Osomatsu-San FanFiction [ Atsushi x Tougou ] ‘Boss’

Osomatsu-San FanFiction

Atsushi x Tougou

‘Boss’

 

……….

 

ชื่อของผมคืออัตสึชิ เป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียที่ใหญ่ที่สุดในเมือง อายุ20ปี งานอดิเรกคือฆ่าคน ไม่ก็เล่นกับแมวครับ

 

เนื่องจากช่วงนี้พวกมาเฟียลูกกระจ๊อกจากแก๊งปลาซิวปลาสร้อยเริ่มไม่เห็นหัวผมเท่าไหร่ ก็เลยทำการกวาดล้างไปจนหมดแล้ว พอไม่มีศัตรูให้ฆ่า ผมก็เลยมักจะใช้เวลาว่างส่วนใหญ่เล่นกับแมวอยู่ในห้องทำงานครับ

 

แมวของผมชื่อโทโกวซัง เป็นแมวที่เจ้าเล่ห์น่าดู ชอบซนไปทั่วจนลูกน้องของผมหัวปั่นไปหมด แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็รักมันครับ

 

“โทโกวซังครับ อันนั้นกินไม่ได้นะครับ ถ้ายังไม่หยุดซนผมจะจับกินจริงๆนะ—โอ๊ย!!”

 

หัวของผมถูกจับโขกลงกับโต๊ะอย่างรุนแรง เสียงตวาดอย่างหงุดหงิดที่ดังลั่นห้องบ่งบอกถึงความรู้สึกของเขาได้เป็นอย่างดี

 

“ใครใช้ให้แกเอาชื่อคนอื่นมาตั้งเป็นชื่อแมววะ?!!!”

 

ผมลูบหัวป้อยๆก่อนจะเงยหน้ามองโทโกวซังในชุดสูทลายตารางตัวเก่งที่ยืนอยู่ข้างๆแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ เจ้าเหมียวตัวน้อยกระโดดผลุงลงจากโต๊ะทำงาน มันเลิกยุ่งกับแฟ้มเอกสารที่เปิดกางไว้แล้วเดินสะบัดหางไปซุกตัวอยู่บนโซฟารับแขกแทน

 

“ก็โทโกวซังเหมือนแมวนี่ครับ…ไม่สิ น่ารักกว่าแมวเยอะเลย อ๊ะๆๆ อย่าเพิ่งอารมณ์เสียสิครับ”

 

ผมรีบยกมือห้ามคู่สนทนาที่มองหาอุปกรณ์เหมาะมือสำหรับการโจมตีอีกรอบ ห้องทำงานของผมเต็มไปด้วยข้าวของหรูหราที่ประดับประดาอย่างลงตัว และแต่ละชิ้นนอกจากราคาจะสูงแล้ว น้ำหนักของมันก็มากอยู่เอาการ ยกตัวอย่างเช่นเชิงเทียนสีเงินสลักลายเก่าแก่อันนั้น

 

จำได้ว่าเคยมีคดีฆาตกรรมที่อาวุธสังหารคือเชิงเทียน ในฐานะบอสมาเฟีย ผมไม่ค่อยอยากให้ตำรวจมายืนล้อมศพผมในสภาพที่ถูกเชิงเทียนฟาดหัวเท่าไหร่หรอก ค่อนข้างเสียหน้าอยู่นะครับแบบนั้นน่ะ

 

“หนวกหูเฟ้ย! อย่าใช้คำพูดอย่างนั้นมาพูดกับฉันนะ ขยะแขยง” โทโกวซังทำท่ารังเกียจกันอย่างเห็นได้ชัด ผมหัวเราะออกมาเบาๆ หยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาโชว์ให้เขาดู

 

“ว่าแต่คิดเหมือนผมหรือเปล่าครับ ยอดตัวเลขในการสั่งซื้ออาวุธนี่มันแปลกๆยังไงก็ไม่รู้”

 

พอเห็นผมเปลี่ยนท่าที โทโกวซังเองก็เริ่มจริงจังขึ้นมาบ้าง เขาจ้องเอกสารในมือผมเขม็ง ขมวดคิ้วมุ่นพร้อมกับเอามือลูบปลายคางตัวเองเบาๆอย่างลืมตัว

 

“ปลอมบัญชีสินะ….จะว่าไปก็ยังมีคนแบบนี้อยู่แฮะ พวกรนหาที่ตายโง่ๆเนี่ย”

 

“ฮะๆ ถ้าไม่ใช่ผมก็คงเซ็นอนุมัติไปแล้ว” ผมว่าพลางยืดอกอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะหันหน้าไปส่งสายตาเป็นประกายระยิบระยับให้โทโกวซัง

 

“ผมเก่งใช่ไหมครับ”

 

“……ขยะแขยงว่ะอัตสึชิ”

 

“ว้า โทโกวซังไม่เห็นชมผมเลย น้อยใจจังครับ”

 

“โตป่านนี้แล้วยังจะอ้อนเป็นเด็กๆไปได้ หัดอายซะบ้าง ทำตัวให้มันน่าเกรงขามหน่อย!” โทโกวซังเดินไปนั่งไขว่ห้างที่โซฟา เจ้าแมวที่ชื่อเดียวกันยังคงหลับตาพริ้มอยู่บนเบาะ ไม่ยินดียินร้ายกับชายวัยกลางคนที่อยู่ใกล้ๆกันเท่าไหร่นัก

 

“ผมก็ทำแบบนี้กับโทโกวซังแค่คนเดียวแหละครับ ให้ตายสิ…พอผมทำตัวเป็นเด็กก็ไม่ชอบใจ พอผมแสดงความเป็นผู้ใหญ่อย่างเร่าร้อนก็โวยวายตลอด เอาใจยากจังเลยครับ”

 

“พ พูดบ้าอะไร! หยุดพูดแล้วก้มหน้าทำงานต่อไปเดี๋ยวนี้!!!”

 

พอเริ่มพูดมาถึงประเด็นเรื่องบนเตียง ผมยักยิ้มชอบใจเมื่อเห็นว่าใบหน้าของโทโกวซังขึ้นสีแดงจางๆ เป็นอีกครั้งที่เขาชอบตวาดกลบเกลื่อนความเขินอาย ยิ่งทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตนตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ผมก็ยิ่งมีความสุข

 

เอาล่ะ แกล้งยังไงอีกดีนะ?

 

ในขณะที่ผมกำลังฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีอยู่ในห้องทำงานเก็บเสียงที่แทบจะเรียกได้ว่าถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงขออนุญาตเสิร์ฟกาแฟ ทั้งผมทั้งโทโกวซังหันไปให้ความสนใจกับประตู และเมื่อผมอนุญาตให้อีกฝ่ายเข้ามาข้างใน สาวใช้หน้าไม่คุ้นก็เดินถือถาดกาแฟเข้ามาในห้องอย่างนอบน้อม

 

หญิงสาววางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะทำงานสองถ้วยพร้อมกับจานใส่น้ำตาลก้อน ผมเหลือบมองสิ่งเหล่านั้นก่อนจะสั่งเธอเสียงนุ่ม

 

“เอาไปให้โทโกวซังที่โต๊ะรับแขกสิครับ วางบนโต๊ะทำงานแบบนี้ พนักงานใหม่อย่างเธอกำลังดูถูกความสำคัญของเขาอยู่นะ จะให้เขาลำบากเดินมาดื่มเองหรือไง”

 

สาวใช้สะดุ้งโหยง เธอหันไปมองยังที่ที่โทโกวซังนั่งอยู่อย่างหวาดกลัว ก่อนจะยกกาแฟไปวางบนโต๊ะตามคำสั่ง และก่อนที่เธอจะขอตัวออกไปจากห้องพร้อมกับถาดที่ว่างเปล่า ผมออกคำสั่งกับเธอสั้นๆ

 

“ผมกับโทโกวซังไม่ชอบเติมน้ำตาล คราวหน้าไม่ต้องเอามาให้หรอกครับ”

 

“ข ขอโทษค่ะ!!” หญิสาวรีบก้มหน้าขอโทษอย่างลนลานก่อนจะเก็บจานใส่น้ำตาลแล้วเผ่นออกจากห้องทำงานอย่างรวดเร็ว ผมถอนหายใจอย่างเอือมระอา ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบช้าๆ

 

“ถ้ามีคนลาออกอีกจนคนไม่พอก็ขอให้รู้ไว้เลยนะว่าเป็นความผิดของแกเต็มๆ” โทโกวซังบ่นอย่างเหนื่อยหน่าย เจ้าแมวน้อยบนโซฟาลืมตาตื่นขึ้นมาได้สักพักแล้ว มันบิดขี้เกียจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินนวยนาดมาหาผม

 

“ฮะๆๆ นี่น่ะเป็นการดูแลสั่งสอนลูกน้องในแบบของผมยังไงล่ะครับ ว่าแต่โทโกวซัง… ช่วยเล่นกับโทโกวซังไปก่อนได้มั้ยครับ เดี๋ยวโทโกวซังก็จะทำตัวสมกับเป็นโทโกวซังด้วยการข่วนโต๊ะเรียกร้องความสนใจน่ะครับ”

 

“ก็บอกแล้วไงว่าให้เปลี่ยนชื่อแมว!!! ไม่รู้ไม่ชี้ แมวของตัวเองก็ดูแลเองแล้วกัน”

 

“เอ๋…. แต่ผมไม่ชอบเสียงตอนโทโกวซังข่วนโต๊ะนี่ครับ ถ้าจะข่วนหรือจิกเล็บน่ะมันต้องเป็นที่หลังของผมเท่านั้นสิ โอ๊ยย!!!”

 

“พูดบ้าอะไรของแก!!! ทำงานต่อได้แล้วไอ้เด็กนี่!!”

 

ถึงแม้จะเจ็บที่ถูกจับหัวกระแทกโต๊ะอีกแล้ว แต่ผมกลับหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข

 

ถ้าได้อยู่ด้วยกันอย่างนี้ตลอดไปก็คงดี…

 

 

 

…….

 

 

 

“ยามาดะซังคะ เอ่อ บอสเค้า…โทโกวซัง…”

 

“ก็นะ เธอจะตกใจก็ไม่แปลก บอสเป็นถึงมาเฟียที่โหดที่สุดในเมืองแต่กลับชอบเลี้ยงแมว…”

 

“มะ ไม่ใช่ค่ะ ไม่ได้หมายถึงแมว ต แต่หมายถึง…โทโกวซังอีกคน…”

 

พอหญิงสาวเอ่ยชื่อนั้นออกมา บอดี้การ์ดคนสนิทที่มีชื่อว่ายามาดะถึงกับนิ่งไปชั่วครู่ เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะพยายามอธิบายให้สาวใช้หน้าใหม่ฟังอย่างใจเย็น

 

“โทโกวซังเป็นคนที่ดูแลบอสมาตั้งแต่เด็กๆน่ะ เห็นว่าเป็นน้องชายบุญธรรมของบอสคนก่อนของแก๊งเรา ก็เป็นผู้บริหารระดับสูงนั่นล่ะนะ…”

 

“เอ่อ…ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกค่ะ คือฉันน่ะ…พอเอากาแฟไปเสิร์ฟสองถ้วยตามคำสั่งบอส ก็ดันโดนด่าว่าไม่ให้ความสำคัญกับโทโกวซังน่ะค่ะ…”

 

“….”

 

“แต่ในห้องทำงานน่ะ…ไม่มีโทโกวซังอยู่ในห้องเลยนะคะ มีแค่บอสกับแมวเท่านั้นค่ะ… ตอนแรกก็นึกว่าบอสชอบดื่มกาแฟสองถ้วย แต่พอบอกให้เอากาแฟไปวางให้โทโกวซังแล้ว ฉันไม่เห็นจะเข้าใจเลยค่ะ…”

 

“นี่น่ะมันหมายความว่ายังไงเหรอคะ…?”

 

บอดี้การ์ดสูทดำลอบถอนหายใจออกมา หันมองซ้ายขวาอย่างมีพิรุธ เมื่อสังเกตเห็นว่าไม่มีใครสัญจรผ่านไปมาจึงเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา

 

“โทโกวซังน่ะ…ตายไปแล้ว…”

 

“เอ๊ะ?!”

 

“ก่อนหน้านี้น่ะบอสยกพวกไปถล่มแก๊งมาเฟียทุกแก๊งเลยใช่มั้ยล่ะ นั่นน่ะก็เป็นเพราะว่าเจ้าพวกนั้นมากระตุกหนวดบอสด้วยการฆ่าโทโกวซังแล้วส่งรูปมาให้ดูนั่นล่ะ”

 

“งั้นก็แปลว่า…ที่ผ่านมา…บอสพูดคนเดียวมาตลอดเลยเหรอคะ?!!”

 

“อา….” ยามาดะงึมงำคำตอบอยู่ในลำคอ ชายหนุ่มพยักหน้าขึ้นลงอย่างเชื่องช้า

 

“เพราะงั้นนะเด็กใหม่ ต่อไปนี้คือกฎเพื่อความอยู่รอดในองค์กรนี้ ไม่ว่าเธอจะไม่เห็นอะไรเหมือนที่บอสเห็น แต่เธอก็ต้องทำเหมือนกับว่าโทโกวซังมีตัวตนอยู่”

 

ไม่ว่าบอสจะหันไปพูดกับอากาศที่ว่างเปล่า

 

ไม่ว่าบอสจะเอาหัวตัวเองโขกกับโต๊ะทำงาน

 

ไม่ว่าบอสจะสั่งกาแฟสองถ้วย

 

หรือไม่ว่าบอสจะทำอะไรก็ตามที่ผิดปกติ

 

ห้ามถาม ห้ามพูด ห้ามทำเหมือนกับว่าสิ่งที่บอสทำมันเป็นเรื่องแปลกประหลาด

 

“ถ้ายังไม่อยากตายก็ปล่อยให้เขาจมดิ่งอยู่กับภาพหลอนต่อไปเถอะ เธอคงไม่อยากให้ปีศาจตื่นขึ้นมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงหรอกใช่ไหม?”

