Touken Ranbu AU FanFiction [ Ookurikara x Heshikiri Hasebe ] ‘New Year 2017’

 

หลักๆคงลงไว้ในเด็กดีค่ะ http://writer.dek-d.com/aiihiwatari/writer/view.php?id=1429752 เพราะตั้งใจอยากลงแบบเรื่องยาวๆ(จบในตอน) แต่ก็อยากเก็บในบล็อกด้วย เอาเป็นว่าเลือกเว็บอ่านได้ตามอัธยาศัยเลยค่า จะที่ไหนก็เหมือนกัน

ปล.รูปไม่เกี่ยวกับธีมเรื่องแต่เราชอบรูปนี้มากค่ะฮือออฟฟฟฟฟฟฟ

 

_________________________________________________

 

 

 

 

จำไม่ได้แล้วว่าได้นอนตื่นสายอย่างนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

 

 

เฮชิคิริ ฮาเซเบะที่ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือเหลือบมองนาฬิกาอย่างเชื่องช้า

 

สิบโมง…. คงเพราะเมื่อคืนลืมตั้งนาฬิกาปลุก… แต่ก็น่าแปลก เขาเดินกลับมานอนที่เตียงตั้งแต่เมื่อไหร่? จำไม่ได้เลยสักนิด

 

“อือ ช่างเถอะ…”

 

ชายหนุ่มบ่นงึมงำอย่างไม่ใส่ใจ อ้าปากหาวอย่างง่วงงุน มือข้างหนึ่งปัดป่ายไปทั่วเตรียมยันตัวเองขึ้นจากเตียงนุ่ม ทว่า เสียง ‘ปึ้ก!’ ทึบๆที่ดังขึ้นข้างๆทำเอาฮาเซเบะสะดุ้งตื่นเต็มตา คนเพิ่งตื่นหันขวับไปมองยังด้านขวามือ ก่อนจะพบว่าร่างที่กำลังหลับสนิทอยู่ตรงนั้นก็คือหลานชายคนเดียวของตน

 

 

โอคุริคาระ

 

 

ผู้เป็นอานิ่งไปเล็กน้อย ใช้มืออีกข้างยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างเงียบงัน นัยน์ตาสีม่วงสวยจ้องมองเด็กหนุ่มผิวเข้มที่กำลังหลับสนิท เรียบเรียงสถานการณ์ในใจอยู่ครู่หนึ่ง

 

 

หลังจากที่หอบเอกสารกลับมาจัดการช่วงวันหยุดปีใหม่ ในคืนของวันที่31ธันวาคม ขณะที่ฮาเซเบะกำลังมุ่งมั่นทำงานข้ามปี จู่ๆก็ถูกความเหนื่อยล้าเข้าจู่โจมจนผล็อยหลับไป ตื่นมาอีกทีก็นอนอยู่บนเตียง ข้างๆมีโอคุริคาระที่ยังไม่ยอมตื่น ดูท่าว่าหลานชายคนนี้คงเป็นคนแบกเขามาที่เตียงไม่ผิดแน่

 

“แล้วทำไมไม่กลับไปนอนห้องตัวเอง…” ฮาเซเบะพึมพำอย่างครุ่นคิดพร้อมกับเอื้อมมือไปหาอีกฝ่าย ตั้งใจจะเขย่าตัวปลุกให้ตื่นจากห้วงนิทรา ทว่า พอเห็นใบหน้ายามไร้สติของโอคุริคาระ ฮาเซเบะลังเลเล็กน้อย ตัดสินใจหดมือกลับไปดังเดิม

 

ฮาเซเบะเป็นคนเข้มงวดเจ้าระเบียบ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีอยู่หลายคราที่ชายหนุ่มใจอ่อนยอมตามใจโอคุริคาระ ครั้งนี้เองก็เช่นกัน ผู้เป็นอาผละจากเตียงไปล้างหน้าแปรงฟัน ปล่อยให้เด็กหนุ่มได้นอนหลับฝันหวานต่อไป

 

“สวัสดีปีใหม่”

 

น้ำเสียงแผ่วเบาที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนดังแว่วออกมาจากลำคอเรียว ก่อนจะละลายหายไปกับความเงียบอย่างรวดเร็ว แม้เจ้าของบ้านจะไม่อยู่ในห้องแล้ว แต่บรรยากาศก็ไม่ต่างอะไรไปจากเดิมมากนัก แสงอาทิตย์เจิดจ้าเล็ดรอดผ่านรอยต่อระหว่างกระจกหน้าต่างกับผ้าม่านที่ถูกดึงมาปิดไม่สนิทดี แสงสีทองอ่อนๆนั้นส่องกระทบร่างของเด็กหนุ่มผิวเข้ม มอบความอบอุ่นให้เฉพาะจุดที่แสงส่องถึง

 

ห้องนอนยังคงเงียบสงบ ไร้ซึ่งเสียงใดๆอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งมั่นใจร้อยเปอร์เซนต์ว่าผู้เป็นอาไม่อยู่ในห้องแล้ว คนแกล้งหลับจึงลืมตาขึ้นช้าๆ

 

แววตาของโอคุริคาระไร้ซึ่งความงัวเงียใดๆ เขาตื่นนานแล้ว ตื่นตั้งแต่ก่อนที่จะมีเสียง ‘ปึ้ก!’ ดังขึ้นเสียอีก เด็กหนุ่มมัธยมปลายขยับตัวเล็กน้อย กลิ้งพลิกตัวไปยังจุดที่ฮาเซเบะเคยนอน สัมผัสอุ่นๆที่ถูกทิ้งไว้บนฟูกยังคงไม่จางหาย โอคุริคาระซุกหน้าลงกับหมอนที่อีกฝ่ายเคยหนุน กลิ่นแชมพูจางๆตลบอบอวลอยู่ในรูจมูก ร่างทั้งร่างนิ่งสนิท ราวกับกำลังซึมซับกอบโกยอุณหภูมิที่อีกฝ่ายหลงเหลือไว้ให้ได้มากที่สุด

 

 

 

 

 

‘คุริจัง จะทำอะไรข้ามปีเหรอ?’

 

เคยมีเพื่อนร่วมห้องถามออกมาอย่างนั้น โอคุริคาระในชุดนักเรียนเงยหน้าขึ้นจากหนังสือในมือ ตอบกลับไปห้วนๆสั้นๆ

 

‘นอน’

 

เพื่อนอีกคนที่เดินผ่านมาตกใจตาเหลือก รีบแทรกกลางบทสนทนาของทั้งสองคนทันที

 

‘โห่! จืดชืดชะมัด แต่ก็สมกับเป็นนายดีนะ’

 

โอคุริคาระไม่ใส่ใจความคิดเห็นของอีกฝ่าย นึกใคร่ครวญอะไรบางอย่างอยู่ในใจ

 

การนอนเป็นกิจกรรมที่สามารถทำเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะอย่างนั้นการเลือกทำกิจกรรมธรรมดาๆอย่างนี้ในคืนนับถอยหลังขึ้นปีใหม่จึงเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับใครหลายๆคน แต่สำหรับโอคุริคาระ การนอนข้ามปีครั้งนี้นั้นออกจะพิเศษกว่าทุกๆคืน เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจจะนอนคนเดียว

 

อยากนอนด้วยกัน…กับคนคนนั้น…

 

 

 

 

ความทรงจำสั้นๆจบลงแค่นั้น ใบหน้าที่ปกติมักจะเย็นชาไร้อารมณ์กลับผุดรอยยิ้มจางๆขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติเมื่อนึกถึงใบหน้าของใครบางคนที่อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน แต่เมื่อแว่วเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา โอคุริคาระพลันได้สติ เด็กหนุ่มผิวเข้มรีบย้ายตัวเองกลับไปยังอีกฝั่งของเตียงทันที

 

“ตื่นแล้วสินะ อรุณสวัสดิ์”

 

