Mob Psycho 100 FanFiction [ Kageyama Ritsu x Reigen Arataka ] ‘ผู้ใหญ่กับเด็ก’

Mob Psycho 100 FanFiction

 

Kageyama Ritsu x Reigen Arataka

 

‘ผู้ใหญ่กับเด็ก’

 

 

…..

 

 

 

คนคนนั้น…ยังคงไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด

 

เพราะอย่างนี้ไง…เจอหน้าทีไรถึงได้รู้สึกหงุดหงิด…

 

“โย่ว ริทสึคุง มาหาม็อบอีกแล้วเหรอ แต่เสียใจด้วย วันนี้หมอนั่นเข้าชมรมน่ะ เพราะงั้นจะกลับบ้านไปก่อนเลยก็ได้นะ”

 

เมื่อก้าวขาเข้ามาในบริษัทรับปรึกษาปัญหาวิญญาณ เรเกน อาราทากะก็เอ่ยทักทายผมในขณะที่นิ้วมือกำลังคลิ๊กเมาส์ไปมาอย่างว่องไว ผมไม่ใส่ใจคำพูดของอีกฝ่ายก่อนจะเดินดิ่งเข้ามานั่งบนโซฟารับแขก วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ผม คาเกยาม่า ริทสึ อ้างว่าต้องการกลับบ้านพร้อมกับพี่ชายเพื่อปกปิดวัตถุประสงค์ที่แท้จริง

 

ให้ตายสิ ทั้งๆที่ผมก็มาที่นี่ออกจะบ่อยแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้ยังไม่รู้สึกตัวอีก

 

รู้สึกตัวซักทีสิ…ผมน่ะกำลังสนใจคุณอยู่นะ เรเกนซัง…

 

ก็จริงอยู่หรอกว่าที่ผ่านมาผมมักจะทำตัวเย็นชากับเขา แต่นั่นเป็นเพราะตอนนั้นยังไม่ไว้ใจต่างหากล่ะ ซ้ำยังสนิทกับพี่จนน่าอิจฉาด้วย แต่พอผ่านการมีเรื่องกับพวกกรงเล็บมาได้ ผมก็พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่ถึงได้เคารพนับถือเรเกนซังขนาดนั้น

 

เพราะถึงจะดูเป็นประหลาด แต่ก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนเลวร้าย สาเหตุที่พี่ชายของผมเป็นคนอ่อนโยน ก็คงเพราะซึมซับคำสอนที่ได้รับมาจากเขาแน่ๆ

 

ถึงผมจะไม่รู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไรกันแน่ ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลยเสียด้วยซ้ำ ทั้งๆที่เคยหลอกพวกลูกกระจ๊อกของกรงเล็บได้มากมาย แต่กลับรู้สึกว่า ความอ่อนโยนและความใจดีของอีกฝ่ายไม่ใช่เรื่องโกหก

 

ที่สำคัญ พอเห็นเขาชอบพูดพล่ามว่าเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ เป็นความรับผิดชอบของผู้ใหญ่บ้างล่ะ ถึงแม้จะรู้สึกซึ้งใจ แต่ก็ไม่ได้อยากให้เขาแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวอย่างนั้น…

 

“อ้าว ยังไม่กลับหรอกเหรอ”

 

“แล้วผมขอนั่งอยู่ด้วยสักพักไม่ได้เหรอครับ ไหนๆก็อุตส่าห์มาถึงที่นี่แล้วนี่นา” ผมเถียงกลับไปหน้านิ่งๆ เรเกนซังนิ่งคิดไปชั่วครู่แต่ก็เอ่ยปากอนุญาตในที่สุด

 

“อา…ก็นะ มันก็ได้อยู่หรอก แล้วแต่นายเลยละกัน”

 

“…..” ผมไม่ตอบอะไร หยิบการบ้านของที่โรงเรียนขึ้นมานั่งทำเงียบๆ

 

ระหว่างที่ต่างคนต่างทำงานของตัวเองไป ทั้งผมและเรเกนซังไม่ได้พูดอะไรกันสักคำ แต่ถึงอย่างนั้น คนอายุมากกว่ากลับไม่มีท่าทีอึดอัดเลยแม้แต่น้อย ยังคงนั่งง่วนอยู่กับงานในส่วนของตัวเองต่อไป ผมแอบชำเลืองมองอีกฝ่ายเป็นระยะๆ

 

และหลังจากนั้นไม่นาน ฝนก็ตกลงมา…

 

“อ่า…ฝนตกซะแล้ว…”

 

เรเกนซังละสายตาจากหน้าจอพร้อมกับบิดขี้เกียจไปมา ดูท่าว่าเขาจะทำงานเสร็จแล้ว ในที่สุดความเงียบก็หายไปจากสำนักงานแห่งนี้

 

“ริทสึคุง มีร่มหรือเปล่า?”

