Fantastic Beasts FanFiction [ Gellert Grindelwald x Percival Graves ] ‘กลิ่น’

Fantastic Beasts FanFiction

Pairing : Gellert Grindelwald x Percival Graves

 

‘กลิ่น’

 

…….

 

เพอร์ซิวัล เกรฟส์นั้นสมบูรณ์แบบ

 

ตัวตนของเกรฟส์นั้นเหมาะสมอย่างสำหรับการเป็นหุ่นเชิดของเขา กรินเดลวัลด์ไม่มีความเห็นอื่นนอกเหนือไปจากนี้

 

ทว่า สรรพสิ่งบนโลกล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสียฉันใด ความสมบูรณ์ของเจ้าหน้าที่กระทรวงคนนั้นก็เช่นเดียวกัน

 

สิ่งเดียวในตัวเพอร์ซิวัล เกรฟส์ที่กรินเดลวัลด์ไม่ชอบก็คือกลิ่นน้ำหอม พนันได้เลยว่าเกรฟส์คนนั้นต้องเป็นผู้สกัดและปรับปรุงสูตรด้วยตัวเอง เพราะมันเหมาะสมกับเขาเสียยิ่งกว่าอะไรดี

 

มัน…ยั่วยวนเกินไป….

 

ไม่ใช่ความยั่วยวนดุจสาวงาม เป็นกลิ่นที่คนอย่างเกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ไม่สามารถอธิบายออกมาได้อย่างชัดเจน เป็นกลิ่นที่ไม่แรงจนฉุนหรือเจือจางเสียจนสัมผัสไม่ได้ แต่เป็นกลิ่นที่ทั้งนุ่มลึกและเร่าร้อนในเวลาเดียวกัน

 

นั่นทำให้ในช่วงแรกของการปลอมตัว เขาเสียสมาธิบ่อยครั้งเพราะกลิ่นนี้ แม้ว่าจะอยากกำจัดกลิ่นนั้นทิ้งก็ทำไม่ได้ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการสร้างความระแวงทางอ้อมให้แก่เจ้าหน้าที่คนอื่นๆในมาคูซ่า

 

ถ้าแผนปลอมตัวพังไม่เป็นท่าเพียงเพราะปัจจัยเล็กๆนี้ กรินเดลวัลด์เองก็ตอบไม่ได้เช่นกันว่าเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

 

ในที่สุดกรินเดลวัลด์ก็หมดความอดทน เดิมทีเขาไม่ใช่คนใจเย็นมากมายอะไรอยู่แล้ว หลังจากที่เลิกงาน เสร็จธุระกับฉากหน้าจอมปลอม ไม้กายสิทธิ์ในมือโบกสะบัดอย่างหงุดหงิด

 

โทษฐานที่ทำให้เขารู้สึกหวั่นไหว

 

ไม่จำเป็นต้องเปล่งเสียงร่ายคาถา คำสาปกรีดแทงทำหน้าที่ของมันได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเคย เสียงร้องที่เปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวดหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากของเพอร์ซิวัล เกรฟส์ ก่อนที่เขาจะค่อยๆสะกดกลั้นความรู้สึก กัดฟันกลืนก้อนความเจ็บปวดลงคอ

 

ในขณะที่ฝืนทน นัยน์ตาสีเข้มของเกรฟส์จ้องเขม็งมองพ่อมดฝ่ายมืดอย่างท้าทาย

 

แน่นอนว่านั่นทำให้กรินเดลวัลด์ไม่พอใจ

 

“กลิ่นน้ำหอมของคุณทำให้ฉันประสาทเสียไม่พอ คุณเลยคิดจะยั่วโมโหฉันเพิ่มหรือไง?”

 

ความรู้สึกเจ็บปวดมหาศาลที่ราวกับถูกของมีคมนับล้านทิ่มแทงนั้นรุนแรงพอที่จะดับสติสัมปชัญญะของเกรฟส์ได้ในพริบตา ใบหน้าของชายวัยกลางคนเริ่มซีดเซียวและบิดเบี้ยว เหงื่อเย็นผุดซึมออกมาจากผิวหนัง กระแสลมหายใจปั่นป่วนจับทิศทางไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น เกรฟส์ก็ยังคงยั้งสติไว้แล้วฝืนโต้ตอบกลับไป

 

กรินเดลวัลด์เรียกความพยายามของเกรฟส์ว่า ‘ความอวดดี’

 

“แพ้ทางน้ำหอมงั้นหรือ…ไม่นึกเลยนะว่าเกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์จะมีจุดอ่อนที่น่าสมเพชขนาดนั้นด้วย”

 

“มิสเตอร์เกรฟส์ คุณลืมไปแล้วหรือไงว่าฉันสามารถฆ่าคุณได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะ…ตอนนี้”

 

ถึงจะถูกขู่ แต่คนถูกจับก็ยังคงฝืนยิ้ม แม้ว่าร่างกายจะเริ่มรับไม่ไหวแล้วก็ตาม น้ำเสียงของเขาเริ่มขาดเป็นห้วงๆ

 

“แต่ก็..ไม่ฆ่าไม่ใช่หรือ….”

 

สาเหตุที่กรินเดลวัลด์ไม่ฆ่าผู้ชายคนนี้ทิ้งนั้น ทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ เพื่อการสวมรอยที่แนบเนียน เพอร์ซิวัล เกรฟส์นั้นเรียกได้ว่าไม่ต่างอะไรไปจากตำรา หากมีข้อสงสัยอะไรก็สามารถสอบถามข้อมูลได้ทุกเมื่อ

 

และกรินเดลวัลด์ก็รอบคอบพอที่จะเก็บอีกฝ่ายเอาไว้ หากภารกิจสำเร็จเมื่อไหร่ก็ตั้งใจว่าจะฆ่าทิ้งเสีย ส่วนเกรฟส์….เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น การถูกขังอยู่อย่างนี้ ยิ่งก่อนหน้านี้ที่ถูกทรมานเสียจนแทบไม่ใช่คน

 

ยิ่งเห็นความป่าเถื่อนของกรินเดลวัลด์ก็ยิ่งไม่คาดหวังแล้วว่าจะรอดชีวิตกลับไปได้ แต่ถ้าจะต้องตาย ก็ขอให้ได้หาเรื่องเยาะเย้ยอีกฝ่ายเสียหน่อยก็แล้วกัน

 

ซึ่งการยั่วโมโหของเกรฟส์นั้นได้ผลดีเยี่ยม กรินเดลวัลด์หงุดหงิดจนแทบจะร่ายคำสาปพิฆาตใส่เจ้าหน้าที่กระทรวงคนนี้เพื่อตัดปัญหา ยิ่งเห็นคู่สนทนาทำเป็นไม่รู้สึกรู้สากับคำสาปกรีดแทงก็ยิ่งโกรธจนแทบกระอักเลือด

 

เดิมทีก็แค่อยากมาระบายอารมณ์ให้หายหงุดหงิดแท้ๆ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าต้องโมโหมากกว่าเดิม

 

กลิ่นที่คุ้นเคยยังคงวนเวียนอยู่ใต้จมูกราวกับตามหลอกหลอน ผนวกกับอารมณ์ที่คุกรุ่น ในที่สุดกรินเดลวัลด์ก็โบกไม้กายสิทธิ์อีกครั้ง เหวี่ยงร่างของเพอร์ซิวัล เกรฟส์ลงจากเก้าอี้จนกระแทกกับพื้นแข็งอย่างรุนแรง แน่นอนว่าถ้าไม่ถูกคาถาพันธนาการไว้แน่นหนา คนถูกเหวี่ยงคงได้ยกแขนขึ้นป้องกันตัวแล้ว แต่เพราะว่าถูกตรึงไว้ด้วยเวทมนตร์ บริเวณศีรษะที่กระแทกกับพื้นจึงมีเลือดสีแดงสดไหลอาบหน้า

 

สติของเกรฟส์เริ่มเลือนรางยิ่งกว่าเดิม แต่ก็ยังพอมองเห็นว่าพ่อมดชั่วร้ายคนนั้นวางไม้กายสิทธิ์ลง กลิ่นกายที่แทบไม่ต่างไปจากกลิ่นกายของเกรฟส์ตัวจริงลอยเข้ามาปะทะจมูก แม้ว่าจะเริ่มเจือจางลงแล้วแต่ก็ยังได้กลิ่นอยู่ดี

 

“ในเมื่อคาถาทำให้คุณกรีดร้องไม่ได้ ฉันว่าเรามาลองเล่นอะไรใหม่ๆกับร่างกายของคุณกันหน่อยไหม? ว่าไง? มิสเตอร์เกรฟส์”

 

มือหยาบกร้านของกรินเดลวัลด์เริ่มขยับลูบไล้อวัยวะช่วงล่างของเกรฟส์ แม้ว่าจะไม่ถูกสัมผัสโดยตรงเพราะมีเนื้อผ้าเป็นอุปสรรคกั้นกลาง ทว่า นัยน์ตาที่เคยเปี่ยมไปด้วยความเยือกเย็นกลับเริ่มแฝงไปด้วยความรู้สึกแปลกปลอมบางอย่างแทรกซึมเข้ามา

 

แน่นอนว่าตกใจกลัวก็ส่วนตกใจกลัว เกรฟส์ในตอนนี้สะกดจิตตัวเองในหัวเป็นพันล้านครั้ง ฉุดรั้งความกล้าเอาไว้กับตัว ทำทีเป็นหยอกล้ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่เจือความสมเพช

 

“กรีดร้องอย่างนั้นหรือ…? สมกับที่เป็นคุณ รสนิยมเลวร้ายเหมือนเดิม”

 

“อย่าเพิ่งด่วนตัดสินสิ มิสเตอร์เกรฟส์”

 

กรินเดลวัลด์หัวเราะหึๆ โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ ลมหายใจร้อนกระทบกับใบหน้าของคนบาดเจ็บอย่างแผ่วเบา

 

“….รสนิยมที่ว่านั่น บางที…คุณอาจจะหลงรักมันก็ได้นะ”

 

……….

