Touken Ranbu AU FanFiction [ Ookanehira x Heshikiri Hasebe ] ‘Valentine’s Day 2017’

Touken Ranbu AU FanFiction

Ookanehira x Heshikiri Hasebe

‘Valentine’s Day 2017’

 

…………………………

 

 

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ท้องฟ้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีส้ม คลื่นน้ำซัดสาดกระทบหาดเกิดเสียง ‘ซ่า ซ่า’ ดังแว่วอยู่เรื่อยๆ ห้วงจังหวะที่สม่ำเสมอนั้นราวกับจะผสมผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจังหวะการเต้นตุบตุบของก้อนเนื้อในอก

 

สงบนิ่ง นั่นเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้ยินและได้สัมผัสบรรยากาศรอบตัว ผมที่ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับคลื่นลมมาพักใหญ่แล้วค่อยๆเดินกลับไปที่รถอย่างเชื่องช้า

 

ชื่อของผมคือเฮชิคิริ ฮาเซเบะ และผมกำลังอกหัก

 

อันที่จริงก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าเธอคนนั้น…เจ้านายของผม เจ้านายที่ผมแอบรักมานานไม่ได้มีใจให้ผมเลยสักนิด ดวงตากลมโตของเธอไม่เคยมองมาที่ผม ทั้งๆที่ทำใจได้ตั้งนานแล้ว แต่เมื่อเธอประกาศให้คนทั้งแผนกรับรู้ว่า คนรักของเธอเพิ่งขอเธอแต่งงาน เป็นการขอแต่งงานสายฟ้าแลบในวันวาเลนไทน์ และเธอก็ตอบตกลงอย่างยินดี

 

สุดท้ายผมก็ทนอยู่ในบริษัทไม่ได้ รีบหนีออกมาอย่างขาดสติ ผมขับรถข้ามจังหวัดอย่างบ้าบิ่น ในหัวตอนที่นั่งอยู่ข้างหลังพวงมาลัยนั้นรู้แต่เพียงว่าต้องขับออกไปให้ไกลจากบริษัทมากที่สุด ไปให้ไกลจากความเป็นจริงที่แสนเจ็บปวด เยียวยาตัวเองด้วยอะไรก็ตามแล้วเร่งรีบกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติสุขตามเดิม กลับเป็นผมคนเดิมที่แข็งแกร่งและไม่อ่อนแออีกต่อไป

 

ตอนนี้อาจจะยังไหว แต่พรุ่งนี้…ไม่ว่ายังไงก็ต้องเจอหน้าเธออยู่ดี จะไหวรึเปล่านะ?

 

ในขณะที่ผมกำลังกลุ้มใจกับการวางตัวในวันพรุ่งนี้ ขาทั้งสองข้างก็หยุดกึกเมื่อเห็นสิ่งแปลกปลอมปรากฏอยู่ข้างรถ ผมกะพริบตาปริบๆ หรือว่าผมจะจำผิด นี่ไม่ใช่รถผมอย่างนั้นหรือ แต่พอตรวจสอบป้ายทะเบียนเรียบร้อย ไม่ว่าอย่างไร เจ้ารถเก๋งสีเงินคันนี้ก็เป็นรถของผมอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ถ้าอย่างนั้น…หมอนี่เป็นใครกันล่ะเนี่ย?

 

ผู้ชายที่ยืนพิงรถของผมอยู่เป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ เรือนผมสีแดง สวมชุดสูทธรรมดาเหมือนพนักงานบริษัททั่วไป แต่หากประเมินรูปร่างและหน้าตาของเขาแล้ว ผมนึกถึงพวกนักแสดงนายแบบ หรือไม่ก็นักกีฬามืออาชีพ หน้าตาจัดว่าดีเกินมาตรฐานคนธรรมดาเลยทีเดียว

 

ท่ามกลางเสียงคลื่นที่ดังแว่วมาจากหาด ระยะห่างระหว่างผมกับเขาเรียกได้ว่าไม่ใกล้ไม่ไกล เราสองคนยืนจ้องมองกันและกันอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเขาก็เดินเข้ามาหาผม

 

จากนั้น

 

ก็รวบตัวผมเข้าไปกอดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก

 

