามที่ให้ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาด้านชาไปหมด

 

 

และถึงต่อให้เขาเกลี้ยกล่อมยังไง โป๊ปก็คงเลือกที่จะหายไปจากชีวิตของพวกเขาอีกอยู่ดี กับเรื่องแบบนี้ โป๊ปเป็นคนหัวรั้นขนาดนั้นเลยล่ะ

 

 

“ว่าไง? สรุปว่าพวกนายเป็นยังไงกันบ้างล่ะ?” เห็นคนผมบลอนด์เงียบไป โป๊ปก็เอาศอกกระทุ้งอีกฝ่ายเบา ๆ เป็นเชิงเรียกสติ พร้อม ๆ กับทวนคำถามไปด้วย ไอรอนเฮดสูดลมหายใจเข้าเล็กน้อย ไล่ความคิดวุ่นวายในหัวออกไปชั่วครู่ ชายหนุ่มหันไปมองเพื่อนสนิทด้วยสายตาที่จริงจัง จนคนถูกจ้องต้องเลิกคิ้วสงสัย

 

 

“ปีหน้าก็กลับมาที่นี่กันอีกไหม”

 

 

ไม่ได้ตอบคำถามที่อีกฝ่ายถามเอาไว้ก่อนหน้านี้ แต่ไอรอนเฮดกลับเป็นฝ่ายเอ่ยประโยคเชิญชวนออกมาเสียอย่างนั้น

 

 

“หา?” พูดออกมาได้แค่นั้น มือทั้งสองข้างของไอรอนเฮดก็วางแหมะลงบ่นบ่าของโป๊ป ท่าทีจริงจังแบบนั้นทำให้โป๊ปแน่นิ่งไปพักใหญ่

 

 

“อย่างน้อยก็กลับมาเจอกันที่นี่ทุกปีได้ไหม? ก่อนหน้าที่จะมาที่นี่ พวกเราก็ไปเจอกันที่สุสานทอม แล้วจากนั้นก็ค่อยบินมาขุดเงิน ยังไงเงินเยอะขนาดนั้นก็แบกไปไม่หมดในคราวเดียวอยู่แล้ว ก็ทำให้มันเป็นธรรมเนียมแต่ละปีของพวกเราไปเลยสิ”

 

 

“เข้าท่านี่ ยังกะงานเลี้ยงรวมรุ่นแหนะ” แคทฟิชโผล่มาร่วมวงสนทนาด้วย โดยมีเบนนี่เดินตามหลังมาพร้อมกับขดเชือกและลวดสลิงสองอ้อมแขน

 

 

“ไม่เลว ๆ” เบนนี่ย้ำ “แบบนั้นฉันเอาด้วย”

 

 

“ถ้างั้นก็เป็นอันว่าตกลงนะพวก”

 

 

“จะบ้าเรอะ ฉันยังไม่ทันได้ตกลงเลยนะโว้ย” โป๊ปทำท่าเหมือนจะโวยวายใส่ไอรอนเฮดที่เปลี่ยนจากจับบ่ามาเป็นโอบไหล่เขาเอาไว้ แต่อย่างน้อยสามคนที่เหลือก็ช่างสังเกตมากพอที่จะเห็นความโล่งใจบนสีหน้าของอดีตเพื่อนร่วมรบ

 

 

สิ่งที่โป๊ปต้องการไม่ใช่เงิน แต่เป็นข้ออ้างที่จะกลับมารวมตัวกับทีมอีกครั้งต่างหาก ตัวเขาในตอนนี้ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะก้าวข้ามและผ่านพ้นความรู้สึกผิดในใจไปได้ แต่อย่างน้อยตอนนี้เขาก็มีข้ออ้างที่สามารถเอาชนะความรู้สึกผิดและความละอายใจไปได้ชั่วคราว

 

 

จนกว่าเวลาจะเยียวยาอาการของเขาให้ทุเลาลง และไม่ต้องพึ่งพาข้ออ้างใด ๆ ในการรวมทีมอีกแล้ว

 

 

“เอาล่ะพวก เริ่มงานกันได้แล้ว ปีนี้อย่างน้อยต้องขุดกลับไปให้ได้หนึ่งกระเป๋านะเว้ย”

 

 

“จัดไป”

 

 

แคทฟิชกับเบนนี่เริ่มแจกจ่ายอุปกรณ์สำหรับโรยตัว อุปกรณ์ขุดเจาะสำหรับรบรากับกองหิมะ ไฟฉายและถ่านหลายก้อน โป๊ปรับอุปกรณ์เหล่านั้นมา เขามองภาพเพื่อนตรงหน้าสามคนที่เริ่มคุยกันสัพเพเหระ หยอกล้อกันตามประสา เห็นอย่างนั้นแล้วก็อดยิ้มออกมาบาง ๆ ไม่ได้

 

 

ทันใดนั้นก็พลันได้ยินเสียงของเรดฟลายดังขึ้นมาในหัว ความทรงจำในอดีตเผลอซ้อนทับเข้ากับภาพที่เห็นในปัจจุบัน โป๊ปรู้สึกเหมือนตัวเองย้อนวัยกลับไปเป็นสมาชิกในหน่วยของเรดฟลายอีกครั้ง ราวกับว่าเทือกเขาสูงในอเมริกาใต้พลันกลายไปเป็นค่ายทหารที่เขาคุ้นชิน เสื้อโค้ตกันหนาวที่สวมอยู่ก็กลายเป็นเครื่องแบบทหารเหม็นเหงื่อ แถมพื้นที่ว่างเปล่าก็พลันปรากฏร่างสูงใหญ่ของกัปตันหน่วยยืนกอดอกอยู่ข้าง ๆ

 

 

พวกเขาทั้งสองคนกำลังจ้องมองไปยังสมาชิกที่เหลือที่เริ่มโต้คารมกันไปมาอย่างสนุกสนาน นิ้วกลางถูกยกชูใส่กันรัว ๆ

 

 

‘ไม่เลวเลยใช่มั้ยล่ะ?’

 

 

เรดฟลายในความทรงจำของโป๊ปเอ่ยออกมาอย่างนั้น ฝ่ายโป๊ปหลังจากที่กะพริบตาอีกครั้งก็กลับมายืนอยู่ในเหตุการณ์ปัจจุบัน ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมา ท่าทีเหมือนเอือมระอา แต่ก็ยังคงมีรอยยิ้มบาง ๆ ประดับประดาอยู่บนใบหน้า

 

 

ชีวิตของเขา ไม่ว่ายังไงก็คงตัดขาดจากคนพวกนี้ไปไม่ได้จริง ๆ นั่นล่ะนะ

 

 

……………….

Posted in Other FanFictions

SEAL Team FanFiction [ Jason Hayes x Clay Spenser ] ‘Some Apples Fall Far From The Tree.’

 

SEAL Team FanFiction

 

 

Pairing :  Jason Hayes x Clay Spenser

 

 

Title : Some Apples Fall Far From The Tree.

 

 

Rating : General

 

 

 

………

 

 

เจสัน เฮยส์ เกลียดแอชสเปนเซอร์

 

 

อันที่จริงก็ไม่ได้มีแค่เฮยส์คนเดียว แต่ซีลทุกคน โดยเฉพาะ DEVGRU ต่างก็ไม่ชอบสเปนเซอร์กันทั้งนั้น ตั้งแต่ที่ชายคนนั้นเริ่มต้นเขียนหนังสือตีแผ่ประสบการณ์ในฐานะอดีตซีล ทั้งเพื่อนและคนรู้จักในหน่วยต่างก็หันหลังให้เขากันทุกคน ‘สเปนเซอร์’ กลายเป็นนามสกุลต้องห้ามที่ถ้าใครคนใดในวงสนทนาเอ่ยถึง คนที่เหลือก็มักจะย่นจมูกด้วยท่าทีรังเกียจทุกครั้งไป

 

 

นั่นก็เพราะว่าภารกิจของซีลเป็นเรื่องลับ ปฏิบัติการหลาย ๆ อย่างไม่ควรนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชน ดังนั้นคนปากโป้งอย่างสเปนเซอร์จึงนับว่าเป็นคนทรยศคนหนึ่ง ซึ่งคนอย่างเฮยส์ตั้งปณิธานเอาไว้ว่าจะไม่มีทางลดตัวลงไปเกลือกกลั้วหรือคบค้าสมาคมด้วยเด็ดขาด

 

 

จนกระทั่งวันหนึ่ง โชคชะตาเกิดเล่นตลก ลิขิตให้เขาได้มาเจอกับชายหนุ่มเลือดร้อนผู้มั่นอกมั่นใจในตัวเอง ‘เคลย์ สเปนเซอร์’

 

 

ลูกชายคนเดียวของคนทรยศคนนั้น

 

 

“เฮ่ เจซ นั่นไง ลูกชายของแอช สเปนเซอร์ เห็นอดัมว่าฝีมือดีไม่เลวเชียวล่ะ”

 

 

เรย์ เพอรี่ เพื่อนสนิทและหมายเลขสองของบราโว่ทีมสะกิดไหล่เจสันเบา ๆ พร้อม ๆ กับใช้ส้อมจิ้มอาหารใส่ปากไปด้วย

 

 

ขณะนี้บราโว่ทีมทั้ง 5 คนนั่งอยู่ในโรงอาหารของศูนย์ฝึกกรีนทีม โดดเด่นอยู่ท่ามกลางเด็กฝึกกรีนทีมที่มองพวกเขาด้วยสายตาเป็นประกายระยิบระยับ เจสันพ่นลมหายใจดังหึ ก่อนจะลอบมองยังจุดที่เรย์พยักพเยิด เช่นเดียวกับซันนี่ ควินน์ที่ละความสนใจจากมื้อเที่ยงแล้วหันไปมองหาเจ้าของนามสกุลต้องสาปคนนั้นด้วยอีกคน

 

 

“โห แม่เจ้าโว้ย” คนเท็กซัสเพียงคนเดียวในทีมจุ๊ปากหลังจากที่อุทานเสร็จ “หมอนี่ยังกะหลุดออกมาจากปกGQ”

 

 

“ไม่ใช่ว่านายควรสนเรื่องฝีมือมากกว่าหน้าตาหรอกเหรอ” เทรนต์ว่าพลางเคี้ยวขนมปังในปากไปด้วย ส่วนบร็อคจ้องมองชายหนุ่มผมบลอนด์ตรงนั้นอย่างเพ่งพินิจ ก่อนจะสลับไปมองเซอร์เบอรัส สุนัขสีดำของเขาที่นอนหมอบอยู่ใต้โต๊ะอย่างสบายใจ

 

 

ไม่รู้ว่าบร็อคคิดไปเองหรือเปล่า แต่ลูกชายของแอช สเปนเซอร์ ดู ๆ ไปแล้วก็มีพลังงานอะไรบางอย่างที่ชวนให้รู้สึกเอ็นดูเหมือนกับเจ้าหมาของเขาอย่างไรไม่รู้

