Yume 100 FanFiction [ Kagetora x Sky ] ‘Cigar’

Yume 100 FanFiction

Pairing : Kagetora x Sky

Rate : G

 

‘Cigar’

 

.

 

 

ครั้งหนึ่งในความทรงจำ เจ้าของร้านขายของชำเคยเอ่ยกับผมว่า หากจะสูบบุหรี่ต้องเกรงใจผู้อื่น สูบในที่ที่ควรสูบ ไม่สูบในสถานที่ห้ามสูบ และเมื่อตัวผมในตอนนั้นที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะพยักหน้ารับคำอย่างกระตือรือร้น นั่นทำให้คู่สนทนาคลี่ยิ้มพึงพอใจ การสอนสั่งให้คนรุ่นใหม่มีสามัญสำนึกและความรับผิดชอบต่อคนหมู่มาก ราวกับว่าสิ่งนั้นถูกตั้งเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งในชีวิตของเขา

 

แต่ก่อนที่คุณลุงเจ้าของร้านจะได้ยื่นกล่องบุหรี่ขนาดกะทัดรัดส่งให้ผม เขากำชับเตือนบางสิ่งแก่ผมเป็นครั้งสุดท้าย น้ำเสียงของเขา กึ่งจริงจัง กึ่งหยอกล้อ จนไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าคำพูดนั้นมีมูลความจริงหรือเป็นเพียงคำโป้ปดมดเท็จเลื่อนลอย

 

‘ถ้าจะสูบบุหรี่ ก็อย่าไปยุ่งกับคนสูบซิการ์เชียวล่ะ’

 

และเป็นอีกครั้งที่ผมพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง หลังจากนั้น ห้วงเวลาคล้อยผ่านไปนานปี ผมเคยได้ยินผ่านหูมาบ้างว่า ซิการ์กับบุหรี่นั้นอยู่ร่วมกันไม่ได้ ราวกับน้ำและน้ำมันที่แยกชั้นกันอย่างชัดเจน การสูบบุหรี่ต่างจากสูบซิการ์ตรงที่ซิการ์ไม่สูดควันเข้าปอด และไม่ใช้เวลาสูบอย่างรวดเร็ว แต่จะค่อยๆลิ้มรสควันที่อบอวลอยู่ในปาก ละเลียดความผ่อนคลายนั้นอย่างสุขสม ถ้าเปรียบบุหรี่เป็นสามัญชน ซิการ์ก็คงเป็นดั่งขุนนางชั้นสูง

 

ขุนนางกับสามัญชน เพียงแค่ความแตกต่างของคำเปรียบเปรยก็แสดงให้เห็นถึงรอยร้าวในสายสัมพันธ์อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของผม เรื่องฐานะอาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทั้งคนสูบบุหรี่และคนสูบซิการ์ไม่ถูกกัน แต่เหตุผลหลักๆก็คงหนีไม่พ้นเรื่องกลิ่นนิโคตินจากบุหรี่ที่ทำให้รสสัมผัสของซิการ์ผิดเพี้ยนไป

 

ซึ่งนั่นทำให้ผมที่กำลังคาบบุหรี่อยู่ในปากกลายเป็นข้อยกเว้นที่จะได้รับความรู้สึกแง่ลบจากคนสูบซิการ์

 

เพราะอะไรอย่างนั้นหรือ? ออกจะเป็นเรื่องน่าขายหน้าหากความลับนี้ถูกนำไปร่ำลือในหมู่สิงห์อมควัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องยอมรับอย่างช่วยไม่ได้ว่า ตั้งแต่วันที่ผมได้รับบุหรี่กล่องแรกในชีวิตมาจากลุงเจ้าของร้าน

 

ผมก็ได้แต่คาบมันไว้ในปาก ไม่เคยจุดสูบเลยแม้สักครั้งเดียว

 

 

.

 

 

ท่ามกลางความมืดสลัวของบรรยากาศในช่วงเช้ามืด ผมได้ยินเสียงก้านไม้ขีดไฟถูกับกล่องกระดาษ เสียงเสียดสีนั้นดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยเสียงลุกพรึ่บของเปลวไฟขนาดเล็ก ผมลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ใครบางคนนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ เรือนผมสีดำของเขายุ่งเหยิงเล็กน้อย ราวกับว่าเมื่อลุกจากเตียงนอนก็ตรงดิ่งไปทำงานทันที และถึงแม้ว่าเขาจะนั่งหันหลังให้ แต่รูปร่างที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันช่วยให้ผมระบุตัวตนของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี

 