ฮาเซเบะเดินย้อนกลับเข้ามาปลุกหลานชาย พอเห็นอีกฝ่ายนั่งจ๋องอยู่บนเตียงก็พยักหน้าให้พลางส่งเสียงทักทายสั้นๆเฉกเช่นปกติ

 

โอคุริคาระทักทายตอบ กลิ่นแชมพูจางๆและความอบอุ่นที่ยังคงตกค้างอยู่ในประสาทสัมผัสของเด็กหนุ่ม

 

ท่ามกลางเสียงอรุณสวัสดิ์ที่ถูกเปล่งออกมาอย่างราบเรียบ ผู้เป็นอาเลิกคิ้วเล็กน้อย เนื่องมาจากน้ำเสียงของหลานชายในวันนี้ที่ต่างออกไปจากปกติ

 

“ฝันดีหรือไง”

 

แม้ว่าเสียงของเด็กหนุ่มจะราบเรียบเฉยชา แต่กลับเจือปนไปด้วยมวลกระแสแห่งความสุข นั่นคือสิ่งที่ฮาเซเบะรับรู้ได้จากหลานชาย ถ้าไม่อยู่ด้วยกันมานานก็คงไม่มีทางเข้าใจอีกฝ่ายได้ถึงขนาดนี้

 

ทว่า โอคุริคาระกลับตอบคำถามของคู่สนทนาด้วยการส่ายหน้าเงียบๆเป็นเชิงปฏิเสธ รอยยิ้มน้อยๆปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าหล่อคม แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเช้านี้เด็กหนุ่มอารมณ์ดีน่าดู

 

 

 

ที่ทำให้เขาอารมณ์ดีน่ะ ไม่ใช่ความฝันหรอก

 

นัยนต์สีทองสว่างจับจ้องไปยังร่างสูงโปร่งของผู้เป็นอา ความอบอบอุ่นที่หาได้ยากปรากฏอยู่ในแววตานั้น

 

 

ไม่ใช่แค่ ‘ฝัน’

 

 

แต่เป็น ‘ความเป็นจริง’ ตรงหน้านี้ต่างหากล่ะ

 

 

…….

Touken Ranbu FanFiction [ Izuminokami Kanesada x Horikawa Kunihiro ] ‘Drunk’

ฟิคจากกิจกรรม Secret Saniwa ค่ะ > <  ได้ลองเขียนคู่ที่ไม่เคยเขียนนี่ก็แปลกใหม่ดีเหมือนกันน้า สนุกจังงง/////

 

…………………………….

 

 

Touken Ranbu FanFiction

 

Izuminokami Kanesada x Horikawa Kunihiro

 

‘Drunk’

 

 

………………………

 

 

ท่ามกลางเสียงพูดคุยอย่างเฮฮาออกรสออกชาติ กลิ่นหอมละมุนละไมของสุราชั้นดีอบอวลไปทั่วห้อง อิสึมิโนะคามิ คาเนะซาดะเหม่อมองของเหลวใสสะอาดที่มีสีเหลืองระเรื่อเจือปน นัยน์ตาสีฟ้ากระจ่าง และสีแดงจางๆบริเวณสองข้างแก้มสะท้อนอยู่บนผิวน้ำไร้สีของสุราในจอก

 

ถึงแม้จะไม่อยากยอมรับ แต่อิสึมิโนะคามิรู้ตัวดีว่าตัวเองคออ่อนมาแต่ไหนแต่ไร เหล้าเข้าปากทีไรเป็นต้องเมาแอ๋ทุกครั้งไป ทว่า คราวนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้นไปเสียทั้งหมด แม้จะรู้สึกว่าสติสัมปชัญญะไม่ได้อยู่กับตัวร้อยเปอร์เซนต์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเรียกได้ว่ามีสติรู้ตัวในระดับหนึ่ง

 

สงสัยว่า ที่นากาโซเนะ โคเท็ตสึเคยเปรยเอาไว้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้จะเป็นเรื่องจริง สุราที่ได้รับมาจากซานิวะ แม้จะมีรสชาติเข้มข้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้เมาง่ายแต่อย่างใด

 

เพราะอย่างนั้นแม้จะเริ่มเคลิ้มๆไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็ยังมีสติ รู้ตัวว่าชาวบ้านชาวช่องเริ่มใช้เรื่องอาการคออ่อนสุดๆของเขาเป็นบทสนานาแกล้มเหล้าแทนของแห้งในจานเสียแล้ว

 

รู้หรอกน่าว่าถูกนินทาอยู่ เพราะอย่างนั้นถึงได้โวยวายตอบกลับไป ใช่ว่าเขาจะคออ่อนกับเหล้าทุกชนิดเสียหน่อย

 

“ยัง ม่าย มาว เฟ้ย!!”

 

น้ำเสียงอวดเก่งซึ่งไม่ได้ก้องกังวานชัดเจนดังใจคิดที่เปล่งออกไปทำให้อิสึมิโนะคามิ คาเนะซาดะเสียความมั่นใจไปเล็กน้อย

 

“หมอนั่นเมาอีกแล้วแหงๆ…”

 

“คุนิฮิโระ ฝากพาคาเนะซาดะไปเก็บทีสิ…”

 

ในขณะที่เจ้าของเรือนผมสีดำยาวกำลังจะเอ่ยปากโวยวายอีกครั้ง ใบหน้ายิ้มแย้มของเด็กหนุ่มวากิซาชิอย่างโฮริคาวะ คุนิฮิโระก็ปรากฏขึ้นมาในวิถีการมองเห็น น้ำเสียงสุภาพอ่อนโยนที่คุ้นเคยถูกเอื้อนเอ่ยออกมาจากริมฝีปากบาง

 

“กลับห้องกันเถอะครับ คาเนะซัง”

 

สายตาแบบนั้น แม้แต่คุนิฮิโระก็ยังไม่เชื่อเลยว่าเขาไม่ได้เมา…

 

ร่างสูงลุกขึ้นยืนอย่างฮึดฮัด หันไปตะคอกใส่อีกฝ่ายด้วยว่า ‘เดินไหวน่า! ไม่ต้องมายุ่ง!’ ใครบางคนหลุดขำออกมา แต่อิสึมิโนะคามิที่กำลังงอนไม่มีเวลาหันไปสนใจ เพราะจู่ๆความคิดบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัวพอดิบพอดี

 

 

บางที…นี่อาจเป็นโอกาสก็ได้…

 

 

ทั้งร่างสูงที่มีแอลกอฮอลล์ในเลือดและเด็กหนุ่มผมสั้นย่างก้าวไปบนทางเดินในฮงมารุอย่างเงียบงัน ไร้ซึ่งบทสนทนาใดๆ คนนำหน้าเดินเอียงๆเซไปเซมา ในขณะที่คนเดินตามนั้น แม้จะอยากเข้าไปช่วยประคองมากเพียงใด แต่เพราะถูกดุมาก่อนหน้านี้ก็เลยทำได้แค่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ ถ้าหากอิสึมิโนะคามิ คาเนะซาดะล้มลงไป โฮริคาวะ คุนิฮิโระก็พร้อมที่จะพุ่งเข้าหาในทันที

 

ไม่นานนัก ร่างของอิสึมิโนะคามิ คาเนะซาดะก็ล้มลงไปจริงๆ โชคดีที่โฮริคาวะถลาวิ่งเข้าไปประคองไว้ทัน น้ำหนักตัวของอีกฝ่ายที่ทิ้งลงมาทั้งหมดทำให้เด็กหนุ่มต้องย่อเข่าลงเล็กน้อย ใบหน้าน่ารักเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างเป็นห่วงเป็นใย

 

“คาเนะซัง! ไหวรึเปล่าครั—”

 

เสียงของโฮริคาวะเงียบหายไปในทันทีเมื่อริมฝีปากของอิสึมิโนะคามิประกบเข้ากับริมฝีปากของเด็กหนุ่ม ลิ้นนุ่มรุกล้ำเข้าไปในโพรงปาก แบ่งปันรสชาติของสุราชั้นดีที่ยังหลงเหลืออยู่

