Bungo to Alchemist FanFiction [ Sakaguchi Ango x Shimazaki Toson ] ‘Ango and Toson’

Bungo to Alchemist FanFiction

Sakaguchi Ango x Shimazaki Toson

‘Ango and Toson’

 

.

 

ฟิคแก้บนที่อังโกะออกมาหาค่ะT////T ตื้นตันจนจะร้องไห้แล้ว อยากได้ฟิคใช่มั้ย โอเค เอาไปเลยยยยยแงงงงง รู้มาว่าโทซงเคยชมนิยายเรื่องแรกของอังโกะที่ได้ลงนิตยสารแล้วรู้สึกว่าในสายตาของอังโกะเนี่ย โทซงคงเหมือนพระเจ้าเลยมั้ง ยิ่งเป็นนิยายเรื่องแรกแต่ได้รับคำชมจากคนระดับโทซงก็น่าจะดีใจซึ้งใจมากๆ แถมยังมั่นใจขึ้นเป็นเท่าตัว ก็เลยกลายเป็นว่าอังโกะในมโนเรามองโทซงเป็นผู้มีพระคุณไปเลยค่ะ/-\ แหะๆ

 

………

 

สมาชิกที่เพิ่งมาใหม่คนนั้นมีชื่อว่าซาคางุจิ อังโกะ

 

ผมค่อนข้างสนใจเขามากเป็นพิเศษ หลังจากที่ถามข้อมูลของเขากับบรรณารักษ์ แล้วได้เพียงคำตอบสั้นๆและตื้นเขิน สุดท้ายจึงตัดสินใจใช้วิธีดั้งเดิม สืบเรื่องของเขาอย่างตั้งใจ ที่ผ่านมาผมลอบสังเกตการณ์ชีวิตของคนอื่นๆในห้องสมุดมามากพอแล้ว ถ้าลองเปลี่ยนโมเดลใหม่ดูบ้าง ก็คงจะได้นิยายที่แปลกใหม่น่าสนใจกว่าเดิมไม่ผิดแน่

 

ต่อให้คนผู้นั้นจะชิงชังหรือเบื่อหน่ายชีวิตของตัวเองมากเพียงใด สำหรับผู้สังเกตการณ์อย่างผม เรื่องราวของผู้อื่นย่อมน่าสนใจกว่าเรื่องราวของตัวเองเสมอ ผมจึงเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าซาคางุจิ อังโกะเองก็ต้องมีเรื่องราวสนุกๆให้ผมติดตามเช่นกัน

 

ด้วยเหตุนั้น การศึกษาวิจัยซาคางุจิ อังโกะจึงเริ่มต้นขึ้น ผมซ่อนตัวอย่างเงียบงัน สะกดรอยตามเขาไปทุกหนทุกแห่ง แต่สุดท้าย ความลับไม่มีในโลกฉันใด ก็ย่อมไม่มีในห้องสมุดแห่งนี้ด้วยฉันนั้น ซาคางุจิ อังโกะ ย่างก้าวอย่างฉุนเฉียวมาหาผมถึงที่ซ่อน ก้มตัวลงมา ถอดแว่นกันแดดออกแล้วถลึงตามองมาที่ผมอย่างหาเรื่อง

 

“นายเป็นใคร?! แล้วคิดจะตามฉันไปถึงไหนกันฟะนั่น?!”

 

ผมกะพริบตาปริบๆ เอ่ยตอบออกไปอย่างซื่อตรง

 

“ชิมาซากิ โทซง”

 

ทั้งๆที่กำลังจะตั้งใจแนะนำตัวอย่างเป็นทางการว่ากำลังเก็บข้อมูลของซาคางุจิคุงไปเขียนนิยาย ทว่า พอได้ยินชื่อผม ท่าทีแข็งกร้าวของซาคางุจิคุงพลันสูญสลายไปอย่างรวดเร็ว เขาเบิกตากว้าง มองสำรวจผมตั้งแต่หัวจรดเท้า จู่ๆน้ำเสียงที่เคยเจือไปด้วยโทสะก็เปลี่ยนเป็นนอบน้อมเทิดทูน ภาษาที่ใช้เองก็กลายเป็นภาษาสุภาพ สอดคล้องเหมาะสมกับน้ำเสียงและท่าทีเจียมตัวของเขาในยามนี้

 

“ช ชิมาซากิเซนเซเองหรือครับ! ต้องขอโทษด้วยนะครับที่เสียมารยาท!!”

