Bungo to Alchemist FanFiction [ Akutagawa Ryunosuke x Shimazaki Toson ] ‘จุดเริ่มต้นของความสับสน’

 

Bungo to Alchemist FanFiction

Akutagawa Ryunosuke x Shimazaki Toson

‘จุดเริ่มต้นของความสับสน’

 

.

 

ระหว่างผมกับเขา สิ่งที่จะนิยามความสัมพันธ์ของพวกเราได้ ก็คือคำว่า เกลียด อย่างไม่ต้องสงสัย

 

ไม่ถูกชะตาเอาเสียเลย กับชิมาซากิ โทซงคนนั้น ชายผู้ไร้ซึ่งสามัญสำนึกแห่งมนุษย์ ชายผู้นำความลับของผู้อื่นเผยแพร่ลงในงานเขียนของตัวเอง ทั้งๆที่อุตส่าห์ดีใจว่าจะได้เจอกับคนอย่างเขาแค่ชาติเดียว สิ้นชีพไปก็ลาขาดไม่จำเป็นต้องได้ยินชื่อเสียงเรียงนามให้แสลงหูอีกเป็นครั้งที่สอง ทว่า โชคชะตาก็ยังคงเล่นตลก ทั้งผมและเขาฟื้นคืนชีพชึ้นมา ซ้ำยังต้องอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันอีก

 

ภายใต้บรรยากาศอึมครึมในโรงอาหาร ปลาบุริย่างเทริยากิมื้อนี้รสชาติไม่ได้เรื่องขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แม้จะมีโมริซังกับนิอิมิคุงนั่งคั่นกลาง แต่ความเจริญอาหารของผมมันหยุดชะงักลงตั้งแต่ตอนที่ต้องร่วมรบกับชิมาซากิแล้ว

 

ปราศจากซึ่งบทสนทนาใดๆ เพื่อนร่วมโต๊ะต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาจัดการอาหารในจานอย่างเงียบงันเพราะความเหนื่อยล้าสะสม กว่าจะเจอตัวแม่ทัพหลักของศัตรูก็ต้องเดินทางกันอยู่นาน ผมคีบเนื้อปลาเข้าปาก ถ้าหากโทคุดะคุงไม่นอนรักษาตัวอยู่ในห้องพยาบาลจนบรรณารักษ์ต้องเปลี่ยนให้ชิมาซากิเข้าทัพแทน มื้ออาหารนี้ต้องเป็นมื้ออาหารที่วิเศษเหมือนครั้งอื่นๆเป็นแน่

 

ราวกับว่าจงใจจะก่อกวน ตะเกียบของผมและชิมาซากิปะทะกันเบาๆขณะคีบเนื้อปลาในจาน สายตาล่องลอยของอีกฝ่ายมองผมอย่างใคร่รู้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้ตะเกียบของตนเบียดตะเกียบของผมไปอีกทาง อาศัยจังหวะที่ผมกำลังอึ้งกับการกระทำดังกล่าวคีบเนื้อปลาใส่ปากอย่างรวดเร็ว

 

โชคดีที่โมริซังเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาเรียกชื่อชิมาซากิด้วยน้ำเสียงดุดันเคร่งขรึมเป็นเชิงตำหนิ แต่ก็ไม่ได้ด่าทออะไรต่อหน้าคนอื่นบนโต๊ะอาหาร ทำเพียงแค่หยิบยื่นชิ้นปลาในส่วนส่วนของตัวเองให้ผม

 

ความใจกว้างของโมริซังเปรียบดังคลื่นทะเลเย็นฉ่ำที่ซัดสาดปัดเป่าอุณหภูมิเดือดปุดๆในหัวของผมให้กลับมาเข้าสู่สภาวะปกติดังเดิม ผมเอ่ยขอบคุณอีกฝ่ายอย่างมีมารยาท ขณะที่ชายในชุดเครื่องแบบทหารตอบรับอย่างไม่ใส่ใจ โมริซังยังคงปรายตามองชิมาซากิราวกับว่ามีเรื่องที่ต้องพูดคุยกัน

 

ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันหรือไม่ แต่นั่นทำให้ปลาบุริของผมมีรสชาติขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

 

หลังจากที่รับประทานอาหารมื้อเย็นเรียบร้อย ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนรักษาตัว ในขณะที่ผมตั้งใจจะเดินออกไปสูบบุหรี่ ชิมาซากิ โทซงก็เดินเข้ามาหาผม มีโมริซังกอดอกยืนสังเกตการณ์อยู่ไกลๆ

 

“ขอโทษนะ อาคุตะกาวะคุง” ชิมาซากิเอ่ยออกมาเช่นนั้น พร้อมกับค้อมศีรษะลง แต่สีหน้ามืดมนที่ให้ความรู้สึกราวกับว่าเจ้าตัวไม่สนใจสิ่งอื่นใดบนโลกใบนี้ไม่มีเค้าลางแห่งความสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย

 

ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่อยู่นอกเหนือการคาดเดาของผม ผมพยักหน้ารับคำขอโทษนั้นอย่างไม่ใส่ใจ แต่ถึงอย่างนั้น คำพูดต่อมาของชิมาซากิกลับเหนี่ยวรั้งไม่ให้สองขาของผมก้าวเดินหนีออกห่างจากอีกฝ่ายไปเสียได้

 

“ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน แต่ว่า ผมอยากรู้จักอาคุตะกาวะคุงให้มากกว่านี้”

 

“….” ในขณะที่ผมกำลังงุนงงกับคำพูดคำจาของอีกฝ่าย ชิมาซากิที่ตัวเล็กกว่าก็เงยหน้าขึ้นมา นัยน์ตาสีทองสว่างสบเข้ากับนัยน์ตาของผมตรงๆ

 

ที่ผ่านมาไม่เคยสังเกตเลยสักนิด ทั้งๆที่เป็นคนน่ารังเกียจแท้ๆ แต่กลับมีดวงตาที่สวยงามปานนั้น

 

“ทั้งตอนที่อาคุตะกาวะคุงโกรธ ไม่พอใจ ดีใจ เสียใจ หรืออะไรก็ตามแต่”

 

“….”

 

“ผมอยากเห็น อยากรู้จักทุกๆอย่างของอาคุตะกาวะคุง” ชิมาซากิสารภาพถึงเหตุผลที่เขายั่วโมโหผมอย่างตรงไปตรงมา คำพูดที่คล้ายคลึงกับคำสารภาพรักนั่นทำให้ผมพูดอะไรไม่ออก จะให้ผมพูดอะไรได้ ทั้งๆที่เขาไม่ได้รังเกียจผมเลยสักนิด การที่ผมแสดงออกว่ารังเกียจเขาอย่างชัดเจนอยู่ฝ่ายเดียว นั่นเป็นกระทำที่น่าอับอายไม่ต่างไปจากเด็กตัวเล็กๆเลยไม่ใช่หรือ?

 

ในอดีตชาติ ผมเคยแสดงออกว่ารังเกียจเขาถึงขั้นนั้น แต่นั่นคือสิ่งที่ชิมาซากิรู้สึกหลังจากที่ได้รับความเกลียดชังจากผม…

 

แล้วความรู้สึกนั่น ก็ส่งต่อจากอดีตมาจนถึงปัจจุบันที่คืนชีพขึ้นมาใหม่

 

แม้จะแทบไม่หลงเหลือความทรงจำ แต่ความรู้สึกสนใจใคร่รู้ที่เขามีต่อผมยังคงไม่เลือนหายไป ชิมาซากิในยามนี้เรียกได้ว่าไม่ต่างอะไรไปจากเด็กที่ทำทุกอย่างเพื่อสนองตอบต่อความสงสัยของตัวเองก็เท่านั้น

 

เมื่อได้พูดทุกสิ่งทุกอย่างออกมาเรียบร้อยแล้ว ชิมาซากิก็เดินจากไปเงียบๆ ทิ้งไว้ก็แต่เพียงก็แค่เพียงผมและความรู้สึกแปลกพิลึกที่เริ่มตกตะกอนอยู่ในใจอย่างเชื่องช้า

 

ถ้าจะให้เปรียบเทียบกับอาหารล่ะก็ รสชาติของชิมาซากิคงเป็นรสชาติพิลึกกึกกือ ชวนให้สับสนว่าอร่อยหรือไม่อร่อยกันแน่ เป็นอาหารที่มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ เป็นที่น่าสงสัยว่า หากผมได้ลิ้มลองอาหารรสชาติแปลกแปร่งเช่นนั้น ผมจะถูกใจรสชาติของชิมาซากิหรือเปล่านะ

 

หากเป็นก่อนหน้านี้ ก็คงมั่นใจในคำตอบที่ได้อย่างไม่ต้องสงสัย ทว่า ในยามนี้ แม้แต่ตัวผมเองก็ไม่สามารถแน่ใจกับคำตอบของที่กำลังจะเอ่ยออกมาได้อีกต่อไปแล้ว

 

….

