Touken Ranbu FanFiction [ Ookanehira x Heshikiri Hasebe ] ‘Hate’

 

Touken Ranbu FanFiction

 

Ookanehira x Heshikiri Hasebe

 

‘Hate’

 

………………………..

 

 

ตั้งแต่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ข้าก็ไม่เคยชอบหมอนั่น หรือนึกอยากจะผูกมิตรด้วยเลยสักนิด

 

 

เฮชิคิริ ฮาเซเบะ ดาบน่าหงุดหงิดประจำฮงมารุ ทั้งจู้จี้ ขี้บ่น เจ้าระเบียบ บ้าอำนาจ วันๆนอกจากตามตอแยนายท่านซานิวะแล้วก็ไม่เคยเห็นหัวใครอีก

 

ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับอุจิคาตานะบ้างานนั่นไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เจ้าเฮชิคิริงี่เง่าชอบขัดข้าไปเสียทุกเรื่อง หาว่าข้าบ้าบิ่นบ้าง โง่บ้าง บางทีก็ชอบบอกว่าข้าไร้สาระ สุดท้ายแล้ว จากสงครามน้ำลายก็เกือบจะกลายเป็นการวิวาทตัดสินกันด้วยกำลัง ถ้าพี่ชายของข้ากับโชคุไดคิริมิทสึทาดะไม่มาแยกพวกเราออกจากกันเสียก่อน การจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าฮงมารุกำลังลุกเป็นไฟคงไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงสักเท่าไหร่

 

ข้าชอบแกล้งหมอนั่นเป็นงานอดิเรก เวลาเห็นเฮชิคิริหงุดหงิดแล้วก็ทั้งรู้สึกสนุกและสะใจในเวลาเดียวกัน ข้ามักจะเรียกหมอนั่นว่า เฮชิคิริ ทุกครั้ง พอได้เห็นเจ้าบ้างานสติแตกก็ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายจากการซ้อมรบกับพวกดาบใต้หล้าได้เป็นอย่างดี

 

แต่ว่า ทั้งๆที่เกลียดเฮชิคิริ ฮาเซเบะมากถึงขนาดนั้นแท้ๆ ตอนนี้กลับไม่รู้สึกดีใจเลยสักนิด

 

สถานการณ์ในปัจจุบันทำให้ข้ารู้สึกสับสน

 

“โอ…คาเนะ…ฮิระ เนี่ยน่ะเหรอที่ชอบคุยว่าเก่งนักเก่งหนา…”

 

ร่างของเฮชิคิริ ฮาเซเบะที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดเพราะเข้ามาช่วยปกป้องข้าจากศัตรูทำเอาข้าพูดอะไรไม่ออก ทั้งๆที่ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับหมอนั่นอยู่ในขั้นที่เรียกได้ว่าเลวร้าย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเสี่ยงชีวิตเข้ามาช่วย….

 

“ให้ตาย…สิ พวกหน้าใหม่ มาสนามรบทีไรก็ประมาททุกที โง่เง่า…กันทั้งหมด…นั่นล่ะ”

 

ข้าที่ตอนนี้ล้มเพราะการโจมตีของศัตรูรีบลุกขึ้นมาทันที ในที่สุดก็ควานหาเสียงตัวเองเจอ เตรียมจะด่าเจ้าดาบอวดดีกลับ แต่สุดท้ายก็พูดอะไรไม่ออกอีกครั้งเมื่อเห็นรอยแผลเหวอะหวะบนตัวของอีกฝ่ายเข้าเต็มๆตา

 

นี่มัน…ร้ายแรงพอดูเลยนี่…

 

“ฮาเซเบะคุง!!”

 

โชคุไดคิริ มิทสึทาดะที่ต่อสู้อยู่อีกฟากหนึ่งรีบฟาดฟันศัตรูแล้ววิ่งมาดูอาการของเฮชิคิริทันที ข้าเห็นหมอนั่นส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร แต่ก็พอจะดูออกว่าลำพังแค่ทรงตัวยืนให้ตรงก็แทบจะไม่มีแรงแล้ว

 

อวดดี…สมกับที่เป็นหมอนั่น

 

สงครามจบลงด้วยความตายของศัตรู ข้าลอบมองดาบในทัพคนอื่นๆที่เข้าไปช่วยพยุงเฮชิคิริ ส่วนตัวเองก็เดินตามหลังเจ้าพวกนั้นไปเงียบๆ ในใจเต็มไปด้วยคำถามไม่กี่คำถามที่วนเวียนไปมา ไม่ว่าอย่างไรก็สลัดความสงสัยเหล่านี้ออกจากหัวไม่ได้

 

ทำไมเฮชิคิริถึงต้องช่วยข้า แล้วทำไมพอได้เห็นสภาพของหมอนั่น….ถึงได้รู้สึกเจ็บปวดไปหมด

 

นี่ข้า…เป็นห่วงเจ้าเฮชิคิริเนี่ยนะ?