 

“….”

 

ชายหนุ่มเอ่ยเตือนอย่างหวังดี ขณะที่พูดร่างกายทุกสัดส่วนสั่นไปมาอย่างควบคุมไม่ได้

 

“ปีศาจที่คลั่งน่ะ…เป็นฝันร้ายของจริงเลยล่ะ”

 

 

……………

 

 

Bungou Stray Dogs FanFiction [ Kunikida Doppo x Nakajima Atsushi ] ‘ไม่รู้ตัว’

Bungou Stray Dogs FanFiction

 

Kunikida Doppo x Nakajima Atsushi

 

‘ไม่รู้ตัว’

 

……

 

 

คุนิคิดะเหลือบมองโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงาน นัยน์ตาที่ปกติแล้วจะให้ความรู้สึกดุดันอยู่เสมอวูบไหวไปมาชั่วครู่ ก่อนที่เจ้าตัวจะละความสนใจจากมันแล้วหันไปให้ความสนใจกับหน้าจอโน้ตบุ๊กเบื้องหน้า สองมือพรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ดอย่างเชี่ยวชาญ ใช้ชีวิตไปตามตารางเวลาปกติที่ผ่านการกำหนดมาแล้ว

 

ทว่า

 

ไม่นานนักโทรศัพท์ของคุนิคิดะ ดอปโปก็สั่นเบาๆ ส่งเสียงครืดคราดอยู่บนโต๊ะ ชายหนุ่มสวมแว่นหยิบมันขึ้นมา เปิดฝาพับ กดรับสายด้วยท่าทีปกติ ปกปิดความรู้สึกปลื้มปิติที่แผ่ซ่านอยู่ภายใน

 

“ว่าไง ไอ้หนู”

 

กรอกเสียงห้าวเข้มเช่นทุกครั้งใส่โทรศัพท์มือถือ เสียงจากปลายสายตะกุกตะกักเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างลนลานแล้วขอคำแนะนำอย่างรวดเร็ว คุนิคิดะขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตอบคำถามไปตามตรง

 

ไม่นานนักสายเรียกเข้าจากนากาจิม่า อัตสึชิก็ดับไป คนสวมแว่นลอบยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันกลับไปจัดการงานต่างๆให้เสร็จเรียบร้อย

 

วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่เจ้าหนูคนนั้นเห็นเขาเป็นที่พึ่ง แรกๆคุนิคิดะค่อนข้างรำคาญเล็กน้อยที่ต้องมาช่วยดูแลอีกฝ่าย ทั้งๆที่น่าจะเป็นหน้าที่ของดะไซ โอซามุแท้ๆ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังคอยตอบคำถามของเด็กใหม่และป้อนงานให้อีกฝ่ายอยู่เรื่อยๆเพื่อสร้างความเคยชิน

 

รู้ตัวอีกที การรอให้อีกฝ่ายเข้ามาพูดคุย ถามคำถาม หรือรอโทรศัพท์จากอัตสึชิก็กลายเป็นหนี่งในกิจวัตรที่ถูกบันทึกลงในสมุดโน้ตประจำตัวของคุนิคิดะไปเรียบร้อยแล้ว

 

ความบ้าบิ่นของอัตสึชิหลายๆเรื่องทำให้คุนิคิดะใจกระตุกวูบอยู่หลายครั้ง เด็กหนุ่มผมเงินคนนั้นชอบทำอะไรเสี่ยงตายและชอบช่วยเหลือผู้อื่น ทั้งๆที่ตัวเองยังเอาตัวไม่รอดแท้ๆ รวมทั้งการทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้ และกลายเป็นปมในใจของชายหนุ่มมาโดยตลอด

 

‘ไม่มีทางจะช่วยคนบริสุทธิ์ได้ทุกคนหรอก!’

 

ทั้งๆที่คิดอย่างนี้มาโดยตลอดถึงได้แนะนำให้อัตสึชิไม่ช่วยเหลือใคร อาจจะฟังดูใจร้ายใจดำ แต่ก่อนที่จะเอ่ยพูดคำนั้นออกมา ภายในของคุนิคิดะ ดอปโปนั้นกำลังร่ำร้องส่งเสียงประท้วงจนแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

 

สุดท้ายแล้ว คำแนะนำที่ดูเย็นชาและเห็นแก่ตัวก็ถูกกล่าวออกมา ท่ามกลางความเยือกเย็นและเรียบเฉย ซุกซ่อนความสิ้นหวังไว้อย่างแนบเนียนจนผู้ฟังไม่สามารถรู้สึกได้

 

เพราะไม่อยากให้เด็กหนุ่มคนนั้นต้องแบกรับบาปเหล่านั้นไว้ตั้งแต่อายุยังน้อย ถ้าเลือกได้ ก็ไม่อยากให้ต้องเจ็บปวด ขอเพียงแค่ตัดใจ มันอาจจะเจ็บปวดในตอนที่ต้องหันหลังให้ผู้อื่น แต่ก็เจ็บน้อยและหายเร็วกว่าการเห็นคนอื่นตายไปต่อหน้าต่อตา

 

ก็แค่…เป็นห่วง… ไม่อยากให้เด็กหนุ่มผู้ใสซื่อขาวสะอาดคนนั้นต้องถูกความเศร้ากลืนกินจนกลายเป็นสีดำเท่านั้นเอง

 

แต่เด็กคนนั้นกลับดื้อดึง ไม่เข้าใจความเป็นห่วงของเขาเลยสักนิด ดีไม่ดีอาจจะมองเขาในแง่ลบไปเลยก็ได้

 

คุนิคิดะ ดอปโปลอบถอนหายใจขณะพรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ดอย่างคล่องแคล่ว ถึงแม้จะไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องใส่ใจอีกฝ่ายขนาดนั้น มันออกจะผิดวิสัยเขาไปเสียหน่อย แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถห้ามตัวเองได้อยู่ดี

 

ทั้งๆที่เคยคิดตัดใจที่จะช่วยอัตสึชิที่ถูกลักพาตัว ทั้งที่พยายามมองข้ามอย่างยากลำบาก แต่เมื่อได้รับคำสั่งจากประธาน เขากลับกระตือรือร้นทำงานมากกว่าที่ควรจะเป็น

 

ไม่อยากให้เด็กคนนั้นต้องตาย นั่นล่ะคือความปรารถนาจากเบื้องลึกในจิตใจของเขา

 

แต่ถึงอย่างนั้น คุนิคิดะ ดอปโปกลับไม่ได้รู้สึกตัวเลยสักนิด เดิมทีเขาไม่ใช่คนที่มีความละเอียดอ่อนในเรื่องของความรู้สึกอยู่แล้ว ยิ่งเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตัวเองนั้นเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆก็ยิ่งถูกมองข้าม หัวใจที่เต้นโครมครามยามมองใบหน้ายิ้มแย้มของนากาจิม่า อัตสึชิ สายตาที่เผลอทีไรเป็นต้องลอบมองเด็กหนุ่มทุกครั้ง

 

หากในสมุดบันทึกประจำตัวนั้นมีสเป็คของคนรักในอุดมคติบันทึกเอาไว้ ในหัวใจของคุนิคิดะ ดอปโปเองก็มีชื่อของใครคนหนึ่งบันทึกไว้เช่นเดียวกัน

 

รอยจารึกชื่อนั้น แม้จะเป็นแค่เพียงร่องรอยเล็กๆที่แอบซ่อนอยู่ อีกทั้งยังเป็นร่องรอยที่จางจนแทบจะมองไม่เห็น ทว่า กาลเวลาที่ผันเปลี่ยนอาจทำให้ชื่อของใครคนนั้นขยายใหญ่ขึ้นจนเด่นชัดอยู่ในหัวใจของคุนิคิดะ ดอปโปก็เป็นได้

 

ชื่อของคนคนนั้น

 

นากาจิม่า อัตสึชิ

 

 

………

 

 

Bungou Stray Dogs FanFiction [ Oda Sakunosuke x Akutagawa Ryuunosuke ] ‘ฝนที่ไม่เคยหยุดตก’

*คำเตือน : เนื้อหาในเรื่องมีการสปอยอนิเมซีซั่น2 ตอนที่3และตอนที่4 ใครยังไม่ได้ดูแล้วไม่อยากโดนสปอยก็อย่าเพิ่งอ่านนะคะ แง*

 

_______________________________

 

Bungou Stray Dogs FanFiction

 

Oda Sakunosuke x Akutagawa Ryuunosuke

 

‘ฝนที่ไม่เคยหยุดตก’

 

…………..

 

โอดะ ซาคุโนะสุเกะ

 

ผู้ชายคนนั้น….คือความผิดปกติเพียงหนึ่งเดียวของพอร์ทมาเฟีย

 

เป็นจุดสีขาวเล็กๆน่ารังเกียจท่ามกลางจุดสีดำที่แผ่กระจาย

 

ทั้งๆที่เป็นไอ้หน้าโง่ขี้ขลาดที่ไม่กล้าแม้กระทั่งฆ่าคน แต่คนคนนั้น…ดะไซ โอซามุกลับพูดออกมาอย่างเต็มปากว่า เจ้าคนห่วยแตกพรรค์นั้นเป็นเพื่อนของตน ซ้ำยังพูดกับผมอีกว่า อะคุตะกาวะคนนี้ไม่มีทางเอาชนะหมอนั่นได้ แม้ว่าจะใช้เวลาอีก100ปีก็ตาม

 

ผมจดจำคำดูถูกร้ายกาจของดะไซซังเอาไว้ในหัว และรอวันที่จะได้เผชิญหน้ากับโอดะ ซาคุโนะสุเกะ รอวันที่จะได้บดขยี้หมอนั่น ทำลายคำพูดของผู้บริหารผ้าพันแผลที่หลอกหลอนผมอยู่ตลอดเวลา

 

และผมก็ได้พบกับเขา ในวันที่เกือบจะเสียท่าให้หัวหน้าของพวกมิมิค

 

โอดะ ซาคุโนะสุเกะต่อกรกับศัตรูองค์กรอย่างไม่สะทกสะท้าน ในขณะที่ผมกำลังตกใจ เขาก็ยกร่างของผมขึ้นพาดบ่าแล้วออกวิ่ง ไม่สนใจเสียงโหวกเหวกโวยวายของผมเลยแม้แต่น้อย

 

น่าอาย… ถูกใครก็ไม่รู้ช่วยชีวิตเอาไว้แบบนั้น ยอมตายด้วยน้ำมือของศัตรูยังจะดีซะกว่า และยิ่งมารู้ทีหลังว่าหมอนั่นคือโอดะ ซาคุโนะสุเกะ คู่อริที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน ความโกรธแค้นของผมก็ยิ่งเพิ่มเป็นเท่าตัว

 

ผมตั้งใจจะใช้พลังฆ่าหมอนั่น แต่ทว่า สิ่งที่ดะไซซังพูดกลับเป็นเรื่องจริง หมอนั่นแข็งแกร่งมาก รู้ตัวอีกทีผมก็ถูกจัดการจนล้มลงกับพื้น แม้จะยังไม่หมดสติไป แต่ก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นมาต่อกรกับใครก็ตาม

 

แล้วผมที่สติใกล้จะหลุดลอยออกไปเต็มทีก็ได้ยินเหตุผลพิลึกๆของโอดะ ซาคุโนะสุเกะเข้าจนได้

 

 

‘ซักวันหนึ่งหลังจากที่ออกจากพอร์ทมาเฟีย ฉันจะกลับไปเป็นผู้ชายธรรมดา’

 

‘ฉันอยากจะไปนั่งอยู่ในห้อง…ที่สามารถมองเห็นทะเลได้’

 

‘อยากจะเป็นนักเขียน อยากจะทิ้งปืนไว้เบื้องหลังแล้วถือแค่ปากกากับกระดาษเอาไว้’

 

 

ช่างเป็นคำพูดที่ไม่น่าจะหลุดออกมาจากปากของสมาชิกในพอร์ทมาเฟียได้ แต่ถึงอย่างนั้นโอดะ ซาคุโนะสุเกะ สมาชิกที่มีนิสัยแปลกประหลาดที่สุดในองค์กรก็ยังคงไม่หยุดสารภาพความปรารถนาในใจและเหตุผลพิลึกๆออกมา

 

 

‘ชายที่พรากชีวิตคนอื่นน่ะ ไม่สามารถเขียนถึงการมีชีวิตได้หรอก’

 

 

และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้คนอย่างหมอนั่นที่มีฝีมือระดับสูงไม่กล้าที่จะปลิดชีวิตใคร

 

อีกะแค่เหตุผลแค่นี้… พอคิดว่าต้องแพ้คนอย่างโอดะ ซาคุโนะสุเกะแล้วก็รู้สึกเจ็บใจอย่างบอกไม่ถูก

 

หลังจากที่ถูกช่วยออกมาในคราวนั้น ผมก็แวะไปหาเขาเพื่อวัดฝีมือ แน่นอนว่าหมอนั่นปฏิเสธอย่างว่องไว ผมพยายามโจมตีเขา แต่เจ้าคนประหลาดกลับหลบการจู่โจมที่รุนแรงของผมได้ทุกครั้ง ยิ่งหมอนั่นขยับหนีผมก็ยิ่งไล่ตาม ไล่ล่ากันอยู่อย่างนั้นทั้งวัน สุดท้ายพอตามจนหมดแรง อีกฝ่ายกลับยื่นกระป๋องเครื่องดื่มๆเย็นๆส่งให้ผมที่กำลังไอ

 

‘ดื่มซะสิ จะได้หายเหนื่อย’

 

น้ำเสียงที่ราบเรียบแต่กลับเปี่ยมไปด้วยความเอาใจใส่ของอีกฝ่ายทำให้ผมรู้สึกโกรธจนไอแรงขึ้นกว่าเดิม ชายคนนั้นเดินเข้ามาดูอาการของผม แต่ผมสะบัดหนี ปัดกระป๋องน้ำในมือของเขาทิ้ง เมื่อทิ้งระยะห่างได้สักช่วงหนึ่งผมก็เงยหน้าขึ้น ชี้นิ้วเค้นเสียงตะคอกใส่อีกฝ่าย

 

‘พรุ่งนี้ฉันจะพิสูจน์ให้แกดูว่าคำพูดของดะไซซังก็ผิดพลาดได้เหมือนกัน!’

