Yume100 FanFiction [ Kagetora x Sky ] ‘ในห้วงความทรงจำ’

 

Yume100 FanFiction

Pairing : Kagetora x Sky

Rate : PG

‘ในห้วงความทรงจำ’

 

……………………………………………..……….

 

 

ฝนกำลังตกหนัก

 

จากใต้ร่มคันนี้มองผ่านม่านน้ำหนา ๆ ออกไปเห็นอะไรไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ หากเป็นช่วงเวลาปกติ ผมคงไม่วายบ่นกับคนข้าง ๆ แต่ในตอนนี้ผมกลับอยากขอบคุณฟ้าฝนที่ช่วยทำให้ทัศนวิสัยพร่ามัว ป้ายสุสานเบื้องหน้า ยิ่งทำให้พร่ามัวได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยลดทอนความเจ็บปวดในใจของมาโคโตะได้มากเท่านั้น

 

ผมเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของเด็กชายวัยเจ็ดขวบในชุดสูทสีดำไว้ทุกข์ ร่างเล็ก ๆ นั้นกำลังสั่นเทา นัยน์ตาสีดำกลมโตเปี่ยมไปด้วยความเศร้าและความเจ็บปวด วันใดวันหนึ่งมนุษย์ย่อมต้องตายจากโลกนี้ไป แต่ทั้ง ๆ ที่รู้อย่างนั้น พวกเราก็ยังคงเฝ้าถามคำถามมากมายกับสัจธรรมของโลกใบนี้ ทำไมถึงต้องตาย? ทำไม? ทำไม? เพราะอะไร?

 

ท่ามกลางเสียงหยดฝนตกกระทบผิวดิน ผมได้ยินเสียงคำถามดังขึ้นในหัวเป็นร้อยเป็นพันครั้ง เป็นคำถามสั้น ๆ ที่ซ้ำไปซ้ำมาจนแทบจะอาเจียนออกมาอย่างทุกข์ทรมาน ระหว่างนั้นก็อดนึกเป็นห่วงลูกพี่ลูกน้องขึ้นมาไม่ได้

 

มาโคโตะจะต้องทนอยู่กับคำถามเช่นนี้ไปชั่วชีวิตอย่างนั้นหรือ?

 

กลืนก้อนความเจ็บปวดลงลำคออย่างฝืนทน ผมเพ่งมองฝ่าสายฝนเบื้องหน้า กำมือแน่นเสียจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ไร้ซึ่งเสียงตะโกนสาบานต่อหน้าหลุมศพของคนร่วมตระกูล มีแต่เพียงคำสัญญาไร้เสียงที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจ

 

ผมควรพูดออกมาใช่ไหม? คำสัญญาที่บอกว่าจะดูแลปกป้องมาโคโตะเป็นอย่างดี ควรจะพูดออกมาใช่ไหมเพื่อให้ทั้งคนในสุสานและคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกอุ่นใจ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เลือกที่จะไม่พูด

 

เพราะทันทีที่อ้าปาก เสียงสะอื้นที่อดกลั้นไม่อยู่อาจจะหลุดรอดออกมาให้มาโคโตะได้มองผมด้วยแววตาสมเพชระคนชิงชัง

 

ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อยากเป็นภาระ ผมต้องเข้มแข็ง ต้องดูแลมาโคโตะให้ดี ต้องปกป้องเขาให้ปลอดภัย ยื้อชีวิตเขาไว้ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่เช่นนั้น คำถามบ้า ๆ นั่นอาจวนเวียนหลอกหลอนผมไปตลอดช่วงเวลาที่ยังมีลมหายใจก็เป็นได้

 

 

คาเงโทระในวัยยี่สิบสี่ปีกำลังหลับตาพริ้ม ละเลียดกาแฟร้อนในแก้วกระเบื้องอย่างเชื่องช้า สมุดวาดภาพและดินสอไม้วางอยู่บนโต๊ะไม้สีน้ำตาลเข้ม ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาเหลือบมองมันครู่หนึ่ง วางแก้วกาแฟลง แล้วจึงหยิบดินสอขึ้นมาหมุนเล่น

 

ย้อนนึกไปถึงสาเหตุที่เดินทางมาดาเตนแล้วก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ คาเงโทระเป็นเจ้าชาย แต่ก็เป็นนักเขียนนิทานฝีมือดี การอยู่แต่ในรั้วในวังไปนาน ๆ ย่อมไม่สามารถรังสรรค์ผลงานรสชาติใหม่ออกมาได้ดีเท่าการออกมาผจญภัยในโลกกว้าง ทว่า ตอนนี้ชายหนุ่มกำลังผจญกับปัญหาสามัญของนักเขียนทั่วไปที่ยากจะแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

