S A N T A [ Original Short Story ]

เรื่องสั้นออริที่เขียนตามหัวข้อของกลุ่มนักหัดเขียนค่ะ  ไม่ได้เขียนออริมานานมาก รู้สึกไม่ชินนิดๆฮือออ555555

 

_________________________________________________________________

 

S A N T A

 

By ; NightyNox

 

.

 

 

ณ อีกโลกหนึ่ง ซึ่งห่างไกลออกไปจากโลกที่พวกเราอาศัยอยู่

 

ผู้ชายที่ชื่อว่ารูดอล์ฟกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกได้ว่า วิกฤต

 

 

‘ผิดแผน…ผิดแผนไปหมด…’

 

 

ชายหนุ่มผิวแทนมีท่าทีเลิ่กลั่กอย่างเห็นได้ชัดเมื่อประสานสายตากับเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบที่เดินลงมาจากชั้นสองของบ้าน สองมือน้อยๆของเธอกุมถุงเท้าข้างหนึ่งไว้แน่น

 

 

“ข… ขโม…”

 

 

ผู้บุกรุกอย่างรูดอล์ฟรีบพุ่งเข้าไปปิดปากเด็กน้อยอย่างลนลาน

 

 

“ม ไม่ใช่นะ! ไม่ใช่ขโมย! ผม…เอ่อ…ใช่แล้ว เป็นคุณซานต้าไงล่ะ!!”

 

 

แม้ว่ารูดอลฟ์จะไม่ใช่ซานตาคลอส แต่การแอบเอาชื่อของบุคคลดังกล่าวมาอ้างก็ทำให้ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวนั้นทอประกายตื่นเต้น และเมื่อริมฝีปากเป็นอิสระจากมือชายแปลกหน้า เด็กหญิงก็สำรวจรูปลักษณ์ฝ่ายตรงข้ามอย่างตั้งใจ

 

เรือนผมสีแดงยาวระต้นคอที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อย ใบหน้าอ่อนเยาว์คมคาย รอยแผลเป็นจางๆประทับอยู่บนสันจมูกโด่งรั้น นัยน์ตาสีน้ำตาลเปลือกไม้เข้ากันได้ดีกับสีของโค้ตยาวกรอมเท้าที่สวมใส่อยู่

 

ท่าทีหวาดระแวงของเด็กหญิงเริ่มกลับมาอีกครั้ง

 

 

“ไม่เห็นเหมือนคุณซานต้าตรงไหนเลย…”

 

“ผมคือซานตาคลอสจริงๆนะ…ไม่เชื่อดูนู่นสิ เห็นถุงของขวัญตรงนั้นใช่มั้ยล่ะ” ชายหนุ่มยิ้มเจื่อนขณะพยักเพยิดไปทางถุงขนาดใหญ่ที่ถูกมัดปากถุงไว้อย่างแน่นหนา นัยน์ตากลมโตไร้เดียงสาของเด็กน้อยเปล่งประกายอีกครั้ง

 

“ว้าว เป็นคุณซานต้าจริงๆด้วยสินะคะ!!”

 

“ฮะๆๆ ก็นะ… ซานตาคลอสเองก็ต้องเปลี่ยนชุด ลดน้ำหนัก โกนหนวดเครา ฉีดโบท็อกซ์ชะลออายุกันบ้าง จะให้เหมือนในนิทานไปตลอดนี่น่าเบื่อแย่เลย” หนุ่มผิวแทนยิ้มแหยๆขณะแต่งเรื่องหลอกเด็กขึ้นสดๆร้อนๆ ในใจรู้สึกโล่งอกที่เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ยอมเชื่อตามคำโกหกของเขาแต่โดยดี

 

“เอาล่ะ ทีนี้ก็…ขึ้นไปนอนได้แล้วครับสาวน้อย ถ้าเธอไม่ขึ้นไปข้างบน ผมไม่ให้ของขวัญจริงๆนะ”

 