 

พอถูกอีกฝ่ายถามผมก็ส่ายหน้าไปมาตามความเป็นจริง อาจจะเป็นเพราะรีบมากไปหน่อยเลยลืมหยิบมาด้วยซะได้ ทั้งๆที่เตรียมไว้พร้อมแล้วแท้ๆ

 

“ถ้าอย่างนั้นจะยืมของฉันก่อนก็ได้นะ นั่นไง อยู่ตรงนู้น”

 

เจ้าของบริษัทพยักเพยิดไปทางที่วางร่มใกล้ๆประตู ผมเหลือบมองร่มสีเข้มที่ถูกวางทิ้งไว้ในนั้นแล้วอดเลิกคิ้วสงสัยไม่ได้

 

“มีแค่คันเดียวนี่ครับ? ถ้าอย่างนั้นคุณจะกลับยังไงล่ะ?”

 

“หา? ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ รอให้ซาลงกว่านี้เดี๋ยวค่อยกลับก็ได้ ปิดสำนักงานช้าหน่อยจะเป็นไรไป ยังไงซะฉันก็เป็นเจ้าของบริษัทนี่นา” เรเกนซังเอ่ยอย่างไม่คิดอะไร  อีกแล้ว… ทั้งๆที่ตัวเองอาจจะไม่สบายเอาแท้ๆ ทำไมต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่ใจกว้างอย่างนี้ด้วยนะ

 

“ถ้าอย่างนั้นผมก็จะรอจนฝนหยุดตกแล้วค่อยกลับก็แล้วกัน”

 

เรเกนซังยิ้มแหยๆ คนตัวสูงลุกขึ้นมาจากโต๊ะทำงานก่อนจะเดินมาหย่อนก้นนั่งข้างๆผม ถึงแม้จะเคยเห็นเขาสูบหรี่อยู่คนเดียวตอนที่ไม่มีลูกค้า แต่กลับไม่มีกลิ่นนิโคตินโชยมาให้ได้กลิ่นเลยสักครั้ง สำหรับงานประเภทบริการให้คำปรึกษาแล้ว เรื่องภาพลักษณ์เองก็เป็นสิ่งสำคัญสินะ

 

“ได้ยังไงเล่า เอาน่า อย่าดื้อสิ ก็จริงอยู่ว่านายน่ะอยู่ม.ต้นแล้ว แต่แล้วยังไงล่ะ ก็เป็นแค่เด็กม.ต้นไม่ใช่เรอะ เพราะงั้นรีบๆกลับบ้านก่อนจะมืดดีกว่าน่า”

 

“แล้วทำไมผมต้องฟังคุณด้วยล่ะครับ?”

 

“นายนี่มัน….” เรเกนซังกุมขมับ แต่ในที่สุดก็เหมือนจะคิดอะไรออก รอยยิ้มมาดมั่นปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าทันทีที่หาทางแก้ไขปัญหาได้

 

“งั้นเดี๋ยวฉันไปส่งก็แล้วกัน”

 

“หา?”

 

“นั่นสินะ เอาล่ะ ไปกันเถอะ”

 

พอพูดจบก็เดินไปหยิบร่มอย่างเริงร่า ผมกะพริบตาปริบๆ เดินกลับบ้านกับคนที่ชอบในวันที่ฝนตก แถมยังอยู่ในร่มคันเดียวกัน

 

เอาจริงดิ….

 

ถ้าไม่ได้คิดอะไรก็อย่าทำอะไรให้คนอื่นเค้าคิดไปเองสิครับ เรเกนซัง…

 

“เอ้า เร็วเข้าสิ กลับกันเถอะ” เรเกนซังหันมาเรียกผมหลังจากที่เก็บข้าวของ ตรวจตราความเรียบร้อยของสำนักงานเป็นครั้งสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว ผมค่อยๆลุกขึ้นจากโซฟาอย่างเชื่องช้าก่อนจะเดินไปสมทบกับอีกฝ่ายที่ยืนรอยู่หน้าประตู

 

“คุณนี่มัน…น่าหงุดหงิดจริงๆ”

 

“หา? แล้วจู่ๆมาว่าฉันทำไมล่ะเฮ้ย? ไม่ดีเลยนะวัยต่อต้านเนี่ย”

 

เรเกนซังเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ ถึงจะฉลาดและเจ้าเล่ห์มากแค่ไหน แต่กับเรื่องพรรค์นี้นี่…ซื่อบื้อชะมัด

 

ท่าทีที่ไม่รู้อะไรแบบนั้นชวนให้รู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าตอนที่ยังไม่ได้เริ่มสนใจคนคนนี้เสียอีก เมื่อก่อนเห็นหน้าเขาแล้วก็หงุดหงิดเพราะหวงพี่ แต่พอมาตอนนี้ก็รู้สึกหงุดหงิดอีกที่ตัวเองถูกอีกฝ่ายมองว่าเป็นแค่เด็กม.ต้น ไม่ได้มีอะไรพิเศษ…หรือว่ามากไปกว่านั้น

