Osomatsu-San AU FanFiction [ Atsushi x Tougou ] ‘Doctor’

AU อัตสึโทโกว

‘Doctor’

……

ในเมืองแห่งนี้ไม่มีที่ไหนไม่อันตราย

เมืองแห่งอาชญากรรมที่มากไปด้วยคนถ่อย นักเลง หัวขโมย โจร ฆาตกร รวมไปถึงกลุ่มผู้มีอิทธิพลในวงการมืดอย่างมาเฟีย เรียกได้ว่าเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยการทำลายล้างอย่างแท้จริง

ทว่า ณ ที่แห่งนั้นเองก็มีสถานที่รักษาคนเจ็บเช่นเดียวกัน

ชายวัยกลางคนในชุดเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดบิดขี้เกียจไปมาขณะนั่งอยู่หน้าเคานท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ภายในคลินิกเล็กๆที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองอบอวลไปด้วยกลิ่นยาฆ่าเชื้อเช่นเคย หนังสือพิมพ์และนิตยสารที่ใช้อ่านยามว่างวางระเกะระอยู่ข้างตัว

วันนี้เองก็เป็นอีกวันที่เมืองแห่งนี้สงบสุขผิดปกติตั้งแต่วันที่ได้ข่าวคราวการมาเยือนของแก๊งมาเฟียแก๊งใหม่ ถึงแม้ว่าในเมืองจะมีคลินิกนอกกฎหมายที่รับรักษาพวกคนนอกกฎหมายอยู่ค่อนข้างทั่วถึงแต่ทว่าหมอที่เชี่ยวชาญการรักษาทุกด้านอย่างเขามีอยู่น้อยมาก โดยปกติแล้วเขาคนนี้จึงนับว่าเป็นคุณหมอที่เนื้อหอมมากทีเดียว ไม่ใช่คนที่นั่งว่างๆรอลูกค้าอยู่หน้าเคานท์เตอร์เช่นนี้

“น่าเบื่อเกินไปแล้ว วันนี้ไม่ฆ่ากันหน่อยรึไง” พนักงานคนเดียวในคลินิก หรือก็คือคนคนเดียวกับเจ้าของคลินิกแห่งนี้บ่นอย่างหงุดหงิดใจ เครื่องปรับอากาศคร่ำครึที่กำลังทำงานไปตามหน้าที่ส่งเสียงตอบรับดังผิดปกติ ชายวัยกลางคนเงยหน้ามองมันอย่างชั่งใจ ถึงแม้ว่าจะอยากเก็บเงินไว้แต่ความเงียบก็เป็นเรื่องสำคัญ ในเมื่องบเรื่องพนักงานยังเหลือเฟือเพราะไม่ได้เอาไปจ้างใคร เอาไปเปลี่ยนเป็นเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่สักเครื่องก็พอจะยอมรับได้อยู่

“ไม่สิ ถ้าซ่อมก็คงพอไปไหวมั้ง…” ในขณะที่ชายชุดกาวน์ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินวนไปมาอย่างลังเลใจ เสียงเครื่องยนต์ที่ดังขึ้นหน้าคลินิกเรียกความสนใจจากเขาได้เป็นอย่างดี ปกติแล้วไม่มีความจำเป็นที่เจ้าของคลินิกชื่อดังอย่างเขาจะต้องเดินออกไปต้อนรับคนไข้หรือลูกค้าด้วยตัวเอง มันเป็นหน้าที่ของอีกฝ่ายต่างหากที่ต้องเดินเข้ามาข้างในเอง แต่คราวนี้เพราะว่างจัดและยังตัดสินใจไม่ถูกเรื่องเครื่องปรับอากาศ สองขายาวจึงก้าวเดินผ่านประตูอัตโนมัติไปหารถยุโรปคันหรูโดยหวังอยู่ในใจว่าสมองจะโล่งและเลือกทางออกที่ดีที่สุดได้หลังจากที่ทำงานใหม่เสร็จ

ประตูรถด้านคนขับเปิดออกก่อนที่คนขับรถจะก้าวขาลงมาจากรถแล้วเอ่ยถามเสียงดัง

“แกคือโทโกวใช่มั้ย?”

“อ่านป้ายนั่นไม่ออกรึไง” เจ้าของคลินิก หรือก็คือโทโกวยักคิ้วกวนขณะเดียวกันก็ชี้นิ้วขึ้นไปยังแผ่นป้ายเรียบๆซึ่งประดับอยู่ที่ตัวอาคาร ตัวอักษรสีดำวางเรียงกันอยู่บนนั้นอ่านได้ใจความว่า ‘โทโกวคลินิก’

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ผิดคน” คนขับรถในสูทราคาถูกแสยะยิ้มก่อนจะยกปืนขึ้นจ่อหัวชายเสื้อกาวน์เป็นเชิงขู่

“เปิดประตูแล้วเข้าไปในรถซะ เร็ว!!”

โทโกวเลิกคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้โวยวายอะไร คนเป็นหมอทำตามคำสั่งของอีกฝ่ายโดยที่มีปืนจ่ออยู่ไม่ห่างตัว เมื่อเปิดประตูเข้าไปนั่งบนรถ สิ่งแรกที่โทโกวเห็นคือภาพของชายหนุ่มผมดำคนหนึ่งพร้อมกับกระบอกปืนในมือที่หันมาทางเขา รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลานั้นงดงามและสุภาพที่สุดในบรรดาคนที่โทโกวเคยพบมา

“ไม่ต้องกลัวนะครับโทโกวซัง ผมไม่ทำอะไรคุณหรอก”

“ฉันควรจะเชื่อคำพูดของเธอ หรือว่าบาเร็ตต้าของเธอดีล่ะพ่อหนุ่ม” ชายวัยกลางคนตอบกลับไปอย่างไม่สะทกสะท้าน ประสบการณ์การคลุกคลีกับพวกมาเฟียสอนให้เขาไม่เคยกลัวใคร และไม่ควรกลัวใคร เพราะสุดท้ายแล้วความสามารถที่โดดเด่นจะช่วยให้เขาถือไพ่เหนือกว่าทุกๆคนที่อาศัยอยู่ในเมืองที่มีแต่การทำลายล้างแห่งนี้

ยิ่งมีคนเจ็บ ยิ่งมีการยกพวกตีกันเป็นประจำ บุคลากรทางการแพทย์ในเมืองนี้ก็ยิ่งเปรียบเสมือนพระเจ้า การรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญที่ตำรวจและกฎหมายไม่สามารถยื่นมือมายุ่งด้วยได้นั้นเป็นราวกับสมบัติทรงคุณค่าที่ต้องรักษาไว้เพื่อผลประโยชน์ในระยะยาว และนั่นหมายถึงลู่ทางการหาเงินที่ได้มากกว่าการอยู่ในกฎหมายหลายสิบเท่า โทโกวที่เล็งเห็นถึงรายได้มหาศาลจึงละทิ้งเส้นทางสุจริต เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมอาชีพคนอื่นๆที่มีไม่มากนักในเมืองแห่งนี้

“อืม เป็นคนที่น่าสนใจจริงๆด้วย ชักจะอยากได้ซะแล้วสิ” ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆเก็บบาเร็ตต้าลงแล้วยักยิ้มพึงพอใจขณะที่ใช้สายตาไล่มองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับกำลังประเมินราคาสินค้าหายาก โทโกวหัวเราะออกมาเสียงดัง สุดท้ายจุดประสงค์ของอีกฝ่ายก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่เขาเดาไว้ไม่ผิด

“ดูท่าว่าเธอคงจะเป็นแก๊งที่เพิ่งมาใหม่สินะ เอาล่ะเด็กใหม่ ฟังให้ดีนะ หมอๆในเมืองนี้น่ะ ถ้าไม่มีใครอยากฆ่าตัวตายก็ไม่มีวันยอมเข้ากับแก๊งไหนหรอก” ชายวัยกลางคนเอ่ยออกไปตามความจริง ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยถูกว่าจ้างให้ไปเข้ากับแก๊งไหนเสียหน่อย คนฝีมือดีใครๆก็ต้องการเก็บไว้ใกล้ๆตัวทั้งนั้น ทว่า การเข้ากับแก๊งใดแก๊งหนึ่งนั้นก็หมายความว่าต้องกลายเป็นลูกน้องของแก๊งนั้นไปโดยปริยาย กลายเป็นศัตรูของทุกแก๊งอย่างเต็มตัว ไม่ใช่ ‘หมอ’ ที่เป็นคนกลางและไม่ถือหางฝ่ายใดอีกต่อไป ถ้าหากเป็นแบบนั้น ไม่แน่ว่าสักวันอาจจะถูกลอบฆ่าก็เป็นได้

แน่นอนว่าเมื่อถูกรบเร้า ข่มขู่ หรือขอร้องอย่างสุภาพเข้าหลายครั้ง โทโกวย่อมมีวิธีจัดการกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่จะงัดวิธีที่ว่าขึ้นมาใช้หรือเปล่าก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์อีกที

“ผมต้องการโทโกวซังครับ แน่นอนว่าถ้าผมอยากได้อะไร ผมก็ต้องได้ตามที่ผมต้องการ นี่ล่ะคติประจำตัวของผม”

“เป็นคติที่ดีนะ” ชายวัยกลางคนเอ่ยชมก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่งราวกับกำลังใช้ความคิด มาเฟียหนุ่มยิ้มบางๆ เสียงเข็มนาฬิกาบนข้อมือของทั้งคู่ยังคงดังอยู่ต่อเนื่อง ในที่สุดคนยื่นข้อเสนอก็เอ่ยถามออกมาว่า

“คำตอบล่ะครับ”

“ค่าตอบแทนล่ะ” โทโกวถามหยั่งเชิง

“คุณเคยได้มากที่สุดเท่าไหร่ในการรักษาครั้งนึง ผมจะให้เงินเดือนประจำมากกว่านั้น5เท่า” มาเฟียหนุ่มตอบพร้อมรอยยิ้ม