เสียงขีดเขียนดังคลอไปกับเสียงนกร้องนอกหน้าต่าง ควันสีเทาขุ่นลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ผมรู้ได้ทันทีว่าคาเงโทระกำลังเพลิดเพลินใจอยู่กับซิการ์สีน้ำตาลเปลือกไม้เช่นเคย เป็นอย่างนี้เสมอ ทุกครั้งเมื่อต้องใช้ความคิด เขามักจะสูบซิการ์ เพื่อช่วยให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลายและอารมณ์ดีพอที่จะรับผิดชอบต้นฉบับนิทานในมือ

 

ผมเหม่อมองเพดานห้อง ย้อนนึกถึงคำเตือนเลือนรางที่ลุงเจ้าของร้านขายของชำเคยกำชับเอาไว้ อย่ายุ่งกับคนสูบซิการ์อย่างนั้นหรือ? ตอนที่พบกันครั้งแรก ผมไม่ได้อยากยุ่งกับคาเงโทระเสียหน่อย พวกเราดูไม่เหมือนคนที่จะเข้ากันได้ดีเลยสักนิด เขาคาบซิการ์ ส่วนผมคาบบุหรี่ เราสองคนยืนเคียงกัน อาศัยชายคาของอาคารแห่งหนึ่งเป็นสถานที่หลบฝนชั่วคราวอย่างช่วยไม่ได้

 

สายฝนไม่มีทีท่าว่าจะซาลงแม้แต่น้อย ความรู้สึกอึดอัดเริ่มรุกคืบเข้ามาในใจของผม ทำให้อดเหลือบมองคนที่ยืนอารมณ์เสียอยู่ข้างๆไม่ได้ และในตอนนั้นเองที่พวกเราสบตากันเข้าพอดี

 

ผมสะดุ้งเฮือกอย่างลืมตัว คาเงโทระในตอนนั้นหรี่ตามองผม เอ่ยคำพูดออกมาด้วยน้ำเสียงดุดัน

 

‘อย่าได้หยิบไฟแช็กขึ้นมาจุดเชียว’

 

ท่าทางอารมณ์เสียเต็มที แต่ใช่ว่ามีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่หงุดหงิดกับสถานการณ์และสภาพอากาศชื้นแฉะ ผมตอบโต้กลับไปอย่างอวดเก่งและวางมาด

 

‘เฮอะ วางใจเถอะ ฉันไม่สูบต่อหน้าคนอื่นหรอก ทำอย่างนั้นออกจะไร้มารยาทไปหน่อย’

 

ผมจงใจเน้นประโยคหลังสุดเป็นพิเศษ พร้อมกับจ้องมองไปยังซิการ์สีน้ำตาลที่มีควันพวยพุ่งออกมา กลิ่นของยาสูบผสมผสานกับกลิ่นความชื้นจากเม็ดฝน โดยรวมแล้วไม่ใช่กลิ่นที่ดีสักเท่าไหร่

 

เงียบสนิท นอกจากเสียงสายฝนห่าใหญ่ตกกระทบผิวดินก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก ทั้งๆที่ผมเตรียมใจจะเขวี้ยงถังขยะแถวนั้นใส่เพื่อถ่วงเวลา แล้ววิ่งหนีทันทีที่อีกฝ่ายขยับตัว แต่กลับไม่มีท่าทีส่อเค้าความรุนแรงออกมาจากคู่สนทนาแม้แต่น้อย

 

ไม่นานนัก คาเงโทระในตอนนั้นแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ริมฝีปากเหยียดยิ้มประหลาดขณะจ้องมองผมด้วยสายตาที่คาดเดาไม่ได้

 

‘พิลึก ถ้าไม่สูบต่อหน้าคนอื่น แล้วจะหยิบขึ้นมาคาบเฉยๆทำไม? ทำไมไม่เก็บใส่กล่อง’

 

‘น นั่นมัน….’ ผมพูดอะไรไม่ออกเมื่อต้องกลายเป็นฝ่ายถูกเล่นงานเสียเอง ขณะที่กำลังเลิ่กลั่กคิดหาคำแก้ตัว คาเงโทระก็หยิบซิการ์ออกจากปาก อมควันไว้ในปากครู่หนึ่งเพื่อลิ้มรสกลิ่นยาสูบ ก่อนจะปล่อยควันในปากออกมาอย่างเชื่องช้า

 

‘ฉันไม่สูบแล้ว ตามสบาย จะจุดไฟหรืออะไรก็ทำไป’

 

‘……’ ผมรู้สึกอับจนหนทางยิ่งกว่าเก่า ถ้าไม่สูบก็คงดูพิลึกไม่น้อย แต่ถ้าจะสูบ… ปัญหาหลักก็คือ คนสูบบุหรี่ไม่เป็นอย่างผมพกไฟแช็คติดตัวเสียที่ไหนกัน ยิ่งเอ่ยปากขอยืมไฟจากอีกฝ่าย ไม่ใช่ว่ายิ่งดูผิดปกติหรอกหรือ?

