Bungou Stray Dogs FanFiction [ Oda Sakunosuke x Akutagawa Ryuunosuke ] ‘ฝนที่ไม่เคยหยุดตก’

*คำเตือน : เนื้อหาในเรื่องมีการสปอยอนิเมซีซั่น2 ตอนที่3และตอนที่4 ใครยังไม่ได้ดูแล้วไม่อยากโดนสปอยก็อย่าเพิ่งอ่านนะคะ แง*

 

_______________________________

 

Bungou Stray Dogs FanFiction

 

Oda Sakunosuke x Akutagawa Ryuunosuke

 

‘ฝนที่ไม่เคยหยุดตก’

 

…………..

 

โอดะ ซาคุโนะสุเกะ

 

ผู้ชายคนนั้น….คือความผิดปกติเพียงหนึ่งเดียวของพอร์ทมาเฟีย

 

เป็นจุดสีขาวเล็กๆน่ารังเกียจท่ามกลางจุดสีดำที่แผ่กระจาย

 

ทั้งๆที่เป็นไอ้หน้าโง่ขี้ขลาดที่ไม่กล้าแม้กระทั่งฆ่าคน แต่คนคนนั้น…ดะไซ โอซามุกลับพูดออกมาอย่างเต็มปากว่า เจ้าคนห่วยแตกพรรค์นั้นเป็นเพื่อนของตน ซ้ำยังพูดกับผมอีกว่า อะคุตะกาวะคนนี้ไม่มีทางเอาชนะหมอนั่นได้ แม้ว่าจะใช้เวลาอีก100ปีก็ตาม

 

ผมจดจำคำดูถูกร้ายกาจของดะไซซังเอาไว้ในหัว และรอวันที่จะได้เผชิญหน้ากับโอดะ ซาคุโนะสุเกะ รอวันที่จะได้บดขยี้หมอนั่น ทำลายคำพูดของผู้บริหารผ้าพันแผลที่หลอกหลอนผมอยู่ตลอดเวลา

 

และผมก็ได้พบกับเขา ในวันที่เกือบจะเสียท่าให้หัวหน้าของพวกมิมิค

 

โอดะ ซาคุโนะสุเกะต่อกรกับศัตรูองค์กรอย่างไม่สะทกสะท้าน ในขณะที่ผมกำลังตกใจ เขาก็ยกร่างของผมขึ้นพาดบ่าแล้วออกวิ่ง ไม่สนใจเสียงโหวกเหวกโวยวายของผมเลยแม้แต่น้อย

 

น่าอาย… ถูกใครก็ไม่รู้ช่วยชีวิตเอาไว้แบบนั้น ยอมตายด้วยน้ำมือของศัตรูยังจะดีซะกว่า และยิ่งมารู้ทีหลังว่าหมอนั่นคือโอดะ ซาคุโนะสุเกะ คู่อริที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน ความโกรธแค้นของผมก็ยิ่งเพิ่มเป็นเท่าตัว

 

ผมตั้งใจจะใช้พลังฆ่าหมอนั่น แต่ทว่า สิ่งที่ดะไซซังพูดกลับเป็นเรื่องจริง หมอนั่นแข็งแกร่งมาก รู้ตัวอีกทีผมก็ถูกจัดการจนล้มลงกับพื้น แม้จะยังไม่หมดสติไป แต่ก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นมาต่อกรกับใครก็ตาม

 

แล้วผมที่สติใกล้จะหลุดลอยออกไปเต็มทีก็ได้ยินเหตุผลพิลึกๆของโอดะ ซาคุโนะสุเกะเข้าจนได้

 

 

‘ซักวันหนึ่งหลังจากที่ออกจากพอร์ทมาเฟีย ฉันจะกลับไปเป็นผู้ชายธรรมดา’

 

‘ฉันอยากจะไปนั่งอยู่ในห้อง…ที่สามารถมองเห็นทะเลได้’

 

‘อยากจะเป็นนักเขียน อยากจะทิ้งปืนไว้เบื้องหลังแล้วถือแค่ปากกากับกระดาษเอาไว้’