Advertisements

Fantastic Beasts FanFiction [ Gellert Grindelwald x Percival Graves ] ‘กระจก’

Fantastic Beasts FanFiction

Pairing : Gellert Grindelwald x Percival Graves

‘กระจก’

 

…….

 

กระจก

 

นั่นคือหน้าที่ประจำของเพอร์ซิวัล เกรฟส์ในทุกๆเช้า ตั้งแต่ที่ถูกจับตัวมา ภาพที่เห็นจนชินตาก็คือร่างกายของ ‘ตัวเขาเอง’ ที่กำลังแต่งตัวอยู่อย่างเงอะๆงะๆ

 

“อย่าลืมเข็มกลัดด้วย”

 

แม้ว่าจะถูกจับมัดมือไพล่หลังเอาไว้ แต่น้ำเสียงของชายวัยกลางคนก็ฟังดูไม่ทุกข์ร้อนแต่อย่างใดเกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ที่กำลังสาละวนอยู่กับการจัดเนกไทเอื้อมมือไปแตะบริเวณปกเสื้อว่างโล่ง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ชินเสียทีกับรูปแบบการแต่งตัวของเจ้าหน้าที่กระทรวงคนนี้

 

คนถูกเตือนโบกไม้กายสิทธิ์อย่างไม่ใส่ใจนัก เข็มกลัดรูปแมงป่องลอยเข้าหาฝ่ามือที่รับไว้ได้อย่างเหมาะเจาะ กรินเดลวัลด์ค่อยๆบรรจงกลัดแมงป่องทั้งสองตัวด้วยมือ เกรฟส์มักจะบ่นเสมอว่าการที่ต้องเห็นตัวเองใช้ไม้กายสิทธิ์ช่วยในการแต่งตัวนั้นเป็นเรื่องผิดวิสัยที่ชวนให้ไม่สบายใจ

 

กรินเดลวัลด์ที่อยู่ในช่วงเรียนรู้นิสัยเกรฟส์ไม่เคยเข้าใจความละเอียดลออของผู้ชายคนนี้เท่าไหร่ แต่เพราะตอนนี้เขาต้องเป็น ‘เพอร์ซิวัล เกรฟส์‘ จึงจำต้องเลียนแบบทุกอย่างให้เหมือนมากที่สุด

 

“ถ้าคุณแต่งตัวไม่เรียบร้อยไปทำงานบ้าง ฉันคงไม่ต้องลำบากขนาดนี้”

 

กรินเดลวัลด์ทำสีหน้ายุ่งยากพร้อมกับบ่นอย่างตรงไปตรงมา แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้จริงจังกับคำพูดอะไรมากมายนัก การเป็นเพอร์ซิวัล เกรฟส์นั้นมีข้อดีมากพอที่จะช่วยกลบนิสัยจุกจิกต่างๆได้หมด

 

“ไม่มีทาง”

 

เกรฟส์ตัวจริงเอ่ยยิ้มๆ นัยน์ตาสีเข้มกวาดตามองสำรวจร่างปลอมของตัวเองอย่างพินิจพิจารณา

 

“ผ้าเช็ดหน้าล่ะ?”

 

“…..” กรินเดลวัลด์หยิบผ้าเช็ดหน้าสีพื้นขึ้นมาให้ดู ตัวอักษร ‘PG’ ที่ปรากฏอยู่บนผ้าเนื้อดีนั้นถูกเย็บปักขึ้นมาอย่างประณีตบรรจง

 

“คุณพกมันไว้ ทั้งๆที่อาจไม่ต้องใช้ก็ได้เนี่ยนะ” พ่อมดชั่วร้ายบ่นอีกครั้งขณะที่เก็บผ้าเช็ดหน้าลงตามเดิมเกรฟส์หัวเราะออกมาเบาๆ เขาพยักหน้าเรียกคู่สนทนาเช่นเดียวกับทุกเช้า กรินเดลวัลด์เข้าใจสัญญาณนั้นจึงเดินไปหาอย่างไม่มีอิดออด ย่อตัวลงให้เข่าแตะพื้น ในขณะที่เกรฟส์ผู้นั่งอยู่บนเก้าอี้ในสภาพมัดมือไพล่หลังค่อยๆโน้มหน้าเข้าไปใกล้

 

ลมหายใจแผ่วเบาสัมผัสโดนบริเวณต้นคอของกรินเดลวัลด์เล็กน้อยขณะใบหน้านั้นเคลื่อนผ่าน ริมฝีปากของชายวัยกลางคนอ้าออก ใช้ฟันช่วยจัดเนกไทสีดำนั้นให้เข้าที่

 

ไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษ เดิมทีเกรฟส์ก็แค่เสนอตัวว่าอยากช่วยจัดเนกไทให้เท่านั้น แต่กรินเดลวัลด์ไม่อยากปลดโซ่ตรวนลงอาคมที่พันธนาการอีกฝ่ายเอาไว้

 

ดังนั้นเรื่องนี้จึงจบลงด้วยการใช้ปากแทนมือ

 

อันที่จริงแล้วกรินเดลวัลด์มีสิทธิ์ปฏิเสธ ไม่ว่าอย่างไรสถานะของเขาก็เหนือกว่าเกรฟส์อยู่แล้ว แต่ที่ไม่ทำก็เพราะอยากรู้ว่าคนอย่างเกรฟส์จะยอมทำตามข้อเสนอของเขาหรือไม่ เพื่อเก็บไว้ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์ตัวตนของเกรฟส์ และถ้าหากจะทำจริง คนอย่างเขาจะยอมลดตัวลงคุกเข่าให้ก็ได้

 

ผลจึงออกมาเป็นอย่างที่เห็น และกลายเป็นสถานการณ์พิลึกพิลั่นเช่นนี้ แต่ก็น่าแปลกที่กรินเดลวัลด์ไม่รู้สึกรังเกียจเลยแม้แต่น้อย ยิ่งเห็นก็ยิ่งอยากให้เกรฟส์ใช้ปากทำความสะอาดรองเท้าให้เขาด้วย แต่ก็ต้องพับความคิดนี้เก็บไปก่อนชั่วคราวเพราะเกรงว่าจะเข้าที่ทำงานสาย เอาไว้ไปเล่นสนุกกันอีกทีตอนกลางคืนน่าจะสะดวกกว่า

 

ไม่นานนักเกรฟส์ตัวจริงก็เงยหน้าขึ้น เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเนกไทนั้นเข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว กรินเดลวัลด์ลุกขึ้นยืน กระชับเสื้อโค้ทสีดำขลิบขาวเล็กน้อย

 

จากนี้ไปเขาคือเพอร์ซิวัล เกรฟส์

 

กรินเดลวัลด์ในร่างเกรฟส์เดินจากไปเงียบๆในท่าเดินที่เรียกได้ว่าไม่ต่างอะไรไปจากตัวจริงเลยแม้แต่น้อย ส่วนเกรฟส์ตัวจริงก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ถึงแม้จะยอมให้ความร่วมมือกับงานของอีกฝ่ายอย่างว่าง่ายแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากอวยพรให้กรินเดลวัลด์โชคดี อย่างไรเสีย การถูกขังอยู่ ณ ที่แห่งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาเต็มใจตั้งแต่แรก

 

ความสัมพันธ์ของพวกเขานั้นเรียบง่าย กรินเดลวัลด์ต้องการพลังสนับสนุนจากออบสคูเรียล เพราะอย่างนั้นจึงปลอมตัวเป็นเกรฟส์ด้วยน้ำยาสรรพรส และเนื่องจากการจะปลอมตัวเป็นใครสักคนนั้นต้องใช้เส้นผม เพอร์ซิวัล เกรฟส์ตัวจริงจึงยังมีขีวิตอยู่เพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับผสมน้ำยาสรรพรส รวมทั้งเป็นคู่มือมนุษย์สำหรับสอบถามข้อมูลที่จำเป็นต่างๆอีกด้วย

 

ที่ยอมให้ความร่วมมือก็เพราะอยากลดความระแวงของกรินเดลวัลด์ลง ยอมอ่อนข้อเพื่อหาทางหนีไปแจ้งข่าวกับมาคูซ่า นั่นคือแผนการคร่าวๆที่เกรฟส์คิดเอาไว้

 

แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าถึงบทบาทสมมติที่วางไว้ให้ตัวเองมากกว่าที่คิด

 

เผลอตั้งใจสอน ตั้งใจแนะนำ ให้ข้อมูลอย่างเต็มที่ คงเพราะกรินเดลวัลด์เป็นนักเรียนที่ดี ความจำดี พูดอะไรก็เข้าใจ ไม่เหมือนลูกน้องบางคนที่มาคูซ่าที่ต้องอธิบายซ้ำหลายๆครั้งจนปากเปียกปากแฉะ

 

นอกจากนั้นแล้วยังเผลอเสนอตัวช่วยจัดเนกไทให้ด้วย

 

ห้ามปากตัวเองไว้ไม่ทันเพราะความเงอะงะของอีกฝ่ายที่บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายเป็นแค่เด็ก ทั้งๆที่อายุอานามก็เริ่มไม่น้อยกันแล้ว ซ้ำยังเป็นเกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ พ่อมดชั่วร้ายคนนั้นอีกต่างหาก….

