Dàomù bǐjì FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x เซี่ยจื่อหยาง ] ‘New Year 2017’

Dàomù bǐjì FanFiction

 

Hēi xiā zi x Xiè ziyáng  (เฮยหย่าง)

 

‘New Year 2017’

 

…………..

 

แล้วก็ผ่านพ้นไปอีกปี

 

ท่ามกลางเสียงโทรทัศน์ที่เปิดทิ้งไว้แล้วถูกหรี่เสียงจนแทบไม่ได้ยิน รายการถ่ายทอดสดการนับถอยหลังขึ้นปีใหม่กำลังจะจบลง และคงถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศเฉลิมฉลองทั่วโลกเช่นเดียวกับปีก่อนๆ เซี่ยจื่อหยางสูบควันนิโคตินเข้าปอด นัยน์ตาสามเหลี่ยมหลังเลนส์แว่นเหม่อมองควันสีขุ่นลอยเอื่อยๆออกมาจากปลายมวนบุหรี่

 

ลอยขึ้นสูง แล้วก็ค่อยๆจางหายไป มือข้างหนึ่งเผลอเอื้อมไปสัมผัสตัดผ่านควันเหล่านั้น

 

เบาบาง…. จับต้องอะไรไม่ได้เลย

 

 

“จื่อหยาง”

 

 

เจ้าของชื่อสะดุ้งตื่นจากภวังค์ ลดมือลงแล้วหันไปมองตามเสียงเรียกแสนร่าเริง เฮยเสียจื่อเดินออกมาจากครัวพร้อมขวดเหล้าและแก้วเหล้าอีกสองแก้ว ชายหนุ่มในสภาพซึ่งปราศจากแว่นกันแดดวางของในมือทั้งหมดลงบนพื้นก่อนจะนั่งลงข้างๆ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย

 

 

“สวัสดีปีใหม่ จื่อหยาง”

 

 

ร่างสูงกว่าเอ่ยออกมาเช่นนั้น น้ำเสียงของเขาเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน… เป็นน้ำเสียงที่ไม่เคยใช้กับใคร นอกจากเซี่ยจื่อหยางเท่านั้น

 

 

“สวัสดี…ปี..ปีใหม่”

 

 

เซี่ยจื่อหยางดับบุหรี่ ก่อนจะเอ่ยอวยพรตอบกลับอย่างตะกุกตะกักตามประสาคนติดอ่าง เฮยเสียจื่อเปิดขวดเหล้าออก บรรจงเทสุราจีนชั้นดีลงในแก้ว แล้วยื่นส่งให้คนข้างๆที่รับแก้วไปเงียบๆ

 

กลิ่นหอมละมุนละไมอบอวลไปทั่วห้องนั่งเล่นเล็กๆ ผสมปนเปกับควันนิโคตินที่หลงเหลืออยู่ ของเหลวในแก้วนั้นใสสะอาดราวกับน้ำบริสุทธิ์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีสีเหลืองระเรื่อเจือปน

 

เซี่ยจื่อหยางจิบเข้าไปอึกแรก ละเลียดความเข้มข้นรุนแรงของสุราคำนั้นอย่างตั้งใจ

 

“เหมา…เหมาไถกับปีใหม่เนี่ย ไม่..ไม่เลวจริงๆนั่นล่ะนะ”

 

เอ่ยชมอย่างพึงพอใจ เฮยเสียจื่อหัวเราะเบาๆ เขยิบเข้าไปนั่งชิดอีกฝ่าย แบ่งปันไออุ่นจากร่างกายให้คนตัวเล็กกว่า

 

“ไม่มีอะไรดีไปกว่าความรักของเราสองคนหรอก”

 

เหมาไถรสชาติไม่บาดคอ แต่คำพูดหวานเลี่ยนของเฮยเสียจื่อนั้นช่างบาดใจเสียจนแทบจะกระอักเลือด เซี่ยจื่อหยางสำลักเหมาไถราคาแพง ดีที่ยังมีสติ ไม่พ่นออกมาเพราะสำนึกได้ว่าราคาของเหล้าชนิดนี้สูงไม่ใช่เล่น

 

“แค่กๆๆ!! นาย! นายแม่ง!!”

 

“ฮะๆ จื่อหยางยังไม่ชินอีกเหรอ” มือแกร่งเอื้อมไปลูบหลังคู่สนทนาที่กำลังไอ ในใจนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่อยู่ในสุสาน เฮยเสียจื่อเที่ยวโพนทะนาอวดคนรักต่อหน้าชาวบ้านชาวช่องไปทั่ว เดาได้เลยว่าถ้าจื่อหยางรู้เข้า เขาจะมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

 

“อย่า…อย่าเล่นทีเผลอ…”

 

เสียงบ่นงึมงำดังลอดออกมาจากริมฝีปากของคนสวมแว่น พอพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ทีไรใบหน้าของเซี่ยจื่อหยางมักจะร้อนผ่าว ขึ้นสีแดงระเรื่อทุกครั้งไป นั่นทำให้เฮยเสียจื่อรู้สึกสนุก เป็นต้องหาเรื่องหยอดคำหวานใส่อีกฝ่ายทุกครั้งเมื่อได้กลับบ้านหลังจากที่ผ่านการลงกรวยมาอย่างดุเดือด

 

บ้าน… ใช่แล้ว… บ้านหลังนี้คือบ้านของพวกเขา แต่เดิมมันคือบ้านหลังเก่าของเซี่ยจื่อหยางกับแม่ แต่ถูกปรับปรุงใหม่ให้ดูดีขึ้น ขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อยเพื่อต้อนรับสมาชิกใหม่อย่างเฮยเสียจื่อให้ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันอย่างถาวร

 

ณ ตอนนี้ผู้เป็นแม่นอนหลับอยู่อีกห้องหนึ่ง ปล่อยให้ชายหนุ่มทั้งสองดื่มเหล้าฉลองปีใหม่กันไปตามประสาคู่รัก เสียงโทรทัศน์ที่ถูกหรี่จนเบาคลอไปกับบทสนทนาสัพเพเหระ

 

“พรุ่งนี้ไปเที่ยวที่ไหนกันดี” เฮยเสียจื่อถาม ขณะเติมเหมาไถใส่แก้วเป็นครั้งที่สาม

 

“แม่…แม่บอกว่าอยากไปวัด”

 

“อึ๋ย…”

 

“คิด…คิดว่าฉันชอบหรือไง” พอเห็นสีหน้าขนลุกขนพองของคู่สนทนา เซี่ยจื่อหยางก็เบ้ปากบ้าง แต่ต่อให้เขาจะไม่ถูกกับวัดมากขนาดไหน ถ้าผู้เป็นแม่อยากไป เขาก็คงไปด้วยอยู่ดี และย่อมลากเฮยเสียจื่อไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

 

“นั่นสินะ ก็จื่อหยางน่ะชอบเสียจื่อต่างหาก ใช่มั้ยล่ะ?” เฮยเสียจื่อขยิบตาอย่างเริงร่า หากขวดสุราเบื้องหน้าไม่ใช่เหมาไถ เกรงว่าเขาคงโดนขวดเหล้าแถวนั้นฟาดหัวไปแล้ว

 

เซี่ยจื่อหยางโวยวายใส่อีกฝ่าย ก่อนจะรีบลดเสียงลงเมื่อตระหนักได้ว่าผู้เป็นแม่หลับอยู่อีกห้อง สุดท้ายแล้วนอกจากเสียงพูดของนักข่าวในห้องส่ง ก็ไม่มีเสียงบทสนทนาใดดังขึ้นอีก ต่างคนต่างดื่มด่ำกับรสชาติเข้มข้นของเหมาไถ ปล่อยใจไปกับฤทธิ์แอลกอฮอลล์ดีกรีต่ำ

 

บทสนทนาทางคำพูดดังบ้างหยุดบ้าง แต่บทสนทนาทางกายกลับไม่เคยหยุด สัมผัสของการนั่งชิดกันนั้นช่างอุ่นสบายเสียจนเซี่ยจื่อหยางแทบจะเคลิ้มหลับ มือแกร่งของเฮยเสียจื่อ แม้ว่าข้างหนึ่งจะถือแก้วเหล้า แต่อีกข้างกลับกุมมือคนสวมแว่นเอาไว้อย่างอ่อนโยน

 

 

แม้ว่าจะไม่พูดคุยกัน แต่สัมผัสที่ต่างฝ่ายต่างได้รับนั้นเจือปนไปด้วยบทสนทนาที่รู้กันอยู่เพียงแค่สองคน

 

 

ความรู้สึกที่ถูกส่งผ่านอย่างลับๆเพราะความเขินอาย และความรู้สึกที่ถูกส่งผ่านอย่างตรงไปตรงมาชัดเจน ถึงแม้ว่าสองสิ่งดังกล่าวจะต่างกัน แต่ความหมายที่สื่อออกมานั้นกลับตรงกันอย่างน่าอัศจรรย์

 

 

‘รัก’

 

 

…………

 

Advertisements

Osomatsu-San FanFiction [ Atsushi x Tougou ] ‘New Year 2017’

Osomatsu-San FanFiction

 

Atsushi x Tougou

 

‘New Year 2017’

 

 

……..