Advertisements

Dàomù bǐjì FanFiction [Happy Birthday To Xiè ziyáng ] 15.02.17

จริงๆก็เฮยหย่างนั่นแหละ แต่ก็ไม่ค่อยเน้นเฮยหย่างเท่าไหร่ค่ะ ออกแนวครอบครัวมากกว่า แหะๆ แล้วก็ฟิคนี้มีเวอร์ชั่นภาษาจีนด้วยนะคะ แปลโดย19ซัง พันธมิตรเฮยหย่างจากจีนนั่นเอง5555555555แง้ง คือ19ซังเค้าอยากรวบรวมของขวัญจากแฟนๆให้เป็นของขวัญวันเกิดของเหลาหย่างน่ะค่ะ นี่ก็ส่งฟิคนี้เวอร์ชั่นแปลอังกฤษให้เค้าไป แล้วเค้าก็เอาไปแปลเป็นจีนรวมกับของรวงข้าวคนอื่นๆ55555555 ใครอ่านได้ลองอ่านดูนะคะ คงไม่ค่อยเหมือนกับเวอร์ชั่นไทยเท่าไหร่เพราะตอนเราแปลเป็นอังกฤษก็แอบเปลี่ยนประโยคไปเยอะเหมือนกัน เพื่อความง่ายของการแปลค่ะ สกิลอังกฤษยิ่งไม่ค่อยแข็งแรงอยู่5555555

 

เวอร์ชั่นจีนจิ้มจึ้กได้ที่ลิงค์นี้ค่า

https://docs.google.com/document/d/1Wo64pDeTdfEfhfy9h9q0e5cdIsksrnIxLw5_AvHG784/edit

 

.

 

Dàomù bǐjì FanFiction

Pairing : Hēi xiā zi x Xiè ziyáng  (เฮยหย่าง)

‘Happy Birthday To Xiè ziyáng’

 

.

 

หลังจากมื้ออาหารเย็นที่ยิ่งใหญ่กว่ามื้อปกติจบลง ทั้งแม่และเฮยเสียจื่อก็เฉลยกับผมว่า วันนี้เป็นวันเกิดของผม

 

พรึ่บ! เป็นเฮยเสียจื่อที่เอื้อมมือไปสับสวิตช์ไฟลง และไม่นานนัก แสงเทียนสีเหลืองนวลก็สว่างโดดเด่นอยู่ท่ามกลางความมืด เทียนเล่มนั้นปักลงบนเนื้อเค้กก้อนกลมสีขาวล้วนเกลี้ยงเกลา ผลไม้เชื่อมและช็อกโกแลตถูกประดับประดาลงบนหน้าเค้กอย่างพองาม

 

ผมยังไม่ทันได้หายตกใจ เพลงอวยพรวันเกิดที่ถูกขับร้องโดยคนสำคัญของผมก็ดังขึ้น เฮยเสียจื่อร้องเพลงเพราะผิดคาด เป็นเพราะว่าเขาพอจะมีทักษะทางด้านดนตรีหรือเปล่านะ ก็เลยร้องได้ตรงจังหวะ ไม่เพี้ยนเลยสักนิด ส่วนแม่ของผมก็ไม่ใช่ไก่กา ทำนองที่เปล่งออกมานั้นราวกับเสียงร้องเพลงของนางฟ้านางสวรรค์

 

15 กุมภาพันธ์อย่างนั้นหรือ? เป็นวันเกิดที่ค่อนข้างผิดไปจากที่คาดเดาไว้ ผมจำไม่ได้เลยว่าตัวเองเกิดในวันที่สามารถหารเลขได้ลงตัวเช่นนี้ ซ้ำยังเกิดหลังวันแห่งความรักของฝรั่งได้หนึ่งวันอีกต่างหาก

 

ตั้งแต่ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในฐานะเซี่ยจื่อหยาง ข้อมูลยิบย่อยเกี่ยวกับตัวเองดันเป็นสิ่งแรกที่ค่อยๆเลือนหายไปจากสมอง ก่อนที่ผมจะได้ทันรู้ตัว สิ่งที่ผมโอบกอดไว้ก็เหลือแต่เพียงชื่อแส้ของร่างต้นแบบ และหลุมลึกในใจที่ไม่มีทางถมให้กลับมาเรียบสนิทได้อีกต่อไป

 

ตัวก๊อบปี้ไม่ใช่ตัวจริง ส่วนความสัมพันธ์ที่แตกหักไปแล้วก็ไม่สามารถกลับมาหลอมรวมกลายเป็นหนึ่งได้เหมือนเดิม น่าแปลก ผมเป็นคนขี้ลืมแท้ๆ แต่กลับไม่ลืมเรื่องที่ต้องการจะลืมมากที่สุดเสียอย่างนั้น และเพราะว่าไม่สามารถลืมได้ ก็เลยต้องใช้ชีวิตเยี่ยงนักโทษที่ถูกล่ามโซ่ตรึงไว้กับอดีต

 

และในขณะที่กำลังหวาดกลัวจนถึงขีดสุด ความกังวลนั้นก็เริ่มได้รับการเยียวยาไปทีละน้อย ผมเพิ่งทันสังเกตเห็นถึงผลของการรักษานั้นก็เมื่อตอนที่เพลงอวยพรวันเกิดท่อนสุดท้ายจบลง

 

เบื้องหน้าของผมคือแม่และเฮยเสียจื่อที่ยิ้มกว้าง เฮยเสียจื่อยื่นเค้กก้อนเล็กมาให้ผม แม้จะมองเห็นไม่ค่อยชัด แต่ใบหน้าหล่อเหลาน่าหมั่นไส้นั้นกำลังแย้มยิ้มอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนหญิงสาวเพียงคนเดียวในที่นี้เอ่ยคำพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

 

“เป่าเค้กสิจ๊ะ”

 

“….”

 

ผมพูดอะไรไม่ออก นัยน์ตาหลังเลนส์แว่นกำลังเบิกกว้าง ทำไมถึงเพิ่งมารู้ตัวเอาป่านนี้ สิ่งที่ผมหลงเหลืออยู่ไม่ได้มีแค่หลุมน่ารังเกียจนั่นเสียหน่อย ไม่ได้มีแค่ความเจ็บปวดและความหวาดกลัว แต่เพราะผมมัวแต่ให้ความสนใจกับเรื่องแย่ๆ ก็เลยมองข้ามสิ่งดีๆที่มีอยู่ไปต่างหาก

 

ในขณะที่ผมกำลังโอบกอดความเป็นจริงอันแสนเลวร้าย ทั้งแม่และเฮยเสียจื่อเองก็กำลังโอบกอดผมเช่นกัน

 

“อึก…”

 

จู่ๆก็รู้สึกร้อนที่ดวงตา และแล้ว ภาพเบื้องหน้าก็เริ่มพร่าเบลอ ดูท่าว่าสายตาของผมจะสั้นลงอย่างกะทันหัน แล้วนี่ทำไมถึงรู้สึกเปียกที่แก้มล่ะ? หลังคารั่วอย่างนั้นหรือ?

 

หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น ใครกันนะที่กำลังแหกปากอย่างหน้าไม่อาย แต่ว่า เป็นเสียงร้องไห้ที่พิลึกดีเหมือนกัน ทั้งความรู้สึกยินดี และความรู้สึกซาบซึ้งล้วนปะปนอยู่ในนั้น

 

เค้กวันเกิดถูกวางลงบนโต๊ะ แสงสว่างจากเปลวเทียนยังคงทำหน้าที่ต่อไปอย่างไม่มีอิดออด สัมผัสอบอุ่นที่สวมกอดนั้นแนบแน่นเสียจนผมรู้สึกว่าตัวเองแทบจะจมหายไปกับร่างของอีกฝ่าย พร้อมกันนั้นก็รู้สึกถึงความอ่อนโยนที่ซึมผ่านจากฝ่ามือเรียวบางที่กำลังลูบหัวผมอย่างเชื่องช้า ความอบอุ่นทั้งหมดที่ถูกส่งมาจากคนทั้งสองถูกส่งตรงเข้าสู่หัวใจของผมอย่างเงียบงัน

 

อา…

 

ในใจของผมวนเวียนอยู่แค่ประโยคนี้

 

 

ผมนี่ช่างโชคดีเสียจริง

 

 

.

