Bungo to Alchemist FanFiction [ Ibuse Masuji x Mori Ougai ] ‘Rintarou’

กาวและooc รุนแรงมากค่ะฟฟฟฟฟฟฟ

 

……………

 

 

Bungo to Alchemist FanFiction

 

Ibuse Masuji x Mori Ougai

 

‘Rintarou’

 

 

.

 

 

โมริ โอไก ลอบขมวดคิ้ว ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบในห้องพยาบาล ผู้ที่ยื่นหน้าเข้ามาผ่านช่องประตูที่แง้มออกถึงครึ่งหนึ่งก็คืออิบุเสะ มาสึจินั่นเอง

 

ผู้บาดเจ็บยิ้มแห้ง ๆ ยามสังเกตเห็นความหงุดหงิดใจที่ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าคมคายเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว โอไกเป็นเช่นนี้เสมอ มักจะเก็บงำความรู้สึกที่มีต่อเขาเพียงเพราะมารยาททางสังคมที่เคยได้รับการสั่งสอนมา แต่ถึงอย่างนั้น การแสดงของโอไกก็ไม่เคยหลอกลวงอิบุเสะได้สำเร็จสักครั้ง

 

ทว่า เรื่องส่วนตัวก็เป็นส่วนหนึ่ง เรื่องงานก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง สองเรื่องนี้คนอย่างโอไกย่อมแยกแยะออก ชายหนุ่มผละออกจากกองเอกสารบนโต๊ะทำงาน ลุกออกจากเก้าอี้แล้วมองประเมินบาดแผลของผู้บาดเจ็บด้วยสีหน้าเรียบเฉย

 

“เข้ามาก่อนสิ” หมอทหารว่าพลางเดินข้ามห้องไปจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดแผล อิบุเสะพยักหน้า หันหลังไปปิดประตูห้องก่อนจะก้าวเดินไปนั่งบนเตียงนิ่ม สูดกลิ่นของห้องพยาบาลที่บ่งบอกถึงความสะอาดสะอ้านด้วยสีหน้าผ่อนคลาย

 

“รบกวนด้วยนะ โอไก”

 

สิ้นสุดคำพูดของอิบุเสะ เจ้าของชื่อที่กำลังหยิบผ้าพันแผลและยาหลายขวดออกมาวางเรียงกันพลันหยุดการเคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน นัยน์ตาแหลมคมดุจนกเหยี่ยวตวัดมองคนบาดเจ็บอย่างไม่สบอารมณ์ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นเจือไปด้วยความจริงจังระคนความหงุดหงิด

 

“โมริ รินทาโร่”

 

“อ๊ะ” อิบุเสะเบิกตากว้าง ในที่สุดเขาก็ตระหนักรู้ถึงความผิดพลาดของตัวเองเข้าจนได้ โมริ โอไกเป็นชายที่จัดสรรแบ่งแยกงานในส่วนต่าง ๆ ของตนได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ยามถือดินสอจับปากกา เสกสร้างโลกสมมติอีกใบหนึ่งขึ้นมา เขาคือโมริ โอไก นักเขียนผู้มีฝีไม้ลายมือเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ทว่า ในยามที่ต้องทำหน้าที่รักษาผู้คน บำบัดความเจ็บไข้ของผู้ป่วย คนผู้นี้คือโมริ รินทาโร่ หมอทหารผู้จริงจังและทุ่มเทให้กับการทำงานยิ่งกว่าอะไรดี

 

โมริ โอไก และ โมริ รินทาโร่ แม้จะเป็นคนคนเดียวกัน แต่ก็ไม่ใช่คนเดียวกัน

 

“อา…ขอโทษที” อิบุเสะเอ่ยขอโทษออกมาอย่างจริงใจ โอไกเห็นดังนั้นก็ไม่ได้ถือสาหาความอะไรอีก อย่างไรเสียเขาก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว จะมาทำตัวเอาแต่ใจแสดงกริยาอาการเหมือนเด็กต่อหน้าผู้อื่นไม่ได้ ชายหนุ่มเดินกลับมาหาอิบุเสะพร้อมกับผ้าขนหนูชุบน้ำสะอาด สำลี ผ้าพันแผล และขวดยาสองสามขวด ก่อนจะเริ่มลงมือทำหน้าที่ของตนไปเงียบ ๆ ระหว่างนั้นอิบุเสะก็ได้แต่นึกชื่นชมอีกฝ่ายอยู่ในใจ มือที่กำลังเคลื่อนไหวของโอไกใช้สำลีสัมผัสบาดแผลของเขาอย่างอ่อนโยนจนแทบไม่รู้สึกเจ็บ แม้ว่าโอไกจะตั้งแง่ไม่ถูกชะตากับตน แต่เมื่อต้องทำตามหน้าที่ เขาไม่เคยนำเรื่องส่วนตัวมารบกวนจิตใจจนทำให้ต้องเสียงานเลยแม้แต่น้อย