 

 

โลกไม่เคยหยุดหมุน

 

กาลเวลาขยับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างคงที่ ในจังหวะที่ไม่เร็วไม่ช้า สม่ำเสมอ ผันเปลี่ยนจากปีเก่าสู่การเริ่มต้นใหม่ในปีถัดไป และเพราะปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้วสำหรับคนอย่างโทวโกว ปีใหม่  จึงไม่ใช่เรื่องราวแปลกใหม่น่าสนใจอะไรนัก

 

ประสบการณ์ในช่วงเวลาเกือบสี่ทศวรรษที่ผ่านมาสอนให้โทวโกวไร้ซึ่งความตื่นเต้นใดๆต่อการเปลี่ยนผ่านช่วงเวลานี้ เป็นเรื่องธรรมดาของทุกปีอยู่แล้วที่จะต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่ทั้งเหมือนเดิมและเปลี่ยนไป สุดท้ายแล้ว การขึ้นปีใหม่ก็แทบไม่ต่างอะไรไปจากการขึ้นวันใหม่เลยสักนิด

 

ไม่เคยสนใจวันเวลา ในชีวิตของเขานั้น  นอกจากเงินทองแล้วก็ไม่เคยสนใจอะไรอีก ใช้ชีวิตอย่างลืมวันลืมคืน ออกหากินอย่างเดียวดาย

 

ล่องลอย อิสระ ไร้ซึ่งสายสัมพันธ์ที่ผูกมัดยึดโยงไว้กับโลกใบนี้ นั่นล่ะคือตัวตนที่แท้จริงของโทวโกว

 

กิจกรรมวันปีใหม่ของชายวัยกลางคนไม่ได้แปลกใหม่ไปจากวันธรรมดาเลยสักนิด เขาใช้เวลาอยู่กับตัวเอง สูบบุหรี่รับเอาควันนิโคตินสีเทาขุ่นเข้าปอดเงียบๆจนกว่าจะหมดมวน หรือออกไปเดินสูดอากาศล้วงกระเป๋าผู้คนในย่านพลุกพล่าน ทว่า แทนที่ปีใหม่นี้จะได้ใช้ชีวิตธรรมดาเหมือนกับปีที่แล้วๆมา ทันทีที่ลืมตาตื่นจากห้วงนิทรา โทวโกวกลับต้องพบเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

 

“สวัสดีปีใหม่ครับ โทวโกวซัง”

 

“…..”

 

โทวโกวยกมือขยี้ตาเงียบๆ ต่อให้ที่ผ่านมาเจ้าเด็กอัตสึชิจะชอบมาตามตอแยเขาเป็นประจำจนน่ารำคาญก็เถอะ แต่ก็ไม่น่าจะสลักสำคัญจนทำให้เขาเห็นภาพหลอนตั้งแต่เช้านี่นา

 

ขยี้ตาเสร็จเรียบร้อย ผ่านไปครู่หนึ่งจนภาพทุกอย่างเริ่มชัดเจน โทวโกวตกใจเสียจนตาแทบจะถลนออกจากเบ้า เมื่อเห็นว่า ภาพหลอน ที่ว่านั่นยังคงส่งยิ้มหวานให้ตน และไม่มีทีท่าว่าจะมลายหายไปเลยสักนิด

 

“เฮ้ย?!! ไอ้เด็กเวร!!! เข้ามาได้ยังไงเนี่ย?!!”

 

นั่นเป็นเรื่องที่ถือว่าหยามเกียรติโจรอย่างโทวโกวสุดๆ ห้องเช่าห้องนี้แม้ว่าจะไม่ได้หรูหราใหญ่โตอะไร แต่ก็ไม่ได้ห่วยแตกเสียจนปรับแต่งระบบป้องกันภัยเพิ่มเองทีหลังไม่ได้ เคยสะเดาะกลอนปล้นบ้านผู้คนมามากมาย พอถึงคราวที่ตัวเองถูกลอบเข้ามาในที่พักอย่างนี้ก็ไม่ต่างอะไรไปจากถูกลูบคม

 

“ฮะๆๆ นั่นน่ะไม่สำคัญหรอกครับ” ชายหนุ่มผมดำหัวเราะเบาๆอย่างอารมณ์ดี ต่างจากโทวโกวในตอนนี้ราวฟ้ากับเหว

 

“สำคัญสิวะ!!! บุกรุกห้องคนอื่น…”

 

กำลังจะพูดต่อไปว่า ‘คนปกติที่ไหนเขาทำกัน’ แต่พอนึกได้ว่าตัวเองก็เคยทำอยู่บ่อยครั้งโดยเฉพาะช่วงที่ยังหนุ่มแน่น โทวโกวจึงโวยวายอะไรต่อไม่ออกเพราะพูดไปก็เข้าตัวทั้งนั้น จึงรีบเปลี่ยนเรื่องด้วยการกระแอมดังๆสองสามที

 

“แล้วมีธุระอะไรล่ะ?”

 

คนที่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนฟูกนอนถามเสียงห้วน อัตสึชิในชุดสูทตัวเก่งยิ้มบางๆ เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงร่าเริง

 

“มาเป็นของขวัญปีใหม่ให้โทวโกวซังไงครับ”

 

“ไม่เอา!” โทวโกวรีบปฏิเสธในทันที ของขวัญพรรค์นี้จะรับมาทำแป๊ะอะไร มีประโยชน์ก็แค่ไถเงินได้เรื่อยๆเท่านั้นล่ะ ซึ่งเงินเขาจะไปหามาจากไหนก็ได้ บนโลกนี้มีเหยื่อเต็มไปหมด นอกจากการอยู่ให้ไถเงินแล้ว เจ้าเด็กอัตสึชิก็ไม่เห็นมีอะไรดีสักอย่าง น่ารำคาญ…แถมบางเวลาก็น่ากลัวด้วย

 

“งั้นเป็นส.ค.ส.ก็ได้ครับ”

 

“จะอะไรก็ไม่เอาทั้งนั้น! กลับไปได้แล้วโว้ย!”

 

“อืม…งั้นเป็นอะไรดีล่ะครับ ที่จะหาเรื่องอยู่กับโทวโกวซังทั้งวันได้น่ะ… แล้วก็ต้องเข้ากับเทศกาลด้วยอืมๆ…”

 

อัตสึชิเอียงคอครุ่นคิด ไม่ว่าเจ้าตัวจะจงใจหรือไม่ แต่ท่าทีเช่นนั้นกวนประสาทโทวโกวมากมายเหลือเกิน

 

“กลับ! ไป! ได้! แล้ว!”

 

โทวโกวตวาดอย่างหงุดหงิด แทบจะพร้อมๆกับอัตสึชิที่ร้องออกมาอย่างตื่นเต้น

 

“คิดออกแล้วครับ!!!!”

 

“ห หา?”

 

จู่ๆสองมือของชายหนุ่มก็เอื้อมมากุมมือของคนแก่กว่าไว้แน่น

 

“เป็นแฟนกันนะครับโทวโกวซัง อย่างนี้จะได้อยู่ด้วยกันไปทุกเทศกาลเลยไงครับ”

 

“ไม่เป็นโว้ย!!!”

 

“สมกับที่เป็นโทวโกวซังเลยครับ เอาใจยากสุดๆไปเลย”

 

พอถูกสะบัดมือทิ้งอัตสึชิก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ฝ่ายโทวโกวที่ขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับคนอายุน้อยแต่เช้าก็ลุกไปล้างหน้าแปรงฟัน ปล่อยอัตสึชิทิ้งไว้กับฟูกที่ยังไม่ได้พับเก็บ

 

แม้ไม่มีใครพูดอะไรออกมาแต่อัตสึชิเดาได้ว่าในใจของโทวโกวต้องกำลังก่นด่าตนอยู่อย่างหงุดหงิดเป็นแน่ ชายหนุ่มลูกคุณหนูยิ้มน้อยๆขณะมองส่งแผ่นหลังของอีกฝ่าย ก่อนจะทิ้งตัวลงบนฟูก รับเอาไออุ่นจากร่างของชายวัยกลางคนที่ยังหลงเหลืออยู่บนนั้น กลิ้งไปกลิ้งมาอย่างสบายใจ

 

แม้จะไม่สบายเท่าเตียงคิงไซส์ที่บ้าน แต่อัตสึชิกลับคิดว่า ถ้าให้ตัวเขาประเมินราคาเอาตอนนี้ คาดว่าราคาของมันน่าจะสูงกว่าเตียงนอนที่แพงที่สุดในโลกเสียอีก

 

“ฮึๆ ขอบคุณสำหรับของขวัญนะครับ โทวโกวซัง”

 

ชายหนุ่มพึมพำเสียงเบา เพียงชั่วพริบตาที่แววตาอ่านยากและไร้ซึ่งความจริงใจปรากฏความอ่อนโยนสะท้อนอยู่บนนั้น

 

ขอแค่ได้เห็นหน้าของอีกฝ่าย และขอแค่ให้อีกฝ่ายได้เห็นใบหน้าของเขาเป็นคนแรกในวันขึ้นปีใหม่ แค่นั้นก็เป็นของขวัญปีใหม่ที่มีค่าที่สุดสำหรับอัตสึชิแล้ว

 

เสียงฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีของคนบนฟูกอาจสร้างความหวาดระแวงให้แก่คนในห้องน้ำ แต่ชายหนุ่มก็ไม่สนใจ ทำนองเพลงเสนาะหูดังคลอไปกับเสียงน้ำก๊อกของอ่างล้างมือที่ดังลอดออกมาจากประตูห้องน้ำ

 

 

กาลเวลาขยับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างคงที่ ในจังหวะที่ไม่เร็วไม่ช้า ค่อนข้างสม่ำเสมอ ผันเปลี่ยนจากปีเก่าสู่การเริ่มต้นใหม่ในปีถัดไป

 

ตราบใดที่โลกยังไม่หยุดหมุน

 

อัตสึชิก็ยังคงเฝ้ารอ

 

รอวันที่หัวใจของโทวโกวจะเปิดรับเขาให้เข้าไปอยู่ในนั้นอย่างสมบูรณ์

 

ไม่ว่าจะต้องผ่านพ้นปีใหม่…ไปอีกกี่ครั้งก็ตาม

 

 

……..

 

 

Mao Shan Hou Yi FanFiction [ อ้ายเอ่อร์ซวิ่น x จางกั๋วจง ] ‘ครั้งแรก’

แฟนฟิคของนิยายเรื่องมหากาพย์แห่งเหมาซานค่ะ คู่ อ้ายเอ่อร์ซวิ่นxจางกั๋วจง ฮือ คราวนี้เอากาวมาจากเล่มสอง

(แน่นอนว่ามีสปอยเล่มสองงงงง)

.