 

 

“ถึงจะฝีมือดีแค่ไหน แต่ได้ชื่อว่าเป็นลูกชายสเปนเซอร์ ฉันก็ไม่สนใจเอาเข้าทีมหรอก”

 

 

พอเจสันตัดบทอย่างนั้น การสนทนาจึงจบลงกลางอากาศ คนในทีมเปลี่ยนหัวข้อไปคุยเรื่องอื่นกันอย่างรู้งาน สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครสนใจเจ้าเด็กสเปนเซอร์คนนั้นอีก

 

 

สำหรับเจสันแล้ว เจ้าเด็กสเปนเซอร์ก็เป็นแค่ลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้น เป็นแอช สเปนเซอร์เวอร์ชั่นอายุน้อยที่ทั้งดื้อรั้น เย่อหยิ่ง ยึดมั่นในความคิดของตัวเองเป็นหลัก ในฐานะที่เจสันเป็นหัวหน้าของบราโว่ทีม เขาไม่ชอบลักษณะของคนที่เป็นเช่นนี้เอาเสียเลย อ้างอิงจากประสบการณ์ที่ผ่านมา คนที่ดื้อรั้น ปิดใจและไม่ยอมรับใครง่าย ๆ มักสร้างปัญหาและทำให้ทีมตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายเป็นประจำ

 

 

ทว่า เป็นเพราะอะไรบางอย่างที่ทำให้เด็กคนนั้นดึงดูดความสนใจของเขา อาจจะเป็นเพราะเคลย์ทำให้เขานึกถึงเพื่อนสนิทอย่างเนทที่เพิ่งตายไป หรืออาจเป็นเพราะความดื้อดึงที่กระตุ้นให้เขาอยากกำราบสั่งสอนอีกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลอะไรก็ตาม ตั้งแต่จบภารกิจที่ลิเบีย เจสันก็แอบติดตามการเติบโตของเคลย์มาโดยตลอดอย่างลับ ๆ

 

 

และเพราะอย่างนั้น เจสันถึงได้รู้ว่าเคลย์ สเปนเซอร์ แม้ภายนอกจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่มั่นอกมั่นใจในตัวเองเสียเต็มประดา แต่ก็เป็นเด็กฉลาดที่มีความกระตือรือร้นในงานที่ได้รับมอบหมาย และให้ความสำคัญกับพวกพ้องมากกว่าชีวิตของตัวเอง ไม่ใช่คนน่ารังเกียจเห็นแก่ชื่อเสียงเงินตราเหมือนอย่างพ่อของเขา

 

 

ก็แค่เด็กมีปมคนหนึ่งที่ถูกพ่อแท้ ๆ ตีตัวออกห่างตั้งแต่เด็ก ๆ และต้องอยู่ใต้เงาของผู้เป็นพ่อมาโดยตลอด

 

 

ก็แค่เด็กคนหนึ่งที่พยายามก้าวข้ามสายตาและความเกลียดชังที่ผู้เป็นพ่อรังสรรค์ไว้

 

 

ก็แค่เด็กที่กระตือรือร้นและต้องการพิสูจน์ตัวเองอยู่ตลอดเวลา

 

 

เคลย์ไม่เคยหนีจากนามสกุลสเปนเซอร์ เขารู้ดีว่าไม่มีทางหนีมันพ้น เพราะอย่างนั้นถึงได้ตัดสินใจลุกขึ้นสู้กับมันอย่างกล้าหาญ แบกรับความเกลียดชังที่คนทั้งหน่วยโยนมาให้แล้วมุ่งมั่นพิสูจน์ตัวเองต่อไป

 

 

เป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่พยายามดิ้นรนเอาตัวรอดในสังคมแห่งความเกลียดชัง เด็กที่ยากจะเชื่อใจใครสักคนเพียงเพราะรอบตัวเขามีแต่อคติมากมาย

 

 

ทั้งพ่อของเขา ทั้งคนที่เกลียดพ่อของเขา ทุกอย่างบ่มเพาะเคลย์ขึ้นมาให้กลายเป็นคนอย่างที่เป็นอยู่ พอนึกได้อย่างนี้แล้วเจสันก็รู้สึกผิดขึ้นมาชั่วขณะ เขาเองก็เป็นหนึ่งในคนที่มองเคลย์ด้วยสายตาอย่างนั้น คนที่ทำให้มุมมองความคิดของเจ้าเด็กสเปนเซอร์บิดเบี้ยวไป และเป็นหนึ่งในคนที่มองอะไรอย่างตื้นเขิน โดยไม่ได้ตระหนักเลยว่าเคลย์เองก็เป็นคนที่โดนทรยศ….เป็นเหยื่อของแอช สเปนเซอร์เช่นเดียวกัน

 

 

เพราะอย่างนั้น เจสันถึงได้รู้สึกว่าการดูแลรับผิดชอบเคลย์เองก็เป็นสิ่งที่เขาควรทำ อีกทั้งเด็กคนนั้นก็ไม่ได้ไร้ฝีมืออะไร ขอเพียงแค่นำไปขัดเกลาความสามารถที่มี ก็ทำให้เคลย์กลายเป็นเพชรเม็ดงามและบุคลากรชั้นยอดของ DEVGRU ได้ในอนาคต ดังนั้น เจสัน เฮยส์แม้ภายนอกจะทำเป็นลังเลไม่แน่ใจ แต่สุดท้ายก็เลือกเคลย์ สเปนเซอร์มาเป็นสมาชิกคนที่หกของบราโว่ทีมจนได้

 

 

(ซึ่งจากการสังเกตอย่างลับ ๆ ของเรย์ เมื่อไหร่ก็ตามที่คนตรง ๆ อย่างเจสัน เฮยส์ต้องรับมือกับเรื่องของสเปนเซอร์คนลูก เขาก็มักจะกลายร่างเป็นคนปากไม่ตรงกับใจได้เสมอ)

 

 

และเมื่อเจสันตัดสินใจอย่างนั้น เคลย์จึงกลายมาเป็นบราโว่6อย่างเป็นทางการ น่าแปลกที่สมาชิกคนอื่น ๆ ไม่มีใครคัดค้าน และน่าแปลกยิ่งไปกว่านั้น เมื่ออยู่ไปนาน ๆ สมาชิกคนอื่น ๆ ก็ล้วนถูกเจ้าเด็กสเปนเซอร์ตัวแสบทำเสน่ห์ใส่เข้าอย่างจัง แต่ละคนถึงแม้ต่อหน้าจะปฏิบัติต่อเคลย์เหมือนเป็นแค่รุกกี้ทั่ว ๆ ไปคนหนึ่ง แต่เอาเข้าจริงแล้วพอคล้อยหลังเคลย์ ทุกคนต่างก็กางเขี้ยวเล็บพร้อมปกป้องน้องน้อยคนเดียวในทีมอย่างลับ ๆ หากเป็นเรื่องนี้ล่ะก็ พวกเขาสมัครสมานสามัคคี ทำงานอย่างเข้าขากันดีกันโดยที่เจสันยังไม่ต้องเอ่ยปากออกคำสั่งอะไรเลยเสียด้วยซ้ำ

 

 

นั่นคงเป็นข้อดีของการมีสมาชิกอายุน้อยอยู่ในทีม เคลย์อายุแค่ 28 ปี ห่างกับพวกเขาตั้งสิบกว่าปีเป็นอย่างต่ำ ความไฟแรงและความสดใหม่ของเจ้าหนูช่วยให้คนอายุมากอย่างพวกเขากระชุ่มกระชวยขึ้นกว่าเดิม มีสีสันมากกว่าเดิม และยิ้มออกมามากกว่าเดิม

 

 

โดยเฉพาะเจสัน ที่มักจะต้องเผลอยิ้มทุกครั้งไป เมื่อเห็นเคลย์ร่วมหยอกล้อกับสมาชิกคนอื่น ๆ หรือตอนที่เห็นเคลย์ส่งยิ้มและลูบหัวเซอร์เบอรัสอย่างอ่อนโยน เรียกได้ว่า ทุกการกระทำของชายหนุ่มผมบลอนด์เข้ม ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ล้วนอยู่ในสายตาของเจสัน เฮยส์ตลอดเวลา

 

 

ภาพลักษณ์ที่ดูอ่อนเยาว์น่าเอ็นดูของเคลย์ถูกตอกย้ำให้เด่นชัดขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มยิ้มกว้างจนตาหยี หรือหัวเราะออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ และสิ่งเหล่าล้วนมีอิทธิพลกับเจสัน ทุกครั้งที่เขาเห็นภาพเหล่านั้น ชายวัยกลางคนมักจะรู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นเร็วแรงกว่าปกติ เหมือนกับช่วงเวลาที่เขาและอลาน่าเคยเดทกันครั้งแรก

 

 

“เฮ่ เรย์ นายว่าพักนี้บอสดูแปลก ๆ ไปมั้ย หรือฉันคิดไปเอง เวลาบอสมองสเปนซ์มันดู…พิลึก ๆ ยังไงก็ไม่รู้ หวานแหววยิ่งกว่าบร็อคตอนมองเซิร์บอีก”

 

 

ซันนี่ หมายเลขสามของทีมแอบกระซิบกระซาบกับเรย์ ขณะเดียวกันก็แบกสัมภาระเดินเข้าไปในเครื่องบินทหารลำใหญ่ไปด้วย เรย์หันไปมองเซอร์เบอรัสที่ส่งเสียงเห่ากับคำนินทาระยะไกลของคนเท็กซัส ก่อนจะเสมองไปทางหัวหน้าทีมที่เดินอยู่ข้าง ๆ น้องใหม่ผมบลอนด์เข้ม

 

 

“ลองเจซได้ยินนายพูดอย่างนั้นสิ รับรองหมอนั่นอัดนายไม่ยั้งแน่” เรย์หัวเราะ หันไปทักทายบร็อคและเซอร์เบอรัสที่เดินมาสมทบกับพวกเขาพอดี ซันนี่โอดครวญเบา ๆ กับคำเตือนนั้น แต่ก็ยอมเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปคุยเรื่องอื่นแทน

 

 

ฝ่ายเจสัน เฮยส์ถึงแม้จะเดินตามหลัง มองไม่เห็นสีหน้า และไม่ได้ยินว่าทั้งคู่คุยอะไรกันแน่ แต่อย่างไรเสียเขาก็เป็นหัวหน้าของคนพวกนี้มาตั้งกี่สิบปี มีหรือจะเดาไม่ออกว่าลูกทีมนินทาเขาอยู่ และถึงขั้นเดาได้เสียด้วยซ้ำว่านินทาเขาเรื่องอะไรอยู่

 

 

แต่เอาเถอะ ถ้าไม่ได้พูดออกมาก็ไม่เป็นไรหรอก….