“รวยมาจากไหนกัน 5เท่างั้นเหรอ มากสุดของฉันตั้ง50ล้านเยนเชียวนะ” คนเป็นหมอกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ สะกดอาการตาลุกวาวเอาไว้ในใจ

“น่าสนใจใช่มั้ยล่ะครับ ตัดสินใจได้ไม่ยากเลยนี่นา”

“น่าสนใจ…. แต่เสียใจด้วย ป่านนี้สัญญาณฉุกเฉินคงส่งไปถึงบอสใหญ่ของแต่ละแก๊งแล้วล่ะ” โทโกวว่าพลางหยิบโทรศัพท์ปุ่มกดตกยุคขึ้นมาโชว์

ดังที่เคยกล่าวไปแล้ว โทโกวมีวิธีจัดการกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่จะงัดวิธีที่ว่าขึ้นมาใช้หรือเปล่านั้นก็ขึ้นอยู่กับการประเมินเหตุการณ์และข้อเสนอต่างๆอย่างถี่ถ้วน และผลสรุปก็มักจะเป็นเหมือนกันทุกครั้ง

เพราะไม่เชื่อใจใคร ถึงแม้อีกฝ่ายจะพยายามปกป้องตนในฐานะทรัพยากรอันทรงคุณค่าขององค์กรแต่โทโกวไม่เชื่อว่าจะมีใครปกป้องเขาได้จริงๆ ดังนั้นจึงไม่คิดจะเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงด้วย ชายผู้นี้ชื่นชอบเงินก็จริง แต่ชีวิตที่ได้ใช้เงินและมีเงินให้ใช้อย่างปลอดภัยนั้นมีค่าจนไม่สามารถแลกด้วยอะไรได้

มาเฟียหนุ่มเหลือบมองโทรศัพท์ตกยุคในขณะที่ชายวัยกลางคนแสยะยิ้ม แท้จริงแล้ววิธีการของโทโกวนั้นง่ายมาก เพียงแค่อาศัยทีเผลอ อย่างเช่นเมื่อครู่ที่จงใจหัวเราะเสียงดังเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของคู่สนทนาโดยที่มือข้างหนึ่งแอบกดสัญญาณขอความช่วยเหลือ

หมอส่วนใหญ่มักจ้างบอดี้การ์ดมาคุ้มกัน แต่เพราะเปลืองเงินและเป็นวิธีที่ค่อนข้างเสี่ยง โทโกวจึงใช้วิธีต่อรองกับหัวหน้าแก๊งใหญ่ๆหลายๆแก๊ง ใช้อำนาจของแต่ละแก๊งคานอำนาจกัน หากแก๊งAจะดึงตัวไปก็แค่แอบกดสัญญาณฉุกเฉิน ไม่นานนักแก๊งB C D ก็จะบุกมา หากถ่วงเวลาได้นานพอก็จะรอดชีวิต

ไม่มีใครต้องการให้ศัตรูได้ของดีๆไปอย่างแน่นอน โทโกวอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยสงครามและความเกลียดชังนานพอสมควร ไม่แปลกนักที่จะเข้าใจความรู้สึกเช่นนี้ดี สรุปก็คือแค่เบี่ยงเบนความสนใจ กดปุ่มโทรออกย้ำๆสิบครั้ง แล้วก็ถ่วงเวลารอความช่วยเหลือ วิธีง่ายๆไม่ซับซ้อนเช่นนี้ช่วยชีวิตโทโกวมาได้หลายครั้งแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้นคราวนี้กลับเงียบสนิท นับจากที่เริ่มกดสัญญาณหลังจากที่หัวเราะก็ปาไปสิบนาทีกว่าๆแล้ว โดยปกติแก๊งที่ตั้งอยู่ใกล้ที่สุดน่าจะมาถึงตั้งแต่เมื่อหลายนาทีก่อน เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่โทโกวหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่จะรีบเก็บอาการแทบจะในทันที ในใจนึกถึงเครื่องปรับอากาศที่ส่งเสียงครวญครางอยู่ในคลินิก เจ้าเครื่องปรับอากาศเสียน่ะเขาไม่แปลกใจเท่าไหร่เพราะนานๆทีจะได้เช็คสภาพ แต่โทรศัพท์ของเขาเพิ่งตรวจสอบไปเมื่อไม่กี่วันที่แล้วเอง จะทำงานผิดพลาดได้อย่างไรกัน

อุณหภูมิในรถยุโรปนั้นเย็นเฉียบแต่ร่างกายของโทโกวเริ่มมีเหงื่อซึมประปราย ชายวัยกลางคนมองหน้าจอเล็กๆที่ยังคงแสดงผลให้เห็นว่าเครื่องมือยังทำงานตามปกติ เพียงเสี้ยววินาทีสมองก็สามารถคาดเดาเหตุการณ์ทั้งหมดได้ในที่สุด

ที่มีปัญหาไม่ใช่อุปกรณ์ แต่เป็นผู้รับที่อยู่ปลายทาง….

“นี่แก…เก็บเจ้าพวกนั้นไปหมดแล้วงั้นเหรอ?!”

มาเฟียหนุ่มยักยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของอีกฝ่าย โทโกวพลันนึกถึงวันว่างๆในช่วงสองสามวันนี้ของตนแล้วก็เข้าใจในทันที

“นี่แก….เก็บไปทั้งเมืองแล้วใช่มั้ย….”

ไม่ใช่เพราะว่าจู่ๆชาวเมืองป่าเถื่อนก็ใฝ่สันติกันขึ้นมากะทันหัน แต่เป็นเพราะถูกฆ่าก่อนที่จะได้ลากสังขารมาหาหมอต่างหาก…

“อา เพราะอย่างนั้นถึงไม่มีใครมาช่วยโทโกวซังได้แล้วยังไงล่ะครับ” มาเฟียหนุ่มเอ่ยยิ้มๆ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้โทโกวที่ผงะถอยหลังไปเล็กน้อย

“ว่ายังไงล่ะ ต่อให้เข้าแก๊งผมก็ไม่มีศัตรูที่ไหนมาตามรังควานหรอกนะ เพราะจัดการไปหมดแล้วนี่นา แถมเงินก็ดีด้วย ไม่สนใจจริงๆเหรอครับ?”

“อึก…” โทโกวกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ เจ้าหนุ่มมาเฟียคนนี้ร้ายกาจเกินไปแล้ว อยู่กับหมอนี่อันตรายเกินไป… แต่ถ้าไม่รีบตัดสินใจตอนนี้จะอันตรายกว่า หากปฏิเสธคงไม่พ้นโดนบาเร็ตต้าฝังกระสุนใส่แน่ๆ ที่สำคัญ ข้อเสนอที่มาพร้อมกับความปลอดภัยและค่าตอบแทนเป็นร้อยล้านนั่นก็ไม่เลวเลยไม่ใช่หรือไง

สถานการณ์เปลี่ยน ความคิดคนย่อมเปลี่ยนตาม ชายวัยกลางคนถอนหายใจก่อนจะเอ่ยตอบอย่างยอมจำนน

“ตกลง”

“ต้องอย่างนั้นสิ ผมรู้อยู่แล้วล่ะว่าโทโกวซังน่ะเป็นคนฉลาด” หนุ่มมาเฟียวางมือแปะลงบนบ่าของคู่สนทนา รอยยิ้มสุภาพที่แฝงไปด้วยความอันตรายยังคงไม่จางหายไปจากใบหน้าหล่อเหลา

“จากนี้ไปก็ฝากตัวด้วย… อ้อ ยังไม่ได้แนะนำตัวอย่างเป็นทางการเลยสินะ อัตสึชิครับ”

โทโกวเออออตามอีกฝ่ายไปอย่างจำยอม ถึงแม้จะไม่ชอบการก้มหัวใครเท่าไหร่ แต่ผลตอบแทนที่ดีก็ช่วยคลายความอึดอัดใจลงได้บ้าง คนเป็นหมอจำชื่อของมาเฟียหนุ่มคนนี้ไว้ในใจก่อนจะหันไปมองคลินิกที่ตนเป็นเจ้าของ เอ่ยคำถามออกมาด้วยน้ำเสียงปกติ

“เสร็จธุระแล้ว ฉันลงจากรถได้หรือยัง”

“ไม่ได้ครับ เพราะคุณไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่แล้ว โทโกวซังต้องกลับไปกับผม ส่วนเสื้อผ้ากับเครื่องมือผมจะให้ลูกน้องมาขนไปทีหลัง”

“เพื่อ?” ชายวัยกลางคนยักคิ้วกวน แต่หลังจากที่แผลงฤทธิ์ได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องยอมแพ้เมื่อปืนบาเร็ตต้าที่ถูกเก็บไปในคราวแรกถูกนำกลับมาใช้ข่มขู่เขาอีกครั้ง

“คำสั่งครับ” อัตสึชิตอบนิ่มๆ โทโกวส่งเสียง ‘เฮอะ!’ ก่อนจะเอามือกอดอกอย่างหงุดหงิด ชายวัยกลางคนกัดฟันกรอด เพราะอย่างนี้การมีเจ้านายถึงได้เป็นเรื่องน่ารำคาญสำหรับคนรักอิสระอย่างเขาเสมอ

อัตสึชิเคาะกระจกรถเบาๆ คนขับรถที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างนอกกลับขึ้นมาบนรถอีกครั้ง รถยุโรปคันหรูเตรียมแล่นออกจากที่อย่างนิ่มนวล แต่ก็ถูกขัดด้วยเสียงของโทโกวเสียก่อน

“ไปปิดแอร์ในคลินิกให้ฉันด้วย” ไม่ใช่คำคำขอร้อง แต่เป็นคำสั่ง คนขับรถกำลังจะตวาดใส่ว่าเขาไม่รับคำสั่งใครนอกจากผู้เป็นนาย แต่อัตสึชิยกมือห้ามไว้ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างอารมณ์ดี

“เข้าไปปิดแอร์ในนั้นให้หน่อยครับ”