“หวา! ป ไปแล้วค่ะ!! คุณซานต้าต้องให้ของขวัญหนูนะคะ!!” เด็กหญิงรีบร้อนวิ่งกลับขึ้นชั้นสองไปทันทีเมื่อถูกขู่เรื่องของขวัญ รูดอล์ฟหัวเราะเบาๆอย่างอ่อนโยนก่อนจะเก็บถุงเท้าที่อีกฝ่ายทำหล่นไว้ขึ้นมาแขวนไว้เงียบๆ เดินไปรื้อค้นของขวัญในถุง หยิบตุ๊กตาหมีตัวโตวางไว้ข้างๆถุงเท้าสีสันสดใส

 

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลเปลือกไม้ตวัดมองไปรอบบ้าน ไล่มองตั้งแต่เตาผิง เก้าอี้โยก โซฟา โต๊ะรับแขก ต้นคริสต์มาส ก่อนจะหยุดอยู่ที่นาฬิกาติดฝาผนังเป็นอย่างสุดท้าย

 

 

“ได้เวลาแล้วสินะ”

 

 

รูดอล์ฟพึมพำ ขณะเดียวกันกับที่เข็มสั้นและเข็มยาวของนาฬิกาหยุดนิ่งอยู่ที่เลขสิบสอง แม้กระทั่งเข็มวินาทีเองก็หยุดเดินเช่นกัน

 

ราวกับโลกหยุดหมุน ทุกอย่างนิ่งสนิท และเงียบงันราวกับต้องมนตร์

 

แม้ว่าโลกทั้งโลกถูกหยุดเวลาเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่รูดอล์ฟก็ยังขยับตัวได้ ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกๆ ล้วงมือเข้าไปในเสื้อโค้ตสีน้ำตาล คว้าปืนพกสีดำคู่ใจออกมาเงียบๆ

 

 

เพล้ง!

 

 

“ทางนั้นเรอะ?”

 

เสียงกระจกแตกกระจายดังขึ้นทำลายความเงียบ รูดอล์ฟที่คุ้นเคยกับ คำทักทาย กระชากสไลด์ปืน จ่อปืนไปที่หน้าต่างแล้วลั่นไกอย่างไม่ลังเล

 

 

ปัง!

 

ปัง!

 

ปัง!

 

ปัง!

 

 

เสียงสาดกระสุนดังขึ้นสี่นัดรวดแต่กลับไม่โดนร่างของผู้บุกรุกเลยแม้แต่น้อย ทว่า รูดอล์ฟไม่รู้สึกตระหนกตกใจกับความผิดพลาดนั้นแต่อย่างใด ตรงกันข้าม การเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วว่องไวจนหลบกระสุนได้ทุกนัดนั้นอยู่ในการคาดเดาของชายหนุ่มอยู่แล้ว กระสุนสี่ลูกที่เสียไปนั้น ถือว่าแทนคำทักทายปกติของเขา

 

 

“คุณนิค…”

 

 

รูดอล์ฟว่าพลางจ้องมองร่างของผู้มาเยือนอย่างระแวดระวัง ผู้มาเยือนนั้นอายุมากกว่าและสูงกว่ารูดอล์ฟ รูปร่างภายนอกล่ำกว่าเล็กน้อย เรือนผมสีเงินยาวสลวยถึงกลางหลัง นัยน์ตาเรียวสีเทาควันบุหรี่ ชายเสื้อโค้ตสีแดงคล้ำดุจโลหิตพลิ้วไหวไปตามแรงลม

 

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะรูดอล์ฟ สบายดีไหม? ดีใจนะที่เธอยังเดาใจฉันถูกว่าจะเลือกโผล่มาที่ไหนก่อนเป็นที่แรก” ชายที่ชื่อนิคเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและเป็นมิตร รอยยิ้มงดงามปรากฏขึ้นบนใบหน้าเรียวสวย

 

“ยังไม่เลิกอีกเหรอครับ รอยยิ้มแบบนี้น่ะ…” รูดอล์ฟพึมพำเบาๆ เขาไม่เคยชอบรอยยิ้มของนิคเลยสักครั้ง มันสวยงาม แต่แฝงไปด้วยความอันตรายและโหดเหี้ยมอย่างที่ไม่สามารถคาดเดาได้

 

“เธอเองก็ยังทำตัวดื้อด้านอยู่เหมือนเดิมนะ”

 

“นั่นน่ะเป็นคำชมสินะครับ…”

 

