GOTHAM FanFiction [ Bruce Wayne x Jim Gordon ] ‘I’m not just a kid anymore, Jim’

หมายเหตุ : เดาเหตุการณ์ต่อจากซีซัน 4 ค่ะ

 

………

 

GOTHAM FanFiction

 

Bruce Wayne x Jim Gordon

 

‘I’m not just a kid anymore, Jim’

 

…….

 

 

บรูซ เวย์นกำลังหงุดหงิด

 

 

 

ภายในโรงพักที่ค่อนข้างเละเทะ เบื้องหน้าของเด็กหนุ่มคือกัปตันกอร์ดอนที่ยืนเท้าสะเอวทำหน้าบึ้งตึง โดยมีนักสืบฮาร์วีย์ บูลล็อคยืนถอนหายใจอย่างปลดปลงอยู่ข้าง ๆ

 

 

 

“บรูซ ฉันบอกเธอแล้วไงว่าไม่ให้ออกไปเพ่นพ่านข้างนอก ทำไมถึงไม่ยอมฟังกันดี ๆ บ้าง” จิม กอร์ดอนทั้งบ่นทั้งดุ เจ้าหน้าที่ตำรวจบางส่วนหันไปมองผู้บังคับบัญชาอย่างสนใจใคร่รู้ ในขณะที่อีกหลาย ๆ คนหลุดยิ้มออกมาอย่างเอือมระอา

 

 

 

วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่วุ่นวายในก็อตแธม หลังจากที่ชาวเมืองอพยพออกไป เมืองทั้งเมืองก็ถูกพวกอาชญากรแย่งกันครอบครองพื้นที่แต่ละส่วน จนแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีที่ไหนในเมืองที่ปลอดภัย แต่ถึงอย่างนั้น ทายาทเวย์นเอนเตอร์ไพรซ์ก็ยังคงวิ่งเล่นต่อยตีกับแก๊งอันธพาล ตามหาเบาะแสของเจเรไมอาห์อยู่บนท้องถนนที่แสนจะอันตรายอย่างไม่กลัวเกรง

 

 

 

เพราะอย่างนั้นถึงได้ถูกกัปตันกอร์ดอนว่ากล่าวตักเตือนเป็นประจำ เจ้าหน้าที่เกือบทุกคน ณ ที่นั้นเอือมระอาและชินชากับเหตุการณ์นี้ไปแล้ว แต่ก็ยังมีเจ้าหน้าที่บางนายรู้สึกเพลิดเพลินเวลาที่ได้ฟังบทสนทนาระหว่างจิม กอร์ดอนและบรูซ เวย์นอยู่ดี

 

 

 

พูดก็พูดเถอะ กัปตันกอร์ดอนที่ทำตัวเป็นพ่อหวงลูกน่ะมีสเน่ห์จะตาย เหล่าแฟนคลับกอร์ดอนคิดเช่นนั้นขณะตั้งใจฟังเสียงบ่นเด็กของหัวหน้าเต็มที่

 

 

 

“เธอก็รู้นี่ว่ามันอันตรายแค่ไหน”

 

 

 

“ผมดูแลตัวเองได้น่า” บรูซว่าพลางก้มมองจิมที่ยังคงทำหน้าถมึงทึง นัยน์ตาสีฟ้าของคนแก่กว่าเปี่ยมไปด้วยความกังวลและความไม่พอใจ แต่ก็แฝงไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใยที่ทำให้เด็กหนุ่มใจอ่อนลงเล็กน้อย

 

 

 

แต่หลัก ๆ แล้วเขาก็ยังคงอารมณ์เสียอยู่ดี

 

 

 

บรูซรู้ว่าอีกฝ่ายหวังดี แต่บางครั้งความหวังดีก็ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเจ็บปวดได้เหมือนกัน

 

 

 

ทายาทเวย์นเอนเตอร์ไพรซ์กำหมัดแน่น เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง สายตาที่จิมมองมาที่เขาก็ยังคงเป็นสายตาแบบเดียวกับที่ผู้ใหญ่มองเด็กคนหนึ่ง แม้ว่าบรูซจะโตขึ้นแค่ไหน สูงขึ้นแค่ไหน ตำรวจคนนี้ก็ยังมองว่าเขาเป็นเด็กอยู่เสมอ

 

 

 

สิ่งที่บรูซต้องการ ก็แค่อยากให้จิมมองเขาในฐานะผู้ชายคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่เด็กน้อยที่จะต้องได้รับการดูแลปกป้องตลอดไป พับผ่าเถอะ หลัง ๆ มานี้อัลเฟรดยังไม่หวงไม่ห่วงเขาเป็นแม่ไก่หวงไข่ขนาดนี้เลย!

 

 

 

“บรูซ ถึงเธอจะดูแลตัวเองได้ แต่…”

 

 

 

จิมพยายามใช้น้ำเสียงที่ฟังดูมีเหตุผล ชายหนุ่มอารมณ์เย็นลงได้เพราะฮาร์วีย์โอบไหล่เขาพร้อมกับกระซิบอะไรบางอย่างข้าง ๆ หู ทว่า แม้สถานการณ์ฝั่งจิมจะดีขึ้นแล้ว แต่ภาพความใกล้ชิดของคู่หูบูลล็อคกอร์ดอนกลับทำให้สถานการณ์ฝั่งบรูซเลวร้ายกว่าเดิม

 

 

 

“ผมโตแล้วนะ! คุณเลิกทำเหมือนกับว่าผมเป็นเด็กซะทีเถอะ!”

 

 

 

แล้วก็เลิกให้นักสืบบูลล็อคแตะต้องร่างกายของคุณตามใจชอบได้แล้ว!! แน่นอนว่าไอ้เรื่องแตะต้องอะไรนี่ไม่ได้พูดออกไปหรอก แต่บูลล็อคที่พอจะอ่านสถานการณ์ออกรีบถอยหลังหนีจากจุดที่ยืนอยู่ไปสองสามก้าว ทิ้งระยะห่างระหว่างตัวเองและคู่หูอย่างแนบเนียน

 

 

 

อันที่จริงคนเขารู้กันทั้งสถานีว่าจิม กอร์ดอนมีเด็กหนุ่มวัยขบเผาะแอบมองอยู่ทุกวัน มีแต่พ่อคนถูกมองเท่านั้นล่ะที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับใครเขาเลย

 

 

 

“…บรูซ ฉันขี้เกียจทะเลาะกับเธอแล้ว ไปนั่งรอฉันในห้องทำงานก่อน เดี๋ยวฉันเคลียร์งานเสร็จแล้วจะไปส่งเธอที่คฤหาสน์” ในท้ายที่สุด จิมก็ตัดสินใจยกธงขาวยอมแพ้สงครามน้ำลายจนได้ ตำรวจหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางพยักพเยิดไปยังประตูห้องทำงานที่อยู่ข้างหลังตน เป็นเชิงไล่ให้อีกฝ่ายเข้าไปในนั้นแต่โดยดี

 

 

 

บรูซเหลือบมองประตูบานนั้นชั่วครู่ เด็กหนุ่มใช้เวลาไม่กี่วินาทีขบคิดตัดสินใจ ก่อนจะหันไปยืนยันกับจิมเบา ๆ

 

 

 

“จิม ผมพูดจริง ๆ นะ ผมไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว”

 

 

 

ว่าพลางเดินเข้าไปใกล้คนแก่กว่า จิมเงยหน้ามองเด็กหนุ่มนิ่ง ๆ

 

 

 

“บรูซ เข้าไปข้างใ…”

 

 

 

ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายมีโอกาสพูดจนจบประโยค เสียงของกัปตันกอร์ดอนกลืนหายไปในลำคอเมื่อถูกริมฝีปากของบรูซประกบจูบ นัยน์ตาสีฟ้าเบิกกว้างอย่างตกตะลึง ก่อนที่จิมจะรีบผละออกจากร่างของเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็วเมื่อได้สติ

 

 

 

สีหน้าอ้ำอึ้งพูดไม่ออกของจิมทำให้บรูซเผยยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ ลืมอารมณ์ขุ่นข้องหมองใจก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น ฝ่ายจิมรีบหันซ้ายหันขวา เมื่อพบว่าทั้งลูกน้องในสถานีและคู่หูต่างก็กำลังกลั้นยิ้มกลั้นขำกับท่าทีเด๋อด๋าของเขาสุดชีวิต ชายหนุ่มก็กระแอมไอเสียงดังเรียกความน่าเชื่อถือกลับคืนมาทันที

 

 

 

“ไม่มีงานมีการทำกันรึไง! ทำงานกันต่อได้แล้ว!!”

 

 

 

ตะคอกลูกน้องเสร็จก็ใช้หลังมือปาดเช็ดริมฝีปากที่ยังหลงเหลือไออุ่นของเด็กหนุ่มเอาไว้ จิมจ้องเขม็งมองบรูซอย่างไม่เข้าใจ

 

 

 

“เธอนี่เล่นอะไรเป็นเด็ก ๆ ไปได้”

 

 

 

“ถ้าอย่างนั้นคราวนี้ลองFrench Kissมั้ยครับ จะได้เป็นผู้ใหญ่มากขึ้นไง”

 

 

 

จิมนิ่งอึ้งไปแล้วในขณะที่บูลล็อคระเบิดหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ บรูซยักยิ้มซุกซน โน้มใบหน้าเข้าใกล้คนเป็นกัปตัน กระซิบถ้อยคำบางอย่างข้าง ๆ หูอีกฝ่าย

 

 

 

“จิม เลิกมองผมเป็นเด็กซะทีเถอะ ผมโตพอที่จะคบกับคุณได้แล้วนะ”

 

 

 

เป็นคำขอที่ฟังดูทะเล้น แต่ก็แฝงไปด้วยความน้อยใจอยู่ในนั้น

 

 

 

“พอได้แล้ว อย่ามาล้อเล่นกับผู้ใหญ่นะบรูซ”

 

 

 

“ผมไม่ได้ล้อเล่น ผมจริงจังนะ ผมชอบคุณ ผมอยากคบกับคุณ ไม่เชื่อก็มองตาผมสิจิม” บรูซว่าพลางจ้องเขม็งไปยังนัยน์ตาสีฟ้าของจิมเป็นเชิงท้าทาย ในฐานะตำรวจมากประสบการณ์ จิมสามารถดูออกได้ง่าย ๆ ว่าใครพูดความจริง ใครพูดโกหก ซึ่งจิมพยายามอย่างมากที่จะมองหาความลังเลในตัวของเด็กหนุ่มลูกเศรษฐี