 

ผมได้ยินเสียงถอนหายใจของอีกฝ่ายในขณะที่กำลังบังคับให้ร่างของตัวเองเดินกลับไปพักผ่อนก่อนจะกลับมาจัดการกับอีกฝ่ายในวันพรุ่งนี้

 

และหลังจากนั้นไม่นาน ในช่วงหนึ่งอาทิตย์ กิจกรรมไล่ล่าท้าสู้ของผมกับโอดะ ซาคุโนะสุเกะก็เหมือนกับกลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำ เมื่อยัดการงานส่วนที่ต้องทำเสร็จผมก็จะแวะไปท้าเขาสู้ แต่เพราะเป็นเบ๊ประจำองค์กรที่งานสุมยิ่งกว่าภูเขา ผมเลยเลิกติดตามเขาอย่างเดียวแล้วช่วยเขาสะสางงานให้เสร็จไวๆเพื่อที่จะได้ว่างมาสู้กับผม

 

แต่สิ่งที่เขาตอบแทนกลับไม่ใช่การประลองตามที่ผมต้องการ กลับกลายเป็นกระป๋องน้ำผลไม้จากเครื่องขายน้ำอัตโนมัติที่ถูกยื่นส่งให้ทุกครั้ง เริ่มแรกผมปัดมันทิ้งอย่างหงุดหงิดใจ แต่เมื่อเริ่มไออย่างหมดมาดก็จำต้องรับมันมาเปิดกระป๋องดื่มเงียบๆ แก้อาการดับกระหายและหยุดไม่ให้ตัวเองไอไปมากกว่านี้

 

นอกจากเครื่องดื่มแล้ว คำชมและมื้อเย็นง่ายๆที่เขาพาไปเลี้ยงก็ถือว่าเป็นการตอบแทนน้ำใจที่ช่วยแบ่งเบางานเช่นเดียวกัน

 

พูดถึงคำชม….มันคือสิ่งที่คนอย่างผมไม่เคยได้รับเลยสักครั้งจากดะไซซัง พอถูกคนระดับหมอนี่ชมก็ไม่ค่อยอยากจะยอมรับเท่าไหร่ แต่มันก็เป็นเรื่องจริงที่ผมรู้สึกผ่อนคลายจากความกดดันลงนิดหน่อย

 

แย่ชะมัด ทั้งๆที่ควรจะขยะแขยงกับพฤติกรรมคนดีของอีกฝ่าย แต่ผมกลับรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

 

ทว่า ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับโอดะ ซาคุโนะสุเกะกลับน้อยและสั้นกว่าที่คิด

 

 

รู้ตัวอีกที…หมอนั่นก็ตายไปแล้ว

 

 

ผู้ชายคนนั้นทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังอย่างไม่ไยดี และหลังจากนั้นไม่นาน ดะไซ โอซามุ หนึ่งในผู้บริหารระดับสูงของพอร์ทมาเฟียก็ลาออกจากองค์กรอย่างเป็นปริศนา มีเพียงแต่ผมเท่านั้นที่พอจะเดาได้ว่าสาเหตุที่เขาลาออกเป็นเพราะอะไร

 

โอดะ ซาคุโนะสุเกะ…

 

ผมเหลือบมองสถานที่ที่เคยเดินผ่านร่วมกันกับเขา มันเป็นถนนเล็กๆเงียบๆที่รอบข้างมีเพียงถังขยะเก่าๆ ตู้โทรศัพท์พังๆ และเครื่องขายน้ำอัตโนมัติตั้งอยู่ริมทาง ถึงแม้จะเริ่มเจือจาง แต่บรรยากาศรอบข้างโดยรวมแล้วกลับยังคงมีบางสิ่งบางอย่างที่ชวนให้ผมรู้สึกว่า โอดะ ซาคุโนะสุเกะยังคงอยู่ ณ ที่ตรงนั้น ยืนนิ่งอยู่หน้าเครื่องขายน้ำ พินิจเลือกเครื่องดื่มมาสองกระป๋องกาแฟกระป๋องหนึ่ง น้ำผลไม้กระป๋องหนึ่ง แล้วจึงหยอดเหรียญลงไปในนั้นสองสามครั้ง

 

แล้วจากนั้น เจ้าของใบหน้าที่ไม่สนใจจะโกนเคราที่ขึ้นอยู่ประปรายก็จะยื่นน้ำผลไม้กระป๋องนั้นให้ผม

 

ตัวผมในปัจจุบันเผลอยื่นมือออกไปรับ ทว่า สุดท้ายก็ไขว่คว้าได้เพียงแต่ความว่างเปล่าเท่านั้น

 

นี่ต่างหากคือความจริงที่ต้องเผชิญ

 

ไม่มีกระป๋องน้ำผลไม้เย็นๆ ไม่มีน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายใจ ไม่มีเสียงทอดถอนหายใจ ไม่มีคำชื่นชมใดๆ

 

ไม่มีโอดะ ซาคุโนะสุเกะ….

 

เจ้าหมอนั่นไม่ได้อยู่ตรงนั้น ไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว

 

สองมือที่อยู่ข้างตัวกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ นัยน์ตาของผมร้อนผ่าว ทั้งๆที่พยากรณ์อากาศไม่ได้เตือนว่าจะมีฝนตกแท้ๆ แต่เจ้าฝนบ้ากลับตกหนักเสียจนภาพข้างหน้าเริ่มพร่าเบลอ อากาศเองก็อุ่นสบาย แต่ไหล่ทั้งสองข้างของผมกลับสั่นเทาอย่างหยุดไม่ได้

 

แล้วแก้มของผมก็เปียกชื้น เพราะน้ำฝนที่ตกลงมา

 

จู่ๆก็ได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง เสียงกรีดร้องที่ฟังดูน่าสมเพช ตามมาด้วยเสียงไออย่างรุนแรง

 

เจ็บคอไปหมด…ที่แท้แล้วมันก็คือเสียงของผมนี่เอง

 

ตัวผมในตอนนี้ กำลังทำตัวน่าสมเพช สองขาที่เคยหยัดยืนทรุดนั่งตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้ฝนยังคงตกอย่างหนักหน่วง หยดน้ำใสเหล่านั้นร่วงลงบนพื้นถนนอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้

 

ทั้งเจ็บใจ ทั้งโกรธเคืองที่ไม่สามารถไล่ตามเขาไปเพื่อตัดสินแพ้ชนะกันได้อีกต่อไปแล้ว การได้ชนะเขาก็เหมือนกับเป็นการประกาศตนต่อหน้าดะไซซังว่าผมไม่ใช่แค่เศษสวะไร้ค่า ไม่ใช่ขยะที่ไม่สมควรมีชีวิตรอดต่อไป ก็เหมือนกับเป็นการทวงคืนศักดิ์ศรีของอะคุตะกาวะ เพื่อไม่ให้ถูกมองด้วยสายตาสมเพชเช่นนั้นอีกต่อไป ทว่า นอกจากความรู้สึกเหล่านั้นที่ทำให้ผมแทบเป็นบ้ากลับมีความรู้สึกบางอย่างเจือปน ความโศกเศร้าจำนวนมากโผล่พ้นขึ้นมาจากเบื้องลึกในจิตใจ

 

ตัวผมในตอนนี้กำลังตกอยู่ใต้ความอ่อนแอที่ไม่สามารถกำจัดออกไปได้

 

ความทรงจำในวันวานผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ ถึงแม้จะเป็นช่วงสั้นๆ แต่กลับเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดในชีวิต ภาพของตัวผมที่เถียงกับเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย  ภาพของการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพและสนุกสนาน ภาพของมื้ออาหารธรรมดาที่ทานร่วมกัน ทั้งๆที่ไม่ได้รสชาติดีมากมาย แต่การได้ทานไปคุยไปพร้อมๆกับหมอนั่นกลับให้ความรู้สึกว่า อาหารเหล่านั้นอร่อยกว่าอาหารชั้นเลิศที่เคยลองมาทั้งหมด ภาพของท้องฟ้ายามเย็นสีส้มที่ได้เห็นด้วยกันขณะไล่ตามอีกฝ่ายอย่างเกรี้ยวกราด รสชาติแปลกใหม่ของน้ำผลไม้กระป๋องที่ไม่เคยคิดจะดื่มมาก่อนและความรู้สึกอบอุ่นที่ก่อกำเนิดขึ้นภายในใจเมื่อถูกมือหนาของอีกฝ่ายวางมือแปะลงบนหัว

 

สายตาที่มองมาอย่างอ่อนโยนของหมอนั่น….. ทุกคำพูดและอากัปกิริยาที่ปฏิบัติต่อผมอย่างแตกต่างของหมอนั่น…. ผมไม่มีวันลืม

 

เสียงกรีดร้องของผมยังคงดังอยู่อย่างนั้น

 

และฝนก็ยังคงไม่หยุดตก

 

ผมคิดว่าพอผ่านไปซักพัก เมฆฝนก็คงหายไป และผมก็จะกลับไปเป็นอะคุตะกาวะที่แข็งแกร่งอีกครั้ง

 

ทว่า เมฆอึมครึมเหล่านั้นไม่เคยหายไป มันแค่หลบซ่อนอยู่ในใจของผมก็เท่านั้น

 

 

ไม่เคยมีครั้งใดเลย

 

ที่สายฝน…จะหยุดตกอย่างแท้จริง

 

 

……

 

 

 

 

 

 

Mob Psycho 100 FanFiction [ Kageyama Ritsu x Reigen Arataka ] ‘ผู้ใหญ่กับเด็ก’

Mob Psycho 100 FanFiction

 

Kageyama Ritsu x Reigen Arataka

 

‘ผู้ใหญ่กับเด็ก’

 

 

…..

 

 

 

คนคนนั้น…ยังคงไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด

 

เพราะอย่างนี้ไง…เจอหน้าทีไรถึงได้รู้สึกหงุดหงิด…

 

“โย่ว ริทสึคุง มาหาม็อบอีกแล้วเหรอ แต่เสียใจด้วย วันนี้หมอนั่นเข้าชมรมน่ะ เพราะงั้นจะกลับบ้านไปก่อนเลยก็ได้นะ”

 

เมื่อก้าวขาเข้ามาในบริษัทรับปรึกษาปัญหาวิญญาณ เรเกน อาราทากะก็เอ่ยทักทายผมในขณะที่นิ้วมือกำลังคลิ๊กเมาส์ไปมาอย่างว่องไว ผมไม่ใส่ใจคำพูดของอีกฝ่ายก่อนจะเดินดิ่งเข้ามานั่งบนโซฟารับแขก วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ผม คาเกยาม่า ริทสึ อ้างว่าต้องการกลับบ้านพร้อมกับพี่ชายเพื่อปกปิดวัตถุประสงค์ที่แท้จริง

 

ให้ตายสิ ทั้งๆที่ผมก็มาที่นี่ออกจะบ่อยแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้ยังไม่รู้สึกตัวอีก

 

รู้สึกตัวซักทีสิ…ผมน่ะกำลังสนใจคุณอยู่นะ เรเกนซัง…

 

ก็จริงอยู่หรอกว่าที่ผ่านมาผมมักจะทำตัวเย็นชากับเขา แต่นั่นเป็นเพราะตอนนั้นยังไม่ไว้ใจต่างหากล่ะ ซ้ำยังสนิทกับพี่จนน่าอิจฉาด้วย แต่พอผ่านการมีเรื่องกับพวกกรงเล็บมาได้ ผมก็พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่ถึงได้เคารพนับถือเรเกนซังขนาดนั้น

 

เพราะถึงจะดูเป็นประหลาด แต่ก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนเลวร้าย สาเหตุที่พี่ชายของผมเป็นคนอ่อนโยน ก็คงเพราะซึมซับคำสอนที่ได้รับมาจากเขาแน่ๆ

 

ถึงผมจะไม่รู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไรกันแน่ ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลยเสียด้วยซ้ำ ทั้งๆที่เคยหลอกพวกลูกกระจ๊อกของกรงเล็บได้มากมาย แต่กลับรู้สึกว่า ความอ่อนโยนและความใจดีของอีกฝ่ายไม่ใช่เรื่องโกหก

 

ที่สำคัญ พอเห็นเขาชอบพูดพล่ามว่าเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ เป็นความรับผิดชอบของผู้ใหญ่บ้างล่ะ ถึงแม้จะรู้สึกซึ้งใจ แต่ก็ไม่ได้อยากให้เขาแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวอย่างนั้น…

 

“อ้าว ยังไม่กลับหรอกเหรอ”

 

“แล้วผมขอนั่งอยู่ด้วยสักพักไม่ได้เหรอครับ ไหนๆก็อุตส่าห์มาถึงที่นี่แล้วนี่นา” ผมเถียงกลับไปหน้านิ่งๆ เรเกนซังนิ่งคิดไปชั่วครู่แต่ก็เอ่ยปากอนุญาตในที่สุด

 

“อา…ก็นะ มันก็ได้อยู่หรอก แล้วแต่นายเลยละกัน”

 

“…..” ผมไม่ตอบอะไร หยิบการบ้านของที่โรงเรียนขึ้นมานั่งทำเงียบๆ

 

ระหว่างที่ต่างคนต่างทำงานของตัวเองไป ทั้งผมและเรเกนซังไม่ได้พูดอะไรกันสักคำ แต่ถึงอย่างนั้น คนอายุมากกว่ากลับไม่มีท่าทีอึดอัดเลยแม้แต่น้อย ยังคงนั่งง่วนอยู่กับงานในส่วนของตัวเองต่อไป ผมแอบชำเลืองมองอีกฝ่ายเป็นระยะๆ

 

และหลังจากนั้นไม่นาน ฝนก็ตกลงมา…

 

“อ่า…ฝนตกซะแล้ว…”

 

เรเกนซังละสายตาจากหน้าจอพร้อมกับบิดขี้เกียจไปมา ดูท่าว่าเขาจะทำงานเสร็จแล้ว ในที่สุดความเงียบก็หายไปจากสำนักงานแห่งนี้

 

“ริทสึคุง มีร่มหรือเปล่า?”