“ฮึๆ นั่นสินะ…”

 

 

ในขณะที่บทสนทนากำลังดำเนินอยู่นั้น ด้านหลังของนิคปรากฏเงาคนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ชายตัวใหญ่สูงเฉียดสองเมตรค้อมหัวทำความเคารพเจ้าของเรือนผมสีเงินอย่างนอบน้อม ก่อนที่สายตาดิบเถื่อนจะตวัดมองรูดอล์ฟที่ยืนอยู่ฝั่งตรงกันข้าม

 

 

“ไง ไอ้เด็กดื้อ” เสียงนั้นแหบห้าวเช่นเคย นัยน์ตาสีทองเปี่ยมไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย เรือนผมสีดำยุ่งเหยิงเพราะแรงลม สวมเสื้อโค้ตสีเทาเข้มเข้าคู่กับบู๊ตขัดเงา

 

“สวัสดีครับ ลุงบลิกเซ่ม”

 

“ก็บอกแล้วไงว่าบลิตเซ่น ไม่ใช่บลิกเซ่ม เรียกให้ถูกหน่อย ไอ้หนู”

 

“ก็คนมันชินนี่ ไม่รู้จะเปลี่ยนชื่อทำไมให้วุ่นวาย…” แม้ว่าน้ำเสียงของทั้งคู่จะฟังดูสบายๆ แต่รูดอล์ฟก็ยังไม่ยอมลดปืนลง เช่นเดียวกับแส้ในมือของบลิตเซ่นที่พร้อมจะตวัดโจมตีฝ่ายที่อายุน้อยกว่าทุกเมื่อ

 

“จริงๆแล้วดอนเนอร์เองก็อยากจะมาด้วย แต่ว่าฉันก็กลัวว่าเขาจะใจอ่อนกับลูกชายอีก แล้วก็ทำได้แค่สร้างรอยแผลเป็น แต่ฆ่าเธอไม่ได้”

 

 

เมื่อชื่อของดอนเนอร์ผู้เป็นพ่อถูกศัตรูอย่างนิคเอ่ยออกมา แผลเป็นที่จมูกของรูดอล์ฟก็ปวดแปลบขึ้นมากะทันหัน หนุ่มผมแดงขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจ

 

 

“ผมไม่ยอมถูกใครฆ่าหรอก ไม่อย่างนั้นพวกมนุษย์ก็ต้องถูกพวกคุณทำร้าย…”

 

 

รูดอล์ฟเหลือบมองชั้นสองของบ้านที่ยังคงอยู่ในสภาพปกติ สมาชิกในบ้านล้วนหลับสนิทเพราะฤทธิ์มนตรา

 

S A N T A กับ S A T A N ถ้าลองสลับตัวอักษรดูแล้วก็จะเข้าใจความอันตรายทั้งหมดได้ทันที

 

ซานต้าก็คือซาตาน เรนเดียร์ลากเลื่อนทั้งแปดก็คือปีศาจผู้ภักดี ส่วนเรนเดียร์ตัวที่เก้า รูดอล์ฟ…

 

 

กบฏ

 

 

นั่นล่ะคือสถานะของหนุ่มผิวแทนในตอนนี้

 

ที่ผ่านมา ค่ำคืนศักดิ์สิทธิ์มักจะมอบช่วงเวลาแห่งปาฏิหาริย์ให้ด้วยการหยุดเวลาและสะกดมนุษย์ให้อยู่ในห้วงนิทรา สร้างโอกาสให้นักบุญใจดีเดินทางมอบของขวัญให้เด็กๆทั่วโลกได้อย่างสบายใจ

 

ทว่า นักบุญคนนั้น… ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร จู่ๆเขาก็กลายเป็นซาตาน เปลี่ยนคืนศักดิ์สิทธิ์ให้กลายเป็นคืนวิปโยค ไล่ฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยม สนุกสนานกับการเห็นชีวิตคนเป็นแค่ของเล่นใช้แล้วทิ้ง

 

แน่นอนว่า…กบฏตนนี้ไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนั้น

 

มือข้างหนึ่งรูดอล์ฟกำหมัดแน่น ในขณะที่อีกข้างยังคงมีสมาธิกับการจ่อปืนใส่นิค หางตาของชายหนุ่มชำเลืองมองบลิตเซ่นที่ยังคงกำแส้ไว้ในมือ