 

 

 

แต่สุดท้ายเขาก็ต้องยอมรับอย่างหมดท่าว่าเด็กคนนี้พูดความจริง

 

 

 

“…ฉันไม่คุยกับเธอแล้ว ไปนั่งรอข้างในโน่นไป” จิมไม่พูดอะไรให้มากความ เขาดันหลังบรูซเข้าไปในห้องทำงาน ปิดประตูดังปังขังเด็กหนุ่มเอาไว้ในนั้นแล้วปั้นหน้าขรึม เดินไปหยิบแฟ้มคดีที่โต๊ะของบูลล็อคมาพลิก ๆ ดูอย่างขอไปที

 

 

 

“เด็กเดี๋ยวนี้นี่โตเร็วเนอะ”

 

 

 

คู่หูว่าพลางใช้ศอกกระทุ้งเบา ๆ ที่เอวของจิมเป็นเชิงหยอกเย้า ส่วนคนถูกหยอกทำทีเป็นอ่านเอกสาร ไม่ยอมเงยหน้าจากแฟ้มในมือเสียที

 

 

 

“หุบปากน่าฮาร์วีย์ นายต้องไปสอบปากคำลูกน้องออสวัลด์ต่อไม่ใช่รึไง”

 

 

 

“จ้าๆ ลุงฮาร์วีย์ไปทำงานต่อก็ได้จ้าจิมโบ”

 

 

 

พอถูกไล่ก็ไม่อยู่ให้อีกฝ่ายรำคาญใจ ฮาร์วีย์ บูลล็อคเดินลงบันไดไปยังห้องสอบปากคำ ในขณะที่จิมทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะของคู่หู ไม่ยอมกลับเข้าไปนั่งในห้องทำงานของตัวเอง ชายหนุ่มเหลือบมองเงาตะคุ่ม ๆ หลังบานประตูชั่วครู่ก่อนจะรีบก้มลงอ่านข้อมูลในแฟ้มดังเดิม พยายามทำเป็นไม่สนใจก้อนเนื้อในอกที่เต้นเร็วกว่าเดิมมาได้สักพักแล้ว

 

 

 

ให้ตายเถอะ ฮาร์วีย์พูดถูก เด็กเดี๋ยวนี้นี่โตเร็วจริง ๆ เล่นเอาคนอย่างเขาไปต่อไม่ถูกเลยทีเดียว

 

 

 

 

…….

Advertisements

Young Justice AU FanFiction [ Clark Kent x Conner Kent ] ‘Star Wars AU’

Young Justice AU FanFiction

 

Pairing : Clark Kent x Conner Kent

 

‘Star Wars AU’

 

 

…………

 

 

 

ในวันที่อากาศดี ท้องฟ้าคอรัสซังสดใสงดงาม เหล่าพาดาวันตัวน้อยจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่หน้าวิหารเจได ผมเปียเล็ก ๆ แกว่งไกวไปตามการเคลื่อนไหวของร่างกายและสายลม

 

 
“เฮ่ ดูเขาสิ” พาดาวันคนหนึ่งสะกิดเพื่อนในกลุ่ม พยักเพยิดไปยังร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีน้ำตาลรุ่มร่ามที่เดินสวนมาจากอีกทาง เขาคนนั้นอายุราว ๆ สิบหกปี แม้จะสวมฮู้ดคลุมศีรษะเอาไว้ แต่ก็ยังพอจะมีโอกาสเห็นเสี้ยวหน้าหล่อเหลาคุ้นเคยที่ซ่อนอยู่ในนั้น

 

 
“คอนเนอร์ เคนท์ล่ะ”

 

 
“ม เหมือนมาสเตอร์เคนท์ชะมัด!” พาดาวันคนที่สองโพล่งออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะยกมือขยี้ตาตัวเอง เช่นเดียวกับพาดาวันที่เหลือที่ส่งเสียงฮือฮากันเบา ๆ

 

 
“ก็ต้องเหมือนสิ เขาเป็นร่างโคลนของมาสเตอร์เคนท์นี่” พาดาวันคนแรกเท้าสะเอวอธิบายให้เพื่อน ๆ ฟัง ในขณะที่ ‘ร่างโคลน’ ที่ถูกพูดถึงดูเหมือนจะมีปฏิกิริยากับคำพูดนั้นอยู่พอสมควร เขาเผลอตัวหยุดเดินไปชั่วครู่ แต่ก็รวบรวมสติแล้วเดินต่อไปเงียบ ๆ

 

 
เขากัดฟันแน่นพลางเร่งความเร็วขึ้น เพื่อหลีกหนีบทสนทนานั้น

 

 
“ร่างโคลนก็แปลว่าต้องเหมือนเปี๊ยบไม่ใช่เหรอ…แต่เขาอายุน้อยกว่ามาสเตอร์เคนท์นี่” พาดาวันคนที่สามมีสีหน้าสงสัย แล้วก็เป็นพาดาวันคนแรกอีกเช่นเคยที่เป็นฝ่ายตอบคำถามนั้น

 

 
“เห็นว่ายังโตได้ไม่เต็มที่ก็ถูกเอาออกมาใช้งานซะก่อนน่ะ”

 

 
‘ใช้งาน’

 

 
เหมือนได้ยินเสียงขาดผึงของเส้นสติในหัว คอนเนอร์ เคนท์ที่เพิ่งออกจากห้องทดลองมาได้ไม่กี่อาทิตย์พุ่งเข้าหากลุ่มเด็ก ๆ อย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มทำท่าผลักอากาศออกไปแรง ๆ ทีหนึ่ง ผลที่เกิดขึ้นก็คือพาดาวันคนแรกกระเด็นปลิวไปตามแรงฟอร์ซ หากไม่ใช่ว่าเพื่อน ๆ ที่เหลือช่วยกันใช้ฟอร์ซพยุงไว้ก็คงล้มกระแทกพื้นไปแล้ว

 

 
“ข้าไม่ใช่สิ่งของ! ข้ามีชีวิต!”

 

 
เด็กหนุ่มร่างโคลนหอบหายใจหลังจากที่ตวาดออกไปด้วยความเกรี้ยวกราด คอนเนอร์ใช้ฟอร์ซอีกรอบด้วยความฉุนเฉียว แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรก็ถูกรวบจับจากด้านหลังด้วยแรงมหาศาล

 

 
“อึก!?” คนถูกจับสะดุ้งเฮือก รู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าเจ้าของร่างกำยำนั้นเป็นใคร

 

 
“คอนเนอร์” ผู้มาใหม่เอ่ยชื่อเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงดุดัน ก่อนจะหันหน้าไปยังทิศที่เหล่าพาดาวันยืนรวมกลุ่มกัน แต่ละคนมีท่าทีตื่นกลัวมากน้อยแตกต่างกันไป

 

 
“เดี๋ยวข้าจัดการเขาเอง พวกเจ้ารีบไปเถอะ”

 

 
น้ำเสียงอ่อนโยนที่ใช้กับเด็ก ๆ นั้นต่างกับที่ใช้ดุคอนเนอร์อย่างสิ้นเชิง ราวกับราดน้ำมันลงบนกองเพลิง คอนเนอร์ที่รู้สึกเจ็บแปลบในอกออกแรงดิ้นสุดฤทธิ์ แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายได้เลย

 

 
“ปล่อยข้านะมาสเตอร์!!” คอนเนอร์ที่ดิ้นจนหมดแรงตวาดไปพลางหอบหายใจไปพลาง ฮู้ดที่เคยปกคลุมศีรษะเปิดออกมาเพราะแรงดิ้น เผยให้เห็นใบหน้าอ่อนเยาว์กับเรือนผมสีดำที่เริ่มยุ่งเหยิง นัยน์ตาสีฟ้าสวยจ้องเขม็งมองผู้เป็นอาจารย์อย่างท้าทาย

 

 
ใช่แล้ว อีกฝ่ายก็คืออาจารย์ของเขา ผู้รับผิดชอบดูแลร่างโคลนอย่างเขา และเป็นร่างต้นแบบของเขาด้วยเช่นกัน

 

 
‘คลาร์ก เคนท์’

 

 
“เจ้าทำผิดแล้วจะให้ข้าปล่อยเจ้าได้ยังไง” ใบหน้าที่คล้ายคลึงกับคอนเนอร์จ้องตอบกลับไปอย่างไม่พอใจ มวลอากาศแถวนั้นพลันหนักอึ้ง ทั้งคลาร์กและคอนเนอร์จ้องตากันอย่างฉุนเฉียวอยู่ครู่ใหญ่

 

 
“ข้าไม่ผิด! พวกเขาเริ่มก่อน!” เด็กหนุ่มร่างโคลนเงยหน้าเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ แน่นอนว่า ‘พวกเขา’ ในที่นี้ไม่ได้เจาะจงถึงพาดาวันเหล่านั้นเพียงกลุ่มเดียว แต่หมายรวมไปถึงคนอื่น ๆ ที่ไม่พอใจกับการมีตัวตนอยู่ของเด็กหนุ่ม ณ วิหารเจไดแห่งนี้

 

 
คอนเนอร์ได้รับสิทธิพิเศษอย่างที่ไม่เคยมีใครได้รับมาก่อน ในฐานะร่างโคลนของมาสเตอร์เจไดอย่างคลาร์ก เคนท์ เด็กหนุ่มไม่จำเป็นต้องผ่านการฝึกอย่างพาดาวันก็สามารถเลื่อนขั้นเป็นอัศวินเจไดได้เลย ซึ่งนั่นเป็นจุดดึงดูดความเกลียดชังจำนวนมากอย่างช่วยไม่ได้

 

 
เหล่าเจไดที่ซุกซ่อนความอิจฉาริษยาเอาไว้จึงมองเขาเป็นเพียงแค่สิ่งของที่เอาไว้ใช้งานในสงครามเท่านั้น มองด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม และตีตัวออกห่างจากคอนเนอร์

 