เมื่อเป็นคำสั่งที่ได้มาจากบอสใหญ่ คนขับรถยอมก้มหน้ารับคำสั่งแล้วเดินลงจากรถแต่โดยดี โทโกวเหลือบมองป้ายชื่อคลินิกแล้วพึมพำออกมาเบาๆ

“ก่อนที่เธอจะมาแอร์มันส่งเสียงแปลกๆด้วยล่ะ ตอนนั้นฉันกำลังคิดอยู่เลยว่าจะเอายังไงกับมันดี จะซื้อใหม่หรือจะซ่อม แต่ตอนนี้คงไม่ต้องเลือกแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นก็ควรจะขอบคุณผมนะที่ทำให้โทโกวซังไม่ต้องตัดสินใจอะไรยากๆ” อัตสึชิว่าพลางเก็บปืนลงข้างตัว ในขณะที่โทโกวเอนหลังพิงเบาะนิ่มอย่างเหนื่อยอ่อนเนื่องจากไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามแผนเช่นนี้มานานแล้วจึงรู้สึกล้าเป็นพิเศษ

“นั่นเป็นข้อดีข้อแรกที่ฉันคิดออกหลังจากที่ตอบตกลง” ชายสวมกาวน์เอ่ยขำๆ อัตสึชิยิ้มบางๆอย่างอารมณ์ดี

“ส่วนข้อดีของการที่จะได้โทโกวซังมาอยู่ด้วยกันน่ะ ผมคิดได้เยอะเลยล่ะครับ”

“หา?”

มาเฟียหนุ่มไม่อธิบายคำพูดของตนเพิ่มเติม หลังจากที่คนขับรถเริ่มบังคับให้รถแล่นออกจากบริเวณหน้าคลินิกอย่างนุ่มนวลอัตสึชิก็เอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตลอดทาง ภาพของชายวัยสามสิบปีปรากฏขึ้นมาในหัว เมื่อสิบปีที่แล้ว คนคนนั้นจ้องมองตนในวัยสิบขวบอย่างลังเล ทำหน้าเคร่งเครียดราวกับว่ากำลังตัดสินใจเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก่อนจะมองกล่องปฐมพยาบาลในมือสลับกับมองแผลถลอกที่บริเวณหัวเข่าของเด็กชายที่มีชื่อว่าอัตสึชิ

‘ให้ตายสิ… ช่วยไม่ได้ บังเอิญเพิ่งซื้อไอ้นี่มาใหม่ด้วยสินะ ถือว่าลองคุณภาพของก็แล้วกัน’ ชายคนนั้นบ่นงึมงำก่อนจะคว้ามือของตนในวัยเด็กที่หลงทางกับผู้ปกครอง กึ่งลากกึ่งจูงพาเดินไปยังม้านั่งในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง พอบังคับให้นั่งเรียบร้อยแล้วก็ลงมือทำแผลให้อย่างเบามือ อัตสึชิในวัยเด็กจ้องมองสีหน้าของอีกฝ่าย ในใจนึกสนใจผู้ใหญ่ตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก

‘เอ้า เรียบร้อยแล้ว ปกติแล้วฉันน่ะเกลียดเด็กจะตาย แต่เห็นว่าเธอดูท่าทางจะรวยหรอกนะเลยยอมช่วยน่ะ ขอเก็บค่ารักษาสองร้อยห้าสิบล้านเยนก็แล้วกัน ไปบอกพ่อแม่เธอด้วย’ เขาเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้ตัวอัตสึชิวัยเด็กมองตามแผ่นหลังนั้นไป ดวงตากลมโตเปล่งประกายระยิบระยับราวกับพบเจอของเล่นถูกใจชิ้นใหม่

ผู้ใหญ่คนนี้….ช่างแตกต่างจากผู้ใหญ่ที่ตนเคยพบเจอมาก่อน….

โทโกวไม่ได้ตั้งใจจะเก็บเงินจริง ก็แค่พูดเล่นๆไปตามเรื่องตามราวเพื่อรักษามาดเท่านั้น อัตสึชิในช่วงเวลาปัจจุบันยิ้มบางๆ

แผลถลอกในอดีตนั้นพ่อแม่เขาไม่สนใจและไม่เคยสังเกตเห็นเสียด้วยซ้ำ…

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ความสงสาร สมเพช ใช้เขาเป็นหนูทดลอง หรือเป็นสัญชาตญาณของหมอที่เห็นแผลแล้วต้องลงมือทำอะไรซักอย่าง แต่สรุปก็คือ โทโกวซังที่ทำแผลให้อย่างไม่สบอารมณ์นั้นกลับทำให้มาเฟียหนุ่มตามหาตัวชายในความทรงจำแทบพลิกแผ่นดิน ตามหามาเรื่อยๆจนกระทั่งรู้เรื่องเมืองป่าเถื่อนแห่งนี้ และได้เห็นรูปของชายวัยกลางคนที่เป็นเจ้าของคลินิกชื่อดัง ชายที่มีชื่อว่าโทโกว….

“ข้อดีของการที่จะได้โทโกวซังมาอยู่ด้วยกันน่ะ คิดได้เยอะเลยล่ะครับ”

จู่ๆอัตสึชิก็พูดประโยคเดิมซ้ำอีกครั้งหลังจากที่เงียบไปนาน โทโกวที่กำลังสะลึมสะลือใกล้จะเคลิ้มหลับไปลืมตาขึ้นมางงๆ

“อะ…อะไรล่ะ?”

“ฮึๆ” อัตสึชิหัวเราะเบาๆ พร้อมๆกับเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีส้ม

“ถ้ามีโทโกวซังอยู่ด้วยล่ะก็ ทุกๆวันของผมจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไปแล้วล่ะครับ”

………..

Advertisements

Dàomù bǐjì AU FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x เซี่ยจื่อหยาง ] ‘ผมและยมทูตของผม’

AU เฮยหย่าง

‘ผมและยมทูตของผม’

………

ผมเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติ

ความจริงแล้วถ้าคุณเป็นผม คุณก็ต้องเชื่อ แต่ตราบใดที่คุณไม่ใช่ผม คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อผมก็ได้

ผมมองเห็นยมทูตประจำตัวของตัวเองเมื่ออายุได้ประมาณ10ปี

มนุษย์ทุกคน ทันทีที่เกิดมาจะมียมทูตประจำตัว หน้าที่ของเขาหรือเธอคือการเฝ้าดู ติดตาม และนำทางวิญญาณของอดีตมนุษย์ไปพิพากษาที่ยมโลก เมื่อวิญญาณถูกพิพากษากรรมดีกรรมชั่วเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจึงได้รับอนุญาตให้ไปเกิด โดยทั้งมนุษย์และยมทูตจะถูกลบความทรงจำทิ้งตามกฎแห่งสวรรค์

เฮยเสียจื่อ…ยมทูตของผมเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังในขณะที่ผมยังเป็นเพียงแค่เด็กประถมคนหนึ่ง ยมทูตของผมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำสนิท สูงเฉียด190เซนติเมตร นอกจากเสื้อผ้าที่มีสีเดียวกับเรือนผมแล้ว เขายังสวมแว่นกันแดดสีดำปิดบังนัยน์ตาทั้งสองข้างอีกด้วย

ผมรู้จักเฮยเสียจื่อมาได้20ปีแล้ว เขาเดินตามผมต้อยๆมาตลอดจนถึงตอนนี้ ถึงแม้ผมจะอายุ30แล้ว แต่เขาก็ยังคอยชวนผมคุย ให้คำแนะนำ สอนเรื่องต่างๆให้ผมอยู่เสมอ ในอดีต ผมคุยกับเหล่าอู๋เพื่อนสนิทในช่วงกลางวัน แต่เมื่อถึงเวลานอน ผมบ่นนู่นนี่นั่นใส่เฮยเสียจื่อจนเหนื่อยแล้วจึงผล็อยหลับไป

สำหรับผมแล้ว เขาเป็นมากกว่ายมทูตประจำตัว เป็นคนสำคัญที่นึกไม่ออกเลยว่าถ้าหากต้องลาจากกัน ผมจะรู้สึกเศร้าขนาดไหน

แต่ก็โชคไม่ดีเลย ที่เวลานั้นมาถึงเร็วกว่าที่คิด

รู้ตัวอีกที ผมก็กลายเป็นวิญญาณไปแล้ว และเฮยเสียจื่อที่เป็นยมทูตกำลังยื่นมือให้ผมจับ ผมสังเกตมือของอีกฝ่าย มันกำลังสั่นเทาเช่นเดียวกับมือของผม

“ไปกันเถอะ จื่อหยาง” ยมทูตหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริงที่แฝงไปด้วยความเหงา ผมเอื้อมมือไปหาเขา และนั่นเป็นครั้งแรกที่มือของพวกเราสัมผัสกัน

แต่ผมกลับไม่รู้สึกดีใจเลยแม้แต่น้อย

เวลาแห่งการจากลามาถึงเร็วกว่าที่คิดเสียอีก

แม้แต่ยมทูตเองก็ไม่สามารถรู้อายุขัยของมนุษย์ ด้วยเหตุนั้นจึงจำเป็นต้องเฝ้ามองและเฝ้าคอยวันเวลาแห่งความตาย เพื่อเตรียมพร้อมทำหน้าที่สุดท้ายอยู่ตลอดเวลา

เพื่อป้องกันการแทรกแซงทุกรูปแบบ อายุขัยของมนุษย์จึงถูกเก็บเป็นความลับ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้

แต่ก็นึกไม่ถึงเลยว่าผมจะจากโลกนี้ไปเร็วกว่าที่คิด

“ขอโทษนะ”

ระหว่างที่เดินจับมือกัน เฮยเสียจื่อพึมพำคำขอโทษเสียงเบา

“ถ้าผมไม่ทำตัวเอาแต่ใจ ถ้าใจแข็งกว่านี้อีกนิดล่ะก็ ทั้งผมทั้งจื่อหยางก็คงไม่ต้องเจ็บปวดถึงขนาดนี้…”