 

ทั้งๆที่ทางนี้อุตส่าห์เสนอหน้ามาหาทุกวันแล้วแท้ๆ บางวันก็เอาของกินมาฝากเสียด้วยซ้ำขนาดวันที่พี่ชายไม่อยู่ก็ยังไม่กลับ ไม่คิดว่ามันแปลกๆเลยหรือไง แถมพอถามออกไปว่ามีแฟนหรือยังก็ดันตอบกลับมาแบบไม่ใส่ใจ ถามสเป็คที่ชอบก็ยังไม่รู้สึกตัว แล้วพอถามว่าเป็นแฟนกันมั้ย ก็ดันทำหน้าเอ๋อ มองซ้ายมองขวา แล้วชี้ไปที่ไอดอลที่กำลังร้องเพลงอยู่ในโทรทัศน์

 

‘ริทสึคุง…คนเราน่ะ ต่อให้ชอบไอดอลสาวสวยมากแค่ไหนแต่ก็ไม่ควรขอเขาเป็นแฟนหน้าทีวีหรอกนะ….’

 

โธ่เอ๊ย!! อะไรของหมอนี่เนี่ย! ช่วยมองเห็นหน่อยเถอะว่าผมไม่ได้เป็นแค่เด็กม.ต้นที่มารอกลับบ้านพร้อมพี่น่ะ

 

“นี่คุณโง่จริงหรือแกล้งทำเป็นไม่รู้กันแน่เนี่ย…”

 

พอย้อนนึกถึงอดีตที่ไม่น่าจดจำผมก็เผลอถอนหายใจออกมาอย่างเอือมระอา เรเกนซังเลิกคิ้วสงสัย เตรียมร่ายยาวโอ้อวดความฉลาดของตัวเองทันที

 

“หา? อะไร ใครโง่ ฟังนะริทสึคุง ฉัน เรเกน อาราทากะคนนี้น่ะนะ—”

 

“ครับๆ กลับกันเถอะครับ” ผมตัดบทอีกฝ่ายอย่างเลือดเย็น

 

ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย สองขาของผมหยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้าน พอหันไปเอ่ยขอบคุณเสียงเบา คนสูทเทาก็บอกปัดเป็นเชิงว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

 

“อ้อ แล้วก็นะริทสึคุง”

 

ก่อนที่ผมจะเกิดประตูบ้าน เขาเรียกผมเอาไว้ น้ำเสียงที่ฟังดูไม่แยแสโลกของเรเกนซังดูจริงจังขึ้นเล็กน้อย

 

“อย่าดูถูกผู้ใหญ่สิ แสดงออกชัดเจนขนาดนั้น ฉันรู้หรอกน่า”

 

“หา? ถ ถ้างั้น?! ก็แล้วทำไม?!!” ผมหันขวับไปตะคอกถามเสียงดังแข่งกับเสียงฝน เรเกนซังก้มหน้ามองผม นัยน์ตาสีเข้มปรากฏความอ่อนโยนเจือปนอยู่ในนั้น ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือมาลูบหัวผมเบาๆ

 

“คุยกับตัวเองให้แน่ใจก่อนว่านายน่ะกำลังสับสนอยู่รึเปล่า”

 

“ก็แล้วถ้ามันเป็นเรื่องจริงล่ะครับ?!”

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ค่อยมาพิสูจน์ก็ได้นี่?” เรเกนซังเลิกลูบหัวผม เขาหันหลังเดินจากไป น้ำเสียงเหนื่อยหน่ายเช่นเดียวกับปกติลอยมาตามอากาศชื้นฝน

 

“พิสูจน์ให้ฉันรู้ว่า ความรู้สึกของนายน่ะเป็นเรื่องจริง แต่ว่านะ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง ริทสึคุงก็คือริทสึคุงอยู่ดี”

 

ผมยืนมองส่งแผ่นหลังของเขาไปจนลับสายตาก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในบ้าน

 

รู้มาตลอด…แต่ไม่กล้าปฏิเสธอะไรจนต้องทำเป็นไม่รู้เรื่อง คงจะคิดว่าผมอาจจะกำลังสับสนกับความรู้สึกตัวเอง…อย่างนั้นสินะ

 

ผมถอนหายใจออกมาอย่างเอือมระอา คิดว่าคนอย่างผม…ก่อนที่จะเริ่มต้นไปที่สำนักงานของคุณทุกวัน ผมไม่ได้ลองถามตัวเองหรือสำรวจหัวใจตัวเองมาก่อนหรือไง

 

คำตอบน่ะ ต่อให้ลองคิดกี่ล้านรอบ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด ไม่ว่าจะทำอย่างไร คำตอบสุดท้ายที่ได้ออกมาก็ยังยังคงเด่นชัด

 

‘รัก….’

 

 

…………

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s