Dàomù bǐjì FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x เซี่ยจื่อหยาง ] ‘Valentine’s Day 2017’

Dàomù bǐjì FanFiction

Hēi xiā zi x Xiè ziyáng  (เฮยหย่าง)

‘Valentine’s Day 2017’

 

……………

 

 

ประโยชน์ของเทศกาลวาเลนไทน์มีเพียงหนึ่งเดียวคือช่วยให้เซี่ยจื่อหยางคนนี้จำวันเดือนปี ได้

 

ซะเมื่อไหร่… เพราะดูเหมือนว่าผมจะลืมไปแล้วว่าวาเลนไทน์มันตรงกับวันที่เท่าไหร่ เดือนอะไร สุดท้ายแล้วก็ไอ้เทศกาลฝรั่งนี่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยอยู่ดี

 

ส่วนข้อเสียที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องเงิน

 

“จื่อหยาง~ ช็อกโกแลตล่ะ?!”

 

พูดไม่ทันขาดคำต้นเหตุที่ทำให้ผมเสียเงินก็ผลักประตูบ้านเข้ามาอย่างเริงร่าจนน่าหมั่นไส้ หมู่นี้ตั้งแต่คบกันอย่างเป็นทางการ เฮยเสียจื่อก็คึกคักขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ระดับความทะเล้นแทบจะสูงกว่าความสูงของเขาฉินหลิ่งเสียอีก

 

“ไม่…ไม่มี” ผมโกหก แน่นอนว่าเป็นเพราะอยากเห็นปฏิกิริยาตลกๆของอีกฝ่าย ทว่า เฮยเสียจื่อหน้าหมองลงทันทีจนผมรู้สึกหวั่นไหว นึกโทษตัวเองที่ปากไวกว่าสมอง ไม่รู้จักคิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบ ช่วงนี้หมอนี่อารมณ์ดีผิดปกติ แต่คนที่อารมณ์ดีผิดปกติเองก็สามารถอารมณ์ดิ่งลงได้ในทันทีเช่นกัน

 

และความเปลี่ยนแปลงนั้นก็เป็นสิ่งที่ตัวก๊อบปี้อย่างผมไม่เคยเข้าใจ

 

“ฉัน…” ผมเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่ายอย่างอึดอัดใจ ในขณะที่กำลังจะเริ่มต้นขอโทษขอโพย เฮยเสียจื่อก็ดันตัวผมติดกำแพง มือข้างถนัดค้ำยันผนังไว้ เขาถอดแว่นกันแดดออก โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้เสียจนปลายจมูกของอีกฝ่ายสัมผัสกับปลายจมูกของผมเบาๆ นัยน์ตาสีประหลาดที่จ้องมองมานิ่งๆนั้นทำให้หัวใจของผมเต้นโครมครามผิดจังหวะไปหมด

 

อึก…

 

ขี้โกง เอาท่าไม้ตายออกมาใช้อย่างนี้….

 

ในขณะที่ผมกำลังรู้สึกถึงความพ่ายแพ้ของตัวเอง จู่ๆ ใบหน้าที่เรียบเฉยของเฮยเสียจื่อก็คลี่ยิ้มทะเล้นออกมาอย่างกะทันหัน

 

“ถ้าไม่มีช็อกโกแลตให้ ผมจะกินคุณแทนจริงๆนะ!”

 

เอาแต่ตะลึงนิ่งมองรอยยิ้มนั้น ริมฝีปากของอีกฝ่ายเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาทุกที และแล้วผมก็ประมวลผลสถานการณ์ได้ในที่สุด

 

ล หลอกกันงั้นเรอะ?!! ไอ้เวรเฮยเสียจื่อนี่!

 

“เอา เอาไป!!”

 

“อุ๊บ!!”

 

ผมรีบยัดช็อกโกแลตกล่องเล็กใส่ปากเฮยเสียจื่อทั้งกล่องแล้วถอยหนีออกมาให้ห่างจากกำแพงมากที่สุด เสียงร้องอู้อี้ของเฮยเสียจื่อดังอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะดึงกล่องช็อกโกแลตออกจากปาก ท่าทีที่เหมือนกำลังเสียดายของคู่สนทนาทำให้คิ้วของผมกระตุกไปมาด้วยความหงุดหงิด

 

” ย อย่า อย่าทำให้ตกใจสิ!!” ผมโวยวายเสียงดัง ยอมรับตรงนี้เลยก็ได้ว่าเขิน! แต่เรื่องนี้ต่อให้เป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่ยอมพูดออกมาต่อหน้าเฮยเสียจื่อเด็ดขาด

 

“แต่จื่อหยางเองก็แกล้งผมเหมือนกันนี่นา เท่านี้ก็เสมอกันแล้วนะ” เฮยเสียจื่อยิ้มเผล่ มือหนาภายใต้ถุงมือหนังสีดำเปิดกล่องขนมอย่างสบายอารมณ์ พอฉีกตัวพลาสติกออกเรียบร้อยแล้วก็นิ่งไป ผมขมวดคิ้วมองท่าทีของฝ่ายตรงข้ามอย่างนึกสงสัย

 

“เป็น…เป็นอะไรอีกล่ะ? ไม่…ไม่ชอบหรือไง?”

 

“ก็ไม่ใช่ว่าไม่ชอบหรอก แต่ว่า….”

 

เฮยเสียจื่อเว้นช่วงคำพูดไปนานพอสมควรจนผมเริ่มจะใจคอไม่ดีอีกรอบ แต่แล้วความรู้สึกของผมก็เป็นอันต้องสูญเปล่าเมื่อจู่ๆคนตัวสูงกว่าปรี่เข้ามากุมมือผม พร้อมกับทำสายตาอ้อนวอนเป็นประกายระยิบระยับ

 

“ป้อนผมหน่อยนะ!”

 

ได้คืบจะเอาศอก! นั่นเป็นคำพูดที่เหมาะสมที่สุดถ้าจะให้นิยามถึงพฤติกรรมของเฮยเสียจื่อในตอนนี้ ผมถอนหายใจอย่างหมดคำพูด พยักหน้าหงึกๆก่อนจะพยักเพยิดให้เข้าไปข้างในตัวบ้านเสียที ใจคอจะยืนคุยกันหน้าประตูไปตลอดหรือไง ปกติแล้วเรื่องอย่างนี้น่าจะเป็นสามัญสำนึก แต่เพราะมื่อไม่กี่นาทีมานี้ดันเจอเหตุการณ์ระทึกขวัญเข้าไป ก็เลยลืมสิ่งที่ควรจะทำไปเสียสนิท

 

หลังจากที่นั่งลงบนพื้นแข็ง เฮยเสียจื่อก็เตือนความจำผมด้วยการชี้ช็อกโกแลต ชี้มาที่ตัวผม แล้วก็ชี้ไปที่ปากตัวเอง ไอ้หมอนี่ ต่อให้ไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่ก็ยังสามารถคงระดับความกวนโอ๊ยให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้อย่างน่าอัศจรรย์

 

ผมคว้าช็อกโกแลตมาจากเฮยเสียจื่อ หยิบป้อนส่งเข้าปากให้อย่างว่าง่าย พอเห็นเขาเคี้ยวกรุบๆพร้อมกับทำท่าปลาบปลื้มประทับใจในความอร่อยจนเหมือนจะบินขึ้นสวรรค์ ผมก็เบ้ปากแทบจะในทันที

 

“ชิ้นต่อไปป้อนด้วยปากนะจื่อหยาง”

 

คราวนี้ผมไม่ด่าแค่ในใจแล้ว ตัดสินใจพ่นคำด่าออกมาอย่างไม่มีกั๊ก ไอ้คนโลภนี่! ถึงใจความของคำพูดจะวกวนซ้ำไปซ้ำมาและไม่น่าฟังเพราะสำเนียงติดอ่างตลกๆ แต่เฮยเสียจื่อก็ยังคงนั่งอิ่มเอมกับรสชาติหวานอมขมของช็อกโกแลตราคาแพง ไม่มีความรำคาญใจปรากฏขึ้นให้เห็นบนเสี้ยวหน้าเลยสักนิด