 

 

“บอส?”

 

 

“หืม?”

 

 

“ให้ตายเถอะ คุณไม่ได้ฟังผมเลยนี่นา” เคลย์เงยหน้ามองคนสูงกว่า ชายหนุ่มผมบลอนด์กลอกตาไปมา ก่อนจะเอ่ยทวนคำถามคาใจที่มีต่อภารกิจครั้งนี้อีกรอบ ซึ่งคราวนี้เจสันตั้งใจฟังเต็มที่ คนต่างวัยเดินคุยถกเถียงกันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเข้าไปในเครื่องบินโดยสารลำใหญ่ เมื่อวางสัมภาระในเครื่องบินแล้วจึงแยกย้ายไปติดตั้งเปลแขวนของแต่ละคนตามปกติ

 

 

ซันนี่ที่เห็นทุกอย่างมาตั้งแต่ขึ้นเครื่องรู้สึกคันปากยุบยิบ แต่เห็นได้ชัดว่าเรย์ไม่อยากคุยเรื่องนี้ เขาจึงเดินไปหาลิซ่า เดวิสที่กำลังจัดกล่องอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ให้เรียบร้อยอยู่ที่มุมในสุดของเครื่องบิน

 

 

“เฮ่ เดวิส เธอว่าบอสกับสเปนซ์มีอะไรกันรึเปล่า ฉันว่าดูบอสจะปิ๊งปั๊งกับเจ้าGQนี่ยังไงก็ไม่รู้”

 

 

หญิงสาวโลจิสติกในทีมได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะออกมาเบา ๆ เห็นอย่างนี้แล้วแต่คนใจร้อนหุนหันพลันแล่นอย่างซันนี่ก็เป็นคนที่ไวต่อเรื่องละเอียดอ่อนอยู่เหมือนกัน ใช่แล้ว ใครจะไม่ทันสังเกตกันล่ะว่าเจสัน เฮยส์เป็นห่วงเคลย์มากขนาดไหน บางทีก็เป็นห่วงและปกป้องดูแลจนเกินความจำเป็นเสียด้วยซ้ำ

 

 

อีกทั้งสายตาที่มองเคลย์เปลือยท่อนบนตอนออกกำลังกายยังเปล่งประกายวาววาบอย่างอันตรายอีกต่างหาก ถ้าจะให้เดวิสเปรียบเทียบล่ะก็ คงเหมือนกับหมาป่าหิวโหยที่จ้องมองลูกแกะหลงฝูงอย่างไรอย่างนั้น

 

 

ทุกอย่างออกจะชัดเจนขนาดนี้แท้ ๆ เดวิสเชื่อว่าทุกคนในทีมดูออกหมด แม้กระทั่งแบล็กเบิร์นหรือเซอร์เบอรัสก็ดูออก จะมีก็แต่สเปนเซอร์คนลูกนั่นล่ะที่ไม่เคยรู้ตัวเลยสักครั้ง

 

 

“อืม นั่นสินะ” หญิงสาวผิวแทนสวยเอ่ยยิ้ม ๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อไป ปล่อยให้ซันนี่ที่ได้รับการยืนยันข้อสงสัยแบบอ้อมโลกฟาดหมัดลงบนฝ่ามือ เปล่งเสียงตะโกนออกมาว่า ‘กะแล้วเชียว!’ จนเทรนต์ที่กำลังหลับสบายถึงกับตื่นมามองเขม่นใส่ตาขวาง ส่วนเจสันเหลือบมองหมายเลขสามของทีมเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปลอบมองเคลย์ที่กำลังหลับสนิทต่อเหมือนเดิม ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

 

 

จังหวะนั้น เรย์ที่อยู่นอนเหยียดขาอยู่บนเปลข้าง ๆ เจสันพลันเห็นรอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของเพื่อนสนิท ชายหนุ่มผิวเข้มส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา ก่อนจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

 

 

เจสัน เฮยส์เกลียดแอช สเปนเซอร์ก็จริง

 

 

แต่สุดท้ายแล้ว เขากลับเป็นฝ่ายตกหลุมรักลูกชายหัวดื้อของแอช สเปนเซอร์เสียเอง

 

 

 

……

Posted in DC - All Media Types

GOTHAM FanFiction [ Eduardo Dorrance x Jim Gordon ] ‘An Old Flame Never Dies’

 

GOTHAM FanFiction

 

Pairing : Eduardo Dorrance x Jim Gordon

 

Title : An Old Flame Never Dies

 

Rating : General

 

หมายเหตุ : เป็น What If ที่ต่างไปจากซีนแรกพบของออฟฟิชเชียลค่ะแงงง555555555

 

 

…..

 

 

จิม กอร์ดอนรู้จักกับเอดูอาร์โด้ ดอแรนซ์ครั้งแรกในสนามรบ ทั้งคู่เป็นทหารที่ประจำการอยู่หน่วยเดียวกัน ทำงานด้วยกัน และต้องใช้เวลาอยู่พักหนึ่ง คนที่ชอบอยู่เงียบ ๆ อย่างพวกเขาถึงได้เริ่มสนิทสนมกัน

 

 

เอดูอาร์โด้เป็นเพื่อนที่ดี ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและซากศพที่เละเสียจำหน้าไม่ได้ว่าใครเป็นใคร จิมมักจะไว้วางใจให้เอดูอาร์โด้ระวังหลังให้เสมอ และเขาเองก็มักจะระวังหลังให้เอดูอาร์โด้เช่นกัน

 

 

คนส่วนใหญ่หากทำอะไรได้ดี ก็คงชอบและภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำ แต่นั่นไม่ใช่กับจิม ถึงแม้ว่าจิมจะเป็นนายทหารมากฝีมือก็ตาม แต่จิมก็ไม่เคยชอบสงคราม เขาไม่เคยรู้สึกดีในเวลาที่มือเปื้อนเลือด เขาเกลียดสนามรบ เขาเกลียดที่ตัวเองสามารถฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็นราวกับเป็นเพียงแค่เครื่องจักรสังหารไร้หัวใจ เขาเกลียดที่ตัวเองสามารถฆ่าคนได้เพียงเพราะต้องการมีชีวิตรอดกลับไปบ้านเกิด แต่ก็เป็นเพราะสงครามนี่ล่ะ ที่ทำให้เขาได้พบกับเอดูอาร์โด้ ดอแรนซ์คนนี้

 

 

ซึ่งนั่นเป็นข้อดีเพียงข้อเดียวของสงครามที่จิมพอจะคิดออก

 

 

หลังจากที่ปลดประจำการและกลับมาที่ก็อตแธม จิมก็ไม่มีเวลานึกถึงความทรงจำเก่า ๆ อีก บ้านเกิดเมืองนอนของจิมเองก็เลวร้ายไม่ต่างไปจากสนามรบ มีคนตายเกลื่อนถนนทุกวัน ระบบโครงสร้างต่าง ๆ ทั้งของรัฐและเอกชนก็เต็มไปด้วยคนคดโกงที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก ไม่ว่าใครต่างก็หาประโยชน์ให้ตัวเองจากความเดือดร้อนของคนบริสุทธิ์ อาจจะพูดได้ว่าความยุติธรรมไม่เคยเกิดขึ้นจริงในเมืองนี้เลยก็ว่าได้

 

 

ใช่ ก็อตแธมไม่ใช่เมืองที่น่าอยู่ จิมเห็นด้วยกับประโยคนี้ตั้งแต่ย่างเท้าก้าวเข้ามาในตัวเมือง กลิ่นท่อน้ำสกปรกและกลิ่นสาบหนูทำให้ชายหนุ่มผมบลอนด์ย่นจมูกเล็กน้อย เขามีความรู้สึกติดลบกับเมืองแห่งนี้ ทั้งเรื่องอาชญากรรมและคอร์รัปชั่นไปจนถึงเรื่องทั่ว ๆ ไปอย่างสภาพอากาศที่มืดมัวเหมือนหมอกลงตลอดเวลา และตึกรามบ้านช่องที่เก่าแก่ทรุดโทรม แต่จิมก็ไม่นึกว่าก็อตแธมจะมีวันที่เละเทะจนกลายเป็นพื้นที่สงครามไปได้จริง ๆ

 

 

สงคราม  คราวนี้เมืองตกอยู่ในภาวะสงครามตามตัวอักษร ไม่ใช่แค่คำเปรียบเปรยทั่ว ๆ ไป ความวุ่นวายและการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างแก๊งอาชญากรทำให้ประชาชนที่ตกค้างอยู่ในเมืองเดือดร้อนไปหมด

 

 

จิมเกลียดสงคราม

 

 

แต่ก็เป็นเพราะสงครามนี่ล่ะที่ทำให้จิมได้พบกับสหายร่วมรบคนนั้นอีกครั้ง

 

 

“เอดูอาร์โด้?!”

 

 

จิมตกใจมาก หลายปีแล้วที่เขาไม่ได้ติดต่อกับเอดูอาร์โด้เพราะเรื่องวุ่นวายในก็อตแธม ฝ่ายทหารหนุ่มหลังจากที่ช่วยชีวิตนายตำรวจเอาไว้ก็หัวเราะกับสีหน้าประหลาด ๆ ของฝ่ายตรงข้าม

 

 

“ไม่ได้เจอกันนานนะ”

 

 

“อืม” จิมพยักหน้า ยังคงอึ้งไม่หาย เอดูอาร์โด้ดูแก่ขึ้นเล็กน้อย แต่หน้าตาของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากเสียจนจำไม่ได้เลย ที่เปลี่ยนไปก็คงจะมีแต่สายตาที่ดูกร้านโลกและมืดมนขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่แค่จิมที่ต้องเจอกับอะไรหนักหนาสาหัส แต่เอดูอาร์โด้เองก็น่าจะโดนประสบการณ์ที่ผ่านมาหล่อหลอมมาอย่างโชกโชนเหมือนกัน

 

 

ในขณะที่จิมพูดอะไรไม่ออก ปล่อยให้ฮาร์วีย์มองเขาสลับกับเพื่อนเก่าด้วยความงุนงง เอดูอาร์โด้ก็เผยยิ้มบาง ๆ ออกมา

 

 

“นายหายเงียบไปเลยนะ ต้องให้มีสงครามก่อนรึไงฉันถึงจะได้คุยกับนายน่ะ”

 

 

นัยน์ตาคมเข้มของทหารหนุ่มสบเข้ากับนัยน์ตาสีฟ้าสวยของกัปตันกอร์ดอน จิมมองเห็นเสี้ยวความน้อยใจ ความเจ็บปวด และความโกรธสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาคู่นั้น ชายหนุ่มเผลอเกร็งตัวเล็กน้อยด้วยความสำนึกผิด ก่อนจะรวบรวมสติ แล้วตอบกลับไปนิ่ง ๆ