.

.

.

.

.
.

.

.

.

.

ตอนแรกก็จิ้นเพราะชอบสองคนนี้ค่ะ อ้ายเอ่อร์ซวิ่นดูเป็นหนุ่มทื่อๆ กับจางกั๋วจงมายเทียนเจิน อยู่ด้วยกันคงซื่อๆน่ารักดี ชอบโมเมนต์(ในมโน)ที่อาซวิ่นแอบรักกั๋วจงอยู่ฝ่ายเดียวค่ะ(เพราะทางนั้นเขามีลูกเมียแล้วแง) หนุ่มซื่อๆทื่อๆที่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องความรักแต่ไปหลงรักคุณอาคนซื่อที่ดูเป็นพ่อที่ดีนี่น่ารักจังY/////Y ทีนี้ก็คิดว่าไม่น่าจะได้เจอกันแหละเนาะ น่าจะเรือผี ทำใจๆ แต่พออ่านมาถึงตอนท้ายๆแทบกรี๊ดลั่นบ้าน เขาเจอกันแล้วค่ะแม่ขา ฮืออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออ ขอบคุณค่ะต้าลี่จินกังจ่างงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง โมเมนต์ไม่กี่บรรทัดก็เอาฮืออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออ สรุปคืออินี่เป็นบ้าไปแล้วค่ะเลยต้องมากาวฟิคระบายความบ้าโอยยยยยยยยยยยยยยยยฟหกด่นกห่น้ย่ำพยนะพ้นยะพ่ยน้าวพ้นะพ่ยนะนยเกนเนรีรนพเกดาส้เสกดหหากยนยน่ะพ่ะพ่วาง่สงะฟ่กหาส้เสรพ้ำร่ส้าน้นย่

_______________________________________________________________

 

 

Mao Shan Hou Yi FanFiction

 

อ้ายเอ่อร์ซวิ่น x จางกั๋วจง (ซวิ่นจง)

 

‘ครั้งแรก’

 

……………

 

 

‘คุณคือคุณจางกั๋วจงใช่ไหมครับ?’

 

 

นั่นเป็นครั้งแรกที่อ้ายเอ่อร์ซวิ่นได้รู้จักกับ ‘ประมุขจาง’ คนนั้น อย่างเป็นทางการ

 

จางกั๋วจงเป็นชายวัยสี่สิบขึ้น หน้าตาดี ท่าทางมีการศึกษา อายุอานามพอๆกันกับคุณชายซุนถิงซึ่งเป็นผู้มีพระคุณของอ้ายเอ่อร์ซวิ่น ภายใต้ใบหน้าและบุคลิกที่สุภาพและซื่อสัตย์ของประมุขจาง สัญชาตญาณของอ้ายเอ่อร์ซวิ่นพอจะสัมผัสได้ว่าชายคนนี้ผ่านเรื่องราวต่างๆมาอย่างโชกโชนเลยทีเดียว

 

อ้ายเอ่อร์ซวิ่นเป็นคนซื่อ และเพราะความซื่อนั้นนี่เองที่ทำให้อดีตตำรวจคนนี้ไม่เคยได้รับการเลื่อนขั้นเลยสักครั้งทั้งๆที่เป็นคนมีฝีมือ ทว่า ถ้าเพื่อให้เป้าหมายของตนประสบความสำเร็จตามแผนการที่วางไว้ ต่อให้ไม่นิยมชมชอบการหลอกลวงเสียเท่าไหร่ คนอย่างอ้ายเอ่อร์ซวิ่นเองก็สามารถโกหกได้อย่างแนบเนียนเสียจนน่าประทับใจ

 

‘เกิดเรื่องใหญ่กับคุณหลิวที่อเมริกา เขาต้องการให้คุณไปหาเขาให้ได้ครับ’

 

แม้ว่าจะพูดออกไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่ภายในใจของอ้ายเอ่อร์ซวิ่นกลับเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ ประมุขจางจะเชื่อคำพูดของคนแปลกหน้าขนาดนี้เชียวหรือ แต่ปฏิกิริยาร้อนอกร้อนใจของอีกฝ่าย ใบหน้าที่ซีดเซียว และท่าทีที่แสดงออกถึงความเป็นห่วงเป็นใยนั้นรุนแรงพอที่จะทำให้คนคุ้มกันของซุนฉี่หลินแทบจะคุกเข่าขอขมาแล้วบอกความจริงออกไปอย่างสำนึกผิด

 

ที่คุณหลิวพูดเกี่ยวกับจางกั๋วจงนั้น หลังจากที่ได้ผ่านประสบการณ์การอยู่รวมกันมาหนึ่งถึงสองวัน อ้ายเอ่อร์ซวิ่นเห็นด้วยมากถึงมากที่สุด ชายผู้นี้เป็นคนซื่อ มีคุณธรรมสูงส่ง เห็นอกเห็นใจผู้อื่นอยู่เสมอ พอได้ยินว่าศิษย์พี่ของตนกำลังเดือดร้อนและกำลังรอความช่วยเหลืออยู่ที่อเมริกา จางกั๋วจงที่เพิ่งกลับมาจากซานตงได้เพียงครู่เดียวก็รีบร้อนออกจากบ้านไปพร้อมกับอ้ายเอ่อร์ซวิ่นในที่สุด

 

อ้ายเอ่อร์ซวิ่นพยายามไม่พูดอะไรมากให้อีกฝ่ายจับพิรุธได้ แต่ฝ่ายที่พูดมากกลับกลายเป็นจางกั๋วจงที่ถามเรื่องเหล่าหลิวตลอดเวลา ยิ่งอ้ายเอ่อร์ซวิ่นพยายามเลี่ยงไม่ตอบ จางกั๋วจงก็ยิ่งร้อนใจ มองในแง่ร้ายว่าศิษย์พี่ใกล้จะชะตาขาดรอมร่อ ประมุขเหมาซานคนปัจจุบันถามบ่อยเสียจนคนตัวสูงกว่าต้องแกล้งหลับ เสียงของจางกั๋วจงจึงเงียบหายไป มีเพียงเสียงถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้มที่ดังขึ้นเป็นระยะๆ

 

อ้ายเอ่อร์ซวิ่นรอเวลาอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงลืมตาขึ้นหนึ่งข้าง ลอบมองไปยังจางกั๋วจงที่ผล็อยหลับไปอย่างอ่อนเพลีย ในใจเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิด พอนึกว่าต่อจากนี้ไปอาจจะถูกโกรธก็ได้แต่ยิ้มแหยๆพร้อมรับกรรม ก่อนจะลองเปลี่ยนมาจินตนาการภาพเหตุการณ์ในอนาคต เคยได้ยินจากคุณหลิวมาว่า คนคนนี้เป็นพวกวู่วามใจร้อน บางทีอาจจะมีบุคลิกด้านตรงข้ามกับนิสัยขี้เกรงอกเกรงใจนั่นก็ได้

 

จนกระทั่งเดินทางมาถึงคฤหาสน์ตระกูลซุน ที่ตั้งอยู่ ณ บริเวณชานเมืองวอชิงตัน ดี.ซี. ในที่สุดความจริงก็ถูกเปิดเผยออกมา จางกั๋วจงมองเหล่าหลิวอย่างเคืองขุ่น จากนั้นจึงปราดตามองอ้ายเอ่อร์ซวิ่นอย่างโมโห ร่างสูงกำยำของคนคุ้มกันทำตัวไม่ถูก แม้จะเสียเวลาขบคิดวิธีพูดแก้ตัวมาตั้งนาน แต่พอเอาเข้าจริงๆก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่ก้มหน้าสำนึกผิดไปเงียบๆ

 

ก็สมควรอยู่ที่จะโกรธ เรื่องชีวิตและความปลอดภัยของคนสำคัญไม่ใช่เรื่องที่ควรแก่การนำมาล้อเล่นจริงๆ สุดท้ายจางกั๋วจงก็คงโกรธศิษย์ผู้พี่ของตนไม่ลง ยอมยกโทษให้อย่างปลดปลง แต่กับอ้ายเอ่อร์ซวิ่นที่เป็นคนอื่นคนไกล เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรกก็โกหกหน้าตาย แบบนั้นคงยากที่จะกลับไปทำให้ประมุขเหมาซานคนนั้นเชื่อถือในตัวเขาอีกครั้งได้

 

ทั้งๆที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ แต่อ้ายเอ่อร์ซวิ่นก็อดรู้สึกแปลกๆไม่ได้ เพราะอย่างนั้นก็เลยตั้งใจว่าจะเข้าไปพูดคุยกับอีกฝ่ายโดยตรง

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

 

 

สถานการณ์ในตอนนี้ช่างหนาวเหน็บ

 

ณ มุมหนึ่งในคฤหาสน์ตระกุลซุน อ้ายเอ่อร์ซวิ่นและจางกั๋วจงยืนเผชิญหน้ากัน คนอายุมากกว่าเงยหน้ามองคนคุ้มกันร่างกำยำ น้ำเสียงไม่พอใจเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากนั้น

 

“ผมคงดูโง่มากในสายตาคุณ”

 

“…ขอโทษด้วยครับ”

 

ผิดถูกก็ว่าไปตามเนื้อผ้า คราวนี้อ้ายเอ่อร์ซวิ่นรู้ตัวดีจึงยอมขอโทษออกไปโดยง่าย

 

“…ช่างเถอะ ยังไงตัวการก็คือศิษย์พี่ แถมผมยังยอมร่วมมือกับคุณซุนเรื่องหลานถิงซวี่แล้วด้วย” จางกั๋วจงถอนหายใจอย่างปลดปลง แม้ว่าใจจริงจะยังเคืองอยู่แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะไม่ถือสาเอาความแล้ว เห็นอย่างนั้นอ้ายเอ่อร์ซวิ่นก็รู้สึกโล่งอก คงเพราะการถูกคนดีโกรธย่อมหมายความว่าเขาทำตัวไม่ดี ทำตัวขัดกับหลักคุณธรรมที่ตนยึดถือ เพราะอย่างนั้นจึงได้รู้สึกหนักอึ้งในใจมาโดยตลอดนั่นเอง