 

ราวกับห้วงกาลเวลาถูกหยุดเอาไว้ไม่ให้เคลื่อนที่ เนิ่นนานและนิ่งงันราวกับต้องมนตร์ ในที่สุดจูบเร่าร้อนและดื้อดึงของอิสึมิโนะคามิ คาเนะซาดะก็สิ้นสุดลง ทั้งฝ่ายถูกจูบและฝ่ายจูบทรุดฮวบลงกับพื้นทั้งคู่ อิสึมิโนะคามิกรนเสียงดังแข่งกับหัวใจของโฮริคาวะที่กำลังเต้นโครมครามเมื่อถูกจู่โจมเข้าอย่างไม่คาดฝัน

 

ใบหน้าของเด็กหนุ่มแดงก่ำด้วยความเขินอาย สองขาที่ทรุดนั่งลงบนพื้นนั้นสั่นไปหมด หลังจากที่เงอะๆงะๆคิดอะไรไม่ออกอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ตั้งสติได้ ร่างเล็กรวบรวมกำลังทั้งหมดแล้วรีบวิ่งกลับไปขอความช่วยเหลือจากวงเหล้าให้มาช่วยกันแบกคาเนะซาดะกลับห้อง ขณะที่ตัวก่อเรื่องนอนล้มอยู่บนพื้น เสียงกรนหายไปแล้ว ใบหน้าที่ขึ้นสีแดงนั้นเข้มกว่าตอนที่ยังอยู่ในวงเหล้าเสียอีก

 

ได้จูบโดยที่ไม่ต้องเขินอายด้วยการแอบอ้างเป็นคนเมา นั่นล่ะคือโอกาสที่แล่นเข้ามาในหัวของอิสึมิโนะคามิ และการที่เขาลงมือทำตามแผนนั้นอย่างบ้าบิ่นก็คงเป็นเพราะฤทธิ์เหล้าอ่อนๆคอยกระตุ้นนั่นเอง

 

น่าเสียดายที่จำชื่อเหล้าในคืนนี้ไม่ได้เสียแล้ว รู้แค่ว่าเป็นเหล้าที่ช่วยให้ไม่มีอาการปวดหัวพะอืดพะอมหลังตื่นนอน เป็นเหล้าที่อิสึมิโนะคามิผู้คออ่อนดื่มได้ และกลายเป็นคนเมาในสายตาคนอื่นได้โดยไม่ถูกสงสัย

 

เหล้าที่ดื่มแล้วยังพอมีสติ และไม่หลงลืมว่าตัวเองได้ก่อเรื่องอะไรเอาไว้บ้าง….

 

หากเป็นเหล้าชนิดอื่น ดื่มไปก็คงเมาแอ๋ ตื่นมาจำอะไรไม่ได้ ผิดกับเหล้าชนิดนี้ที่ยังพอจะให้เขาหลงเหลือสติเอาไว้กับตัวบ้าง เหล้าที่ทำให้ได้ช่วงชิงจูบจากคุนิฮิโระ โดยที่ไม่ต้องเขินอายให้เสียมาด ไม่ต้องเสี่ยงต่อการมองหน้ากันไม่ติด และไม่หลงลืมรสจูบหวานๆนั่นไป

 

ได้ยินเสียงฝีเท้าดังแว่วมาแต่ไกล คนที่เมาเพียงครึ่งหนึ่งแกล้งเมาอีกครึ่งหนึ่งหลับตาลงช้าๆ เพื่อเล่นละครตบตาฉากสุดท้าย ภายใต้ความคิดที่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว

 

‘พรุ่งนี้…ต้องไปถามชื่อเหล้ามาให้ได้เลย’

 

 

……..

 

Touken Ranbu FanFiction [ Ookanehira x Heshikiri Hasebe ] ‘Hate’

 

Touken Ranbu FanFiction

 

Ookanehira x Heshikiri Hasebe

 

‘Hate’

 

………………………..

 

 

ตั้งแต่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ข้าก็ไม่เคยชอบหมอนั่น หรือนึกอยากจะผูกมิตรด้วยเลยสักนิด

 

 

เฮชิคิริ ฮาเซเบะ ดาบน่าหงุดหงิดประจำฮงมารุ ทั้งจู้จี้ ขี้บ่น เจ้าระเบียบ บ้าอำนาจ วันๆนอกจากตามตอแยนายท่านซานิวะแล้วก็ไม่เคยเห็นหัวใครอีก

 

ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับอุจิคาตานะบ้างานนั่นไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เจ้าเฮชิคิริงี่เง่าชอบขัดข้าไปเสียทุกเรื่อง หาว่าข้าบ้าบิ่นบ้าง โง่บ้าง บางทีก็ชอบบอกว่าข้าไร้สาระ สุดท้ายแล้ว จากสงครามน้ำลายก็เกือบจะกลายเป็นการวิวาทตัดสินกันด้วยกำลัง ถ้าพี่ชายของข้ากับโชคุไดคิริมิทสึทาดะไม่มาแยกพวกเราออกจากกันเสียก่อน การจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าฮงมารุกำลังลุกเป็นไฟคงไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงสักเท่าไหร่

 

ข้าชอบแกล้งหมอนั่นเป็นงานอดิเรก เวลาเห็นเฮชิคิริหงุดหงิดแล้วก็ทั้งรู้สึกสนุกและสะใจในเวลาเดียวกัน ข้ามักจะเรียกหมอนั่นว่า เฮชิคิริ ทุกครั้ง พอได้เห็นเจ้าบ้างานสติแตกก็ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายจากการซ้อมรบกับพวกดาบใต้หล้าได้เป็นอย่างดี

 

แต่ว่า ทั้งๆที่เกลียดเฮชิคิริ ฮาเซเบะมากถึงขนาดนั้นแท้ๆ ตอนนี้กลับไม่รู้สึกดีใจเลยสักนิด

 

สถานการณ์ในปัจจุบันทำให้ข้ารู้สึกสับสน

 

“โอ…คาเนะ…ฮิระ เนี่ยน่ะเหรอที่ชอบคุยว่าเก่งนักเก่งหนา…”

 

ร่างของเฮชิคิริ ฮาเซเบะที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดเพราะเข้ามาช่วยปกป้องข้าจากศัตรูทำเอาข้าพูดอะไรไม่ออก ทั้งๆที่ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับหมอนั่นอยู่ในขั้นที่เรียกได้ว่าเลวร้าย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเสี่ยงชีวิตเข้ามาช่วย….

 

“ให้ตาย…สิ พวกหน้าใหม่ มาสนามรบทีไรก็ประมาททุกที โง่เง่า…กันทั้งหมด…นั่นล่ะ”

 

ข้าที่ตอนนี้ล้มเพราะการโจมตีของศัตรูรีบลุกขึ้นมาทันที ในที่สุดก็ควานหาเสียงตัวเองเจอ เตรียมจะด่าเจ้าดาบอวดดีกลับ แต่สุดท้ายก็พูดอะไรไม่ออกอีกครั้งเมื่อเห็นรอยแผลเหวอะหวะบนตัวของอีกฝ่ายเข้าเต็มๆตา

 

นี่มัน…ร้ายแรงพอดูเลยนี่…

 

“ฮาเซเบะคุง!!”