 
พวกเขาลงโทษคอนเนอร์ด้วยความโดดเดี่ยวเคว้งคว้าง มอบความรู้สึกแปลกแยกและไม่ปลอดภัยให้กับเด็กหนุ่มร่างโคลน

 

 
ซึ่งการกระทำดังกล่าวก็มีผลกระทบต่อจิตใจของคอนเนอร์มากมายเหลือเกิน

 

 
“ต่อให้พวกเขาเริ่ม แต่เจ้าก็ควบคุมตัวเองไม่ได้” คลาร์กโต้ตอบกลับไปอย่างเอือมระอา ชายหนุ่มโน้มตัวลงตามสัญชาตญาณในขณะที่กำลังอ้าปากพูด และในตอนนั้นเอง เขาไม่ได้รู้ตัวเลย…

 

 
…ไม่ได้รู้ตัวเลยว่า ระยะห่างระหว่างใบหน้าของเขาและคอนเนอร์หดสั้นลงมากแค่ไหน

 

 
มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เห็นว่าคอนเนอร์มีสีหน้าแปลกประหลาด ใบหน้าของเด็กหนุ่มขึ้นสีแดงจาง ๆ และดูลนลานทำอะไรไม่ถูก ทำให้หัวใจของอาจารย์เจไดกระตุกผิดจังหวะไปเล็กน้อย อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

 
พวกเขาใกล้ชิดกันมาก…มากเสียจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่แตะสัมผัสใบหน้าของกันและกันอย่างแผ่วเบา

 

 
“ป ปล่อยข้านะ!” คอนเนอร์ดิ้นอีกครั้ง และคราวนี้คลาร์กก็ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายสะบัดหลุดโดยง่าย เด็กหนุ่มถอยหลังกรูดทั้ง ๆ ที่ใบหน้ายังคงแดงซ่าน เปลี่ยนท่าทีจากเสือดุร้ายกลายเป็นแมวที่ดูไร้พิษภัยไปในชั่วพริบตา

 

 
คลาร์กประหลาดใจมาก คอนเนอร์ทำผิดกฎของเจไดมาหลายครั้ง และตัวเขาในฐานะมาสเตอร์ก็ลงโทษเด็กหนุ่มเป็นประจำ แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่การลงโทษให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจเช่นนี้มาก่อน

 

 
“ย ยังไงซะข้าก็ไม่ผิด ท่านลงโทษข้าไม่ได้หรอก!!” คอนเนอร์ตะโกนเสียงดัง แล้วจึงรีบหันหลังวิ่งหนีไปอย่างร้อนรน ภาพที่เห็นทำให้คลาร์กเอามือลูบคางอย่างครุ่นคิด อาจารย์เจไดไตร่ตรองอะไรบางอย่างอยู่เพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น ก่อนจะเร่งตามหลังอีกฝ่ายไป พร้อมด้วยรอยยิ้มยากคาดเดาที่ปรากฏบนใบหน้าคมคาย

 

 
ดูเหมือนว่าเขาจะค้นพบทางลัดสำคัญในการลงโทษคอนเนอร์ เคนท์เสียแล้ว

 

 
……

GOTHAM FanFiction [ Bruce Wayne x Jim Gordon ] ‘HUG’

หมายเหตุ : นำเหตุการณ์ในซีซัน 2 มาดัดแปลงเล็กน้อย

 

……………….

 

GOTHAM FanFiction

 

Pairing : Bruce Wayne x Jim Gordon

 

‘HUG’

 

……..

 

 

ไม่ใช่ครั้งแรกที่บรูซ เวย์นคนนั้นโผกอดเขาทันทีที่เจอหน้า

 
แล้วก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักสืบกอร์ดอนรู้สึกได้ถึงส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นของเด็กหนุ่ม

 
“ดีจังที่คุณไม่เป็นอะไร” ทายาทเวย์นเอนเตอร์ไพรซ์พึมพำอย่างโล่งอก จิม กอร์ดอนผงะไปเล็กน้อย เขาเอื้อมมือไปลูบหลังอีกฝ่ายอย่างเก้ๆกังๆ ก่อนจะกอดตอบเด็กหนุ่มลูกผู้ดีด้วยความเต็มใจ

 
“อืม ฉันไม่ได้อยู่ที่นี่พอดีน่ะ…” คุณตำรวจหน้านิ่งพยักหน้าฝืนๆ ก่อนจะนับหนึ่งถึงสามในใจแล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที

 
เพราะเมื่อยิ่งตอกย้ำถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เขาก็ยิ่งอยากจะปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมา ณ เดี๋ยวนั้น

 
“ว่าแต่ตัวสูงขึ้นนิดนึงรึเปล่านะ” นักสืบหนุ่มเอ่ยยิ้มๆ แม้จะเป็นยิ้มเศร้าๆก็ตาม บรูซส่งเสียงงึมงำในลำคอฟังไม่ได้ศัพท์คล้ายกับว่ารู้จุดประสงค์ของอีกคน ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงไม่ได้คาดคั้นอะไรกับการเปลี่ยนเรื่องคุยครั้งนี้

 
“พวกเรารีบมาทันทีที่เห็นข่าวในทีวี รุนแรงกว่าที่คิดอีกนะครับ”

 
พ่อบ้านที่ชื่ออัลเฟร็ดว่าพลางมองสำรวจความเสียหายรอบโรงพัก จิมอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างกับชายวัยกลางคน แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่พยักหน้าให้อีกคนเงียบๆ

 
เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น เขาพูดอะไรไม่ออกเลย

 

การบุกจู่โจมGCPDครั้งนี้ทิ้งแผลใจให้จิมเพิ่มอีกหนึ่งแผล ในฐานะผู้รอดชีวิตที่ไม่ได้ในที่เกิดเหตุ ความรู้สึกผิดบาปที่เห็นคนอื่นตายแต่ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ

 

ยิ่งเป็นหัวหน้าที่สนิทกัน ความรู้สึกผิดยิ่งทับถมทวีคูณ

 

ความรู้สึกมากมายหนักอึ้งอยู่บนบ่า รู้ตัวอีกทีเขาก็เผลอกอดบรูซแน่นกว่าเดิมเล็กน้อย

 
“อะ ขอโทษที” ชายหนุ่มว่าพลางรีบปล่อยมือจากแผ่นหลังของคนอายุน้อยกว่า แต่บรูซไม่ว่าอะไร ซ้ำยังไม่ยอมผละออกจากร่างของจิมอีกด้วย

 
“บรูซ…?” จิมเรียกชื่ออีกฝ่าย ออกจะงุนงงเล็กน้อยกับปฏิกิริยาของเด็กหนุ่ม

 
“ถ้าอยากร้องก็ร้องออกมาได้เลยนะครับ” จู่ๆบรูซก็เอ่ยออกมาอย่างนั้น จิมชะงักไปชั่วครู่

 
“ไม่ร้องหรอก” เขาตอบนิ่งๆ เป็นเชิงว่าอย่าดูถูกผู้ใหญ่นักเลย แต่น่าแปลกที่ขอบตากลับร้อนผ่าว

 
บรูซไม่ตอบอะไร บุตรแห่งก็อตแธมถือวิสาสะเอื้อมมือไปสัมผัสกับหลังศีรษะของกอร์ดอน ก่อนจะค่อยๆกดมันลงที่บ่าของตนอย่างเชื่องช้า

 

“…..” อดีตทหารถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ชายหนุ่มยังคงไม่พูดอะไรเช่นเคย แต่ก็เลือกที่จะอยู่นิ่งๆ ปล่อยให้ตัวเองซบหน้าลงบนบ่าของเด็กหนุ่มเงียบๆ

 
ดวงตาทั้งสองข้างของจิมถูกบดบังจนคนรอบข้างมองไม่เห็น สิ่งที่พอจะมองเห็นบ้างมีเพียงปากของชายหนุ่มที่เม้มแน่นสนิท

 
นิ่งมาก

 
ไม่มีเสียงพูดคุย ไม่มีเสียงสะอื้น แต่ถึงอย่างนั้น สัมผัสเปียกอุ่นบนเสื้อตัวนอกของบรูซก็ช่วยยืนยันได้ว่า จิม กอร์ดอน ผู้กล้าแกร่งคนนี้กำลังร้องไห้

 
กำลังร้องไห้อย่างไร้เสียงท่ามกลางซากปรักหักพังในโรงพัก บรูซกวาดสายตามองรอบข้างทีหนึ่ง ทั้งๆที่ทุกคนต่างวุ่นวายกับบาดแผลและความสูญเสีย

 
แต่ยามเมื่อพวกเขาสวมกอดกันและกัน ก็ราวกับว่าก็อตแธมที่เคยวุ่นวายพลันเงียบเสียงลง

 
เป็นชั่วขณะหนึ่งในชีวิตที่สงบสุขที่สุดของจิม กอร์ดอน และบรูซ เวย์น

 

……

 

 

Fantastic Beasts FanFiction [ Gellert Grindelwald x Percival Graves ] ‘A Guy named Gellert’

 

Fantastic Beasts FanFiction

 

Pairing : Gellert Grindelwald x Percival Graves

 

‘A Guy named Gellert’

 

 

………..