 

พอถูกอีกฝ่ายถามผมก็ส่ายหน้าไปมาตามความเป็นจริง อาจจะเป็นเพราะรีบมากไปหน่อยเลยลืมหยิบมาด้วยซะได้ ทั้งๆที่เตรียมไว้พร้อมแล้วแท้ๆ

 

“ถ้าอย่างนั้นจะยืมของฉันก่อนก็ได้นะ นั่นไง อยู่ตรงนู้น”

 

เจ้าของบริษัทพยักเพยิดไปทางที่วางร่มใกล้ๆประตู ผมเหลือบมองร่มสีเข้มที่ถูกวางทิ้งไว้ในนั้นแล้วอดเลิกคิ้วสงสัยไม่ได้

 

“มีแค่คันเดียวนี่ครับ? ถ้าอย่างนั้นคุณจะกลับยังไงล่ะ?”

 

“หา? ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ รอให้ซาลงกว่านี้เดี๋ยวค่อยกลับก็ได้ ปิดสำนักงานช้าหน่อยจะเป็นไรไป ยังไงซะฉันก็เป็นเจ้าของบริษัทนี่นา” เรเกนซังเอ่ยอย่างไม่คิดอะไร  อีกแล้ว… ทั้งๆที่ตัวเองอาจจะไม่สบายเอาแท้ๆ ทำไมต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่ใจกว้างอย่างนี้ด้วยนะ

 

“ถ้าอย่างนั้นผมก็จะรอจนฝนหยุดตกแล้วค่อยกลับก็แล้วกัน”

 

เรเกนซังยิ้มแหยๆ คนตัวสูงลุกขึ้นมาจากโต๊ะทำงานก่อนจะเดินมาหย่อนก้นนั่งข้างๆผม ถึงแม้จะเคยเห็นเขาสูบหรี่อยู่คนเดียวตอนที่ไม่มีลูกค้า แต่กลับไม่มีกลิ่นนิโคตินโชยมาให้ได้กลิ่นเลยสักครั้ง สำหรับงานประเภทบริการให้คำปรึกษาแล้ว เรื่องภาพลักษณ์เองก็เป็นสิ่งสำคัญสินะ

 

“ได้ยังไงเล่า เอาน่า อย่าดื้อสิ ก็จริงอยู่ว่านายน่ะอยู่ม.ต้นแล้ว แต่แล้วยังไงล่ะ ก็เป็นแค่เด็กม.ต้นไม่ใช่เรอะ เพราะงั้นรีบๆกลับบ้านก่อนจะมืดดีกว่าน่า”

 

“แล้วทำไมผมต้องฟังคุณด้วยล่ะครับ?”

 

“นายนี่มัน….” เรเกนซังกุมขมับ แต่ในที่สุดก็เหมือนจะคิดอะไรออก รอยยิ้มมาดมั่นปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าทันทีที่หาทางแก้ไขปัญหาได้

 

“งั้นเดี๋ยวฉันไปส่งก็แล้วกัน”

 

“หา?”

 

“นั่นสินะ เอาล่ะ ไปกันเถอะ”

 

พอพูดจบก็เดินไปหยิบร่มอย่างเริงร่า ผมกะพริบตาปริบๆ เดินกลับบ้านกับคนที่ชอบในวันที่ฝนตก แถมยังอยู่ในร่มคันเดียวกัน

 

เอาจริงดิ….

 

ถ้าไม่ได้คิดอะไรก็อย่าทำอะไรให้คนอื่นเค้าคิดไปเองสิครับ เรเกนซัง…

 

“เอ้า เร็วเข้าสิ กลับกันเถอะ” เรเกนซังหันมาเรียกผมหลังจากที่เก็บข้าวของ ตรวจตราความเรียบร้อยของสำนักงานเป็นครั้งสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว ผมค่อยๆลุกขึ้นจากโซฟาอย่างเชื่องช้าก่อนจะเดินไปสมทบกับอีกฝ่ายที่ยืนรอยู่หน้าประตู

 

“คุณนี่มัน…น่าหงุดหงิดจริงๆ”

 

“หา? แล้วจู่ๆมาว่าฉันทำไมล่ะเฮ้ย? ไม่ดีเลยนะวัยต่อต้านเนี่ย”

 

เรเกนซังเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ ถึงจะฉลาดและเจ้าเล่ห์มากแค่ไหน แต่กับเรื่องพรรค์นี้นี่…ซื่อบื้อชะมัด

 

ท่าทีที่ไม่รู้อะไรแบบนั้นชวนให้รู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าตอนที่ยังไม่ได้เริ่มสนใจคนคนนี้เสียอีก เมื่อก่อนเห็นหน้าเขาแล้วก็หงุดหงิดเพราะหวงพี่ แต่พอมาตอนนี้ก็รู้สึกหงุดหงิดอีกที่ตัวเองถูกอีกฝ่ายมองว่าเป็นแค่เด็กม.ต้น ไม่ได้มีอะไรพิเศษ…หรือว่ามากไปกว่านั้น

 

ทั้งๆที่ทางนี้อุตส่าห์เสนอหน้ามาหาทุกวันแล้วแท้ๆ บางวันก็เอาของกินมาฝากเสียด้วยซ้ำขนาดวันที่พี่ชายไม่อยู่ก็ยังไม่กลับ ไม่คิดว่ามันแปลกๆเลยหรือไง แถมพอถามออกไปว่ามีแฟนหรือยังก็ดันตอบกลับมาแบบไม่ใส่ใจ ถามสเป็คที่ชอบก็ยังไม่รู้สึกตัว แล้วพอถามว่าเป็นแฟนกันมั้ย ก็ดันทำหน้าเอ๋อ มองซ้ายมองขวา แล้วชี้ไปที่ไอดอลที่กำลังร้องเพลงอยู่ในโทรทัศน์

 

‘ริทสึคุง…คนเราน่ะ ต่อให้ชอบไอดอลสาวสวยมากแค่ไหนแต่ก็ไม่ควรขอเขาเป็นแฟนหน้าทีวีหรอกนะ….’

 

โธ่เอ๊ย!! อะไรของหมอนี่เนี่ย! ช่วยมองเห็นหน่อยเถอะว่าผมไม่ได้เป็นแค่เด็กม.ต้นที่มารอกลับบ้านพร้อมพี่น่ะ

 

“นี่คุณโง่จริงหรือแกล้งทำเป็นไม่รู้กันแน่เนี่ย…”

 

พอย้อนนึกถึงอดีตที่ไม่น่าจดจำผมก็เผลอถอนหายใจออกมาอย่างเอือมระอา เรเกนซังเลิกคิ้วสงสัย เตรียมร่ายยาวโอ้อวดความฉลาดของตัวเองทันที

 

“หา? อะไร ใครโง่ ฟังนะริทสึคุง ฉัน เรเกน อาราทากะคนนี้น่ะนะ—”

 

“ครับๆ กลับกันเถอะครับ” ผมตัดบทอีกฝ่ายอย่างเลือดเย็น

 

ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย สองขาของผมหยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้าน พอหันไปเอ่ยขอบคุณเสียงเบา คนสูทเทาก็บอกปัดเป็นเชิงว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

 

“อ้อ แล้วก็นะริทสึคุง”

 

ก่อนที่ผมจะเกิดประตูบ้าน เขาเรียกผมเอาไว้ น้ำเสียงที่ฟังดูไม่แยแสโลกของเรเกนซังดูจริงจังขึ้นเล็กน้อย

 

“อย่าดูถูกผู้ใหญ่สิ แสดงออกชัดเจนขนาดนั้น ฉันรู้หรอกน่า”

 

“หา? ถ ถ้างั้น?! ก็แล้วทำไม?!!” ผมหันขวับไปตะคอกถามเสียงดังแข่งกับเสียงฝน เรเกนซังก้มหน้ามองผม นัยน์ตาสีเข้มปรากฏความอ่อนโยนเจือปนอยู่ในนั้น ก่อนที่เขาจะเอื้อมมือมาลูบหัวผมเบาๆ

 

“คุยกับตัวเองให้แน่ใจก่อนว่านายน่ะกำลังสับสนอยู่รึเปล่า”

 

“ก็แล้วถ้ามันเป็นเรื่องจริงล่ะครับ?!”

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ค่อยมาพิสูจน์ก็ได้นี่?” เรเกนซังเลิกลูบหัวผม เขาหันหลังเดินจากไป น้ำเสียงเหนื่อยหน่ายเช่นเดียวกับปกติลอยมาตามอากาศชื้นฝน

 

“พิสูจน์ให้ฉันรู้ว่า ความรู้สึกของนายน่ะเป็นเรื่องจริง แต่ว่านะ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง ริทสึคุงก็คือริทสึคุงอยู่ดี”

 

ผมยืนมองส่งแผ่นหลังของเขาไปจนลับสายตาก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในบ้าน

 

รู้มาตลอด…แต่ไม่กล้าปฏิเสธอะไรจนต้องทำเป็นไม่รู้เรื่อง คงจะคิดว่าผมอาจจะกำลังสับสนกับความรู้สึกตัวเอง…อย่างนั้นสินะ

 

ผมถอนหายใจออกมาอย่างเอือมระอา คิดว่าคนอย่างผม…ก่อนที่จะเริ่มต้นไปที่สำนักงานของคุณทุกวัน ผมไม่ได้ลองถามตัวเองหรือสำรวจหัวใจตัวเองมาก่อนหรือไง

 

คำตอบน่ะ ต่อให้ลองคิดกี่ล้านรอบ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด ไม่ว่าจะทำอย่างไร คำตอบสุดท้ายที่ได้ออกมาก็ยังยังคงเด่นชัด

 

‘รัก….’

 

 

…………

 

Mob Psycho 100 FanFiction [ Hanazawa Teruki x Reigen Arataka ] ‘Idol’

Mob Psycho 100 FanFiction

 

Hanazawa Teruki x Reigen Arataka

 

‘Idol’

 

…..

 

 

‘ไม่ว่าจะมีพลังพิเศษรูปแบบไหนก็ตาม มนุษย์ก็ยังเป็นมนุษย์ ไม่มีอะไรมากกว่าหรือน้อยกว่านั้น’

 

คำพูดของชายหนุ่มสูทเทาผู้เป็นอาจารย์ของคาเกยาม่าคุงยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของผม ทั้งคำสอน ทั้งแนวคิด ทั้งฝีมือที่ได้เห็นมา กลั่นออกมาเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด ร่างกายของผมสั่นเทา ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะความประทับใจ

 

‘เป็นอาจารย์ที่สุดยอดเลย!’

 

ผมในตอนนั้นเปล่งเสียงอุทานออกมาอย่างชื่นชม ในขณะที่คาเกยาม่าคุงทำเพียงแค่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของผม รอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอีกฝ่าย

 

ที่ผมกลับตัวกลับใจได้ก็เป็นเพราะคาเกยาม่าคุง แล้วที่คาเกยาม่าคุงกลายเป็นคาเกยาม่าคุงที่ผมยอมรับก็เป็นเพราะได้รับการสั่งสอนอบรมมาจากผู้เป็นอาจารย์

 

เป็นคนที่น่านับถือจังเลยนะ…

 

รู้ตัวอีกที….เรเกน อาราทากะก็เหมือนกับว่า กลายเป็นโลกทั้งใบของผมไปแล้ว

 

 

 

 

 

“เรเกนซังครับ!!”

 

“โอ้… ฮานาซาว่าคุงนี่นา”

 

ผู้เป็นอาจารย์ของคาเกยาม่าคุงโบกมือให้ผมที่วิ่งปรี่เข้าไปหาอีกฝ่าย

 

“บังเอิญเจอกันบ่อยจังนะช่วงนี้” เรเกนซังเอ่ยอย่างอารมณ์ดี ผมหัวเราะเบาๆไปกับคำพูดนั้น ตัดสินใจไม่บอกอีกฝ่ายไปว่า สาเหตุที่เจอกันบ่อยๆนั้นเป็นเพราะผมแอบสะกดรอยตามเขาอยู่ห่างๆตลอดเวลาต่างหาก

 

ก็รู้ว่ามันผิด…แต่พอได้เริ่มตามแล้วมันก็หยุดไม่ได้นี่นา…

 

“ไหนๆก็ไหนๆแล้ว วันนี้แวะกินมื้อเย็นด้วยกันก่อนมั้ย ฉลองที่พวกเราบังเอิญเจอกันบ่อยเกินไปไง” เรเกนซังว่าพลางบุ้ยมือไปทางร้านราเม็งรถเข็นแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไปนัก

 

“ร้านโปรดของฉันเลยล่ะ ว่าจะกำลังไปกินอยู่พอดี”

 

พอถูกชวนผมก็รีบพยักหน้าตอบตกลงอย่างรวดเร็ว เรเกนซังหลุดขำท่าทางของผมออกมาอย่างไม่เกรงใจ

 

“ถึงจะหิวมากแค่ไหนก็ห้ามกินคุณลุงเจ้าของร้านเข้าไปล่ะ”

 

“ครับ!!”