“คิดไม่ออก…”

 

พึมพำกับตัวเองเสียงค่อย ต่อให้เปลี่ยนสภาพแวดล้อมก็ใช่ว่าวิธีนี้จะแก้ปัญหาได้ดีเสมอไป ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกแย่ คาเงโทระเชื่อในความคิดที่ว่า นิทานดี สร้างเด็กดี และเด็กดี ก็กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้า เพราะอย่างนั้นเขาจึงเฝ้าหาวิธีที่จะพัฒนาการเขียนนิทานของตัวเองให้ดีเยี่ยมยิ่ง ๆ ขึ้นไป

 

ไม่ใช่เพื่อกำไร ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงเงินทอง แต่เพื่ออนาคตที่ดีของชาติ…และของโลกใบนี้ต่างหาก

 

ชายหนุ่มผมดำถอนหายใจออกมาอีกครั้ง แต่ก่อนที่จะได้ยกกาแฟขึ้นจิบ เขาพลันได้ยินเสียงโหวกเหวกดังแว่วมาแต่ไกล

 

“ไอ้พวกบ้า! หยุดตามมาได้แล้วเฟ้ย!!”

 

เด็กหนุ่มเจ้าของเสียงกระโจนวิ่งอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็แหกปากตะโกนด่าแก๊งอันธพาลที่กำลังวิ่งตามมาด้วย ความวุ่นวายจากการวิ่งไล่จับกันทั่วเมืองทำให้ชาวเมืองดาเตนพากันขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด ฝ่ายคาเงโทระพลันรู้สึกเหนื่อยใจ นี่อย่างไรเล่าตัวอย่างของเด็กที่ไม่ได้ฟังนิทานดี ๆ

 

ชายหนุ่มวางเงินค่ากาแฟทิ้งไว้บนโต๊ะแล้วกวาดข้าวของลงกระเป๋า ในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง การหยุดการวิวาทของเด็ก ๆ เลือดร้อนเองก็ถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำเช่นกัน คาเงโทระวิ่งตามเด็ก ๆ แก๊งอันธพาลไปอย่างรีบร้อน แต่เพราะดาเตนเป็นเมืองพลุกพล่าน จึงทำให้ไล่ตามไปได้อย่างยากลำบาก ต้องหลบกระแสคนที่เดินสวนผ่านไปผ่านมา สุดท้ายก็คลาดกับแก๊งอันธพาลกลุ่มใหญ่นั่นจนได้

 

แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะไม่เหลือใครให้เขาสั่งสอน

 

ไม่ใกล้ไม่ไกลออกไปจากจุดที่คาเงโทระยืนอยู่ เด็กหนุ่มผมเขียวคนหนึ่งก็ค่อย ๆ โผล่หน้าออกมาจากตรอกเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มองซ้ายทีขวาทีอย่างระมัดระวัง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี

 

ยังจะมายิ้มอีก เพิ่งก่อเรื่องวิวาทมาแท้ ๆ…

 

คาเงโทระเดินดุ่มเข้าไปหาเด็กหนุ่มถึงที่ซ่อน กระแอมเสียงดังหนึ่งครั้ง เรียกความสนใจจากคนตัวเล็กกว่าได้เป็นอย่างดี

 

“อะแฮ่ม!”

 

“หือ?”

 

นัยน์ตาของชายหนุ่มและเด็กหนุ่มต่างจ้องมองกันและกัน เมื่อได้มองตรง ๆ คาเงโทระจึงสามารถประเมินอายุจากลักษณะภายนอกของอีกฝ่ายได้คร่าว ๆ เด็กหนุ่มคนนี้อายุราว ๆ สิบสี่ปี มีนัยน์ตาสีเข้ม เรือนผมสีเขียวอ่อนที่ยาวปรกหน้าผากและค่อนข้างยุ่งเหยิงเล็กน้อย บนใบหน้ามีรอยแผลจากการวิวาทหลงเหลืออยู่บางส่วน เสื้อผ้าและเนื้อตัวออกจะมอมแมมอยู่บ้าง แต่ดูจากสภาพผิวพรรณที่ค่อนข้างผุดผ่อง ทำให้เดาได้ไม่ยากว่าน่าจะถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี

 

“ทีหลังอย่าไปก่อเรื่องอีก เข้าใจมั้ย?”