 

ทุกๆปี รูดอล์ฟต้องรับมือกับนิคและสมุนอีกหนึ่งตน สองรุมหนึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประจำ คราวที่แล้วนิคพาพ่อของเขามาเที่ยวเล่นบนโลกมนุษย์ คราวนี้ก็ถึงตาบลิตเซ่น ถ้าหากครั้งนี้เขามีชีวิตรอดไปได้คริสต์มาสในปีหน้าอาจได้ประมือกับแดสเชอร์ สมุนอีกตนหนึ่งของนิคด้วยก็ได้

 

ปกป้องมนุษย์จากซาตานในคราบนักบุญ นั่นล่ะคืองานประจำของรูดอล์ฟในวันคริสต์มาส

 

รูดอล์ฟไม่รอช้า สลัดความรู้สึกกังวลต่างๆนานาที่เก็บกักไว้ในหัว ชิงเปิดการโจมตีก่อนด้วยปืน นิคยักยิ้มขณะโยกตัวหลบกระสุน ก่อนจะก้าวถอยหลังไปเล็กน้อย เช่นเดียวกับทุกครั้ง เขาปล่อยให้ลูกน้องได้ออกกำลังกาย บลิตเซ่นกระโดดออกไปพร้อมแส้ที่กำลังโบกสะบัด นิคเฝ้ามองการต่อสู้ดุเดือดอย่างเพลิดเพลินใจ

 

เมื่อเทียบกันแล้ว การต่อสู้ระหว่างลูกน้องกับคนทรยศนั้นสนุกกว่าการไล่ฆ่ามนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัยเว้นเสียแต่ว่าถ้าสู้กันได้น่าเบื่อเกินไป นิคก็จะเริ่มมองหาเหยื่อ สุดท้าย รูดอล์ฟก็ต้องผละจากลูกน้องมาจัดการกับเจ้านายอย่างยากลำบาก

 

เสียงหวดแส้ดังแหวกอากาศ รูดอล์ฟกระโดดหลบการโจมตีนั้นได้หวุดหวิด ปืนพก.45ในมือสาดกระสุนใส่ศัตรูไม่ยั้ง บลิตเซ่นกวาดขาถีบโต๊ะรับรองแขกใส่รูดอล์ฟ อาศัยช่องว่างในตอนที่หนุ่มผิวแทนผงะหลบโต๊ะคว้ามีดพกเตรียมสะบั้นคออีกฝ่ายจากข้างหลัง นับว่าโชคดีที่รูดอล์ฟตั้งรับได้ทัน กบฏหนุ่มก้มตัวหลบ มีดเล่มนั้นจึงต้องฟันอากาศไปอย่างน่าเสียดาย

 

รูดอล์ฟตีลังกาหนีได้อย่างคล่องแคล่ว ชายหนุ่มตัดสินใจที่จะไม่โจมตีต่อเพราะกระสุนหมด จำเป็นสร้างโอกาสในการใส่กระสุนเสียก่อน จริงอยู่ว่าระหว่างนี้จะโจมตีแทนด้วยเวทมนตร์ก็ได้ แต่พลังเวทของปีศาจอายุน้อยมีจำกัด รูดอล์ฟจึงตัดสินใจเก็บไว้ใช้ในกรณีที่จวนตัวจริงๆเพราะเขายังต้องใช้เวทมนตร์ซ่อมแซมข้าวของที่ถูกทำพังอีก

 

ปีศาจอายุน้อยมีข้อดีที่ความอึดทางกายภาพ แต่แส้ที่บลิตเซ่นใช้ไม่ใช่แส้ธรรมดา มันถูกสั่งทำพิเศษจากอวัยวะส่วนใดสักส่วนของสัตว์ปีศาจที่รูดอล์ฟไม่รู้จัก ดังนั้นพลังการโจมตีจึงสูงมาก ไม่ใช่ของที่เหมาะจะให้สัมผัสถูกตัวจริงๆ

 