 

“ที่ผมเลือกจะเชื่อคำพูดคุณก็เพราะคุณดูเป็นคนซื่อๆ ยังไงก็ไม่ใช่คนไม่ดีแน่ๆ แต่ดูเหมือนว่าคุณคงจะอยู่กับศิษย์พี่มากไปจนติดเชื้อเขามาแล้ว” ประมุขจางส่ายหน้าน้อยๆอย่างเอือมระอา ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปใกล้ พอบอกให้อีกคนก้มหัวลงมาเรียบร้อยแล้วก็ยีหัวอ้ายเอ่อร์ซวิ่นอย่างเบามือ

 

“ทีหลังอย่าทำอีกล่ะครับ”

 

จากนั้นก็เดินจากไปเมื่อเสร็จธุระ ปล่อยให้อ้ายเอ่อร์ซวิ่นยืนตะลึงอยู่ตรงนั้นกับการกระทำก่อนหน้าที่คาดไม่ถึง บทลงโทษสำหรับคนอายุน้อยกว่าที่ไม่สนิทกัน ลงมือมากสุดก็คงได้แค่การทำให้อีกฝ่ายผมยุ่ง อย่างไรเสียก็มีกำแพงของคนไม่รู้จักกั้นอยู่ระหว่างพวกเขา จึงทำให้ไม่อาจลงไม้ลงมือไปมากกว่านี้ได้

 

ทว่า บทลงโทษนั้น… จะเรียกว่าบทลงโทษมันก็กระไรอยู่ คงเพราะอายุมากกว่า ซ้ำยังเป็นพ่อคนแล้วฝ่ามือของจางกั๋วจงในตอนที่กำลังสอนสั่งถึงได้ดูอบอุ่นอ่อนโยนเป็นพิเศษ

 

ไม่เห็นจะเหมือนกับบทลงโทษทางการทหารที่อ้ายเอ่อร์ซวิ่นผู้เคยเข้าร่วมรบสงครามจีน-เวียดนามมาก่อนรู้จักเลยสักนิด

 

คงเพราะห่างเหินจากสัมผัสอ่อนโยนอย่างนี้มานานถึงได้ทำตัวไม่ถูก แต่ประเด็นสำคัญก็คือ การที่ประมุขจางเชื่อคำพูดของเขาด้วยเหตุผลแค่นั้น นั่นไม่ไร้เดียงสาไปหน่อยหรือ…?

 

เหตุผลที่เรียบง่ายและเต็มไปด้วยช่องโหว่นั่นทำเอาชายหนุ่มร่างกำยำหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก

 

ไม่ระวังตัวเอาเสียเลย… อ้ายเอ่อร์ซวิ่นได้แต่บ่นพึ่มพำอยู่ในใจ ก่อนจะนึกถึงภารกิจหลานถิงซวี่ขึ้นมาได้ ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายความรู้สึกนี้อย่างไรดี แต่จากที่ได้สัมผัสตัวตนของจางกั๋วจงคร่าวๆก็รู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาเฉยๆเสียอย่างนั้น

 

 

สงสัยว่า… ระหว่างที่อยู่ในพม่า เขาคงต้องคอยดูแลคนคนนี้เป็นพิเศษแล้วกระมัง

 

 

 

……..

S A N T A [ Original Short Story ]

เรื่องสั้นออริที่เขียนตามหัวข้อของกลุ่มนักหัดเขียนค่ะ  ไม่ได้เขียนออริมานานมาก รู้สึกไม่ชินนิดๆฮือออ555555

 

_________________________________________________________________

 

S A N T A

 

By ; NightyNox

 

.

 

 

ณ อีกโลกหนึ่ง ซึ่งห่างไกลออกไปจากโลกที่พวกเราอาศัยอยู่

 

ผู้ชายที่ชื่อว่ารูดอล์ฟกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกได้ว่า วิกฤต

 

 

‘ผิดแผน…ผิดแผนไปหมด…’

 

 

ชายหนุ่มผิวแทนมีท่าทีเลิ่กลั่กอย่างเห็นได้ชัดเมื่อประสานสายตากับเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบที่เดินลงมาจากชั้นสองของบ้าน สองมือน้อยๆของเธอกุมถุงเท้าข้างหนึ่งไว้แน่น

 

 

“ข… ขโม…”

 

 

ผู้บุกรุกอย่างรูดอล์ฟรีบพุ่งเข้าไปปิดปากเด็กน้อยอย่างลนลาน

 

 

“ม ไม่ใช่นะ! ไม่ใช่ขโมย! ผม…เอ่อ…ใช่แล้ว เป็นคุณซานต้าไงล่ะ!!”

 

 

แม้ว่ารูดอลฟ์จะไม่ใช่ซานตาคลอส แต่การแอบเอาชื่อของบุคคลดังกล่าวมาอ้างก็ทำให้ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวนั้นทอประกายตื่นเต้น และเมื่อริมฝีปากเป็นอิสระจากมือชายแปลกหน้า เด็กหญิงก็สำรวจรูปลักษณ์ฝ่ายตรงข้ามอย่างตั้งใจ

 

เรือนผมสีแดงยาวระต้นคอที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อย ใบหน้าอ่อนเยาว์คมคาย รอยแผลเป็นจางๆประทับอยู่บนสันจมูกโด่งรั้น นัยน์ตาสีน้ำตาลเปลือกไม้เข้ากันได้ดีกับสีของโค้ตยาวกรอมเท้าที่สวมใส่อยู่

 

ท่าทีหวาดระแวงของเด็กหญิงเริ่มกลับมาอีกครั้ง

 

 

“ไม่เห็นเหมือนคุณซานต้าตรงไหนเลย…”

 

“ผมคือซานตาคลอสจริงๆนะ…ไม่เชื่อดูนู่นสิ เห็นถุงของขวัญตรงนั้นใช่มั้ยล่ะ” ชายหนุ่มยิ้มเจื่อนขณะพยักเพยิดไปทางถุงขนาดใหญ่ที่ถูกมัดปากถุงไว้อย่างแน่นหนา นัยน์ตากลมโตไร้เดียงสาของเด็กน้อยเปล่งประกายอีกครั้ง

 

“ว้าว เป็นคุณซานต้าจริงๆด้วยสินะคะ!!”

 

“ฮะๆๆ ก็นะ… ซานตาคลอสเองก็ต้องเปลี่ยนชุด ลดน้ำหนัก โกนหนวดเครา ฉีดโบท็อกซ์ชะลออายุกันบ้าง จะให้เหมือนในนิทานไปตลอดนี่น่าเบื่อแย่เลย” หนุ่มผิวแทนยิ้มแหยๆขณะแต่งเรื่องหลอกเด็กขึ้นสดๆร้อนๆ ในใจรู้สึกโล่งอกที่เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ยอมเชื่อตามคำโกหกของเขาแต่โดยดี

 

“เอาล่ะ ทีนี้ก็…ขึ้นไปนอนได้แล้วครับสาวน้อย ถ้าเธอไม่ขึ้นไปข้างบน ผมไม่ให้ของขวัญจริงๆนะ”

 

“หวา! ป ไปแล้วค่ะ!! คุณซานต้าต้องให้ของขวัญหนูนะคะ!!” เด็กหญิงรีบร้อนวิ่งกลับขึ้นชั้นสองไปทันทีเมื่อถูกขู่เรื่องของขวัญ รูดอล์ฟหัวเราะเบาๆอย่างอ่อนโยนก่อนจะเก็บถุงเท้าที่อีกฝ่ายทำหล่นไว้ขึ้นมาแขวนไว้เงียบๆ เดินไปรื้อค้นของขวัญในถุง หยิบตุ๊กตาหมีตัวโตวางไว้ข้างๆถุงเท้าสีสันสดใส

 

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลเปลือกไม้ตวัดมองไปรอบบ้าน ไล่มองตั้งแต่เตาผิง เก้าอี้โยก โซฟา โต๊ะรับแขก ต้นคริสต์มาส ก่อนจะหยุดอยู่ที่นาฬิกาติดฝาผนังเป็นอย่างสุดท้าย

 

 

“ได้เวลาแล้วสินะ”

 

 

รูดอล์ฟพึมพำ ขณะเดียวกันกับที่เข็มสั้นและเข็มยาวของนาฬิกาหยุดนิ่งอยู่ที่เลขสิบสอง แม้กระทั่งเข็มวินาทีเองก็หยุดเดินเช่นกัน

 

ราวกับโลกหยุดหมุน ทุกอย่างนิ่งสนิท และเงียบงันราวกับต้องมนตร์

 

แม้ว่าโลกทั้งโลกถูกหยุดเวลาเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่รูดอล์ฟก็ยังขยับตัวได้ ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกๆ ล้วงมือเข้าไปในเสื้อโค้ตสีน้ำตาล คว้าปืนพกสีดำคู่ใจออกมาเงียบๆ

 

 

เพล้ง!

 

 

“ทางนั้นเรอะ?”

 

เสียงกระจกแตกกระจายดังขึ้นทำลายความเงียบ รูดอล์ฟที่คุ้นเคยกับ คำทักทาย กระชากสไลด์ปืน จ่อปืนไปที่หน้าต่างแล้วลั่นไกอย่างไม่ลังเล

 

 

ปัง!

 

ปัง!

 

ปัง!

 

ปัง!