 

“โอคาเนะฮิระซัง” เสียงเจื้อยแจ้วดังแว่วเข้ามาในหู พอก้มลงมองไปตามเสียงก็พบว่าเป็นมิดาเระ โทชิโร่นั่นเองที่เรียกชื่อข้า

 

“ว่าไง”

 

“ฮาเซเบะซังถึงจะดุไปบ้าง แต่ก็ใจดีนะ” มีดสั้นหน้าสวยเอ่ยยิ้มๆ

 

“ผมน่ะ คิดว่าฮาเซเบะซังเป็นห่วงโอคาเนะฮิระซังมากๆเลยล่ะ”

 

“ห หา??”

 

ในขณะที่ข้ากำลังงุนงง มิดาเระ โทชิโร่ก็เดินฮัมเพลงจากไป ปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นลอยเคว้งอยู่ในหัวของข้าเงียบๆ

 

เป็น…ห่วง?

 

ข้ากับเจ้าหมอนั่นเกลียดกันเข้ากระดูกดำ คำพูดของเด็กโทชิโร่คนนั้นช่างเป็นอะไรที่เพ้อฝันเสียเหลือเกิน

 

ข้ายังคงไม่ยอมรับความคิดไร้สาระพรรค์นั้น จนกระทั่งเดินทางกลับถึงฮงมารุ เมื่อนายท่านซานิวะเห็นสภาพเฮชิคิริก็ถึงกับกรีดร้องอย่างเสียสติ รีบส่งหมอนั่นไปพักฟื้นรักษาตัวทันที พอหันมามองว่าใครบาดเจ็บอีก ข้ากับหญิงสาวก็สบตากันโดยบังเอิญ

 

“โอคาเนะฮิระซังเองก็ไปทำแผลเถอะค่ะ” ซานิวะเอ่ยออกมาอย่างห่วงขณะชะโงกหน้าสำรวจรอยแผลเล็กน้อยบนร่างของของข้า ข้าพยักหน้าอย่างว่าง่าย แต่พอนึกได้ว่าต้องไปเจอหน้าเฮชิคิริในโรงซ่อมก็รู้สึกทำตัวไม่ถูก

 

“เอ่อ…มีอะไรรึเปล่าคะ โอคาเนะฮิระซัง”

 

“ป เปล่า! งั้นข้าจะรีบไปรีบกลับ ขอตัว!”

 

ใครจะกล้าพูดออกมาตรงๆว่าไม่กล้าเจอหน้าเฮชิคิริในโรงซ่อมกันเล่า ให้ตายสิ  รีบไปรักษาให้เรียบร้อยแล้วก็รีบกลับไปพักดีกว่า

 

ทว่า ทั้งๆที่ตั้งใจว่าจะทำอย่างนั้นแท้ๆ แต่สุดท้าย พอได้รับการรักษาเรียบร้อยดีก็เผลอมองเฮชิคิริที่นอนซมบนฟูกอยู่นาน

 

 

ไม่ชอบใจเลย…เวลาที่หมอนี่หุบปากแบบนี้นี่มันน่าหงุดหงิดขนาดนี้เชียว? 

 

 

“มองอะไร”

 

 

“?!!” ข้าสะดุ้งโหยงตื่นจากภวังค์เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ

 

“ก็มองสภาพน่าอนาถของเจ้าไงล่ะ”

 

ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ทั้งๆที่คำพูดของข้าก็ไม่ต่างอะไรไปจากปกติแท้ๆ แต่คราวนี้กลับรู้สึกอยากต่อยหน้าตัวเองที่พูดอะไรอย่างนั้นออกไป

 

 

“หืม… อวดดีใช้ได้เลยนี่ แสดงว่าหายดีแล้วล่ะสิ”

 

 

น้ำเสียงของเฮชิคิริยังคงเย่อหยิ่งไม่เห็นหัวผู้อื่นเช่นเคย แต่คราวนี้ข้ากลับรู้สึกได้ถึงกระแสความโล่งใจที่ปะปนอยู่ในนั้นอย่างเจือจาง ยิ่งไปกว่านั้น…ความรู้สึกของหมอนั่นที่แฝงมากับคำพูด….แทบไม่ต่างไปจากนายท่านซานิวะที่ได้ยินมาเมื่อครู่

 

ความห่วงใยนั่นมันอะไร… หรือว่าข้าจะรู้สึกไปเองกันนะ?

 

รู้ตัวอีกที ข้าก็เผลอหลุดปากเอ่ยถามคำถามที่ค้างคาใจออกไป

 

“เจ้าช่วยข้าไว้ทำไม?”