หนุ่มผมแดงลังเลเล็กน้อย ควรจะใช้กลยุทธ์เก่า กระโดดหลบไปมา ถ่วงเวลาจนกว่าจะถึงเวลาที่โลกกลับมาเป็นปกติอีกครั้งดีหรือเปล่า? กลยุทธ์นี้มีความเสี่ยงตรงที่เขาต้องปลีกไปสู้กับนิคที่เริ่มอาละวาดเพราะความเบื่อหน่าย รูดอล์ฟไม่ชอบรับมือกับนิค ถ้าให้เลือกระหว่างปีศาจสองตนนี้ กบฏหนุ่มยอมโดนแส้ของบลิตเซ่นหวดแรงๆเสียยังจะดีกว่า

 

รูดอล์ฟคว้าเก้าอี้โยกที่อยู่ใกล้ตัวโยนใส่อีกฝ่ายเพื่อสร้างโอกาสในการสับเปลี่ยนแม็กกาซีน พลางแอบชำเลืองมองนิคที่ยืนอยู่ไกลๆด้วยหางตา ถ้าอยากปกป้องมนุษย์ทุกคนในละแวกนี้ ดูท่าว่าเขาคงต้องทำอะไรรุนแรงบ้างเสียแล้ว

 

 

“น่าสมเพชจริงๆ” บลิตเซ่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด โดยที่ไม่รู้ว่าภัยกำลังจะมาถึงตัวในไม่ช้า

 

“อยากพูดอะไรก็พูดไปเถอะครับ” รูดอลฟ์กระโดดพุ่งออกไปหาอีกฝ่ายตรงๆอย่างไม่มีชั้นเชิง แรงปะทะที่มาอย่างกะทันหันทำให้ทั้งคู่กระเด็นออกไปไกลจากตัวบ้านและละแวกที่อยู่อาศัย แม้ว่าในช่วงที่พุ่งออกมาจะโดนแส้ฟาดจนแทบกระอักเลือดแต่รูดอล์ฟก็กอดหมับเข้าที่ร่างกำยำของบลิตเซ่นอย่างแนบแน่น

 

 

และในขณะที่บลิตเซ่นผงะกับการกระทำที่คาดไม่ถึงของรูดอล์ฟ ชายหนุ่มผมแดงก็ปลดสลักระเบิดที่ซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ต

 

 

ตูม!

 

 

เสียงระเบิดดังกึกก้อง แต่ทั้งรูดอล์ฟและบลิตเซ่นยังคงมีชีวิตอยู่ แม้ว่าจะอยู่ในสภาพเลือดอาบก็ตามที เสื้อผ้าที่ถึงแม้จะทนทานเพราะทำจากวัสดุชนิดพิเศษขาดวิ่นเสียหายไปกว่าครึ่ง รูดอล์ฟคว้าปืนคู่ใจที่ยังใช้การได้จ่อยิงศัตรูในระยะประชิด พร้อมๆกับถูกมีดสีเงินของบลิตเซ่นที่อาบไปด้วยเวทเยือกแข็งแทงทะลุร่าง

 

 

“คิดอะไรไม่ออกแล้วหรือไง ไอ้เด็กโง่”

 

“ก็ลุง….เก่งเกินไปนี่ครับ”

 

 

เสียงของรูดอล์ฟเริ่มขาดเป็นห้วงๆเพราะความเจ็บปวด กระแสลมหายใจปั่นป่วนไปหมด ทั้งปืนพกและกระสุนปืนเป็นของที่ทำขึ้นเป็นพิเศษเช่นกัน อาวุธธรรมดาไม่มีทางต่อกรกับปีศาจได้อยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น กระสุนเงินเคลือบเวทไฟจางๆจากช่างทำอาวุธก็ยังสู้อาวุธที่ได้รับเวทโดยตรงจากเจ้าของอาวุธไม่ได้

 

ทว่า ต่อให้เป็นฝ่ายบาดเจ็บหนักกว่าก็ใช่ว่าจะต้องยอมแพ้ หนุ่มผิวแทนผละออกมา ดึงตัวเองออกจากคมมีดอย่างเจ็บปวด สภาพบลิตเซ่นตอนนี้เองแม้ว่าจะยังนับว่าดีกว่าเขา แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ลำบากเลย ถูกทั้งแรงระเบิดและกระสุนปืนในระยะประชิดเล่นงานเสียจนดูไม่จืด นิคยักยิ้มกับการต่อสู้นั้น ในที่สุดก็ได้เห็นเลือดสักที นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาอารมณ์ดีจนต้องฮัมเพลงออกมา