 

 

เสียงสาดกระสุนดังขึ้นสี่นัดรวดแต่กลับไม่โดนร่างของผู้บุกรุกเลยแม้แต่น้อย ทว่า รูดอล์ฟไม่รู้สึกตระหนกตกใจกับความผิดพลาดนั้นแต่อย่างใด ตรงกันข้าม การเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วว่องไวจนหลบกระสุนได้ทุกนัดนั้นอยู่ในการคาดเดาของชายหนุ่มอยู่แล้ว กระสุนสี่ลูกที่เสียไปนั้น ถือว่าแทนคำทักทายปกติของเขา

 

 

“คุณนิค…”

 

 

รูดอล์ฟว่าพลางจ้องมองร่างของผู้มาเยือนอย่างระแวดระวัง ผู้มาเยือนนั้นอายุมากกว่าและสูงกว่ารูดอล์ฟ รูปร่างภายนอกล่ำกว่าเล็กน้อย เรือนผมสีเงินยาวสลวยถึงกลางหลัง นัยน์ตาเรียวสีเทาควันบุหรี่ ชายเสื้อโค้ตสีแดงคล้ำดุจโลหิตพลิ้วไหวไปตามแรงลม

 

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะรูดอล์ฟ สบายดีไหม? ดีใจนะที่เธอยังเดาใจฉันถูกว่าจะเลือกโผล่มาที่ไหนก่อนเป็นที่แรก” ชายที่ชื่อนิคเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและเป็นมิตร รอยยิ้มงดงามปรากฏขึ้นบนใบหน้าเรียวสวย

 

“ยังไม่เลิกอีกเหรอครับ รอยยิ้มแบบนี้น่ะ…” รูดอล์ฟพึมพำเบาๆ เขาไม่เคยชอบรอยยิ้มของนิคเลยสักครั้ง มันสวยงาม แต่แฝงไปด้วยความอันตรายและโหดเหี้ยมอย่างที่ไม่สามารถคาดเดาได้

 

“เธอเองก็ยังทำตัวดื้อด้านอยู่เหมือนเดิมนะ”

 

“นั่นน่ะเป็นคำชมสินะครับ…”

 

“ฮึๆ นั่นสินะ…”

 

 

ในขณะที่บทสนทนากำลังดำเนินอยู่นั้น ด้านหลังของนิคปรากฏเงาคนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ชายตัวใหญ่สูงเฉียดสองเมตรค้อมหัวทำความเคารพเจ้าของเรือนผมสีเงินอย่างนอบน้อม ก่อนที่สายตาดิบเถื่อนจะตวัดมองรูดอล์ฟที่ยืนอยู่ฝั่งตรงกันข้าม

 

 

“ไง ไอ้เด็กดื้อ” เสียงนั้นแหบห้าวเช่นเคย นัยน์ตาสีทองเปี่ยมไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย เรือนผมสีดำยุ่งเหยิงเพราะแรงลม สวมเสื้อโค้ตสีเทาเข้มเข้าคู่กับบู๊ตขัดเงา

 

“สวัสดีครับ ลุงบลิกเซ่ม”

 

“ก็บอกแล้วไงว่าบลิตเซ่น ไม่ใช่บลิกเซ่ม เรียกให้ถูกหน่อย ไอ้หนู”

 

“ก็คนมันชินนี่ ไม่รู้จะเปลี่ยนชื่อทำไมให้วุ่นวาย…” แม้ว่าน้ำเสียงของทั้งคู่จะฟังดูสบายๆ แต่รูดอล์ฟก็ยังไม่ยอมลดปืนลง เช่นเดียวกับแส้ในมือของบลิตเซ่นที่พร้อมจะตวัดโจมตีฝ่ายที่อายุน้อยกว่าทุกเมื่อ

 

“จริงๆแล้วดอนเนอร์เองก็อยากจะมาด้วย แต่ว่าฉันก็กลัวว่าเขาจะใจอ่อนกับลูกชายอีก แล้วก็ทำได้แค่สร้างรอยแผลเป็น แต่ฆ่าเธอไม่ได้”

 

 

เมื่อชื่อของดอนเนอร์ผู้เป็นพ่อถูกศัตรูอย่างนิคเอ่ยออกมา แผลเป็นที่จมูกของรูดอล์ฟก็ปวดแปลบขึ้นมากะทันหัน หนุ่มผมแดงขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจ

 

 

“ผมไม่ยอมถูกใครฆ่าหรอก ไม่อย่างนั้นพวกมนุษย์ก็ต้องถูกพวกคุณทำร้าย…”

 

 

รูดอล์ฟเหลือบมองชั้นสองของบ้านที่ยังคงอยู่ในสภาพปกติ สมาชิกในบ้านล้วนหลับสนิทเพราะฤทธิ์มนตรา

 

S A N T A กับ S A T A N ถ้าลองสลับตัวอักษรดูแล้วก็จะเข้าใจความอันตรายทั้งหมดได้ทันที

 

ซานต้าก็คือซาตาน เรนเดียร์ลากเลื่อนทั้งแปดก็คือปีศาจผู้ภักดี ส่วนเรนเดียร์ตัวที่เก้า รูดอล์ฟ…

 

 

กบฏ

 

 

นั่นล่ะคือสถานะของหนุ่มผิวแทนในตอนนี้

 

ที่ผ่านมา ค่ำคืนศักดิ์สิทธิ์มักจะมอบช่วงเวลาแห่งปาฏิหาริย์ให้ด้วยการหยุดเวลาและสะกดมนุษย์ให้อยู่ในห้วงนิทรา สร้างโอกาสให้นักบุญใจดีเดินทางมอบของขวัญให้เด็กๆทั่วโลกได้อย่างสบายใจ

 

ทว่า นักบุญคนนั้น… ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร จู่ๆเขาก็กลายเป็นซาตาน เปลี่ยนคืนศักดิ์สิทธิ์ให้กลายเป็นคืนวิปโยค ไล่ฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยม สนุกสนานกับการเห็นชีวิตคนเป็นแค่ของเล่นใช้แล้วทิ้ง

 

แน่นอนว่า…กบฏตนนี้ไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนั้น

 

มือข้างหนึ่งรูดอล์ฟกำหมัดแน่น ในขณะที่อีกข้างยังคงมีสมาธิกับการจ่อปืนใส่นิค หางตาของชายหนุ่มชำเลืองมองบลิตเซ่นที่ยังคงกำแส้ไว้ในมือ

 

ทุกๆปี รูดอล์ฟต้องรับมือกับนิคและสมุนอีกหนึ่งตน สองรุมหนึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประจำ คราวที่แล้วนิคพาพ่อของเขามาเที่ยวเล่นบนโลกมนุษย์ คราวนี้ก็ถึงตาบลิตเซ่น ถ้าหากครั้งนี้เขามีชีวิตรอดไปได้คริสต์มาสในปีหน้าอาจได้ประมือกับแดสเชอร์ สมุนอีกตนหนึ่งของนิคด้วยก็ได้

 

ปกป้องมนุษย์จากซาตานในคราบนักบุญ นั่นล่ะคืองานประจำของรูดอล์ฟในวันคริสต์มาส

 

รูดอล์ฟไม่รอช้า สลัดความรู้สึกกังวลต่างๆนานาที่เก็บกักไว้ในหัว ชิงเปิดการโจมตีก่อนด้วยปืน นิคยักยิ้มขณะโยกตัวหลบกระสุน ก่อนจะก้าวถอยหลังไปเล็กน้อย เช่นเดียวกับทุกครั้ง เขาปล่อยให้ลูกน้องได้ออกกำลังกาย บลิตเซ่นกระโดดออกไปพร้อมแส้ที่กำลังโบกสะบัด นิคเฝ้ามองการต่อสู้ดุเดือดอย่างเพลิดเพลินใจ

 

เมื่อเทียบกันแล้ว การต่อสู้ระหว่างลูกน้องกับคนทรยศนั้นสนุกกว่าการไล่ฆ่ามนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัยเว้นเสียแต่ว่าถ้าสู้กันได้น่าเบื่อเกินไป นิคก็จะเริ่มมองหาเหยื่อ สุดท้าย รูดอล์ฟก็ต้องผละจากลูกน้องมาจัดการกับเจ้านายอย่างยากลำบาก

 

เสียงหวดแส้ดังแหวกอากาศ รูดอล์ฟกระโดดหลบการโจมตีนั้นได้หวุดหวิด ปืนพก.45ในมือสาดกระสุนใส่ศัตรูไม่ยั้ง บลิตเซ่นกวาดขาถีบโต๊ะรับรองแขกใส่รูดอล์ฟ อาศัยช่องว่างในตอนที่หนุ่มผิวแทนผงะหลบโต๊ะคว้ามีดพกเตรียมสะบั้นคออีกฝ่ายจากข้างหลัง นับว่าโชคดีที่รูดอล์ฟตั้งรับได้ทัน กบฏหนุ่มก้มตัวหลบ มีดเล่มนั้นจึงต้องฟันอากาศไปอย่างน่าเสียดาย

 

รูดอล์ฟตีลังกาหนีได้อย่างคล่องแคล่ว ชายหนุ่มตัดสินใจที่จะไม่โจมตีต่อเพราะกระสุนหมด จำเป็นสร้างโอกาสในการใส่กระสุนเสียก่อน จริงอยู่ว่าระหว่างนี้จะโจมตีแทนด้วยเวทมนตร์ก็ได้ แต่พลังเวทของปีศาจอายุน้อยมีจำกัด รูดอล์ฟจึงตัดสินใจเก็บไว้ใช้ในกรณีที่จวนตัวจริงๆเพราะเขายังต้องใช้เวทมนตร์ซ่อมแซมข้าวของที่ถูกทำพังอีก

 

ปีศาจอายุน้อยมีข้อดีที่ความอึดทางกายภาพ แต่แส้ที่บลิตเซ่นใช้ไม่ใช่แส้ธรรมดา มันถูกสั่งทำพิเศษจากอวัยวะส่วนใดสักส่วนของสัตว์ปีศาจที่รูดอล์ฟไม่รู้จัก ดังนั้นพลังการโจมตีจึงสูงมาก ไม่ใช่ของที่เหมาะจะให้สัมผัสถูกตัวจริงๆ

 