 

 

“…นายก็รู้จักก็อตแธม ฉันยุ่งจนไม่มีเวลาตอบจดหมายนายเลย” จิมอธิบายสั้น ๆ พยายามไม่คิดถึงเรื่องโหดร้ายที่กระทบสุขภาพจิตของตนจนไม่มีอารมณ์อยากคุยกับใคร โดยเฉพาะคนอย่างเพื่อนเก่าคนนี้ ฝ่ายเอดูอาร์โด้พยักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจ ระหว่างที่ไม่ได้เจอกัน นายทหารสันนิษฐานเอาเองว่าจิมคงเจอเรื่องหนักหนามามากพอสมควร และเขาก็ไม่อยากขุดคุ้ยเอาตอนนี้

 

 

ที่ไม่อยากขุดคุ้ยน่ะ ไม่ใช่ว่าเพราะเป็นคนดีอะไรหรอกนะ แต่เพราะสิ่งที่เขาอยากทำตอนนี้น่ะ…

 

 

“ฮาร์วีย์ นี่เอดูอาร์โด้ ดอแรนซ์ เพื่อนสนิทฉันสมัยเป็นทหา—”

 

 

ชายหนุ่มยังพูดไม่ทันจบประโยคดี คนในเครื่องแบบทหารก็โน้มตัวลงมา มือหยาบกร้านสองข้างประคองใบหน้าของจิมเอาไว้อย่างอ่อนโยน ริมฝีปากประกบจูบปิดปากที่กำลังขยับพูด ลิ้นร้อนฉวยโอกาสนั้นรุกล้ำเข้าไปในโพรงปากของนายตำรวจทันที

 

 

ราวกับหัวสมองที่เคยว้าวุ่นพลันว่างเปล่าขาวโพลนไปหมด คนถูกจู่โจมแน่นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนที่จะถูกความโหยหาบางอย่างเข้าครอบงำ ราวกับว่าสัญชาตญาณอยู่เหนือจิตสำนึก จิมจูบตอบอย่างไร้สติ ราวกับเศษตะกอนในบ่อลึกที่ถูกกิ่งไม้ก่อกวนจนลอยขึ้นมาเหนือน้ำ เสี้ยวความทรงจำในอดีตที่ถูกฝังอยู่ในใจพลันชัดเจนแจ่มแจ้งขึ้นมาอีกครั้ง

 

 

จูบของพวกเขา ยังคงให้รสชาติและความรู้สึกที่เหมือนกันกับจูบในวันวาน ความคุ้นเคยเช่นนี้ทำให้หัวใจของกัปตันกอร์ดอนพองโตอย่างน่าประหลาด

 

 

ในขณะที่จิมและเอดูอาร์โด้กำลังเพลิดเพลินกับการรำลึกความหลัง ฮาร์วีย์ บุลล็อคที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็จ้องเขม็งมองเพื่อนสนิทที่กำลังนัวเนียกับคนแปลกหน้า  จ้องมองพวกเขาด้วยดวงตาที่แทบจะถลนออกมาจากเบ้า

 

 

“อื้อ” ห้วงเวลาไหลผ่านไปได้สักพัก จิมจึงส่งเสียงร้องท้วงพร้อมกับออกแรงผลักคนสูงกว่าเบา ๆ เอดูอาร์โด้ยอมผละออกจากร่างของอีกฝ่ายแต่โดยดี รอยยิ้มอารมณ์ดีปรากฏอยู่บนใบหน้าหล่อคม และเป็นรอยยิ้มที่มักจะทำให้จิมหน้าร้อนผ่าวทุกครั้งที่เห็นมัน

 

 

กัปตันกอร์ดอนหอบหายใจเล็กน้อย กอบโกยอากาศเข้าปอดอยู่พักใหญ่ ชายหนุ่มสลัดความรู้สึกที่ผสมปนเปกันอยู่ในใจออกไปชั่วคราว ก่อนจะหันไปสังเกตเห็นคู่หูตำรวจที่ยืนเงอะงะอยู่ข้าง ๆ เข้าพอดี

 

 

เวรล่ะ…เขาลืมฮาร์วีย์ไปเลยนี่นา!

 

 

“เอดูอาร์โด้เป็นเพื่อนสนิทของฉันสมัยที่ยังเป็นทหารอยู่น่ะ” หลุมอากาศที่อยู่ท่ามกลางคนสูง ๆ ในที่นั้นเอ่ยเสียงเบา ฝ่ายฮาร์วีย์พอได้ยินว่าทั้งคู่เป็นแค่เพื่อนสนิทก็ขมวดคิ้วจนแทบจะพันกันเป็นปม เพื่อนสนิทที่ไหนเขาจูบกันร้อนแรงขนาดนั้น! ถ้าถามตาลุงมากประสบการณ์อย่างฮาร์วีย์ล่ะก็  นี่มันจูบของถ่านไฟเก่าที่พัด ๆ ไม่กี่ทีไฟก็ลุกพรึ่บขึ้นมาเลยต่างหากล่ะ!

 

 

“เพื่อนสนิท…เหรอ?” ฮาร์วีย์ยังคงช็อกอยู่ ส่วนจิมพยักหน้าหงึก ๆ ยืนยันหนักแน่น ขณะเดียวกันก็ใช้แขนเสื้อเช็ดปากไปด้วยเงียบ ๆ

 

 

“เราเคยตกลงกันว่าถ้าสงครามจบจะเป็นเพื่อนกันน่ะ ถึงแม้ว่าระหว่างเรามันจะมีอะไรลึกซึ้งมากกว่านั้นก็เถอะ” เอดูอาร์โด้อธิบายให้ฮาร์วีย์ฟังอย่างเผื่อแผ่ เล่นเอาจิมต้องแกล้งกระแอมไอเสียงดังขึ้นมากะทันหัน เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มจงใจขัดจังหวะการเล่าเรื่องของอีกฝ่าย

 

 

ดูเหมือนว่าฝ่ายที่กระตือรือร้นอยากรื้อฟื้นความสัมพันธ์ในอดีตเป็นพิเศษก็คือเอดูอาร์โด้ ดอร์แรนซ์สินะ?

 

 

“ยังไงก็เถอะ…เอาเป็นว่าฮาร์วีย์ นี่เอดูอาร์โด้ ดอแรนซ์ เอดูอาร์โด้ นี่นักสืบฮาร์วีย์ บุลล็อค คู่หูฉัน”

 

 

“ยินดีที่ได้รู้จัก นักสืบบุลล็อค”

 

 

เอดูอาร์โด้แย้มยิ้มเป็นมิตร ฮาร์วีย์พยักหน้าเป็นเชิงว่าเช่นกัน คนแก่กว่าพยายามยิ้มออกมาอย่างเป็นกันเองและเป็นธรรมชาติ ตรงกันข้ามกับในใจที่เลิ่กลั่กน่าดู  ได้ชื่อว่าเป็นแฟนเก่าของจิม กอร์ดอน จะคนไหน ๆ ก็อันตรายทั้งนั้น หวังว่านายทหารดอร์แรนซ์คนนี้จะมาช่วยก็อตแธมจริง ๆ ไม่ได้มาสร้างเรื่องวุ่นวายให้เขากับจิมปวดหัวเพิ่มหรอกนะ!

 

 

ท่ามกลางบรรยากาศพิลึก ๆ ของถ่านไฟเก่า ฮาร์วีย์ บุลล็อคได้แต่ภาวนาอยู่เช่นนั้น

 

 

…….

Posted in DC - All Media Types

GOTHAM FanFiction [ Bruce Wayne x Jim Gordon x Alfred Pennyworth ] ‘The Hottest Day in Gotham’

 

 

GOTHAM FanFiction

 

Pairing : Bruce Wayne x Jim Gordon x Alfred Pennyworth

 

Title : The Hottest Day in Gotham

 

Rating : General

 

 

หมายเหตุ : เป็นไทม์ไลน์ในช่วงซีซัน4ตอนต้นค่ะ ถึงจะบอกว่าเป็น3pก็เหอะ แต่เอาเข้าจริงแล้วบรูซกับอัลเฟรดไม่มีบทเลยค่ะแงงงง5555555555

 

 

…….

 

 

กฎทุกข้อย่อมมีข้อยกเว้น แต่ในบางกรณี จิม กอร์ดอนก็เหมือนจะไม่รู้จักการผ่อนปรนเช่นนั้น

 

 

“เฮ่ จิม ร้อนขนาดนี้นายทนไปได้ไงเนี่ย”

 

 

วันนี้คลื่นความร้อนจู่โจมก็อตแธมตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แม้แต่เครื่องปรับอากาศก็ช่วยอะไรไม่ได้เพราะชิงพังไปเสียก่อนตั้งแต่เช้ามืด ซ้ำร้ายการซ่อมแซมก็ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ตำรวจหลายนายจึงต้องยึดหลักตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ม้วนแขนเสื้อขึ้นถึงศอก คลายเนคไทและปลดกระดุมคอระบายความอึดอัด GCPDมีกฎว่าต้องแต่งกายให้เรียบร้อยก็จริง แต่นี่มันก็มืดค่ำแล้ว แถมอากาศยังอบอ้าวราวกับเตาอบแม้เป็นเวลากลางคืน ไม่มีใครที่ไหนสนใจกฎงี่เง่าแบบนี้หรอก

 

 

จะมีก็แต่จิม กอร์ดอนคนเดียวที่ต่างออกไปจากพวก

 

 

นักสืบผู้โด่งดังม้วนแขนเสื้อขึ้นก็จริงแต่เนคไทและกระดุมคอยังคงเรียบร้อยเช่นเดิม ขัดแย้งกับสภาพอากาศที่เป็นอยู่ตอนนี้เหลือเกิน

 

 

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกฮาร์วีย์” ชายหนุ่มผู้เคร่งขรึมว่าพลางพลิกเอกสารหลักฐานในมือไปด้วย จิมทำเป็นไม่สนใจหยดเหงื่อที่ไหลซึมไปตามเนื้อผ้ามิดชิด ทำงานต่อไปอย่างใจจดจ่อ

 

 

น่าสงสัย!!

 

 

น่าสงสัยมาก!