“เฮ้ย?! ทำบ้าอะไรของคุณเนี่ย?!! ปล่อย!!” ผมดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่าย คนเราสมัยนี้ แค่เจอหน้ากันครั้งแรก ยังไม่ทันได้พูดคุยทำความรู้จักก็กอดกันแน่นอย่างนี้เลยหรือ ในขณะที่ผมกำลังจะตะโกนขอความช่วยเหลือ เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังขึ้นข้างหูก็ทำให้ผมหยุดชะงัก

 

“จู่ๆก็หนีออกมาแบบนั้น รู้มั้ยว่าฉันตกใจมากแค่ไหน เมื่อกี๊พอตามมาทันก็เห็นนายยืนอยู่ริมหาดแล้ว ถ้านายไม่หันหลังเดินกลับ ฉันคงพุ่งลงทะเลไปด้วยแล้ว”

 

คนจากบริษัท…?

 

เจ้าผมแดงยังกอดผมแน่นไม่ยอมปล่อย ส่วนผมก็ยืนนิ่ง พยายามนึกอย่างสุดความสามารถว่าอีกฝ่ายเป็นใครกันแน่ แต่สุดท้ายก็ยอมแพ้ สิ่งที่แจ่มชัดอยู่ในหัวมีเพียงหัวหน้า งานเอกสาร และเพื่อนร่วมแผนกไม่กี่คนเท่านั้น ผมจำไม่ได้เลยว่าเคยเดินสวนกับเขา เคยใช้ลิฟต์ตัวเดียวกัน หรือเคยเดินผ่านแผนกของเขามาก่อน

 

เขารู้จักผม แต่ผมไม่รู้จักเขาเนี่ยนะ อาจจะฟังดูรุนแรงสำหรับคนที่อุตส่าห์ขับรถข้ามจังหวัดตามผมมาด้วยความเป็นห่วง แต่ก็คงต้องบอกความจริงไปว่าผมจำเขาไม่ได้เลย

 

“ขอโทษ แต่ผมไม่รู้จักคุณ ขอบคุณที่เป็นห่วง แล้วก็ปล่อยผมได้แล้ว”

 

ผมพูดด้วยน้ำเสียงโทนปกติที่ใช้กับทุกคนยกเว้นคนสำคัญ ผมไม่ชอบการสุงสิงกับคนอื่น ไม่ชอบเข้าใกล้คนอื่นเกินความจำเป็น เพราะอย่างนั้นจึงถูกมองว่าเป็นคนเย็นชาอยู่เสมอ แต่นั่นก็ไม่ทำให้ผมรู้สึกเดือดร้อนแต่อย่างใด

 

ถูกพูดอย่างนี้ใส่ เขาคงโกรธผม ชกหน้าผมสักหมัด ด่าผมสักสองสามประโยคแล้วเดินกระฟัดกระเฟียดจากไป ปล่อยให้ผมอยู่อย่างสงบ แต่ว่า ชายคนนี้ไม่ได้ทำในสิ่งที่ผมคาดเดา ตรงกันข้าม เขาไม่ยอมปล่อยมือจากผม แล้วก็ไม่ได้รู้สึกโกรธด้วย ทำเพียงแค่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

 

เป็นลมหายใจที่ทั้งโล่งอก และเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน

 

“โอคาเนะฮิระ”

 

เขาเอ่ยเช่นนั้น น้ำเสียงห้าวๆย้ำทวนอีกครั้ง ราวกับเดาได้ว่าผมกำลังงุนงง

 

“ชื่อของฉัน… จริงๆแล้วนายเดินผ่านแผนกฉันทุกวัน แต่คงจำไม่ได้เลยล่ะสิ”

 

โอคาเนะฮิระพูดถูก ผมมักจะเดินอย่างเร่งรีบเสมอเพื่อไปกล่าวอรุณสวัสดิ์กับหัวหน้าเป็นคนแรกของวัน เร่งรีบเสียจนไม่สนใจสิ่งรอบตัว ไม่สนใจอะไรเลยนอกจากสิ่งที่ตัวเองให้ความสนใจ

 