 

เพราะคนที่ผมอยากกินก็คือเรเกนซังครับ!!!

 

ผมเก็บความคิดบ้าๆของตัวเองไว้ในใจก่อนจะเดินตามหลังอีกฝ่ายไปอย่างเร่งรีบ เรเกน อาราทากะ ผู้ชายคนนี้ยิ่งได้รู้จักก็ยิ่งหลงใหล จากความหลงใหลกลายเป็นความคลั่งไคล้ และความคลั่งไคล้พอเริ่มสะสมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆก็เริ่มทำให้การควบคุมตัวเองของผมลำบากมากยิ่งขึ้น

 

ความคิดของผมกำลังบิดเบี้ยวไปทีละน้อย ยิ่งเห็นเขาเป็นเหมือนคนที่สูงส่ง ผมก็ยิ่งอยากจะดึงเขาลงมา ดื่มด่ำกับความสูงส่งนั้น แบ่งเอาความแปดเปื้อนของตนเองหยิบยื่นให้เขา รู้สึกแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

 

อยากครอบครอง อยากเป็นเจ้าของ อยากเป็นคนที่ถูกอีกฝ่ายให้ความสำคัญ

 

“จ จู่ๆก็รู้สึกหนาวๆแฮะ…”

 

เรเกนซังพึมพำออกมาเบาๆ ดูเหมือนว่าผมจะเผลอตัวมองแผ่นหลังของเขาด้วยสายตากลืนกินมากไปหน่อย ผมรีบตั้งสติ ถอดเสื้อนอกออกมาแล้วส่งให้เขาด้วยสีหน้าจริงจัง

 

“เอาคลุมไว้ก็จะอุ่นขึ้นนะครับ”

 

“เอ้อ ไม่เป็นไรหรอกฮานาซาว่าคุง เมื่อกี๊แค่รู้สึกขนลุกนิดหน่อยน่ะ เพราะอะไรก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้หายแล้วล่ะ แต่ยังไงก็ขอบคุณนะ” เรเกนซังรีบปฏิเสธทันที แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ยอมแพ้ แค่ลองจินตนาการว่าเสื้อนอกของผมคลุมบ่าอีกฝ่ายอยู่ก็รู้สึกมีความสุขแล้ว

 

“แต่ถ้าไม่สบายจะแย่เอานะครับ” ผมยังคงดึงดันถือวิสาสะคลุมเสื้อลงบนบ่าอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา ชายหนุ่มวัย28ปีเหลียวมองผู้คนที่เดินสวนผ่านไปมาอย่างขัดเขิน แต่จู่ๆก็เหมือนคิดอะไรดีๆได้ คนอายุมากกว่าส่งเสื้อนอกคืนให้ ก่อนจะคว้ามือผมมาจับไว้ ผมสะดุ้งโหยง เหลือบมองเรเกนซังที่ไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกเขินอายเลยแม้แต่น้อย

 

“แบบนี้ก็ช่วยให้อุ่นขึ้นแล้วล่ะ ไม่จำเป็นต้องพึ่งเสื้อนอกของนักเรียนม.ต้นหรอก เนอะ?”

 

“ค..ครับ…” ผมตอบอีกฝ่ายกลับไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ไม่ใช่เป็นเพราะเขินอาย แต่กำลังพยายามข่มใจตัวเองไว้ไม่ให้พุ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายต่างหาก

 

“ให้อารมณ์พี่ชายพาน้องชายไปกินข้าวเลยแฮะ”

 

เรเกนซังเอ่ยออกมาอย่างไม่คิดอะไร แน่ล่ะ ถึงจะชอบสั่งสอนคนอื่นไปทั่ว ถึงจะเป็นคนที่น่าพึ่งพา แต่เอาเข้าจริงๆ พอยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็จะถอยหลังกลับไปอยู่ที่เดิม เหมือนจะเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นง่าย แต่ความจริงแล้วการจะเข้าถึงหัวใจของเขากลับยากกว่าที่คิด….

 

“หือ ฮานาซาว่าคุง จะเดินไปไหนน่ะ ร้านราเม็งน่ะไปทางนี้นะ”

 

เรเกนซังดึงมือผมที่กำลังเหม่อลอยจนลืมสนใจเส้นทาง ผมหันไปขอโทษเสียงอ่อย แต่คนคนนั้นกลับบอกปัดเป็นเชิงว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

 

“ดีนะที่จับมือกันไว้ ไม่งั้นคงหากันไม่เจอแล้ว”

 

ผมพยักหน้าเห็นด้วย ยิ่งพอเป็นช่วงเลิกงาน ท้องถนนย่านนี้ก็เริ่มคึกครื้น ถ้าหลงไปกว่าจะเจอเรเกนซังอีกก็คงต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ๆ

 

แต่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้จับมืออีกฝ่ายไว้ ยังไงซะผมก็ต้องตามหาอีกฝ่ายจนเจออยู่ดี ที่สำคัญ ถ้าหากไม่ได้อยู่ใกล้ๆจนเผลอไป ผมคงไม่ยอมปล่อยให้เขาคลาดสายตาไปตั้งแต่แรก

 

รู้หรือเปล่าครับเรเกนซัง ผมน่ะ…

 

“…จะไม่มองไปทางอื่นอีกแล้วล่ะ”

 

“หือ?”

 

เรเกนซังกะพริบตาปริบๆอย่างงุนงง ผมส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่มีอะไร แต่ในใจยังคงยืนยันคำพูดเดิม

 

ตั้งแต่วินาทีแรกที่ยึดถือตัวเรเกนซังเป็นพระเจ้า

 

หัวใจของผมก็ถูกสั่งให้มองไปที่เขาเพียงคนเดียวเท่านั้น

 

และจะเป็นอย่างนั้นตลอดไป…ตราบนานเท่านาน

 

…….

 

 

 

 

Mob Psycho 100 FanFiction [ Kageyama Ritsu x Reigen Arataka ] ‘Nightmare’

Mob Psycho 100 FanFiction

 

Kageyama Ritsu x Reigen Arataka

 

‘Nightmare’

 

…..

 

 

ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบยามค่ำคืน เรเกน อาราทากะสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก ชายหนุ่มหอบหายใจถี่รัว นัยน์ตาสีเข้มเบิกกว้าง หยาดน้ำใสไร้สีไหลอาบแก้ม ภาพฝันร้ายยังคงฝังลึกอยู่ในหัว ยากที่จะลบออกไปได้ในทันที

 

เจ้าของเรือนผมสีอ่อนนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรง สองขายาวก้าวเดินไปหยิบบุหรี่และไฟแช็คและมุ่งหน้าไปยังระเบียงเล็กๆของห้องพัก

 

ควันบุหรี่สีขุ่นถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากบาง สีของมันตัดกับสีดำมืดของม่านรัตติกาลในคืนข้างแรมอย่างโดดเด่น เจ้าของนัยน์ตาสีเข้มเหม่อมองควันนิโคตินที่ใกล้จะจางหายไปในไม่ช้า มีเพียงเรเกนคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่านอกจากสารเคมีอันตรายแล้ว ควันบุหรี่ที่ถูกพ่นออกมาทุกครั้งนั้นเจือไปด้วยความรู้สึกด้านลบทั้งหมดที่ไม่สามารถแสดงออกมาให้ใครเห็นได้

 

ยิ่งสูบ…ก็ยิ่งปลอดโปร่ง ราวกับว่าภาระทางใจทั้งหมดถูกโยนทิ้งไปชั่วคราว เพราะอย่างนั้นจึงเลิกไม่ได้สักที…

 

“ฝันร้ายเหรอครับ เรเกนซัง”

 

“?!!”

 

เมื่อหันกลับไปตามเสียงเรียกของผู้บุกรุกก็พบว่า น้ำเสียงที่ได้ยินนั้นเป็นของ ‘เด็กหนุ่ม’ คนนั้นดังที่คาดการณ์ไว้

 

คาเกยาม่า ริทสึเผยยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่าย เด็กหนุ่มผมดำเอ่ยทักทายอีกครั้งอย่างอารมณ์ดี

 

“สวัสดีครับ”

 

“อย่าเข้ามาในห้องคนอื่นตามใจชอบซี่… ริทสึคุง” เรเกนว่าพลางดับบุหรี่ทิ้ง ชายหนุ่มรู้ถึงโทษของเจ้าสิ่งนี้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่นจึงเลือกที่จะไม่สูบเป็นประจำ ยิ่งโดยเฉพาะกับเด็ก สตรี คนชรา และผู้พิการ เรเกนจะค่อนข้างใจอ่อนกับบุคคลเหล่านั้นเป็นพิเศษ

 

และความเอาใจใส่ดังกล่าวของเรเกนก็เป็นสิ่งที่คาเกยาม่า ริทสึไม่ชอบเอาเสียเลย เพราะถ้าหากยึดตามบรรทัดฐานดังกล่าว ตัวเขาเองจะเป็นแค่เด็กมัธยมต้นในสายตาของเรเกนเท่านั้น

 

“ว่าแต่เข้ามาในนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะเนี่ย หือ?”

 

“ก็นานพอที่จะเห็นน้ำตาของคุณละกันครับ”

 

ชายหนุ่มวัย28ปีชะงักไปเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่เขาไม่รู้จะต่อบทสนทนานี้ให้ยืดยาวต่อไปได้อย่างไรดี ในเมื่ออีกฝ่ายดันเอ่ยเรื่องที่เขาไม่อยากนึกถึงออกมาเสียอย่างนั้น

 

“นี่…”

 

น้ำเสียงที่มักจะราบเรียบอยู่เสมอดูอ่อนลงเล็กน้อย ริทสึเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่ายๆช้าๆ

 

“อยากกอดผมมั้ย?”

 

พอถูกคนตัวเล็กกว่าถามออกมาอย่างนั้น เรเกนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะเผยรอยยิ้มอวดดีเช่นทุกครั้ง

 

“ไม่ล่ะ อีกะแค่ฝันร้าย ไม่จำเป็นต้อ—”

 

พูดยังไม่ทันจบประโยคดี มือของเรเกนก็ถูกคว้าแล้วดึงเข้าไปหาร่างของคู่สนทนา แขนทั้งสองข้างของริทสึโอบกอดคนโตกว่าอย่างอ่อนโยน

 

“ชอบฝืนเกินตัวจริงๆเลยครับ เรเกนซังเนี่ย”

 

“อะแฮ่ม! ฟังให้ดีนะริทสึคุง ดูเหมือนว่านายจะเข้าใจผิดไปเยอะมาก ฉันน่ะนะ…”

 

“หนวกหูครับ ถ้าอยากร้องก็ร้องออกมาเลยเถอะ จะกลั้นเอาไว้ทำไม?”

 

เด็กหนุ่มกระชับอ้อมกอดให้แนบแน่นขึ้นเล็กน้อย เรเกนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ รอยยิ้มเหนื่อยใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย

 

“…ขืนทำอย่างนั้นก็ไม่เท่กันพอดีน่ะสิ”

 

“คุณเองก็ไม่ได้เท่อะไรขนาดนั้นอยู่แล้วนี่”

 

เรเกนหัวเราะออกมาเบาๆกับคำพูดเจ็บแสบของอีกฝ่าย แต่ทว่าไม่นานนัก เสียงหัวเราะเริงรื่นนั้นก็เริ่มเจือจางลงแล้วถูกแทนที่ด้วยหยาดน้ำตาสีใส ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนพื้นระเบียง ซุกหน้ากับแผ่นอกของนักเรียนมัธยมต้น หยดน้ำจากดวงตาของเรเกนซึมทะลุชุดนอนของริทสึจนเปียกชื้น

 

แม้แต่ตอนที่ร้องไห้…ก็ยังไร้เสียง…’

 

ริทสึถอนหายใจออกมาอย่างเอือมระอา ท่ามกลางความมืดสนิท สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านแผ่วเบา เด็กหนุ่มเอ่ยปากพึมพำด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน ผิดไปจากน้ำเสียงยามพูดคุยปกติ

 

“…ช่วยพึ่งพาผมให้มากกว่านี้หน่อยเถอะครับ เรเกนซัง”

 

….

 

 

Mob Psycho 100 FanFiction [ Ekubo (Dimple) x Reigen Arataka ] ‘Lively Morning’

Mob Psycho 100 FanFiction

 

Ekubo (Dimple) x Reigen Arataka

 

‘Lively Morning’

 

……….

 

 

“เฮ้ย เรเกน”

 

เสียงเรียกแหบห้าวของชายวัยกลางคนในสารรูปเปลือยเปล่าตั้งแต่หัวจรดเท้าเรียกความสนใจจากเจ้าของห้องพักได้เป็นอย่างดี เรเกน อาราทากะเลิกยุ่งกับการแยกเสื้อผ้าที่ถูกถอดเขวี้ยงทิ้งไปทั่วห้องก่อนจะหันไปถามเจ้าของเสียงอย่างนึกสงสัย

 

“ว่าไง เอคุโบะ?”

 

“หากางเกงในของหมอนี่ไม่เจออะ…”

 

“…..”