 

 

ฮาร์วีย์เห็นอย่างนี้แล้วก็เป็นนักสืบมือเก๋ามากประสบการณ์อยู่เหมือนกัน แถมตอนนี้ยังได้เลื่อนตำแหน่งเป็นถึงกัปตันของ GCPD แล้วอีกต่างหาก คนแก่กว่ามองหนุ่มรุ่นน้องอย่างครุ่นคิด มือหยาบกร้านจากการทำงานหนักลูบคางไปมา ในหัวเอาแต่ถามตัวเองวนไปมาว่าคนแบบไหนกันที่ร้อนจะตายอยู่แล้ว แต่ยังไม่ยอมผ่อนปรนปลดกระดุมเสื้อนอก ต่อให้กอร์ดอนจะเป็นคนเคร่งครัดในกฎระเบียบ แต่ที่ผ่านมาถ้าต้องทำงานล่วงเวลาจนดึกดื่น ชายคนนี้ก็มักจะอะลุ่มอล่วยให้ตัวเองได้ผ่อนคลายลดความเครียดระหว่างทำงานเสมอ

 

 

แสดงว่าวันนี้ต้องมีอะไรผิดปกติแน่ ๆ….

 

 

พอโดนฮาร์วีย์จ้องเขม็งเอาอย่างนั้น จิมที่รู้สึกได้ถึงสายตาจดจ้องของคู่หูก็กลอกตาไปมาอย่างเอือมระอา

 

 

“ฮาร์วีย์ นายกำลังคิดอะไรไร้สาระอยู่ใช่มั้ย”

 

 

“ไม่ ๆ ฉันกำลังสืบคดีพิลึกนี่อย่างจริงจังต่างหากล่ะ” ฮาร์วีย์ส่ายหน้าไปมาด้วยท่าทีเกินจริง ก่อนจะชี้นิ้วไปที่จิมอย่างจับผิด

 

 

“นายซ่อนอะไรเอาไว้ใต้ร่มผ้าใช่มั้ย จิม กอร์ดอน!!”

 

 

“หา?” จิมเงยหน้ามองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ “โอเค ฮาร์วีย์ นี่มันชักจะไร้สาระกันไปใหญ่แล้วนะ”

 

 

“อย่า ๆ ๆ อย่ามาทำไก๋!” ฮาร์วีย์พุ่งปราดเข้าหาจิม สองตำรวจส่งเสียงโหวกเหวกอยู่บนชั้นสองของสถานี เรียกสายตาจากพวกที่ต้องทำงานล่วงเวลาคนอื่น ๆ ได้อย่างง่ายดาย

 

 

“ฮาร์วีย์!! หยุดนะ!”

 

 

“ไม่ล่ะนี่มันพิลึกเกินไป ถ้าไม่รู้ฉันนอนไม่หลับแน่!”

 

 

“นอนไม่หลับก็ไปทำงานสิ!!”

 

 

“เรื่องสิ! ฉันอยากรู้เรื่องของนายไม่ได้อยากทำงานซะหน่อย!”

 

 

มือใหญ่โตของบุลล็อคคลายเนคไทของอีกฝ่ายออกขณะเดียวกันก็สู้กับจิมที่พยายามผลักเขาออกไปด้วย ทั้งจิมทั้งฮาร์วีย์ล้มลงบนพื้นแต่ยังไม่วายปลุกปล้ำกันอุตลุด ร้อนถึงบรรดาเพื่อนร่วมงานที่ต้องปีนบันไดขึ้นมาห้ามทัพอย่างเอือมระอา พับผ่าสิ! อากาศร้อนเนี่ยทำให้คนเป็นบ้าได้จริง ๆ แฮะ!

 

 

“กัปตันบุลล็อค!! กอร์ดอน!!”

 

 

พวกเขาปรี่เข้าไปช่วยแยกคนทั้งคู่ออกจากกัน แต่ฮาร์วีย์ไม่ยอมปล่อยจิม สองเพื่อนซี้ยื้อยุดกันไปมาอยู่สักพัก แต่สุดท้ายจิมก็ใช้เท้ายันร่างหนัก ๆ ของบุลล็อคที่ทับอยู่ออกไปจนได้

 

 

ทว่า กว่าจะถึงตอนนั้น ฮาร์วีย์ก็ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของจิมไปเรียบร้อยแล้ว

 

 

“ให้ตายสิ….” อัลวาเรซหันหน้าไปหากอร์ดอน ทำท่าเหมือนจะด่า แต่คำพูดที่เหลือกลับกลายเป็นเพียงแค่เสียงกลืนน้ำลายลงคอ สายตาทุกคู่ในที่นั้นไล่มองรอยจ้ำเด่นชัดที่บริเวณต้นคอขาว ๆ เหนือไหปลาร้า….

 

 

รอยที่ถ้าจิมปลดกระดุมออกตั้งแต่แรกก็จะเห็นได้อย่างเด่นชัด…

 

 

“โว้ว ๆ” ฮาร์วีย์เบิกตากว้าง อ้าปากพูดออกมาได้แค่นั้น ในขณะที่จิมรีบจัดการกับกระดุมเสื้อให้เรียบร้อย ชายหนุ่มกระแอมกลบเกลื่อนความเขิน ลุกขึ้นยืนแล้วปัดเสื้อผ้าไปมา

 

 

“ฉันกลับก่อนนะฮาร์วีย์”

 

 

“เดี๋ยวก่อนสิ! นายไปได้รอยพวกนี้มาได้ไง ม เมื่อคืนนายไปค้างที่คฤหาสน์เวย์น…เฮ้ย?!!”

 

 

ฮาร์วีย์ช็อคตาเหลือก อ้าปากพะงาบ ๆ พูดคำต้องห้ามออกมาจนได้

 

 

“บรูซหรืออัลเฟรด?!”

 

 

พอคนแก่กว่าหลุดชื่อออกมา จิมก็ช็อคตามฮาร์วีย์ไปด้วยอีกคน ส่วนอัลวาเรซและตำรวจนายอื่น ๆ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ใครก็ได้ อธิบายทีเถอะว่าสถานการณ์ตอนนี้มันอะไรกันแน่?!

 

 

ฮาร์วีย์สูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามสงบสติอารมณ์ความตื่นเต้นของตัวเอง ชายวัยกลางคนนึกทบทวนอะไรบางอย่างในหัวสมอง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจสีหน้างงงันของคนรอบข้าง

 

 

“ไม่สิ พอมาคิด ๆ ดูแล้ว จะบรูซหรืออัลเฟรดทั้งคู่ต่างก็มองนายแปลก ๆ เหมือนกันเลย….. อย่าบอกนะว่าที่เมื่อเช้านายโทรม ๆ มาทำงานเนี่ยเป็นเพราะทรีซั–”

 

 

ผัวะ!!!!

 

 

พูดยังไม่ทันจบประโยคดี กัปตันบุลล็อคก็โดนหมัดหนักของจิมซัดเข้าเต็มหน้า ร่างสูงใหญ่ของฮาร์วีย์เซไปชนเข้ากับโต๊ะทำงานดังโครม ข้าวของบนโต๊ะหล่นร่วงเกลื่อนกลาด กระดาษเอกสารในแฟ้มแผ่กระจายเต็มพื้น พร้อม ๆ กับที่เสียงร้องโอดโอยผสมกับเสียงโวยวายดังลั่นไปทั่วสถานี ทุกอย่างในตอนนี้กลายเป็นว่าวุ่นวายไปกันใหญ่

 

 

และท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านั้น จิมยืนหอบหายใจแฮ่ก ๆ ในหัวมีแต่คำพูดของฮาร์วีย์ที่กระตุ้นให้ฉุกคิดถึงเหตุการณ์น่าอายเมื่อคืนก่อน ชายหนุ่มผมบลอนด์กำหมัดแน่น ใบหน้าที่มักจะนิ่งเฉยอยู่ตลอดเวลากำลังขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างควบคุมไม่ได้

 

 

“กอร์ดอน!! เฮ่! อย่าเพิ่งไปเซ่กอร์ดอน!! นายเพิ่งต่อยกัปตันไปเมื่อกี๊นะเฮ้ย!!”

 

 

ไม่สนใจเสียงตะโกนไล่หลังของอัลวาเรซ อดีตทหารคว้าข้าวของส่วนตัวแล้วรีบเผ่นแน่บออกจากสถานีทันที หลังจากนั้นเป็นต้นมา จิมก็ไม่ยอมพูดกับฮาร์วีย์ไปถึงหนึ่งเดือนเต็ม ส่วนชาวก็อตแธมทั้งเมืองก็มีข่าวลือแพร่สะพัดให้ซุบซิบกันสนุกปากไปอีกพักใหญ่เลยทีเดียว

 

 

 

……

Posted in Other FanFictions

The Umbrella Academy FanFiction [ Luther Hargreeves x Diego Hargreeves ] ‘Always Rival. Always Lover.’

 

The Umbrella Academy FanFiction

 

 

Pairing : Luther Hargreeves x Diego Hargreeves

 

 

Title :  Always Rival. Always Lover.

 

 

Rating : General

 

 

 

………

 

 

ลูเธอร์ ฮาร์กรีฟส์คิดมาตลอดว่าคนที่เกลียดเขามากที่สุดในอคาเดมี่ก็คือดิเอโก้

 

 

สิ่งที่หมายเลขสองมักจะทำเป็นประจำก็คือสงสัยทุกการกระทำและทุกการตัดสินใจของหมายเลขหนึ่ง ซึ่งลูเธอร์ไม่ชอบใจเอาเสียเลย เขากดดันตัวเอง เรจินัลกดดันเขา แล้วเขาก็ต้องคอยตอบสนองต่อความคาดหวังของดิเอโก้เพิ่มอีกคน

 

 

นั่นทำให้เขาเองก็มีเหตุผลมากพอที่จะไม่ชอบดิเอโก้เหมือนกัน

 

 

และเป็นเพราะอย่างนั้น พวกเขาถึงได้ไม่ถูกกัน ยิ่งกว่าลิ้นกับฟัน มากกว่าน้ำกับไฟ สำหรับลูเธอร์แล้ว น้องชายคนรองของบ้านหลังนี้ เป็นตัวแปรเพียงตัวแปรเดียวที่เขาควบคุมไม่ได้

 

 

และเป็นตัวแปรเดียวที่จุดชนวนให้เขาควบคุมตัวแปรตัวอื่นไม่ได้ด้วยเช่นกัน

 

 

ถ้าจะให้ยกตัวอย่างล่ะก็ คงเป็นเรื่องที่พี่น้องคนอื่น ๆ ตัดสินใจย้ายออกจากอคาเดมี่ไปใช้ชีวิตของตัวเอง คนแรกที่ขวนขวายหาอิสรภาพก็คือดิเอโก้ และเมื่อดิเอโก้ทำเช่นนั้น คนอื่นก็เห็นด้วยและทำตามดิเอโก้ พวกเขาทยอยออกจากอคาเดมี่ไปทีละคน

 

 

สุดท้ายก็เหลือเพียงแต่หมายเลขหนึ่งที่ไม่อยากทิ้งเรจินัลไปไหน ดิเอโก้รักเกรซมากขนาดไหน ลูเธอร์ก็รักเรจินัลมากขนาดนั้น เรจินัลไม่ได้ห้ามเขา แต่จากสายตาที่มองมา ลูเธอร์รู้ดีว่าเขาไม่มีวันทิ้งคนคนนี้ไปได้