 

ผมพูดพล่ามอยู่ฝ่ายเดี่ยวจนเหนื่อยและคอแห้งไปหมด สุดท้ายพอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สะเทือนกับการกระทำของผมแม้แต่น้อยก็เลยหยุด แบบนี้มันเสียเวลาเปล่าชัดๆ และในขณะที่ผมกำลังพักหายใจ นายบอดดำก็เอาอีกแล้ว

 

นอกจากจะกวนโมโหแล้วยังเป็นนักฉวยโอกาสมือหนึ่ง เฮยเสียจื่ออาศัยช่วงเวลาที่ผมเผลอขยับเข้ามาประชิดตัว สองมือประคองใบหน้าของผมแล้วประทับจูบลงบนริมฝีปากอย่างนิ่มนวล

 

กล่องช็อกโกแลตในมือของผมร่วงหล่นลงบนพื้นเกิดเสียงดัง ‘ตุบ’ เบาๆ หลังจากที่ลิ้นร้อนซุกซนของอีกฝ่ายตวัดรัดพันเกี่ยวอยู่ในโพรงปาก ณ เวลานั้น ราวกับว่าผมสูญเสียความสามารถในการควบคุมตัวเองไปชั่วขณะ ไหลไปตามการชักนำของนายแว่นดำอย่างง่ายดาย

 

ราวกับถูกเทพเจ้าช่วงชิงเอาช่วงเวลาไปอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดการรุกล้ำนั้นก็สิ้นสุดลง เฮยเสียจื่อปล่อยริมฝีปากของผมให้เป็นอิสระ แต่นัยน์ตาคู่สวยยังคงจ้องมองอย่างไม่วางตา

 

“อร่อยกว่าช็อกโกแลตอีก”

 

เขายิ้มอีกครั้ง แต่เป็นรอยยิ้มที่ต่างออกไปจากครั้งที่หยอกล้อผม เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของผมเต้นโครมครามจนเหมือนกับว่าจะกระเด็นออกมาจากอก

 

จริงๆแล้ว ข้อเสียอีกข้อของวาเลนไทน์ก็คือการรับมือกับเฮยเสียจื่อที่คึกคักถึงขีดสุดจนไม่สามารถคาดเดาความคิดและเป้าหมายของอีกฝ่ายได้นั่นล่ะ

 

“รู้ไหม เมื่อกี๊นี้ผมเกือบขาดสติจริงๆนะ”

 

เอ่ยออกมาเช่นนั้นก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ผมนิ่งไม่ตอบอะไร ยังคงวุ่นวายอยู่กับการสงบสติให้หัวใจตัวเองเต้นช้าลง

 

ไอ้หมอนี่….เป็นผู้ชายที่อันตรายจริงๆ

 

 

.

Touken Ranbu AU FanFiction [ Ookanehira x Heshikiri Hasebe ] ‘Valentine’s Day 2017’

Touken Ranbu AU FanFiction

Ookanehira x Heshikiri Hasebe

‘Valentine’s Day 2017’

 

…………………………

 

 

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ท้องฟ้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีส้ม คลื่นน้ำซัดสาดกระทบหาดเกิดเสียง ‘ซ่า ซ่า’ ดังแว่วอยู่เรื่อยๆ ห้วงจังหวะที่สม่ำเสมอนั้นราวกับจะผสมผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจังหวะการเต้นตุบตุบของก้อนเนื้อในอก

 

สงบนิ่ง นั่นเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้ยินและได้สัมผัสบรรยากาศรอบตัว ผมที่ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับคลื่นลมมาพักใหญ่แล้วค่อยๆเดินกลับไปที่รถอย่างเชื่องช้า

 

ชื่อของผมคือเฮชิคิริ ฮาเซเบะ และผมกำลังอกหัก

 

อันที่จริงก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าเธอคนนั้น…เจ้านายของผม เจ้านายที่ผมแอบรักมานานไม่ได้มีใจให้ผมเลยสักนิด ดวงตากลมโตของเธอไม่เคยมองมาที่ผม ทั้งๆที่ทำใจได้ตั้งนานแล้ว แต่เมื่อเธอประกาศให้คนทั้งแผนกรับรู้ว่า คนรักของเธอเพิ่งขอเธอแต่งงาน เป็นการขอแต่งงานสายฟ้าแลบในวันวาเลนไทน์ และเธอก็ตอบตกลงอย่างยินดี

 

สุดท้ายผมก็ทนอยู่ในบริษัทไม่ได้ รีบหนีออกมาอย่างขาดสติ ผมขับรถข้ามจังหวัดอย่างบ้าบิ่น ในหัวตอนที่นั่งอยู่ข้างหลังพวงมาลัยนั้นรู้แต่เพียงว่าต้องขับออกไปให้ไกลจากบริษัทมากที่สุด ไปให้ไกลจากความเป็นจริงที่แสนเจ็บปวด เยียวยาตัวเองด้วยอะไรก็ตามแล้วเร่งรีบกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติสุขตามเดิม กลับเป็นผมคนเดิมที่แข็งแกร่งและไม่อ่อนแออีกต่อไป

 

ตอนนี้อาจจะยังไหว แต่พรุ่งนี้…ไม่ว่ายังไงก็ต้องเจอหน้าเธออยู่ดี จะไหวรึเปล่านะ?

 

ในขณะที่ผมกำลังกลุ้มใจกับการวางตัวในวันพรุ่งนี้ ขาทั้งสองข้างก็หยุดกึกเมื่อเห็นสิ่งแปลกปลอมปรากฏอยู่ข้างรถ ผมกะพริบตาปริบๆ หรือว่าผมจะจำผิด นี่ไม่ใช่รถผมอย่างนั้นหรือ แต่พอตรวจสอบป้ายทะเบียนเรียบร้อย ไม่ว่าอย่างไร เจ้ารถเก๋งสีเงินคันนี้ก็เป็นรถของผมอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ถ้าอย่างนั้น…หมอนี่เป็นใครกันล่ะเนี่ย?

 

ผู้ชายที่ยืนพิงรถของผมอยู่เป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ เรือนผมสีแดง สวมชุดสูทธรรมดาเหมือนพนักงานบริษัททั่วไป แต่หากประเมินรูปร่างและหน้าตาของเขาแล้ว ผมนึกถึงพวกนักแสดงนายแบบ หรือไม่ก็นักกีฬามืออาชีพ หน้าตาจัดว่าดีเกินมาตรฐานคนธรรมดาเลยทีเดียว

 

ท่ามกลางเสียงคลื่นที่ดังแว่วมาจากหาด ระยะห่างระหว่างผมกับเขาเรียกได้ว่าไม่ใกล้ไม่ไกล เราสองคนยืนจ้องมองกันและกันอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเขาก็เดินเข้ามาหาผม

 

จากนั้น

 

ก็รวบตัวผมเข้าไปกอดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก

 

“เฮ้ย?! ทำบ้าอะไรของคุณเนี่ย?!! ปล่อย!!” ผมดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่าย คนเราสมัยนี้ แค่เจอหน้ากันครั้งแรก ยังไม่ทันได้พูดคุยทำความรู้จักก็กอดกันแน่นอย่างนี้เลยหรือ ในขณะที่ผมกำลังจะตะโกนขอความช่วยเหลือ เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังขึ้นข้างหูก็ทำให้ผมหยุดชะงัก

 

“จู่ๆก็หนีออกมาแบบนั้น รู้มั้ยว่าฉันตกใจมากแค่ไหน เมื่อกี๊พอตามมาทันก็เห็นนายยืนอยู่ริมหาดแล้ว ถ้านายไม่หันหลังเดินกลับ ฉันคงพุ่งลงทะเลไปด้วยแล้ว”

 

คนจากบริษัท…?