 

“ไม่เป็นไรหรอก…” ผมตอบกลับคำขอโทษนั้นไปทั้งๆที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก พลางใคร่ครวญถึงสาเหตุแห่งพฤติกรรมประหลาดของซาคางุจิคุงไปด้วย หรือว่าผมกับเขาจะเคยรู้จักกันในชาติที่แล้ว? น่าเสียดายที่ตัวผมในตอนนี้นึกอะไรเกี่ยวกับเขาไม่ออกเลยสักนิด

 

“เอ้อ…ว่าแต่ ชิมาซากิเซนเซตามผมมาทำไมหรือครับ?” ซาคางุจิคุงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเกรงใจระคนสงสัย ผมเองก็ไม่มีอะไรต้องปิดบัง การสังเกตการณ์อย่างลับๆช่วยให้โมเดลนิยายของผมมีความเป็นธรรมชาติมากก็จริง แต่ในเมื่อเป้าหมายรู้ตัวแล้ว จะปกปิดต่อไปก็เปล่าประโยชน์

 

ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจเปิดเผยจุดประสงค์ของตัวเองออกไปตามตรง และนั่นทำให้ซาคางุจิคุงตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง แม้แต่เสียงที่เปล่งออกมาก็ยากที่จะควบคุมให้เรียบนิ่ง

 

“ย ยินดีครับ!! ถ้าเป็นความต้องการของชิมาซากิเซนเซล่ะก็…!! ขอแค่ได้ตอบแทนพระคุณของเซนเซ จะให้ทำอะไรผมก็ยอมครับ!!”

 

ผมเอียงคอมองท่าทีของอีกฝ่ายอย่างนึกฉงน ก็น่าดีใจอยู่หรอก นานๆทีจะเจอคนที่ยอมให้ความร่วมมือกับผมอย่างง่ายดาย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็อดสงสัยในคำพูดของซาคางุจิคุงไม่ได้ เรื่องราวของผมกับเขาในชาติก่อนท่าทางจะซับซ้อนเอาเรื่องทีเดียว ซาคางุจิคุงคนนี้จึงได้มีท่าทีเคารพนับถือคนอย่างผม หรือว่าผมไปหลอกลวงอะไรเขาไว้ในชาติที่แล้วกันนะ?

 

“ขอโทษนะซาคางุจิคุง แต่ผมจำเรื่องในชาติก่อนไม่ได้เลย พวกเรารู้จักกันอย่างนั้นหรือ?”

 

ซาคางุจิคุงหน้าหมองลงเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้น เพียงไม่ถึงครึ่งวินาที สีหน้าอมทุกข์นั่นก็เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย สมาชิกใหม่ที่ยืนอยู่เบื้องหน้ารีบร้อนเล่าเรื่องราวให้ผมฟังอย่างกระตือรือร้น ผมเริ่มรู้สึกงุนงงกับสิ่งที่เขาอธิบาย แท้จริงแล้ว สาเหตุของพฤติกรรมประหลาดนั้นก็ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่สันนิษฐานไว้

 

สาเหตุที่ซาคางุจิคุงนับถือผม ก็เพราะมองว่าผมเป็นผู้มีพระคุณ นิยายเรื่องแรกของเขาที่ลงในนิตยสารได้รับคำชมเชยจากผม และนั่นเป็นหนึ่งในสิ่งที่คอยฉุดรั้งชายผู้นี้ขึ้นมาจากโคลนตมแห่งความสิ้นหวัง ทำให้เขายกย่องบูชาผม ทั้งๆที่ไม่ได้ชื่นชอบผลงานของผมเป็นพิเศษแต่อย่างใด