 

โชคุไดคิริ มิทสึทาดะที่ต่อสู้อยู่อีกฟากหนึ่งรีบฟาดฟันศัตรูแล้ววิ่งมาดูอาการของเฮชิคิริทันที ข้าเห็นหมอนั่นส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร แต่ก็พอจะดูออกว่าลำพังแค่ทรงตัวยืนให้ตรงก็แทบจะไม่มีแรงแล้ว

 

อวดดี…สมกับที่เป็นหมอนั่น

 

สงครามจบลงด้วยความตายของศัตรู ข้าลอบมองดาบในทัพคนอื่นๆที่เข้าไปช่วยพยุงเฮชิคิริ ส่วนตัวเองก็เดินตามหลังเจ้าพวกนั้นไปเงียบๆ ในใจเต็มไปด้วยคำถามไม่กี่คำถามที่วนเวียนไปมา ไม่ว่าอย่างไรก็สลัดความสงสัยเหล่านี้ออกจากหัวไม่ได้

 

ทำไมเฮชิคิริถึงต้องช่วยข้า แล้วทำไมพอได้เห็นสภาพของหมอนั่น….ถึงได้รู้สึกเจ็บปวดไปหมด

 

นี่ข้า…เป็นห่วงเจ้าเฮชิคิริเนี่ยนะ?

 

“โอคาเนะฮิระซัง” เสียงเจื้อยแจ้วดังแว่วเข้ามาในหู พอก้มลงมองไปตามเสียงก็พบว่าเป็นมิดาเระ โทชิโร่นั่นเองที่เรียกชื่อข้า

 

“ว่าไง”

 

“ฮาเซเบะซังถึงจะดุไปบ้าง แต่ก็ใจดีนะ” มีดสั้นหน้าสวยเอ่ยยิ้มๆ

 

“ผมน่ะ คิดว่าฮาเซเบะซังเป็นห่วงโอคาเนะฮิระซังมากๆเลยล่ะ”

 

“ห หา??”

 

ในขณะที่ข้ากำลังงุนงง มิดาเระ โทชิโร่ก็เดินฮัมเพลงจากไป ปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นลอยเคว้งอยู่ในหัวของข้าเงียบๆ

 

เป็น…ห่วง?

 

ข้ากับเจ้าหมอนั่นเกลียดกันเข้ากระดูกดำ คำพูดของเด็กโทชิโร่คนนั้นช่างเป็นอะไรที่เพ้อฝันเสียเหลือเกิน

 

ข้ายังคงไม่ยอมรับความคิดไร้สาระพรรค์นั้น จนกระทั่งเดินทางกลับถึงฮงมารุ เมื่อนายท่านซานิวะเห็นสภาพเฮชิคิริก็ถึงกับกรีดร้องอย่างเสียสติ รีบส่งหมอนั่นไปพักฟื้นรักษาตัวทันที พอหันมามองว่าใครบาดเจ็บอีก ข้ากับหญิงสาวก็สบตากันโดยบังเอิญ

 

“โอคาเนะฮิระซังเองก็ไปทำแผลเถอะค่ะ” ซานิวะเอ่ยออกมาอย่างห่วงขณะชะโงกหน้าสำรวจรอยแผลเล็กน้อยบนร่างของของข้า ข้าพยักหน้าอย่างว่าง่าย แต่พอนึกได้ว่าต้องไปเจอหน้าเฮชิคิริในโรงซ่อมก็รู้สึกทำตัวไม่ถูก

 

“เอ่อ…มีอะไรรึเปล่าคะ โอคาเนะฮิระซัง”

 

“ป เปล่า! งั้นข้าจะรีบไปรีบกลับ ขอตัว!”

 

ใครจะกล้าพูดออกมาตรงๆว่าไม่กล้าเจอหน้าเฮชิคิริในโรงซ่อมกันเล่า ให้ตายสิ  รีบไปรักษาให้เรียบร้อยแล้วก็รีบกลับไปพักดีกว่า

 

ทว่า ทั้งๆที่ตั้งใจว่าจะทำอย่างนั้นแท้ๆ แต่สุดท้าย พอได้รับการรักษาเรียบร้อยดีก็เผลอมองเฮชิคิริที่นอนซมบนฟูกอยู่นาน

 

 

ไม่ชอบใจเลย…เวลาที่หมอนี่หุบปากแบบนี้นี่มันน่าหงุดหงิดขนาดนี้เชียว? 

 

 

“มองอะไร”

 

 

“?!!” ข้าสะดุ้งโหยงตื่นจากภวังค์เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ

 

“ก็มองสภาพน่าอนาถของเจ้าไงล่ะ”

 

ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ทั้งๆที่คำพูดของข้าก็ไม่ต่างอะไรไปจากปกติแท้ๆ แต่คราวนี้กลับรู้สึกอยากต่อยหน้าตัวเองที่พูดอะไรอย่างนั้นออกไป

 

 

“หืม… อวดดีใช้ได้เลยนี่ แสดงว่าหายดีแล้วล่ะสิ”

 

 

น้ำเสียงของเฮชิคิริยังคงเย่อหยิ่งไม่เห็นหัวผู้อื่นเช่นเคย แต่คราวนี้ข้ากลับรู้สึกได้ถึงกระแสความโล่งใจที่ปะปนอยู่ในนั้นอย่างเจือจาง ยิ่งไปกว่านั้น…ความรู้สึกของหมอนั่นที่แฝงมากับคำพูด….แทบไม่ต่างไปจากนายท่านซานิวะที่ได้ยินมาเมื่อครู่

 

ความห่วงใยนั่นมันอะไร… หรือว่าข้าจะรู้สึกไปเองกันนะ?

 

รู้ตัวอีกที ข้าก็เผลอหลุดปากเอ่ยถามคำถามที่ค้างคาใจออกไป

 

“เจ้าช่วยข้าไว้ทำไม?”

 

ถึงกับยอมบาดเจ็บขนาดนี้เพื่อช่วยคนที่ตัวเองเกลียด

 

“ถามอะไรโง่ๆ ถึงข้าจะชังน้ำหน้าเจ้ามากแค่ไหน แต่อารุจิสูญเสียโคบังไปมากมายก็เพื่อเจ้า คิดว่าข้าจะยอมให้ความพยายามของอารุจิสูญเปล่าหรือไง”

 

เฮชิคิริเอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจนัก ราวกับว่าประโยคดังกล่าวเป็นแค่เรื่องธรรมดาที่ต้องทำ ไม่ได้มีความสำคัญเป็นพิเศษต่อเจ้าตัวเลยสักนิด

 

“น นี่เจ้า…”

 

“ที่สำคัญ มันเป็นหน้าที่ของข้าที่จะต้องดูแลทุกคนที่นี่ เพราะอย่างนั้น ข้าจะไม่มีวันยอมให้ดาบเล่มไหนแตกสลายเด็ดขาด ถึงจะเป็นเจ้าก็เถอะ”

 

น้ำเสียงของเฮชิคิริพลันจริงจังขึ้น เหมือนกับตอนที่สั่งข้าไปทำนาเลี้ยงม้าไม่ผิดเพี้ยน

 

จู่ๆข้าก็รู้สึกได้ ทั้งเรื่องที่หมอนี่จู้จี้ ขี้บ่น เจ้าระเบียบ ดุดัน บ้าอำนาจ ทั้งๆที่เหมือนจะไม่ใส่ใจใคร แต่เอาเข้าจริงๆแล้วกลับใช้สายตาสอดส่องดูแลทุกคนอยู่เงียบๆ ไม่สนใจสายตาที่มองมา แบกรับภาระหน้าที่ยิ่งใหญ่เอาไว้แต่เพียงผู้เดียว

 

‘ถึงจะถูกเกลียดแต่ก็มุ่งมั่นทำหน้าที่ต่อไป’  นั่นคงเป็นคำนิยามที่เหมาะสมสำหรับเฮชิคิริที่สุดแล้ว

 

“มิดาเระ โทชิโร่บอกว่าเจ้าน่ะใจดี แล้วก็เป็นห่วงข้า”

 

ไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจให้ข้าพูดออกมาอย่างนั้น แต่จู่ๆเฮชิคิริก็สะดุ้งโหยง เด้งตัวขึ้นมาจากฟูกอย่างรวดเร็วจนเจ็บแผล ข้าตกใจปฏิกิริยาของอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ยังไม่ทันได้พูดอะไร เฮชิคิริก็ตวาดใส่ข้าเสียงดัง ใบหน้าที่เคยซีดเผือดเพราะอาการบาดเจ็บอยู่ดีๆก็แดงก่ำไปทั่วทั้งหน้า

 

“ค ใครเป็นห่วงเจ้ากัน!!! แล้วข้าก็ไม่ได้ใจดีด้วย!!”