 

“หา?” เด็กหนุ่มกะพริบตาปริบ ๆ สีหน้างุนงงของคู่สนทนาทำให้ความตึงเครียดของคาเงโทระผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด

 

“อย่างงสิ ฉันกำลังสั่งสอนนายอยู่นะ”

 

“อ้อ สั่งสอน… เฮ้ย ไม่สิ ที่พี่ชายต้องดุน่ะคือไอ้พวกนั้นต่างหาก ไม่ใช่ผม ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนะ แค่ซื้อข้าวกล่องเนื้อวากิวส่วนซี่โครงชั้นเลิศกล่องสุดท้ายของวันนี้ได้ แล้วจู่ๆก็โดนรุมหาเรื่องเฉยเลย ที่สำคัญถึงจะหนีมาได้แต่ระหว่างหนีดันทำถุงหล่นกลางทางซะงั้น”

 

ยิ่งพูดก็ยิ่งใส่อารมณ์ เด็กหนุ่มทั้งบ่นทั้งด่าอันธพาลกลุ่มนั้นอย่างเคียดแค้น แต่สุดท้ายก็เลิกบ่นแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างปลดปลง

 

“อีกะแค่ซื้อข้าวให้ยังทำไม่สำเร็จเลย ไม่ได้เรื่องจริง ๆ ซะด้วยสิ”

 

หลุดพึมพำออกมาเบา ๆ เด็กหนุ่มยิ้มขื่น ๆ ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แต่ไม่ว่าอย่างไรพฤติกรรมทุกอย่างก็ไม่รอดพ้นจากสายตาของคาเงโทระไปได้

 

“หมายความว่ายังไง… อ๊ะ!”

 

ยังไม่ทันได้ถามความหมายของประโยคก่อนหน้า คนผมดำก็อุทานออกมาเสียงดัง เขาจ้องหน้าเด็กหนุ่มตาเขม็ง ริมฝีปากขมุบขมิยพึมพำอะไรบางอย่างที่คู่สนทนาไม่เข้าใจ

 

“ฉากนั้น… ได้ ๆ เอาแบบนั้น แล้วก็จากนั้น…”

 

“โฮ่ย ๆ พี่ชาย เป็นอะไรเป็นเนี่ย?” เด็กหนุ่มทดลองโบกมือต่อหน้าชายหนุ่ม แต่โบกอยู่ดี ๆ มือแกร่งก็เอื้อมมาคว้าข้อมือดังหมับ เด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อชายหนุ่มยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ใกล้เสียจนคนผมเขียวได้กลิ่นซิการ์จาง ๆ โชยมาจากเสื้อผ้าของอีกฝ่าย

 

“ฉันคิดออกแล้ว!”

 

“อะ… อะไร”

 

“ฉันคิดออกแล้ว! คิดได้หลายอย่างเลยด้วย บ้าชะมัด ก่อนหน้านี้ทำไมนึกไม่ถึงนะ ประเด็นนี้เอามาสอนด้วยเหตุการณ์แบบนั้นก็ได้นี่นา ให้ตายสิ ต้องจดแล้ว มานี่เร็วตัวผลิตพล็อต!”

 

“หา?! ต ตัวผลิต..อะไรนะ? เดี๋ยวสิ แล้วนี่จะลากผมไปไหนเนี่ย?!!”

 

นัยน์ตาของคาเงโทระลุกโชนไปด้วยไฟแห่งการรังสรรค์ผลงาน ชายหนุ่มไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม คว้าข้อมือของคนอายุน้อยกว่าแล้วรีบก้าวเดินฉับ ๆ ไปหาพื้นที่สำหรับนั่งทำงานทันที

 

 

ภายในร้านอาหารมื้อดึกแห่งหนึ่ง สกายอ้าปากหาว เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของเขาคือชายหนุ่มวัยยี่สิบสี่ปีที่กำลังวาดอะไรบางอย่างลงในกระดาษอย่างตั้งอกตั้งใจ

 

ตั้งแต่ถูกลากตัวไปในคราวนั้น นักแต่งนิทานสำหรับเด็กคนนี้ก็ขอร้องให้สกายมานั่งอยู่ข้าง ๆ ระหว่างทำงานเพื่อจะให้ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ สกายไม่ค่อยเข้าใจแนวคิดของพวกศิลปินเท่าไหร่ และไม่ค่อยอยากทิ้งมาโคโตะไว้คนเดียว แต่เพราะความช่างตื๊อของชายหนุ่ม สุดท้ายสกายจึงลอบออกมาข้างนอกในยามที่ลูกพี่ลูกน้องกำลังหลับสนิท เจียดเวลานอนสักสองสามชั่วโมงนั่งอยู่กับเขาเงียบ ๆ