 

ถึงกับยอมบาดเจ็บขนาดนี้เพื่อช่วยคนที่ตัวเองเกลียด

 

“ถามอะไรโง่ๆ ถึงข้าจะชังน้ำหน้าเจ้ามากแค่ไหน แต่อารุจิสูญเสียโคบังไปมากมายก็เพื่อเจ้า คิดว่าข้าจะยอมให้ความพยายามของอารุจิสูญเปล่าหรือไง”

 

เฮชิคิริเอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจนัก ราวกับว่าประโยคดังกล่าวเป็นแค่เรื่องธรรมดาที่ต้องทำ ไม่ได้มีความสำคัญเป็นพิเศษต่อเจ้าตัวเลยสักนิด

 

“น นี่เจ้า…”

 

“ที่สำคัญ มันเป็นหน้าที่ของข้าที่จะต้องดูแลทุกคนที่นี่ เพราะอย่างนั้น ข้าจะไม่มีวันยอมให้ดาบเล่มไหนแตกสลายเด็ดขาด ถึงจะเป็นเจ้าก็เถอะ”

 

น้ำเสียงของเฮชิคิริพลันจริงจังขึ้น เหมือนกับตอนที่สั่งข้าไปทำนาเลี้ยงม้าไม่ผิดเพี้ยน

 

จู่ๆข้าก็รู้สึกได้ ทั้งเรื่องที่หมอนี่จู้จี้ ขี้บ่น เจ้าระเบียบ ดุดัน บ้าอำนาจ ทั้งๆที่เหมือนจะไม่ใส่ใจใคร แต่เอาเข้าจริงๆแล้วกลับใช้สายตาสอดส่องดูแลทุกคนอยู่เงียบๆ ไม่สนใจสายตาที่มองมา แบกรับภาระหน้าที่ยิ่งใหญ่เอาไว้แต่เพียงผู้เดียว

 

‘ถึงจะถูกเกลียดแต่ก็มุ่งมั่นทำหน้าที่ต่อไป’  นั่นคงเป็นคำนิยามที่เหมาะสมสำหรับเฮชิคิริที่สุดแล้ว

 

“มิดาเระ โทชิโร่บอกว่าเจ้าน่ะใจดี แล้วก็เป็นห่วงข้า”

 

ไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจให้ข้าพูดออกมาอย่างนั้น แต่จู่ๆเฮชิคิริก็สะดุ้งโหยง เด้งตัวขึ้นมาจากฟูกอย่างรวดเร็วจนเจ็บแผล ข้าตกใจปฏิกิริยาของอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ยังไม่ทันได้พูดอะไร เฮชิคิริก็ตวาดใส่ข้าเสียงดัง ใบหน้าที่เคยซีดเผือดเพราะอาการบาดเจ็บอยู่ดีๆก็แดงก่ำไปทั่วทั้งหน้า

 

“ค ใครเป็นห่วงเจ้ากัน!!! แล้วข้าก็ไม่ได้ใจดีด้วย!!”

 

“ก็แล้วทำไมต้องโวยวายด้วยเล่า!”

 

ข้ายื่นหน้าออกไปเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ เรื่องอะไรจะต้องถูกอีกคนขึ้นเสียงใส่อยู่ฝ่ายเดียว และเพราะมัวแต่คิดจะเอาชนะ ก็เลยเพิ่งสังเกตว่าใบหน้าของข้ากับหมอนั่น…อยู่ห่างกันแค่ไม่กี่คืบเท่านั้น

 

ใกล้……

 

เผลอจ้องมองนัยน์ตาสีม่วงสวยนั่นอย่างลืมตัว หัวใจเต้นโครมครามอยู่ในอกอย่างพิลึกพิลั่น

 

อะไรกันนะ ความรู้สึกนี้…..

 

“ออกไปได้แล้ว! ข้าจะพักผ่อน”

 

เฮชิคิริหลบตาข้าก่อนล้มตัวลงนอน หันหลังหนีแล้วไม่พูดไม่จาอะไรอีก ภาพใบหน้าของดาบขี้บ่นในระยะใกล้ยังคงติดอยู่ในหัว ข้าลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามคำถามหนึ่งออกไปอย่างอดไม่ได้

 

“โฮ่ย เจ้าน่ะ…เคยคิดว่าตัวเองน่ารักบ้างรึเปล่า?”

 

“ไม่เคย ออกไปเดี๋ยวนี้โอคาเนะฮิระ ไม่อย่างนั้นข้าจะแอบปรับตารางเวรของเจ้าให้หนักกว่านี้”

 

“เออๆ! ไปก็ได้!”

 

พอเฮชิคิริเอ่ยเรื่องเวรข้าก็รีบผละออกจากที่นั่นทันที ระหว่างเดินกลับที่พักก็นึกสงสัยอะไรบางอย่างอยู่ในใจ

 

ทั้งๆที่เจ้าตัวเองก็ไม่เคยคิดอย่างนั้นแท้ๆ…

 

“ก็แล้วทำไม…ข้าถึงคิดว่าเจ้าน่ารักได้ล่ะฟะ…”

 

…….

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s