 

เจ้าผมแดงยังกอดผมแน่นไม่ยอมปล่อย ส่วนผมก็ยืนนิ่ง พยายามนึกอย่างสุดความสามารถว่าอีกฝ่ายเป็นใครกันแน่ แต่สุดท้ายก็ยอมแพ้ สิ่งที่แจ่มชัดอยู่ในหัวมีเพียงหัวหน้า งานเอกสาร และเพื่อนร่วมแผนกไม่กี่คนเท่านั้น ผมจำไม่ได้เลยว่าเคยเดินสวนกับเขา เคยใช้ลิฟต์ตัวเดียวกัน หรือเคยเดินผ่านแผนกของเขามาก่อน

 

เขารู้จักผม แต่ผมไม่รู้จักเขาเนี่ยนะ อาจจะฟังดูรุนแรงสำหรับคนที่อุตส่าห์ขับรถข้ามจังหวัดตามผมมาด้วยความเป็นห่วง แต่ก็คงต้องบอกความจริงไปว่าผมจำเขาไม่ได้เลย

 

“ขอโทษ แต่ผมไม่รู้จักคุณ ขอบคุณที่เป็นห่วง แล้วก็ปล่อยผมได้แล้ว”

 

ผมพูดด้วยน้ำเสียงโทนปกติที่ใช้กับทุกคนยกเว้นคนสำคัญ ผมไม่ชอบการสุงสิงกับคนอื่น ไม่ชอบเข้าใกล้คนอื่นเกินความจำเป็น เพราะอย่างนั้นจึงถูกมองว่าเป็นคนเย็นชาอยู่เสมอ แต่นั่นก็ไม่ทำให้ผมรู้สึกเดือดร้อนแต่อย่างใด

 

ถูกพูดอย่างนี้ใส่ เขาคงโกรธผม ชกหน้าผมสักหมัด ด่าผมสักสองสามประโยคแล้วเดินกระฟัดกระเฟียดจากไป ปล่อยให้ผมอยู่อย่างสงบ แต่ว่า ชายคนนี้ไม่ได้ทำในสิ่งที่ผมคาดเดา ตรงกันข้าม เขาไม่ยอมปล่อยมือจากผม แล้วก็ไม่ได้รู้สึกโกรธด้วย ทำเพียงแค่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

 

เป็นลมหายใจที่ทั้งโล่งอก และเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน

 

“โอคาเนะฮิระ”

 

เขาเอ่ยเช่นนั้น น้ำเสียงห้าวๆย้ำทวนอีกครั้ง ราวกับเดาได้ว่าผมกำลังงุนงง

 

“ชื่อของฉัน… จริงๆแล้วนายเดินผ่านแผนกฉันทุกวัน แต่คงจำไม่ได้เลยล่ะสิ”

 

โอคาเนะฮิระพูดถูก ผมมักจะเดินอย่างเร่งรีบเสมอเพื่อไปกล่าวอรุณสวัสดิ์กับหัวหน้าเป็นคนแรกของวัน เร่งรีบเสียจนไม่สนใจสิ่งรอบตัว ไม่สนใจอะไรเลยนอกจากสิ่งที่ตัวเองให้ความสนใจ

 

“…” ผมไม่ตอบ ส่วนเขาก็ยังไม่ยอมปล่อย เป็นเพราะฝ่ามือที่กดหัวผมแนบชิดกับแผ่นอกทำให้ผมต้องซบอกเขาอยู่อย่างนั้น ไม่สามารถเงยหน้าขึ้นไปมองใบหน้าของอีกฝ่ายได้ ก็เลยไม่รู้ว่า คนคนนี้กำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่กันแน่

 

“หารช็อกโกแลตกันดีไหม ตรงนั้นมีร้านสะดวกซื้อ”

 

จู่ๆเขาก็เปลี่ยนเรื่องคุย พูดอะไรแปลกที่เรียกได้ว่าขัดกับสภาพการณ์ตอนนี้อย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่ว่าพวกเรากำลังคุยเรื่องบริษัทอยู่หรอกหรือ

 

“พูดอะไร…” ผมบ่นเสียงอู้อี้ ลอบฟังเสียงหัวใจของเขาที่เต้นโครมคราม น่าประหลาด เจ้าก้อนเนื้อนี่เต้นเร็วอย่างนี้มาสักพักแล้ว เขาเป็นโรคหัวใจอย่างนั้นหรือ หรือยังเหนื่อยและตื่นเต้นจากการไล่ตามผมอยู่

 

ผมนึกถึงประโยคของใครบางที่บอกเอาไว้ว่า ‘คนดีมักตายไว’ จะว่าไปหมอนี่เองก็ถือได้ว่าเป็นคนดีคนหนึ่ง คนที่พอเห็นเพื่อนร่วมงานวิ่งออกมาจากบริษัทก็รีบไล่ตามไปทันทีอย่างเป็นห่วงทั้งๆที่ไม่สนิทกัน มนุษยธรรมสูงส่งเสียจนคนอย่างผมยังอดนับถือไม่ได้

 

“หารช็อกโกแลตกัน… ไม่สิ นายต้องซื้อให้ฉัน ขับรถไล่ตามนายมามันเหนื่อยนะเฟ้ย!”

 

เขาบ่นออกมาอย่างตรงไปตรงมา ผมนึกอยากเถียงกลับไปว่า ไม่ได้ขอให้มาด้วยกันเสียหน่อย แต่เห็นแก่ความเป็นคนดีของเขา สุดท้ายก็เลยตอบตกลง แถมยังแนะนำให้เขาไปโรงพยาบาลอีกต่างหาก

 

“ไปทำไม?” ในที่สุดเขาก็ปล่อยให้ผมเป็นอิสระ ผมชี้นิ้วจิ้มไปที่อกเขา ขณะเดียวกันก็เงยหน้ามองอีกฝ่าย หัวใจของโอคาเนะฮิระยังคงเต้นรัวเร็ว ส่วนใบหน้านั้นเรียกได้ว่าแดงก่ำจนผิดปกติ

 

“นายป่วย” ผมตอบกลับไปสั้นๆ ตัดสินใจไม่ใช้ภาษาสุภาพ เพราะฝ่ายนั้นเองก็ไม่ใช้ภาษาสุภาพกับผม พอเห็นโอคาเนะฮิระมองผมด้วยสายตาพิลึก ผมก็รีบอธิบายทันที

 

“หัวใจนายเต้นเร็วมาตั้งแต่เมื่อกี๊แล้ว แถมหน้ายังแดง เหมือนเป็นไข้”

 

“นั่นมัน…. ให้ตายสิ มาเถอะ เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ฉันหิวช็อกโกแลตจะแย่อยู่แล้ว” เขาคว้าข้อมือผมก่อนจะกึ่งลากกึ่งจูงให้เดินไปด้วยกัน ผมยอมตามเขาไปอย่างอ่อนใจ ช็อกโกแลตอย่างนั้นหรือ ไร้สาระจริงๆ โตขนาดนี้ยังชอบอะไรเด็กๆแบบนั้นอยู่ได้

 

พวกเราเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก พนักงานรับลูกค้าด้วยท่าทีขันแข็ง พอเดินไปถึงโซนช็อกโกแลต ผมหลุดยิ้มขณะหยิบห่อช็อกโกแลตสีชมพูหวานแหววขึ้นมา สลับมองของในมือกับใบหน้าของโอคาเนะฮิระแล้วหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ

 

ผู้ชายตัวโตเหมือนยักษ์กับช็อกโกแลตแพ็คเกจพิเศษในวันวาเลนไทน์นี่มันสุดยอดมุกตลกแห่งปีจริงๆ

 

“…..”

 

ผมหัวเราะจนเหนื่อยจึงเพิ่งสังเกตว่าหมอนั่นเงียบไปนาน พอหันกลับไปมองจึงได้เห็นหมอนั่นยิ้มบางๆ สายตาที่มองมาทางผมให้ความรู้สึกอ่อนโยนแปลกๆ

 

“เอาชิ้นนี้ก็แล้วกัน แน่นอนว่านายจ่าย”

 

“อ เอาจริง….?” ผมอึ้งกับรสนิยมของอีกฝ่าย รีบสำรวจราคาทันที พอเห็นว่าราคาไม่ได้แพงอะไรก็ยิ่งคาใจ นึกว่าจะจงใจเลือกของแพงเพื่อแกล้งผมเสียอีก ถ้าอย่างนั้นที่มีปัญหาก็น่าจะเป็นรสนิยมของหมอนี่แล้วล่ะ

 

“….ก็มันทำให้นายหัวเราะนี่”

 

“…?”