 

น่าประหลาด เพียงแค่คำชมเล็กน้อยก็เป็นดังแสงเปลวเทียนที่วูบไหวโดดเด่นอยู่ท่ามกลางความมืด เป็นดังแสงแห่งความหวังที่หล่อเลี้ยงตัวตนของมนุษย์คนหนึ่งให้ดิ้นรนมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ไม่นึกเลยว่าเรื่องเล็กน้อยจะสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ต่อชีวิตของนักเขียนคนหนึ่งได้ถึงขนาดนี้

 

ผมเอียงคอมองซาคางุจิคุงอย่างครุ่นคิด ดูเหมือนว่าข้อมูลที่ผมมีเกี่ยวกับเขานั้นยังไม่เยอะมากพอที่จะนำไปเขียนได้ เขาเป็นคนที่น่าสนใจ ผมต้องการที่จะรู้จักเขาให้มากกว่านี้ เพื่อที่จะเขียนเรื่องราวของเขาให้สมบูรณ์แบบที่สุด

 

“ถ้าซาคางุจิคุงไม่รังเกียจผมก็ขอตามสังเกตการณ์เธอเงียบๆนะ” ผมเอ่ยออกมาอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเห็นว่าคนตัวสูงกว่าพยักหน้าหงึกๆและตอบรับอย่างแข็งขัน ผมก็เสริมต่อไปว่า

 

“ระหว่างที่ซาคางุจิคุงทำตัวตามสบาย เธอจะทำเป็นมองไม่เห็นผมก็ได้นะ”

 

เพื่อให้ได้ความเป็นธรรมชาติที่สุด ผมจึงตัดสินใจเอ่ยออกไปเช่นนั้น ทว่า ซาคางุจิคุงกลับส่ายหน้าปฏิเสธ ยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าเขาทำเช่นนั้นไม่ได้ ผมเองก็จนใจจะร้องขอ จึงปล่อยเลยตามเลย อย่างไรเสียก็ได้ตามเก็บข้อมูลอย่างใกล้ชิด จะเรียกร้องอะไรมากไปกว่านี้ก็คงไม่ค่อยเหมาะสมกระมัง

 

“เซนเซเป็นผู้มีพระคุณของผม จะให้ทำเป็นมองไม่เห็นน่ะทำไม่ได้หรอกครับ!!”

 

มือแกร่งภายใต้ถุงมือหนังสีดำคว้าหมับเข้าที่ไหล่ของผมทั้งสองข้าง นัยน์ตาที่ไร้ซึ่งแว่นกันแดดบดบังจ้องเขม็งมาที่ผมอย่างมุ่งมั่น ผมกะพริบตาปริบๆ เคยได้ยินมาว่า ตัวผมในชาติก่อนได้ก่อเรื่องน่ารังเกียจเอาไว้หลายเรื่อง แม้ว่าจะจำเรื่องราวเหล่านั้นไม่ค่อยได้ แต่ความรู้สึกเจ็บปวดที่ถูกคนส่วนใหญ่รังเกียจนั้นยังคงค้างคาอยู่ในใจเสมอ

 

ความรู้สึกที่ว่านั่นหลอกหลอนผมมาจนถึงชาตินี้ แม้ว่าจะได้รับชีวิตใหม่ และถูกลบความทรงจำจากชาติก่อนจนเหลือเพียงส่วนเสี้ยวที่เลือนราง มีเพียงความเจ็บปวดในใจเท่านั้นที่ไม่เคยหายไป ราวกับสิ่งสิ่งนั้นเป็นโซ่หนามที่พันแน่นรอบกายจนทิ่มแทงทะลุเนื้อหนังอย่างเลือดเย็น

 

ทว่า ชั่วขณะหนึ่งที่ได้รับรู้ถึงสัมผัสรุนแรงของซาคางุจิ อังโกะ ผมรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมาจากมือคู่นั้น มันแผ่รัศมีเป็นวงกว้าง ซึมลึกเข้าสู่หัวใจของผมอย่างเงียบงัน

 

ท่ามกลางความเกลียดชังมากมายนับไม่ถ้วน ที่แท้แล้ว โลกใบนี้ไม่ได้มีแต่ผู้ที่เกลียดชังผมเท่านั้นหรือ?