ผมหลับตาลง ถอดแว่นตาออกแล้วยกมือแตะที่บริเวณเปลือกตาอย่างแผ่วเบา “ช่าง…ช่างมันเถอะน่า”

เพราะดวงตาคู่นี้…ความสัมพันธ์ของเซี่ยจื่อหยางกับเฮยเสียจื่อจึงได้ถูกสร้างขึ้น ดวงตาที่เฮยเสียจื่อมอบให้ทำให้ผมมองเห็นเขา และสามารถสื่อสารกับเขาได้ ในขณะที่โลกของเฮยเสียจื่อเริ่มพร่ามัว เขาจึงต้องสวมแว่นกันแดดนั่นไว้ ยมทูตเองก็มีวันที่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ปกป้องดวงตาที่อ่อนแอจากกระแสอากาศบนโลกมนุษย์เช่นกัน

“เพราะว่าเหงา…ก็เลยยัดเยียดดวงตาให้กับจื่อหยาง ขอโทษนะที่ทำอะไรตามอารมณ์”

“พูด…พูดบ้าๆ เพราะนายทำอย่างนี้ไม่ใช่เหรอ พวกเราถึงได้รู้จักกัน”

ผมบีบมือเฮยเสียจื่อแน่น เงยหน้าจ้องมองใบหน้าของอีกฝ่ายด้วยสีหน้าจริงจัง

“จะ…จะบอกว่าพวกเราไม่ควรรู้จักกันงั้นเหรอ ฉัน…ฉันไม่ยอมหรอกนะ” เสียงของผมสั่นเครือ คนสวมแว่นกันแดดนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะหลุดขำออกมาเบาๆ

“ข ขำ…ขำอะไรของนาย!” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด กว่าผมจะยอมใจกล้าง้างปากพูดความจริงจากใจออกมาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยนะ หยุดหัวเราะได้แล้วน่า แบบนี้น่าอายจะตายไป…..

“เปล่าๆ ผมก็แค่คิดว่าจื่อหยางเนี่ย เพราะเป็นจื่อหยางล่ะมั้งถึงได้น่าเอ็นดูขนาดนี้”

“น่า…น่าเอ็นดูอะไรของนาย ฉันไม่ใช่เด็กๆแล้วโว้ย!”

เฮยเสียจื่อยิ้มกว้างชวนหมั่นไส้เช่นเคย ผมเบ้ปาก ถอนหายใจออกมาอย่างเอือมระอา น่าแปลก ความเศร้าค่อยๆจางหายไปจากอกทีละน้อย

นั่นสินะ จนกว่าจะต้องปล่อยมือ

ผมขอเก็บเกี่ยวความทรงจำดีๆเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็แล้วกัน

ถึงแม้ว่า…สุดท้ายแล้วจะต้องลืมมันไปก็ตาม

……..


Yume100 FanFiction [ Douglas x Sky ] ‘ท้องฟ้ากับมหาสมุทร’

กาวยูเมะ100 (ดักลาส*สกาย)

 

‘ท้องฟ้ากับมหาสมุทร’

 

…….

 

 

เรือนผมสีเขียวปลิวไสวไปตามแรงลม สกายในชุดลำลองเดินเลียบชายหาดไปเรื่อยๆ เจ้าของรองเท้าแตะราคาถูกเดินเหยียบย่ำเม็ดทรายเนียนละเอียดเหล่านั้นไปอย่างเชื่องช้า บุหรี่ที่ไม่จุดไฟถูกคาบอยู่ที่ปากเช่นปกติ

การหลีกเลี่ยงปัญหาการไล่ล่าที่ดาเตนมาพักร้อนที่อังคิวราชั่วคราวเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว อังคิวรา ดินแดนเล็กๆที่ว่ากันว่าเป็นดินแดนแห่งโจรสลัดนั้นไม่ได้แย่อย่างที่คิด อดีตเจ้าชายยักยิ้มน้อยๆอย่างผ่อนคลายขณะสูดเอากลิ่นไอทะเลเข้าปอด ขณะเดียวกันก็นึกขอบคุณเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์อยู่ในใจที่อุตส่าห์แนะนำสถานที่พักร้อนอันแสนวิเศษนี้ให้ แล้วก็นึกเสียดายที่คนแนะนำไม่ได้มาที่นี่ด้วย

ขณะที่กำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิด เสียงร้องประหลาดของสัตว์ชนิดหนึ่งก็ปลุกสกายให้สะดุ้งตื่นจากภวังค์ อดีตเจ้าชายตวัดมองไปทางต้นเสียงอย่างนึกสงสัย ภาพที่สะท้อนอยู่บนนัยน์ตาสีดำคู่นั้นคือภาพของลิงตัวจิ๋วไต่อยู่บนเส้นเชือกเก่าๆที่ใช้ขึงผ้าใบของเรือยักษ์ลำหนึ่งซึ่งกำลังจะออกจากท่า และเจ้าลิงที่กำลังปีนป่ายอยู่นั้นก็ช่างน่าหวาดเสียวว่าจะหล่นร่วงลงไปในท้องทะเล

“ลิงบนเรือเนี่ยนะ…”

พูดยังไม่ทันขาดคำสกายก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อจู่ๆเชือกเส้นเก่าที่ผ่านการใช้งานมานานนั้นขาดสะบั้นลงกะทันหัน

การกระทำไวกว่าความคิด สกายวิ่งตรงไปยังท่าเรือที่ไร้คนคุม สองขาก้าวกระโดดขึ้นไปบนเรือพร้อมๆกับรับเจ้าลิงที่ร่วงลงมาได้ทันเวลาพอดี

“ฟู่ว… ให้ตายสิ ทันเวลาพอดี” สกายถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะอุ้มลิงตัวน้อยขึ้นในระดับสายตา

“ว่าแต่เอาไงกับแกดีเนี่ย”

สกายมองเจ้าลิงอย่างลังเล ที่มันเล่นอยู่บนเรือก็เพราะว่ามันอยู่บนเรือลำนี้อยู่แล้วรึเปล่านะ หรือว่ามันหลงขึ้นมากันแน่ เขาควรจะพามันลงจากเรือหรือปล่อยมันไว้ตรงนี้ดี แต่ทว่ายังไม่ทันได้ขบคิดคำตอบให้เรียบร้อยเสียงตะโกนของชายคนหนึ่งที่ดูท่าว่าจะเป็นลูกเรือก็ดังขึ้น เจ้าของใบหน้าที่เหมือนจะเพิ่งตื่นจ่อใบมีดมาทางสกาย อดีตเจ้าชายมุมปากกระตุกเล็กน้อย

“แกเป็นใคร แล้วนั่นจะทำอะไรท่านโบนิต้า?!!”

เสียงตวาดของชายคนนั้นเรียกพรรคพวกคนอื่นๆที่กำลังพักผ่อนอยู่ในส่วนต่างๆของเรือรีบรุดออกมาเผชิญหน้ากับศัตรู หรือก็คือสกายที่กำลังพร่ำบ่นใจว่าหนีปืนจากดาเตนมาแล้วยังต้องมาเจอดาบจ่อหัวที่อังคิวราอีกเหรอ ชีวิตรันทดเกินไปแล้ว!

“ทำไงดี ไม่ได้เจอกับศัตรูที่ลอบขึ้นเรือมาตั้งนานแล้ว การรักษาความปลอดภัยเลยย่อหย่อนไปหน่อย มีหวังโดนท่านดักลาสว่าเอาแหงๆ”

“งั้นก็ต้องจัดการเจ้าหมอนี่ไถ่โทษซะ!”

“อ๊ะ นั่น ท่านโบนิต้า! เฮ้ย เจ้าผู้บุกรุก ปล่อยท่านโบนิต้าเดี๋ยวนี้นะ!”

“เอ่อ เดี๋ยวๆ เจ้าลิงนี่ร่วงลงมาจากเชือกฉันก็เลยมารับไว้ นี่ไง ดูสิ เชือกมันขาด…”

“โกหก!!!”

“หน้าตาดูไม่น่ารักสัตว์ โกหกได้ไม่น่าเชื่อสุดๆ”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหน้าตาฟะ?!! เออๆ ช่างเถอะ เอาอย่างนี้แล้วกัน ถอยไปซะแล้วเอาลิงของพวกแกคืนไป ฉันเองก็จะไปด้วย จะได้ไม่ต้องวุ่นวาย” สกายชักจะเริ่มหงุดหงิด แต่ด้วยความที่ไม่อยากไปยุ่งกับคนมีอาวุธจึงวางโบนิต้าลงกับพื้น ในใจได้แต่หวังว่าถ้าปล่อยลิงไปคนเหล่านั้นก็คงยอมปล่อยตนไปง่ายๆ ทว่า เจ้าลิงจอมซนกลับไต่ขึ้นมาเกาะบนไหล่สกายแน่น อดีตเจ้าชายเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี แล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปดังที่สังหรณ์ไว้จริงๆ

“ไม่ยอมคืนท่านโบนิต้าให้ดีๆสินะ!!! จับมันไว้!!”