 

เพอร์ซิวัล เกรฟส์ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน

 

กระจกมีหน้าที่แค่สะท้อนภาพลักษณ์ของอีกฝ่าย อย่างมากสุดก็แค่เตือนเรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายอย่างเรียบเฉย ไร้ซึ่งความรู้สึกเจือปน

 

พอย้อนคิดดูแล้ว

 

เพอร์ซิวัล เกรฟส์ เป็นกระจกที่ทำงานเกินหน้าที่มากไปจริงๆ

 

………..

 

 

 

Fantastic Beasts FanFiction [ Gellert Grindelwald x Percival Graves ] ‘สัมผัส’

Fantastic Beasts FanFiction

Pairing : Gellert Grindelwald x Percival Graves

‘สัมผัส’

 

_____

 

การปลอมตัวเป็นเพอร์ซิวัล เกรฟส์ไม่ใช่เรื่องง่าย

 

นอกจากการแต่งตัวที่เยอะแยะวุ่นวายแล้ว เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจทั้งนิสัยและพฤติกรรมของเกรฟส์อยู่นานเลยทีเดียว

 

หลังจากที่กลับจากมาคูซ่า พวกเขามักจะเผชิญหน้ากันอย่างเคร่งเครียด กรินเดลวัลด์ที่คืนร่างเดิมแล้วมักจะใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการจ้องมองมือปราบมารมือฉกาจอยู่นิ่งๆโดยไม่พูดอะไรสักคำ คอยสังเกตการกะพริบตา การหายใจ การขยับท่าทาง และสีหน้าของอีกฝ่าย ถ้าหากพูดในภาษาของเกิลหรือโนแมจ กรินเดลวัลด์ก็คือนักวิทยาศาสตร์ และเกรฟส์ก็คือสัตว์ทดลองที่นำมาศึกษา

 

กรินเดลวัลด์คุ้นเคยกับการทดลองดีอยู่แล้ว เดิมทีที่เขาถูกไล่ออกจากเดิร์มสแตรงก์ก็เพราะทำการทดลองวิปริตกับเพื่อนนักเรียน

 

นอกจากอัลบัส ดัมเบิลดอร์ คนที่โดดเด่นจนอยู่ในระดับเดียวกับเขานั้นไม่มีเลย กรินเดลวัลด์จึงติดนิสัยมองว่าตนอยู่เหนือผู้อื่น ไม่ว่าใครต่างก็ต้องอยู่ใต้อำนาจ เป็นแค่เหยื่อ หรือของเล่นฆ่าเวลาของเขา

 

และเพอร์ซิวัล เกรฟส์เองก็เป็นหนึ่งในของเล่นของเขาเช่นกัน

 

ชายคนนี้เป็นหน้ากากชั้นดีที่สามารถปกปิดตวามเคลื่อนไหวของเขา การตามหาออบสคูเรียลภายใต้ฉากหน้าของเจ้าหน้าที่กระทรวงเวทมนตร์ ไม่มีหน้ากากชิ้นไหนที่จะเหมาะสมไปมากกว่านี้อีกแล้ว

 

ห้วงเวลาไหลผ่านไปอย่างเงียบงัน ในที่สุดการสังเกตประจำวันก็สิ้นสุดลง กรินเดลวัลด์ขยับยิ้ม กิจกรรมที่ต้องทำต่อไปก็คือการชวนคุยเพื่อซึมซับลักษณะการพูดคุยของคู่สนทนา ในบางที นอกจากจะถามข้อมูลต่างๆของมาคูซ่าแล้ว กรินเดลวัลด์ยังถามเรื่องส่วนตัวของเกรฟส์และชวนคุยสัพเพเหระอีกด้วย

 

ทั้งหมดก็เพื่อสร้าง ‘ตัวตนของเพอร์ซิวัล เกรฟส์ที่เหมือนกับตัวจริงทุกอย่าง’ ขึ้นมา

 

และจากการที่ใช้เวลาขลุกอยู่กับเกรฟส์มาได้สักระยะ พ่อมดชั่วร้ายก็ลงความเห็นว่าเกรฟส์เป็นของเล่นที่แตกต่างจากของเล่นชิ้นอื่นๆ

 

เจ้าหน้าที่กระทรวงคนนี้ไม่กลัวกรินเดลวัลด์ เมื่อฟื้นขึ้นมาพบว่าตนถูกจับ คิ้วของเพอร์ซิวัล เกรฟส์ขมวดมุ่นอย่างเครียดขึง แสดงออกซึ่งท่าทีต่อต้านอย่างชัดเจนจนกรินเดลวัลด์ต้องทรมานร่างกายเขาอย่างหนักเพื่อล้วงข้อมูล แต่ไม่นานนักชายวัยกลางคนต้นๆก็ใจเย็นลง

 

ท่าทีของเกรฟส์ดูผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ราวกับรู้ดีว่าฝืนต่อต้านไปก็เท่านั้น หรือไม่อย่างนั้นก็คงเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ ซึ่งคงหนีไม่พ้นแผนตีสนิทที่จะทำให้กรินเดลวัลด์เปิดช่องว่าง คลายความระแวงลงจนฉวยโอกาสหนีไปได้

 

ลำพังการตามหาออบสคูเรียล แค่นั้นก็เป็นภาระที่หนักหนาแล้ว การปล่อยให้มือปราบมารคนนี้หนีไปแล้วยกพลมาคูซ่าไล่ล่าขัดแข้งขัดขาเขานั้นไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยสักนิด ดังนั้น แม้จะยังระแวงอยู่ แต่กรินเดลวัลด์ก็แกล้งทำเป็นไม่รับรู้ถึงแผนการของอีกฝ่าย เพราะการที่เกรฟส์ยอมให้ความร่วมมือมากขึ้นนั้นทำให้งานของเขาง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

“เอาล่ะ มิสเตอร์เกรฟส์ ถ้าคุณเจอเด็กที่ถูกแม่เลี้ยงทำร้าย แล้วบังเอิญว่าเด็กคนนั้นอยากเป็นพ่อมด คุณจะเข้าหาเขายังไง?”

 

นั่นคือคำพูดริเริ่มบทสนทนาในครั้งนี้ เพอร์ซิวัล เกรฟส์ขมวดคิ้วเล็กน้อย กรินเดลวัลด์ถือโอกาสจดจำท่าทีการใช้ความคิดนั้นเงียบๆ

 

“การสัมผัส” ในที่สุดมือปราบมารก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนคุยเรื่องทั่วๆไป เขาขยับตัวเล็กน้อยเสียงตรวนเหล็กลงอาคมที่มัดข้อมือทั้งสองข้างไพล่หลังเอาไว้กระทบกันเบาๆ

 

กรินเดลวัลด์ทวนคำตอบของอีกฝ่ายในใจ มือปราบมารวัยกลางคนเห็นดังนั้นจึงค่อยๆอธิบายอย่างใจเย็นตามความรู้สึกของเขาแล้ว สถานการณ์ในตอนนี้ไม่ต่างไปจากตอนที่อธิบายงานให้ลูกน้องคนอื่นฟังเท่าไหร่นัก

 

“การสัมผัสช่วยย่นระยะห่างทางใจได้ แต่นายต้องค่อยๆสัมผัส ระหว่างนั้นก็ต้องคอยปลอบ คอยชม แล้วก็แสดงออกว่ายอมรับในตัวตนของเด็กคนนั้น”

 

“สัมผัส…อย่างนี้น่ะหรือ?”

 

มือของกรินเดลวัลด์แปะเข้าที่แก้มของเกรฟส์ ชายทั้งสองจ้องหน้ากันอย่างเงียบงัน

 

“ไม่ใช่…”

 

เจ้าของแก้มริมฝีปากกระตุกเล็กน้อย กรินเดลวัลด์ทำหน้ายุ่งยาก แต่ก็ลองพยายามอีกครั้ง

 

“เบากว่านี้”

 

“….”

 

“อ่อนโยนกว่านี้หน่อย ค่อยๆทำ….”

 

“…..”