 

“ก็แล้วทำไมต้องโวยวายด้วยเล่า!”

 

ข้ายื่นหน้าออกไปเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ เรื่องอะไรจะต้องถูกอีกคนขึ้นเสียงใส่อยู่ฝ่ายเดียว และเพราะมัวแต่คิดจะเอาชนะ ก็เลยเพิ่งสังเกตว่าใบหน้าของข้ากับหมอนั่น…อยู่ห่างกันแค่ไม่กี่คืบเท่านั้น

 

ใกล้……

 

เผลอจ้องมองนัยน์ตาสีม่วงสวยนั่นอย่างลืมตัว หัวใจเต้นโครมครามอยู่ในอกอย่างพิลึกพิลั่น

 

อะไรกันนะ ความรู้สึกนี้…..

 

“ออกไปได้แล้ว! ข้าจะพักผ่อน”

 

เฮชิคิริหลบตาข้าก่อนล้มตัวลงนอน หันหลังหนีแล้วไม่พูดไม่จาอะไรอีก ภาพใบหน้าของดาบขี้บ่นในระยะใกล้ยังคงติดอยู่ในหัว ข้าลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามคำถามหนึ่งออกไปอย่างอดไม่ได้

 

“โฮ่ย เจ้าน่ะ…เคยคิดว่าตัวเองน่ารักบ้างรึเปล่า?”

 

“ไม่เคย ออกไปเดี๋ยวนี้โอคาเนะฮิระ ไม่อย่างนั้นข้าจะแอบปรับตารางเวรของเจ้าให้หนักกว่านี้”

 

“เออๆ! ไปก็ได้!”

 

พอเฮชิคิริเอ่ยเรื่องเวรข้าก็รีบผละออกจากที่นั่นทันที ระหว่างเดินกลับที่พักก็นึกสงสัยอะไรบางอย่างอยู่ในใจ

 

ทั้งๆที่เจ้าตัวเองก็ไม่เคยคิดอย่างนั้นแท้ๆ…

 

“ก็แล้วทำไม…ข้าถึงคิดว่าเจ้าน่ารักได้ล่ะฟะ…”

 

…….

Mao Shan Hou Yi FanFiction [ อ้ายเอ่อร์ซวิ่น x จางกั๋วจง ] ‘เสพติดความอบอุ่น’

 

Mao Shan Hou Yi FanFiction

 

อ้ายเอ่อร์ซวิ่น x จางกั๋วจง (ซวิ่นจง)

 

‘เสพติดความอบอุ่น’

 

…….

 

 

เพิ่งกลับจากซานตงได้สักพัก จางกั๋วจงยังไม่ทันหายเหนื่อยดีก็ต้องต้อนรับแขกเสียแล้ว สถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกสำหรับเอ้อร์ยา สามีของเธอมักมีแขกแปลกหน้ามาเยี่ยมเยือนถึงบ้าน พูดคุยกันในเรื่องที่ยากจะเข้าใจ แล้วจากนั้นคนรักของเธอก็เก็บกระเป๋า ร่ำลาลูกเมีย เดินทางไปทำงานที่เขาถนัดในพื้นที่ห่างไกล

 

คราวนี้ก็เช่นกัน ซ้ำรอยเดิมอย่างไม่ต้องสงสัย สัญชาตญาณของผู้หญิงไม่ค่อยผิดพลาด พูดให้ถูกคือไม่เคยผิดพลาด เมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดและท่าทีตื่นตระหนกของสามีก็พอจะรู้ได้ว่า จางกั๋วจงมีแนวโน้มจะทิ้งเธอและลูกไว้ที่บ้านเช่นเดียวกับหลายๆครั้งที่ผ่านๆมา

 

บรรยากาศระหว่างเจ้าของบ้านและผู้มาเยือนค่อนข้างหนักอึ้ง หญิงสาวลอบมองสามีอย่างเป็นห่วงเป็นใย เธอวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเตี้ยก่อนจะเอื้อมมือไปแตะไหล่สามีเบาๆอย่างปลอบขวัญ แล้วจึงเดินค้อมตัวเล็กน้อยถือถาดน้ำชากลับเข้าไปในห้องครัวดังเดิม

 

หลังจากที่น้ำชาถูกนำมาเสิร์ฟได้ครู่หนึ่ง ในที่สุดจางกั๋วจงที่เงียบไปก็ควานหาเสียงของตัวเองจน เจอเม็ดเหงื่อผุดซึมไปทั่วบริเวณใบหน้า กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก ความวิตกกังวลเข้าครอบงำไปทั่วร่าง

 

 

“ศิษย์พี่…”

 

 

พูดออกมาได้แค่นั้นก็พูดอะไรไม่ออกอีก จางกั๋วจงเคยเผชิญหน้ากับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่มาแล้ว เมื่อนึกถึงร่างผอมกะหร่องของหม่าเจินเหรินที่เคยนอนเอียงพิงสิ้นใจอยู่ในอ้อมอกของตน หัวใจของจางกั๋วจงก็พลันปวดแปลบ ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกๆ ขับไล่ความรู้สึกโศกเศร้าที่ถาโถมเข้ามา แม้ผ่านมานานปี แต่วีรกรรมการสละชีวิตของหม่าเจินเหรินผู้เป็นอาจารย์ เขาไม่เคยลืม

 

ประมุขเหมาซานคนปัจจุบันรีบตั้งสติ ใช่ว่าศิษย์พี่จะเร่งตามอาจารย์ไปอีกคนเสียหน่อย ก็แค่กำลังประสบปัญหาที่ยากจะแก้ไขได้ไม่ใช่หรือ ถึงแม้ว่าผู้มาเยือนจะยังไม่ได้บอกรายละเอียดมากนัก แต่คำพูดที่บอกให้รีบไปอเมริกาอย่างด่วนที่สุดนั้น นึกอย่างไรก็นึกเรื่องดีๆไม่ออกเลยแม้แต่น้อย มีก็แต่เรื่องการดูใจและคำสั่งเสียที่โผล่ขึ้นมาในหัวเต็มไปหมด

 

เจ้าของบ้านสูดหายใจเข้าลึกๆอีกครั้ง จะมาทำตัวอ่อนแอให้เสียชื่อประมุขเหมาซานไม่ได้ ด้วยเหตุนั้นจึงรีบเบี่ยงความสนใจทั้งหมดไปยังบุรุษตรงหน้า แขกของจางกั๋วจงชื่ออ้ายเอ่อร์ซวิ่น เขาเป็นชายหนุ่มตัวสูง อายุยังน้อย รูปร่างค่อนข้างกำยำ ท่วงท่างามสง่าผึ่งผายราวกับผ่านการฝึกทหารมาก็ไม่ปาน

 

“คุณ…อ้ายเอ่อร์ซวิ่น… ผมอยากทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์พี่ของผมกันแน่”

 

“ผมคิดว่าคุณควรไปดูด้วยตาตัวเองดีกว่าครับคุณจาง ผมเองก็ไม่ค่อยทราบรายละเอียดเท่าไหร่ เกรงว่าจะอธิบายตกหล่น”

 

คำตอบคลุมเครือของอ้ายเอ่อร์ซวิ่นทำเอาคิ้วของจางกั๋วจงขมวดเป็นปม ชายวัยสี่สิบตอนปลายเม้มปากเป็นเส้นตรง เอ่ยออกไปอย่างหนักแน่น

 

“ตกลง ผมจะไปอเมริกา คงต้องรบกวนคุณช่วยเหลือเรื่องเอกสารแล้ว”

 