 

 

เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์เป็นอัจฉริยะ

เขาเป็นคนเก่งเกินวัยมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ไม่สามารถเข้ากันได้ดีกับเพื่อนวัยเดียวกันได้

อาจจะตั้งแต่ตอนนั้นที่กรินเดลวัลด์รู้จักกับความโดดเดี่ยวเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะค่อย ๆ เรียนรู้และเคยชินกับมันมาเรื่อย ๆ กรินเดลวัลด์ในวัยเด็กสนใจศึกษาเรื่องศาสตร์มืดเป็นอย่างมาก เขาเข้ารับการศึกษาที่เดิร์มสแตรงก์ และในช่วงที่กำลังศึกษาเล่าเรียน เขาเองก็ยังคงโดดเดี่ยว

ยิ่งอยู่คนเดียว อยู่คนเดียวท่ามกลางความรู้สึกที่ว่าตนเองนั้นผิดแปลกไปจากผู้อื่น ไม่ว่าจะคิดอะไรหรือจะทำอะไร ความคิดความอ่านของเขาก็เริ่มบิดเบี้ยวฉีกกรอบสามัญสำนึกของผู้วิเศษทั่วไป

อยากเป็นอมตะ

อยากมีชีวิตที่เป็นนิรันดร์

อยากเป็นนายแห่งยมทูต

นั่นคือเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของกรินเดลวัลด์ หลังจากที่ได้รับรู้ตำนานเครื่องรางยมทูตในนิทานสามพี่น้องของบีเดิลยอดกวี เด็กหนุ่มผู้คลั่งไคล้ศาสตร์มืดก็มุ่งมั่นกับการตามหาเครื่องรางทั้งสามเป็นอย่างมาก

ทั้ง ๆ ที่ความเชื่อเรื่องเครื่องรางยมทูตเป็นแค่เพียงเรื่องโกหกพกลมสำหรับการแต่งแต้มสีสันเข้าไปในนิทานเพื่อความบันเทิงของผู้อ่าน แต่คนฉลาดอย่างกรินเดลวัลด์กลับเชื่อมั่นในตำนานนั้น

เขาเชื่อ…ก็เพราะเขาอยากเชื่อ

เพราะอยากเชื่อว่าเครื่องรางยมทูตมีอยู่จริง อยากเชื่อว่าหนทางแห่งการพิชิตความตายมีอยู่จริง จึงได้ปักใจเชื่ออย่างไม่ลังเล สำหรับอัจฉริยะอย่างกรินเดลวัลด์ เรื่องศาสตร์มืดที่เขาศึกษาอยู่นั้นไม่เคยเป็นรองใคร ความเก่งเกินวัยของเขาทำให้ทุกอย่างบนโลกใบนี้ดูง่ายดายน่าเบื่อหน่ายไปเสียทั้งหมด

ไม่เคยสนุกกับการพยายามเหมือนคนอื่น ๆ นั่นเพราะถึงแม้ว่าจะไม่พยายามอะไรเลยก็สามารถเรียนรู้ได้อย่างว่องไว การเป็นนายแห่งยมทูตจึงเป็นความบันเทิงหลัก ๆ สำหรับกรินเดลวัลด์ที่โหยหาความตื่นเต้นและความท้าทายในชีวิต

แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องรางเท่านั้นที่กรินเดลวัลด์ให้ความสนใจเป็นพิเศษ เด็กหนุ่มชอบทุกอย่างที่ทำให้คนอย่างเขารู้สึกสนุกสนานได้ อย่างเช่นการทดลองอะไรหลาย ๆ อย่างกับเพื่อนนักเรียนโดยอาศัยเพียงความสงสัยเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นตัวจุดชนวน
ข้อสันนิษฐานและสมมติฐานมากมายถูกตั้งขึ้นมา ก่อนจะถูกท้าพิสูจน์ด้วยการทดลองที่โหดเหี้ยมทารุณ

การทดลองเริ่มต้นขึ้น และค่อย ๆ เพิ่มระดับความวิปริตขึ้นเรื่อย ๆ จนแม้กระทั่งโรงเรียนศาสตร์มืดอย่างเดิร์มสแตรงก์ยังยากจะทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้

สุดท้ายแล้ว กรินเดลวัลด์ในวัยสิบหกปีก็ถูกไล่ออกจากโรงเรียนในที่สุด

กรินเดลวัลด์ออกเดินทางไปต่างประเทศ เขาไม่เคยใส่ใจกับการกระทำของเดิร์มสแตรงก์ ไม่สนใจว่าใครจะมองอย่างไร เด็กหนุ่มยังคงค้นหาความฝัน ตามหาเครื่องรางยมทูตอยู่สามเดือน ก่อนจะแวะไปเยี่ยมคุณยายน้อยของตนที่ก็อดดริกส์โฮลโล่

 

 

และนั่นเป็นครั้งแรกที่กรินเดลวัลด์ได้รู้จักกับเพื่อนสนิทที่อายุใกล้เคียงกันและเข้าขากันได้ดีเป็นครั้งแรก

 
อัลบัส ดัมเบิลดอร์

 
ด้วยความที่ทั้งคู่เป็นคนเก่งเกินวัย ซ้ำยังสนใจเครื่องรางยมทูตเช่นเดียวกัน จึงทำให้เข้ากันได้ดี กรินเดลวัลด์ที่โดดเดี่ยวมาตลอดค่อย ๆ ตัดสินใจเปิดใจรับเอาดัมเบิลดอร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

 

ที่แท้แล้ว การมีเพื่อนที่คอยพูดคุยและรับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ก็ให้ความรู้สึกเช่นนี้นี่เอง

 
คนหนุ่มทั้งสองคุยเล่นคบหากันอย่างสนิทสนม และเป็นช่วงนี้นี่เองที่กรินเดลวัลด์เริ่มคิดถึงเป้าหมายในชีวิตอย่างอื่นนอกจากเครื่องรางยมทูต แทบจะทุกวันที่ใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ เขามักจะเห็นภาพของแอรีอานนา น้องสาวของดัมเบิลดอร์ถูกพวกมักเกิลรุมรังแกอยู่บ่อยครั้ง

 

ไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นเพราะห่วงใยแอรีอานนา หรือเป็นเพราะศักดิ์ศรีของเลือดบริสุทธิ์ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย สุดท้ายเกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ก็เริ่มคิดแผนโต้กลับพวกมักเกิล

 
โดยมีอัลบัส ดัมเบิลดอร์ให้ความร่วมมือด้วยอย่างเต็มใจ

 
ล้มกฎหมายปกปิดความลับ และ ยกผู้วิเศษขึ้นปกครองมักเกิล นั่นคือจุดประสงค์ของเด็กหนุ่มทั้งสอง ทว่า แผนการ ทำเพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ ก็เป็นอันต้องล้มเลิก เมื่อแอรีอานนาเสียชีวิตลง

 

สุดท้ายแล้ว กรินเดิลวัลด์กับดัมเบิลดอร์ก็มาถึงจุดแตกหัก

 
ที่แท้แล้ว คำว่าเพื่อนก็เปราะบางถึงเพียงนี้

 
ความสัมพันธ์ที่พังทลาย ที่แท้แล้วก็รับมือยากขนาดนี้

 

หลังจากที่ได้ลองใช้ชีวิตในแบบของคนปกติธรรมดาทั่วไปในสังคมมาสักพักใหญ่ ๆ เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ก็กลับมาโดดเดี่ยวอีกครั้ง

 

แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะทำให้แผนการที่วางเอาไว้ล้มเลิกไปเสียทั้งหมด สำหรับกรินเดลวัลด์แล้ว นั่นเป็นแค่การหยุดชะงักชั่วคราวเท่านั้น เด็กหนุ่มยังคงมุ่นมั่นกับการตามหาเครื่องรางยมทูต และมุ่งมั่นกับแผนปกครองมักเกิลนั่นด้วย

 

เบนความสนใจจากเรื่องอื่นไปสู่เรื่องงาน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องสูญเสียความเยือกเย็นไปจนหมด กรินเดลวัลด์กระตือรือร้นกับภารกิจของเขามากขึ้นเป็นเท่าตัว จนสุดท้ายก็สามารถขโมยไม้กายสิทธิ์เอลเดอร์มาจากเกรโกโรวิตช์จนได้

 

และคุกนูร์เมนการ์ดก็ถูกสร้างขึ้นในเวลาต่อมา พร้อม ๆ กับปราการความรู้สึกที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อน

 

กรินเดลวัลด์ไม่คิดจะเชื่อใจใครอีกแล้ว

 

และเพราะคิดเช่นนั้น สำหรับกรินเดลวัลด์ การเชื่อใจใครสักคนจึงเป็นเรื่องที่ยากเหลือเกิน เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่คนคนนี้ไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้นได้แน่ ๆ

 
ประวัติศาสตร์ไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำรอย การสูญเสียสิ่งที่เรียกว่าสายสัมพันธ์ไปนั้นยากจะทำใจ

 
สู้ไม่มีเสียแต่แรก กำจัดต้นตอของปัญหาไปเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาระแวงว่าเมื่อไหร่สายสัมพันธ์นั้นจะสิ้นสุดลง

 
ยอมอยู่คนเดียวและเห็นค่าของผู้สนับสนุนเป็นแค่หมากเดินเกมเท่านั้น และอาจเพราะอยู่คนเดียวมากไป การมองผู้อื่นในสายตาของกรินเดลวัลด์จึงมองจากมุมมองของตัวเองเป็นหลัก

 
ยิ่งเขารู้สึกว่าการเชื่อใจใครสักคนเป็นเรื่องยาก เขาก็ยิ่งระแวงว่าเหยื่อของเขาเองก็ย่อมเป็นเหมือนเขา
ดังนั้น กรินเดลวัลด์จึงไม่เคยประมาทยามต้องใช้วาทศิลป์จูงใจคน และทุกครั้งที่สบโอกาส ชายผู้คลั่งศาสตร์มืดก็จะใช้โอกาสนั้นเป่าหูเหยื่อซ้ำอีกครั้งเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง

 

หรือถ้าคนใดไม่มีความจำเป็นต่อแผนการที่วางเอาไว้ เจ้าของนัยน์ตาสองสีก็จะเริ่มกำจัดคนเหล่านั้นทิ้งอย่างเลือดเย็น…

 

…เพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่

 

ใช่แล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาของการแผ่ขยายอำนาจไปหลายประเทศ กรินเดลวัลด์ดำรงชีวิตเช่นนี้มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งลักลอบเข้ามาในในอเมริกา เขาก็ยังคงใช้รูปแบบเดิม ๆ จัดการเหยื่ออย่างนี้ทุกครั้ง

 
แม้แต่กับเพอร์ซิวัล เกรฟส์ก็ไม่มีข้อยกเว้น กรินเดลวัลด์ตัดสินใจฆ่าเจ้าหน้าที่มาคูซ่าคนนี้เพื่อปลอมตัวสวมรอยแทน นั่นคือแผนที่วางไว้แต่แรก

 
ทว่า

 
สุดท้ายแล้วจอมมารก็เกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน เขาเก็บเกรฟส์เอาไว้เป็นทาส เป็นหนึ่งในหมากของเขาเช่นเดียวกับหมากตัวอื่น ๆ

 

ก็แค่ทาสคนหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่วายล่อลวงให้อีกฝ่ายเชื่อใจตนทุกครั้งที่มีโอกาส