 

 

ช่างเป็นคำพูดที่ไม่น่าจะหลุดออกมาจากปากของสมาชิกในพอร์ทมาเฟียได้ แต่ถึงอย่างนั้นโอดะ ซาคุโนะสุเกะ สมาชิกที่มีนิสัยแปลกประหลาดที่สุดในองค์กรก็ยังคงไม่หยุดสารภาพความปรารถนาในใจและเหตุผลพิลึกๆออกมา

 

 

‘ชายที่พรากชีวิตคนอื่นน่ะ ไม่สามารถเขียนถึงการมีชีวิตได้หรอก’

 

 

และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้คนอย่างหมอนั่นที่มีฝีมือระดับสูงไม่กล้าที่จะปลิดชีวิตใคร

 

อีกะแค่เหตุผลแค่นี้… พอคิดว่าต้องแพ้คนอย่างโอดะ ซาคุโนะสุเกะแล้วก็รู้สึกเจ็บใจอย่างบอกไม่ถูก

 

หลังจากที่ถูกช่วยออกมาในคราวนั้น ผมก็แวะไปหาเขาเพื่อวัดฝีมือ แน่นอนว่าหมอนั่นปฏิเสธอย่างว่องไว ผมพยายามโจมตีเขา แต่เจ้าคนประหลาดกลับหลบการจู่โจมที่รุนแรงของผมได้ทุกครั้ง ยิ่งหมอนั่นขยับหนีผมก็ยิ่งไล่ตาม ไล่ล่ากันอยู่อย่างนั้นทั้งวัน สุดท้ายพอตามจนหมดแรง อีกฝ่ายกลับยื่นกระป๋องเครื่องดื่มๆเย็นๆส่งให้ผมที่กำลังไอ

 

‘ดื่มซะสิ จะได้หายเหนื่อย’

 

น้ำเสียงที่ราบเรียบแต่กลับเปี่ยมไปด้วยความเอาใจใส่ของอีกฝ่ายทำให้ผมรู้สึกโกรธจนไอแรงขึ้นกว่าเดิม ชายคนนั้นเดินเข้ามาดูอาการของผม แต่ผมสะบัดหนี ปัดกระป๋องน้ำในมือของเขาทิ้ง เมื่อทิ้งระยะห่างได้สักช่วงหนึ่งผมก็เงยหน้าขึ้น ชี้นิ้วเค้นเสียงตะคอกใส่อีกฝ่าย

 

‘พรุ่งนี้ฉันจะพิสูจน์ให้แกดูว่าคำพูดของดะไซซังก็ผิดพลาดได้เหมือนกัน!’

 

ผมได้ยินเสียงถอนหายใจของอีกฝ่ายในขณะที่กำลังบังคับให้ร่างของตัวเองเดินกลับไปพักผ่อนก่อนจะกลับมาจัดการกับอีกฝ่ายในวันพรุ่งนี้

 

และหลังจากนั้นไม่นาน ในช่วงหนึ่งอาทิตย์ กิจกรรมไล่ล่าท้าสู้ของผมกับโอดะ ซาคุโนะสุเกะก็เหมือนกับกลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำ เมื่อยัดการงานส่วนที่ต้องทำเสร็จผมก็จะแวะไปท้าเขาสู้ แต่เพราะเป็นเบ๊ประจำองค์กรที่งานสุมยิ่งกว่าภูเขา ผมเลยเลิกติดตามเขาอย่างเดียวแล้วช่วยเขาสะสางงานให้เสร็จไวๆเพื่อที่จะได้ว่างมาสู้กับผม

 

แต่สิ่งที่เขาตอบแทนกลับไม่ใช่การประลองตามที่ผมต้องการ กลับกลายเป็นกระป๋องน้ำผลไม้จากเครื่องขายน้ำอัตโนมัติที่ถูกยื่นส่งให้ทุกครั้ง เริ่มแรกผมปัดมันทิ้งอย่างหงุดหงิดใจ แต่เมื่อเริ่มไออย่างหมดมาดก็จำต้องรับมันมาเปิดกระป๋องดื่มเงียบๆ แก้อาการดับกระหายและหยุดไม่ให้ตัวเองไอไปมากกว่านี้