“บ้าเอ๊ย!!! ใช่ซะที่ไหนเล่า มันไม่ยอมไปต่างหาก!!! ปล่อยเซ่!” สกายสบถเสียงดังขณะเดียวกันก็ดิ้นไปมา ลูกเรือหลายคนพยายามแยกโบนิต้าออกจากไหล่ของสกาย แต่เจ้าลิงกลับเกาะแน่นเสียจนเกิดแผล คนผมเขียวกัดฟันกรอด กระทืบเท้าใส่ชายคนหนึ่งอย่างแรงจนชายคนนั้นเผลอปล่อยแขนข้างหนึ่งของสกายให้เป็นอิสระ อดีตเจ้าชายแห่งดาเตนไม่รอช้า รีบใช้แขนข้างนั้นต่อยหน้าคนที่จับตนไว้ ก่อนจะรีบใช้มือและเท้าฝ่าลูกเรือทั้งหลายออกมาได้อย่างหวุดหวิดโดยที่มีโบนิต้าเกาะแน่นอยู่บนบ่า

สกายไม่มีอารมณ์ไปสนใจเจ้าจ๋อ สองขายาวรีบวิ่งหนีการตามล่าของกลุ่มลูกเรือ ถึงแม้จะหอบแฮ่กแต่ก็ยังวิ่งต่อไป ถ้าหากถูกจับได้ไม่มีวันรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตนบ้าง ขณะเดียวกันในหัวก็มีภาพตัวเองวิ่งหนีกระสุนปืนที่ดาเตนปรากฏขึ้นมา ดูท่าว่าชีวิตช่วงนี้จะซวยจริงๆ

“เพราะแกนั่นแหละไอ้เจ้าโบนิต้า!!” สกายที่จดจำชื่อของลิงตัวน้อยได้อย่างแม่นยำโวยวายใส่สิ่งมีชีวิตที่ยังคงทำตาแป๋วอยู่บนบ่าอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไร อดีตเจ้าชายหันซ้ายหันขวาเมื่อถึงทางแยกก่อนจะตัดสินใจเลี้ยวไปทางซ้ายตามสัญชาตญาณ ทว่า เมื่อวิ่งไปได้อีกครู่หนึ่งสกายกับพบว่าทางเลือกของตนนั้นผิดถนัด เบื้องหน้าของเขาคือชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผิวเข้มที่กำลังยืนขวางทางหนี ชายคนนั้นผมสีเงินตัดสั้น นัยน์ตาคมสีเขียวมรกรต และแต่งกายไม่ต่างไปจากโจรสลัดในนิทาน อดีตเจ้าชายขมวดคิ้วมุ่น ท่าทางคนคนนี้จะรับมือยากน่าดู

“โบนิต้า” ชายผิวเข้มเอ่ยเสียงทุ้ม โบนิต้าอิดออดมองสกายสลับกับเจ้าของเสียงก่อนจะยอมไต่ลงจากจากไหล่สกายแต่โดยดี คนผมเขียวมองตามหลังเจ้าลิงตัวน้อยที่วิ่งปุเลงๆไปหาคนฝั่งตรงข้าม ในที่สุดก็เข้าใจได้ทันทีว่าชายคนนั้นแท้จริงแล้วคือเจ้าของลิงนี่เอง

สกายนึกอยากพูดอะไรบางอย่างแต่เสียงฝีเท้าที่ดังไล่หลังมาทำให้ชายหนุ่มต้องรีบหนี ครั้นจะวิ่งฝ่าไปสกายก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากอีกทางเช่นกัน คนผิวเข้มเห็นท่าทีของสกายก็ได้แต่ยิ้มอารมณ์ดี โบนิต้าที่อยู่บนไหล่เองก็อารมณ์ดีตามเจ้านายไปด้วย

“นายเองเหรอคนที่ลอบขึ้นเรือมาขโมยโบนิต้าน่ะ”

“มาช่วยเฟ้ย! ไม่ได้ขโมย! จะขโมยไปทำไมเล่า!!” สกายที่มองไม่เห็นทางหนีทีไล่ตัดสินใจที่จะเสี่ยงตายอธิบายให้อีกฝ่ายฟัง ในใจนึกหวังให้เจ้านายไม่โง่เหมือนลูกน้อง ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มีชีวิตรอดไปหนีกระสุนที่ดาเตนอีกแน่

“ฉันเดินเล่นอยู่แล้วเห็นเจ้านั่นกำลังจะร่วงเพราะเชือกที่ผูกผ้าใบเรือมันขาดก็เลยวิ่งไปรับ แต่เจ้าพวกนั้นดันเข้าใจผิดคิดว่าฉันไปทำอะไรเจ้าลิงนั่นแถมยังไม่ยอมฟังกันเลย”

“หืม…” โจรสลัดหนุ่มใช้ความคิดประมวลผลคำพูดของสกายอยู่ชั่วครู่ก่อนจะหันไปถามโบนิต้าเบาๆ

“จริงเหรอโบนิต้า”

เจ้าลิงพยักหน้าหงึกหงัก คนผิวเข้มนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปใกล้อดีตเจ้าชายที่ถือโอกาสพักหายใจเงียบๆ สกายเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของอีกฝ่าย นัยน์ตาสีดำสบเข้ากับนัยน์ตาสีเขียวมรกตอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นชายผู้เป็นเจ้าของลิงก็เอ่ยคำขอโทษและคำขอบคุณออกมาอย่างตรงไปตรงมา

“ขอโทษนะที่เข้าใจผิด ขอโทษแทนลูกน้องฉันด้วย แล้วก็ขอบคุณนะที่ช่วยโบนิต้าไว้”

“อ่า…ไม่เป็นไรหรอก” สกายอึกอักขณะมองอีกฝ่ายค้อมหัวให้ตน แต่ชายผิวเข้มไม่สนใจคำพูดนั้น เขาหันไปสั่งลูกน้องที่เพิ่งวิ่งมาถึงทันที

“พวกนายเข้าใจคนคนนี้ผิดแล้ว เขาช่วยโบนิต้าไว้ ขอโทษเขาซะ!”

“ข ขอโทษครับ!!!!” พวกลูกเรือประสานเสียงขึ้นพร้อมๆกันพร้อมกับก้มหัวลงอย่างสำนึกผิด สกายกะพริบตาปริบๆ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรชายผู้เป็นหัวหน้าก็เอ่ยขึ้นมาว่า

“ที่ไหล่มีแผลด้วยนี่ ยังไงก็ไปพักทำแผลบนเรือก่อนมั้ยล่ะ ฉันตั้งใจจะพานายไปดื่มกลางทะเลเป็นการไถ่โทษน่ะ อ้อ ฉันดักลาส เป็นเจ้าชายแห่งอังคิวรา ยินดีที่ได้รู้จัก”

“อ โอ้! ฉันสกาย ยินดีที่ได้รู้จัก” อดีตเจ้าชายแนะนำตัวสั้นๆก่อนจะเดินเคียงข้างดักลาสเพื่อเดินทางไปยังเรือลำใหญ่ ระหว่างทางเจ้าชายแห่งอังคิวราดุโบนิต้าเบาๆ สกายมองใบหน้าจ๋อยๆของโบนิต้าแล้วกลั้นขำจนไหล่สั่น

“สมน้ำหน้า” สกายหันไปพูดกับเจ้าจ๋อที่ยื่นหน้ามาหาตนจากไหล่ของดักลาส โบนิต้าส่งเสียงเหมือนกำลังแก้ตัว แน่นอนว่าคนผมเขียวฟังภาษาลิงไม่ออกแต่ถึงอย่างนั้นก็อดระบายใส่โบนิต้าไม่ได้

“เพราะแกนั่นล่ะนะ อยู่ดาเตนก็หนีปืน มาพักร้อนที่อังคิวราก็ต้องหนีมีด”

“เจี๊ยก…” โบนิต้าครางเสียงอ่อย สกายพ่นลมหายใจดังหึ เอานิ้วชี้จิ้มๆหัวของลิงจิ๋วเบาๆ “ว่าไปนั่น ความจริงฉันดวงซวยเองต่างหาก”

ดักลาสฟังบทสนทนาของสกายกับโบนิต้าเงียบๆก่อนจะยักยิ้มมุมปาก ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่าชายหัวเขียวคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา มีอะไรบางอย่างที่พิเศษกว่าคนอื่น….

“ดาเตน…” ดักลาสพึมพำชื่ออาณาจักรนั้นเบาๆ สกายเงยหน้าขึ้นมอง

“รู้จักเหรอ?”

“คุ้นๆน่ะ คงจะเคยเห็นในแผนที่นั่นล่ะ” ดักลาสตอบ

“ไม่อย่างนั้นก็คงรู้จักเพราะข่าวนั่นล่ะมั้ง” ชั่วเสี้ยววินาทีที่สีหน้าของสกายหมองลงก่อนจะกลับเป็นปกติดังเดิม ดักลาสที่ตาไวเห็นความเปลี่ยนแปลงเมื่อครู่เลิกคิ้วสงสัย

“ข่าว?”

“อาณาจักรดาเตนถูกล้มล้างระบอบกษัตริย์แล้วเปลี่ยนไปปกครองด้วยประธานาธิบดีแทนน่ะ เป็นข่าวดังไปทั่วเลยล่ะ” สกายแสร้งทำเป็นเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนักก่อนจะหันไปสนใจเรือลำยักษ์ตรงหน้า รอยยิ้มเจื่อนๆผุดขึ้นมาบนใบหน้า หลังจากที่วิ่งหนีมานาน สุดท้ายก็ต้องกลับมาเจอมันอยู่ดี ช่างเป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกจริงๆ

“จะว่าไปอังคิวรานี่นอกจากส่วนที่เป็นแผ่นดินแล้วก็มีเรือนี่ด้วยสินะ” สกายถามขณะมองผ้าใบเรือที่ได้รับการขึงใหม่เรียบร้อยแล้ว ดักลาสพยักหน้า

“ใช่แล้วล่ะ เอ้า ขึ้นมาสิ”

“จะว่าไปก็เพิ่งเคยนั่งเรือครั้งแรกนี่ล่ะ แปลกใหม่ดีเหมือนกันแฮะ” สกายเอ่ยออกมาอย่างอารมณ์ดี เจ้าชายแห่งอังคิวราที่กำลังเดินนำไปที่ดาดฟ้าเรือหันมามองอย่างนึกสนใจ

“จริงเหรอ?”