 

ในขณะที่ผมกำลังงงกับคำตอบของเขา โอคาเนะฮิระก็ลากผมไปจ่ายเงินกับพนักงานจนได้ รู้สึกขายหน้าเหมือนกัน โตป่านนี้แล้วยังซื้อช็อกโกแลตหวานแหววอย่างนี้อีก หรือว่านี่จะเป็นแผนกันนะ…

 

ผมจ่ายเงินไปพลาง เหล่ตามองทางอื่นไปพลางเพื่อหลบสายตาพนักงาน ก่อนจะคว้าถุงพลาสติกและเงินทอนเดินจ้ำอ้าวออกมาจากร้านทันที มีโอคาเนะฮิระเดินตามมาติดๆ

 

“เอ้า เอาไป” ผมโยนช็อกโกแลตให้เขา ทีนี้ก็เสร็จธุระ ได้เวลาขับรถกลับบ้านแล้ว

 

“ขอบคุณ รอของขวัญวันไวท์เดย์จากฉันได้เลย” โอคาเนะฮิระโน้มใบหน้าเข้าหาผม ริมฝีปากของอีกฝ่ายแตะสัมผัสหน้าผากของผมอย่างอ่อนโยน ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบก้าวยาวๆจากไป ทิ้งท้ายไว้แต่เพียงสัมผัสอุ่นๆกับคำพูดประหลาดที่สร้างความมึนงงให้ผมเป็นอย่างมาก

 

อะไรน่ะ หมอนั่น….กับผม? แล้วไวท์เดย์ที่ว่านั่นมัน… จริงสิ วันนี้มันวันวาเลนไทน์นี่นะ…

 

เฮ้ย?!

 

“ร หรือว่า…อ ไอ้หมอนั่น….”

 

พอปะติดปะต่อเรื่องได้ผมถึงกับพูดอะไรไม่ออก ได้แต่เหม่อมองท้องฟ้าอย่างใจลอย อาการที่หมอนั่นเป็นตอนอยู่กับผม ไม่ต่างไปจากตอนที่ผมอยู่กับหัวหน้าเลยไม่ใช่หรือ อาการตอนที่ได้ใกล้ชิดกับคนที่ชอบ…

 

ทำไมถึงไม่ทันสังเกตตั้งแต่แรกนะ อาการประหลาดของหมอนั่น ใจเต้นเร็ว หน้าแดง ช็อกโกแลต ทั้งคำพูดและสายตาพิลึกๆ ไหนจะเรื่องที่อุตส่าห์ขับรถตามมาอีก…

 

แล้วก็ที่สำคัญที่สุด จุมพิตนั่น…..

 

 

จู่ๆก็รู้สึกว่าใบหน้ากำลังร้อนผ่าว…

 

เจ้าเล่ห์ชะมัด….!

 

พรุ่งนี้ตอนที่เดินผ่านแผนกของหมอนั่น แวะเข้าไปเขกหัวไอ้หัวแดงคนนั้นสักหน่อยก็แล้วกัน

 

 

……

Touken Ranbu AU FanFiction [ Ookurikara x Heshikiri Hasebe ] ‘Valentine’s Day 2017’

Touken Ranbu AU FanFiction

Ookurikara x Heshikiri Hasebe

‘Valentine’s Day 2017’

 

.

 

หลักๆคงลงไว้ในเด็กดีค่ะ http://writer.dek-d.com/aiihiwatari/writer/view.php?id=1429752 เพราะตั้งใจอยากลงแบบเรื่องยาวๆ(จบในตอน) แต่ก็อยากเก็บในบล็อกด้วย เอาเป็นว่าเลือกเว็บอ่านได้ตามอัธยาศัยเลยค่า จะที่ไหนก็เหมือนกัน

ปล.รูปไม่เกี่ยวกับธีมเรื่องแต่เราชอบรูปนี้มากค่ะฮือออฟฟฟฟฟฟฟ

 

.

 

 

ในวันนี้ 14 กุมภาพันธ์ 2017 ประตูบ้านถูกเปิดออกพร้อมกับเสียง ‘กลับมาแล้ว’ ของเจ้าของบ้าน เด็กหนุ่มผิวเข้มเดินมายืนรอผู้เป็นอาตามปกติ ชายหนุ่มวัยสามสิบยื่นกระเป๋าทำงานส่งให้หลานชายซึ่งรับไปโดยไม่ปริปากบ่น

 

เฮชิคิริ ฮาเซเบะไม่เคยสอนให้หลานชายรับใช้ตัวเองอย่างนี้ แต่ในเมื่อห้ามแล้วโอคุริคาระดื้อดึงไม่ยอมฟัง ก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย จากที่ไม่เคยชินก็กลายเป็นชินไปเสียแล้ว

 

ในขณะที่โอคุริคาระกำลังจะเดินเอากระเป๋าไปวางในห้องทำงานชั้นล่างของฮาเซเบะเช่นเดียวกับทุกครั้ง จู่ๆ มือเรียวขาวที่สู้รบกับงานเอกสารมาทั้งวันก็ยื่นสิ่งหนึ่งให้อีกฝ่าย

 

กล่องช็อกโกแลตเรียบหรูสะท้อนอยู่บนนัยน์ตาสีทองสวยของเด็กหนุ่ม

 

“เพื่อนที่ทำงานให้มาอีกแล้ว เอาไปกินสิ” ฮาเซเบะเอ่ยห้วนๆก่อนจะเดินเข้าไปทิ้งตัวลงบนโซฟาสีครีมในห้องนั่งเล่น สำหรับประโยคดังกล่าวนั้นไม่ใช่ประโยคที่แปลกใหม่สำหรับโอคุริคาระเลยสักนิด นี่เป็นประโยคที่ฮาเซเบะใช้ทุกปีก่อนจะยื่นช็อกโกแลตให้เขาในวันวาเลนไทน์

 

โอคุริคาระที่รับช็อกโกแลตมาจากมือของผู้เป็นอาเอ่ยขอบคุณเสียงเบา แล้วจึงเดินแยกเอากระเป๋าไปเก็บในห้องทำงาน ระหว่างทางก็มองช็อกโกแลตในมือพร้อมกับลอบยิ้มอย่างเงียบงัน

 

หลังจากจัดการกับกระเป๋าเอกสารเรียบร้อยแล้วเด็กหนุ่มก็เดินมายังห้องนั่งเล่น ภาพที่เห็นจนชินตาก็คือภาพของฮาเซเบะที่นั่งจมอยู่บนโซฟาตัวยาว เนคไทถูกคลายออกหลวมๆ เข็มขัดถูกปลดวางทิ้งไว้บนโต๊ะกระจกตัวเตี้ยเบื้องหน้า ชายเสื้อเชิ้ตที่เคยถูกยัดใส่กางเกงโผล่ออกมาอยู่นอกกางเกงเรียบร้อยแล้ว

 

โดยไม่รู้ตัว โอคุริคาระกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอกับถาพที่เห็น ก่อนจะเดินไปนั่งบนโซฟาตัวเดียวกันที่ถูกเว้นว่างไว้

 

เฮชิคิริ ฮาเซเบะไม่ชอบดูโทรทัศน์ ส่วนโอคุริคาระที่นั่งอยู่ข้างๆก็ไม่มีรายการโปรดอะไรเป็นพิเศษ ทั้งคู่นั่งด้วยกันเงียบๆ ไม่มีใครสนใจจอโทรทัศน์ที่เป็นสีดำสนิท ฮาเซเบะกำลังพักเหนื่อยจากการเดินทาง ในวันเทศกาลวาเลนไทน์ที่ผู้คนล้นทะลักอัดแน่นทุกหนทุกแห่ง การเดินปะปนกับฝูงชนย่อมเหนื่อยมากกว่าปกติเป็นหลายเท่า ส่วนโอคุริคาระกำลังแกะกล่องช็อกโกแลต เมื่อฉีกพลาสติกที่ห่อไว้เรียบร้อยแล้วก็ลงมือกัดช็อกโกแลตนั้นแล้วเคี้ยวกรุบๆ

 

“ยี่ห้อนี้อร่อยไหม?” จู่ๆคนที่นั่งอยู่ข้างๆก็เอ่ยถามออกมาเช่นนั้น โอคุริคาระพยักหน้าหงึกๆ ฮาเซเบะเผลอยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจกับคำตอบนั้นก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ

 

แน่นอนว่าการกระทำเช่นนั้นไม่มีทางหลุดรอดไปจากสายตาของโอคุริคาระ แต่ถึงอย่างนั้นเด็กหนุ่มก็ทำทีเป็นมองไม่เห็นพฤติกรรมมีพิรุธของผู้เป็นอาแต่อย่างใด คนผิวเข้มจัดการกินช็อกโกแลตต่อไปเงียบๆ ในเมื่อฮาเซเบะพยายามปกปิด เขาก็ต้องเล่นไปตามบทบาทที่ฮาเซเบะมอบให้