“…” ผมไม่ตอบ ส่วนเขาก็ยังไม่ยอมปล่อย เป็นเพราะฝ่ามือที่กดหัวผมแนบชิดกับแผ่นอกทำให้ผมต้องซบอกเขาอยู่อย่างนั้น ไม่สามารถเงยหน้าขึ้นไปมองใบหน้าของอีกฝ่ายได้ ก็เลยไม่รู้ว่า คนคนนี้กำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่กันแน่

 

“หารช็อกโกแลตกันดีไหม ตรงนั้นมีร้านสะดวกซื้อ”

 

จู่ๆเขาก็เปลี่ยนเรื่องคุย พูดอะไรแปลกที่เรียกได้ว่าขัดกับสภาพการณ์ตอนนี้อย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่ว่าพวกเรากำลังคุยเรื่องบริษัทอยู่หรอกหรือ

 

“พูดอะไร…” ผมบ่นเสียงอู้อี้ ลอบฟังเสียงหัวใจของเขาที่เต้นโครมคราม น่าประหลาด เจ้าก้อนเนื้อนี่เต้นเร็วอย่างนี้มาสักพักแล้ว เขาเป็นโรคหัวใจอย่างนั้นหรือ หรือยังเหนื่อยและตื่นเต้นจากการไล่ตามผมอยู่

 

ผมนึกถึงประโยคของใครบางที่บอกเอาไว้ว่า ‘คนดีมักตายไว’ จะว่าไปหมอนี่เองก็ถือได้ว่าเป็นคนดีคนหนึ่ง คนที่พอเห็นเพื่อนร่วมงานวิ่งออกมาจากบริษัทก็รีบไล่ตามไปทันทีอย่างเป็นห่วงทั้งๆที่ไม่สนิทกัน มนุษยธรรมสูงส่งเสียจนคนอย่างผมยังอดนับถือไม่ได้

 

“หารช็อกโกแลตกัน… ไม่สิ นายต้องซื้อให้ฉัน ขับรถไล่ตามนายมามันเหนื่อยนะเฟ้ย!”

 

เขาบ่นออกมาอย่างตรงไปตรงมา ผมนึกอยากเถียงกลับไปว่า ไม่ได้ขอให้มาด้วยกันเสียหน่อย แต่เห็นแก่ความเป็นคนดีของเขา สุดท้ายก็เลยตอบตกลง แถมยังแนะนำให้เขาไปโรงพยาบาลอีกต่างหาก

 

“ไปทำไม?” ในที่สุดเขาก็ปล่อยให้ผมเป็นอิสระ ผมชี้นิ้วจิ้มไปที่อกเขา ขณะเดียวกันก็เงยหน้ามองอีกฝ่าย หัวใจของโอคาเนะฮิระยังคงเต้นรัวเร็ว ส่วนใบหน้านั้นเรียกได้ว่าแดงก่ำจนผิดปกติ

 

“นายป่วย” ผมตอบกลับไปสั้นๆ ตัดสินใจไม่ใช้ภาษาสุภาพ เพราะฝ่ายนั้นเองก็ไม่ใช้ภาษาสุภาพกับผม พอเห็นโอคาเนะฮิระมองผมด้วยสายตาพิลึก ผมก็รีบอธิบายทันที

 

“หัวใจนายเต้นเร็วมาตั้งแต่เมื่อกี๊แล้ว แถมหน้ายังแดง เหมือนเป็นไข้”

 

“นั่นมัน…. ให้ตายสิ มาเถอะ เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ฉันหิวช็อกโกแลตจะแย่อยู่แล้ว” เขาคว้าข้อมือผมก่อนจะกึ่งลากกึ่งจูงให้เดินไปด้วยกัน ผมยอมตามเขาไปอย่างอ่อนใจ ช็อกโกแลตอย่างนั้นหรือ ไร้สาระจริงๆ โตขนาดนี้ยังชอบอะไรเด็กๆแบบนั้นอยู่ได้

 

พวกเราเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก พนักงานรับลูกค้าด้วยท่าทีขันแข็ง พอเดินไปถึงโซนช็อกโกแลต ผมหลุดยิ้มขณะหยิบห่อช็อกโกแลตสีชมพูหวานแหววขึ้นมา สลับมองของในมือกับใบหน้าของโอคาเนะฮิระแล้วหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ

 

ผู้ชายตัวโตเหมือนยักษ์กับช็อกโกแลตแพ็คเกจพิเศษในวันวาเลนไทน์นี่มันสุดยอดมุกตลกแห่งปีจริงๆ

 

“…..”