“ก็แล้วจะโกหกไปทำไมเล่า” สกายว่าพลางนั่งขัดสมาธิบนพื้นไม้ ลูกเรือคนหนึ่งยกกล่องปฐมพยาบาลมาให้ คนผมเขียวปล่อยให้ลูกเรือทำแผลให้ตนไป ส่วนดักลาสหันไปสั่งให้ลูกเรืออีกคนนำเรือออกจากท่า

ในขณะนั้นเองที่เหล้ายี่ห้อดีถูกนำมาจัดวาง สกายที่ทำแผลเสร็จเรียบร้อยแล้วสูดอากาศสดชื่นเข้าปอดก่อนจะหยิบบุหรี่ขึ้นมาคาบในปากตามปกติ

“เฮ่ ขอไฟแช็…”

“ไม่ต้องๆ ไม่ต้องหรอก” สกายรีบห้ามดักลาสที่กำลังสั่งลูกน้อง ชายผิวเข้มเลิกคิ้ว มองบุหรี่ที่ไม่จุดไฟแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“ไม่จุดไฟเหรอ? ฉันไม่ถือเรื่องควันหรอกนะ”

“เอ่อ ไม่ล่ะ อย่างนี้ดีกว่า” สกายอึกอักเพราะคิดคำแก้ตัวไม่ออก การจะให้บอกใครที่ไหนก็ไม่รู้ว่าสูบบุหรี่ไม่เป็นแต่ทำเป็นคาบเท่ๆไปอย่างนั้นคงเป็นเรื่องที่น่าอับอายที่สุดในชีวิต

“งั้นเหรอ นายนี่พิลึกดีนะ” ดักลาสว่าพลางรินเหล้าลงในแก้ว เรือลำใหญ่ค่อยๆแล่นออกจากท่าอย่างเชื่องช้า ลมทะเลพัดผ่านปะทะผิวหน้าของสองหนุ่มอย่างแผ่วเบา ท้องทะเลสีครามกว้างสุดลูกหูลูกตาทอประกายแสงแดดระยิบระยับสวยงามราวกับอัญมณี น้ำทะเลใสเสียจนมองเห็นเหล่าปลาเล็กปลาน้อยแหวกว่ายไปมาผ่านปะการังหลากสีสัน

ท่ามกลางบรรยากาศดีๆเช่นนั้น

สกาย…กำลังเมาเรือ…

“อ้วกกก!!!!”

“อา นั่นสินะ นั่งเรือครั้งแรก นี่ขนาดเป็นเรือใหญ่นะเนี่ย ไม่สิ ดื่มเหล้าเข้าไปด้วยนี่นา…” ดักลาสพึมพำกับตัวเองขณะช่วยลูบหลังสกายที่กำลังก้มหน้าปล่อยเศษอาหารในกระเพาะให้กลายเป็นอาหารอันโอชะของฝูงปลา คนเมาเรือหอบแฮ่กๆ สีหน้าทรมานของสกายทำให้ดักลาสอดเป็นห่วงไม่ได้

“ไหวนะ?”

“ส สบายมาก…ดีขึ้นแล้ว”

“นายนี่ชอบทำเป็นเก่งจังเลยนะ เอาเถอะ นอนพักหน่อยดีกว่า” ดักลาสส่งกระดาษให้อีกอดีตเจ้าชายเช็ดปากก่อนจะค่อยๆประคองร่างของคนเมาเรือกลับไปนั่งที่เดิม สกายหงายหลังลงนอนแผ่บนพื้นเรือ ขวดเหล้าถูกเก็บไปแล้ว เพราะเหตุการณ์ฉุกละหุกอย่างการเมาเรือทำให้งานเลี้ยงต้องถูกยกเลิกไป เจ้าชายแห่งอังคิวราล้มตัวลงนอนข้างๆ นัยน์ตาสีเขียวมรกตตวัดมองใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายที่กำลังเหม่อมองท้องฟ้ากว้างใหญ่

“เป็นครั้งแรกเลยนะที่เมาเรือเนี่ย…” สกายบ่นงึมงำ ดักลาสนอนฟังอีกฝ่ายบ่นเงียบๆ

“เป็นครั้งแรกที่ได้มาเที่ยวทะเล แถมยังมีเรื่องให้ต้องถูกไล่ล่า แล้วก็ได้เจอเจ้าชายโจรสลัดกับลิงเพี้ยนๆ เป็นพักร้อนที่ประหลาดชะมัด”

“ทุกอย่างดูจะผิดแผนไปหมดเลยนะ เพราะว่านายดันเป็นคนดีนั่นแหละ ถึงต้องเดือดร้อนแทนคนอื่นแบบนี้” ดักลาสว่าพลางขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากกว่าเดิม ระยะห่างของทั้งคู่ลดลงเล็กน้อย

“ค คนดีอะไรกันเล่า นั่นมันเรื่องที่ควรทำไม่ใช่รึไง แล้วก็นะ เรื่องผิดแผนน่ะช่างมันเถอะ ไอ้การพักผ่อนอย่างสงบสุขน่ะอาจจะไม่เหมาะกับฉันก็ได้มั้ง มันต้องมีเรื่องให้ตื่นเต้นอย่างนี้ล่ะ”

“ขอโทษนะ ถ้าฉันนึกเอะใจเรื่องเมาเรือให้ออกตั้งแต่แรกก็คง…”

“ช่างมันเถอะน่า น่าอายจะตาย” สกายบอกปัดขณะที่สูดหายใจเข้าอย่างเชื่องช้า “ความจริงการไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเองก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าอายเหมือนกันรึเปล่านะ…”

“….”

“แย่ล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าที่ผ่านมาทำแต่เรื่องน่าอายมาตลอดเลยน่ะสิ น่าขายหน้าชะมัด…”

สกายหลับตาลงก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย เจ้าชายโจรสลัดมองใบหน้ายามหลับไม่ได้สติของอีกฝ่ายแล้วจึงเผยรอยยิ้มอ่อนโยนช้าๆ

“เจอคนที่น่าสนใจเข้าซะแล้วสิ” ชายผิวเข้มยันตัวขึ้นจากพื้น โบนิต้าที่ปีนป่ายอยู่แถวนั้นวิ่งมาซุกบริเวณเอวของสกายแล้วหลับตานอนอย่างพึงพอใจ ดักลาสหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ มือหนาค่อยๆบรรจงลูบศีรษะคนเมาเรืออย่างเอ็นดู

สกาย นักท่องเที่ยวจากดาเตน ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่ค่อยยอมรับแต่ก็เป็นคนดีที่ไม่มีพิษภัย เป็นคนที่ไม่ชอบให้ใครเห็นด้านอ่อนแอ เวลาที่ทำตัวเปิ่นๆจะรู้สึกว่าทั้งขำทั้งน่าเอ็นดูเป็นพิเศษ มีความเป็นธรรมชาติและลงตัวในแบบที่ไม่ต้องปรุงแต่งตัวตนใดๆเพิ่มเติม

‘อยากเข้าไปใกล้มากกว่านี้… อยากเรียนรู้ให้มากกว่านี้ ตัวตนของหมอนี่….’

ท่ามกลางเสียงคลื่นทะเลลูกเล็กกระทบกับท้องเรือและกลิ่นเกลือจากทะเลที่พัดพาความทุกข์ใจออกไป ถึงแม้ท้องฟ้ากับห้วงมหาสมุทรจะมีระยะห่างที่ไกลกันจนแทบไม่สามารถวัดได้ แต่ระยะห่างของท้องฟ้าและมหาสมุทรบนเรืออังคิวรากลับถูกย่นระยะลง…

และมีแนวโน้มว่า ถ้าหากท้องฟ้าไม่ถอยหนีไปเสียก่อน ระยะห่างของทั้งคู่ก็จะกลายเป็นศูนย์….ในช่วงเวลาถัดๆไป

…………

Samurai Flamenco FanFiction [ Goto Hidenori x Maya Mari ] ‘โอกาส’

ในวันที่ท้องฟ้าขมุกขมัว โกโต้ ฮิเดโนริหยิบร่มขึ้นมาจากที่เก็บร่มของร้านอาหารก่อนจะเดินออกจากร้านโดยมีเสียงขอบคุณของพนักงานดังไล่หลัง ชายหนุ่มเดินเลาะชายคาของร้านรวงต่างๆไปเรื่อยๆ สวนทางกับกระแสผู้คนมากมายท่ามกลางค่ำคืนในเมืองใหญ่ที่ประดับประดาไปด้วยแสงไฟ
เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นเรียกร้องความสนใจจากผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี ตำรวจหนุ่มในชุดลำลองหยิบมือถือขึ้นมาก่อนจะเปิดฝาพับแล้วยิ้มให้กับข้อความนั้น รู้ตัวอีกที ร่างบอบบางของใครบางคนก็พุ่งเข้ามาเกาะแขนข้างที่ถือร่มของเขาอย่างรวดเร็ว

“คุณตำรวจ!!”

“เธอเองเรอะ ตกใจหมด” โกโต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยขัดกับคำพูดของตนพร้อมกับเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋า มายะ มาริในชุดปลอมตัวเบะปากไม่พอใจกับปฏิกิริยาของอีกฝ่าย เด็กสาวไอดอลพองแก้มน่ารัก ขณะที่เกาะแขนคนตัวสูงแล้วออกเดินไปพร้อมกันริมฝีปากบางก็ขยับขึ้นลงบ่นอีกฝ่ายอย่างเอาแต่ใจไปตลอดทาง

“ออกมาหาอะไรกินคนเดียวได้ยังไง ฉันเองก็หิวนะ จะให้กินแต่อาหารสำเร็จรูปน่ะไม่ไหวหรอก!”