 

ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆยามเช้าที่ส่องประกายไปทั่ว ความสงบสุขของเช้าวันใหม่ได้ถูกทำลายลงด้วยสงครามขนาดย่อม เอคุโบะชูบ๊อกเซอร์ตัวหนึ่งไว้ให้สูงที่สุดเท่าที่จะสูงได้ ในขณะที่เรเกนตะเกียกตะกายหมายจะคว้าเอาของส่วนตัวของตัวเองคืนมา

 

“น่าๆ ขอยืมหน่อยสิ นายจะให้หมอนี่เดินโตงเตงกลับบ้านแบบนี้รึไง” ภายนอกเอคุโบะเอ่ยออกมาอย่างเอือมระอา แต่ภายในใจนั้นกลับยิ้มเจ้าเล่ห์ ต้อนรับเช้าวันใหม่ด้วยการแกล้งเรเกน อาราทากะก็ไม่เลวเหมือนกัน

 

“งั้นก็ช่วยกันหาสิเฟ้ย!! ไม่ใช่มาเอาของฉันไปใช้!!” คนผมสีน้ำตาลอ่อนโวยวายอย่างไม่ยอมแพ้ ไอ้เรื่องน่าอายน่ะมันแหงอยู่แล้ว แต่ก็อดเป็นห่วงความรู้สึกของเจ้าของร่างสูทดำคนนั้นไม่ได้ ถ้าได้สติมาแล้วเห็นว่าตัวเองนุ่งบ๊อกเซอร์คับๆของใครก็ไม่รู้แล้วจำอะไรไม่ได้น่ะมันน่าสงสารจะตาย!!!

 

“โฮ่ยๆ อย่างกสิฟะ จ่ายค่าแรงชิเงโอะแค่นั้นแล้วยังจะงกบ๊อกเซอร์อีกเหรอ” พอถูกจี้ใจดำเรื่องค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม ท่าทีของคนตัวเล็กกว่าก็ชะงักไปเล็กน้อย เมื่อสมองประมวลได้ว่าเรื่องราวในเช้าวันนี้กับเรื่องค่าแรงเป็นคนละเรื่องกัน เรเกนในเชิ้ตขาวหลวมๆที่สวมคลุมตัวลวกๆจึงเลิกอึ้งแล้วเถียงต่ออย่างรวดเร็ว

 

“ไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลยนี่หว่า!! อย่ามาทำให้เขวสิเฮ้ย!!”

 

“งั้นก็ยอมๆ…หือ เรเกน นั่นไม่ใช่เสื้อนายไม่ใช่เรอะ?”

 

เอคุโบะเอ่ยทักอย่างประหลาดใจ เรเกนทำหน้าเหวอ รีบก้มสำรวจเสื้อที่ตัวเองสวมอยู่ พอมองขนาดเสื้อแล้วจึงได้รู้สึกเอะใจในขนาดความหลวมของมัน

 

“จะว่าไปเมื่อเช้าก็สะลึมสะลือเกินไปหน่อย… เอางี้ แลกกัน เอาบ๊อกเซอร์ฉันคืนมาแล้วเอาเสื้อนายคืนไป” เรเกนยื่นข้อเสนออย่างชาญฉลาด เอคุโบะเดาะลิ้นอย่างหงุดหงิดใจที่แกล้งอีกฝ่ายไม่สำเร็จ แต่เมื่อก้มมองเชิ้ตหลวมๆบนร่างเรเกนแล้วก็เกิดความคิดดีๆขึ้นมาในหัว

 

“ไม่แลก”

 

“ไหงงั้น?!”

 

“ก็นายใส่อย่างนี้แล้วดูเซ็กซี่ดีนี่หว่า” เอคุโบะยิ้มเจ้าเล่ห์ พอเห็นท่าทีของอีกฝ่ายริมฝีปากของเรเกนกระตุกไปมา สองขาก้าวถอยหลังไปเล็กน้อย สัญชาตญาณเอาตัวรอดเริ่มทำงานอย่างหนักหน่วง

 

“อะแฮ่ม! ฟังนะเอคุโบะ ตอนนี้มันเช้าแล้วถูกมั้ย? เพราะฉะนั้นหมดเวลาสนุกแล้ว เอาบ๊อกเซอร์ฉันคืนมา เอาเสื้อนายคืนไป จะได้ไปแต่งตัวไปทำงานกันซะที นึกถึงวิญญาณที่จะมาเป็นอาหารเช้าของนายสิ”

 

เรเกนเริ่มโน้มน้าวคู่สนทนาอย่างมีเหตุผล ชายหนุ่มเชื่อมาตลอดว่าการให้เหตุผลที่ดีเป็นหลักการสำคัญที่จะใช้ในการโน้มน้าวใจผู้อื่นให้สำเร็จ แต่ถึงอย่างนั้น คำพูดของเขากลับไม่เข้าหูเอคุโบะเลยแม้แต่น้อย

 

วิญญาณร้ายคว้าหมับเข้าที่แขนเรเกน ออกแรงดึงร่างของอีกคนเข้ามาใกล้ก่อนจะรีบจู่โจมริมฝีปากของคนตัวเล็กกว่าทันทีที่มีโอกาส แต่เรเกนไหวตัวทัน ยกมือขึ้นมาบังได้ทันท่วงที

 

“ฮะฮ่า ช้าไปนะเอคุโบะ!! เอาล่ะ เลิกเล่นได้แล้— เฮ้ย?!”

 

เรเกนรีบดึงฝ่ามือตัวเองออกจากปากของอีกฝ่ายที่แทบจะกลืนกินมือของตนเข้าไป และเมื่อไร้ซึ่งฝ่ามือบดบัง ริมฝีปากของวิญญาณร้ายในร่างชายวัยกลางคนก็ประกบเข้ากับริมฝีปากของเรเกนอย่างดูดดื่ม คนถูกปล้นจูบส่งเสียงอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์ มืออยู่ไม่สุขของเอคุโบะเริ่มขยับยุกยิกเล่นซนไปทั่ว จากเสียงอู้อี้ที่แสดงถึงความไม่พอใจกลับกลายเป็นเสียงคราง

 

 

 

และเนื่องมาจากการละเล่นหยอกล้อกันของทั้งคู่ ทำให้เช้าวันนั้น เรเกนและเอคุโบะไปถึงสำนักงานสายผิดปกติ ซ้ำยังสลับเสื้อผ้าใส่ผิดตัวกันวุ่นวายไปหมด เจ้าของสำนักงานฟุบหน้าลงกับโต๊ะทำงานอย่างเหนื่อยอ่อน ในขณะที่วิญญาณลูกไฟสีเขียวฮัมเพลงอย่างร่าเริง

 

“อ…อารมณ์ดีจนน่าหมั่นไส้เชียวนะ”

 

“มิจฉาชีพอย่างนายจะมาสู้วิญญาณชั้นสูงได้ยังไงกันเล่า”

 

เอคุโบะหลิ่วตาให้ชายหนุ่มสูทเทาก่อนจะฮัมเพลงต่อ ปล่อยให้เรเกนนึกคาดโทษอีกฝ่ายอยู่ในใจ

 

‘ฝากไว้ก่อนเถอะ!!!’

 

และนั่นคือประโยคสุดท้ายที่ผุดขึ้นมาในหัวของชายหนุ่มก่อนที่จะผล็อยหลับไป ไม่นานนัก ท่วงทำนองรื่นเริงของเอคุโบะก็ได้หยุดลง ดวงวิญญาณสีเขียวยักยิ้มอย่างพึงพอใจขณะมองสภาพของเรเกนที่กำลังหลับ จริงๆก็ว่าจะแกล้งแค่นิดเดียว แต่สุดท้ายก็เผลอทำไปจนได้

 

“แย่จริงๆ”

 

เอคุโบะพึมพำออกมาอย่างแผ่วเบา

 

“ก็เพราะนายนั่นแหละนะที่ทำให้ฉันควบคุมตัวเองไม่ได้ทุกที”

 

เป็นความผิดของนาย…ที่ดันทำให้ฉันตกหลุมรัก

 

และนั่นล่ะ คือความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของ เรเกน อาราทากะ

 

…..

 

Mob Psycho 100 FanFiction [ Ekubo (Dimple) x Reigen Arataka ] ‘Silent Morning’

Mob Psycho 100 FanFiction

 

Ekubo (Dimple) x Reigen Arataka

 

‘Silent Morning’

 

…..

 

 

‘เอ๋ มาทำอะไรที่นี่ล่ะ?’

 

ชายหนุ่มสูทเทาละความสนใจจากหนังสือพิมพ์ในมือ นัยน์ตาสีเข้มเหล่มองคู่สนทนาที่แม้จะเคยได้ยินเรื่องราวของอีกฝ่ายมาแล้วแต่กลับเพิ่งได้คุยกันสองต่อสองเป็นครั้งแรก เอคุโบะจ้องกลับนิ่งๆ ก่อนจะตอบคำถามอีกฝ่ายไปตามตรง บทสนทนาเริ่มลื่นไหลไปเรื่อยๆ

 

และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของความสัมพันธ์ระหว่างเอคุโบะและเรเกน อาราทากะ

 

 

 

เอคุโบะในร่างชายวัยกลางคนลืมตาขึ้นช้าๆ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นสิ่งแรกในสายตาของวิญญาณร้ายคือกลุ่มเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนยุ่งเหยิงเล็กน้อยของเรเกนที่ยังคงนิ่งสงบอยู่ในอ้อมแขน ลมหายใจที่เป็นจังหวะสม่ำเสมอบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าอีกฝ่ายน่าจะยังไม่ตื่นไปอีกสักพัก

 

รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเอคุโบะ วิญญาณที่สิงอยู่ในร่างยามเฝ้ากรงเล็บหน่วยที่7ค่อยๆผละออกจากร่างของอีกฝ่ายอย่างเชื่องช้าเช่นทุกครั้ง เอคุโบะอยากให้อีกฝ่ายนอนพักอีกสักหน่อย เพราะการเป็นเรเกน อาราทากะนั้นจำเป็นต้องใช้พลังงานเยอะกว่าที่ใครๆจะคาดคิด ทั้งไหวพริบและปัญญาจะถูกลับให้เฉียบแหลมพร้อมรับมือกับลูกค้าได้ก็ต่อเมื่อได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ

 

เอคุโบะสูดหายใจเข้าลึกรับออกซิเจนเข้าปอด ห้องพักห้องนี้เต็มไปด้วยกลิ่นของเจ้าของห้องที่กำลังหลับสนิท ชวนให้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก มือหนาแง้มผ้าม่านออกเล็กน้อย แดดยังไม่ออกดี เสื้อผ้าที่แขวนอยู่บนราวสะบัดไปมาเล็กน้อยตามแรงลม เอคุโบะปล่อยมือจากม่านก่อนจะเดินไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ เมื่อเขาแต่งตัวเสร็จเรเกน อาราทากะก็ลุกขึ้นมาจากเตียงอย่างเชื่องช้า ผ้าม่านถูกดึงให้เปิดออก แสงสว่างลอดเข้ามาในห้อง ร่างสูงอ้าปากหาวก่อนจะเดินสะลึมสะลือสวนผ่านเอคุโบะเพื่อไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ

 

เสียงน้ำไหลซู่ซ่าดังแว่วมาจากห้องน้ำ ดูท่าว่าจะกำลังสระผมอยู่ เอคุโบะที่แต่งตัวเสร็จแล้วนั่งรออยู่เงียบๆ ระหว่างนั้นก็สอดส่ายสายตาสำรวจห้องพักของเรเกนไปด้วย แม้ว่าจะไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับเขาที่มานอนค้างคืนและทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกับเรเกน แต่ถึงอย่างไร วิญญาณดวงนี้ก็ยังคงไม่ชินกับมันอยู่ดี

 

“อึมครึมเป็นบ้า…”

 

ถึงแม้จะเปิดผ้าม่านออกแล้วก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ตัวตนของเจ้าของห้องยามอยู่ในห้องนี้นั้นต่างไปจากตอนอยู่ที่สำนักงานเล็กน้อย เรเกนที่ดูสบายๆ เป็นกันเอง ขี้โม้ เจ้าเล่ห์และชอบสอนคนอื่นไปทั่ว เมื่ออยู่ในห้องนี้กลับดูเงียบลงเล็กน้อย บางทีถ้าได้อยู่คนเดียวก็อาจจะเงียบกว่านี้เสียด้วยซ้ำ

 

‘ก็นะ ห้องของชายโสดมันก็ต้องให้ฟีลน่าสลดใจอะไรอย่างนี้ไม่ใช่รึไง?’