 

ในเมื่อรับปากว่าจะช่วยแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด สกายหลุดบ่นออกมาบ้าง หาวบ้าง แต่ก็นั่งอยู่จนถึงเวลาที่ตกลงกันไว้ ระหว่างการทำงาน คาเงโทระเงยหน้าขึ้นมาบ้างเป็นครั้งคราว จ้องหน้าสกายแล้วก็ร้องอ๋อออกมาอย่างเป็นปริศนา โชคดีที่ภายในร้านอาหารยามดึกนั้นไร้ผู้คน ไม่เช่นนั้นสกายคงได้อับอายต่อสายตาของคนรอบข้างเป็นแน่

 

“นี่ ๆ พี่ชาย กำลังเขียนเรื่องแนวไหนอยู่งั้นเหรอ?”

 

ชวนคุยเล็กน้อยเพื่อเหนี่ยวรั้งสติของตัวเองไว้ไม่ให้หายไปเพราะความง่วง แต่คาเงโทระกลับไม่ตอบคำถามนั้น คนอายุมากกว่ายิ้มบาง ๆ เอ่ยออกมาอย่างเป็นปริศนา

 

“ความลับ”

 

“เฮ้อ…” สกายถอนหายใจกับคำตอบของอีกฝ่าย เด็กหนุ่มควักซองบุหรี่ขึ้นมาวางบนโต๊ะ หยิบบุหรี่ออกมามวนหนึ่งคาบไว้ในปาก คาเงโทระจ้องการกระทำนั้นตาแทบถลน

 

“เป็นเด็กเป็นเล็กสูบบุหรี่ได้ไง”

 

“วางใจเถอะน่า ผมไม่สูบต่อหน้าคนที่ไม่ชอบหรอก” สกายว่าพลางยักไหล่อย่างอวดดี คราวนี้คาเงโทระยิ่งประหลาดใจ ชะโงกหน้าเข้าไปสูดกลิ่นกายของอีกฝ่ายจนเด็กหนุ่มสะดุ้งโหยง

 

“ก็ไม่เห็นได้กลิ่นบุหรี่ ขี้โม้หรือเปล่าเนี่ย” ชายหนุ่มพูดยิ้ม ๆ นอกจากกลิ่นหอมสบู่อ่อน ๆ ที่ปนมากับกลิ่นเสื้อผ้าซักรีดอย่างสะอาดสะอ้าน คาเงโทระก็ไม่รู้สึกถึงกลิ่นอะไรอย่างอื่นอีก

 

“ก ก็วันนี้ยังไม่ได้สูบเลยไง! ไม่ใช่ว่าสูบไม่เป็นหรอกนะ!!”

 

ยิ่งเห็นอีกฝ่ายแก้ตัวอย่างลนลาน ชายหนุ่มผมดำก็ยิ่งรู้สึกขบขันจนต้องหัวเราะออกมา ใบหน้าของสกายเริ่มปรากฏสีแดงบนใบหน้า คาเงโทระคิดว่า เป็นสีแดงที่ค่อนข้างเสริมความน่าเอ็นดูให้เด็กหนุ่มเป็นอย่างดี

 

แม้ว่าจะดอมดมกลิ่นกายของอีกฝ่ายเพื่อพิสูจน์ความจริงเรื่องบุหรี่เรียบร้อยแล้ว แต่คาเงโทระก็ยังไม่ยอมกลับไปเขียนนิทานที่แต่งค้างไว้ ดูท่าว่าจะเสพติดการคลายเครียดรูปแบบใหม่เข้าเสียแล้ว เขาสำรวจใบหน้าของสกายด้วยสายตาแหลมคม มองหาจุดที่จะหยอกล้อให้อีกฝ่ายเขินอย่างใช้ความคิด

 

“อืม… ผมด้านหน้ายาวไปหน่อยนะ ไม่เกะกะเหรอ?” มือแกร่งสัมผัสผมสีเขียวที่ยาวปรกหน้าผากอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเสยมันขึ้นช้า ๆ สกายที่ไม่ชินกับการเปิดหน้าผากรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที คนที่ถูกเสยผมขึ้นโวยวายออกมาอย่างลนลาน

 

“ท ทำอะไรเนี่ย?! ไม่เอาน่า ทำอย่างนั้นมันตลกจะตาย เอาปิด ๆ ไว้เหมือนเดิมเถอะ!”