“ก็เธอบอกเองไม่ใช่เรอะว่าไม่อยากออกไปไหนน่ะ” โกโต้ทำหน้าเหนื่อยหน่าย หลังจากที่ถูกคิงโทเจอร์เล่นงาน ยัยไอดอลคนนี้ก็มองหน้าเพื่อนๆไม่ติดจึงแอบหนีมาอยู่ที่ห้องของเขา พอถูกรบเร้าเข้ามากๆก็จนใจจะปฏิเสธ สุดท้ายเลยเหมือนมีลูกให้เลี้ยงก่อนวัยอันควร

“ก็แหม… ถ้าโดนเห็นหน้าเอาจะแย่นี่นา แต่ว่าอย่างยัยพวกนั้นน่ะไม่โผล่มาแถวนี้ตอนดึกๆหรอก หรือต่อให้อยู่ คุณตำรวจก็ต้องช่วยฉันอยู่ดีใช่ม้า”

“ไม่ล่ะ”

“อ๋า ใจร้ายยย”

มาริโวยวายต่อไปอย่างเอาแต่ใจ โกโต้ถอนหายใจอย่างเอือมระอา เอาเถอะ ร่าเริงขึ้นกว่าเดิมก็ถือว่าดีแล้วล่ะ อีกไม่นานก็คงกลับไปแล้ว จะทำเป็นไม่ใส่ใจก็กระไรอยู่ ถึงจะไม่ใช่คนดีเด่อะไรที่ปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัดเหมือนมาซาโยชิ แต่ก็ไม่ใจจืดใจดำพอที่จะละเลยเด็กสาวที่กำลังมีสภาพจิตใจย่ำแย่หรอก

“นี่ๆ หิวแล้วล่ะๆ”

“อา รู้แล้วน่า ให้ตายสิ ว่าแต่ดึกขนาดนี้จะไม่เป็นอะไรเหรอ เธอน่ะบอกเองไม่ใช่เหรอว่าจะไม่กินอะไรหลังสามทุ่มน่ะ”

“แค่วันนี้วันเดียวน่า เพราะงั้นไม่เป็นไรหรอก!”

“ให้ตายสิ อย่าเลือกของแพงๆก็แล้วกัน” โกโต้บ่นงึมงำ เสียงใสของอีกฝ่ายยังคงเจื้อยแจ้วต่อไปเรื่อยๆ ตำรวจหนุ่มเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของเด็กสาวแล้วลอบยิ้ม เสียงแจ้งเตือนจากอีเมลที่ถูกตั้งเวลาส่งดังขึ้นอีกครั้ง ในตอนแรกโกโต้ตั้งใจจะหยิบขึ้นมาตอบแต่พอเห็นว่ามาริกำลังชวนคุยอย่างร่าเริง คนตัวสูงจึงละเลยโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นไป เสียงทุ้มต่ำขานรับเรื่องราวของเด็กสาวไปเรื่อยๆ

ถึงแม้จะเล็กน้อย ไม่ว่าจะเข้ามาในสถานะใด หัวใจของโกโต้ ฮิเดโนริไม่ได้ถูกปิดตายอีกต่อไป

……..

White Collar FanFiction [ Peter Burke x Neal Caffrey ] ‘ไม่มีวัน’

 

ดินสอที่ตวัดเส้นลงบนกระดาษขาวเป็นจุดกำเนิดเสียงแห่งเดียวในห้องพักหรูหรา ณ มหานครนิวยอร์ก

นีล แคฟฟรีย์ในสภาพเสื้อกล้ามสีขาวกับกางเกงขายาวนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเตี้ย นัยน์ตาสีฟ้าครามจับจ้องไปยังภาพร่างบนกระดาษ รอยยิ้มน้อยๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลามีเสน่ห์ ขณะเดียวกันมือที่ถือดินสออยู่ก็ยังคงทำงานไปเรื่อยๆอย่างขยันขันแข็ง

ภาพร่างบนกระดาษเริ่มเป็นรูปเป็นร่างทีละน้อย โครงหน้าของบุคคลในภาพชัดเจนพอที่คนรู้จักคนอื่นเห็นแล้วต้องร้อง ‘อ๋อ’ ชายหนุ่มเก็บรายละเอียดของภาพต่ออีกครู่หนึ่งจึงวางดินสอลง เมื่อถูกนัยน์ตาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและความยุติธรรมจ้องเขม็ง นีลจ้องตอบอีกฝ่าย มือที่เคยจับดินสอค่อยๆยื่นออกไปสัมผัสกับใบหน้าบนกระดาษอย่างแผ่วเบา

“ปีเตอร์” คนเจ้าเล่ห์เรียกชื่อของชายวัยกลางคนในภาพด้วยน้ำเสียงที่ปนเปไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง ความรู้สึกที่นีลพยายามควบคุม และฝังมันไว้ในส่วนลึกของจิตใจ

…ราวกับว่าต้องการจะก้าวล้ำเส้นที่ถูกขีดไว้ แต่ในขณะที่กำลังจะก้าวข้ามไป อะไรบางอย่างกลับเตือนให้ชะงักเท้า แล้วถอยหลังกลับมายืนที่เดิม

ชายหนุ่มถอนหายใจ สติที่ล่องลอยกลับมาอยู่กับปัจจุบันอีกครั้ง ป่านนี้แล้วปีเตอร์ เบิร์คคงกำลังทานมื้อค่ำกับเอลิซาเบธภรรยาสุดที่รักอยู่ในบ้านอันแสนอบอุ่น มีสุนัขหนึ่งตัวนอนหมอบอยู่ไม่ไกลนัก มือของนีลลูบไล้ภาพของปีเตอร์ ความรู้สึกเหมือนถูกแทงเข้าที่อกเริ่มเข้าจู่โจม อดีตอาชญากรที่ผันตัวมาเป็นที่ปรึกษายิ้มเศร้าๆ นัยน์ตาสีฟ้าหลับตาลงช้าๆ

นีล แคฟฟรีย์ชอบปีเตอร์ เบิร์ค

ความจริงข้อนี้มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้

ความสนใจ ความสนิทสนม ความสนุกสนาน ความห่วงใย ความเชื่อใจ ความศรัทธา ทุกสิ่งทุกอย่างค่อยๆถูกบ่มเพาะขึ้นอย่างเชื่องช้าโดยที่นีลไม่ทันรู้ตัวเลยสักนิด สุดท้ายก็สายเกินกว่าจะยับยั้งการถือกำเนิดของความรู้สึกที่เรียกว่า ‘ความรัก’ ได้อีกต่อไป

นีล แครฟฟรีย์ ภายนอกเข้มแข็งสมบูรณ์แบบ แต่เพราะแท้จริงแล้วไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบจึงต้องยิ้มเพื่อหลอกให้คนอื่นมองไม่เห็นความอ่อนแอของตัวเอง เขายิ้มให้กับความรักของสามีภรรยาเบิร์ค ยิ้มอย่างที่เคยทำยามต้องหลอกคนอื่น ยิ้มเพื่อปกปิดความอ่อนแอของตัวเองแล้วทิ้งตัวตนที่แตกสลายไว้เบื้องหลังฉากหน้าอันสวยหรู

ปีเตอร์ เบิร์คไม่ใช่ของเขา และไม่มีวันเป็นของเขา

ต่อให้ใช้ทักษะที่มีขโมยมา…ยังไงก็ไม่ใช่ของเขาอยู่ดี

นีลลืมตาขึ้น ภาพของปีเตอร์ที่อยู่เบื้องหน้านั้นเริ่มพร่าเบลอ หยาดน้ำใสไหลอาบแก้ม ไหล่สองข้างสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้ เสียงสะอื้นที่ยากจะอดกลั้นเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากหยักสวย ไม่ว่าจะพยายามยิ้มแค่ไหน รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้ากลับบิดเบี้ยวไปด้วยความโศกเศร้า ไม่ใช่รอยยิ้มที่สวยงามอย่างที่ควรจะเป็น

แสงไฟของตึกต่างๆในนิวยอร์กและบรรยากาศคึกคักจากภายนอกส่งมาไม่ถึงหัวใจของนีล แคฟฟรีย์เลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ทำได้และนีลตัดสินใจทำต่อไปเหมือนๆกับทุกวันก็คือการยืนอยู่เคียงข้างปีเตอร์ในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง…

กลั้นน้ำตา ฝืนยิ้ม สวมหน้ากากเป็นนีลที่สามารถรับมือกับทุกสถานการณ์ในชีวิตได้

ผลักดันให้ทุกอย่างดำเนินไปในทิศทางที่มันควรจะเป็น ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เหยียบย่ำหัวใจของตนไปเรื่อยๆ

เจ็บปวดต่อไปเรื่อยๆอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

…..

Osomatsu-San FanFiction [ Dracula x Tougou ] ‘สายรุ้ง’

กลิ่นดินหลังฝนตกใหม่ๆช่วยให้สมองของดราคิวล่าร์ผ่อนคลายลง อดีตแวมไพร์เหม่อมองแดดอ่อนๆที่เริ่มสาดแสงทะลุออกมาจากปุยเมฆ ในเมื่อฝนหยุดตกแล้ว เขาเองก็ต้องหยุดกังวลด้วยเช่นกัน

จากอมนุษย์กลายเป็นมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงที่กะทันหันจนเกินไปนั้นยากที่จะยอมรับได้ แต่ถึงอย่างนั้น ลูกชายของเขากลับยอมรับมันได้อย่างง่ายดาย ปรับตัวจนสามารถอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้อย่างมีความสุข

ได้ชื่อว่าเป็นเด็ก ไม่ว่าจะเผ่าพันธุ์ไหนก็ตาม เด็กๆเหล่านั้นช่างบริสุทธิ์และไร้เดียงสาเหลือเกิน

ดราคิวล่าร์ตัดสินใจออกจากสถานที่หลบฝน สองขาก้าวเดินไปตามทางเท้า สัมผัสอบอุ่นของแสงแดดมอบความรู้สึกแปลกใหม่ให้แก่เขา แท้จริงแล้ว การเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้มีโอกาสเดินเล่นท่ามกลางความสว่างไสวและอบอุ่นอาจเป็นข้อดีที่สุดของการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ก็ได้

อดีตแวมไพร์ในรูปลักษณ์ของชายวัยกลางคนเงยหน้ามองฟ้าหลังฝน ก่อนจะเลิกคิ้วเล็กน้อย เส้นโค้งหลากสีที่พาดผ่านท้องฟ้าสะท้อนอยู่ในนัยน์ตา ขณะที่กำลังเอ่ยถามตัวเองในใจ เสียงคุ้นเคยเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างๆกาย

“สายรุ้ง”

ดราคิวล่าร์หันไปมองผู้มาเยือนในชุดสูทลายตาราง เขาเป็นชายวัยสามสิบที่เตี้ยกว่าตนเล็กน้อย มีเรือนผมสีดำ นัยน์ตาเรียว บุหรี่หนึ่งมวนแทรกอยู่ภายใต้กลีบริมฝีปาก ควันบุหรี่สีเทาลอยขึ้นไปในอากาศอย่างเชื่องช้า

“สายรุ้ง?” ดราคิวล่าร์เอ่ยทวนคำพูดของเพื่อนสนิทที่ร่วมมือกันสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านในทุกๆค่ำคืนที่ผ่านมา แวมไพร์หนุ่มจ้องมองสีสันบนท้องฟ้าอีกครั้งก่อนจะเอ่ยถามต่อไปว่า

“สายรุ้งเกิดจาก…?”