 

‘ฉันไม่อยากสูบตอนนี้’ ตัวผมในอดีตว่าพลางยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ขัดแย้งกับภายในที่กำลังลนลาน ส่วนคาเงโทระยักยิ้มอย่างอารมณ์ดี ไม่ใส่ใจกับคำตอบของผมเท่าไหร่นัก

 

‘แปลกนะ ปกติแล้วคนสูบบุหรี่ต้องมีกลิ่นนิโคติน’ คำพูดลอยๆนั้นทำให้ผมสะดุ้งโหยง รู้ตัวทันทีว่าต่อให้แก้ตัวอย่างไรก็ไม่มีวันฟังขึ้น

 

และนั่นคือความประทับใจแรกพบของผมกับคาเงโทระ ชายผู้ซึ่งทำให้ผมพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีวี่แววว่าจะเถียงชนะเขาเลยสักครั้ง

 

กลับสู่ปัจจุบัน ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ อดีตเป็นอย่างไร สถานการณ์ในปัจจุบันเองก็เป็นเช่นนั้น ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะพยายามต่อกรกับอีกฝ่ายมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับความล้มเหลวกลับมาตอกย้ำความพ่ายแพ้อยู่เสมอ

 

บางที ผมอาจจะเกิดมาเพื่อพ่ายแพ้เขาไปตลอดชีวิตก็เป็นได้

 

กลิ่นซิการ์ยังคงลอยเจือจางอยู่ในอากาศ ทว่า เสียงขีดเขียนหยุดลงแล้ว ฟูกที่ผมกำลังนอนอยู่ยุบตัวลงไปตามน้ำหนักที่โถมทับลงมา เมื่อหันหน้าไปก็เจอกับร่างใหญ่โตของคาเงโทระตามคาด

 

“คิดอะไรอยู่?”

 

“ตอนที่ฉันกับนายเจอกันครั้งแรก” ผมว่าพลางยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ประสบการณ์ในอดีตสอนผมว่า การนอนบนเตียงในขณะที่อีกฝ่ายนั่ง ค่อนข้างเป็นสถานการณ์ที่น่าหวาดเสียว คาเงโทระชอบเล่นทีเผลอ ฉวยโอกาสคร่อมร่างผมทุกครั้งที่มีโอกาส อีกทั้งยังเอ่ยคำหยอกล้อทุกครั้งราวกับตั้งใจจะแกล้งให้ผมอับอายไปชั่วชีวิต ดังนั้น ด้านล่างก็ฟูก ด้านบนก็คาเงโทระ สถานการณ์ที่ราวกับทางตันไร้ซึ่งทางออก เลี่ยงได้ก็เลี่ยงเสียจะดีกว่า

 

“อ้อ” คนผมดำว่าพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้ซอกคอของผม สูดดมฟุดฟิดอย่างเอาแต่ใจ

 

“จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีกลิ่นนิโคติน”

 

“ก็รู้อยู่แล้วยังจะดมอีกเรอะ!” ผมรีบใช้มือยันใบหน้าอีกฝ่ายออกไปทันที อีกแล้ว เป็นอย่างนี้เสมอ ฉวยโอกาสทุกครั้งที่มีช่องว่าง ถึงแม้ว่าเรื่องแบบนี้จะกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของพวกเราไปแล้ว แต่ผมก็ยังไม่ค่อยจะชินเสียที

 

ทันใดนั้น ผมก็ถูกจู่โจมระลอกสอง ความรู้สึกจั๊กจี้ที่มาพร้อมกับสัมผัสเปียกอุ่นเกิดขึ้นกลางฝ่ามืออย่างกะทันหัน ทำให้ผมรีบปล่อยมือออกจากใบหน้าของอีกฝ่าย คาเงโทระคลี่ยิ้มร้ายกาจ ลิ้นที่เคยใช้เลียฝ่ามือของผมเมื่อครู่ตวัดเลียริมฝีปากอย่างเจ้าเล่ห์

 

“ม ไม่กลับไปเขียนนิทานของนายต่อรึไง!”