 

สวมหน้ากากเล่นละครแนบเนียนเสียจนความระแวงของเพอร์ซิวัล เกรฟส์เริ่มคลายลงทีละน้อย แนบเนียนเสียจนดูไม่ออกว่าจริงหรือลวง

 

แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่กรินเดลวัลด์เผลอหลุดการแสดงอารมณ์ที่แท้จริงออกไป บางครั้ง รอยยิ้มที่เกรฟส์ได้เห็นก็เป็นรอยยิ้มที่หลุดมาจากความรู้สึกจริง ๆ เสียงหัวเราะที่ได้ยินเองก็หลุดออกมายามเผลอไผลเช่นเดียวกันกับรอยยิ้มดังกล่าว

 
มีบ้างเหมือนกัน ที่กรินเดลวัลด์เผลอคิดว่าถ้ามีเอลฟ์ประจำบ้านอย่างเกรฟส์ให้ได้หยอกเล่นอย่างนี้ตลอดไปก็คงดี

 

แล้วก็มีบ้างเหมือนกันที่เขารู้สึกหวงแหนทาสของตัวเองขึ้นมา

 
นับว่าเป็นความคิดที่อันตรายเหลือเกิน กรินเดลวัลด์แม้ไม่ถอนหายใจบ่อยเท่าเกรฟส์แต่ก็แอบกลัดกลุ้มอยู่เหมือนกัน

 

อันตราย…อย่างนี้อันตรายเกินไป

 
เขาเริ่มให้คนอื่นเข้ามามีอิทธิพลกับตัวเองไม่ได้ มีแต่ต้องให้คนอื่นเท่านั้นที่ตกอยู่ใต้การครอบงำของเขา กรินเดลวัลด์ย้ำเตือนตัวเองเช่นนั้น

 
ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เกิดเป็นสายสัมพันธ์ขึ้น ผูกมัด แล้วก็ตัดขาดออกจากกัน

ซึ่งการป้องกันประวัติศาสตร์ซ้ำรอยนั้น ดูท่าว่าจะเป็นอีกเรื่องที่จอมมารเกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ผู้นี้ไม่ถนัดเอาเสียเลย

………..

 

Fantastic Beasts AU FanFiction [ Gellert Grindelwald x Percival Graves ] ‘CakeVerse TH Ver.’

 

Fantastic Beasts AU FanFiction

 

Pairing : Gellert Grindelwald x Percival Graves

 

‘CakeVerse TH Ver.’

 

…………….

 

 

เกริกเป็นชายสัญชาติไทยวัยกลางคน เขาเกิด เติบโตและอาศัยอยู่ในเมืองหลวงที่แออัดและวุ่นวาย

 

เกริกมีตำแหน่งงานใหญ่โตในหน่วยงานแห่งหนึ่ง เขามีอำนาจ มีคนเคารพนับถือ และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยเชื่อใจคนอื่น เปิดรับใครเข้ามาในชีวิตอย่างสนิทใจสักเท่าไหร่

 

 

และที่สำคัญที่สุดก็คือ เกริกเป็นฟอร์ค

 

 

ในโลกที่มีการแบ่งแยกประเภทของมนุษย์  เกริกคือฟอร์คผู้ไม่เคยทราบรสชาติของอาหารมาตั้งแต่เกิด ลิ้นของเขาไม่รับรู้รสสัมผัสใด ๆ

 

 

สิ่งที่ทำให้ฟอร์คสามารถรับรู้รสได้มีเพียงอย่างเดียวคือ เค้ก มนุษย์ที่เป็นเค้กจะมีกลิ่นตัวหอมหวานและรสชาติเหมือนเค้กชนิดต่าง ๆ ตามแต่ลักษณะนิสัยของเจ้าตัว ยิ่งเป็นผู้หญิง ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะได้เป็นเค้กที่มีรสหวานมากกว่าเค้กทั่วไป

 

 

ทุกอย่างบนร่างของเค้กจะมีรสชาติหวานอร่อยสำหรับฟอร์ค ไม่ว่าจะเป็นผิวเนื้อเรือนร่าง หรือสารคัดหลั่งต่าง ๆ และเกริกเองก็ผ่านการลิ้มลองรสชาติของเค้กมาแล้วหลายคน หลายรสชาติ

 

 

ชาเขียว วานิลลา สตรอเบอร์รี่ ช็อกโกเลต และกาแฟ

 

 

เขาเป็นฟอร์คชำนาญการผู้ผ่านการลิ้มลองเค้กมาแล้วมากมายทุกเพศทุกวัย

 

 

แล้วก็มีบางครั้งที่เค้กรสชาติถูกปากมากเกินไปเสียจนเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ กลืนกินเค้กเข้าไปทั้งตัว

 

 

ซึ่ง กิน ในที่นี้ก็คือกินจริง ๆ กินที่มีความหมายตรงตามตัวอักษร

 

 

กัดแทะเครื่องในของเหยื่อ ดื่มเลือดสีแดงสดอย่างหิวกระหาย เกริกผ่านการร่วมรักกับเค้กมาแล้วหลายคน และคร่าชีวิตคนมาแล้วหลายศพด้วยกัน

 

 

จะว่าไปในสังคมทั่วโลกก็เป็นเช่นนี้ ฟอร์คหลายคนกลายเป็นฆาตกรเพราะความลุ่มหลงในรสชาติที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนของเค้ก และต้องจบชีวิตลงในเรือนจำ จะมีก็แต่ฟอร์คเจ้าเล่ห์อย่างเกริกเท่านั้นที่ยังสามารถใช้ชีวิตหรูหราอู้ฟู่ได้แม้จะก่อคดีขึ้นก็ตาม

 

 

เกริกยังคงพาเค้กขึ้นคอนโดฯเช่นปกติ ไม่ได้รู้สึกรู้สากับการกระทำของตนแต่อย่างใด จนกระทั่งวันหนึ่ง วันที่เกริกคิดจะออกไปหาเค้กกินในวันหยุดสุดสัปดาห์ ทันทีที่เปิดประตูห้องออกมา กลิ่นกาแฟจาง ๆ ผสมปนเปกับกลิ่นน้ำหอมก็ลอยมาปะทะกับจมูกของเกริก

 

 

ชายวัยกลางคนค่อย ๆ หันไปมองเพื่อนบ้านคนใหม่ที่กำลังควานหาคีย์การ์ดในกระเป๋า คนคนนั้นอายุพอ ๆ กันกับเกริก แต่งตัวเนี้ยบมาก และที่สำคัญที่สุดก็คือ

 

 

เขาเป็นเค้กรสกาแฟ

 

 

            เกริกเคยผ่านการชิมเค้กรสกาแฟมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยถูกใจเค้กกาแฟคนไหนถึงขั้นที่เผลอลืมตัวลงมือฆ่าเลยสักครั้ง

 

 

ทว่า ครั้งนี้กลับต่างออกไปจากครั้งใด ๆ

 

 

แม้ว่าเค้กคนนี้จะจงใจใช้น้ำหอมกลบกลิ่นของตัวเอง แต่สำหรับฟอร์คชั่วโมงบินสูงอย่างเกริก เขาย่อมมองออกได้อย่างเชี่ยวชาญ

 

 

กลิ่นกาแฟที่แผ่ออกมาจากตัวของเพื่อนบ้านที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนเป็นกลิ่นที่นุ่มลึกละมุนละไม แม้จะได้กลิ่นเพียงเล็กน้อยแต่ก็สามารถกระตุ้นต่อมความหิวโหยในตัวเกริกได้เป็นอย่างดี

 

 

“ขอโทษนะครับ คุณใช้น้ำหอมยี่ห้ออะไรหรือ? ผมชอบกลิ่นนี้”

 

 

เกริกหันไปชวนอีกฝ่ายคุยด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ฝ่ายคนที่ถูกทักยิ้มตอบกลับไปอย่างสุภาพเป็นมิตร พวกเขาแนะนำตัวกันสองสามประโยคพอเป็นพิธี ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง

 

 

“ภาสวรรณ”

 

 

เกริกพึมพำชื่อของผู้อาศัยคนใหม่ขณะเดินเข้าไปในอาคารลานจอดรถ หยิบเอานามบัตรที่เพิ่งแลกขึ้นมาดูด้วยความสนใจเป็นอย่างยิ่ง

 

 

เค้กจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าใครเป็นคนธรรมดา ใครเป็นเค้ก ใครเป็นฟอร์ค ผู้ที่สามารถมองออกได้มีเพียงคนที่เป็นฟอร์คเท่านั้น

 

 

แต่คนคนนั้นก็ดูจะไม่ใช่เค้กธรรมดาทั่วไป เขารู้วิธีกลบกลิ่นกายของตัวเองได้อย่างแนบเนียน แสดงว่าต้องไม่ใช่คนที่จะยอมโดนใครชิมรสชาติเอาง่าย ๆ

 

 

เกริกยกยิ้มมุมปาก ลอบเลียริมฝีปากอย่างหิวกระหาย นัยน์ตาของเขาทอประกายไม่น่าไว้ใจขณะจ้องมองนามบัตรที่มีกลิ่นของอีกฝ่ายหลงเหลืออยู่อย่างเจือจาง

 

 

…………

 

 

Marvel’s The Defenders Drabble [ Danny Rand x Matt Murdock ] ‘IF’

 

Marvel’s The Defenders Drabble

 

 

[ Danny Rand x Matt Murdock ]

 

 

‘IF’

 

 

………..