หนุ่มผมแดงลังเลเล็กน้อย ควรจะใช้กลยุทธ์เก่า กระโดดหลบไปมา ถ่วงเวลาจนกว่าจะถึงเวลาที่โลกกลับมาเป็นปกติอีกครั้งดีหรือเปล่า? กลยุทธ์นี้มีความเสี่ยงตรงที่เขาต้องปลีกไปสู้กับนิคที่เริ่มอาละวาดเพราะความเบื่อหน่าย รูดอล์ฟไม่ชอบรับมือกับนิค ถ้าให้เลือกระหว่างปีศาจสองตนนี้ กบฏหนุ่มยอมโดนแส้ของบลิตเซ่นหวดแรงๆเสียยังจะดีกว่า

 

รูดอล์ฟคว้าเก้าอี้โยกที่อยู่ใกล้ตัวโยนใส่อีกฝ่ายเพื่อสร้างโอกาสในการสับเปลี่ยนแม็กกาซีน พลางแอบชำเลืองมองนิคที่ยืนอยู่ไกลๆด้วยหางตา ถ้าอยากปกป้องมนุษย์ทุกคนในละแวกนี้ ดูท่าว่าเขาคงต้องทำอะไรรุนแรงบ้างเสียแล้ว

 

 

“น่าสมเพชจริงๆ” บลิตเซ่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด โดยที่ไม่รู้ว่าภัยกำลังจะมาถึงตัวในไม่ช้า

 

“อยากพูดอะไรก็พูดไปเถอะครับ” รูดอลฟ์กระโดดพุ่งออกไปหาอีกฝ่ายตรงๆอย่างไม่มีชั้นเชิง แรงปะทะที่มาอย่างกะทันหันทำให้ทั้งคู่กระเด็นออกไปไกลจากตัวบ้านและละแวกที่อยู่อาศัย แม้ว่าในช่วงที่พุ่งออกมาจะโดนแส้ฟาดจนแทบกระอักเลือดแต่รูดอล์ฟก็กอดหมับเข้าที่ร่างกำยำของบลิตเซ่นอย่างแนบแน่น

 

 

และในขณะที่บลิตเซ่นผงะกับการกระทำที่คาดไม่ถึงของรูดอล์ฟ ชายหนุ่มผมแดงก็ปลดสลักระเบิดที่ซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ต

 

 

ตูม!

 

 

เสียงระเบิดดังกึกก้อง แต่ทั้งรูดอล์ฟและบลิตเซ่นยังคงมีชีวิตอยู่ แม้ว่าจะอยู่ในสภาพเลือดอาบก็ตามที เสื้อผ้าที่ถึงแม้จะทนทานเพราะทำจากวัสดุชนิดพิเศษขาดวิ่นเสียหายไปกว่าครึ่ง รูดอล์ฟคว้าปืนคู่ใจที่ยังใช้การได้จ่อยิงศัตรูในระยะประชิด พร้อมๆกับถูกมีดสีเงินของบลิตเซ่นที่อาบไปด้วยเวทเยือกแข็งแทงทะลุร่าง

 

 

“คิดอะไรไม่ออกแล้วหรือไง ไอ้เด็กโง่”

 

“ก็ลุง….เก่งเกินไปนี่ครับ”

 

 

เสียงของรูดอล์ฟเริ่มขาดเป็นห้วงๆเพราะความเจ็บปวด กระแสลมหายใจปั่นป่วนไปหมด ทั้งปืนพกและกระสุนปืนเป็นของที่ทำขึ้นเป็นพิเศษเช่นกัน อาวุธธรรมดาไม่มีทางต่อกรกับปีศาจได้อยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น กระสุนเงินเคลือบเวทไฟจางๆจากช่างทำอาวุธก็ยังสู้อาวุธที่ได้รับเวทโดยตรงจากเจ้าของอาวุธไม่ได้

 

ทว่า ต่อให้เป็นฝ่ายบาดเจ็บหนักกว่าก็ใช่ว่าจะต้องยอมแพ้ หนุ่มผิวแทนผละออกมา ดึงตัวเองออกจากคมมีดอย่างเจ็บปวด สภาพบลิตเซ่นตอนนี้เองแม้ว่าจะยังนับว่าดีกว่าเขา แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ลำบากเลย ถูกทั้งแรงระเบิดและกระสุนปืนในระยะประชิดเล่นงานเสียจนดูไม่จืด นิคยักยิ้มกับการต่อสู้นั้น ในที่สุดก็ได้เห็นเลือดสักที นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาอารมณ์ดีจนต้องฮัมเพลงออกมา

 

การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป รูดอล์ฟเหนี่ยวไกยิงอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้ พร้อมๆกับกระโดดหลบแส้ของบลิตเซ่นไปด้วย ทั้งคู่ผลัดกันรุกผลัดกันรับ การเคลื่อนไหวช้าลงเพราะอาการบาดเจ็บ เสียงลั่นไกผสมปนเปกับเสียงหวดแส้และเสียงจากการใช้เวท

 

 

“น่าเบื่อจัง” การเคลื่อนไหวและความเข้มข้นของการต่อสู้ที่อ่อนลงเริ่มทำให้นิคเบื่อหน่าย เจ้าของเรือนผมสีเงินปิดปากหาวอย่างสง่างาม ก่อนจะเริ่มดีดนิ้วดังเป๊าะ

 

 

เพดานชั้นสองถล่มลงมาตามคำสั่งของซาตาน รูดอล์ฟคว้ารองเท้าบู๊ตหนังของตนที่ตกอยู่บนพื้นฟาดหน้าบลิตเซ่นก่อนจะรีบพุ่งจากข้างนอกเข้ามารับร่างของมนุษย์ที่ร่วงหล่นลงมาจากชั้นสองทีละคนได้อย่างเฉียดฉิว หลังจากวางร่างของเด็กหญิงวางไว้ข้างๆผู้ปกครองทั้งสองคน รูดอล์ฟก็ถูกขนาบกลาง

 

เบื้องหน้าคือนิคที่กำลังแย้มยิ้มอย่างงดงาม และข้างหลังคือบลิตเซ่นที่ไล่ตามมาอย่างโกรธแค้น

 

 

“…อย่าทำอะไรพวกเขา” รูดอล์ฟเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขณะเดียวกันก็คว้าผ้าห่มที่ตกอยู่ไม่ไกลมาห่อตัวคนเหล่านั้นไว้ป้องกันความหนาวเย็นจากอุณภูมิภายนอก นิคถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เส้นผมสีเงินพลิ้วไหวไปตามแรงลมเย็นยะเยือกของฤดูหนาว

 

“ไม่ไหวเลยนะ เธอน่ะ ไม่ได้เรียนรู้เลยรึไงว่าการขอร้องอย่างนี้ มันทั้งไร้ประโยชน์และน่าสมเพช”

 

 

ปลายเล็บของนิคเรืองแสงสีเงินจางๆ ซาตานตวัดปลายนิ้วอย่างงดงาม ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่าง รูดอล์ฟทรุดตัวลงบนพื้น กรีดร้องออกมาอย่างทรมาน แต่ที่ทำให้ชายหนุ่มเบิกตากว้างก็คือเลือดสีแดงสดที่ไหลทะลักออกมาจากตำแหน่งหัวใจบริเวณหน้าอกของมนุษย์ทั้งสาม ราวกับถูกทิ่มแทงด้วยของมีคมล่องหน ของเหลวสีเข้มซึมเปื้อนผ้าห่มเสียจนชุ่มโชก

 

 

“ย หยุดนะ!!” ชายหนุ่มผมแดงถลาเขาไปหามนุษย์ทั้งสาม ทว่า ไม่ทันการ สิ้นลมหายใจไปเรียบร้อยแล้ว

 

“จะคริสต์มาสปีไหนๆก็จบแบบนี้ไม่ใช่หรือไง เธอยังไม่ชินกับฉากจบแบบนี้อีกเหรอ รูดอล์ฟ?”

 

 

นิคขยับนิ้วอีกครั้ง เล่นซนกับศพไร้ชีวิต ร่างของเด็กหญิงที่ถูกมีดล่องหนกรีดผ่าร่างจนเละเทะสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาสีเปลือกไม้ที่กำลังเบิกโพลง กลิ่นคาวคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ

 

ตามมาด้วยร่างของพ่อแม่ที่จู่ๆก็แตกระเบิด เศษชิ้นส่วนอวัยวะและชิ้นเนื้อกระจายไปทั่ว ย้อมร่างของรูดอล์ฟให้กลายเป็นสีแดงฉาน

 

 

“เข้ากับสีผมของเธอดีนะ”

 

 

ซาตานเอ่ยยิ้มๆ ความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนของชายหนุ่มผมแดงไหลทะลักเข้ามาในสมอง เขาไม่เคยลืม เหตุการณ์ทุกอย่างไม่ต่างไปจากเดิมเลยสักนิด รูดอล์ฟเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ปกป้องใครเอาไว้ไม่ได้สักคน บางที.. สาเหตุที่ยังไม่ตายก็คงเป็นเพราะซาตานและสมุนเอาแต่สนุกกับการฆ่ามนุษย์จนลืมปีศาจที่กำลังจะตายแหล่มิตายแหล่อย่างเขาไป หรือเป็นเพราะผู้เป็นพ่อฆ่าเขาไม่ลง สรุปสั้นๆก็คือ ที่รอดมาได้ก็เพราะโชคทั้งนั้น

 

ไม่อย่างนั้นก็…จงใจปล่อยเขาทิ้งไว้ เพื่อให้ทนเห็นภาพบาดตาบาดใจไปเรื่อยๆ ทุกๆปี จนกว่าจะสิ้นหวัง… และกลับไปอยู่กับพวกเขาอย่างถาวร จะเรียกว่าเป็นการดัดนิสัยเด็กดื้อก็คงไม่ผิดมากนัก

 

อย่างไรเสีย รูดอล์ฟไม่มีทางรู้จุดประสงค์ที่แท้จริง ในเมื่อไม่มีใครพูดออกมาก็ทำได้เพีงแค่คาดเดาอย่างทรมานใจเท่านั้น