 

“เขียนสิ แต่ว่าเล่นกับนายแล้วหัวค่อยโล่งขึ้นหน่อย ช่วยได้เยอะกว่าซิการ์อีก” ในที่สุดคาเงโทระก็ลุกจากเตียง เดินไปยังโต๊ะเขียนหนังสือตัวเดิม ไม่เข้าใจเลย แกล้งคนอย่างผมนี่มันสนุกขนาดนั้นเลยหรือไง

 

เสียงขีดเขียนดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ควันสีขุ่นที่เคยปรากฏอยู่อย่างเด่นชัดนั้นหายไปแล้ว จะเหลือก็แต่เพียงกลิ่นยาสูบเจือจางที่เกาะติดข้าวของทุกอย่างในห้องนี้ แม้กระทั่งเสื้อผ้าและร่างกายของผมเองก็มีกลิ่นติดด้วยเช่นกัน

 

พยายามกำจัดอย่างไรก็ไม่หาย ราวกับว่าเจ้ากลิ่นนี่ฝังรากลึกลงไปในร่างกาย เพื่อที่จะครอบงำผมอย่างไรอย่างนั้น

 

ผมถอนหายใจอย่างปลดปลง

 

จะให้ชนะคาเงโทระอย่างนั้นหรือ แม้แต่กลิ่นซิการ์ของเขา ผมยังเอาชนะไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำ ช่างน่ารันทดใจเสียจริง

 

 

………

 

Advertisements

Yume100 FanFiction [ Kagetora x Sky ] ‘Prince Award’

 

Yume100 FanFiction

Kagetora x Sky

‘Prince Award’

 

……

 

 

นาฬิกาปลุกส่งเสียงดังลั่นห้อง แขนข้างหนึ่งเอื้อมมือไปกดปิดเสียงนาฬิกาอย่างงัวเงีย

 

ปั้ก ปั้ก ปั้ก เสียงฟาดมือเข้ากับโต๊ะวางของเล็กๆข้างหัวเตียงดังคลอไปกับเสียงร้องแหลมแสบแก้วหู ความเจ็บปวดจากการฟาดมืออย่างไร้สตินั้นเป็นดังสายน้ำเย็นเยียบที่สาดโครมปะทะใบหน้าเข้าอย่างจัง ชายหนุ่มหัวเขียวตื่นเต็มตา เขาดันตัวลุกขึ้นจากที่นอน และเสียงของนาฬิกาปลุกก็เงียบลงในที่สุด

 

“สกาย เจ็บรึเปล่า?”

 

หลังจากที่ห้องนอนกลับคืนสู่ความเงียบได้ไม่ทันไร สุ้มเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างตัว สกายหันขวับไปมองเจ้าของเสียงทุ้มต่ำ คนคนนั้นมีเรือนผมสีดำขลับที่บัดนี้ยุ่งเหยิงเล็กน้อย นัยน์ตาดุดันบนใบหน้าคมเข้มเหลือบมองไปยังมือของสกายที่ปะทะกับโต๊ะข้างเตียงอยู่หลายรอบ

 

“ก็นิดหน่อย ขอโทษที่ทำให้ตื่นนะ คาเงโทระ” สกายว่าพลางยืดแขนออกบิดขี้เกียจไปมา ทว่า แม้สกายจะทำทีเป็นไม่สนใจความเจ็บปวดที่มือ และเห็นแค่ว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น แต่รอยแดงที่เกิดจากการกระแทกกับของแข็งอย่างรุนแรงก็ทำให้คาเงโทระขมวดคิ้วมุ่น ร่างสูงใหญ่ดันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง อาศัยจังหวะที่สองมือของสกายกำลังชูขึ้นเหนือหัว ใช้พลกำลังรวบเอวของอีกฝ่ายแล้วดึงเข้าหาตน รู้ตัวอีกที สภาพของสกายในตอนนี้ก็กลายเป็นว่ากำลังกึ่งนั่งกึ่งนอน เอนตัวพิงแผ่นอกแกร่งของคาเงโทระอยู่เสียแล้ว

 

“ขอดูหน่อย” พูดออกมาอย่างนั้น ทว่า ไม่ทันที่อีกฝ่ายจะตอบตกลง คาเงโทระก็คว้ามือของอีกฝ่ายไปพินิจดูเอาเองเสียแล้ว สกายที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหันยังคงตกตะลึงอยู่ชั่วขณะ แต่ในไม่ช้าก็ตั้งสติได้ ชายหนุ่มถลึงตาใส่คาเงโทระ ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย

 

“โธ่เอ๊ย! อยากดูก็ขอกันดีๆสิ!”

 

ท่าทีเขินอายของสกายทำเอาคาเงโทระถอนหายใจออกมา

 

“จะอายอะไรล่ะ มากกว่านี้ยังทำมาแล้วเลยนี่”

 

คราวนี้ใบหน้าของสกายแดงแจ๋ไปทั่วทั้งหน้า ลมหายใจของคนในอ้อมแขนเริ่มติดขัดเพราะความเขินอาย คนตัวสูงกว่าพ่นลมหายใจออกมาพร้อมกับผุดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์มุมปาก สกายเป็นเช่นนี้เสมอ เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่นก็มักจะแสดงออกว่าตัวเองแข็งแกร่ง ปกปิดปิดความไม่มั่นใจของตัวเองด้วยบุคลิกภายนอกที่น่าหวาดกลัว ทั้งๆที่ตัวตนที่แท้จริงของคนคนนี้นั้นอ่อนโยนและใสซื่อน่าเอ็นดู ไม่ต่างอะไรไปจากเด็กน้อยเลยสักนิด

 

“ดูเสร็จเรียบร้อยแล้วนี่ จะปล่อยได้รึยัง?”