 

ถึงอีกฝ่ายจะเคยเอ่ยออกมาอย่างไม่คิดอะไร แต่เอคุโบะรู้ดีว่า สำหรับเรเกนแล้ว ห้องพักแห่งนี้เหมือนเป็นถังขยะสำหรับระบายความเหน็ดเหนื่อยในแต่ละวันของเจ้าตัว พอกลับถึงห้องก็กลายเป็นพวกพักฟื้นด้วยการอยู่กับตัวเอง คนเข้าสังคมเก่งบางคนต่อให้คุ้นชินกับการพูดคุยมากแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วส่วนหนึ่งในใจก็มักจะเรียกหาที่พักพิงเงียบๆอยู่เป็นประจำ

 

เสียงประตูห้องน้ำเปิดออกพร้อมๆกับเรเกนที่เดินออกมาพร้อมกับบุหรี่ในปาก ชายหนุ่มเริ่มแต่งตัวอย่างเงียบงัน เอคุโบะนั่งมองเรเกนผูกเน็คไทสีชมพูอยู่ครู่หนึ่งระหว่างนั้นไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำ

 

เป็นบรรยากาศปกติ ต้องอยู่ด้วยกันมาสักพักจึงจะรู้ว่า ในทุกๆเช้า เรเกนชอบการอยู่กับตัวเองมากที่สุดก่อนที่จะออกไปอยู่กับคนอื่น

 

เอคุโบะไม่คิดจะทำลายความเงียบซึ่งถือว่าเป็นความสุนทรีย์เล็กๆของเรเกน คงต้องใช้เวลาสักพักกำแพงชั้นในสุดจึงจะพังทลาย ตอนนี้เขาทำลายกำแพงกว่าครึ่งหนึ่งของอีกฝ่ายไปได้แล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น

 

ในที่สุดเรเกนที่แต่งตัวเสร็จแล้วก็เอ่ยปากเรียกเอคุโบะเป็นครั้งแรก เอคุโบะส่งเสียงตอบกลับไป ชายหนุ่มสูทดำมองคนสูทเทาดื่มน้ำก่อนจะเทน้ำที่เหลือในแก้วรดน้ำต้นไม้ในกระถางเล็กๆ คนทั้งสองต่างคนต่างใส่รองเท้า มือของเรเกนเอื้อมไปเปิดประตู สายลมอ่อนพัดผ่านปะทะร่างของคนทั้งคู่อย่างแผ่วเบา สายตาของเจ้าของห้องเปลี่ยนไปเล็กน้อย ประกายแห่งความมั่นใจปรากฏขึ้นอยู่ในดวงตาคู่นั้น

 

ที่ผ่านมาถึงแม้จะรับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของแขกที่มาพักด้วย แต่ถึงอย่างนั้น เรเกนก็ยังเลือกที่จะอยู่กับตัวเองเงียบๆเพราะยังไม่พร้อมที่จะกลายเป็นเรเกนอีกคน แต่ตอนนี้ ในเมื่อออกมาจากห้องแล้ว เรเกนก็ไม่มีข้ออ้างใดๆในการเตรียมใจทั้งสิ้น

 

เวลาพักของเขามันสิ้นสุดลงแล้ว

 

และเพราะเชื่อใจเอคุโบะในระดับหนึ่ง เรเกนจึงเลือกที่จะไม่ฝืนตัวเอง ทำตัวเอาแต่ใจได้โดยที่ไม่คิดจะปิดบังพฤติกรรมและนิสัยอันแปลกประหลาดผิดคาดของตน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เปิดใจด้วยไปซะทุกเรื่อง กับเรื่องที่เป็นด้านที่ไม่อยากให้ใครรู้ ต่อหน้าเอคุโบะ ชายหนุ่มอาจจะทำตามใจที่อยากทำนั่นคือการอยู่คนเดียว แต่ก็ไม่ได้พูดออกมาตรงๆว่าทำไมถึงต้องการอยู่กับตัวเองเงียบๆ ไม่ได้เผยความรู้สึกที่อ่อนแอออกมา

 

ซึ่งถ้าสนิทกัน…หรือความสัมพันธ์เริ่มหยั่งรากลึก เรเกนอาจจะพูดออกมาตรงๆก็ได้ เพียงแต่วันนั้นยังไม่มาถึงก็เท่านั้น

 

“อรุณสวัสดิ์ เอคุโบะ”

 

“เออ อรุณสวัสดิ์”

 

เสียงประตูปิดลงดังขึ้นพร้อมๆกับเสียงพูดคุยยามเช้าที่เป็นกันเอง มุมปากของเอคุโบะกระตุกไปมา ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจกันแน่ที่อีกฝ่ายยอมให้เขาเข้าหาได้มากกว่าคนอื่นๆ แต่ถึงอย่างนั้นกลับขังตัวเองไว้อย่างแน่นหนา ต้องอยู่ด้วยกันสักพักถึงจะรู้ตัวว่า แท้จริงแล้ว ตัวเรเกนเองช่างเต็มไปด้วยความลับ ยากที่จะได้รับการเปิดเผยออกมาให้คนอื่นได้รับรู้

 

ทั้งๆที่ชอบกระโดดเข้าไปช่วยเหลือคนอื่น ชอบทำตัวเป็นครูสั่งสอนชาวบ้าน แต่ทีเรื่องของตัวเองกลับปิดเงียบ ไม่ยอมให้ใครเข้าไปยุ่ง…

 

“จริงๆแล้วนายเนี่ยน่าหงุดหงิดชะมัด”

 

“อ้าวเฮ้ย ทำไมจู่ๆมาว่ากันอย่างงี้เล่า?!”

 

เรเกนเถียงกลับอย่างไม่เข้าใจ วิญญาณร้ายในคราบชายวัยกลางคนถอนหายใจออกมาอย่างเอือมระอา

 

“เอาเถอะ….”

 

วงแขนกว้างถือวิสาสะโอบไหล่ของอีกฝ่าย เรเกนเหลือบมองท่าทีของคนสูทดำเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ยังคงพูดอะไรไร้สาระต่อไป

 

อย่างน้อยก็…

 

ได้เข้าใกล้หมอนี่…มากกว่าคนอื่นๆก็แล้วกัน

 

 

………

 

 

จริงๆแล้วแรงบันดาลใจของฟิคม็อบไซฟิคแรกนี้ได้มาจากedค่ะ อันนี้ฟังแบบไม่รู้ความหมายแล้วตีความจากภาพเอา (ซึ่งมาอ่านทรานส์เนื้อเพลงทีหลังแล้วแบบ มองกาวตัวเองด้วยความรู้สึกประหลาดมากๆแงง5555) ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมองผ่านฟิลเตอร์กาวๆหรือว่าเป็นภาพขาวดำก็ไม่รู้ แต่ในความรู้สึกของเราตอนดูครั้งแรกคือเรเกนหม่นจังบรรยากาศในห้องก็หม่น ยิ่งตอนสูบบุหรี่นี่ดูเหงาๆเศร้าๆ ดูไม่เหมือนเรเกนปกติที่ชอบทำอะไรเหนือคาดและมาพร้อมมุกตลก เลยมโนไปเองว่าบางทีนี่อาจจะเป็นด้านที่ฮีไม่อยากให้ใครเห็นก็ได้ กว่าจะเป็นเรเกนที่คนอื่นรู้จักอาจต้องใช้เวลาในการสร้างตัวตนนั้นขึ้นมา ทุกๆเช้าเรเกนอาจจะมีด้านที่ไม่มีอารมณ์แม้แต่จะยิ้ม ไม่อยากยุ่งกับใครทั้งนั้น ไม่พร้อมที่จะพูดคุยหรือทำตัวเป็นที่พึ่งให้กับใคร แล้วถ้าเป็นพวกเด็กๆจะยิ่งให้เห็นภาพนี้ไม่ได้เด็ดขาด แต่พอเป็นเอคุโบะก็แบบ เออ หมอนี่ไม่เด็กแล้ว เรเกนคงเปิดใจง่ายหน่อยเพราะไม่ต้องฝืนทำตัวเองให้ดูพึ่งพาได้ ก็เลยกลายเป็นว่าเปิดรับเอคุโบะได้ง่ายกว่าคนอื่นซะงั้น แต่ลึกๆแล้วก็ยังทำตัวอมพะนำเก็บความลับไว้คนเดียวอยู่ดีเพราะไม่ได้เชื่อใจเอคุโบะหมดทั้งใจ อา… ซับซ้อนจนงงเลยค่ะ เขียนไปงงไป เด๋อไปอีก แต่ยังไงก็สู้ต่อไปนะเอคุโบะ!

 

ปล.ตรงที่บอกว่าทำกิจกรรมร่วมกันแล้วแต่จะจินตนาการค่ะ เค้าอาจจะนวดให้กันเฉยๆไรงี้ก็ได้ค่ะ._.

 

 

Touken Ranbu AU FanFiction [ Ookurikara x Heshikiri Hasebe ] ‘The First’

หลักๆคงลงไว้ในเด็กดีค่ะ http://writer.dek-d.com/aiihiwatari/writer/view.php?id=1429752 เพราะตั้งใจอยากลงแบบเรื่องยาวๆ(จบในตอน) แต่ก็อยากเก็บในบล็อกด้วย เอาเป็นว่าเลือกเว็บอ่านได้ตามอัธยาศัยเลยค่า จะที่ไหนก็เหมือนกัน

ปล.รูปไม่เกี่ยวกับธีมเรื่องแต่เราชอบรูปนี้มากค่ะฮือออฟฟฟฟฟฟฟ

 

_______________

 

โอคุริคาระกำลังง่วนอยู่กับการทำความสะอาดห้องนอนของตน

ข้าวของถูกรื้อออกมาเพื่อจัดใหม่ให้เป็นระเบียบยิ่งกว่าเดิม ลิ้นชักทั้งหลายถูกดึงเข้าดึงออกอยู่หลายครั้ง และในขณะที่กำลังหยิบอัลบั้มรูปถ่ายเก่าๆและไดอารี่สมัยเด็กออกมา กระดาษขอบเหลืองยับยู่ยี่แผ่นหนึ่งที่พับครึ่งแล้วถูกนำไปแทรกในหน้าไดอารี่ก็ร่วงลงพื้นอย่างไร้เสียง

เด็กหนุ่มม.ปลายวางทุกอย่างในมือลงบนโต๊ะชั่วคราวเพื่อก้มเก็บกระดาษแผ่นนั้น โอคุริคาระรู้ดีว่ากระดาษแผ่นนั้นคืออะไร คนผิวเข้มกวาดตามองเนื้อความในกระดาษแล้วหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย ตัวเลขเศษส่วนบอกคะแนนที่ถูกเขียนด้วยลายมือของอาจารย์สมัยประถมสะท้อนอยู่บนนัยน์ตาสีทองสวย

 

’19/20′

 

และนั่นก็คือคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ของเขาขณะที่มีอายุได้เจ็ดขวบ

 

โอคุริคาระจำได้ดีว่าตนเคยเกลียดวิชานี้มากแค่ไหน แต่เพราะว่ามีใครบางคนอุตส่าห์เจียดเวลาช่วงเย็นหลังเลิกงานมาสอน จนทำให้ตารางเวลาทำงานช่วงเย็นผิดเพี้ยนไป และคนคนนั้นต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำแทบไม่ได้นอนเป็นอาทิตย์ๆ ดังนั้น โอคุริคาระจึงตั้งใจเรียนสุดชีวิตเพื่อตอบแทนความเหนื่อยยากของอีกฝ่าย

เฮชิคิริ ฮาเซเบะ นอกจากจะเป็นอาที่ดีในสายตาของหลานชายแล้ว เขายังเป็นเป็นครูที่ดีและทุ่มเทกับการสอนอีกด้วย และเพราะการสอนที่กระจ่างแจ้งของเขา โอคุริคาระจึงมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าตนสามารถคว้าตำแหน่งที่หนึ่งของห้องมาเป็นของขวัญเพื่อคุณอาได้อย่างแน่นอน

 

ทว่า เรื่องราวกลับไม่เป็นไปตามที่คิด โอคุริคาระไม่ได้ที่หนึ่งของห้องตามที่คาดหวัง คะแนนที่หายไปหนึ่งคะแนนทำให้เด็กชายได้ตำแหน่งรองท็อป ระหว่างทางเดินกลับบ้าน ความเจ็บปวดจากความผิดหวังเริ่มกัดกินหัวใจจนทนไม่ไหว

สุดท้าย โอคุริคาระก็น้ำตาร่วงเผาะๆทันทีที่ถึงบ้าน เด็กชายร้องไห้ออกมาเมื่อเห็นใบหน้าของคุณอาที่โทรมยิ่งกว่าเดิมจากการโหมงานหนัก

เฮชิคิริ ฮาเซเบะสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นใบหน้าเศร้าสร้อยของเด็กน้อย หลังจากที่ลนลานทำอะไรไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่งก็เริ่มตั้งสติได้ ชายผมสีอ่อนในคราบพนักงานกินเงินเดือนเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่ปกปิดความตื่นตระหนกได้อย่างมิดชิดเช่นเดียวกับทุกครั้ง

 

เป็นอะไร?’

‘….’ โอคุริคาระในตอนนั้นไม่ตอบอะไร เด็กชายทำเพียงแค่ยื่นผลสอบให้คู่สนทนาเงียบๆ ในขณะที่ฮาเซเบะกวาดตามองข้อมูลในกระดาษ ความกลัวและความรู้สึกผิดในใจเด็กน้อยก็ระเบิดออกมา คำขอโทษพรั่งพรูออกมาจากปากเล็กๆพร้อมๆกับเสียงสะอื้น

ขอโทษครับ ขอโทษ ฮึก ผมขอโทษ’  เจ้าของนัยน์ตาสีทองเอ่ยซ้ำๆอยู่อย่างนั้นจนเฮชิคิริ ฮาเซเบะที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกถึงกับเอ่ยถามกลับไปอย่างไม่เข้าใจ

‘…ขอโทษทำไม?’