“นั่นเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ คุณจางอย่าได้กังวล”

 

ภายใต้สีหน้าเรียบนิ่งของอ้ายเอ่อร์ซวิ่น ผู้คุ้มกันตระกูลซุนนึกย้อนกลับไปถึงคำบอกเล่าของเหล่าหลิวเกี่ยวกับจางกั๋วจง ทั้งนิสัยใจอ่อนยอมคนและความวู่วามไร้สติ ไม่ผิดเพี้ยนไปจากคำกล่าวเลยสักนิด

 

ทั้งอ้ายเอ่อร์ซวิ่นและจางกั๋วจงรีบร้อนดำเนินการเรื่องเอกสารการเดินทางอย่างเร่งด่วน แรกเริ่มเดิมทีกว่าจะออกจดหมายรับรองก็ต้องใช้เวลาตั้งหนึ่งสัปดาห์ แต่ด้วยอิทธิพลของใครบางคนที่อ้ายเอ่อร์ซวิ่นไม่ยอมเปิดเผย ก็ทำให้ร่นระยะเวลาการดำเนินการไปมากโขทีเดียว

 

แต่ถึงอย่างนั้น จางกั๋วจงก็ยังไม่สบายใจ ตราบใดที่ยังไม่ได้เจอเหล่าหลิว ไม่ว่าอย่างไรก็ยังวางใจไม่ได้ประมุขเหมาซานเดินวนไปมาในห้องทำงานราวกับคนบ้า ไม่ใกล้ไม่ไกลนักมีอ้ายเอ่อร์ซวิ่นคอยจับตาดูอยู่อย่างระแวดระวัง ด้วยกลัวว่าเจ้าของบ้านจะคิดสั้นอย่างวู่วามไปเสียก่อน

 

เดิมทีอ้ายเอ่อร์ซวิ่นจองโรงแรมเอาไว้สำหรับพักผ่อน แต่พอเห็นอาการของจางกั๋วจงที่พยายามทำเป็นหนักแน่น ซึ่งไม่ค่อยสำเร็จเท่าไหร่ นั่นทำให้คนโกหกเริ่มรู้สึกกังวล และย้ายมาขอพักอาศัยอยู่กับจางกั๋วจงแทน

 

ประมุขเหมาซานคนนั้นวิชาแก่กล้า ถ้าขาดสติจนคิดจะทำอะไรน่ากลัว เกรงว่าลูกเมียในบ้านคงไม่มีกำลังเข้าไปห้าม และนั่นก็คือความหวาดระแวงของอ้ายเอ่อร์ซวิ่น

 

จนแล้วจนเล่า จางกั๋วจงก็ยังคงเดินวนไปมา เผลอถอนหายใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ บุหรี่หลายสิบมวนถูกทิ้งไว้ในจานรอง กองเป็นภูเขาขนาดย่อม อ้ายเอ่อร์ซวิ่นมองคนอายุมากกว่าที่กำลังกระวนกระวาย นี่ก็ผ่านมาได้สองวันแล้วตั้งแต่เขาเดินทางมาถึงแผ่นดินใหญ่ วุ่นวายกับการพาจางกั๋วจงไปทำเอกสารจนหัวหมุน

 

ต้องรออีกวันหนึ่งถึงจะออกเดินทางจากปักกิ่งไปยังวอชิงตันได้ ระหว่างนั้นความรู้สึกผิดเริ่มแทะเล็มจิตใจ อ้ายเอ่อร์ซวิ่นเดิมทีเป็นคนซื่อ การโกหกไม่ใช่วิสัยปกติของเขา ดังนั้นจึงตัดสินใจเอ่ยออกไปอย่างลังเล

 

“คุณจางครับ”

 

ในที่สุดเจ้าของชื่อก็หยุดเดิน รีบหันมาขอโทษขอโพยอย่างเกรงอกเกรงใจ ในสายตาของจางกั๋วจง อ้ายเอ่อร์ซวิ่นคนนี้จิตใจดีน่าดู พอเห็นสภาพจิตใจของเขาไม่ปกติก็ทำท่าเหมือนเป็นห่วง จางกั๋วจงซึ้งในน้ำใจของอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก โดยที่ไม่รู้ว่าตนกำลังถูกหลอกต้มอยู่อย่างแนบเนียน

 

“ออกไปเดินเล่นข้างนอกด้วยกันหน่อยไหมครับ? ถ้าได้เปลี่ยนบรรยากาศ คุณน่าจะใจสงบขึ้น”

 

“นั่นสินะ…”

 

กังวลไปก็เปล่าประโยชน์ ถ้าไม่ผ่อนคลายเสียหน่อยคงเป็นบ้าไปก่อนที่จะได้เจอศิษย์พี่ ด้วยเหตุนั้นจางกั๋วจงจึงยอมออกไปด้วยกันกับอ้ายเอ่อร์ซวิ่น ระหว่างทางเดินผ่านห้องได้ยินเสียงวิดิโอเกมลอดออกมาจากห้องของจางอี้เฉิง ผู้เป็นพ่อแทบจะหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ผู้ใหญ่กังวลจนหัวแทบระเบิด ในขณะที่เด็กใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ถ้าลูกชายของเขาได้เรื่องได้ราวเหมือนอ้ายเอ่อร์ซวิ่นเพียงครึ่งหนึ่งก็ยังดี

 

คล้อยหลังเสียงทำนองเพลงจากวิดิโอเกม จางกั๋วจงเริ่มบ่นเรื่องลูกชายเบาๆ อ้ายเอ่อร์ซวิ่นเกือบหลุดยิ้มออกมากับพฤติกรรมนินทาลูกชายลับหลัง ต้องเดินผ่านมาสักพักหนึ่งจึงจะกล้าพูด ประมุขเหมาซานคนนี้ทั้งเชื่อคนง่ายและชอบตามใจผู้อื่นอยู่ร่ำไปจนขัดใจใครไม่ได้ ต้องมาระบายความรู้สึกต่างๆลับหลัง ทำให้อ้ายเอ่อร์ซวิ่นอดมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ใช้มองเด็กไม่ได้

 

สี่ขาก้าวเอื่อยๆ เดินเล่นสูดอากาศอยู่ในบริเวณฟาร์ม บ้านของจางกั๋วจงตั้งอยู่บริเวณชานเมือง ไม่มีคนพลุกพล่าน ทั้งจางกั๋วจงและอ้ายเอ่อร์ซวิ่นเดินรับลมด้วยกันไปเงียบๆ เส้นผมของทั้งคู่พลิ้วไหวไปตามแรงลม

 

“คุณหลิวไม่เป็นอะไรหรอกครับ”

 

จู่ๆชายหนุ่มก็เอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ใช่ เขาพูดความจริง เหล่าหลิวยังใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลซุนในวอชิงตัน แต่จางกั๋วจงกลับเข้าใจไปว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามปลอบตนให้สบายใจขึ้น

 

“ขอบคุณ…ครับ”

 

จางกั๋วจงพึมพำ น้ำเสียงสั่นไหว รู้ตัวอีกทีหยาดน้ำใสก็พรั่งพรูออกมาจากดวงตา ไหลอาบแก้มอย่างเงียบงัน อ้ายเอ่อร์ซวิ่นถึงกับผงะถอยหลังไปสองสามก้าว ทำตัวไม่ถูกเมื่อเห็นน้ำตาของอีกฝ่าย

 

ประมุขเหมาซานรีบหันหลังหนี ปาดน้ำตาลวกๆ แต่ทว่า ในท้ายที่สุดก็ยากจะทานทนไหว ความกังวลที่เก็บสะสมมาตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมาถูกปลดปล่อยออกไปพร้อมกับเสียงร้องไห้โฮอย่างไม่อาจฝืน ร่างสูงโปร่งทรุดนั่งลงบนพื้นดินอย่างไร้เรี่ยวแรง

 