 

 

‘ปกป้องเมืองของฉันด้วย’

 
นั่นคือคำพูดสุดท้ายของแมตต์ เมอร์ด็อคที่แดนนี่ได้ยิน

 

เสียงกระซิบแผ่วเบานั้นคล้ายกับว่าจะเป็นคำสั่งเสีย แต่กลับไร้ซึ่งความรู้สึกแง่ลบใดๆ มันฟังดูผ่อนคลาย ผ่อนคลายเสียจนแดนนี่ไม่คิดว่ามันจะเป็นคำสั่งเสียจากปีศาจแห่งเฮลส์คิทเช่นจริงๆ

 
ทว่า ท่ามกลางเสียงร้องลั่นของรถพยาบาลและเสียงตึกที่กำลังถล่มเพราะแรงระเบิด กลับไร้ซึ่งร่างของแดร์เดวิลยืนรวมกลุ่มกับพวกเขาอย่างที่ควรจะเป็น แดนนี่เม้มริมฝีปากแน่น มีร่างบอบบางของคอลลีน วิงส์อยู่ในอ้อมกอด เธอกำลังร้องไห้ ในขณะที่เขาเองก็กำลังกลั้นน้ำตาอย่างสุดความสามารถ

 
แมตต์…แดร์เดวิลคนนั้น…ไม่คิดแม้แต่จะมีชีวิตรอดกลับมาด้วยซ้ำ

 
แม้จะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานพอ แต่แดนนี่ก็นึกเสียใจกับความตื้นเขินของตัวเองที่ยอมปล่อยให้นายศาลเตี้ยคนนั้นทำตามอำเภอใจ ทำไมแมตต์ถึงได้สละชีวิตตัวเองได้ง่ายดายเช่นนั้น หนึ่งชีวิตของเขานั้นไม่มีค่าเลยหรือ?

 
และแน่นอนว่า คำตอบก็คือ ‘ไม่ใช่’

 

จะกี่ชีวิตบนโลกก็ล้วนสำคัญเท่าเทียมกัน

 
ต่อให้แมตต์เป็นฮีโร่ เป็นศาลเตี้ย ต่อให้มีความสามารถในการต่อกรกับเหล่าร้าย แต่จำเป็นด้วยหรือที่แมตต์ต้องแบกรับอะไรแบบนี้อยู่คนเดียว แบกรับความหนักอึ้งที่แม้จะล่องหนแต่ก็มีตัวตนและมีน้ำหนักมหาศาล

 

ความหนักอึ้งที่เรียกว่าความรับผิดชอบ

 

“…..”

 

คล้ายกับว่าคำพูดติดอยู่ในลำคอ ชายหนุ่มยังคงพูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่ ในความเห็นของแดนนี่ ต่อให้แมตต์ เมอร์ด็อคไม่ใช่คนเลวที่สมควรโดนชกด้วยไอออนฟิสต์ แต่ทายาทแรนด์เอนเตอร์ไพรส์ก็ยังคงอยากชกคุณทนายตาบอดสักหนึ่งหมัด

 
เขาจะชกด้วยแรงทั้งหมดที่มี แล้วหามแมตต์หนีออกไปจากไอ้ตึกเวรนั่นก่อนที่มั่นจะถล่มลงมา

 
ถ้าหากย้อนกลับไปได้ เขาก็คงทำเช่นนั้น แม้ว่าจะถูกโกรธในภายหลังก็ตามที

 
……

 

 

Marvel’s The Defenders FanFiction [ Danny Rand x Matt Murdock ] ‘Rainy Night’

 

 

Marvel’s The Defenders FanFiction

 

 

[ Danny Rand x Matt Murdock ]

 

 

‘Rainy Night’

 

 

Rate : NC-18

 

 

………

 

 

 

ในค่ำคืนหนึ่งของเฮลส์คิทเช่นที่ฝนตกหนัก

 

 

แมตต์ เมอร์ด็อคละความสนใจจากเสียงฝนสาดกระทบหน้าต่าง เขาลุกจากโซฟาหนานุ่มแล้วเดินไปที่ประตู แม้จะไร้ซึ่งประสาทสัมผัสทางตา แต่ประสาทสัมผัสอื่น ๆ ที่มีศักยภาพเหนือมนุษย์ทั่วไปก็ทำให้เขารู้ได้ว่ามีแขกมาเยือนในยามวิกาลเช่นนี้

 

 

มือที่เคยชกต่อยวายร้ายมาหลายร้อยคนคว้าหมับไปที่ลูกบิด ไม่นานนักบานประตูก็เปิดอ้าออก กลิ่นที่คุ้นชินของผู้มาเยือนทำให้แมตต์รู้ถึงตัวตนของอีกฝ่ายได้ทันที

 

 

เบื้องหน้าของเขาในตอนนี้คือแดนนี่ แรนด์ไม่ผิดแน่ ทนายความตาบอดเผยยิ้มเบาบาง แต่ก่อนที่จะได้เอ่ยปากเชื้อเชิญหนุ่มน้อยคนสนิทเข้ามาในห้อง ทายาทแรนด์เอนเตอร์ไพรส์กลับคว้าร่างของแมตต์เข้าไปกอดอย่างแนบแน่น

 

 

หลังจากนั้น แดนนี่ก็จูบเขา

 

 

เสียงประตูปิดดังปัง แมตต์เซถอยหลังไปหลายก้าวเมื่อถูกอีกฝ่ายรุกจูบอย่างโหยหา ชายหนุ่มลังเลใจอยู่เพียงแค่เสี้ยววินาที ก่อนจะตอบรับรสจูบหวานล้ำของคนอายุน้อยกว่า ลิ้นร้อนของทั้งสองคนตวัดเกี่ยวพันกันอยู่พักหนึ่งจึงผละออกจากกัน แมตต์หอบหายใจเล็กน้อย แม้เขาจะมองไม่เห็นสีหน้าและแววตา แต่ก็รู้สึกได้ถึงความปรารถนาของแดนนี่ผ่านลมหายใจที่ไม่ปกติ

 

 

และสัมผัสได้ถึงความต้องการแบบเดียวกัน ที่ปะทุอยู่ภายในร่างของตนเอง

 

 

“ผม…” ไอออนฟิสต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สติของเขาเลือนรางเต็มที คล้ายกับว่ากำลังข่มกลั้นสัญชาตญาณดิบของตัวเองเอาไว้ ใช่แล้ว แดนนี่เป็นเด็กดีที่ไม่ชอบฝืนใจใคร สิ่งที่เขามักจะทำเป็นประจำก็คือการสารภาพความรู้สึกอย่างซื่อตรง แล้วก็ขออนุญาตอย่างตรงไปตรงมา

 

 

และถึงแม้ว่าจะมองไม่เห็นนัยน์ตาเว้าวอนของอีกฝ่าย แต่แมตต์ก็ไม่เคยปฏิเสธเขา

 

 

“อือ…ด แดนนี่..ฮ้าา”

 

 

จบลงบนเตียงเช่นปกติ ลมหายใจสะดุดเป็นห้วง ๆ ยามเมื่อถูกเล้าโลม เสียงหอบครางของทนายหนุ่มดังผะแผ่วอยู่ใต้ร่างของคนอายุน้อยกว่า แว่นกันแดดคู่ใจถูกถอดวางอยู่กับกางเกงสแล็คและเข็มขัดหนังบนพื้นห้อง แมตต์ในสภาพเปลือยท่อนล่างอ้าขาออก รับเอาความใหญ่โตของแดนนี่เข้ามาในร่างอย่างสมยอม ยามเมื่อแดนนี่กระแทกหนึ่งครั้ง ชายหนุ่มก็ร้องออกมาพร้อมกับจิกเล็บลงบนผิวเนื้อขาวซีดของอีกฝ่ายจนเกิดรอย

 

 

“แดน…”

 

 

เสียงเรียกชื่อขาดหายไปเมื่อถูกริมฝีปากของแดนนี่ประกบทับ เหลือแต่เพียงเสียงครางระเส่าเร้าอารมณ์ที่ดังอยู่ต่อเนื่อง แดนนี่ปล่อยให้ช่วงล่างของตนปรนเปรอคนแก่กว่า มือก็ควานปลดกระดุมเชิ้ตขาวยับยู่ยี่ของแมตต์ไปด้วย อันที่จริงแดนนี่ชอบให้แมตต์ใส่เชิ้ตแบบนี้ในเวลาที่มีอะไรกัน มันเป็นสิ่งที่ปลุกเร้าเขาได้ดี จะมีข้อเสียอยู่อย่างเดียวก็ตรงที่มันทำให้เขาลูบไล้เคล้นคลึงเรือนกายของอีกฝ่ายไม่ถนัดก็เท่านั้น

 

 

แต่ปัญหานี้ก็แก้ได้ไม่ยาก เมื่อนึกอยากสัมผัสหยอกล้อตุ่มไตบนยอดอกของอีกฝ่าย แดนนี่จะแกะกระดุมออก และใช้นิ้วหยอกล้อทักทายให้มันชูชันขึ้น ครั้งนี้ก็เช่นกัน เขาหยอกล้อมันเสียจนได้ยินเสียงร้องที่แทบจะคลั่งของแมตต์ ซึ่งนั่นทำให้ทายาทแรนด์เอนเตอร์ไพรส์เส้นสติขาดผึง เขาละริมฝีปากจากจูบเร่าร้อนแล้วลากมาที่ลำคอของอีกฝ่าย ขบกัดดูดดุนจนเป็นรอยจ้ำ พร้อม ๆ กับโถมแรงกระแทกเข้าไปในร่างของแมตต์ให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 

“ฮ้า…ฮึกก ด แดนนี่… โอ แดนนี่…”

 

 

แมตต์ร้องเรียกชื่อด้วยเสียงที่แหบพร่าเพราะกามารมณ์ กระตุ้นให้แดนนี่ดิบเถื่อนเข้าไปใหญ่ เขากระแทกเข้าไปอีกทีหนึ่ง และอีกหลาย ๆ ครั้งตามมาจนแมตต์หวีดร้องเสียงดัง เตียงขนาดห้าฟุตกว่าส่งเสียงยวบยาบตามแรงโถมคล้ายกับว่าจะพังในไม่ช้า

 

 

เสียงเอี๊ยดอ๊าดของเตียงดังปนไปกับเสียงคราง ระหว่างที่กำลังบุกรุกเข้าไปในช่องทางคับแน่น มือของแดนนี่ก็ยังคงอยู่ไม่สุข ย้ายตำแหน่งจากยอดอกไปเล่นกับแก่นกายที่กำลังตั้งชันด้วยแรงปรารถนา มือของชายหนุ่มแตะสัมผัสส่วนอ่อนไหวเป็นเชิงหยอกล้อ เสียงลมหายใจของคนใต้ร่างพลันติดขัดกว่าเดิม และในความรู้สึกของแดนนี่ สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ทำให้แมตต์เซ็กซี่กว่าเดิมเป็นเท่าตัว

 

 

“แดน…แดนนี่…”

 

 

“แมตต์…”

 

 