 

สถานการณ์แปลกประหลาดเช่นนี้ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เกรฟส์ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ต่างอะไรไปจากผู้เป็นอาจารย์ ในขณะที่กรินเดลวัลด์เองก็รู้สึกแปลกใหม่ ด้วยความที่เป็นอัจฉริยะ การเรียนทุกๆอย่างสำหรับเขาเป็นเรื่องง่าย แต่บทเรียนของเกรฟส์นั้นกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด

 

“พอแค่นี้ก่อนก็ได้ อย่างน้อยก็ดีขึ้นกว่าตอนแรก”

 

เพอร์ซิวัล เกรฟส์ยิ้มบางๆขณะเอ่ยชมความก้าวหน้าของอีกฝ่าย กรินเดลวัลด์มองรอยยิ้มนั้นด้วยความรู้สึกสับสน ไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการเล่นละครตีสนิทของเกรฟส์หรือไม่ แต่ถ้าเป็นเพียงแค่ละคร เกรฟส์ควรได้รับรางวัลอะไรสักอย่าง เพราะทั้งคำชม ทั้งรอยยิ้มที่มอบให้นั้น…..สมจริงมากเกินไปแล้ว

 

เป็นธรรมชาติเสียจนใจเต้น กรินเดลวัลด์จำไม่ได้แล้วว่าครั้งแรกเขาเคยปลื้มปิติกับคำชมของพวกผู้ใหญ่ตอนที่อายุเท่าไหร่ ความทรงจำพวกนั้นมันช่างเลือนราง เพราะเมื่อถูกชมเข้าบ่อยๆก็กลายเป็นว่ารู้สึกชินชา ไม่ตื่นเต้นเลยสักนิด แต่ครั้งนี้กลับรู้สึกยินดี คงเพราะบทเรียนวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเหมือนสมัยก่อน

 

อายุสี่สิบต้นๆแล้ว แต่กลับต้องมารู้สึกปลื้มปิติเพราะคำชมจากผู้ใหญ่วัยเดียวกัน ถ้าหากทุกๆอย่างเป็นแค่ละคร กรินเดลวัลด์ก็ต้องดูออกและไม่คิดอะไรมาก แต่นี่เขากลับตอบตัวเองไม่ได้ แถมยังห้ามความรู้สึกของตัวเองไม่ได้อีกด้วย

 

“….ก็ได้ ไว้พรุ่งนี้ฉันจะมาสัมผัสคุณใหม่”

 

เจ้าของคำพูดเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไป กรินเดลวัลด์ลอบมองมือของตน ไออุ่นที่หลงเหลือจากการสัมผัสใบหน้าอีกฝ่ายยังคงตราตรึงอยู่ที่มือข้างนั้น

 

ความรู้สึกประหลาดๆเริ่มก่อตัวขึ้นมาในอก อบอุ่น…? ทำไมล่ะ? ทั้งๆที่ปกติแล้วของเล่นแต่ละชิ้นก็ให้ความรู้สึกเหมือนๆกันหมดไม่ใช่หรือไง ทั้งน่าเบื่อ ทั้งด้อยค่า

 

แต่สำหรับเพอร์ซิวัล เกรฟส์…..

 

ถ้าไม่ทันระวังตัว บางที…ของเล่นชิ้นนี้อาจจะกลายเป็นอาวุธสังหารเขาให้รู้สึกเหมือนตายทั้งเป็นเลยก็ได้

 

 

________

Fantastic Beasts One Shot [ Gellert Grindelwald x Percival Graves ] ‘Tasty’

*สปอยหนังค่ะ สปอยยยยยแงงง*

 

 

Fantastic Beasts One Shot

Pairing : Gellert Grindelwald x Percival Graves

‘Tasty’

 

https://www.facebook.com/hotguyinthemovies/photos/a.788674951247441.1073741828.788671101247826/1150338751747724/?type=3  ลิงค์นี้คือต้นกำเนิดความกาวค่ะฮือออ555555 อยากเห็นคุณเกรฟส์โดนทำร้าย แล้วก็ชอบความสองแง่สามง่ามตอนกินน้ำยาสรรพรสรสชาติคุณเกรฟส์ฟฟฟฟฟฟฟ แบบบ โอยย เหมือนกินคุณเกรฟส์ไปด้วยเลยอ่อกกกก /ตาย

 

………………………………………..

 

ร่างกายของเพอร์ซิวัล เกรฟส์เต็มไปด้วยบาดแผล เสื้อผ้าหลุดลุ่ยฉีกขาด ใบหน้าที่เคยเปี่ยมไปด้วยความองอาจสมบูรณ์แบบบัดนี้กลับโรยราอ่อนล้าเต็มที

ชายวัยกลางคนถูกจับมัดมือไขว้หลังอยู่บนเก้าอี้เก่าโทรม ถึงแม้ว่าจะอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงมากแค่ไหน แต่ก็ยังคงฝืนตัวเองไม่ให้หมดสติไปได้อย่างทุลักทุเล

กระแสลมหายใจที่ปั่นป่วนจากหัวหน้ามือปราบมารแห่งมาคูซ่าเรียกรอยยิ้มจากพ่อมดชั่วร้ายอย่างเกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ได้เป็นอย่างดี

“อรุณสวัสดิ์ มิสเตอร์เกรฟส์”

น้ำเสียงเป็นมิตรที่ให้ความรู้สึกอันตรายดังขึ้นท่ามกลางความเงียบอึมครึม เจ้าของชื่อถลึงตามองร่างสูงที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เหมือนกับตน ก่อนที่สายตาจะเลื่อนไปยังกระติกน้ำพกพาแสนคุ้นเคย

เกรฟส์รู้ดีว่าสิ่งนั้นบรรจุอะไรเอาไว้ จึงได้แต่กัดฟันกรอด ส่งเสียงคำรามรอดไรฟันอย่างเคียดแค้น

“แก….”

กรินเดลวัลด์ยังคงยิ้มกริ่ม สองขาก้าวเดินเข้าไปใกล้แล้วถอนผมของคู่สนทนาออกมาหนึ่งเส้น จากนั้นจึงหย่อนมันลงไปในน้ำยาสรรพรส ก่อนยกจิบอย่างเชื่องช้า ดื่มด่ำรสชาตินุ่มลึกของ ‘เพอร์ซิวัล เกรฟส์’ อย่างอารมณ์ดี

ใช้เวลาไม่นานนักกระบวนการปลอมตัวก็เสร็จสิ้น หัวหน้ามือปราบมารตัวปลอมจัดเสื้อผ้าเข้าที่ให้เรียบร้อย ปรายตามองเจ้าของร่างตัวจริงก่อนจะก้มหน้าลงมาใกล้ใบหูของอีกฝ่าย ขยับริมฝีปากขึ้นลง เอ่ยกระซิบถ้อยคำแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงที่ชวนใจเต้น

“ขอบคุณสำหรับมื้อเช้าแสนวิเศษนะ มิสเตอร์เกรฟส์”

ปลายนิ้วซุกซนของกรินเดลวัลด์ลูบไล้ริมฝีปากของคนบาดเจ็บไปมาอย่างเชื่องช้าและนิ่มนวล

“รสชาติของคุณ…อร่อยถูกใจฉันจริงๆ”

………………………………….

 

Mao Shan Hou Yi FanFiction [ จางกั๋วจง x หลี่เอ้อร์ยา ] ‘ผลิบาน’

หลังจากที่อ่านเหมาซานจบก็อยากเขียนอะไรซักอย่างให้กั๋วจงค่ะ ค้นอยู่นานมากว่าจะเอาฉากไหนมาขยายดี สุดท้ายก็ดันเลือกฉากหักอกตัวเองมามาเขียนค่ะ YwY

_________

 

Mao Shan Hou Yi FanFiction

 

จางกั๋วจง x หลี่เอ้อร์ยา

 

‘ผลิบาน’

 

……..

 

 

ครั้งแรกที่เจอหน้ากัน จางกั๋วจงไม่รู้สึกอะไรกับหลี่เอ้อร์ยามากเป็นพิเศษ

 

ใช่ หลี่เอ้อร์ยาเป็นสาวสวย หน้าตาดี เป็นสาวในแบบที่เขาชอบ แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องการรักษาอาการ’แขกชน’ ของหลี่ต้าหมิงก็ต้องมาก่อน ชายหนุ่มไม่สนใจอย่างอื่นนอกจากการทดสอบบันทึกเหมาซานที่ได้รับมา

 

แม้ผู้ใหญ่หลี่จะพยายามยัดเยียดสาวงามให้ จางกั๋วจงก็มักจะทำเป็นไม่สนใจคำพูดของคู่สนทนา หรือในบางทีก็แทบอยากจะเอาหัวโขกพื้นเพื่อแสดงเจตนาบริสุทธิ์ของตัวเองว่าคิดแค่เรื่องช่วยคนจริงๆ เริ่มแรกอาจจะแค่อยากทดสอบบันทึก ทว่า หลังจากนั้น การช่วยเหลือหลี่ต้าหมิงเองก็นับเป็นอีกความปรารถนาหนึ่งของชายหนุ่มด้วยเช่นกัน

 

ปัญญาชน ปณิธาน ห่วงใยประเทศชาติ นั่นคือถ้อยคำที่บ่งบอกถึงตัวตนของจางกั๋วจงได้อย่างชัดเจนที่สุด ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่จะสงสารและเห็นใจหลี่ต้าหมิงจนถึงขั้นเอาจริงเอาจังกับการช่วยเหลือเสียขนาดนั้น

 

จนกระทั่งหลี่ต้าหมิงรอดพ้นวิกฤตมาด้วยด้วยความช่วยเหลือยิ่งใหญ่จากหม่าเจินเหริน ในช่วงที่ต้องทำงานหนักเจียนตาย ความรู้สึกบางอย่างต่อหลี่เอ้อร์ยาก่อกำเนิดขึ้นมาในใจของชายหนุ่มอย่างเงียบงัน

 

ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุ ร่างกายของจางกั๋วจงชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ชายหนุ่มนึกด่านักพรตเฒ่าผู้เป็นอาจารย์อยู่ในใจ ขณะเดียวกันก็ลากถุงผ้ากรอกทรายที่หนักราวยี่สิบจินไปด้วย