 

นอกจากเครื่องดื่มแล้ว คำชมและมื้อเย็นง่ายๆที่เขาพาไปเลี้ยงก็ถือว่าเป็นการตอบแทนน้ำใจที่ช่วยแบ่งเบางานเช่นเดียวกัน

 

พูดถึงคำชม….มันคือสิ่งที่คนอย่างผมไม่เคยได้รับเลยสักครั้งจากดะไซซัง พอถูกคนระดับหมอนี่ชมก็ไม่ค่อยอยากจะยอมรับเท่าไหร่ แต่มันก็เป็นเรื่องจริงที่ผมรู้สึกผ่อนคลายจากความกดดันลงนิดหน่อย

 

แย่ชะมัด ทั้งๆที่ควรจะขยะแขยงกับพฤติกรรมคนดีของอีกฝ่าย แต่ผมกลับรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

 

ทว่า ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับโอดะ ซาคุโนะสุเกะกลับน้อยและสั้นกว่าที่คิด

 

 

รู้ตัวอีกที…หมอนั่นก็ตายไปแล้ว

 

 

ผู้ชายคนนั้นทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังอย่างไม่ไยดี และหลังจากนั้นไม่นาน ดะไซ โอซามุ หนึ่งในผู้บริหารระดับสูงของพอร์ทมาเฟียก็ลาออกจากองค์กรอย่างเป็นปริศนา มีเพียงแต่ผมเท่านั้นที่พอจะเดาได้ว่าสาเหตุที่เขาลาออกเป็นเพราะอะไร

 

โอดะ ซาคุโนะสุเกะ…

 

ผมเหลือบมองสถานที่ที่เคยเดินผ่านร่วมกันกับเขา มันเป็นถนนเล็กๆเงียบๆที่รอบข้างมีเพียงถังขยะเก่าๆ ตู้โทรศัพท์พังๆ และเครื่องขายน้ำอัตโนมัติตั้งอยู่ริมทาง ถึงแม้จะเริ่มเจือจาง แต่บรรยากาศรอบข้างโดยรวมแล้วกลับยังคงมีบางสิ่งบางอย่างที่ชวนให้ผมรู้สึกว่า โอดะ ซาคุโนะสุเกะยังคงอยู่ ณ ที่ตรงนั้น ยืนนิ่งอยู่หน้าเครื่องขายน้ำ พินิจเลือกเครื่องดื่มมาสองกระป๋องกาแฟกระป๋องหนึ่ง น้ำผลไม้กระป๋องหนึ่ง แล้วจึงหยอดเหรียญลงไปในนั้นสองสามครั้ง

 

แล้วจากนั้น เจ้าของใบหน้าที่ไม่สนใจจะโกนเคราที่ขึ้นอยู่ประปรายก็จะยื่นน้ำผลไม้กระป๋องนั้นให้ผม

 

ตัวผมในปัจจุบันเผลอยื่นมือออกไปรับ ทว่า สุดท้ายก็ไขว่คว้าได้เพียงแต่ความว่างเปล่าเท่านั้น

 

นี่ต่างหากคือความจริงที่ต้องเผชิญ

 

ไม่มีกระป๋องน้ำผลไม้เย็นๆ ไม่มีน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายใจ ไม่มีเสียงทอดถอนหายใจ ไม่มีคำชื่นชมใดๆ

 

ไม่มีโอดะ ซาคุโนะสุเกะ….