 

สกายที่ตั้งสติได้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ส่วนคาเงโทระส่ายหน้าไปมาเป็นเชิงปฏิเสธ

 

“ต้องทายาก่อน”

 

“นิดเดียวเองน่า! วันนี้ต้องไปงานPrince Awardกับมาโคโตะด้วย ถ้าไปสายเดี๋ยวก็ซวยอีก”

 

คนหัวเขียวเริ่มโวยวายเสียงดัง ใช่แล้ว สาเหตุที่เขาต้องตื่นแต่เช้าขนาดนี้ก็เพราะวันนี้ต้องไปร่วมงานประกาศรางวัล ‘เจ้าชายผู้เป็นที่รัก’ นั่นเอง ถึงจะไม่อยากไป แต่ในเมื่ออุตส่าห์มีบัตรเชิญส่งมาหาอดีตเจ้าชายอย่างเขา ต่อให้รู้สึกเหมือนอยู่ผิดที่ผิดเวลา อย่างไรเสียก็ต้องไปตามมารยาทอยู่ดี

 

พอพูดถึงมาโคโตะ คาเงโทระก็เริ่มจะหงุดหงิดบ้าง แต่อาการของเขาต่างจากสกายตรงที่ไม่ได้โวยวายออกมาโดยตรง คนผมดำเม้มริมฝีปาก ขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่ทำเอาคนฟังรู้สึกเย็นเยียบไปทั่วทั้งร่าง

 

“ถ้าอย่างนั้นไปสายซักนิดซักหน่อยก็คงไม่เป็นไรล่ะมั้ง”

 

“ไม่ได้เฟ้ย! แล้วนั่นนายจับตรงไหนของนายเนี่ย?!”

 

สกายแทบอยากจะเอาหัวโขกกำแพงทันทีเมื่อตระหนักได้ว่าคาเงโทระเกลียดขี้หน้ามาโคโตะมากแค่ไหน ทำไมถึงได้ปากพล่อยเอ่ยชื่อเด็กหนุ่มออกมาตอนนี้กันนะ แต่เรื่องโทษตัวเองคงต้องเอาไว้ทีหลัง ตอนนี้คงต้องหยุดมือซุกซนของคาเงโทระที่เริ่มลุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของเขาเสียก่อน คนผมเขียวดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่ายเป็นเชิงต่อต้าน

 

“ไม่ใช่เวลามาทำอย่างนี้นะ คาเงโทระ!”

 

ทว่า คาเงโทระกลับทำเพียงแค่จ้องมองสกายนิ่งๆ

 

“……”

 

“……”

 

“ไม่ได้เหรอ?”

 

“……..ก็ต้องไม่ได้น่ะสิ!”

 

คาเงโทระยักยิ้มเล็กน้อย “คำตอบเมื่อกี๊ฟังดูลังเลนะ”

 

“ไม่ได้ลังเล!!!” ใบหน้าของสกายร้อนผ่าว หัวใจเต้นโครมครามราวกับกลองศึก เกือบไปแล้ว! พอเห็นสายตาแบบนั้นของคาเงโทระทีไรก็เป็นต้องใจอ่อนทุกที คำพูดที่พูดออกไปสวนทางกับความคิดลึกๆในใจอย่างสิ้นเชิง

 

ฝ่ายคาเงโทระเห็นปฏิกิริยาของสกายก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนมือข้างที่เจ็บของสกายอย่างอ่อนโยน

 

“แต่ยังไงก็ต้องทายาก่อนไปอยู่ดีนะ”

 

“ไม่…”

 

“แปลว่าอยากทำอย่างอื่นมากกว่าทายางั้นเหรอ?”

 

สกายกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ส่ายหน้าไปมาอย่างรวดเร็ว

 

“ไม่ครับ ทายาครับ จะทายาครับ” น้ำเสียงของคนในอ้อมแขนสุภาพขึ้นมาอย่างกะทันหัน คาเงโทระพยักหน้าอย่างพึงพอใจ กดริมฝีปากลงบนมือของสกายอีกครั้งอย่างแผ่วเบา ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากคาเงโทระค่อยๆซึมซับเข้าสู่อวัยวะต่างๆของสกาย โอบล้อมหัวใจของอดีตเจ้าชายแห่งดาเตนอย่างเงียบงัน

 

ความปวดแปลบหายไปแล้ว หรืออย่างน้อยตอนนี้ สกายก็ไม่รู้สึกถึงมันอีก จนทำให้สกายอดคิดไม่ได้ว่า การกระทำเช่นนี้ อาจช่วยเยียวยาความเจ็บปวดได้ดีกว่ายาขนานใดเสียอีกกระมัง

 

 

………………..