 

ผมหัวเราะจนเหนื่อยจึงเพิ่งสังเกตว่าหมอนั่นเงียบไปนาน พอหันกลับไปมองจึงได้เห็นหมอนั่นยิ้มบางๆ สายตาที่มองมาทางผมให้ความรู้สึกอ่อนโยนแปลกๆ

 

“เอาชิ้นนี้ก็แล้วกัน แน่นอนว่านายจ่าย”

 

“อ เอาจริง….?” ผมอึ้งกับรสนิยมของอีกฝ่าย รีบสำรวจราคาทันที พอเห็นว่าราคาไม่ได้แพงอะไรก็ยิ่งคาใจ นึกว่าจะจงใจเลือกของแพงเพื่อแกล้งผมเสียอีก ถ้าอย่างนั้นที่มีปัญหาก็น่าจะเป็นรสนิยมของหมอนี่แล้วล่ะ

 

“….ก็มันทำให้นายหัวเราะนี่”

 

“…?”

 

ในขณะที่ผมกำลังงงกับคำตอบของเขา โอคาเนะฮิระก็ลากผมไปจ่ายเงินกับพนักงานจนได้ รู้สึกขายหน้าเหมือนกัน โตป่านนี้แล้วยังซื้อช็อกโกแลตหวานแหววอย่างนี้อีก หรือว่านี่จะเป็นแผนกันนะ…

 

ผมจ่ายเงินไปพลาง เหล่ตามองทางอื่นไปพลางเพื่อหลบสายตาพนักงาน ก่อนจะคว้าถุงพลาสติกและเงินทอนเดินจ้ำอ้าวออกมาจากร้านทันที มีโอคาเนะฮิระเดินตามมาติดๆ

 

“เอ้า เอาไป” ผมโยนช็อกโกแลตให้เขา ทีนี้ก็เสร็จธุระ ได้เวลาขับรถกลับบ้านแล้ว

 

“ขอบคุณ รอของขวัญวันไวท์เดย์จากฉันได้เลย” โอคาเนะฮิระโน้มใบหน้าเข้าหาผม ริมฝีปากของอีกฝ่ายแตะสัมผัสหน้าผากของผมอย่างอ่อนโยน ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบก้าวยาวๆจากไป ทิ้งท้ายไว้แต่เพียงสัมผัสอุ่นๆกับคำพูดประหลาดที่สร้างความมึนงงให้ผมเป็นอย่างมาก

 

อะไรน่ะ หมอนั่น….กับผม? แล้วไวท์เดย์ที่ว่านั่นมัน… จริงสิ วันนี้มันวันวาเลนไทน์นี่นะ…

 

เฮ้ย?!

 

“ร หรือว่า…อ ไอ้หมอนั่น….”

 

พอปะติดปะต่อเรื่องได้ผมถึงกับพูดอะไรไม่ออก ได้แต่เหม่อมองท้องฟ้าอย่างใจลอย อาการที่หมอนั่นเป็นตอนอยู่กับผม ไม่ต่างไปจากตอนที่ผมอยู่กับหัวหน้าเลยไม่ใช่หรือ อาการตอนที่ได้ใกล้ชิดกับคนที่ชอบ…

 

ทำไมถึงไม่ทันสังเกตตั้งแต่แรกนะ อาการประหลาดของหมอนั่น ใจเต้นเร็ว หน้าแดง ช็อกโกแลต ทั้งคำพูดและสายตาพิลึกๆ ไหนจะเรื่องที่อุตส่าห์ขับรถตามมาอีก…

 

แล้วก็ที่สำคัญที่สุด จุมพิตนั่น…..

 

 

จู่ๆก็รู้สึกว่าใบหน้ากำลังร้อนผ่าว…

 

เจ้าเล่ห์ชะมัด….!

 

พรุ่งนี้ตอนที่เดินผ่านแผนกของหมอนั่น แวะเข้าไปเขกหัวไอ้หัวแดงคนนั้นสักหน่อยก็แล้วกัน

 

 

……

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s