 

เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานดังแว่วมาจากที่ไกลๆ ไม่มีเสียงกรีดร้องจากมนุษย์ พวกเขาตายไม่รู้ตัวด้วยฝีมือซาตานและปีศาจ ชายหนุ่มยังคงนิ่งค้างในสภาพที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและชิ้นเนื้อ ไม่มีแรงที่จะลุกขึ้นยืน ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่ถ่าโถมมาหาเขานั้นหนักหนาสาหัสเกินไป ทั้งภาพในอดีตที่ยังคงหลอกหลอน ปัจจุบันอันแสนเลวร้าย และชะตากรรมในอนาคตที่มืดมนสิ้นหวัง

 

รูดอล์ฟรู้สึกราวกับว่า ทุกๆอย่างของตนกำลังพังทลายลงอย่างเชื่องช้า หยาดน้ำตาอุ่นไหลอาบแก้มอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

 

เพราะมีความหวัง ก็เลยต้องเจ็บปวด

 

อยากหนี

 

ต่อสู้กับความรู้สึกพวกนี้ทุกครั้ง เพื่อมาเผชิญหน้ากับมันอีกครั้งในอนาคต รูดอล์ฟรู้ดีว่าเขาไม่ฉลาด เขาไม่เก่ง ไม่มีฝีมือ มีดีก็แค่ความพยายามกับเรื่องการตั้งความหวังเท่านั้น เพราะอย่างนั้นถึงได้เลือกที่จะลุกขึ้นสู้ใหม่

 

ครั้งนี้ล่ะ…? จะทิ้งความหวังทั้งหมด หรือว่าจะแบกรับมันต่อไป?

 

ถ้าทิ้งก็จะโล่งสบาย แต่ถ้าแบกมันต่อไป ก็ต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดแบบเดิมๆอีกในอนาคต

 

 

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน นัยน์ตาสีเปลือกไม้หม่นแสงลง ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง ในที่สุดรูดอล์ฟก็ตัดสินใจแล้ว

 

 

“หายดื้อซะทีนะเจ้าหนูนี่” บลิตเซ่นบ่นงึมงำในลำคอ ขณะเดียวกันกับที่นิคปลดเสื้อโค้ตสีแดงคล้ำของตัวเองออก คลุมมันลงบนไหล่ที่นิ่งสงบของรูดอล์ฟอย่างอ่อนโยน

 

 

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ รูดอล์ฟ”

 

End.

Fantastic Beasts AU FanFiction [ Gellert Grindelwald x Percival Graves ] ‘Evil’

Fantastic Beasts AU FanFiction

Pairing : Gellert Grindelwald x Percival Graves

 

‘Evil’

 

……………….

 

 

แม้จะเพิ่งเผชิญหน้ากันได้เป็นครั้งที่สอง แต่เรื่องราวของปีศาจตนนั้นกลับกลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่เกรฟส์ลืมไม่ลงจนกว่าจะหมดสิ้นอายุขัย

 

เพอร์ซิวัล เกรฟส์ถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเห็นภาพศพมนุษย์ที่เกลื่อนกลาดไปทั่วบริเวณ พอกวาดตามองไปรอบๆก็เป็นไปตามคาด ไร้ซึ่งวิญญาณของผู้ตาย ทั้งหมดมีเพียงหนึ่งร่างสูงในเสื้อคลุมตัวยาวสีดำที่ยืนเด่นเป็นสง่าท่ามกลางความวังเวงนั้น

 

“สายัณห์สวัสดิ์ มิสเตอร์เกรฟส์”

 

“มิสเตอร์กรินเดลวัลด์ พวกเราเคยตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือไง?”

 

กรินเดลวัลด์หันมาเผชิญหน้ากับเกรฟส์ตรงๆ ปีศาจตนนี้ยักยิ้มอารมณ์ดีเมื่อสัมผัสได้ถึงความหงุดหงิดที่พยายามอดกลั้นไว้ไม่สำเร็จของอีกฝ่าย

 

“อ้า นั่นสินะ ฉันเคยสัญญาว่าจะกินวิญญาณให้น้อยลงนี่นา เพื่อที่ยมทูตอย่างคุณจะได้ไม่ตกงานไปเสียก่อน”

 

“ฉันไม่ได้กังวลเรื่องนั้น…” ยมทูตระดับสูงอย่างเกรฟส์ไม่เคยเจอใครที่รับมือยากเท่ากรินเดลวัลด์มาก่อน ที่จริงแล้วเขาควรจะกำจัดอีกฝ่ายทิ้งเสียด้วยซ้ำในฐานะกบฏ แต่เพราะรู้ดีว่าการต่อต้านด้วยกำลังนั้นเสียแรงเปล่า การเจรจาต่อรองจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

 

เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ ปีศาจตนนี้รับมือยาก ผู้ที่อาจหาญเข้าต่อกรกับเขาล้วนถูกสังหารจนสูญสลายหายไปอย่างเลือดเย็น ไม่ว่าจะมากันเป็นกองทัพหรือลุยเดี่ยว ก็ไม่มีใครรอดกลับไปรายงานตัวที่สำนักงานใหญ่ยมทูตกันเลยสักคน จนกระทั่งเกรฟส์ถูกดึงตัวมารับหน้าที่จัดการเรื่องกรินเดลวัลด์โดยตรง การสูญเสียเลือดเนื้อโดยเปล่าประโยชน์ของเหล่ายมทูตจึงสิ้นสุดลง

 

เพอร์ซิวัล เกรฟส์ เป็นยมทูตตนแรกที่ได้มีโอกาสพบหน้ากรินเดลวัลด์เป็นครั้งที่สอง ไม่มีใครรู้เหตุผลที่แท้จริงเพราะเกรฟส์ปิดปากเงียบ และแม้ว่าเหตุผลนั้นจะเป็นปริศนารบกวนจิตใจของเพื่อนร่วมงานมากเพียงใด แต่ในเมื่อเกรฟส์กลายเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขาสำหรับการยุติปัญหาเรื่องกรินเดลวัลด์ที่ยืดเยื้อมานาน จึงไม่มีใครตอแยซักถามอะไรให้วุ่นวายใจมากนัก

 

ว่ากันว่าในอดีต กรินเดลวัลด์เองก็เคยเป็นยมทูตมาก่อน เขามีหน้าที่นำทางวิญญาณผู้ตายไปส่งยังปรโลกเช่นเดียวกับยมทูตตนอื่น ทว่า นานวันเข้าก็เริ่มเบื่อหน่ายกับหน้าที่นี้ จากที่เคยนำทางวิญญาณ กลับกลายเป็นว่า เขาเลือกที่จะกลืนกินวิญญาณเหล่านั้น สะสมพลังจนกลายเป็น ‘ปีศาจ’

 

‘กบฏที่ยากจะต่อกร’ นั่นล่ะ คือตัวตนของกรินเดลวัลด์ในตอนนี้

 

 

 

“รู้อะไรไหม มิสเตอร์เกรฟส์ ความโลภของปีศาจน่ะ มีไม่จำกัดหรอกนะ”

 

จู่ๆกรินเดลวัลด์ก็เข้ามาประชิดตัวอย่างเงียบงัน เกรฟส์ผงะไปเล็กน้อยแต่ก็ยังคุมสติได้อย่างเยือกเย็น ชายวัยกลางคนเม้มปากแน่นเมื่อรับรู้ความหมายโดยนัยผ่านบทสนทนานั้น

 

“….ต้องการอีกอย่างนั้นหรือ?”

 

“เยี่ยมไปเลยมิสเตอร์เกรฟส์ เพราะอย่างนี้ฉันถึงได้ชอบคนฉลาด”

 

เคลื่อนใบหน้าเข้าใกล้พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ กรินเดลวัลด์ยื่นข้อเสนอต่ออีกฝ่ายอีกครั้ง

 

“ยิ่งคุณมอบความสุขให้ฉันมากเท่าไหร่ ฉันอาจจะยอมลดอาหารลงมากกว่านี้ก็ได้”

 

“……”  แน่นอนว่า ข้อตกลง ครั้งที่ผ่านมานั้นยังคงตามหลอกหลอนเขาอยู่เสมอ ราวกับฝันร้ายที่มีชีวิต แต่ถึงอย่างนั้น ยมทูตก็เลือกที่จะไม่เอ่ยอะไรออกไป ทำเพียงแค่รับฟังคำพูดของฝ่ายตรงข้ามต่อไปเงียบๆ

 

น้ำเสียงของกรินเดลวัลด์นั้นทุ้มต่ำ มีพลังอำนาจในการสะกดใจผู้อื่นได้อย่างน่าประหลาด แต่สำหรับเกรฟส์แล้ว มันไม่ต่างอะไรไปจากผลแอปเปิลที่ถูกเคลือบด้วยยาพิษเลยสักนิด

 

“ถ้าลองนับดูดีๆ ศพพวกนั้นน้อยลงกว่าเดิมไม่ใช่หรือไง ถึงจะโลภ แต่ฉันก็รักษาสัญญา ถูกไหม?”

