Mao Shan Hou Yi FanFiction [ จางกั๋วจง x หลี่เอ้อร์ยา ] ‘ผลิบาน’

หลังจากที่อ่านเหมาซานจบก็อยากเขียนอะไรซักอย่างให้กั๋วจงค่ะ ค้นอยู่นานมากว่าจะเอาฉากไหนมาขยายดี สุดท้ายก็ดันเลือกฉากหักอกตัวเองมามาเขียนค่ะ YwY

_________

 

Mao Shan Hou Yi FanFiction

 

จางกั๋วจง x หลี่เอ้อร์ยา

 

‘ผลิบาน’

 

……..

 

 

ครั้งแรกที่เจอหน้ากัน จางกั๋วจงไม่รู้สึกอะไรกับหลี่เอ้อร์ยามากเป็นพิเศษ

 

ใช่ หลี่เอ้อร์ยาเป็นสาวสวย หน้าตาดี เป็นสาวในแบบที่เขาชอบ แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องการรักษาอาการ’แขกชน’ ของหลี่ต้าหมิงก็ต้องมาก่อน ชายหนุ่มไม่สนใจอย่างอื่นนอกจากการทดสอบบันทึกเหมาซานที่ได้รับมา

 

แม้ผู้ใหญ่หลี่จะพยายามยัดเยียดสาวงามให้ จางกั๋วจงก็มักจะทำเป็นไม่สนใจคำพูดของคู่สนทนา หรือในบางทีก็แทบอยากจะเอาหัวโขกพื้นเพื่อแสดงเจตนาบริสุทธิ์ของตัวเองว่าคิดแค่เรื่องช่วยคนจริงๆ เริ่มแรกอาจจะแค่อยากทดสอบบันทึก ทว่า หลังจากนั้น การช่วยเหลือหลี่ต้าหมิงเองก็นับเป็นอีกความปรารถนาหนึ่งของชายหนุ่มด้วยเช่นกัน

 

ปัญญาชน ปณิธาน ห่วงใยประเทศชาติ นั่นคือถ้อยคำที่บ่งบอกถึงตัวตนของจางกั๋วจงได้อย่างชัดเจนที่สุด ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่จะสงสารและเห็นใจหลี่ต้าหมิงจนถึงขั้นเอาจริงเอาจังกับการช่วยเหลือเสียขนาดนั้น

 

จนกระทั่งหลี่ต้าหมิงรอดพ้นวิกฤตมาด้วยด้วยความช่วยเหลือยิ่งใหญ่จากหม่าเจินเหริน ในช่วงที่ต้องทำงานหนักเจียนตาย ความรู้สึกบางอย่างต่อหลี่เอ้อร์ยาก่อกำเนิดขึ้นมาในใจของชายหนุ่มอย่างเงียบงัน

 

ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุ ร่างกายของจางกั๋วจงชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ชายหนุ่มนึกด่านักพรตเฒ่าผู้เป็นอาจารย์อยู่ในใจ ขณะเดียวกันก็ลากถุงผ้ากรอกทรายที่หนักราวยี่สิบจินไปด้วย

 

‘ฝึกเส้นเอ็น’

 

นั่นคือสิ่งที่หม่าเจินเหรินอธิบายให้ฟังสั้นๆ และมีอานุภาพมากพอที่จะสร้างพายุลูกคำแช่งยักษ์พัดกระหน่ำอยู่ในหัวของลูกศิษย์คนใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าก็ได้แต่คิดอยู่ในหัว สองเท้าของจางกั๋วจงยังคงปฏิบัติตามคำพูดของอาจารย์อย่างเคร่งครัด

 

และในขณะที่กำลังอ่อนแรง จางกั๋วจงก็ได้กลิ่นอาหาร

 

ปลายทางของกลิ่นหอมคือหลี่เอ้อร์ยาที่อุ้มห่อผ้าอยู่ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง ชายหนุ่มผู้หิวโหยเดินเข้าไปหญิงสาวราวกับต้องมนตร์ สองขาก้าวย่างอย่างเชื่องช้าแต่ต่อเนื่อง ร่างท่วมเหงื่อกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก การเดินดุ่มๆไปขอแบ่งอาหารจากอีกฝ่ายนั้นค่อนข้างเสียมารยาท แต่ในเวลานี้ จางกั๋วจงกลับตัดสินใจโยนมารยาททิ้งอย่างไม่ใยดี

 

‘ผม…’ ยังไม่ทันได้พูดอะไรมากนัก หลี่เอ้อร์ยาก็ยื่นห่อผ้าให้ หญิงสาวก้มหน้างุด เอ่ยถ้อยคำออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

 

‘ฉันทำมาให้คุณ…’

 

พวงแก้มของสาวเจ้าแดงซ่านด้วยความเขินอาย หากเป็นชายคนอื่นคงแทบจะละลายไปกับความน่ารักของหลี่เอ้อร์ยา แต่สิ่งที่อยู่ในความสนใจของจางกั๋วจงกลับกลายเป็นภาชนะบรรจุอาการที่ถูกห่อด้วยผ้าเสียนี่