 

การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป รูดอล์ฟเหนี่ยวไกยิงอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้ พร้อมๆกับกระโดดหลบแส้ของบลิตเซ่นไปด้วย ทั้งคู่ผลัดกันรุกผลัดกันรับ การเคลื่อนไหวช้าลงเพราะอาการบาดเจ็บ เสียงลั่นไกผสมปนเปกับเสียงหวดแส้และเสียงจากการใช้เวท

 

 

“น่าเบื่อจัง” การเคลื่อนไหวและความเข้มข้นของการต่อสู้ที่อ่อนลงเริ่มทำให้นิคเบื่อหน่าย เจ้าของเรือนผมสีเงินปิดปากหาวอย่างสง่างาม ก่อนจะเริ่มดีดนิ้วดังเป๊าะ

 

 

เพดานชั้นสองถล่มลงมาตามคำสั่งของซาตาน รูดอล์ฟคว้ารองเท้าบู๊ตหนังของตนที่ตกอยู่บนพื้นฟาดหน้าบลิตเซ่นก่อนจะรีบพุ่งจากข้างนอกเข้ามารับร่างของมนุษย์ที่ร่วงหล่นลงมาจากชั้นสองทีละคนได้อย่างเฉียดฉิว หลังจากวางร่างของเด็กหญิงวางไว้ข้างๆผู้ปกครองทั้งสองคน รูดอล์ฟก็ถูกขนาบกลาง

 

เบื้องหน้าคือนิคที่กำลังแย้มยิ้มอย่างงดงาม และข้างหลังคือบลิตเซ่นที่ไล่ตามมาอย่างโกรธแค้น

 

 

“…อย่าทำอะไรพวกเขา” รูดอล์ฟเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขณะเดียวกันก็คว้าผ้าห่มที่ตกอยู่ไม่ไกลมาห่อตัวคนเหล่านั้นไว้ป้องกันความหนาวเย็นจากอุณภูมิภายนอก นิคถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เส้นผมสีเงินพลิ้วไหวไปตามแรงลมเย็นยะเยือกของฤดูหนาว

 

“ไม่ไหวเลยนะ เธอน่ะ ไม่ได้เรียนรู้เลยรึไงว่าการขอร้องอย่างนี้ มันทั้งไร้ประโยชน์และน่าสมเพช”

 

 

ปลายเล็บของนิคเรืองแสงสีเงินจางๆ ซาตานตวัดปลายนิ้วอย่างงดงาม ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่าง รูดอล์ฟทรุดตัวลงบนพื้น กรีดร้องออกมาอย่างทรมาน แต่ที่ทำให้ชายหนุ่มเบิกตากว้างก็คือเลือดสีแดงสดที่ไหลทะลักออกมาจากตำแหน่งหัวใจบริเวณหน้าอกของมนุษย์ทั้งสาม ราวกับถูกทิ่มแทงด้วยของมีคมล่องหน ของเหลวสีเข้มซึมเปื้อนผ้าห่มเสียจนชุ่มโชก

 

 

“ย หยุดนะ!!” ชายหนุ่มผมแดงถลาเขาไปหามนุษย์ทั้งสาม ทว่า ไม่ทันการ สิ้นลมหายใจไปเรียบร้อยแล้ว

 

“จะคริสต์มาสปีไหนๆก็จบแบบนี้ไม่ใช่หรือไง เธอยังไม่ชินกับฉากจบแบบนี้อีกเหรอ รูดอล์ฟ?”