 

‘ฝึกเส้นเอ็น’

 

นั่นคือสิ่งที่หม่าเจินเหรินอธิบายให้ฟังสั้นๆ และมีอานุภาพมากพอที่จะสร้างพายุลูกคำแช่งยักษ์พัดกระหน่ำอยู่ในหัวของลูกศิษย์คนใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าก็ได้แต่คิดอยู่ในหัว สองเท้าของจางกั๋วจงยังคงปฏิบัติตามคำพูดของอาจารย์อย่างเคร่งครัด

 

และในขณะที่กำลังอ่อนแรง จางกั๋วจงก็ได้กลิ่นอาหาร

 

ปลายทางของกลิ่นหอมคือหลี่เอ้อร์ยาที่อุ้มห่อผ้าอยู่ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง ชายหนุ่มผู้หิวโหยเดินเข้าไปหญิงสาวราวกับต้องมนตร์ สองขาก้าวย่างอย่างเชื่องช้าแต่ต่อเนื่อง ร่างท่วมเหงื่อกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก การเดินดุ่มๆไปขอแบ่งอาหารจากอีกฝ่ายนั้นค่อนข้างเสียมารยาท แต่ในเวลานี้ จางกั๋วจงกลับตัดสินใจโยนมารยาททิ้งอย่างไม่ใยดี

 

‘ผม…’ ยังไม่ทันได้พูดอะไรมากนัก หลี่เอ้อร์ยาก็ยื่นห่อผ้าให้ หญิงสาวก้มหน้างุด เอ่ยถ้อยคำออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

 

‘ฉันทำมาให้คุณ…’

 

พวงแก้มของสาวเจ้าแดงซ่านด้วยความเขินอาย หากเป็นชายคนอื่นคงแทบจะละลายไปกับความน่ารักของหลี่เอ้อร์ยา แต่สิ่งที่อยู่ในความสนใจของจางกั๋วจงกลับกลายเป็นภาชนะบรรจุอาการที่ถูกห่อด้วยผ้าเสียนี่

 

อาหารกับผู้หญิง จางกั๋วจงในยามนี้เลือกอาหารอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เพราะผู้หญิงเป็นคนนำอาหารมาให้ เขาจึงหันไปสนใจผู้หญิงด้วย

 

‘ขอบคุณครับ’

 

ร่างสูงเอ่ยด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งใจ และนั่นเป็นครั้งแรกที่หญิงสาวได้เห็นรอยยิ้มของจางกั๋วจงซึ่งๆหน้า ถึงแม้จะเปรอะเปื้อนไปด้วยเหงื่อไคล ฝุ่น และดินโคลนสกปรก แต่ในสายตาของเธอ ชายหนุ่มที่กำลังรับห่อผ้าไปจากเธอนั้นช่างไม่ต่างอะไรไปจากเทพบุตร

 

หลี่เอ้อร์ยามองจางกั๋วจงที่ยัดทุกอย่างใส่ปากอย่างตะกละตะกลาม ความเจริญอาหารของอีกฝ่ายทำให้หญิงสาวรู้สึกใจชื้น ในที่สุดวิธีเข้าหาของเธอก็ได้ผล

 

สถานะของหลี่เอ้อร์ยาในใจของจางกั๋วจงตอนนี้คือ ‘แม่พระ’

 

ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเริ่มต้นขึ้นในลักษณะนี้ หลี่เอ้อร์ยาแอบนำอาหารมาให้จางกั๋วจงทุกครั้งเพื่อไม่ให้เขาตายคานา แรกๆจางกั๋วจงจะทำเพียงยิ้มรับและขอบคุณ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ชายหนุ่มก็ได้เริ่มเรียกชื่อของเธอเป็นครั้งแรก

 

‘เอ้อร์ยา’

 

หญิงสาวสะดุ้งโหยง ชายหนุ่มเกาแก้มเล็กน้อย เอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก

 

‘ผมเรียกคุณอย่างนี้ได้ไหม?’

 

‘ด ได้! ได้ค่ะ!’ หลี่เอ้อร์ยาตอบรับอย่างตื่นเต้น คำพูดของจางกั๋วจงนั้นอยู่นอกเหนือจากที่เธอคิดเอาไว้ดังนั้นแล้วเมื่อถูกเรียกชื่อจึงทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ลุกลี้ลุกลนไปมาขณะยื่นห่ออาหารเที่ยงให้

 

‘อ๊ะ’

 

‘?’

 

จู่ๆชายหนุ่มก็อุทานออกมาเบาๆ

 

‘บนหัวมีใบไม้ติดอยู่น่ะครับ’

 

ได้ยินดังนั้นหลี่เอ้อร์ยาก็รีบปัดใบไม้บนหัวออกอย่างอับอาย แต่ใบไม้นั้นแซมอยู่ในผมเลยทำให้ไม่ยอมร่วงลงมาตามแรงปัดเสียที จางกั๋วจงชั่งใจเล็กน้อย ชายหนุ่มเอ่ยขออนุญาตด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบออกให้อย่างเบามือ

 

‘เรียบร้อยแล้ว’ ชายหนุ่มว่าพลางยื่นเศษใบไม้เล็กๆให้ดู หลี่เอ้อร์ยาตกใจแทบสิ้นสติ เขินอายเสียจนทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายก็ตะกุกตะกักขอบคุณแล้ววิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว

 

จางกั๋วจงคนก่อเรื่องได้แต่มองส่งแผ่นหลังของอีกฝ่ายจนกระทั่งลับสายตา ชายหนุ่มเผยยิ้มบางๆอย่างนึกเอ็นดู ก่อนจะหันกลับไปจัดการกับอาหารในห่อผ้าเช่นเคย

 

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่อาหารของหลี่เอ้อร์ยา ทั้งๆที่แทบจะแยกรสชาติที่แทบจะแยกไม่ได้ว่าอร่อยหรือไม่อร่อยนั้นกลับมอบเรี่ยวแรงให้จางกั๋วจงอย่างเหลือล้น ทั้งพลังกาย และพลังใจ

 

‘เอ้อร์ยา ทานด้วยกันไหม?’

 

วันเวลาล่วงผ่าน ระยะห่างเริ่มถอยร่น ถึงแม้จะได้กินน้อยลงแต่กลับไม่รู้สึกใส่ใจมากนักเท่าไหร่ จางกั๋วจงส่งยิ้มให้หลี่เอ้อร์ยา สายตาของชายหนุ่มจ้องมองไปยังใบหน้าสะสวยของคู่สนทนา ราวกับคาดหวังให้อีกฝ่ายตอบรับคำชวน

 

‘ค่ะ’ หญิงสาวอึกอักเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็พยักหน้าตอบรับคำชวนนั้นก่อนจะนั่งลงบนพื้นดินข้างๆอีกฝ่ายแม้ว่าจะไม่ตื่นเต้นมากแล้วยามเห็นใบหน้าหล่อเหลา แต่หลี่เอ้อร์ยาก็ยังคงหวั่นไหวทุกครั้งเมื่อใกล้ชิดจางกั๋วจง เขาคนนี้พยายามอย่างมากเพื่อช่วยเหลือพ่อของเธอโดยไม่สนใจสิ่งตอบแทน…ไม่สนใจเธอเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เขาสนใจมีเพียงการช่วยเหลือเท่านั้น ถึงแม้จะเจ็บปวดแต่ก็แสดงให้เห็นว่าจางกั๋วจงคนนี้เป็นคนดีในระดับหนึ่ง

 

หญิงสาวแตะต้องอาหารเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การแย่งอาหารของชายหนุ่มไม่ใช่สิ่งที่เธอตั้งใจเอาไว้แต่แรก แม้ว่าจะรู้เจตนาของอีกฝ่าย แต่จางกั๋วจงก็ยังคงหยิบซาลาเปาลูกหนึ่งขึ้นมาแล้วยื่นให้คู่สนทนา

 

หลี่เอ้อร์ยาส่ายหน้าปฏิเสธ ชายหนุ่มนิ่งคิดเล็กน้อย ริมฝีปากบางเป่าลมใส่ซาลาเปาลูกนั้นอยู่ครู่หนึ่งเมื่อเห็นว่าอุณหภูมิของซาลาเปาไม่สูงจนเกินไปก็ยื่นให้หญิงสาวอีกครั้ง

 

‘ไม่ค่อยร้อนมากแล้ว คุณคงถือทานได้สะดวกหน่อย’

 

จางกั๋วจงยิ้มอ่อนโยน ยิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงตนก็ยิ่งซึ้งใจ ซาลาเปาลูกเดียวยังทดแทนบุญคุณได้ไม่หมดเสียด้วยซ้ำ

 

สุดท้ายหลี่เอ้อร์ยาก็รับซาลาเปาลูกนั้นมากินเงียบๆ ซาลาเปาในมือนั้นอุ่นกำลังดี แต่ใบหน้าของสาวงามประจำหมู่บ้านนั้นร้อนผ่าว ลิ้มรสซาลาเปาที่เจือไปด้วยรสชาติลมหายใจของจางกั๋วจงอย่างขัดเขิน

 

ระหว่างมื้ออาหารทั้งคู่พูดคุยกันเพียงเล็กน้อย จางกั๋วจงเป็นนักเขียนมากฝีมือ แต่เขาไม่ใช่นักพูดมากฝีมือ ส่วนหลี่เอ้อร์ยานั้นยิ่งแล้วใหญ่ เขินอายเสียจนตอบโต้อะไรไปไม่ค่อยได้ แค่ตอบรับสั้นๆได้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว

 

ทว่า แม้จะไม่ค่อยได้พูดคุยกัน แต่จางกั๋วจงก็ลอบมองหลี่เอ้อร์ยาอยู่นาน ผู้หญิงคนนี้อยู่ด้วยแล้วสบายใจดี ชายหนุ่มจึงพอใจกับความเงียบในช่วงเวลานี้ ไม่รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด

 

ตัวตนหลี่เอ้อร์ยาในใจเขาไม่ได้จืดจางเช่นที่ผ่านมา แต่กลับค่อยๆโดดเด่นขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

เรียบง่าย ไม่หวือหวา และสบายใจ จางกั๋วจงชอบความรักรูปแบบนี้ สายสัมพันธ์ที่ค่อยๆพัฒนาไปตามกาลเวลา คอยสังเกตและเรียนรู้พฤติกรรมอีกฝ่าย ปรับตัวเข้าหากันอย่างสมดุล

 

มื้ออาหารยังคงดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น พร้อมๆกับต้นรักที่เริ่มงอกเงย บทสนทนาที่ติดขัดเริ่มไหลลื่นอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น

 

และในวันนี้ หมู่บ้านแห่งนี้ยังคงร้อนระอุ

 

ร่างกายของจางกั๋วจงชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเพราะแสงแดดแรงจ้า ในขณะที่กำลังนึกด่านักพรตเฒ่าผู้เป็นอาจารย์อยู่ในใจเช่นเคย กลิ่นอาหารก็ลอยมาปะทะจมูก

 

ถุงทรายหนักยี่สิบจินส่งเสียงครืดคราดยามก้าวขา แต่ชายหนุ่มไม่สนใจเสียงนั้น จางกั๋วจงส่งยิ้มทักทายหญิงสาวที่กำลังเรียกชื่อเขา

 

ท่ามกลางความรักที่ผลิบานอย่างงดงาม ช่วงเวลาแสนวิเศษของจางกั๋วจงและหลี่เอ้อร์ยาเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

 

………

 

 

 

 

Mob Psycho 100 FanFiction [ Serizawa Katsuya x Reigen Arataka ] ‘Sorry’

Mob Psycho 100 FanFiction

Serizawa Katsuya x Reigen Arataka

‘Sorry’

 

……..

 

ถ้าหากจะเอ่ยถึงมนุษย์ผู้มากความสามารถ เรเกน อาราทากะ ก็คงเป็นหนึ่งในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ด้วยความสามารถเฉพาะตัวที่หลากหลาย ความฉลาดที่พลิกแพลงไปตามสถานการณ์ อีกทั้งบุคลิกภาพภายนอกที่ช่วยส่งเสริมความน่าเชื่อถือ ทำให้ชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดปีคนนี้สามารถอยู่ตัวคนเดียวได้ ดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร

 

ซึ่งแท้จริงแล้ว ความเชื่อของเรเกนนั้นกลับขัดต่อการใช้ชีวิตของเจ้าตัวเสียเหลือเกิน นั่นเป็นเพราะชายหนุ่มเชื่อสุดใจว่า มนุษย์ทุกคนไม่มีใครสมบูรณ์แบบ สุดท้ายก็ต้องพึ่งพากันและกัน ไม่มีใครสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่พึ่งพาใคร

 

แต่ถึงอย่างนั้น กลับกลายเป็นเรเกนเสียเองที่อยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด

 

ชายหนุ่มทำในสิ่งที่ขัดกับความเชื่อของตน ทำในสิ่งที่ขัดกับความปรารถนาลึกๆในใจตัวเอง นั่นก็คือ ความต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอย่างแนบแน่น

 

ว่ากันว่า มนุษย์จะพยายามไขว่คว้าอะไรบางอย่างมากเป็นพิเศษเมื่อเขาหรือเธอไม่เคยเป็นเจ้าของสิ่งๆนั้นมาก่อน ซึ่งถ้าหากอ้างอิงตามหลักการข้างต้น เรเกนเองก็นับว่าเป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้นเช่นเดียวกัน และนั่นทำให้ชายหนุ่มเกิดความยึดติดในตัวตนของม็อบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

 

ถึงแม้ว่าเรเกนจะชอบวางตัวเป็นอาจารย์คอยสอนสั่ง รวมทั้งพยายามที่จะเป็นที่พึ่งพิงให้แก่ม็อบ ทว่า แท้จริงแล้ว กลับเป็นตัวเรเกนเองต่างหากที่พึ่งม็อบเพียงแค่มีม็อบ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป การใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่ได้สนิทกับใครสักคนนั้นเปรียบได้กับการถอดแว่นกันแดดออกจากดวงตา ชีวิตประจำวันของเรเกน อาราทากะเริ่มมีสีสันขึ้น ไม่ใช่สีขาวดำอึมครึมเช่นเคย

 

แต่สุดท้ายแล้ว ม็อบก็ต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง เรเกนรู้เรื่องนี้ดีที่สุด ในขณะที่กำลังทำใจกับอนาคตข้างหน้าอันแสนโดดเดี่ยวอยู่นั้นเอง ชายหนุ่มก็รับรู้ถึงตัวตนของเซริซาวะ คัตสึยะ

 

และเพราะอย่างนั้น…ถึงได้เอ่ยชักชวนเซริซาวะมาทำงานกับตน

 

ไม่ใช่เพราะใจกว้าง ต้องการให้โอกาสใคร

 

แต่เพราะต้องการตัวสำรองต่างหาก คำเชิญชวนนั้นไม่ได้ถูกกล่าวออกมาอย่างบริสุทธิ์ใจตั้งแต่แรกแล้ว

 

เซริซาวะ ก็คือตัวแทนของม็อบ ตัวแทนที่จะช่วยให้เรเกนไม่ต้องกลับไปอยู่คนเดียวอีกครั้ง การกลับไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียวอีกคราโดยที่ไม่เกี่ยวข้องลึกซึ้งกับใคร

 

ชีวิตแบบนั้น….สุดจะเหงาเกินทน…

 

เรเกนได้แต่พร่ำขอโทษเซริซาวะอยู่บ่อยครั้ง เพราะความเอาแต่ใจของตนแท้ๆที่ทำให้คนคนนั้นต้องจมปลักอยู่ในสำนักงานแห่งนี้ ถ้าหากได้ออกไปทำงานที่อื่น อยู่ในสังคมที่แตกต่างออกไป บางทีชีวิตของเซริซาวะอาจจะก้าวหน้าและมีความสุขมากกว่านี้ก็ได้

 

แต่ก็เพราะไปเกลี้ยกล่อมให้มาทำงานด้วยกัน ถึงได้กลายเป็นว่าเรเกนไปตัดโอกาสของเซริซาวะทิ้งอย่างเลือดเย็น

 

‘ถ้าได้ชดใช้ให้ให้หมอนั่นได้บ้าง…ก็คงดี’

 

แต่อะไรบ้างล่ะที่จะชดเชยให้กับเซริซาวะได้ อะไรบ้างล่ะที่จะช่วยทำให้เขาไม่รู้สึกผิดและสมเพชตัวเองไปมากกว่านี้

 

 

 

 

“ทำซะสิ เซริซาวะ”

 

เสียงที่ดังขึ้นทำลายความเงียบในสำนักงานนั้นเป็นเสียงของเรเกน อาราทากะไม่ผิดแน่ เจ้าของบริษัทรับปรึกษาปัญหาวิญญาณเหลือบมองตัวเลขแสดงเวลาบนหน้าจอโน้ตบุค แสงแดดที่เคยสาดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างนั้นเลือนหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้ บ่งบอกได้ชัดเจนดีว่าหมดเวลาทำงานในส่วนของวันนี้แล้ว

 

“เอ๊ะ..? เรเกนซัง หมายความว่ายังไงครับ…??” เจ้าของเรือนผมสีดำสะดุ้งเล็กน้อย จากที่เคยจ้องมองร่างของเจ้านายอย่างเหม่อลอยก็รีบหลบตาอีกฝ่ายทันทีเมื่อถูกเรียกชื่อ

 

“ก็นะ…สายตาของนายน่ะ มันชัดเจนขนาดนั้น ใครๆก็ดูออกน่า” คนสูทเทาละความสนใจจากโน้ตบุคบนโต๊ะทำงาน ขณะเดียวกันก็เอ่ยคำพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ใส่ใจ ราวกับว่าหัวข้อที่ถูกพูดถึงอยู่เป็นการคุยกันธรรมดาๆอย่างเรื่องลมฟ้าอากาศทั่วไป

 

“นี่ก็เลิกงานแล้ว ไม่มีทั้งม็อบทั้งลูกค้า เพราะฉะนั้น…ทำตามใจชอบเถอะ”

 

“เอ่อ…” เซริซาวะทั้งงงทั้งสับสน พอเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่ายแล้วเรเกนก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

 

“อะไรกันเล่า ไม่ได้เรื่องเลย” รอยยิ้มสบายๆของเรเกนผุดขึ้นมาบนใบหน้าหล่อเหลา คนอายุน้อยกว่าลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินเข้าไปหาพนักงานที่กำลังจับต้นชนปลายไม่ถูก เรเกนใช้มือข้างหนึ่งดึงเน็กไทของอีกฝ่ายให้โน้มตัวลงมา อีกข้างหนึ่งโอบรอบลำคอหนา ริมฝีปากสี่กลีบประกบคู่กันอย่างนิ่งงัน