 

จุดนี้ของโอไกนั่นเอง ที่ทำให้อิบุเสะทั้งนับถือ และอยากสนิทสนมกับอีกฝ่ายให้มากกว่านี้

 

แผลของอิบุเสะไม่ใช่บาดแผลใหญ่ ใช้เวลาไม่นานนักโอไกก็ทำความสะอาดและทายาให้เขาเสร็จเรียบร้อย ในขณะที่เริ่มพันแผลให้คนเจ็บอย่างระมัดระวัง อิบุเสะก็เอ่ยเอื้อนคำพูดออกมาคำหนึ่ง คำพูดที่ทำให้มือของโอไกหยุดชะงักกะทันหัน

 

“รินทาโร่”

 

โอไกละสายตาจากผ้าพันแผล รีบเงยหน้าขึ้นมองคนข้างตัวที่นั่งยิ้มอยู่บนเตียงอย่างอารมณ์ดี ทว่า ยังไม่ทันได้เอ่ยปากพูดโต้แย้งอะไร อิบุเสะก็เอ่ยออกมาอีกว่า

 

“ถ้าตอนนี้เรียกโอไกไม่ได้ เรียกรินทาโร่แทนได้ไหม?”

 

“หา…?”

 

โอไกจ้องมองอิบุเสะด้วยสีหน้าตกตะลึง ผู้คนส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงปัญหานี้ด้วยการเรียกนามสกุลของเขา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องจำว่าเวลาใดควรเรียกชื่อใด แม้ว่าจะเป็นวิธีการที่ไม่แสดงถึงความเอาใจใส่ แต่โอไกก็ไม่ได้ว่าอะไร หากอิบุเสะจะเรียกเช่นนั้นบ้างเขาก็ไม่ถือสาหาความ ทว่า ชายคนนี้กลับต้องการที่จะเรียกเขาด้วยชื่อจริง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้สนิทสนมอะไรกันมากมาย ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ แต่อย่างไรเสียตอนนี้การทำแผลก็สำคัญกว่าเรื่องชื่อเรียกที่เป็นเรื่องหยุมหยิม ชายหนุ่มที่เริ่มตั้งสติได้จึงหันกลับไปสนใจผ้าพันแผลต่อ ไม่สนใจเสียงชวนคุยของอิบุเสะอีก เป็นนัยว่าเขาต้องการตอบปฏิเสธอีกฝ่ายไปอย่างอ้อม ๆ นั่นเอง

 

ในที่สุดโอไกก็ทำแผลให้อีกฝ่ายเสร็จจนได้ เขาตรวจตราดูความเรียบร้อยอยู่สักพัก เมื่อมองแล้วไม่พบข้อผิดพลาดอะไรก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง เสร็จไปอีกหนึ่งงาน ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากท่อนแขนใหญ่ เอ่ยกับอิบุเสะว่า

 

“เรียบร้อยแล้ว แผลไม่ใหญ่อะไร อีกสองสามวันก็หายสนิท”

 

“อย่างนั้นหรือ ค่อยยังชั่วหน่อย ขอบคุณนะ รินทาโร่”

 

“ห หา… น นี่….” โอไกทั้งอึ้งทั้งโมโห ยังไม่ทันได้อนุญาตเสียหน่อย ทำไมคนผู้นี้จึงยังดื้อด้านเรียกเขาว่ารินทาโร่อยู่อีก

 

“อิบุเสะ มาสึจิ ฉันยังไม่ได้อนุญาตเสียหน่อย”

 

“อ้าว แล้วกัน… เห็นเงียบ ๆ ไป ก็เลยนึกว่าอนุญาต….”

 

ช่างเป็นชายที่มีตรรกะไม่เหมือนคนทั่วไปเอาเสียจริง! โอไกถอนหายใจระบายโทสะที่เริ่มก่อตัวอยู่ในอก ก่อนจะรีบขับไล่ไสส่งอิบุเสะออกไปจากห้องด้วยความเอือมระอา โดยไม่ทันได้ล่วงรู้ว่า ท่าทีกึ่งสุภาพกึ่งรำคาญใจของเขาที่แสดงออกมาในตอนนี้ สำหรับอิบุเสะแล้ว ช่างเป็นภาพที่ชวนให้ยิ้มออกมาเสียจริง

 

…………….

Advertisements