 

พยายามแงะมือของคู่สนทนาออกแต่ก็ไม่สำเร็จ คาเงโทระยิ้มบาง ๆ ได้เห็นพวงแก้มที่เป็นสีแดงเข้มแล้วก็เหมือนได้รับการเยียวยาอันแสนวิเศษ ความเครียดที่ตกค้างอยู่ในใจพลันหายเป็นปลิดทิ้ง เขาจ้องมองใบหน้าที่ถูกเสยผมขึ้นแล้วยักยิ้มอย่างพึงพอใจ เจ้าเด็กคนนี้ พอเสยผมขึ้นแล้วหน้าตาสว่างสดใสขึ้นตั้งเยอะ ไม่ได้การ คงต้องบังคับให้อีกฝ่ายเสยผมขึ้นไปตลอดเสียแล้ว

 

“พอทำผมทรงนี้แล้วหน้าตาดูไม่อมทุกข์” คาเงโทระพูดโน้มน้าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย จ้องมองเด็กหนุ่มที่กะพริบตาปริบ ๆ แม้ว่าจะยังอับอายอยู่ แต่เด็กหนุ่มก็ดูสนใจฟังคำพูดของเขา

 

“จ จริงเหรอ…?”

 

“อืม” คาเงโทระพนักหน้าหงึก ๆ นัยน์ตาของสกายเริ่มฉายแววลังเล เสียงพึมพำเบา ๆ ลอดออกมาจากปาก มันเบาเสียจนคาเงโทระที่อยู่ใกล้ ๆ ต้องตั้งใจฟังจึงจะได้ยิน

 

“ดูไม่เศร้า… มาโคโตะ…”

 

ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ในที่สุดสกายก็ตื่นจากภวังค์ เด็กหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก ๆ ยอมรับความแปลกใหม่ของทรงผมได้อย่างรวดเร็ว

 

“ผมเชื่อพี่ชายก็ได้”

 

“ว่านอนสอนง่ายดีนะ” คาเงโทระยักยิ้มกับความใสซื่อของอีกฝ่าย ก่อนจะประทับริมฝีปากจุมพิตที่หน้าผากของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา ปฏิกิริยาของสกายนั้นทำให้ชายหนุ่มหัวเราะจนไหล่สั่น เด็กหนุ่มนิ่งค้างราวกับรูปปั้น ในขณะที่คาเงโทระละมือจากเรือนผมของอีกฝ่าย ปล่อยให้มันลู่ลงปรกหน้าผาก แล้วถอยกลับไปนั่งทำงานดังเดิม

 

ข้อเสียของการเปิดหน้าผากก็คงมีเท่านี้นั่นล่ะนะ

 

 

ห้วงเวลาไหลผ่านอย่างรวดเร็ว สิบเอ็ดปีผ่านไป หลังจากที่กลับไปจัดการกับปัญหาในอาณาจักรเรียบร้อยแล้ว เมืองดาเตนแห่งนี้ก็แทบจะเปลี่ยนไปเป็นดาเตนที่ผมไม่รู้จัก

 

ในฐานะผู้มาเยือนเป็นครั้งที่สอง ค่อนข้างเสียดายน่าดูที่อะไรหลาย ๆ อย่างแตกต่างไปจากสิ่งที่ถูกบันทึกอยู่ในความทรงจำ ทั้งร้านกาแฟที่เคยนั่งดื่ม ตัวเมืองที่เคยเดินผ่าน ร้านอาหารมื้อดึกที่เคยนั่งเขียนนิทานกับใครบางคน

 

ใครบางคน…

 

สิบเอ็ดปีแล้วที่ไม่ได้เจอกับเด็กหนุ่มคนนั้น ในตอนนั้นผมรีบร้อนกลับอาณาจักรจึงไม่ทันได้ร่ำลาเขา แม้แต่ชื่อแซ่ก็ไม่ได้ถาม เขาปิดปากเงียบทุกครั้งเมื่อผมถาม ทำราวกับว่าชื่อของเขาเป็นชื่อที่ไม่ควรพูดออกมาในที่สาธารณะอย่างไรอย่างนั้น

 

‘เอาจริงๆแค่ออกมาข้างนอกก็เสี่ยงมากแลัว ชาวเมืองที่นี่ใจดีหลายคนก็จริง แต่หลายคนก็ใจร้าย ไม่ค่อยชอบขี้หน้าครอบครัวผมเท่าไหร่’