 

ถ้าหากสามารถจ่อไมค์บูมเข้าไปในหัวของเซริซาวะได้ เสียงที่ได้ยินก็คงเป็นเสียงขาดผึงของสติสัมปชัญญะอย่างไม่ต้องสงสัย

 

และในขณะที่อีกคนหนึ่งควบคุมตัวเองไม่ได้ อีกคนหนึ่งก็พยายามตั้งสติอย่างสุดความสามารถ

 

ภายนอกที่เยือกเย็นตรงกันข้ามกับภายในที่เปี่ยมไปด้วยความสับสน เรเกนสะกดกลั้นความหวาดกลัวในจิตใจได้อย่างเชี่ยวชาญ มั่นคง มั่นใจ และควบคุมสถานการณ์ได้ นั่นล่ะคือตัวตนที่เรเกนต้องการจะเป็นในขณะนี้

 

เสียงครางเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากเมื่อถูกมือใหญ่ของเซริซาวะสอดเข้าไปในเสื้อ สัมผัสหยาบกร้านที่ไม่คุ้นชินลากผ่านผิวเนื้อของเรเกนอย่างเชื่องช้า

 

ท่ามกลางอุณหภูมิของร่างกายที่สูงขึ้นเล็กน้อยยามเปลี่ยนถ่ายความร้อน ซุ่มเสียงในจิตใจของเรเกนยังเอ่ยเอื้อนถ้อยคำประโยคหนึ่ง ท่องต่อเนื่องไปเรื่อยราวกับเครื่องจักร

 

‘ขอโทษ…’

 

‘ขอโทษนะ…’

 

‘ขอโทษนะ…เซริซาวะ’

 

……..

 

Mob Psycho 100 FanFiction [ Serizawa Katsuya x Reigen Arataka ] ‘แรกเริ่ม’

Mob Psycho 100 FanFiction

 

Serizawa Katsuya x Reigen Arataka

 

‘แรกเริ่ม’

 

……

 

เรเกน อาราทากะเป็นคนคออ่อน

 

และนั่นคือสิ่งที่เซริซาวะ คัตสึยะ ตระหนักรู้ เมื่อเห็นว่าใบหน้าหล่อเหลาของเจ้านายคนใหม่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงจางๆ น้ำเสียงที่เคยเอ่ยเอื้อนออกมาอย่างมั่นคงเริ่มอ้อแอ้ฟังไม่ได้ศัพท์

 

คนเข้าสังคมเก่งส่วนใหญ่แล้วไม่น่าจะคออ่อน… และความจริงตรงหน้านั้นก็ขัดกับความเข้าใจของเซริซาวะอย่างสิ้นเชิง คนผมดำเกาหัวแกรกๆ คำพูดของเรเกนตอนอยู่สำนักงานดังขึ้นในหัว

 

‘ไปดื่มกันหน่อยมั้ย เซริซาวะ?’

 

‘เอ๊ะ..’

 

พอถูกชวน พนักงานใหม่ของบริษัทรับปรึกษาปัญหาวิญญาณก็ทำหน้างง ไปดื่มกับเจ้าของบริษัท…ไม่เป็นการตีซี้เกินไปหรือ? ถึงทั้งสำนักงานจะมีสมาชิกอยู่แค่นี้ก็เถอะ

 

‘ฉันน่ะอยากดื่มหลังเลิกงานมาตั้งนานแล้ว แต่จะชวนม็อบเข้าร้านเหล้าก็ไม่ดีใช่มั้ยล่ะ ไปดื่มคนเดียวก็ดื่มได้ไม่สะใจ ต้องกั๊กๆไว้ตลอดเพราะกลัวกลับไม่ไหว’ เรเกนอธิบายเหตุผลอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ขณะเดียวกันก็เอื้อมมือไปตบไหล่เซริซาวะป้าบๆ

 

‘เพราะงั้นก็เลยอยากให้นายไปด้วยกันน่ะนะ จริงสิ!  ถือซะว่าเป็นการเลี้ยงต้อนรับก็ได้’

 

‘ครับ…’

 

และด้วยเหตุนั้น เซริซาวะจึงไม่ปฏิเสธข้อเสนอของเรเกน ชายหนุ่มวัยสามสิบปีพยักหน้าตอบรับคำเชิญชวนอย่างสุภาพ แล้วหลังจากนั้นไม่นาน สภาพปัจจุบันของเรเกนก็เป็นเหมือนอย่างที่เห็น

 

“เรเกนซังครับ คุณเมาแล้วนะครับ”

 

เซริซาวะเตือนอีกฝ่ายที่กำลังพล่ามอะไรไปเรื่อย คนเมาส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวว่าตัวเองเมา เพราะอย่างนั้นเซริซาวะที่ไม่อยากถูกตะคอกกลับจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอย่างกล้าๆกลัวๆ

 

“ง้านหรอกเหรออ” แต่เรเกนไม่ใช่คนอย่างนั้น เขาไม่โวยวาย ทำเพียงแค่ยักไหล่แล้วดื่มต่อไปอย่างร่าเริง

 

คนเมารู้ตัวดีว่าไม่ใช่คนคอแข็งมาแต่ไหนแต่ไร และไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องน่าอาย ถ้าหากมาคนเดียวก็คงกลับไปเร็วกว่านี้ ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาออกปากเตือนเลยสักนิด แต่เพราะครั้งนี้มั่นใจว่าต่อให้เมามายแค่ไหนก็ยังมีเซริซาวะ ดังนั้นชายหนุ่มสูทเทาจึงไม่กังวลเท่าไหร่นัก

 

เพราะเขาเชื่อใจคนอย่างเซริซาวะที่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็รู้สึกได้ถึงความไร้พิษภัย ดังนั้นจึงได้กล้าดื่มกล้าเมาอย่างเต็มที่ และต่อให้ไม่พูดออกมา เซริซาวะก็รับรู้สิ่งที่เรเกนสื่อออกมาผ่านการกระทำได้เป็นอย่างดี

 

ในขณะที่เรเกนกำลังดื่มด่ำตักตวงความสุขจากแอลกอฮอล์ที่ไม่ได้ลิ้มลองมานาน พนักงานใหม่ที่เพิ่งมาทำงานเป็นวันแรกก็ลอบมองอีกฝ่ายอย่างกระวนกระวายใจ พลันนึกถึงเส้นทางกลับที่พักของเจ้านายที่เคยอธิบายไว้ ถึงแม้จะจดโน้ตไว้แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ลำบากตอนเดินหาเสียหน่อย แถมยังต้องดูแลคนเมาไปด้วยระหว่างเดินอีกต่างหาก

 

เซริซาวะไม่ได้รังเกียจอะไร กลับปลื้มใจเสียอีกที่คนอย่างเรเกนคิดจะพึ่งพาตน แต่ก็แค่กลัวว่าตัวเองจะทำไม่สำเร็จ ทำได้ไม่ดีจนไม่สามารถตอบสนองความต้องการของอีกฝ่ายได้ก็เท่านั้นจากที่เคยยกแก้วดื่มไปบ้างในช่วงแรกๆ เมื่อเห็นท่าทีของเรเกนจึงรีบหยุดดื่มทันที

 

ระหว่างที่นั่งอยู่นิ่งๆไม่แตะต้องแก้วเหล้าตรงหน้าอีก เจ้าของเรือนผมสีดำตัดสั้นมองสำรวจร้านเหล้าเล็กๆจนเริ่มเบื่อ สุดท้ายจึงเบนสายตามาสำรวจร่างของเจ้านายแทน

 

จริงๆก็สังเกตมาตั้งนานแล้ว แต่พอมาดูอีกที เรเกน อาราทากะ คนนี้ก็หน้าตาดีไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งบุคลิกภาพที่สง่างาม ความเฉลียวฉลาดที่เยือกเย็นและพลิกแพลงไปตามสถานการณ์ทั้งความมั่นใจเต็มเปี่ยมที่ชวนให้รู้สึกว่าน่าพึ่งพา เรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่ตรงกันข้ามกับเซริซาวะอย่างสิ้นเชิง

 

คนหนึ่งเป็นเหมือนแสงสว่าง อีกคนเป็นเงามืด หรือจะเปรียบอีกอย่างหนึ่งก็คือ ท้องฟ้ากับหุบเหว

 

เซริซาวะชื่นชมเรเกนที่น่านับถือคนนั้น ตัวตนของนายจ้างในขณะนี้สูงส่งเหลือเกินในสายตาของเซริซาวะ

 

ทว่า

 

“ฮี่ๆ เซรี้ซาว้าา”

 

จู่ๆเรเกน อาราทากะก็ยิ้มเผล่ ชูนิ้วมือขึ้นมาสองนิ้วแล้วเอ่ยถามเสียงยานคาง

 

“กี่นี้วเอ่ยย”

 

ถึงแม้จะงุนงงกับการกระทำของอีกฝ่าย แต่คนถูกถามก็ตอบคำถามนั้นไปตามที่เห็น

 

“สองครับ”

 

“ผีดด!! สาม…ต่างหากกก นายมาว…แล้ว…สินะ ม่ายหวาย….ม่ายหวาย”