 

นัยน์ตาสีทองลอบมองคนข้างๆที่กำลังเหม่อลอย เป็นอย่างนี้เสมอ คุณอาของเขาขึ้นชื่อว่าเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรี หากเป็นเรื่องที่เจ้าตัวคิดว่าน่าอายก็จะพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่ทำ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองรู้สึกเสียหน้าหรือโดนดูถูกจากคนรอบข้าง ซึ่งการแสดงความรู้สึกอ่อนไหวหรือใส่ใจผู้อื่นเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เป็นหนึ่งในเรื่องที่เฮชิคิริ ฮาเซเบะไม่ถนัดเป็นที่สุด

 

แต่ถึงอย่างนั้น โอคุริคาระที่อยู่ด้วยกันมานานก็รู้ดี ต่อให้เบื้องหน้าจะเย็นชาและมองข้ามหัวคนอื่นมากแค่ไหน แต่ทุกการกระทำของฮาเซเบะมักจะแอบแฝงความเอาใจใส่ผู้อื่นอย่างแนบเนียนอยู่เสมอ

 

เด็กหนุ่มมัธยมปลายกลืนช็อกโกแลตลงคอ รสชาติของมันไม่หวานมาก เป็นแบบที่เขาชอบ โอคุริคาระรู้ดีว่าเจ้าขนมหวานกล่องนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีวันที่ฮาเซเบะจะได้รับมาจากเพื่อนร่วมงานแน่ๆ

 

ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายไม่ได้รับความนิยม คนอย่างคุณอาน่าจะได้รับช็อกโกแลตมากที่สุดในบริษัทแล้ว แต่เพราะช็อกโกแลตกล่องนี้มันแทบจะแปะป้ายเอาไว้ว่า ‘สำหรับโอคุริคาระเท่านั้น’ แล้วไหนจะอาการมีพิรุธของฮาเซเบะอีก ก็เลยอดสันนิษฐานเข้าข้างตัวเองไม่ได้

 

เป็นการแสดงความรู้สึกที่วกวนอ้อมค้อม แต่ก็สมกับเป็นฮาเซเบะดี

 

“อะไร?”

 

จู่ๆฮาเซเบะก็ถามอย่างนั้นออกมา ในที่สุดโอคุริคาระก็รู้ตัวว่าเผลอใช้สายตาจ้องผู้เป็นอานานเกินไป จึงรีบส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ

 

“เปล่า…”

 

ตอบออกไปแบบนั้นก็จริง แต่เด็กหนุ่มยังคงจ้องมองใบหน้าของอีกฝ่ายไม่วางตา ไล่ลงมาเรื่อยๆ จากนัยน์ตาสีม่วงโดดเด่น จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากบางสวย จนกระทั่งสติเริ่มกระเจิดกระเจิงเมื่อมองเห็นซอกคอสีขาว โอคุริคาระรีบเบือนหน้าหนี ระหว่างที่เคี้ยวช็อกโกแลตในปากก็เกิดคำถามขึ้นมาในใจ

 

ถ้าเขาโตกว่านี้ อายุมากกว่านี้ จนถึงตอนนั้น คุณอาคนนี้จะยอมให้เขา ‘กิน’ หรือเปล่านะ?

 

โดยที่ฮาเซเบะไม่รู้ตัว ดูเหมือนว่าโอคุริคาระจะเบื่อการกินช็อกโกแลตวาเลนไทน์เช่นนี้ทุกปีเสียแล้ว

 

 

.

Fantastic Beasts FanFiction [ Gellert Grindelwald x Percival Graves ] ‘Trust’

ตั้งใจว่าถ้าไม้กายสิทธิ์คุณเกรฟส์ที่พรีไว้มาส่งเมื่อไหร่จะเขียนอะไรเกี่ยวกับไม้กายสิทธิ์ฉลองค่ะ แต่คิดไม่ออก ก็เลยปล่อยเลยตามเลย ไหลไปเรื่อยๆเหมือนเดิม จนออกมาเป็นแบบนี้ค่ะแงงง555555

 


 

 

Fantastic Beasts FanFiction

Pairing : Gellert Grindelwald x Percival Graves

‘Trust’

 

.

 

กลิ่นกาแฟร้อนหอมฟุ้งตลบอบอวล เพอร์ซิวัล เกรฟส์ที่นั่งหมดสติอยู่บนพื้นลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับความปวดร้าวที่แล่นปลาบไปทั่วร่าง ในขณะที่กำลังนึกทบทวนสาเหตุที่ตนหมดสติไป มือที่ตั้งใจจะยกขึ้นมากุมศีรษะพลันหยุดชะงักเพราะแรงตรึงจากเชือกที่พันรวบข้อมือทั้งสองข้างเอาไว้กับขาเตียงขาหนึ่งอย่างแน่นหนา

 

“อึก…!”

 

การเคลื่อนไหวร่างกายที่รวดเร็วนั้นส่งผลให้เกรฟส์ต้องย่นคิ้วลง เสียงครางเบาๆหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากอย่างควบคุมไม่ได้ หันไปมองรอบข้างก็สังเกตเห็นถึงสภาพบ้านที่เละเทะ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆเกลื่อนกลาดไปทั่วอาณาบริเวณ

 

ฝืนทนต่อความเจ็บปวด เกรฟส์ใช้สายตาสำรวจรอบด้านอีกครั้ง ภาพความทรงจำย้อนกลับเข้ามาในหัวอย่างเลือนราง ประกายแสงจากเวทมนตร์คาถา เสียงตะโกน เสียงกรีดร้อง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง เมื่อร้อยเรียงเรื่องราวทั้งหมดอย่างมีสติ ภาพของจอมวายร้ายซึ่งกำลังดื่มกาแฟรสเข้มที่ปรากฏแก่สายตาของเขาจึงไม่ใช่ของแปลกตาเลยสักนิด

 

เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์นั่งอยู่ไม่ไกลจากเกรฟส์มากนัก มือขาวซีดหมุนไม้กายสิทธิ์เล่นอย่างเพลิดเพลินใจ ราวกับเด็กที่กำลังถูกล่อลวงด้วยของเล่นชิ้นใหม่แกะกล่อง เกรฟส์มองไม้กายสิทธิ์ตนที่ตกอยู่ในมือของฝ่ายตรงข้าม ก่อนที่จะประสานสายตากับกรินเดลวัลด์เข้าพอดี

 

“อรุณสวัสดิ์ มิสเตอร์เกรฟส์ เมื่อคืนหลับสบายดีไหม?”

 

ทักทายด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ ภายในใจของเจ้าหน้าที่มาคูซ่าพลันขุ่นมัวด้วยความโกรธแค้นที่ต้องพ่ายแพ้ต่อผู้บุกรุก แต่ถึงอย่างนั้น เกรฟส์ก็รีบตั้งสติ ข่มอารมณ์โกรธที่กำลังเดือดพล่านให้สงบลง เอ่ยคำพูดออกไปอย่างเยือกเย็น

 

“ทำไมถึงยังไม่ฆ่าฉัน?”

 

พูดถึงเรื่องความเป็นความตายด้วยใบหน้าที่ไร้ซึ่งความกลัวเกรง กรินเดลวัลด์หัวเราะอย่างพึงพอใจก่อนจะวางถ้วยกาแฟที่ว่างเปล่าลง แล้วจึงลุกขึ้นเดินเข้าไปหาเกรฟส์ จอมวายร้ายย่อตัวลง สัมผัสเย็นเยียบจากมือขาวซีดประทับลงบนใบหน้าของมือปราบมารอย่างแผ่วเบา

 

“เพราะแผนการของฉันต้องการคุณ”

 

เกรฟส์ไม่แปลกใจเท่าไหร่กับคำตอบของอีกฝ่าย เหตุผลที่ไม่ฆ่า นอกจากต้องการเก็บไว้ใช้ประโยชน์แล้วยังจะต้องการอะไรอีก

 

แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ คำตอบต่อจากนั้น

 

“และฉันเองก็ต้องการคุณเช่นเดียวกัน”

 

กรินเดลวัลด์ยิ้มอย่างอารมณ์ดี นัยน์ตาสีดำของเกรฟส์สบเข้ากับนัยน์ตาสองสีของฝ่ายตรงข้าม ชายวัยกลางคนเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

 

“หมายความว่ายังไง?”