ภาพการตายของหม่าเจินเหรินผุดขึ้นมาในความทรงจำ เพียงแต่ในอ้อมแขนของจางกั๋วจงไม่ใช่ร่างไร้วิญญาณของผู้เป็นอาจารย์อีกต่อไปแล้ว ศพนั้นถูกแทนที่ด้วยร่างของเหล่าหลิว ศิษย์พี่ผู้ฝ่าฟันอุปสรรคและเสี่ยงตายมาด้วยกันอย่างยาวนาน

 

 

“…..ขอให้ผมอยู่คนเดียวเถอะ”

 

 

คำของร้องที่ส่งมานั้นเจือปนไปด้วยเสียงสะอื้นที่กลั้นไว้ไม่อยู่ บีบรัดคุณธรรมในใจของชายหนุ่มจนแทบจะก้มลงขอขมาแล้วเอ่ยอธิบายความจริงออกไป หลังจากที่สับสนอยู่พักใหญ่ ในที่สุดผู้คุ้มกันตระกูลซุนก็ตัดสินใจแล้ว

 

อ้ายเอ่อร์ซวิ่นนั่งลงบนพื้นข้างๆ หันหลังให้จางกั๋วจง เอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยนกว่าปกติ

 

 

“ผมเป็นแค่ต้นไม้ ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น ถ้าไม่รังเกียจคุณจางจะนั่งพิงต้นไม้ต้นนี้ก็ได้นะครับ”

 

 

ถ้าพูดให้พวกผู้หญิงฟังคงถูกมองแปลกๆ ทั้งทื่อและไร้ซึ่งความคมคาย แต่จางกั๋วจงกลับทำเพียงระบายยิ้มออกมา ทั้งๆที่ดวงตาและใบหน้ายังคงเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา

 

“รบกวนด้วยนะครับ”

 

ตอบกลับด้วยน้ำเสียงโรยแรงพลางเอนตัวพิงแผ่นหลังใหญ่ของอดีตตำรวจหนุ่ม น้ำหนักและไออุ่นที่ระเหยออกมาจากร่างถูกถ่ายทอดมาให้อ้ายเอ่อร์ซวิ่นอย่างเงียบงัน

 

เสียงสะอื้นดังขึ้นเป็นระยะๆ จางกั๋วจงไม่เปล่งคำพูดอะไรออกมาสักประโยค เช่นเดียวกับอ้ายเอ่อร์ซวิ่นที่ทำเพียงแค่นั่งฟังเสียงสะอื้น และทำหน้าที่เป็นโคนต้นไม้หรือพนักเก้าอี้ให้อีกฝ่ายเอนพิงพึ่งพาความแข็งแกร่งนั้น

 

ไม่ขยับเขยื้อน ไม่เบื่อหน่าย ทำเพียงแค่นั่งนิ่งๆอยู่อย่างนั้น

 

แม้ว่าจะรู้จักกันไม่กี่วัน แต่กลับมองเห็นตัวตนของจางกั๋วจงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และเพราะตัวตนของจางกั๋วจงเป็นประเภทที่อ้ายเอ่อร์ซวิ่นถูกชะตา จึงรู้สึกว่า จะปล่อยคนคนนี้ให้อยู่คนเดียวในยามอ่อนแอไม่ได้

 

สัมผัสอุ่นๆบริเวณแผ่นหลังยังคงไม่จางหาย จู่ๆรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอ้ายเอ่อร์ซวิ่น เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยน และเกิดขึ้นมาโดยที่ชายหนุ่มไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด

 

สายลมอ่อนๆพัดผ่านมาวูบหนึ่ง ท้องฟ้ายังมีแสงอยู่ ต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ๆจึงจะเริ่มมืด

 

อ้ายเอ่อร์ซวิ่นไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลยสักนิด  ตรงกันข้าม ชายหนุ่มกลับรู้สึกยินดีอย่างไร้สาเหตุ ที่จะได้ขยายช่วงเวลาแห่งการเอนพิงนี้ให้ยาวนานขึ้นไปอีกระยะหนึ่ง

 

 

ดูท่าว่า จะเสพติดสัมผัสอบอุ่นนี้เข้าอย่างจังแล้วกระมัง

 

 

 

……

 

Mao Shan Hou Yi FanFiction [ อ้ายเอ่อร์ซวิ่น x จางกั๋วจง ] ‘ไม่รู้ตัว’

แฟนฟิคของนิยายเรื่องมหากาพย์แห่งเหมาซานค่ะ คู่ อ้ายเอ่อร์ซวิ่นxจางกั๋วจง ฮือ ยังคงเอากาวมาจากเล่มสอง ในหัวยังคงมโนโมเมนต์ที่อ้ายเอ่อร์ซวิ่นแอบรักข้างเดียว กับจางกั๋วจงที่มองอีกฝ่ายเป็นลูกเป็นหลาน คิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่คงเป็นแนวนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าเล่มสามจะออกค่ะ

ปล.ลองไปอ่านฟิคก่อนหน้าของแพร์ริ่งนี้ได้ที่ https://nightynox.wordpress.com/2016/12/30/mao-shan-hou-yi-fanfiction-%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%8B%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99-x-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%87/ ค่ะ

 

________________________________________________________________

 

 

Mao Shan Hou Yi FanFiction

 

อ้ายเอ่อร์ซวิ่น x จางกั๋วจง (ซวิ่นจง)

 

‘ไม่รู้ตัว’

 

……………

 

 

“ศิษย์พี่ ผมว่าอาซวิ่นกำลังเสียคน”

 

 

 

พอได้ยินชื่อของตนปะปนอยู่ในบทสนทนา อ้ายเอ่อร์ซวิ่นที่กำลังเดินอยู่ก็หยุดกึก หันไปมองตามเสียงเบาๆที่เล็ดรอดออกมาจากประตูห้องห้องหนึ่งในคฤหาสน์ตระกูลซุน

 

เป็นเสียงของประมุขจาง… หรือจางกั๋วจงไม่ผิดแน่ อดีตตำรวจปราบปรามยาเสพค่อยๆเดินเข้าไปใกล้แหล่งที่มาของเสียง ใช้ทักษะอำพรางตัวตนที่เคยฝึกในอดีตลอบฟังบทสนทนาของผู้มาเยือนอย่างตั้งใจ

 

“กั๋วจงเอ๊ยกั๋วจง เจ้าหนุ่มนั่นเป็นลูกลับๆของคุณหรือไงกัน”

 

หลังจากที่ศิษย์ผู้พี่เอ่ยเช่นนั้น อ้ายเอ่อร์ซวิ่นได้ยินเสียงอึกอักจากลำคอของประมุขเหมาซานคนปัจจุบัน ราวกับว่ากำลังใคร่ครวญหาคำพูดที่เหมาะสมอยู่

 

“ถึงไม่ใช่ก็เหมือนใช่ เขาอายุมากกว่าอี้เฉิงไม่กี่ปีนี่ครับ” จางกั๋วจงกระแอมให้โล่งคอก่อนจะตอบกลับไปเช่นนั้น คำตอบที่ไม่ใคร่ตรงกับคำถามนักทำเอาเหล่าหลิวหัวเราะเอิ๊กอ๊าก

 

“ไม่กล้าหือกับลูกตัวเองเลยมาจ้ำจี้จ้ำไชกับลูกชาวบ้าน! น่าสมเพชเกินไปแล้ว!”