Bungo to Alchemist FanFiction [ Sakaguchi Ango x Shimazaki Toson ] ‘Ango and Toson’

Bungo to Alchemist FanFiction

Sakaguchi Ango x Shimazaki Toson

‘Ango and Toson’

 

.

 

ฟิคแก้บนที่อังโกะออกมาหาค่ะT////T ตื้นตันจนจะร้องไห้แล้ว อยากได้ฟิคใช่มั้ย โอเค เอาไปเลยยยยยแงงงงง รู้มาว่าโทซงเคยชมนิยายเรื่องแรกของอังโกะที่ได้ลงนิตยสารแล้วรู้สึกว่าในสายตาของอังโกะเนี่ย โทซงคงเหมือนพระเจ้าเลยมั้ง ยิ่งเป็นนิยายเรื่องแรกแต่ได้รับคำชมจากคนระดับโทซงก็น่าจะดีใจซึ้งใจมากๆ แถมยังมั่นใจขึ้นเป็นเท่าตัว ก็เลยกลายเป็นว่าอังโกะในมโนเรามองโทซงเป็นผู้มีพระคุณไปเลยค่ะ/-\ แหะๆ

 

………

 

สมาชิกที่เพิ่งมาใหม่คนนั้นมีชื่อว่าซาคางุจิ อังโกะ

 

ผมค่อนข้างสนใจเขามากเป็นพิเศษ หลังจากที่ถามข้อมูลของเขากับบรรณารักษ์ แล้วได้เพียงคำตอบสั้นๆและตื้นเขิน สุดท้ายจึงตัดสินใจใช้วิธีดั้งเดิม สืบเรื่องของเขาอย่างตั้งใจ ที่ผ่านมาผมลอบสังเกตการณ์ชีวิตของคนอื่นๆในห้องสมุดมามากพอแล้ว ถ้าลองเปลี่ยนโมเดลใหม่ดูบ้าง ก็คงจะได้นิยายที่แปลกใหม่น่าสนใจกว่าเดิมไม่ผิดแน่

 

ต่อให้คนผู้นั้นจะชิงชังหรือเบื่อหน่ายชีวิตของตัวเองมากเพียงใด สำหรับผู้สังเกตการณ์อย่างผม เรื่องราวของผู้อื่นย่อมน่าสนใจกว่าเรื่องราวของตัวเองเสมอ ผมจึงเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าซาคางุจิ อังโกะเองก็ต้องมีเรื่องราวสนุกๆให้ผมติดตามเช่นกัน

 

ด้วยเหตุนั้น การศึกษาวิจัยซาคางุจิ อังโกะจึงเริ่มต้นขึ้น ผมซ่อนตัวอย่างเงียบงัน สะกดรอยตามเขาไปทุกหนทุกแห่ง แต่สุดท้าย ความลับไม่มีในโลกฉันใด ก็ย่อมไม่มีในห้องสมุดแห่งนี้ด้วยฉันนั้น ซาคางุจิ อังโกะ ย่างก้าวอย่างฉุนเฉียวมาหาผมถึงที่ซ่อน ก้มตัวลงมา ถอดแว่นกันแดดออกแล้วถลึงตามองมาที่ผมอย่างหาเรื่อง

 

“นายเป็นใคร?! แล้วคิดจะตามฉันไปถึงไหนกันฟะนั่น?!”

 

ผมกะพริบตาปริบๆ เอ่ยตอบออกไปอย่างซื่อตรง

 

“ชิมาซากิ โทซง”

 

ทั้งๆที่กำลังจะตั้งใจแนะนำตัวอย่างเป็นทางการว่ากำลังเก็บข้อมูลของซาคางุจิคุงไปเขียนนิยาย ทว่า พอได้ยินชื่อผม ท่าทีแข็งกร้าวของซาคางุจิคุงพลันสูญสลายไปอย่างรวดเร็ว เขาเบิกตากว้าง มองสำรวจผมตั้งแต่หัวจรดเท้า จู่ๆน้ำเสียงที่เคยเจือไปด้วยโทสะก็เปลี่ยนเป็นนอบน้อมเทิดทูน ภาษาที่ใช้เองก็กลายเป็นภาษาสุภาพ สอดคล้องเหมาะสมกับน้ำเสียงและท่าทีเจียมตัวของเขาในยามนี้

 

“ช ชิมาซากิเซนเซเองหรือครับ! ต้องขอโทษด้วยนะครับที่เสียมารยาท!!”