 

ยมทูตเหลือบมองซากศพเหล่านั้นอย่างพินิจพิจารณา แม้ว่ากรินเดลวัลด์จะชั่วร้ายและยากที่จะต่อกรด้วย แต่เรื่องที่ปีศาจตนนี้รักษาสัญญานั้นก็เป็นความจริง ทั้งจำนวนมนุษย์ที่ถูกสังหารและวิญญาณที่ถูกช่วงชิงไปลดจำนวนลงจากเมื่อครั้งที่ผ่านมา แม้ว่าจะเป็นจำนวนที่น้อยมากก็ตามที เล็กน้อยเสียจนเป็นจำนวนที่ถ้าถูกมองข้ามไปก็ไม่ทำให้แปลกใจเลยสักนิด

 

เพอร์ซิวัล เกรฟส์ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขาผิดเองที่ไม่ได้ระบุจำนวนให้ชัดเจนกว่านี้ ทั้งๆที่การสร้างช่องโหว่ให้ศัตรูเล่นงานไม่ใช่วิสัยปกติของเขาเลยแท้ๆ

 

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าการโยนศักดิ์ศรีทิ้งอีกครั้งจะช่วยให้งานของเขานั้นง่ายขึ้น ต่อให้ทำใจยาก แต่ก็นับว่าเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ

 

เพียงชั่วเสี้ยววินาทีที่ความวิตกกังวลสะท้อนอยู่บนดวงตาสีเข้ม เหงื่อเย็นผุดซึมเล็กน้อย ทันทีที่ตัดสินใจ รอยยิ้มขื่นๆก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างยอมจำนน

 

“ตกลง….แลกกับชีวิตมนุษย์ห้าสิบคน”

 

“หึๆ จริงๆแล้วคุณเองก็โลภมากไม่ต่างไปจากฉันเลย”

 

กรินเดลวัลด์หัวเราะออกมาเบาๆเมื่อได้ยินตัวเลขจากปากของอีกฝ่าย ปีศาจชั่วร้ายฉีกยิ้มเยี่ยงผู้เหนือกว่า เคลื่อนหน้าเข้าไปใกล้กว่าเดิม กลิ่นกายของเกรฟส์กระตุ้นต่อมความอยากในตัวเขาได้เป็นอย่างดี

 

“ถ้าอย่างนั้น…มาเริ่มข้อตกลงของพวกเรากันเลยเถอะ มิสเตอร์เกรฟส์”

 

 

…………

 

Fantastic Beasts FanFiction [ Gellert Grindelwald x Percival Graves ] ‘Magic’

Fantastic Beasts FanFiction

Pairing : Gellert Grindelwald x Percival Graves

 

‘Magic’

 

……

 

 

ในขณะที่เพอร์ซิวัล เกรฟส์กำลังใช้เวลายามเช้ากับกาแฟดำรสเข้มและหนังสือพิมพ์ในมือ พ่อมดในหมายจับก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเขา

 

เกรฟส์เลิกคิ้วประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกฝ่าย แต่เพียงชั่วครู่ เจ้าหน้าที่กระทรวงก็ปรับเปลี่ยนท่าทีชายวัยกลางคนวางนิวยอร์คโกสต์ลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล ระบายยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเป็นธรรมชาติ

 

“ชาหรือกาแฟ?”

 

“กาแฟ”

 

“เหมือนเดิม? ไม่เบื่อหรือ?”

 

“แล้วคุณล่ะ? ดื่มแต่กาแฟ ไม่เบื่อบ้างหรือไง?”

 

“ผมไม่ถามต่อแล้วก็ได้”

 

เกรฟส์หัวเราะเบาๆก่อนจะโบกไม้กายสิทธิ์จัดการเรื่องกาแฟให้อีกคน กรินเดลวัลด์นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เอื้อมมือไปหยิบนิวยอร์คโกสต์ที่ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะไม้ขัดเงา พ่อมดชั่วร้ายมองชื่อและวีรกรรมของตัวเองในหน้าหนังสือพิมพ์พลางยักยิ้มอย่างอารมณ์ดี

 

กลิ่นกาแฟร้อนลอยฟุ้งไปทั่วห้องอาหาร กรินเดลวัลด์ยกจิบช้าๆ ในขณะที่เกรฟส์หันไปให้ความสนใจกับรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายที่ผิดแปลกไปจากปกติ

 

“นึกว่าคุณจะดื่มน้ำยาสรรพรสเรียบร้อยแล้วเสียอีก” นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เกรฟส์รู้สึกประหลาดใจ แทนที่จะได้เห็นตัวเองอีกคนเช่นทุกเช้า แต่เช้านี้เขากลับเห็นร่างจริงของกรินเดลวัลด์ ดังนั้นจึงอดสงสัยไม่ได้

 

“สลับกันบ้าง วันนี้คุณไปทำงาน ฉันจะพักเสียหน่อย”

 

“ไม่กลัวว่าผมจะหนีหรือไง?” เกรฟส์เอ่ยยิ้มๆ แต่กรินเดลวัลด์โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

 

“ไปเถอะ คุณควรจะดีใจนะที่วันนี้ไม่ถูกถอนผม ผมคุณจะล้านหมดหัวอยู่แล้วนี่”

 

เกรฟส์ยิ้มเฝื่อนๆกับคำหยอกล้อของคู่สนทนา มือเผลอเอื้อมไปจัดทรงผมตัวเองอัตโนมัติ ถึงแม้ว่าเขาจะเคยบ่นเล่นๆเรื่องถูกถอนผมบ่อยๆทุกวันจนน่าเป็นห่วงเรื่องผมบาง แต่พอถูกพูดอย่างนี้ใส่ต่อหน้าแล้วอย่างไรก็ทำใจไม่ได้อยู่ดี

 

หลังจากที่เสียเวลาแต่งตัวเตรียมพร้อมไปทำงาน เกรฟส์เดินกลับเข้ามาในห้องอาหาร กรินเดลวัลด์ยังนั่งอยู่ที่เดิม เคี้ยวขนมปังพลางอ่านหนังสือพิมพ์ไปพลาง เจ้าของบ้านลอบมองใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายนิ่งๆ ความทรงจำในอดีตไหลทะลักเข้ามาในหัวสมอง

 

เพอร์ซิวัล เกรฟส์นั้นยินยอมสมคบคิดกับกรินเดลวัลด์ด้วยความเต็มใจ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต่อต้านในเมื่อเขาเห็นด้วยกับแนวคิด ‘เพื่อประโยขน์สุขของคนส่วนใหญ่’

 

ดังนั้น เมื่อมีโอกาสได้เผชิญหน้ากัน ในเสี้ยววินาทีที่กรินเดลวัลด์โบกไม้กายสิทธิ์โจมตีอย่างไร้เสียงเกรฟส์กลับทำตรงกันข้าม เจ้าหน้าที่กระทรวงวางไม้กายสิทธิ์ลงบนพื้น

 

แม้จะถูกคำสาปกรีดแทงเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียว แต่เกรฟส์ก็อดทน เขาสะกดกลั้นความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วร่าง ลมหายใจปั่นป่วนรวนเร พยายามเปล่งคำพูดออกไปให้ฝ่ายตรงข้ามได้ยิน ไม่นึกโทษอีกฝ่ายที่ชิงเล่นงานก่อนตั้งแต่คราวแรก ถ้าหากเขาอยู่ในจุดยืนเดียวกับกรินเดลวัลด์แล้วเบื้องหน้าของตนคือเจ้าหน้าที่กระทรวงเวทมนตร์ เขาก็คงทำเช่นนั้น

 

หากมองจากจุดยืนภายนอก พวกเขาคือศัตรูกันอย่างไม่ต้องสงสัยสัย ทว่า หากมีความคิดเห็นตรงกันเกรฟส์ก็ไม่ได้มองว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูอีกต่อไป

 

“มื้อเย็นคุณอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหม?” ย้อนกลับมาสู่ปัจจุบัน เกรฟส์เลิกนึกถึงอดีต เอ่ยถามขณะกระชับเสื้อโค้ทสีดำขลิบขาว

 

“แล้วแต่คุณเลย ผมไม่เรื่องมากอยู่แล้ว คุณก็น่าจะรู้”

 

เจ้าของคำถามยิ้มบางๆกับคำตอบที่อยู่ในความคาดหมาย ก่อนจะเดินหันหลังออกจากที่พัก ตามกำหนดการแล้ว เขาต้องแวะพบกับเครเดนซ์ แบร์โบนก่อนครู่หนึ่งแล้วจึงมุ่งหน้าไปยังกระทรวงที่อยู่ไม่ไกลมากนัก ระหว่างทางก็คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปด้วย

 

ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่กระทรวงกับพ่อมดร้ายในหมายจับนั้นถึงแม้จะเหนือคาดไปบ้าง แต่เรื่องราวของทั้งคู่ช่างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน

 

สิ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคืออุดมการณ์ และนั่นก็เพียงพอแล้วที่เกรฟส์จะอยู่ฝ่ายสนับสนุนกรินเดลวัลด์ในฐานะพ่อมดคนหนึ่งที่ต้องอยู่อาศัยอย่างหลบๆซ่อนๆ กฎของโลกเวทมนตร์…โดยเฉพาะกฎของมาคูซ่านั้นบีบรัดมากเกินไป

 

พวกเขาทำอะไรผิดอย่างนั้นหรือ จึงจำเป็นต้องอยู่อย่างหลบซ่อน?

 

โลกใบนี้เป็นของโน-แมจเท่านั้นหรือ?

 

ภายในตัวของเพอร์ซิวัล เกรฟส์บ่มเพาะสะสมความไม่พอใจเหล่านั้นไว้มากมายนับไม่ถ้วนจนกลายเป็นความเกลียดชัง

 

เกรฟส์รักและผูกพันกับเวทมนตร์มาก มากเสียจนนึกไม่ออกว่าเขาจะทนกับการจำกัดการใช้เวทมนตร์ในโลกภายนอกได้อย่างมีความสุขตลอดชีวิต ดังนั้น การปรากฏตัวของเกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์จึงช่วยจุดประกายความหวังได้เป็นอย่างดี

 

คนคนนั้นอาจเป็นเงามืดสำหรับผู้อื่น แต่เป็นแสงสว่างสำหรับเกรฟส์อย่างไม่ต้องสงสัย และเมื่อเริ่มอยู่ด้วยกันจนคุ้นชินสนิทสนม ความสัมพันธ์ก็เริ่มเปลี่ยนไป

 

ความเชื่อใจ…ไต่ระดับเพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า ทว่า สม่ำเสมอ

 

สำหรับเกรฟส์ในตอนนี้ กรินเดลวัลด์ไม่ใช่แค่แสงแห่งความหวัง

 

แต่ตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันมา

 

 

กรินเดลวัลด์คือเวทมนตร์ของเขา

 

 

…….