 

ดูก็รู้ว่าฝ่ายไหนกันแน่ที่เมา เซริซาวะยิ้มเจื่อน ดูเหมือนว่าอาการของคู่สนทนาจะหนักกว่าเมื่อครู่เสียอีก และในขณะที่กำลังคิดว่าควรจะพาอีกฝ่ายกลับได้แล้ว จู่ๆหางตาก็เหลือบไปเห็นกลุ่มเรือผมสีอ่อนบนศีรษะของเรเกนที่กำลังดิ่งลงตามแรงโน้มถ่วงโลก การกระทำไวกว่าความคิด สุดท้ายแล้วพลังจิตของเซริซาวะก็ช่วยให้เรเกนรอดจากการกระแทกโต๊ะอย่างรุนแรงไปได้

 

ชายหนุ่มรีบเข้าไปประคองร่างหมดสติของอีกฝ่าย พลางเหลือบมองพนักงานที่กำลังหันหลังอยู่พอดี โชคดีที่พวกเขานั่งอยู่ในมุมอับ เรื่องพลังเหนือธรรมชาติเมื่อครู่จึงไม่เป็นที่สังเกตเห็นของลูกค้าและพนักงานในร้านคนอื่นๆ

 

“เรเกนซังครับ เรเกนซัง” เซริซาวะเรียกชื่ออีกฝ่าย แน่นอนว่าคนหมดสติไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ใบหน้ายามหลับสนิทของเรเกนยังคงขึ้นสีแดงจางๆ นัยน์ตาที่ปิดสนิทบนใบหน้าหล่อเหลานั้นดูผ่อนคลายและเงียบสงบ ไม่ต่างไปจากเด็กที่หลับสนิทเมื่อรู้สึกปลอดภัย

 

ทั้งๆที่ไม่นานมานี้ยังเป็นชายที่น่าพึ่งพาและไร้ซึ่งจุดอ่อนใดๆ แต่ยามเมาหลับไร้พิษภัยกลับรู้สึกว่า….

 

“น่าเอ็นดู…ยังไงก็ไม่รู้แฮะ”

 

คนผมดำพึมพำออกมาอย่างเหม่อลอย แม้ว่าจะไม่ใช่คำชมที่ชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดปีจะรู้สึกยินดีเท่าไรนัก แต่เซริซาวะกลับรู้สึกว่าเป็นคำพูดที่เหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับสภาพของเรเกนในตอนนี้

 

“ไว้ใจเรามากเกินไปหน่อยหรือเปล่านะ” เซริซาวะบ่นพึมพำกับตัวเอง จ้องมองร่างของคนเมาในอ้อมแขนอย่างลืมตัว กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆของเรเกนผสมกับกลิ่นแอลกอฮอล์สร้างความปั่นป่วนใจเล็กน้อยให้กับอดีตกรงเล็บผู้ใสซื่อ

 

ที่แท้แล้ว…เวลาที่ไร้ซึ่งซึ่งสติสัมปชัญญะ ไร้ซึ่งการป้องกันตัวเอง ไร้ซึ่งหน้ากากทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบขนาดไหนก็ดูจะกลายเป็นคนธรรมดาไปได้ในทันทีเมื่อขาดปัจจัยต่างๆเหล่านั้น

 

 

‘คนที่สมบูรณ์แบบขนาดนั้น….บอบบางขนาดนี้เชียว…’

 

 

เซริซาวะนึกในใจ โดยไม่ทันรู้ตัวเลยว่า ยามมองไปที่ใบหน้าหลับสนิทของเจ้านาย หัวใจของเขาเต้นเร็วขึ้นจนผิดจังหวะไปเล็กน้อย

 

ไม่ใช่ตัวตนที่น่าพึ่งพาไปเสียอย่างเดียว

 

แท้จริงแล้ว เรเกน อาราทากะเองก็มีด้านที่ทำให้คนอย่างเซริซาวะ ‘ต้องการ’ ที่จะปกป้องเช่นเดียวกัน

 

และแล้ว ระยะห่างระหว่างเขากับเรเกนที่เซริซาวะตั้งเอาไว้ในตอนแรกนั้นก็เริ่มที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างเชื่องช้า

 

ระยะห่าง…ลดลง….

 

จนไม่แน่ว่าบางที สิ่งที่เกิดขึ้นตามมานั้น อาจจะเป็นความสัมพันธ์ที่แม้แต่ทั้งสองคนเองยังคาดไม่ถึงก็เป็นได้

 

 

……………

 

 

Dàomù bǐjì FanFiction [ พานจื่อ + อู๋เสีย ] ‘รำลึก’

Dàomù bǐjì FanFiction

 

Pān Zi + Wú Xié   (พาน+เสีย)

 

‘รำลึก’

 

……..

 

หากจะเปรียบเทียบชีวิตมนุษย์เป็นตัวเลข 0 ก็คงเป็นตัวแทนของความตาย 1 ก็คือสัญลักษณ์ของการมีชีวิตอยู่

 

แม้ว่า 0 กับ 1 จะถูกจัดเรียงให้อยู่ข้างกัน แต่ระยะห่างของ 0 และ 1 มีมากกว่าที่ผมคิดเสียอีก

 

ระยะห่างระหว่างคนตายกับคนเป็น ระยะห่างระหว่าง 0 กับ 1 ช่องว่างที่ไม่สามารถก้าวผ่านไปได้ ผมจุดบุหรี่สูบ พ่นควันสีเทาขุ่นออกมาจากปากอย่างเชื่องช้า

 

‘มีพานจื่ออยู่ทั้งคน มีหรือจะทำให้นายน้อยเดือดร้อน’

 

คำพูดของพี่พานในวันนั้นดังขึ้นในหัว ถ้าหากเปรียบเป็นมีด ก็คงเป็นมีดเล่มคมที่กรีดหัวใจผมจนเหวอะหวะไปหมด เป็นความสูญเสียที่แม้จะผ่านมานานปีก็ยังคงสร้างความเจ็บปวดให้ผมอยู่เสมอ แม้ว่าที่ผ่านมาจะพอกดปากแผลห้ามเลือดเอาไว้ได้ แต่เมื่อถึงวันครบรอบทีไร ทั้งเลือดทั้งน้ำตา ทะลักออกมาอย่างไม่อาจห้ามไว้ได้

 

ชินชา…อย่างนั้นหรือ? แม้ว่าจะถูกประสบการณ์ขัดเกลาจนเยือกเย็นขึ้น ผ่านความเป็นความตายมามากมายนับไม่ถ้วน แต่สุดท้ายแล้ว ผม…อู๋เสียก็ยังคงเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง

 

เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง ที่ไม่สามารถก้าวข้ามความตายของพี่พานไปได้

 

ในวันที่ 4 พฤศจิกายน วันครบรอบวันตายของพี่พาน บาดแผลของผมเจ็บหนักกว่าวันอื่นๆมากเป็นพิเศษ ผมแยกออกไปอยู่คนเดียวทั้งวัน บุหรี่ที่สูบเผาผลาญสุขภาพปอดนั้นหมดไปเป็นซอง ถ้าหากจับผมไปนั่นในห้องปิดตาย ห้องนั้นจะถูกมองว่าเป็นห้องรมแก๊สก็คงไม่น่าแปลกใจอะไรมากนัก

 

บรรยากาศรอบข้างแม้จะสว่างไสวสดใส แต่สายตาของผมกับมืดบอดเสียจนมองข้ามความงามเหล่านั้นไป สิ่งที่เห็นนั้น มีเพียงวิวทิวทัศน์ที่พร่าเบลอ ผลกระทบจากเม็ดฝนในดวงตานั้นทำให้ทุกอย่างบิดเบี้ยวผิดรูปไปหมด

 

ผมยกแขนเสื้อปาดเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ดื่มด่ำกับควันนิโคตินอยู่อีกครู่หนึ่งแล้วจึงใช้นิ้วมือดับบุหรี่อย่างเงียบงัน ทิ้งไปทั้งที่ยังสูบไม่หมดมวน

 

ต่อให้เศร้าเสียใจมากมายขนาดไหน แต่พี่พานคงไม่ชอบใจแน่ที่เห็นผมตายด้วยโรคเรื้อรังจากบุหรี่ ชีวิตของผมเมื่อถูกแลกมาด้วยชีวิตของพี่พาน ราคาของมันก็เริ่มมากขึ้นเสียจนประเมินราคาไม่ได้

 

สภาพจิตใจไม่ได้ดีขึ้นเลยสักนิด ความรู้สึกผิดบาปยังคงถ่าโถม แต่อย่างน้อย ร่างกายนี้…ไม่ว่าอย่างไรก็จะใช้ทิ้งใช้ขว้างไม่ได้อีกต่อไป

 

ระยะห่างระหว่าง 0 กับ 1 ยังคงเป็นอนันต์ ความตรงกันข้ามระหว่างความตายกับการมีชีวิตอยู่นั้นห่างไกลกันเสียจนไม่สามารถติดต่อ ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป เลข 1 ก็ยังคงเป็นเลข 1 และพี่พานที่ตายไปแล้วก็ยังคงเป็นเลข 0

 

ตัวเลขนี้ยังคงเหมือนเดิม ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ระยะห่างก็ไม่มีวันลดลง

 

และความเจ็บปวดเอง…ก็ใช่ว่าจะลดลง

 

 

…………