 

 

นิคขยับนิ้วอีกครั้ง เล่นซนกับศพไร้ชีวิต ร่างของเด็กหญิงที่ถูกมีดล่องหนกรีดผ่าร่างจนเละเทะสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาสีเปลือกไม้ที่กำลังเบิกโพลง กลิ่นคาวคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ

 

ตามมาด้วยร่างของพ่อแม่ที่จู่ๆก็แตกระเบิด เศษชิ้นส่วนอวัยวะและชิ้นเนื้อกระจายไปทั่ว ย้อมร่างของรูดอล์ฟให้กลายเป็นสีแดงฉาน

 

 

“เข้ากับสีผมของเธอดีนะ”

 

 

ซาตานเอ่ยยิ้มๆ ความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนของชายหนุ่มผมแดงไหลทะลักเข้ามาในสมอง เขาไม่เคยลืม เหตุการณ์ทุกอย่างไม่ต่างไปจากเดิมเลยสักนิด รูดอล์ฟเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ปกป้องใครเอาไว้ไม่ได้สักคน บางที.. สาเหตุที่ยังไม่ตายก็คงเป็นเพราะซาตานและสมุนเอาแต่สนุกกับการฆ่ามนุษย์จนลืมปีศาจที่กำลังจะตายแหล่มิตายแหล่อย่างเขาไป หรือเป็นเพราะผู้เป็นพ่อฆ่าเขาไม่ลง สรุปสั้นๆก็คือ ที่รอดมาได้ก็เพราะโชคทั้งนั้น

 

ไม่อย่างนั้นก็…จงใจปล่อยเขาทิ้งไว้ เพื่อให้ทนเห็นภาพบาดตาบาดใจไปเรื่อยๆ ทุกๆปี จนกว่าจะสิ้นหวัง… และกลับไปอยู่กับพวกเขาอย่างถาวร จะเรียกว่าเป็นการดัดนิสัยเด็กดื้อก็คงไม่ผิดมากนัก

 

อย่างไรเสีย รูดอล์ฟไม่มีทางรู้จุดประสงค์ที่แท้จริง ในเมื่อไม่มีใครพูดออกมาก็ทำได้เพีงแค่คาดเดาอย่างทรมานใจเท่านั้น

 

เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานดังแว่วมาจากที่ไกลๆ ไม่มีเสียงกรีดร้องจากมนุษย์ พวกเขาตายไม่รู้ตัวด้วยฝีมือซาตานและปีศาจ ชายหนุ่มยังคงนิ่งค้างในสภาพที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและชิ้นเนื้อ ไม่มีแรงที่จะลุกขึ้นยืน ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่ถ่าโถมมาหาเขานั้นหนักหนาสาหัสเกินไป ทั้งภาพในอดีตที่ยังคงหลอกหลอน ปัจจุบันอันแสนเลวร้าย และชะตากรรมในอนาคตที่มืดมนสิ้นหวัง

 

รูดอล์ฟรู้สึกราวกับว่า ทุกๆอย่างของตนกำลังพังทลายลงอย่างเชื่องช้า หยาดน้ำตาอุ่นไหลอาบแก้มอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

 

เพราะมีความหวัง ก็เลยต้องเจ็บปวด

 

อยากหนี

 

ต่อสู้กับความรู้สึกพวกนี้ทุกครั้ง เพื่อมาเผชิญหน้ากับมันอีกครั้งในอนาคต รูดอล์ฟรู้ดีว่าเขาไม่ฉลาด เขาไม่เก่ง ไม่มีฝีมือ มีดีก็แค่ความพยายามกับเรื่องการตั้งความหวังเท่านั้น เพราะอย่างนั้นถึงได้เลือกที่จะลุกขึ้นสู้ใหม่

 

ครั้งนี้ล่ะ…? จะทิ้งความหวังทั้งหมด หรือว่าจะแบกรับมันต่อไป?

 

ถ้าทิ้งก็จะโล่งสบาย แต่ถ้าแบกมันต่อไป ก็ต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดแบบเดิมๆอีกในอนาคต

 

 

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน นัยน์ตาสีเปลือกไม้หม่นแสงลง ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง ในที่สุดรูดอล์ฟก็ตัดสินใจแล้ว

 

 

“หายดื้อซะทีนะเจ้าหนูนี่” บลิตเซ่นบ่นงึมงำในลำคอ ขณะเดียวกันกับที่นิคปลดเสื้อโค้ตสีแดงคล้ำของตัวเองออก คลุมมันลงบนไหล่ที่นิ่งสงบของรูดอล์ฟอย่างอ่อนโยน

 

 

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ รูดอล์ฟ”

 

End.

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s