 

อาหารกับผู้หญิง จางกั๋วจงในยามนี้เลือกอาหารอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เพราะผู้หญิงเป็นคนนำอาหารมาให้ เขาจึงหันไปสนใจผู้หญิงด้วย

 

‘ขอบคุณครับ’

 

ร่างสูงเอ่ยด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งใจ และนั่นเป็นครั้งแรกที่หญิงสาวได้เห็นรอยยิ้มของจางกั๋วจงซึ่งๆหน้า ถึงแม้จะเปรอะเปื้อนไปด้วยเหงื่อไคล ฝุ่น และดินโคลนสกปรก แต่ในสายตาของเธอ ชายหนุ่มที่กำลังรับห่อผ้าไปจากเธอนั้นช่างไม่ต่างอะไรไปจากเทพบุตร

 

หลี่เอ้อร์ยามองจางกั๋วจงที่ยัดทุกอย่างใส่ปากอย่างตะกละตะกลาม ความเจริญอาหารของอีกฝ่ายทำให้หญิงสาวรู้สึกใจชื้น ในที่สุดวิธีเข้าหาของเธอก็ได้ผล

 

สถานะของหลี่เอ้อร์ยาในใจของจางกั๋วจงตอนนี้คือ ‘แม่พระ’

 

ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเริ่มต้นขึ้นในลักษณะนี้ หลี่เอ้อร์ยาแอบนำอาหารมาให้จางกั๋วจงทุกครั้งเพื่อไม่ให้เขาตายคานา แรกๆจางกั๋วจงจะทำเพียงยิ้มรับและขอบคุณ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ชายหนุ่มก็ได้เริ่มเรียกชื่อของเธอเป็นครั้งแรก

 

‘เอ้อร์ยา’

 

หญิงสาวสะดุ้งโหยง ชายหนุ่มเกาแก้มเล็กน้อย เอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก

 

‘ผมเรียกคุณอย่างนี้ได้ไหม?’

 

‘ด ได้! ได้ค่ะ!’ หลี่เอ้อร์ยาตอบรับอย่างตื่นเต้น คำพูดของจางกั๋วจงนั้นอยู่นอกเหนือจากที่เธอคิดเอาไว้ดังนั้นแล้วเมื่อถูกเรียกชื่อจึงทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ลุกลี้ลุกลนไปมาขณะยื่นห่ออาหารเที่ยงให้

 

‘อ๊ะ’

 

‘?’

 

จู่ๆชายหนุ่มก็อุทานออกมาเบาๆ

 

‘บนหัวมีใบไม้ติดอยู่น่ะครับ’

 

ได้ยินดังนั้นหลี่เอ้อร์ยาก็รีบปัดใบไม้บนหัวออกอย่างอับอาย แต่ใบไม้นั้นแซมอยู่ในผมเลยทำให้ไม่ยอมร่วงลงมาตามแรงปัดเสียที จางกั๋วจงชั่งใจเล็กน้อย ชายหนุ่มเอ่ยขออนุญาตด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบออกให้อย่างเบามือ

 

‘เรียบร้อยแล้ว’ ชายหนุ่มว่าพลางยื่นเศษใบไม้เล็กๆให้ดู หลี่เอ้อร์ยาตกใจแทบสิ้นสติ เขินอายเสียจนทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายก็ตะกุกตะกักขอบคุณแล้ววิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว

 

จางกั๋วจงคนก่อเรื่องได้แต่มองส่งแผ่นหลังของอีกฝ่ายจนกระทั่งลับสายตา ชายหนุ่มเผยยิ้มบางๆอย่างนึกเอ็นดู ก่อนจะหันกลับไปจัดการกับอาหารในห่อผ้าเช่นเคย

 

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่อาหารของหลี่เอ้อร์ยา ทั้งๆที่แทบจะแยกรสชาติที่แทบจะแยกไม่ได้ว่าอร่อยหรือไม่อร่อยนั้นกลับมอบเรี่ยวแรงให้จางกั๋วจงอย่างเหลือล้น ทั้งพลังกาย และพลังใจ

 

‘เอ้อร์ยา ทานด้วยกันไหม?’