 

“อ๊ะ?! ขอโทษที่เสียมารยาทนะครับเซนเซ! พอดีว่าผม…..” ซาคางุจิคุงรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน สองมือคลายออกจากไหล่ผมทันที ผมเงยหน้ามองคู่สนทนาอย่างอารมณ์ดี ท่าทางของซาคางุจิคุงในตอนนี้ เรียกได้ว่าทั้งขบขันและน่าเอ็นดูอย่างที่ไม่สามารถจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดใดๆได้

 

มือข้างหนึ่งของผมเอื้อมไปวางแปะบนศีรษะของซาคางุจิคุง ลูบไล้เรือนผมสีดำยาวระต้นคอนั้นอย่างแผ่วเบา

 

“ขอบคุณนะ ซาคางุจิคุง”

 

“…..”

 

ไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ ซาคางุจิคุงแน่นิ่งไปแล้ว ผมกะพริบตาอย่างงุนงง แค่ลูบหัวก็ต้องมีสีหน้าท่าทางเช่นนั้นด้วยหรือ ผมจ้องมองฝ่ายตรงข้ามอย่างครุ่นคิด สังเกตใบหน้าที่ขึ้นสีแดงเล็กน้อยของชายหนุ่มอย่างใคร่รู้

 

แม้จะเพิ่งทำความรู้จักกันได้ไม่นาน แต่ผมกล้ารับรองต่อสาธารณชนเลยว่า ซาคางุจิ อังโกะ จะต้องเป็นโมเดลนิยายที่ดีเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยสัมผัสมาอย่างแน่นอน

 

………

Advertisements

3 thoughts on “Bungo to Alchemist FanFiction [ Sakaguchi Ango x Shimazaki Toson ] ‘Ango and Toson’

  1. มุ้งมิ้ง อบอุ่นอ่า!! ตอนแรกลงเรือรัมโปอังโกะ… ตอนนี้มีความแหกขาจะลงสองเรือ ฟฟฟ คู่นี้น่ารักจังค่ะ อังโกะดูน่ารักน่าเอ็นดูว~♡ o(≧∇≦o) ~♡ อะไรนะ!? โทซงก็ไม่ต่างกัน—- ขอบคุณนะค่ะ! ไม่ค่อยมีคนเชียร์โทซงเท่าไหร่ ดีใจมากเลยค่ะ! //เดินไปจับมือ \ (´;ω;`) /

    • จริงๆเราก็อยู่เรือรัมโปอังโกะค่ะ โฮ เหยียบเรือหลายลำมากๆ555555555 แต่ที่เลือกมาเขียนอังโกะโทซงเพราะยังไม่แน่ใจว่าตัวเองจะเขียนคาร์ขุ่นรัมโปได้ ฮือ ทางนี้เอ็นดูโทซงมากเลยค่ะ เหมือนเด็กน้อยเลย น่ารักมากๆT////T ดีใจที่มีคนชอบน้องเหมือนกันค่ะฮือออ /จับมือเขย่าๆทั้งน้ำตา

      • ดีใจจังเลยค่ะ มีเพื่อนแว้ว //กุมมือ
        งานเขียนเรื่องอื่นเองก็ดีมากๆเลยนะค่ะ ขอบคุณมากเลยนะค่ะที่ช่วยแต่งให้อ่าน โทซงนางดูเป็นเด็กไม่ค่อยพูดก็จริง แต่เหมือนความจริงนางอยากพูด แต่หาคนพูดให้ฟังไม่ได้มากกว่า ดูน่าเอ็นดูดีจังเนอะ—- ^///^//

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s