 

เจ้าหมอนั่นไม่ได้อยู่ตรงนั้น ไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว

 

สองมือที่อยู่ข้างตัวกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ นัยน์ตาของผมร้อนผ่าว ทั้งๆที่พยากรณ์อากาศไม่ได้เตือนว่าจะมีฝนตกแท้ๆ แต่เจ้าฝนบ้ากลับตกหนักเสียจนภาพข้างหน้าเริ่มพร่าเบลอ อากาศเองก็อุ่นสบาย แต่ไหล่ทั้งสองข้างของผมกลับสั่นเทาอย่างหยุดไม่ได้

 

แล้วแก้มของผมก็เปียกชื้น เพราะน้ำฝนที่ตกลงมา

 

จู่ๆก็ได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง เสียงกรีดร้องที่ฟังดูน่าสมเพช ตามมาด้วยเสียงไออย่างรุนแรง

 

เจ็บคอไปหมด…ที่แท้แล้วมันก็คือเสียงของผมนี่เอง

 

ตัวผมในตอนนี้ กำลังทำตัวน่าสมเพช สองขาที่เคยหยัดยืนทรุดนั่งตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้ฝนยังคงตกอย่างหนักหน่วง หยดน้ำใสเหล่านั้นร่วงลงบนพื้นถนนอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้

 

ทั้งเจ็บใจ ทั้งโกรธเคืองที่ไม่สามารถไล่ตามเขาไปเพื่อตัดสินแพ้ชนะกันได้อีกต่อไปแล้ว การได้ชนะเขาก็เหมือนกับเป็นการประกาศตนต่อหน้าดะไซซังว่าผมไม่ใช่แค่เศษสวะไร้ค่า ไม่ใช่ขยะที่ไม่สมควรมีชีวิตรอดต่อไป ก็เหมือนกับเป็นการทวงคืนศักดิ์ศรีของอะคุตะกาวะ เพื่อไม่ให้ถูกมองด้วยสายตาสมเพชเช่นนั้นอีกต่อไป ทว่า นอกจากความรู้สึกเหล่านั้นที่ทำให้ผมแทบเป็นบ้ากลับมีความรู้สึกบางอย่างเจือปน ความโศกเศร้าจำนวนมากโผล่พ้นขึ้นมาจากเบื้องลึกในจิตใจ

 

ตัวผมในตอนนี้กำลังตกอยู่ใต้ความอ่อนแอที่ไม่สามารถกำจัดออกไปได้

 

ความทรงจำในวันวานผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ ถึงแม้จะเป็นช่วงสั้นๆ แต่กลับเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดในชีวิต ภาพของตัวผมที่เถียงกับเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย  ภาพของการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพและสนุกสนาน ภาพของมื้ออาหารธรรมดาที่ทานร่วมกัน ทั้งๆที่ไม่ได้รสชาติดีมากมาย แต่การได้ทานไปคุยไปพร้อมๆกับหมอนั่นกลับให้ความรู้สึกว่า อาหารเหล่านั้นอร่อยกว่าอาหารชั้นเลิศที่เคยลองมาทั้งหมด ภาพของท้องฟ้ายามเย็นสีส้มที่ได้เห็นด้วยกันขณะไล่ตามอีกฝ่ายอย่างเกรี้ยวกราด รสชาติแปลกใหม่ของน้ำผลไม้กระป๋องที่ไม่เคยคิดจะดื่มมาก่อนและความรู้สึกอบอุ่นที่ก่อกำเนิดขึ้นภายในใจเมื่อถูกมือหนาของอีกฝ่ายวางมือแปะลงบนหัว

 

สายตาที่มองมาอย่างอ่อนโยนของหมอนั่น….. ทุกคำพูดและอากัปกิริยาที่ปฏิบัติต่อผมอย่างแตกต่างของหมอนั่น…. ผมไม่มีวันลืม

 

เสียงกรีดร้องของผมยังคงดังอยู่อย่างนั้น

 

และฝนก็ยังคงไม่หยุดตก

 

ผมคิดว่าพอผ่านไปซักพัก เมฆฝนก็คงหายไป และผมก็จะกลับไปเป็นอะคุตะกาวะที่แข็งแกร่งอีกครั้ง

 

ทว่า เมฆอึมครึมเหล่านั้นไม่เคยหายไป มันแค่หลบซ่อนอยู่ในใจของผมก็เท่านั้น

 

 

ไม่เคยมีครั้งใดเลย

 

ที่สายฝน…จะหยุดตกอย่างแท้จริง

 

 

……

 

 

 

 

 

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s