 

“หมายความว่า ฉันต้องการผู้ช่วยฝีมือดี”

 

“ถ้าฉันปฏิเสธล่ะ”

 

อย่างไรเสียเกรฟส์ก็เป็นคนของมาคูซ่า ตำแหน่งหน้าที่การงานก็ใช่ว่าจะต่ำต้อย ศักดิ์ศรีและความหยิ่งทะนงของเขานั้นนับว่ามีอยู่มาก จู่ๆจะให้ลดตัวไปเป็นลูกน้องของผู้ร้ายในประกาศจับนั้นเรียกได้ว่าเป็นการลบหลู่เกียรติของมือปราบมารเป็นอย่างยิ่ง

 

“คุณไม่ปฏิเสธหรอก” กรินเดลวัลด์ขยับยิ้มมุมปาก

 

“คุณเองก็ไม่พอใจกับสภาพน่าอนาถของสังคมผู้วิเศษตอนนี้ไม่ใช่หรือไง?”

 

“…..”

 

เกรฟส์ไม่ตอบอะไรกลับไปเมื่อถูกจี้จุดอ่อนที่เก็บงำมานาน เขายังคงมีท่าทีเยือกเย็นเช่นปกติ แต่ถึงอย่างนั้น ความวูบไหวเพียงชั่วเสี้ยววินาทีก็ไม่สามารถหลบหลีกสายตาของกรินเดลวัลด์ได้พ้น

 

‘ทำไมผู้วิเศษต้องอยู่อย่างหลบซ่อน?’

 

คำถามนี้พลันผุดขึ้นมาในใจเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ ภายในตัวของเพอร์ซิวัล เกรฟส์บ่มเพาะสะสมความไม่พอใจเหล่านั้นไว้มากมายนับไม่ถ้วนจนกลายเป็นความเกลียดชัง แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่ได้มีความคิดที่จะล้มล้างกฎของสังคมผู้วิเศษเหมือนที่กรินเดลวัลด์ทำ

 

ยึดมั่นในกฎเกณฑ์ ไม่จำเป็นต้องสนใจเนื้อหาของกฎนั้น แค่ทำไปตามหน้าที่ที่ต้องทำและควรทำก็พอ เกรฟส์ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบนี้มาโดยตลอด แยกความรู้สึกส่วนตัวออกจากเรื่องงาน เมินเฉยต่อเสียงเรียกร้องจากเบื้องลึกของจิตใจ

 

“ยอมรับเถอะว่าลึกๆแล้วคุณเองก็เห็นด้วยกับฉัน”

 

เกรฟส์พยายามตั้งสติ ไม่โอนอ่อนไปตามเกมของฝ่ายตรงข้าม เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์เป็นศัตรูของกระทรวงฯ เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์เป็นศัตรูของกระทรวงฯ เขาท่องประโยคนี้ในใจซ้ำไปซ้ำมา ราวกับต้องการสะกดจิตให้ตนเชื่อเช่นนั้นจริงๆ

 

“อย่าให้พวกเขาควบคุมคุณ อย่าให้พวกเขาครอบงำความปรารถนาของคุณ”

 

กรินเดลวัลด์เอ่ยคำพูดกระตุ้นอีกครั้ง โน้มใบหน้าซีดขาวเข้าไปใกล้เสียจนปลายจมูกโด่งของคนทั้งคู่แตะสัมผัสกันเบาๆ เกรฟส์ผงะไปเล็กน้อย ความลังเลเริ่มก่อตัวขึ้นและลุกลามกัดกินจิตใจอย่างรวดเร็ว

 

“ฟังเสียงหัวใจตัวเองดีๆสิมิสเตอร์เกรฟส์ คุณต้องการอะไรกันแน่”

 

“….”

 

เกรฟส์เบือนหน้าหนี ชายคนนี้รู้ตัวดีว่าลึกๆแล้วเขาต้องการอะไร เกรฟส์พยายามนึกถึงใบหน้าของเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า ลูกน้อง ทุกสิ่งทุกอย่างในมาคูซ่า เพื่อฉุดรั้งตัวเองไม่ให้จมดิ่งไปในห้วงอารมณ์ที่กำลังสับสน

 

“อนาคตที่คุณต้องการน่ะ มันยิ่งใหญ่เสียจนฉันสร้างคนเดียวไม่ไหวหรอกนะ”

 

“…..”

 

คำพูดของอีกฝ่ายค่อยๆซึมเข้าสู่สมองและหัวใจของเจ้าหน้าที่มาคูซ่าทีละประโยค

 

และคำพูดสุดท้ายของกรินเดลวัลด์นั้น ไม่ต่างอะไรไปจากก้อนหินที่ตกลงบนผืนน้ำนิ่งสงบ ก่อให้เกิดคลื่นน้ำแผ่กระจายเป็นวงกว้าง แตกขยายออกไปราวกับโดมิโน่ที่ล้มลง ขยายวงรัศมีนั้นให้กว้างออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 

 

“ไม่ใช่ว่าคุณต้องการความเปลี่ยนแปลงหรอกหรือ?”

 

 

ภาพใบหน้าของพวกพ้องในมาคูซ่านั้นแตกกระจายไม่เหลือชิ้นดี นัยน์ตาของเพอร์ซิวัล เกรฟส์เบิกกว้างขึ้นฉับพลัน ในที่สุดหมอกควันที่อยู่ในหัวก็เริ่มจางหายไป ราวกับว่าสัมผัสเย็นเยียบจากมือของกรินเดลวัลด์เป็นดังคลื่นน้ำที่ซัดสาดเข้าหน้าช่วยปลุกกระตุ้นให้เขาตื่นเต็มตา ก้อนเนื้อที่เต้นตุบๆอยู่ในอกเริ่มเร่งจังหวะการเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่นัยน์ตาสีดำมองไล่จากเล็บสีดำทะมึน มือสีขาวซีด ไล่ไปเรื่อยๆจนถึงใบหน้า นัยน์ตาของคนทั่งคู่ประสานกันอีกครั้ง

 

กรินเดลวัลด์ยักยิ้มอย่างพึงพอใจกับผลลัพธ์เบื้องหน้า ใบหน้าและลำตัวเบี่ยงไปทางขวา โน้มตัวไปข้างหน้า แขนทั้งสองข้างเอื้อมไปจัดการปลดเชือกที่รัดข้อมือของเกรฟส์ออกอย่างง่ายดาย สภาพของทั้งคู่ในตอนนี้แทบไม่ต่างอะไรไปจากการสวมกอดอย่างหลวมๆ

 

“คุณเจ็บมากไหม?”

 

กรินเดลวัลด์ถามเสียงเบา แม้ว่าจะแก้มัดเรียบร้อยแล้วแต่เขายังคงค้างอยู่ในท่านั้น เพราะติดใจในกลิ่นน้ำหอมจางๆที่ผสมปนเปกับกลิ่นเหงื่อและกลิ่นคาวเลือดเล็กน้อย เกิดเป็นกลิ่นแปลกใหม่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

 

“….มันจะสำเร็จใช่ไหม?” เกรฟส์ไม่ตอบคำถามนั้น แต่กลับถามคำถามของตนออกไปแทน กรินเดลวัลด์แย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี ตอบคำถามด้วยความมั่นใจ

 

“แน่นอน”

 

“คุณจะไม่ทรยศฉันใช่ไหม?” เกรฟส์ถามอีกครั้ง กรินเดลวัลด์ผละออกจากร่างสะบักสะบอม สายตาของคนทั้งคู่ต่างจ้องมองกันและกัน ราวกับต้องการจะมองทะลุความคิดของอีกฝ่าย

 

“แล้วคุณล่ะ?” คราวนี้กรินเดลวัลด์เป็นฝ่ายถามบ้าง เกรฟส์เผยรอยยิ้มบางๆออกมาเป็นครั้งแรก

 

“ขึ้นอยู่กับว่าแผนของคุณจะสำเร็จหรือเปล่า ถ้าสำเร็จ ฉันก็ไม่หักหลังคุณ”

 

กรินเดลวัลด์หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ

 

“ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าคุณเชื่อใจฉัน” เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์มั่นใจในแผนการของตนมากทีเดียว

 

รอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกต่างออกไปจากปกติปรากฏขึ้นบนใบหน้าของกรินเดลวัลด์ มือข้างหนึ่งวางลงบนบ่าของเกรฟส์อย่างแผ่วเบา

 

“เพราะฉะนั้น ฉันเองก็เชื่อใจคุณเหมือนกัน”

 

 

…….