แดนนี่ตอบรับเสียงเรียกของอีกฝ่าย หลังประทับตราแสดงความเป็นเจ้าของเรียบร้อยแล้วก็กลับไปจูบอีกครั้ง จูบครั้งนี้ยังคงร้อนแรง และความต้องการของแดนนี่และแมตต์ก็ยังคงล้นปรี่ พวกเขาแลกเปลี่ยนความรักกันต่อไปอย่างไม่อาจหยุดได้

 

 

แลกเปลี่ยนและตักตวงความสุขสมในครั้งนี้ก็เพื่อชดเชยให้กับช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน หรือก็คือช่วงเวลาที่แมตต์ เมอร์ด็อคจากทุกคนไปเพราะแรงระเบิด ศาลเตี้ยแห่งเฮลส์คิทเช่นยังคงหอบหนัก จิกทึ้งแผ่นหลังของคนอายุน้อยกว่าจนเกือบจะได้แผล พวกเขาจมดิ่งกับการชดเชยอยู่นาน จนกระทั่งเสียงฝนสาดกระทบหน้าต่างนั้นหยุดลง แม้แต่ความอึกทึกวุ่นวายภายนอกที่แมตต์เคยได้ยินก็เงียบหายไปเช่นกัน

 

 

สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในห้วงมโนสำนึกของแดร์เดวิล ณ ขณะนี้ มีแต่เพียงตัวตนของชายหนุ่มผิวซีดคนหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่าใคร

 

 

แดนนี่ แรนด์

 

 

 

……

 

Dàomù bǐjì FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x เซี่ยจื่อหยาง ] ‘วันเกิดของคนขี้ลืม’

 

สุขสันต์วันเกิดนะเหลาหย่างงงงงงเยิฟฟฟฟฟฟ

 

…….

 

 

Dàomù bǐjì FanFiction

 

 

Pairing : Hēi xiā zi x Xiè ziyáng  (เฮยหย่าง)

 

 

‘วันเกิดของคนขี้ลืม’

 

 

 

…………..

 

 

 

ขีดฆ่าตัวเลขบนปฏิทินวนมาจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ จนได้

 

 

ในตอนแรกเซี่ยจื่อหยางจำไม่ได้ว่ามันเป็นวันพิเศษอะไร ก็แค่วันธรรมดาวันหนึ่งที่ต้องใช้ชีวิตต่อไปโดยที่แทบจะไร้ซึ่งความทรงจำไม่ใช่หรือ แต่เมื่อผลักตูห้องอาหารเข้ามาเจอเฮยเสียจื่อนั่งจ๋องอยู่พร้อมกับเค้กก้อนโตบนโต๊ะกินข้าว ชายหนุ่มสวมแว่นก็ร้องอ๋อออกมา ก่อนจะทุบฝ่ามือดังปุ

 

 

“วัน..วันเกิดนาย!!”

 

 

“ไม่ใช่ครับ” เฮยเสียจื่อส่ายหน้าปฏิเสธ “วันเกิดผมวันที่ 23 มกราฯต่างหาก วันนั้นเราจัดปาร์ตี้ข้าวผัดหมูใส่พริกหยวกกับไปกินบะหมี่โหยวพัวกันมาไงครับ”

 

 

“จ จริง…จริงด้วย…ถ้าอย่างนั้น…”

 

 

เซี่ยจื่อหยางลูบคางครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่ค่อยจะแน่ใจนัก

 

 

“วัน..วันเกิดฉัน?”

 

 

“ใช่แล้ว วันเกิดจื่อหยางไงล่ะ” เฮยเสียจื่อดันแว่นกันแดดเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาน่าอิจฉาปรากฏรอยยิ้มอารมณ์ดี

 

 

“ลืม..ลืมไปเลยนะเนี่ย” คนติดอ่างบ่นงึมงำ อันที่จริงไม่ใช่แค่เรื่องวันเกิดตัวเองเท่านั้นที่ถูกลบไปจากหัวสมอง แต่เรื่องอื่นเองก็เช่นกัน ความทรงจำวัยเด็ก คนรอบข้างในอดีต ประสบการณ์ทั้งร้ายและดี ทุกอย่างหายไปเกือบหมด

 

 

 

อีกไม่นาน สิ่งที่เซี่ยจื่อหยางกลัวใกล้จะเป็นจริงแล้ว เขากลัวเหลือเกินว่าเมื่อตื่นขึ้นมาในวันหนึ่ง วันนั้นเขาจะไม่มีตัวตน ไม่มีความทรงจำอีกต่อไป

 

 

ถึงจะเป็นตัวก๊อปปี้ แต่ก็มีหัวใจและเจ็บปวดเป็น ถึงจะเกิดจากความชั่วร้ายแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีความรู้สึก ใช่ว่าจะไม่โหยหาการเป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่าง

 

 

เขาอยากเป็นเซี่ยจื่อหยาง อยากเป็นมนุษย์ อยากใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีความเชื่อมโยงกับผู้คน เชื่อมโยงกับโลกใบนี้

 

 

คนสวมแว่นเผลอตัวกุมอกซ้ายของตัวเองเอาไว้ สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของก้อนเนื้อในอกที่ยังคงทำงานอยู่ เขายังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ตายในเร็ววัน แต่ตัวตนทั้งหมดของชายที่ชื่อเซี่ยจื่อหยางกำลังจะตายจากไป

 

 

หลงเหลือไว้แต่เปลือกนอกที่ไม่เชื่อมโยงกับใคร เปลือกนอกที่ไม่เหลือไว้ซึ่งความทรงจำใดๆ และปราศจากซึ่งคนสำคัญที่เซี่ยจื่อหยางไม่อยากลืมเลือน

 

 

“จื่อหยาง”

 

 

วงแขนแกร่งของเฮยเสียจื่อดึงเซี่ยจื่อหยางเข้าไปกอด ไออุ่นเพียงเล็กน้อยที่ได้รับทำให้เซี่ยจื่อหยางหลับตาลง ยอมรับการปลอบโยนนั้นอย่างว่าง่าย

 

 

“ฉัน…ฉันจะไม่ลืมนายด้วยใช่ไหม”

 

 

“ไม่หรอก ที่หายไปมีแค่ความทรงจำของ ‘เขา’ ไม่ใช่เหรอ แต่เรารู้จักกันหลังจากที่ ‘เขา’ ตายไปแล้วนี่ครับ” เฮยเสียจื่ออธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผล แต่ถึงอย่างนั้นเซี่ยจื่อหยางก็ยังคงกลัวอยู่ดี

 

 

ต่อให้ความทรงจำของตัวจริงหายไป แต่มีอะไรรับประกันไหมว่าความทรงจำของตัวก๊อปปี้จะไม่หายไปด้วย

 

 

ถ้าหากว่าเขาสูญเสียไปทั้งหมดเลยล่ะ ไม่ว่าจะเป็นคนสำคัญในอดีต หรือคนสำคัญในตอนนี้?

 

 

“ถ้า..ถ้าฉันลืมนาย…”

 

 

“ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไร คุณไม่ลืมหรอก แต่ถ้าจื่อหยางลืมผมก็จะจำแทนให้เอง” เฮยเสียจื่อยิ้มบางๆ กล่าวคำมั่นสัญญาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เซี่ยจื่อหยางเงียบไปพักหนึ่ง คนสวมแว่นซุกหน้าลงกับแผ่นอกของอีกฝ่าย เอ่ยคำถามด้วยน้ำเสียงอู้อี้ พร้อมๆกันกับที่เฮยเสียจื่อสังเกตเห็นใบหูของเซี่ยจื่อหยางที่เห่อร้อนจนกลายเป็นสีแดง

 

 

“จะ…จะดีเหรอ?”

 

 

เฮยเสียจื่อหัวเราะเบาๆ กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นเล็กน้อย

 

 

“ดีสิครับ มีผมอยู่ทั้งคน จื่อหยางไว้ใจได้เลย ผมจำเก่งนะ”

 

 

“เหอะ ดู..ดูพูดเข้า…” น้ำเสียงของเซี่ยจื่อหยางคล้ายกับว่าผ่อนคลายลงหลายส่วน เฮยเสียจื่อเผยรอยยิ้มอบอุ่น พวกเขาทั้งคู่สวมกอดกันนิ่งๆอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเฮยเสียจื่อเอ่ยคำพูดขึ้นมาเบาๆ

 

 

“สุขสันต์วันเกิดนะ จื่อหยาง”

 

 

“ขอบคุณ…”

 

 

วันเกิดปีนี้ เซี่ยจื่อหยางเอ่ยคำขอบคุณจากใจ ในขณะที่เฮยเสียจื่อเองก็เอ่ยคำมั่นสัญญาจากใจเช่นกัน

 

 

ในอนาคตข้างหน้า หากเซี่ยจื่อหยางจำไม่ได้ เฮยเสียจื่อก็จะเป็นฝ่ายเอ่ยเตือน

 

 

หรือถ้าเซี่ยจื่อหยางสูญเสียความทรงจำไปทั้งหมด นายบอดดำคนนี้ก็จะคอยอยู่เคียงข้าง เล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตให้ฟัง เล่าความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเซี่ยจื่อหยางให้ฟัง

 

 

ไม่ยอมให้ลืมหรอก

 

 

ต่อให้เซี่ยจื่อหยางจะลืมทุกอย่างไปจริงๆ เฮยเสียจื่อก็ไม่มีวันยอมให้อีกฝ่ายลืมเขาไปอย่างแน่นอน

 

 

……..

Young Justice FanFiction [ Superman x Superboy ] ‘ว่าด้วยเรื่องชุดรัดรูป’

 

Young Justice FanFiction

 

Superman x Superboy

 

‘ว่าด้วยเรื่องชุดรัดรูป’

 

 

 

……….

 

 

คอนเนอร์ เคนท์ไม่ชอบชุดรัดรูปชุดนี้เอาเสียเลย

 

 

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นขณะเหลือบมองเสื้อผ้าที่วางแผ่อยู่บนเตียง ชุดแขนยาวขายาวรัดรูปสีฟ้า กางเกงในสีแดงสด และผ้าคลุมผืนยาวสุดเห่ย ให้ตายเถอะ ถึงซุปเปอร์แมนจะลงทุนเอามาให้ลองสวมดูถึงที่ห้องพักในฐาน แต่เขาก็ทำไม่ลงจริงๆ

 

 

นี่มันน่าอายจะตายไป…

 

 

“ไม่ลองดูล่ะ?”