 

“ไม่เป็นไรหรอก…” ผมตอบกลับคำขอโทษนั้นไปทั้งๆที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก พลางใคร่ครวญถึงสาเหตุแห่งพฤติกรรมประหลาดของซาคางุจิคุงไปด้วย หรือว่าผมกับเขาจะเคยรู้จักกันในชาติที่แล้ว? น่าเสียดายที่ตัวผมในตอนนี้นึกอะไรเกี่ยวกับเขาไม่ออกเลยสักนิด

 

“เอ้อ…ว่าแต่ ชิมาซากิเซนเซตามผมมาทำไมหรือครับ?” ซาคางุจิคุงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเกรงใจระคนสงสัย ผมเองก็ไม่มีอะไรต้องปิดบัง การสังเกตการณ์อย่างลับๆช่วยให้โมเดลนิยายของผมมีความเป็นธรรมชาติมากก็จริง แต่ในเมื่อเป้าหมายรู้ตัวแล้ว จะปกปิดต่อไปก็เปล่าประโยชน์

 

ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจเปิดเผยจุดประสงค์ของตัวเองออกไปตามตรง และนั่นทำให้ซาคางุจิคุงตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง แม้แต่เสียงที่เปล่งออกมาก็ยากที่จะควบคุมให้เรียบนิ่ง

 

“ย ยินดีครับ!! ถ้าเป็นความต้องการของชิมาซากิเซนเซล่ะก็…!! ขอแค่ได้ตอบแทนพระคุณของเซนเซ จะให้ทำอะไรผมก็ยอมครับ!!”

 

ผมเอียงคอมองท่าทีของอีกฝ่ายอย่างนึกฉงน ก็น่าดีใจอยู่หรอก นานๆทีจะเจอคนที่ยอมให้ความร่วมมือกับผมอย่างง่ายดาย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็อดสงสัยในคำพูดของซาคางุจิคุงไม่ได้ เรื่องราวของผมกับเขาในชาติก่อนท่าทางจะซับซ้อนเอาเรื่องทีเดียว ซาคางุจิคุงคนนี้จึงได้มีท่าทีเคารพนับถือคนอย่างผม หรือว่าผมไปหลอกลวงอะไรเขาไว้ในชาติที่แล้วกันนะ?

 

“ขอโทษนะซาคางุจิคุง แต่ผมจำเรื่องในชาติก่อนไม่ได้เลย พวกเรารู้จักกันอย่างนั้นหรือ?”

 

ซาคางุจิคุงหน้าหมองลงเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้น เพียงไม่ถึงครึ่งวินาที สีหน้าอมทุกข์นั่นก็เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย สมาชิกใหม่ที่ยืนอยู่เบื้องหน้ารีบร้อนเล่าเรื่องราวให้ผมฟังอย่างกระตือรือร้น ผมเริ่มรู้สึกงุนงงกับสิ่งที่เขาอธิบาย แท้จริงแล้ว สาเหตุของพฤติกรรมประหลาดนั้นก็ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่สันนิษฐานไว้

 

สาเหตุที่ซาคางุจิคุงนับถือผม ก็เพราะมองว่าผมเป็นผู้มีพระคุณ นิยายเรื่องแรกของเขาที่ลงในนิตยสารได้รับคำชมเชยจากผม และนั่นเป็นหนึ่งในสิ่งที่คอยฉุดรั้งชายผู้นี้ขึ้นมาจากโคลนตมแห่งความสิ้นหวัง ทำให้เขายกย่องบูชาผม ทั้งๆที่ไม่ได้ชื่นชอบผลงานของผมเป็นพิเศษแต่อย่างใด

 

น่าประหลาด เพียงแค่คำชมเล็กน้อยก็เป็นดังแสงเปลวเทียนที่วูบไหวโดดเด่นอยู่ท่ามกลางความมืด เป็นดังแสงแห่งความหวังที่หล่อเลี้ยงตัวตนของมนุษย์คนหนึ่งให้ดิ้นรนมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ไม่นึกเลยว่าเรื่องเล็กน้อยจะสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ต่อชีวิตของนักเขียนคนหนึ่งได้ถึงขนาดนี้

 

ผมเอียงคอมองซาคางุจิคุงอย่างครุ่นคิด ดูเหมือนว่าข้อมูลที่ผมมีเกี่ยวกับเขานั้นยังไม่เยอะมากพอที่จะนำไปเขียนได้ เขาเป็นคนที่น่าสนใจ ผมต้องการที่จะรู้จักเขาให้มากกว่านี้ เพื่อที่จะเขียนเรื่องราวของเขาให้สมบูรณ์แบบที่สุด

 