 

 

จะดีจะร้ายยังไง เรจินัลก็เก็บเขามาเลี้ยง ดูแลพวกเขา และลูเธอร์รู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องตอบแทนบุญคุณของเรจินัล

 

 

หลายคนบอกว่าเขาซื่อสัตย์และภักดี แต่บางคน(เช่นดิเอโก้)ก็บอกว่าเขาโง่เง่าไร้สมอง ลูเธอร์เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาเป็นยังไงกันแน่ เขาอาจจะเป็นอย่างที่ดิเอโก้บอกก็ได้ เขาอาจจะโง่เกินไป ที่เชื่อไปเองว่าเรจินัลรักเขาและพี่น้องคนอื่น ๆ

 

 

แต่ลูเธอร์ก็อยากจะเชื่ออย่างนั้น

 

 

ลูเธอร์อยากจะเชื่อว่าเขาเองก็มีพ่อที่รักเขา เหมือนกับครอบครัวปกติธรรมดาทั่ว ๆ ไป เพราะอย่างนั้นล่ะมั้ง เขาถึงไม่กล้าหนีไปไหน เขาไม่อยากทำให้คนที่รักและเป็นห่วงเขาต้องเสียใจไปมากกว่าเดิม

 

 

ลูเธอร์รักเรจินัลมากที่สุดเท่าที่ลูกคนหนึ่งจะรักพ่อได้ ต่อให้เขาจะต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการหวาดกลัวร่างกายของตัวเอง ต่อให้เขาจะต้องใช้ชีวิตเหงา ๆ อยู่บนดวงจันทร์เพียงลำพัง แต่ลูเธอร์ก็ยังรักและเชื่อใจเรจินัลเสมอมา

 

 

เพราะอย่างนั้น ตอนที่ความจริงเรื่องบันทึกภารกิจถูกเปิดเผยออกมา ตอนที่ลูเธอร์รู้ตัวว่าเขาถูกคนที่เขาเชื่อใจที่สุดหลอกลวงเขาได้อย่างง่ายดายโดยที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย เขาถึงได้โมโหมาก ๆ โมโหเสียจนต้องไล่โพโก้ออกไปจากห้องอย่างก้าวร้าว

 

 

ทั้ง ๆ ที่เขาอุตส่าห์เชื่อมาตลอดแท้ ๆ เชื่อมาตลอดว่าถึงแม้เรจินัลจะมีด้านที่ไม่ดี แต่ริจินัลก็รักเขา รักพี่น้องคนอื่น ๆ ลูเธอร์ทั้งเหนื่อยและท้อมาตลอดกับการเชื่อในสิ่งที่สวนทางกับคนอื่น เขายืนหยัดเพื่อเรจินัล แต่พอถูกทรยศเข้าอย่างจัง ฟางเส้นสุดท้ายขาดผึง เขาก็อดร้องไห้โฮออกมาไม่ได้

 

 

ชายหนุ่มในตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองช่างโง่เง่าสิ้นดี แม้อัลลิสันจะบอกว่าเขาแค่ไร้เดียงสาและมองโลกในแง่ดีเกินไป แต่ลูเธอร์รู้ตัวดีว่ามันเป็นแค่คำปลอบใจ คำพูดตรง ๆ ที่หญิงสาวไม่กล้าพูดก็คือคำเดียวกับที่ดิเอโก้เคยใช้ด่าเขามาก่อน

 

 

เขามันโง่ โง่ที่คิดเองเออเอง เอาแต่เชื่อใจเรจินัลอย่างไม่ลืมหูลืมตา การถูกหักหลังครั้งนี้ทำให้ลูเธอร์ถึงกับไปต่อไม่ถูก ที่ผ่านมาเป้าหมายชีวิตของเขาอยู่ที่การทำตามคำสั่งและเจตนารมณ์ของผู้เป็นพ่อ แต่ในเมื่อเรจินัลหักหลังเขา ไม่เชื่อใจเขา ผู้ชายที่ลูเธอร์ใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ใช้เป็นเข็มทิศที่คอยกำกับชีวิตเขามาตั้งแต่เล็กจนโตก็พลันหายไป เหมือนกับขี้เถ้าที่กระจัดกระจายยามต้องลม

 

 

ไร้ซึ่งเป้าหมายชีวิต ไร้ซึ่งความมั่นคงในจิตใจ ลูเธอร์เกิดคำถามตามมามากมาย เขาเป็นใครกันแน่? จากนี้ไปเขาต้องใช้ชีวิตยังไง? ในเมื่อไม่มีเป้าหมาย เขายังจะมีคุณค่าต่อคนอื่น ต่อโลกใบนี้อีกหรือเปล่า? ลูเธอร์กลายเป็นคนหลงทาง อิสรภาพที่ได้รับมาอย่างงงงันทำให้นกน้อยที่ไม่เคยออกจากรังอย่างลูเธอร์หวาดกลัวสับสนไปหมด

 

 

แต่ก็น่าแปลก ในขณะที่ลูเธอร์กำลังหลงทาง ราวกับคนตาบอดไร้ไม้เท้าที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนพลุกพล่านในนิวยอร์ก กลับกลายเป็นว่า คู่แข่งที่เคยด่าเขาว่าโง่เง่ากลายมาเป็นคนที่ช่วยชีวิตลูเธอร์เอาไว้

 

 

ดิเอโก้

 

 

ดิเอโก้ไม่พูดตอกย้ำความผิดพลาดของเขา ซึ่งเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ที่ลูเธอร์อยากจะให้ใครซักคนบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก ลองคิดดูสิว่ามันประหลาดแค่ไหน ที่คนปากร้ายอย่างดิเอโก้เลือกที่จะนิ่งเฉย ราวกับว่ารู้ดีอยู่แล้วว่าลูเธอร์กำลังเผชิญกับความรู้สึกแบบไหน ราวกับว่าคนบ้ามีดคนนี้เข้ามานั่งอยู่ในใจของลูเธอร์เสียเอง

 

 

หลาย ๆ ครั้งที่หมายเลขหนึ่งและหมายเลขสองมักจะปลีกวิเวกมานั่งอยู่ด้วยกันเงียบ ๆ ตามหลืบมุมของคฤหาสน์หลังใหญ่ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ก็แค่นั่งกันเงียบ ๆ ซึมซับเอาความสงบประหลาด ๆ ที่รายล้อมพวกเขาอยู่ตลอดเวลาก็แค่นั้น

 

 

เป็นครั้งแรกที่บรรยากาศระหว่างลูเธอร์และดิเอโก้ไม่ได้ตึงเครียดเหมือนภูเขาไฟที่พร้อมจะปะทุตลอดเวลา แต่กลับเป็นบรรยากาศที่ชวนให้จิตใจสงบและผ่อนคลายอย่างน่าอัศจรรย์ พวกเขาจมปลักอยู่ในห้วงความคิดตัวเอง บางครั้งลูเธอร์ก็ผล็อยหลับไป ตื่นมาอีกทีก็มีผ้าห่มผืนบาง ๆ ห่มคลุมอยู่บนตัวเขา

 

 

หรือบางครั้งดิเอโกก็เผลอหลับไป หัวของน้องชายคนละสายเลือดเอนมาพิงต้นแขนล่ำ ๆ ของลูเธอร์ จนพี่ชายไม่กล้าขยับเขยื้อนตัว สุดท้ายเขากับดิเอโก้ก็หลับไปทั้ง ๆ ที่อยู่ในสภาพแบบนั้น

 

 

นั่นคือช่วงเวลาที่พวกเขาใช้ความเงียบพูดคุยกัน เยียวยากันและกันอย่างลับ ๆ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าพี่น้องคนอื่น การเยียวยาแบบนั้นมักจะแอบซ่อนอยู่ในบทสนทนาทั่ว ๆ ไป และไม่มีพี่น้องคนไหนรู้และเข้าใจนอกจากพวกเขา

 

 

“เฮ่! แผนล่ะว่าไง? นายมีแผนอะไรมั้ย นายเป็นหมายเลขหนึ่งนะ”

 

 

ในยามที่ถูกศัตรูจู่โจม ดิเอโก้ทวงถามแผนจากเขา ลูเธอร์อ้ำอึ้งไปเล็กน้อย ก็จริงอยู่ที่ตอนนี้เขายังคิดอะไรไม่ออก แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจมากกว่า ก็คือสิ่งที่ดิเอโก้แฝงมากับคำถามนั้น

 

 

ดิเอโก้ไม่ได้ประชดประชัน แต่ดิเอโก้ทำตามหน้าที่ของหมายเลขสอง ก็คือเลือกที่จะ ‘พึ่งพา’ ความคิดของเขาในสถานการณ์ที่โดนโจมตีแบบนี้

 

 

ดิเอโก้พร้อมที่จะสนับสนุนการตัดสินใจของลูเธอร์ เหมือนกับตอนที่อัลลิสันเคยเล่า(เขียน)ให้ลูเธอร์รู้ว่า ดิเอโก้เองก็เคยเห็นด้วยกับความคิดก่อนหน้านี้ของลูเธอร์เหมือนกัน ดิเอโก้ที่มักจะแย้งเขาเสมอโดยไม่สนใจผิดถูกคนนั้นเห็นด้วยว่าทุกคนในอคาเดมี่ควรรวมตัวอยู่ด้วยกัน

 

 

พอรู้อย่างนี้แล้ว ลูเธอร์คิดว่าดิเอโก้เองก็เป็นห่วงเขาในรูปแบบของตัวเอง ถึงแม้ว่าภายนอกชายหนุ่มจะทำเป็นไม่สนใจ แต่จริง ๆ แล้วคนที่ทิ้งครอบครัวไว้ข้างหลังอย่างง่ายดายก็เป็นคนเดียวกันกับคนที่พร้อมจะตายเพื่อปกป้องครอบครัวของตัวเองให้ได้

 

 

และความย้อนแย้งนี้ ก็มักจะทำให้ลูเธอร์เผลอยิ้มออกมาบาง ๆ ทุกครั้งที่นึกถึงมัน

 

 

……

 

 

ดิเอโก้ไม่ชอบขี้หน้าลูเธอร์มาโดยตลอด

 

 

เพราะเขาเป็นหมายเลขสอง เรจินัลจึงไม่ได้สนใจอะไรเขามากเท่าลูเธอร์ ซึ่งนั่นเคยทำให้ตัวเขาในวัยเด็กหงุดหงิดมาก แต่เมื่อเกรซเริ่มเข้ามาในชีวิตของเด็ก ๆ ฮาร์กรีฟส์  ดิเอโก้ก็เลือกที่จะไม่สนใจเจ้าพ่อบ้า แล้วหันไปรักแม่เพียงคนเดียวของเขาแทน