 

 

“ขอบคุณนะ แต่ว่าไม่ดีกว่า”

 

 

ซุปเปอร์แมนขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบของเด็กหนุ่มร่างโคลน “เธอไม่ชอบเหรอ?”

 

 

“เอ้อ…นั่นมันก็…”

 

 

คอนเนอร์ไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับไปอย่างไรดี ถึงแม้จะไม่ชอบชุดที่ซุปเปอร์แมนนำมาให้ แต่ก็ใช่ว่าจะเกลียดมันไปเสียทั้งหมด ตัวอักษร S กลางอกเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เด็กหนุ่มยอมรับได้ อันที่จริง เขาออกจะชอบมันเสียด้วยซ้ำ

 

 

“ผมว่ามันไม่ค่อยเหมาะกับผมเท่าไหร่” ซุปเปอร์บอยตอบออกมาจนได้หลังจากที่อึกอักอยู่นาน ร่างโคลนเสมองไปทางอื่น ซึ่งท่าทีของคอนเนอร์ก็อยู่ในสายตาของบุรุษเหล็กมาตั้งแต่แรก ซุปเปอร์แมนยักยิ้มเบาบาง เอ่ยออกไปอย่างผ่อนคลาย

 

 

“ตามใจ งั้นไม่ต้องใส่ก็ได้”

 

 

“โอ้ ขอบคุณ” คอรเนอร์ดูจะโล่งอกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย และก่อนที่จะทันได้ตั้งตัว ร่างกำยำของคนตรงหน้าก็โน้มใบหน้าเข้าหาเขา กลีบริมฝีปากของมนุษย์ต่างดาวประกบเข้ากับริมฝีปากของเด็กหนุ่มร่างโคลนอย่างแนบแน่น

 

 

เป็นชั่วเสี้ยววินาทีที่คอนเนอร์ชะงักค้าง ก่อนจะถูกรุกจูบอย่างหิวกระหาย ลิ้นร้อนของซุปเปอร์แมนกวาดไปทั่วโพรงปากของเด็กหนุ่ม คอนเนอร์ร้องครางในลำคอ ไม่ใช่จูบครั้งแรกของพวกเขาก็จริง แต่ซุปเปอร์บอยก็ยังคงไม่คุ้นชินกับความร้อนแรงนี้ จึงทำได้แค่จูบตอบอย่างเงอะๆงะๆเท่านั้น

 

 

ซุปเปอร์แมนดูจะพอใจกับการตอบสนองของเด็กหนุ่มเป็นอย่างมาก ซึ่งท่าทีสุขุมคุมเกมของเขาก็แตกต่างจากอีกฝ่ายอย่างสิ้นเชิง คอนเนอร์ในยามนี้ถูกชักนำให้คล้อยตามอย่างน่าเอ็นดู ลิ้นร้อนสองลิ้นตวัดรัดพันเกี่ยว เสียงชื้นแฉะจากของเหลวในโพรงปากดังขึ้นพร้อมๆกับเสียงครางและเสียงลมหายใจที่ดูจะติดๆขัดๆ

 

 

ซุปเปอร์บอยสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมือหยาบกร้านของซุปเปอร์แมนเริ่มอยู่ไม่สุข มันทิ้งสัมผัสประหลาดไว้เมื่อลูบไล้เรือนร่างของเขา และวนเวียนอยู่ที่บั้นท้ายยาวนานกว่าบริเวณอื่น

 

 

“อา…”

 

 

ผละออกจากกันในที่สุด เพื่อให้คอนเนอร์ได้พักหายใจ ตักตวงเอาออกซิเจนเข้าปอดอย่างเต็มที่ ซุปเปอร์แมนปล่อยให้เด็กหนุ่มหอบหายใจอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ร่างของคนเด็กกว่าจะถูกช้อนอุ้มท่าเจ้าสาวแล้วพาไปที่เตียงนอนอย่างง่ายดาย

 

 

“ด เดี๋ยว?!” คอนเนอร์หน้าร้อนผ่าว นัยน์ตาสีฟ้าสวยตวัดมองซุปเปอร์แมนทันที

 

 

“ค คุณจะทำเหรอ ตอนนี้เนี่ยนะ?!”

 

 

“แน่นอน นานๆทีเราจะได้เจอกันนี่” ร่างกำยำเอ่ยเช่นนั้นพลางส่งยิ้มบางๆให้คู่สนทนา คนแก่กว่าวางร่างของเด็กหนุ่มลงบนเตียงนุ่ม ในตอนนั้นเองที่นัยน์ตาสีฟ้าสองคู่สบกันเข้าพอดีในระยะประชิด หูทิพย์ของคอนเนอร์เหมือนจะได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นเร็วและดังกว่าปกติ

 

 

“ผมนึกว่าคุณแวะมาเพราะเรื่องชุด…”

 

 

“แค่หาข้ออ้างให้ได้มาเจอเธอน่ะ” ซุปเปอร์แมนตอบด้วยน้ำเสียงที่สัมผัสได้ถึงความจริงใจ ขณะเดียวกันก็ใช้มือข้างถนัดปัดชุดรัดรูปที่วางอยู่ให้พ้นหูพ้นตา คอนเนอร์ที่ได้ยินเสียงเสื้อผ้าหล่นลงไปกองบนพื้นได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ

 

 

“คุณไม่สนใจมันแล้วหรือไง”

 

 

คนถูกถามหัวเราะเบาๆ เงาร่างใหญ่โตทาบทับลงบนร่างกายของคอนเนอร์ ระหว่างนั้นมือหยาบกร้านของคนอายุมากกว่าก็เริ่มจัดการปลดซิปกางเกงของอีกฝ่ายไปด้วย เสียงซิปที่ถูกดึงจากบนลงล่างดังคลอไปกับถ้อยคำของซุปเปอร์แมน

 

 

“ก็อย่างที่ฉันพูดไปแล้วไง ชุดนั้นน่ะ เธอไม่ต้องใส่ก็ได้”

 

 

“แล้วก็รวมถึงเสื้อผ้าของเธอตอนนี้ด้วย คอนเนอร์”

 

 

 

…….

 

 

 

ไทม์ไลน์ซีซันสองค่ะ

Marvel’s The Defenders FanFiction [ Luke Cage x Danny Rand ] ‘Coffee?’

 

Marvel’s The Defenders FanFiction

 

Luke Cage x Danny Rand

 

‘Coffee?’

 

 

……….

 

 

“เฮ่ ลุค ไปดื่มกาแฟกันไหม”

 

 

คาร์ล ลูคัส หรือในที่นี้คือลุค เคจถึงกับสำลักน้ำเปล่าที่กำลังยกดื่ม คนผิวเข้มส่งเสียงไอค่อกแค่กในขณะที่แดนนี่ แรนด์ลนลานลูบหลังตบหลังเขาอย่างเป็นห่วงเป็นใย

 

 

“เอ้อ นาย…กาแฟ…?” ลุคละล่ำละลักถาม ในขณะที่แดนนี่พยักหน้าหงึกๆ

 

 

“ใช่ กาแฟ” ไอออนฟิสต์ตอบ มือก็ยังลูบหลังคนตัวโตไม่หยุด

 

 

“อยู่คุนหลุนผมได้ดื่มแต่ชา ไม่เคยลองกาแฟเลย ในฮาร์เล็มมีร้านไหนดังๆบ้างไหม”

 

 

“อ้อ…ก็พอจะรู้จักอยู่บ้าง” ลุคตอบกลับไปหลังจากที่เช็ดปากด้วยแขนเสื้อ อันที่จริง การชวนดื่มกาแฟเป็นประโยคที่แฝงความนัยเรื่องเซ็กส์ได้อย่างแนบเนียน ใครๆที่ไหนต่างก็รู้ความหมายของมัน แต่ไม่ใช่กับแดนนี่ แรนด์คนซื่อแน่นอน

 

 

ชายผิวเข้มถอนหายใจ ลืมคิดไปเลยว่าคนอย่างแดนนี่ไม่น่าจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน

 

 

ให้ตายสิ นี่เขาคาดหวังอะไรอยู่เนี่ย….

 

 

ก็แค่ไปดื่มกาแฟ ดื่มกาแฟแบบตรงตามตัวอักษรเป๊ะๆ

 

 

“เยี่ยม คุณรู้จริงๆด้วย งั้นก็ไปกันเลยเถอะ”

 

 

“อืม” วีรบุรุษแห่งฮาร์เล็มตอบตกลงอย่างง่ายดาย แดนนี่ท่าทางอารมณ์ดีมาก ชายหนุ่มฮัมเพลงเบาๆ กระชับเสื้อนอกที่สวมทับอยู่อย่างร่าเริง

 

 

ลุค เคจมองดูเพื่อนซี้ต่างวัยที่อายุน้อยกว่าเขาเป็นสิบๆปีแล้วก็ได้แต่ลอบอมยิ้มอยู่อย่างนั้น แดนนี่ถึงแม้จะเป็นผู้ใหญ่แล้วแต่ทั้งนิสัยทั้งสามัญสำนึกก็ยังคงเหมือนกับเด็กเล็กๆไม่มีผิด นับว่าไอออนฟิสต์คนนี้เป็นที่รักที่เอ็นดูของลุค เคจอยู่ไม่น้อย

 

 

เพียงแต่ว่าคนที่ถูกรักหรือแดนนี่ แรนด์ผู้ไม่ประสีประสาด้านความรักไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยสักนิด

 

 

“เฮ่ แดนนี่”

 

 

“หืม?”

 

 

เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายเรียกชื่อตน ทายาทแรนด์เอนเตอร์ไพรส์ก็เงยหน้ามองร่างสูงใหญ่ของคู่สนทนา ฝ่ายลุคเองก็ก้มลงมองหน้าคนเด็กกว่า พวกเขาสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง นัยน์ตาของชายผิวเข้มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกอะไรบางอย่างที่แดนนี่มองไม่ออกเลยสักนิด

 

 

“เอาไว้วันหลัง…ฉันจะชวนนายไปดื่มกาแฟบ้างก็แล้วกัน”

 

 

……