 

ชายหนุ่มที่แอบฟังอยู่เงียบๆอดเห็นด้วยกับคำพูดของเหล่าหลิวไม่ได้ ดูเหมือนว่าทางฝ่ายจางกั๋วจงเองก็คงรู้สึกสมเพชตัวเองเช่นกันเลยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ถึงแม้จะไม่ได้รู้จักกันมานาน แต่อ้ายเอ่อร์ซวิ่นก็พอจะเดาได้คร่าวๆว่าคนอย่างจางกั๋วจงน่าจะเป็นพ่อที่ค่อนข้างเกรงใจลูก ยิ่งเป็นลูกชายคนเดียวเด็กคนนั้นยิ่งต้องเอาแต่ใจ จนประมุขเหมาซานคนนั้นเก็บกดเอาความเป็นพ่อมาใช้กับคนแปลกหน้าอย่างเขา เพราะไม่สามารถควบคุมลูกชายได้ดังใจนึกนั่นเอง

 

แต่ก็น่าแปลกที่เขาไม่ได้รังเกียจท่าทีเช่นนั้นของจางกั๋วจงเลยแม้แต่น้อย ในเมื่อการกระทำเช่นนั้น แม้จะไม่ได้มาจากความบริสุทธิ์ใจ แต่ก็ไม่มีพิษภัย ซ้ำยังทำให้อ้ายเอ่อร์ซวิ่นรู้สึกขบขันอยู่ในใจยามเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังสั่งสอนตนอย่างเอาจริงเอาจัง

 

อาจจะเป็นการใช้คำศัพท์ที่แปลกอยู่บ้างถ้านำมาใช้สำหรับผู้ชายวัยสี่สิบกว่าเช่นจางกั๋วจง แต่อ้ายเอ่อร์ซวิ่นไม่ใช่คนเก่งภาษามากนัก เขาถูกฝึกมาเยี่ยงนักรบ ไม่ใช่ปัญญาชน ดังนั้น ชายหนุ่มจึงนิยามความรู้สึกเมื่อเห็น ‘พฤติกรรมแสดงความเป็นพ่อ’ นั้นว่า ‘น่าเอ็นดู’ ตามพื้นความรู้อันน้อยนิดที่ตนมี

 

ถ้าหากว่าจางกั๋วจงเป็นสาวน้อยหน้าตาน่ารักอาจไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะนึกเอ็นดูยามเห็นเธอพยายามจะวางท่าเป็นมารดาเจ้าระเบียบ แต่นี่….ชายวัยสี่สิบกว่าๆที่มีลูกมีเมียแล้ว อีกทั้งลูกชายยังโตเอาป่านนั้น….

 

อ้ายเอ่อร์ซวิ่นเคยเดาว่าเขาคงติดเชื้อพิลึกบางอย่างมาจากพีระมิดเจดีเฟร แต่พอพูดเช่นนั้นกับเหล่าหลิวก็ถูกอีกฝ่ายโกรธ หาว่าไม่เชื่อใจในฝีมือการรักษา เล่นเอาอ้ายเอ่อร์ซวิ่นต้องรีบอธิบายอาการผิดปกติของตนเสียยกใหญ่

 

‘อ้อ เอ็นดูกั๋วจง? ก็เป็นเรื่องปกตินี่’

 

บทสนทนาระหว่างตนกับเหล่าหลิวดังขึ้นในหัว ในตอนนั้นชายแก่เอ่ยคำพูดดังกล่าวออกมาพลางแคะหูไปด้วยอย่างไม่ใส่ใจนัก ท่าทีของผู้สูงวัยตรงหน้าทำเอาอ้ายเอ่อร์ซวิ่นงงเป็นไก่ตาแตก

 

‘คุณหลิว ผมไม่เข้าใจ คุณหมายความว่า…’

 

‘ผมหมายความตามนั้น กั๋วจงเป็นคนดี มีน้ำใจช่วยเหลือชาวบ้านไปทั่ว ขัดใจใครไม่เป็น ต้องตามน้ำไปตลอด ถ้ามองจากสายตาของคนที่ผ่านอะไรมามากอย่างผม เขาก็แค่ไอ้หนูใจอ่อนคนหนึ่ง’

 

คนคุ้มกันตระกูลซุนพยักหน้าเห็นด้วย อ้ายเอ่อร์ซวิ่นยังหนุ่มยังแน่นก็จริง แต่ถึงอย่างนั้นก็ผ่านความโหดร้ายมานับไม่ถ้วน ทั้งความโหดร้ายของสงคราม ความดิบเถื่อนของพวกพ่อค้ายาเสพติด และการทรยศของเพื่อนสนิท พอมาเจอกับจางกั๋วจงผู้เป็นคนซื่อโดยธรรมชาติ ก็เลยอดเอ็นดูไม่ได้ เผลอมองด้วยสายตาที่ไม่ต่างไปจากผู้ใหญ่มองเด็กชายตัวน้อยๆ

 

‘แต่ตอนเขาเลือดร้อนนี่ต่งฉุนรุ่ยชัดๆ เหมือนกับคุณตอนนั้นไม่มีผิด’

 

อ้ายเอ่อร์ซวิ่นยิ้มเจื่อน ถ้าจำไม่ผิดตอนที่เขาถูกเกราะอสุภเล่นงานจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เหล่าหลิวเองก็เคยแดกดันว่า ชายหนุ่มเป็นต่งฉุนรุ่ย ทหารกล้าที่สละชีวิตในสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับก๊กมินตั๋งคนนั้นหรือไง แน่นอนว่าคำตอบคือไม่ ดังนั้น ด้วยคำเตือนของเหล่าหลิว อ้ายเอ่อร์ซวิ่นจึงมีชีวิตรอดออกมาจากพีระมิดกลับหัวนั่นได้อย่างปลอดภัย

 

การย้อนอดีตจบลงเพียงเท่านั้น อ้ายเอ่อร์ซวิ่นกลับมาสนใจบทสนทนาปัจจุบันระหว่างศิษย์พี่และศิษย์น้องอีกครั้ง พอเห็นว่าเถียงเหล่าหลิวไม่ออก จางกั๋วจงก็เลยเปลี่ยนเรื่องคุย หันเหความสนใจกลับมาที่เรื่องหลานถิงซวี่ ปรึกษาและวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆอย่างออกรสออกชาติ อดีตตำรวจลอบฟังอยู่ไม่นานนักก็เลิกสนใจ เดินจากไปอย่างเงียบงัน ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้าตามหลังยามก้าวเดินไปบนพื้นที่บุด้วยพรมหรู

 

ขณะที่สองขายาวกำลังเคลื่อนไหว ในหัวของอ้ายเอ่อร์ซวิ่นก็เต็มไปด้วยเรื่องของประมุขเหมาซาน เอาแต่ครุ่นคิดและติดใจสงสัยในตัวจางกั๋วจง อยากรู้เรื่องราวชีวิตของอีกฝ่ายมากกว่านี้…

 

ความรู้สึกประหลาดๆเริ่มก่อกำเนิดขึ้นในจิตใจของชายหนุ่มอย่างเชื่องช้า แต่สม่ำเสมอ และมั่นคง

 

แม้ว่าพฤติกรรมและความรู้สึกเหล่านั้นยากที่จะให้คำอธิบายถึงสาเหตุที่แท้จริง ทว่า อ้ายเอ่อร์ซวิ่นก็เลือกที่จะไม่สนใจ ไม่ได้ขวนขวายแสวงหาคำตอบนั้นเลยสักนิด เขาประมาทเลินเล่อ แม้จะผ่านโลกมามาก ได้พบเจอผู้คนหลากหลาย แต่ก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ชายหนุ่มไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน

 

อ้ายเอ่อร์ซวิ่นไม่เคยมีความรัก ไม่ประสบความสำเร็จในการคบหาดูใจกับใคร จึงครองตัวเป็นโสดมาจนถึงทุกวันนี้

 

ชายหนุ่มไม่รู้ว่าความรู้สึกในอกนั้นคือของต้องห้าม เขาจึงละเลยความรู้สึกแปลกประหลาดนั้น และต้องเสียใจในภายหลังเมื่อเข้าใจความรู้สึกของตนอย่างถ่องแท้

 

 

คงได้แต่โทษตัวเองที่เลินเล่อเกินไป

 

 

ความรักที่เขามีให้จางกั๋วจง…จนถึงตอนนั้นก็บานปลายจนหยุดไม่ได้เสียแล้ว

 

 

 

……