 

 

ดิเอโก้เป็นเด็กหัวขบถ ดื้อรั้นและเย่อหยิ่งเกินกว่าจะอยู่ในกรอบ เรจินัลมักจะมองว่าเขาเป็นม้าพยศที่พร้อมจะสร้างปัญหาตลอดเวลา เพราะอย่างนั้นถึงได้มอบหมายเขาเป็นภารกิจให้ลูเธอร์คอยจับตาดูเอาไว้ทุกวัน ซึ่งนั่นทำให้ดิเอโก้พาลไม่ชอบลูเธอร์มากกว่าเดิม

 

 

พวกเขาสองคนเป็นเหมือนเส้นขนานที่ไม่มีทางบรรจบกัน เข้ากันไม่ได้ราวกับน้ำและน้ำมัน แต่ก็น่าแปลก ยิ่งพวกเขาทะเลาะกัน ก็ยิ่งเหมือนกับว่าพวกเขายิ่งสนิทกันกว่าเดิม ลูเธอร์นั้นรู้ดีที่สุดว่าดิเอโก้เป็นคนยังไง และรู้ดีว่าต้องกำราบดิเอโก้แบบไหนถึงจะหยุดความคลุ้มคลั่งของอีกฝ่ายได้ ส่วนดิเอโก้ก็รู้ดีว่าลูเธอร์คิดอะไรอยู่ และรู้ดีว่าต้องพูดอะไรถึงจะยั่วโมโหหรือกระตุ้นอารมณ์คนที่มักจะใจเย็นตลอดเวลาอย่างลูเธอร์ได้

 

 

พวกเขารู้จักกันดีมากเกินไป ลูเธอร์ไม่เคยตระหนักถึงความจริงข้อนี้มาก่อน ส่วนดิเอโก้ที่ถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกแต่ก็ไม่เคยพูดออกมาให้ใครได้ยิน

 

 

เพราะอย่างนั้น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะทะเลาะกันบ่อย ๆ แต่ลูเธอร์กับดิเอโก้ก็ไม่เคยคิดอยากจะฆ่าอีกฝ่ายให้ตายไปจริง ๆ ราวกับว่าการทะเลาะกันของพวกเขาเป็นแค่วิธีการพัฒนาความสัมพันธ์ในอีกรูปแบบหนึ่งก็เท่านั้น

 

 

ต่อให้จะขัดแย้งกันมากแต่ไหน ไม่ชอบขี้หน้ากันมากแค่ไหน แต่ทั้งดิเอโก้เและลูเธอร์ก็เกลียดกันไม่ลง ตัดขาดจากกันอย่างไร้เยื่อใยไม่ได้อยู่ดี ลูเธอร์คือคนที่ทำให้ดิเอโก้สงบลงได้ ในขณะที่ดิเอโก้ก็คือคนที่คอยเตือนสติลูเธอร์ และทำให้ลูเธอร์ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ควรทำได้

 

 

ต่อให้ดิเอโก้จะโมโหและคลุ้มคลั่งกับการตายของยูโดร่า แพทช์มากแค่ไหน ลูเธอร์ก็ทำให้ดิเอโก้ที่พุ่งเข้าไปหาเรื่องไฟว์สงบลงได้ในอ้อมแขนของตน

 

 

ต่อให้ลูเธอร์จะสิ้นหวังจนต้องพึ่งเหล้าเบียร์ ทั้งเคลาส์ทั้งไฟว์ไม่รู้จะทำยังไง แต่ดิเอโก้ก็รู้จุดอ่อนของลูเธอร์เป็นอย่างดี และใช้จุดอ่อนนั้นพูดจนลูเธอร์ลุกไปช่วยอัลลิสันได้

 

 

พวกเขาไม่ถูกกัน มักจะหันหลังให้กันอยู่ตลอดเวลา แต่ถึงอย่างนั้น แผ่นหลังของพวกเขาก็มักจะชนกันเสมอ ต่างฝ่ายต่างก็คอยพึ่งพิงและช่วยเหลือกันอย่างลับ ๆ ประคับประคองกันมาโดยที่ไม่ได้มีใครเอะใจอะไร

 

 

ทั้ง ๆ ที่เป็นคู่แข่งกันแท้ ๆ

 

 

ทั้ง ๆ ที่เห็นหน้าค่าตากันทีไรก็มีเรื่องให้ต้องถกเถียงกันทุกครั้งไป

 

 

ทั้ง ๆ ที่เป็นแบบนั้นมาตลอดแท้ ๆ….

 

 

แต่ทั้งลูเธอร์และดิเอโก้ก็อดคิดไม่ได้ว่า บางที พวกเขาอาจจะรักและเป็นห่วงกันมากกว่าที่คิดก็เป็นได้

 

 

……

 

หง่ากกกกก จบแล้วค่ะ เขียนจบแล้วก็รู้สึกหมดพลังมากๆ จริงๆคู่นี้เราชอบให้เค้าเป็นคู่แข่งที่คอยซัพพอร์ตกันลับๆ ตีกันนะแต่ก็รักกัน555555 เวลาที่ลูเธอร์รู้จังหวะการหาเรื่องคนของดิเอโก้แล้วหยุดดิเอโก้เอาไว้คือน่ารักมาก จังหวะเป๊ะมาก เหมือนกับว่าพี่แกทำอย่างนี้มาทั้งชีวิตแงง555555 ส่วนดิเอโก้ที่เตือนสติลูเธอร์ก็น่ารักมากๆเหมือนกัน นี่ชอบตอนที่คุยกันในหอสมุดก่อนจะแยกกันหาไฟว์มากๆ แบบ ดิเอโก้เองถึงจะทำเป็นไม่สนใจแต่ก็รู้จักและวิเคราะห์ลูเธอร์จนเตือนออกมาได้ขนาดนั้นเลย ลูเธอร์ก็คือนิ่งไปเลย เอาจริงๆเวลาสองคนนี้คุยกันดีๆแล้วให้บรรยากาศเหมือนผู้ใหญ่คุยกันมากๆ(ถึงวุฒิภาวะจะยังเด็กน้อยทั้งคู่ก็เหอะแงงง55555) ชอบฟีลลิ่งพี่ๆคุยกันเรื่องน้องๆ ในสายตาคนชิปคือมองเป็นคู่ผัวเมียคุยเรื่องลูกนั่นเองแง้ /สำลักกาวหนักมากค่าฮืออออ

Posted in Other FanFictions

Marvel’s Daredevil RPS FanFiction [ Jon Bernthal x Charlie Cox ] ‘Don’t smile, Jon. Don’t smile.’

 

 

Marvel’s Daredevil RPS FanFiction

 

 

Pairing :  Jon Bernthal x Charlie Cox

 

 

Title :  Don’t smile, Jon. Don’t smile.

 

 

……….

 

 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบทแฟรงค์ คาสเซิลรึเปล่า แต่ระหว่างที่ถ่ายทำแดร์เดวิลซีซัน2 จอน เบิร์นธัลแทบไม่เคยยิ้มออกมาให้ใครเห็นเลยสักครั้ง

 

 

แม้จะเป็นเวลาพัก จอนก็นิ่งเงียบเคร่งขรึมตลอดเวลา พอเห็นอะไรแบบนี้เข้าบ่อย ๆ ชาร์ลี ค็อกซ์ก็เอียงคอเล็กน้อย เอ่ยแทรกขึ้นมากลางวงสนทนาระหว่างเอโลดี้และเดบอร่าที่กำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน

 

 

“เขาไม่ค่อยยิ้มเลยนะ”

 

 

สองสาวหยุดชะงัก เอโลดี้มองตามสายตาของเพื่อนร่วมงานไปหยุดอยู่ที่จุดเดียวกัน นั่นก็คือจุดที่จอนกำลังนั่งพักอยู่

 

 

“ไม่เหมือนคุณหรอก แค่มีใครซักคนหายใจ คุณก็ยิ้มแล้ว” เอโลดี้พูดเย้า ส่วนเดบอร่าหลุดขำพรืดออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว

 

 

“ก็จริงนะ ชาร์ลีเนี่ยยิ้มตลอดเวลาเลย” เดบอร่าเห็นด้วยกับคำพูดของเพื่อนนักแสดง สาวผมบลอนด์ใช้หลังมือปาดน้ำตาที่เล็ดออกมาเล็กน้อย

 

 

เห็นอย่างนั้นแล้วชาร์ลีก็หัวเราะเบา ๆ กับปฏิกิริยาของหญิงสาว ก็เป็นอย่างที่เอโลดี้พูดมานั่นล่ะ เขาเป็นคนยิ้มง่ายมาแต่ไหนแต่ไร อันที่จริงตอนอยู่ในเซ็ตก็ต้องพยายามกลั้นยิ้มแทบตายเพื่อรักษามาดสุขุมนุ่มลึกของแมตต์ เมอร์ด็อค ถ้าจะให้บอกข้อเสียของตัวเอง ก็คงเป็นเรื่องแจกจ่ายรอยยิ้มไปทั่วนั่นล่ะนะ

 

 

ช่างตรงกันข้ามกับชายหน้าดุตรงนั้นเหลือเกิน

 

 

เบนความสนใจกลับไปที่จอนอีกครั้ง หนุ่มอังกฤษมองใบหน้านิ่งขรึมนั้นแล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้

 

 

“เฮ่ พวกคุณว่าผมจะทำให้เขายิ้มได้ไหม?”