“ถ้าซาคางุจิคุงไม่รังเกียจผมก็ขอตามสังเกตการณ์เธอเงียบๆนะ” ผมเอ่ยออกมาอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเห็นว่าคนตัวสูงกว่าพยักหน้าหงึกๆและตอบรับอย่างแข็งขัน ผมก็เสริมต่อไปว่า

 

“ระหว่างที่ซาคางุจิคุงทำตัวตามสบาย เธอจะทำเป็นมองไม่เห็นผมก็ได้นะ”

 

เพื่อให้ได้ความเป็นธรรมชาติที่สุด ผมจึงตัดสินใจเอ่ยออกไปเช่นนั้น ทว่า ซาคางุจิคุงกลับส่ายหน้าปฏิเสธ ยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าเขาทำเช่นนั้นไม่ได้ ผมเองก็จนใจจะร้องขอ จึงปล่อยเลยตามเลย อย่างไรเสียก็ได้ตามเก็บข้อมูลอย่างใกล้ชิด จะเรียกร้องอะไรมากไปกว่านี้ก็คงไม่ค่อยเหมาะสมกระมัง

 

“เซนเซเป็นผู้มีพระคุณของผม จะให้ทำเป็นมองไม่เห็นน่ะทำไม่ได้หรอกครับ!!”

 

มือแกร่งภายใต้ถุงมือหนังสีดำคว้าหมับเข้าที่ไหล่ของผมทั้งสองข้าง นัยน์ตาที่ไร้ซึ่งแว่นกันแดดบดบังจ้องเขม็งมาที่ผมอย่างมุ่งมั่น ผมกะพริบตาปริบๆ เคยได้ยินมาว่า ตัวผมในชาติก่อนได้ก่อเรื่องน่ารังเกียจเอาไว้หลายเรื่อง แม้ว่าจะจำเรื่องราวเหล่านั้นไม่ค่อยได้ แต่ความรู้สึกเจ็บปวดที่ถูกคนส่วนใหญ่รังเกียจนั้นยังคงค้างคาอยู่ในใจเสมอ

 

ความรู้สึกที่ว่านั่นหลอกหลอนผมมาจนถึงชาตินี้ แม้ว่าจะได้รับชีวิตใหม่ และถูกลบความทรงจำจากชาติก่อนจนเหลือเพียงส่วนเสี้ยวที่เลือนราง มีเพียงความเจ็บปวดในใจเท่านั้นที่ไม่เคยหายไป ราวกับสิ่งสิ่งนั้นเป็นโซ่หนามที่พันแน่นรอบกายจนทิ่มแทงทะลุเนื้อหนังอย่างเลือดเย็น

 

ทว่า ชั่วขณะหนึ่งที่ได้รับรู้ถึงสัมผัสรุนแรงของซาคางุจิ อังโกะ ผมรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมาจากมือคู่นั้น มันแผ่รัศมีเป็นวงกว้าง ซึมลึกเข้าสู่หัวใจของผมอย่างเงียบงัน

 

ท่ามกลางความเกลียดชังมากมายนับไม่ถ้วน ที่แท้แล้ว โลกใบนี้ไม่ได้มีแต่ผู้ที่เกลียดชังผมเท่านั้นหรือ?

 

“อ๊ะ?! ขอโทษที่เสียมารยาทนะครับเซนเซ! พอดีว่าผม…..” ซาคางุจิคุงรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน สองมือคลายออกจากไหล่ผมทันที ผมเงยหน้ามองคู่สนทนาอย่างอารมณ์ดี ท่าทางของซาคางุจิคุงในตอนนี้ เรียกได้ว่าทั้งขบขันและน่าเอ็นดูอย่างที่ไม่สามารถจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดใดๆได้

 

มือข้างหนึ่งของผมเอื้อมไปวางแปะบนศีรษะของซาคางุจิคุง ลูบไล้เรือนผมสีดำยาวระต้นคอนั้นอย่างแผ่วเบา

 

“ขอบคุณนะ ซาคางุจิคุง”

 

“…..”

 

ไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ ซาคางุจิคุงแน่นิ่งไปแล้ว ผมกะพริบตาอย่างงุนงง แค่ลูบหัวก็ต้องมีสีหน้าท่าทางเช่นนั้นด้วยหรือ ผมจ้องมองฝ่ายตรงข้ามอย่างครุ่นคิด สังเกตใบหน้าที่ขึ้นสีแดงเล็กน้อยของชายหนุ่มอย่างใคร่รู้

 

แม้จะเพิ่งทำความรู้จักกันได้ไม่นาน แต่ผมกล้ารับรองต่อสาธารณชนเลยว่า ซาคางุจิ อังโกะ จะต้องเป็นโมเดลนิยายที่ดีเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยสัมผัสมาอย่างแน่นอน

 

………