 

วันเวลาล่วงผ่าน ระยะห่างเริ่มถอยร่น ถึงแม้จะได้กินน้อยลงแต่กลับไม่รู้สึกใส่ใจมากนักเท่าไหร่ จางกั๋วจงส่งยิ้มให้หลี่เอ้อร์ยา สายตาของชายหนุ่มจ้องมองไปยังใบหน้าสะสวยของคู่สนทนา ราวกับคาดหวังให้อีกฝ่ายตอบรับคำชวน

 

‘ค่ะ’ หญิงสาวอึกอักเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็พยักหน้าตอบรับคำชวนนั้นก่อนจะนั่งลงบนพื้นดินข้างๆอีกฝ่ายแม้ว่าจะไม่ตื่นเต้นมากแล้วยามเห็นใบหน้าหล่อเหลา แต่หลี่เอ้อร์ยาก็ยังคงหวั่นไหวทุกครั้งเมื่อใกล้ชิดจางกั๋วจง เขาคนนี้พยายามอย่างมากเพื่อช่วยเหลือพ่อของเธอโดยไม่สนใจสิ่งตอบแทน…ไม่สนใจเธอเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เขาสนใจมีเพียงการช่วยเหลือเท่านั้น ถึงแม้จะเจ็บปวดแต่ก็แสดงให้เห็นว่าจางกั๋วจงคนนี้เป็นคนดีในระดับหนึ่ง

 

หญิงสาวแตะต้องอาหารเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การแย่งอาหารของชายหนุ่มไม่ใช่สิ่งที่เธอตั้งใจเอาไว้แต่แรก แม้ว่าจะรู้เจตนาของอีกฝ่าย แต่จางกั๋วจงก็ยังคงหยิบซาลาเปาลูกหนึ่งขึ้นมาแล้วยื่นให้คู่สนทนา

 

หลี่เอ้อร์ยาส่ายหน้าปฏิเสธ ชายหนุ่มนิ่งคิดเล็กน้อย ริมฝีปากบางเป่าลมใส่ซาลาเปาลูกนั้นอยู่ครู่หนึ่งเมื่อเห็นว่าอุณหภูมิของซาลาเปาไม่สูงจนเกินไปก็ยื่นให้หญิงสาวอีกครั้ง

 

‘ไม่ค่อยร้อนมากแล้ว คุณคงถือทานได้สะดวกหน่อย’

 

จางกั๋วจงยิ้มอ่อนโยน ยิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงตนก็ยิ่งซึ้งใจ ซาลาเปาลูกเดียวยังทดแทนบุญคุณได้ไม่หมดเสียด้วยซ้ำ

 

สุดท้ายหลี่เอ้อร์ยาก็รับซาลาเปาลูกนั้นมากินเงียบๆ ซาลาเปาในมือนั้นอุ่นกำลังดี แต่ใบหน้าของสาวงามประจำหมู่บ้านนั้นร้อนผ่าว ลิ้มรสซาลาเปาที่เจือไปด้วยรสชาติลมหายใจของจางกั๋วจงอย่างขัดเขิน

 

ระหว่างมื้ออาหารทั้งคู่พูดคุยกันเพียงเล็กน้อย จางกั๋วจงเป็นนักเขียนมากฝีมือ แต่เขาไม่ใช่นักพูดมากฝีมือ ส่วนหลี่เอ้อร์ยานั้นยิ่งแล้วใหญ่ เขินอายเสียจนตอบโต้อะไรไปไม่ค่อยได้ แค่ตอบรับสั้นๆได้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว

 

ทว่า แม้จะไม่ค่อยได้พูดคุยกัน แต่จางกั๋วจงก็ลอบมองหลี่เอ้อร์ยาอยู่นาน ผู้หญิงคนนี้อยู่ด้วยแล้วสบายใจดี ชายหนุ่มจึงพอใจกับความเงียบในช่วงเวลานี้ ไม่รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด

 

ตัวตนหลี่เอ้อร์ยาในใจเขาไม่ได้จืดจางเช่นที่ผ่านมา แต่กลับค่อยๆโดดเด่นขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

เรียบง่าย ไม่หวือหวา และสบายใจ จางกั๋วจงชอบความรักรูปแบบนี้ สายสัมพันธ์ที่ค่อยๆพัฒนาไปตามกาลเวลา คอยสังเกตและเรียนรู้พฤติกรรมอีกฝ่าย ปรับตัวเข้าหากันอย่างสมดุล

 

มื้ออาหารยังคงดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น พร้อมๆกับต้นรักที่เริ่มงอกเงย บทสนทนาที่ติดขัดเริ่มไหลลื่นอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น

 

และในวันนี้ หมู่บ้านแห่งนี้ยังคงร้อนระอุ

 

ร่างกายของจางกั๋วจงชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเพราะแสงแดดแรงจ้า ในขณะที่กำลังนึกด่านักพรตเฒ่าผู้เป็นอาจารย์อยู่ในใจเช่นเคย กลิ่นอาหารก็ลอยมาปะทะจมูก

 

ถุงทรายหนักยี่สิบจินส่งเสียงครืดคราดยามก้าวขา แต่ชายหนุ่มไม่สนใจเสียงนั้น จางกั๋วจงส่งยิ้มทักทายหญิงสาวที่กำลังเรียกชื่อเขา

 

ท่ามกลางความรักที่ผลิบานอย่างงดงาม ช่วงเวลาแสนวิเศษของจางกั๋วจงและหลี่เอ้อร์ยาเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

 

………

 

 

 

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s