 

 

“หืม?” สองสาวผู้รับบทแคเรนและอิเล็กตร้ามองหน้ากันไปมา นัยน์ตาของเอโลดี้เปล่งประกายระยิบระยับด้วยความตื่นเต้น เหมือนกับเด็กที่เพิ่งได้รับของขวัญจากซานตาคลอสมาไม่มีผิด

 

 

“น่าสนุกจัง เอางี้ไหม ถ้าคุณทำให้เขายิ้มได้ เอาไปเลย50ดอล แต่ถ้าคุณทำไม่สำเร็จ…”

 

 

เดบอร่ายิ้มหวาน แบมือเรียวสวยเบื้องหน้าชาร์ลี

 

 

“เอามาให้ฉัน50ดอลฯ”

 

 

“โว้ว ๆ” ชาร์ลีเหงื่อตก พนันกันอย่างนี้จะดีรึเปล่านะ? แต่พอมองสองสาวที่กำลังสนุกสุด ๆ แล้วชายหนุ่มเพียงคนเดียวในวงสนทนาก็ได้แต่พยักหน้าอย่างจำยอม

 

 

“ตกลง”

 

 

“ดีล”

 

 

“คุณมีเวลาจนกว่าจะปิดกองนะ ชาร์ลี”

 

 

“พวกคุณนี่นะ…”

 

 

ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วภารกิจของชาร์ลีก็เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันนั้น…

 

 

……

 

 

ไม่รู้ว่าทำไม แต่ช่วงนี้ชาร์ลีมักจะชอบมาวอแวถามอะไรแปลก ๆ แล้วก็เล่นมุกที่ไม่ตลกกับเขาอยู่เป็นประจำ จอนที่ไม่เข้าใจจุดประสงค์ของอีกฝ่ายก็ได้แต่ทำหน้างง ๆ นิ่ง ๆ หลังจากนั้นก็ได้แต่มองส่งแผ่นหลังที่แสนจะห่อเหี่ยวของพระเอกหนุ่มไปอย่างไม่เข้าใจ

 

 

และวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ชาร์ลีตามมาวอแวกับเขาเช่นเคย ชายหนุ่มอยู่ในชุดทักซิโด้รุ่มร่ามไม่เรียบร้อย เห็นได้ชัดว่าเพิ่งถ่ายซีนก่อนหน้ากับเอโลดี้เสร็จมาหมาด ๆ

 

 

“เฮ่ จอน! อย่ายิ้มเชียวนะ อย่ายิ้ม”

 

 

มาถึงก็ชี้หน้าเขาสั่งห้ามยิ้มซะอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่จอนยังไม่ได้ยิ้มซะหน่อย คนถูกสั่งขมวดคิ้วงุนงง เจ้าของบทแฟรงค์ คาสเซิลเงยหน้ามองผู้มาเยือน ตั้งใจจะถามคำถาม แต่ดันสะดุดตาเข้ากับรอยยิ้มกว้าง ๆ บนใบหน้าหล่อเหลานั่นเสียก่อน

 

 

….ทั้ง ๆ ที่ปากห้ามคนอื่นยิ้ม แต่เจ้าตัวดันยิ้มกว้างเสียอย่างนั้น พอได้เห็นความย้อนแย้งอย่างนั้นแล้วมุมปากของจอนก็เผยอขึ้นเล็กน้อย

 

 

“โอ้ คุณยิ้มแล้ว!” หลังจากที่ลองทุกมุกตลกที่แลกเปลี่ยนและฝึกฝนกับเอลเดน ชาร์ลีก็พบว่าวิธีที่จะกระตุ้นให้จอนยิ้มได้ก็คือการทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม หนุ่มอังกฤษมีท่าทีพึงพอใจ ในขณะที่จอนเลิกคิ้วเล็กน้อย

 

 

“ผมพนันกับพวกสาว ๆ ไว้น่ะว่าจะทำให้คุณยิ้มให้ได้” ชาร์ลีถือวิสาสะนั่งลงบนเก้าอี้ว่างข้าง ๆ จอน ก่อนจะอธิบายสถานการณ์คร่าว ๆ แม้ว่าอีกฝ่ายจะยังไม่ได้ถามก็ตาม

 

 

“อ้อ…” จอนพยักหน้า สาว ๆ ที่ว่าคงเป็นเอโลดี้กับเดบอร่า เหตุผลที่เขาคิดอย่างนั้นก็เพราะพวกเธอขลุกอยู่กับชาร์ลีบ่อยเหลือเกิน อะแฮ่ม! ไม่ใช่ว่าเขารู้เรื่องนี้เพราะว่าแอบมองพระเอกซีรีส์แดร์เดวิลอยู่บ่อย ๆ หรอกนะ แต่เป็นเพราะวินเซนต์ เจ้าของบทวิลสัน ฟิสก์บอกมาต่างหากล่ะ

 

 

“แต่คุณนี่ก็เส้นลึกจัง มุกพวกนั้นไม่ตลกบ้างเลยเหรอ?” ชาร์ลีถามลุ้น ๆ ขณะเดียวกันก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จอน นัยน์ตาสีน้ำตาลอบอุ่นจ้องคนผมดำเขม็งราวกับต้องการจะจับโกหกหรือคาดคั้นเอาคำตอบจากเขาให้ได้ โดยไม่รู้เลยว่าสติของจอนหลุดลอยไปตั้งแต่ที่เขาได้เห็นนัยน์ตากลมโตในระยะประชิดแล้ว

 

 

“จอน?”

 

 

เห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไปชาร์ลีก็เอียงคอสงสัย เจ้าของบทแดร์เดวิลใช้นิ้วชี้สะกิดไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ จอนถึงได้สติกลับมาอีกครั้ง

 

 

“ไม่เลยสักนิด นายต้องพยายามมากกว่านี้นะพวก” จอนตอบนิ่ง ๆ พยายามทำขรึมสุดความสามารถ ขณะเดียวกันก็ลอบมองปฏิกิริยาของอีกฝ่ายไปด้วย ชาร์ลีพอได้ฟังคำตอบแล้วก็มีท่าทีผิดหวังเล็กน้อย บางมุกเขาอุตส่าห์คิดเองตั้งนาน เอลเดนก็อุตส่าห์ช่วยQCให้ แถมกว่าจะผ่านQCของเอลเดนได้ก็แทบแย่ เพราะอย่างนี้ถึงอดผิดหวังไม่ได้

 

 

แต่ชาร์ลีก็คือชาร์ลี เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้เขาไม่เก็บมาเครียดหรอก และเพราะคิดได้อย่างนั้นชายหนุ่มถึงได้กลับมายิ้มแฉ่งเหมือนเดิม

 

 

“ช่างเถอะ อย่างน้อยก็ยังมีวิธีที่ทำให้คุณยิ้มได้อยู่นี่นะ” ชาร์ลีมองโลกในแง่ดี

 

 

“เอาเป็นว่า เตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดีล่ะจอน ผมรู้จุดอ่อนคุณแล้ว ผมจะเล่นงานคุณให้หนักเลย”

 

 

เอ่ยจบก็ลุกเดินไปหาเอลเดนที่โบกมือเรียกอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล จอนมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายจนลับสายตา ก่อนจะหันหน้าเข้าหากำแพง เสียงหัวเราะทุ้มต่ำของพันนิชเชอร์หลุดรอดออกมาจากริมฝีปากอย่างแผ่วเบา

 

 

……

 

 

ชาร์ลีไม่ใช่คนผิดคำพูด ในเมื่อเขาบอกว่าเขาจะเล่นงานจอน เขาก็ทำอย่างที่สัญญาเอาไว้จริง ๆ

 

 

“อย่ายิ้มนะจอน อย่ายิ้ม”

 

 

บ้าชะมัด เสียงหยอกเย้าซุกซนข้างหูทำให้จอนหลุดยิ้มออกมาเป็นครั้งที่348จนได้ และในครั้งนี้ ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาที แต่ก็เป็นเสี้ยววินาทีที่กล้องสมาร์ทโฟนของโรซาริโอ้จับภาพเอาไว้ได้ทัน(ซักที)

 

 

ทั้ง ๆ ที่เคยลั่นวาจากับตัวเองว่าลูกผู้ชายอย่างจอน เบิร์นธัลจะไม่ยอมตกหลุมพรางเดิม ๆ เป็นร้อยครั้งให้เสียชื่อเสียง แต่ดูเหมือนว่าชาร์ลี คอกซ์จะชอบเล่นงานเขาทีเผลอ ทำให้จอนอดสงสัยไม่ได้ว่าคนอังกฤษมีนิสัยกัดไม่ปล่อยอย่างนี้ทุกคนรึเปล่านะ?

 

 

จอนถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทุกครั้งที่เขาเผลอตัวซึมซับบทของแฟรงค์ คาสเซิลมากเกินไป รับเอาอารมณ์ด้านลบมากมายเข้ามาในตัว สำเนียงอังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์นั่นก็จะดังขึ้นข้าง ๆ หูเสมอ

 

 

“อย่ายิ้มจอน อย่ายิ้ม”

 

 

นั่นล่ะ ทั้ง ๆ ที่เป็นคำพูดเดิม ๆ แท้ ๆ แต่น้ำเสียงร่าเริงหยอกเย้านั่นก็มักจะทำให้เขาเผลอยิ้มออกมาทุกครั้ง

 

 

จอนห้ามตัวเองไม่ได้เลยเมื่อชาร์ลีแกล้งป่วนเขาอย่างนั้น อันที่จริงมันค่อนข้างประหลาดอยู่เหมือนกัน หลังจากที่คนทั้งกองรู้คาถาที่ทำให้เขายิ้มออก ทั้งโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ ทีมเขียนบท แคสต์ทุกคนต่างก็พยายามใช้คาถานี้กับเขาบ้าง

 

 

แต่ดูเหมือนว่าคนที่ร่ายมนตร์สำเร็จจะมีอยู่แค่คนเดียว ก็คือเจ้าของต้นตำรับ ‘คาถาสะกดจอน'(เอลเดนตั้งชื่อให้) ชายที่มีชื่อว่าชาร์ลี คอกซ์

 

 

จอนจึงสรุปเอาเองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาบื้อเกินไปจนตกหลุมพรางกับมุกเดิม ๆ แต่ปัญหามันอยู่ที่นายคนอังกฤษนั่นต่างหาก ดูเหมือนว่าจะมีแค่ชาร์ลีคนเดียวเท่านั้นที่มีอิทธิพลต่อรอยยิ้มของเขา

 

 

“อย่ายิ้มสิจอน อย่ายิ้ม”

 

 

ทุกวันนี้แม้จะปิดกองแดร์เดวิลซีซัน2ไปเรียบร้อยแล้ว ชาร์ลีก็ยังคงหยอกเย้าเขาอยู่อย่างนี้ทุกครั้งที่มีโอกาสได้เจอกัน น้ำเสียงของอีกฝ่ายยังคงร่าเริง และรอยยิ้มชวนหลงใหลก็ยังคงประดับประดาอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา

 

 

จอนหัวใจเต้นตึกตักผิดจังหวะ ไม่มีทางเลยที่เขาจะควบคุมตัวเองได้ในตอนที่ได้ยินคาถาของชาร์ลี

 

 

ทุกครั้งที่ได้ยินมัน เขามักจะยิ้มออกมา แต่ถึงอย่างนั้น ในครั้งนี้ เสียงกระซิบของชาร์ลีก็ทำให้จอนยิ้มไม่ได้แล้ว

 

 

จอนเลิกยิ้ม ชายหนุ่มยิ้มไม่ได้อีกแล้ว นั่นก็เพราะว่ามือแกร่งของจอนคว้าข้อมือของชาร์ลีไว้ ก่อนที่ปากของเขาประกบเข้ากับปากของชาร์ลีอย่างแนบแน่น

 

 

เห็นได้ชัด…ว่าปากของเขากำลังยุ่งเกินกว่าที่จะยิ้ม 😉

 

 

 

…….