ก็คุณอา…อุตส่าห์ตั้งใจสอน…’

ทั้งๆที่ตั้งใจเอาไว้แท้ๆว่าจะไม่ให้ความพยายามของฮาเซเบะต้องสูญเปล่า แต่สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นว่าทุกอย่างกลับไม่เป็นไปตามแผน เด็กชายปล่อยโฮออกมาเสียงดัง ในขณะที่ผู้เป็นอาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ 

‘….เด็กบ้า เรื่องแค่นี้เอง’ ชายหนุ่มผมสีอ่อนย่อตัวลง รวบตัวเด็กชายเข้ามากอดช้าๆ มือข้างหนึ่งเอื้อมไปลูบหัวอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา

คิดมากเกินไปแล้ว ไม่ได้โกรธอะไรซะหน่อย’

ท่าทีของเฮชิคิริ ฮาเซเบะในตอนนั้นหากคนรู้จักคนอื่นๆได้มาเห็นคงตกใจอ้าปากค้าง ถึงแม้จะเป็นคนเคร่งขรึมเจ้าระเบียบและจริงจัง แต่แท้จริงแล้ว ฉากหน้าเหล่านั้นปกปิดความใจอ่อนและความใส่ใจผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอกว่าไว้ได้อย่างแนบเนียน

ไม่โกรธ…จริงๆเหรอ…’ เสียงเล็กๆของโอคุริคาระตัวน้อยเอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจนัก ฮาเซเบะเห็นดังนั้นจึงแสร้งทำเสียงดุเป็นเชิงว่าไม่พอใจ

จะโกรธก็ตรงที่ไม่เชื่อกันนั่นล่ะ’

ช เชื่อ…ผมเชื่อแล้ว!’ เด็กชายผิวเข้มรีบพยักหน้าหงึกๆ ผู้เป็นอาหลุดขำออกมาเบาๆอย่างอดไม่ได้ ในที่สุดเขาก็ปล่อยคนในอ้อมแขนให้เป็นอิสระ กระแอมเล็กน้อยก่อนจะกลายเป็นชายหนุ่มผู้เคร่งขรึมดังเดิม เค้าความอ่อนโยนถูกปกปิดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบอีกครั้ง

เอาล่ะ ไปอาบน้ำได้แล้ว จะได้รีบลงมากินข้าว’

ครับ’ โอคุริคาระขานรับด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริงขึ้น ฮาเซเบะมองตามแผ่นหลังของหลานชาย ชายหนุ่มลอบยิ้มกับตัวเองก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องครัวเพื่อจัดการกับเมนูอาหารง่ายๆสำหรับมื้อเย็นในค่ำคืนนั้น

 

 

โอคุริคาระในช่วงเวลาปัจจุบันยิ้มบางๆให้แผ่นกระดาษยับยู่ยี่ เด็กหนุ่มบรรจงพับแล้วสอดมันไว้ในสมุดไดอารี่เช่นเดิม พร้อมกับที่เสียงเคาะประตูเรียกของผู้เป็นอาดังขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน

 

“คุริคาระ ลงไปกินข้าว”

“ครับ” เด็กหนุ่มขานรับนิ่งๆ เหลือบมองข้าวของในห้องก่อนจะตัดสินใจลงไปหาอะไรใส่ท้องก่อนแล้วค่อยขึ้นมาจัดการต่อให้เรียบร้อย

ผู้เป็นอายืนรออยู่หน้าห้อง เมื่อเปิดประตูออกมาโอคุริคาระก็ถูกอีกฝ่ายไล่สำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า ฮาเซเบะย่นจมูกเล็กน้อย พึมพำออกมาเสียงกระด้าง

“ฝุ่น…”

“….” โอคุริคาระมองเจ้าของนัยน์ตาสีม่วงที่สูงกว่าตนเพียงเล็กน้อย เวลาผ่านไปหลายปี ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมต้องเปลี่ยนแปลง หรือถูกแทนที่ด้วยอะไรบางอย่าง จนถึงตอนนี้ โอคุริคาระก็ยังคงอยากเป็นที่หนึ่ง ความปรารถนาเช่นเดียวกับวัยเด็กยังไม่หายไป เพียงแต่ว่า ที่หนึ่ง‘ ของเด็กหนุ่มนั้นต่างออกไปจาก ที่หนึ่ง’ ที่ตัวเขาสมัยเด็กเคยอยากได้มาเพื่อทำให้ฮาเซเบะภาคภูมิใจ

 

และคราวนี้ การจะได้ที่หนึ่งนั้นลำบากกว่าเดิม เพราะไม่มีคนติวให้แล้ว มีแต่เขาเท่านั้นที่ต้องพยายามด้วยตัวเอง

 

…พยายามที่จะเป็นที่หนึ่งในใจของเฮชิคิริ ฮาเซเบะ…

 

“…ยาก” จู่ๆโอคุนิคาระก็พึมพำออกมาเสียงเบา ฮาเซเบะที่กำลังจะบ่นเรื่องฝุ่นหันไปให้ความสนใจกับคำพูดปริศนาของอีกฝ่าย

“ยาก?” ชายหนุ่มผมแสกทวนคำถาม โอคุริคาระส่ายหน้าไปมาเป็นเชิงว่าไม่มีอะไร คนผิวเข้มเลือกที่จะปิดปากเงียบ แล้วเอ่ยคำพูดนั้นอยู่ในใจ

 

ข้อสอบของคุณ ถ้าไม่ยากเกินไปก็คงจะดี แต่ว่า…

 

ต่อให้มันยาก ผมก็ต้องได้เต็ม’

 

หากผ่านข้อสอบแห่งความรักนี้ไป หากตอบได้ถูกต้อง ในวันใดวันหนึ่ง ตำแหน่ง ที่หนึ่ง’ ที่เด็กหนุ่มม.ปลายต้องการ อาจไม่ใช่เพียงแค่ความฝันอีกต่อไป

 

 

…………….

 

Touken Ranbu AU FanFiction [ Ookurikara x Heshikiri Hasebe ] ‘Always’

หลักๆคงลงไว้ในเด็กดีค่ะ http://writer.dek-d.com/aiihiwatari/writer/view.php?id=1429752 เพราะตั้งใจอยากลงแบบเรื่องยาวๆ(จบในตอน) แต่ก็อยากเก็บในบล็อกด้วย เอาเป็นว่าเลือกเว็บอ่านได้ตามอัธยาศัยเลยค่า จะที่ไหนก็เหมือนกัน

ปล.รูปไม่เกี่ยวกับธีมเรื่องแต่เราชอบรูปนี้มากค่ะฮือออฟฟฟฟฟฟฟ

 

_______________

 

“แต่งตัวไม่เรียบร้อยอีกแล้วนะ คุริคาระ”

ท่ามกลางกลิ่นกาแฟดำและขนมปังปิ้งที่ตลบอบอวลไปทั่วครัว เฮชิคิริ ฮาเซเบะในชุดเครื่องแบบพนักงานออฟฟิศวางหนังสือพิมพ์ลงแล้วลุกจากเก้าอี้แล้วเดินเข้าไปหาหลานชาย ตวัดมองกระดุมที่ติดไม่ครบและชายเสื้อที่โผล่พ้นออกมานอกกางเกง ก่อนจะลงมือจัดการกับสิ่งเหล่านั้นให้เข้าที่เข้าทางตามที่ควรจะเป็น

“ต้องให้ฉันทำให้ทุกเช้าเลยหรือไง”

ถึงแม้ปากจะบ่นอย่างไม่สบอารมณ์ แต่สองมือของคุณอาเจ้าระเบียบก็ยังคงวุ่นวายอยู่กับความเรียบร้อยของเสื้อผ้า โอคุริคาระเหลือบมองอีกคนด้วยสายตาที่ยากจะตีความ…เรียบเฉย ทว่า แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่มักจะเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ

การกระทำที่ตรงกันข้ามของฮาเซเบะเรียกรอยยิ้มบางๆจากเขาได้ทุกครั้ง แม้ว่าชายหนุ่มผู้มีอายุมากกว่าจะพยายามทำตัวเคร่งขรึมดุดันจนเป็นที่หวั่นเกรงของเพื่อนร่วมงาน แต่มีเพียงโอคุริคาระเท่านั้นที่รับรู้อีกด้าน รับรู้ถึงความอบอุ่นอ่อนโยนที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าที่จริงจังตลอดเวลา

เด็กหนุ่มม.ปลายลอบสูดกลิ่นหอมจางๆจากเชิ้ตขาวแขนยาวของผู้เป็นอา โอคุริคาระชอบกลิ่นนั้น ถึงแม้จะใช้ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มนี่ห้อเดียวกัน แต่ในความรู้สึกของคนผิวเข้ม กลิ่นเสื้อผ้าของฮาเซเบะหอมกว่ากลิ่นเครื่องแบบนักเรียนเป็นไหนๆ

“หัดดูแลตัวเองซะบ้าง ฉันไม่ได้อยู่ดูแลนายไปได้ตลอดทั้งชีวิตหรอกนะ” เจ้าของนัยน์ตาสีม่วงเอ่ยขณะใช้มือปัดๆฝุ่นออกจากชุดนักเรียนเบาๆ โอคุริคาระหยุดยิ้ม หลังจากที่เงียบมานาน ในที่สุดเด็กหนุ่มม.ปลายก็เอ่ยคำพูดออกมาเบาๆ

“ถ้าอย่างนั้นก็อยู่ด้วยกันไปตลอด…ไม่ได้เหรอ?”

เฮชิคิริ ฮาเซเบะหยุดมือที่กำลังช่วยหลายชายแต่งตัว ตั้งใจว่าจะหยอกล้ออีกฝ่ายว่าคิดจะให้เขาทำงานเลี้ยงดูไปตลอดชีวิตเลยหรือไง แต่คำพูดต่อจากนั้นของโอคุริคาระกลับทำให้เขานิ่งขรึม

“ผมจะทำงานเลี้ยงคุณเอง เพราะอย่างนั้น…อยู่ด้วยกันเถอะนะ…”

“….”

“…ทำเป็นพูดดี” ในที่สุดฮาเซเบะก็ควานหาเสียงของตัวเองจนเจอแล้วเอ่ยตอบอีกฝ่ายกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เช่นเดียวกับทุกครั้ง ถึงแม้ว่าจะทำทีเป็นไม่ใส่ใจ แต่ข้างในหัวของชายหนุ่มวัยสามสิบกว่าๆกำลังปั่นป่วน ทั้งดีใจ…และสับสน…

สำหรับฮาเซเบะแล้ว ชายหนุ่มคิดมาตลอดตั้งแต่รับโอคุริคาระมาเลี้ยง คิดมาตลอดว่า สักวันหนึ่งเมื่อโตเต็มที่ โอคุริคาระก็ต้องตีตัวห่าง แยกย้ายไปสร้างครอบครัว สร้างบ้านที่เป็นของตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเขาอีก และเพราะอย่างนั้นถึงได้ทำทุกอย่างเพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อถึงวันที่โอคุริคาระต้องเผชิญโลกด้วยตัวเองโดยที่ไม่มีเขาดูแล เด็กคนนั้นจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

ฮาเซเบะไม่คิดว่าตัวเองจะมีชีวิตยืนยาวจนสามารถให้ความช่วยเหลือโอคุริคาระได้ในทุกช่วงชีวิตของอีกฝ่าย ตัวเขาที่แก่ตัวลงทุกวันกับการโหมทำงานอย่างบ้าระห่ำที่ทำลายสุขภาพ ฮาเซเบะนึกไม่ออกเลยว่า ในวันที่โอคุริคาระสร้างครอบครัว ไม่แน่ใจว่าตัวเขาจะยังมีชีวิตอยู่ได้เห็นครอบครัวของอีกฝ่ายหรือเปล่า

แต่ถ้าอีกฝ่ายมีครอบครัว ไม่ว่าเขาจะอยู่หรือจะตาย อย่างไรเสียโอคุริคาระก็ไม่เหงาอยู่ดี

โอคุริคาระมองฮาเซเบะที่จมอยู่ในห้วงความคิด เด็กหนุ่มรู้สึกอึดอัดกับความเงียบของอีกฝ่าย ความรู้สึกหวาดระแวงเริ่มเกาะกินจิตใจ ดังนั้นคนผิวเข้มจึงเอ่ยคำถามเดิมซ้ำย้ำอีกครั้ง

“ไม่ได้เหรอ…?”

เมื่อได้สติ ผู้เป็นอาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ยักไหล่เป็นเชิงว่า ‘อยากทำอะไรก็ตามใจ’ ก่อนจะรีบไล่อีกฝ่ายให้ไปทานอาหารเช้าที่เริ่มจะเย็นชืด

“ถ้ายังไม่เบื่อหน้ากัน จะอยู่นานแค่ไหนก็อยู่ไป”

โอคุริคาระพยักหน้าหงึกๆ นัยน์ตาสีทองสวยปรากฏแววความยินดีอยู่ในนั้น ฮาเซเบะยกกาแฟขึ้นจิบช้าๆ เอือมระอากับท่าทีของหลานชายที่ดีใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ลึกๆแล้วในใจของฮาเซเบะยังคงไม่เชื่อคำพูดของโอคุริคาระในเวลานี้ ชายหนุ่มสรุปกับตัวเองว่า เป็นเพราะอีกฝ่ายยังเด็ก จึงได้พูดอะไรเหลวใหลตามใจตัวเอง เรื่องมันก็เท่านั้น

แต่ว่า…นั่นมันก็เป็นเรื่องของอนาคต สิ่งที่ควรสนใจในตอนนี้คือเรื่องราวในปัจจุบันต่างหาก

ฮาเซเบะตรวจดูเอกสารในกระเป๋าทำงานอีกครั้ง เขายกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา ประจวบหมวบเหมาะกับที่โอคุริคาระจัดการกับขนมปังในจานเสร็จเรียบร้อยพอดี

“ได้เวลาแล้ว” ฮาเซเบะหันไปสำรวจความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินนำหน้าโอคุริคาระออกจากบ้าน ทิ้งจานชามไว้บนโต๊ะไม้ตามความเคยชิน เพราะอีกไม่นาน แม่บ้านที่เขาจ้างไว้ก็จะมาทำความสะอาดสิ่งเหล่านั้นและดูแลความสะอาดของบ้านหลังนี้เช่นเคย

โอคุริคาระที่ถือกระเป๋านักเรียนเดินตามหลังมาเร่งเดินจนทันผู้เป็นอา ในขณะที่เดินอยู่เคียงข้างกัน เด็กหนุ่มผิวเข้มหันไปเอ่ยคำพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

 

“อย่าทิ้งผมไปไหนนะ…”

 

ฮาเซเบะนึกขำอยู่ในใจ มือที่ผ่านการทำงานเอกสารมาอย่างหนักหน่วงเอื้อมไปขยี้หัวอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรีบชักมือกลับ สีหน้าอ่อนโยนกลับกลายเป็นเคร่งขรึมเช่นทุกครั้งเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างที่ไม่กล้าเอ่ยออกมา

 

‘ฝ่ายที่ต้องขอร้อง…คือฉันคนนี้ต่างหากล่ะ’

 

……….