 

คำพูดของเด็กหนุ่มผุดขึ้นมาในความทรงจำ ในคราแรกผมตั้งใจจะถามอีกครั้งเมื่อพวกเราต้องแยกจากกัน แต่เพราะผมไม่ทันได้ร่ำลา ชื่อของเขาจึงกลายเป็นปริศนาที่คาใจผมมาตลอดสิบเอ็ดปี

 

ผมถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย เฝ้ามองร้านอาหารมื้อดึกในอดีตที่ปัจจุบันกลายเป็นตึกระฟ้า ชื่อของตึกนี้คือเซนทรัลทาวเวอร์ ดูท่าจะเป็นศูนย์การค้ายอดนิยมของชาวดาเตนจำนวนมาก ทำให้ผมอดมองไปรอบ ๆ อย่างมีความหวังไม่ได้

 

ท่ามกลางผู้คนมากมาย เขาจะอยู่ที่นี่หรือเปล่านะ?

 

จะเปลี่ยนไปจากความทรงจำของผมมากน้อยแค่ไหนกัน?

 

ในขณะที่ผมกำลังสำรวจมองไปรอบด้าน เสียงโหวกเหวกโวยวายก็ดังออกมาจากประตูทางออกของเซนทรัลทาวเวอร์ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งคนหนึ่งวิ่งออกมาพร้อมกับบุหรี่ไม่จุดไฟในปากและถุงพลาสติกสีขาวในมือ

 

“โตป่านนี้แล้วยังจะมาแย่งข้าวกล่องคนอื่นเค้าอีกเรอะ?!!”

 

เจ้าของเสียงวิ่งผ่านหน้าคาเงโทระไป ก่อนจะตามมาด้วยกลุ่มผู้ชายร่างกำยำอีกจำนวนหนึ่งที่วิ่งตามไปเป็นพรวน ใบหน้าที่บังเอิญได้เห็นในระยะประชิดนั้นช่างแสนคุ้นเคย เรือนผมสีเขียวอ่อนที่เสยไปข้างหลังเองก็เช่นกัน

 

นี่อย่างไรเล่าตัวอย่างของเด็กที่ไม่ได้ฟังนิทานดี ๆ

 

ผมหัวเราะร่วนก่อนจะวิ่งตามกลุ่มคนเหล่านั้นไปอย่างกระตือรือร้น ไล่ตามไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ในที่สุดผมก็ได้เห็นคนที่เขาคิดถึงมาตลอด สองขาหยุดเคลื่อนไหว ผมเฝ้ามองร่างของชายหนุ่มผมเขียวที่ยืนหอบแฮ่ก ๆ มือข้างหนึ่งของเขากำหูหิ้วของถุงพลาสติกเอาไว้แน่น

 

ผมกระแอมออกมาเสียงดังเพื่อเรียกความสนใจ ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย และเมื่อหันมามองตามเสียง นัยน์ตาที่แสนคุ้นเคยของเขาก็จับจ้องมาที่ร่างของผม เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอ้าปากค้าง ปฏิกิริยาของอีกฝ่ายทำให้ผมยิ้มออกมาอย่างนึกเอ็นดู

 

ถึงแม้ว่าดาเตนแห่งนี้จะเปลี่ยนแปลงไปจากดาเตนในความทรงจำของผม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงมีบางสิ่งบางอย่างที่เรียกได้ว่า เนื้อในยังคงเป็นเช่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย

 

สาวเท้าเข้าไปใกล้ ๆ ประทับริมฝีปากบนหน้าผากของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา ตำแหน่งเดียวกันกับเมื่อสิบเอ็ดปีที่ผ่านมา ที่แท้แล้วสิ่งที่ยังคงเป็นเหมือนเดิมก็ไม่ใช่แค่เขา

 

แค่เขาเท่านั้นที่ยังคงเป็นเด็กหนุ่มที่ผมรู้จักเหมือนในอดีต แต่ผมเองก็ยังคงเป็นชายที่สนอกสนใจในตัวเขาเหมือนกับตัวเองในอดีตเช่นเดียวกัน

 

เราสองคนราวกับหยุดนิ่งอยู่ท่ามกลางกระแสกาลเวลาที่กำลังเคลื่อนไหว ไม่มีใครเปลี่ยนไปจากในอดีตเลยสักนิด และนั่นคือสิ่งที่ทำให้หัวใจของผมพองโตขึ้นมาอย่างมีความสุข

 

 

…..

 

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s