“นางฟ้าสู้กันจนเลือดอาบ เทวดาอยู่ว่างๆไม่มีอะไรทำเลยเอาเลือดนางฟ้าพวกนั้นมาระบายสีท้องฟ้าเล่น เกิดเป็นสายรุ้ง”

“….”

“อะไร มองอย่างนั้นไม่เชื่อหรือไง ฉันโกหกใครเป็นซะที่ไหน”

“คำพูดของคนอย่างจอมต้มตุ๋นโทโกว จะให้เชื่อถือง่ายๆได้อย่างไรกัน” อดีตแวมไพร์หัวเราะขบขัน ในขณะที่โทโกวเองก็ระบายยิ้มบางๆบนใบหน้าอย่างที่ไม่ค่อยจะได้ทำบ่อยนัก

“นึกว่าจะทำตาวาวอยากลองชิมเลือดชาวสวรรค์ดูซะอีก ผิดคาดเลยนะ”

“เลือดใครจะไปอร่อยกว่าเลือดของมนุษย์ที่ยืนอยู่ข้างๆข้าได้เล่า”

โทโกวจงใจเดินถอยหลังไปสามสี่ก้าวก่อนจะยักคิ้วกวน

“นั่นสินะ เลือดของมนุษย์ล่องหนที่คนธรรมดามองไม่เห็นน่ะต้องพิเศษกว่าอยู่แล้ว ว่าแต่ มนุษย์ล่องหนที่ยืนอยู่ข้างๆแกไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยเหรอ”

ดราคิวล่าร์ยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดีขณะจ้องมองใบหน้าของอีกฝ่าย

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกลิ่นดินหลังฝนตกหรือเปล่า หรือเป็นเพราะการได้คุยเล่นเรื่อยเปื่อยกับมนุษย์ที่เขาเชื่อใจมากที่สุด หัวใจของเขาจึงได้พองโตอย่างมีความสุข

“เออ เดี๋ยวช่วงนี้ฉันจะไปทำงานยาวหน่อย คงไม่ได้กลับมาที่นี่ซักพัก อย่าเพิ่งรีบไปตายล่ะ ร่างมนุษย์ไม่ได้อึดถึกอะไรมากมายหรอกนะ” โทโกวทิ้งบุหรี่ลงบนพื้นก่อนจะเหยียบขยี้เพื่อดับไฟ อดีตแวมไพร์ยักยิ้มมุมปาก

“เป็นห่วงข้าหรือ”

“ใครเป็นห่วงกัน ฉัน…” โทโกวเร่งนึกคำแก้ตัวเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองเสียหน้า สุดท้ายเมื่อนึกไม่ออกจึงได้แต่ชี้นิ้วสั่งอีกฝ่ายอย่างหงุดหงิดก่อนจะรีบเดินหนีไป เสียงตะโกนของเขาดังก้องไปทั่วบริเวณแห่งนั้น

“ไว้เสร็จงานก่อนฉันจะกลับมาคิดบัญชีกับแก!!”

“อา…เร็วๆหน่อยก็ดีนะ” ดราคิวล่าร์ส่งจูบให้อีกฝ่ายตามหลัง มองส่งแผ่นหลังของโทโกวจนลับตาไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วบ่นออกมาเบาๆอย่างนึกเสียดาย

“อ้าว สายรุ้งหายไปแล้ว…”

เปราะบางเสียจริง เปราะบางยิ่งกว่ามนุษย์…

อดีตแวมไพร์คิดเช่นนั้นอยู่ในใจ ทว่า ความคิดนั้นอาจไม่ใช่ความคิดที่ถูกนัก ข่าวคราวการเสียชีวิตของใครคนหนึ่งพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า บางทีแล้ว ชีวิตมนุษย์ก็สั้นยิ่งกว่าช่วงเวลาปรากฏโฉมของรุ้งกินน้ำเสียอีก

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา สำหรับอดีตแวมไพร์ สายรุ้งที่เคยมองว่าสดใสกลับกลายเป็นเพียงสีสันที่มืดหม่นอึมครึมไร้ซึ่งความหวัง

เมื่อสายรุ้งจางหายไปจากฟากฟ้า ผู้ชายที่ชื่อโทโกวก็ไม่กลับมาอีกเลย

ตลอดกาล

…….

Osomatsu-San FanFiction [ Atsushi x Tougou ] ‘ไล่ตาม’

 

“คุณทำให้ผมนึกถึงรีชเชอร์”
“ใครวะนั่น” โทโกวซังเลิกคิ้วสงสัย ผมหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ

“แจ๊ค รีชเชอร์น่ะครับ ตัวละครในนิยายของลี ไชลด์” ผมอธิบาย ก่อนจะหยิบนวนิยายเล่มหนาออกมาวางบนโต๊ะ ชายวัยกลางคนถือวิสาสะหยิบขึ้นไปดู แต่เมื่อได้ลองพลิกหน้ากระดาษไปมา เขาก็เบ้ปากแล้วรีบวางมันลงทันที

“ภาษาอังกฤษ…”

“ครับ ภาษาอังกฤษ” ผมยักยิ้มบางๆ ยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ โทโกวซังหรี่ตาลง ดันหนังสือกลับคืนมาทางผม

“มีอะไรคล้ายกันรึไง ฉันกับพระเอกนั่น” เขาถาม

“ตรงที่คุณปฏิเสธตำแหน่งที่ผมยกให้ แล้วเลือกที่จะตะลอนๆต้มตุ๋นคนต่อ” ผมตอบ “พวกคนรักอิสระเนี่ย เข้าใจยากจังเลยนะครับ”

โทโกวซังใช้ช้อนเล็กๆคนกาแฟในถ้วยไปมา

“ฉันมีสิทธิเลือกงาน งานไหนน่าเบื่อก็จะไม่ทำ ต่อให้ได้เงินเยอะก็เถอะ”

“ไม่สนใจยักยอกเงินบริษัทผมจริงๆหรือครับ?” ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ แต่โทโกวซังทำเพียงแค่ยิ้มหยัน ไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

“ก็บอกไปแล้วว่ามันไม่สนุก ยิ่งถูกเธอรู้แผนก็ยิ่งน่าเบื่อ”

“แต่ได้เงินเยอะนะครับ” ผมหว่านล้อม

“ดูเหมือนเธอจะอยากทำให้บริษัทของตระกูลเธอขาดทุนนะ” ชายวัยกลางคนเลิกคิ้วสงสัย ผมยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี

“หายไปบ้างก็ดีครับ ชาตินี้จะได้ใช้หมด”

“เพ้อเจ้อจริงๆ” โทโกวซังหลุดขำออกมาเบาๆ ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะค่อยๆวางลงบนโต๊ะตามเดิม

“การทำงานคนเดียวโดยที่ไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไงต่อไปน่ะสนุกดีนะ เธอไม่คิดอย่างนั้นเหรอ?”

“คุณเดินทางหลอกต้มคนไปเรื่อยๆ ขโมยของไปเรื่อยๆ ส่วนเขาก็ออกเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ คุณเจอกับผม ส่วนเขาเจอแต่คดีซับซ้อน” ผมว่าพลางจิ้มนิ้วลงบนปกหนังสือ

“ล่องลอยไปข้างหน้า ไม่เหลียวกลับมามองข้างหลัง ไม่มีภาระ ไม่มีการผูกมัด” ผมว่าพลางจ้องมองนัยน์ตาเรียวของอีกฝ่าย

“ลึกลับน่าค้นหาดีนะครับ”

“ฉันพลาดตรงที่เจอกับเธอเนี่ยล่ะ” โทโกวซังกระชับเสื้อนอกลายตารางก่อนจะลุกขึ้นยืน กาแฟดำในแก้วกระเบื้องอย่างดีที่เคยปรากฏอยู่นั้นหายไปแล้ว เหลือเพียงแต่ภาชนะที่ว่างเปล่าเท่านั้น

“ขอบคุณสำหรับกาแฟ”

“หวังว่าจะได้บังเอิญเจอคุณอีกนะครับ”

เขาถอนหายใจออกมาอย่างเอือมระอาก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ว่า

“คนอย่างเธอคงไม่หวังพึ่งแต่ความบังเอิญหรอกมั้ง”

ผมยิ้ม เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นเมื่อประตูร้านกาแฟถูกผลักให้เปิด เสียงขอบคุณของพนักงานร้านกาแฟดังขึ้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเลือนหายไป ผมยกกาแฟขึ้นดื่มเป็นอึกสุดท้ายก่อนจะหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาแล้วกดโทรออกหาคนคนหนึ่ง

“ออกไปแล้ว ฝากด้วยนะ”

“รับทราบครับ” เสียงปลายสายตอบรับคำสั่งของผมสั้นๆ ผมกดวางสายเงียบๆ ยกมือเรียกบริกรเพื่อสั่งเครื่องดื่มเพิ่ม ระหว่างนั้นก็หยิบหนังสือนิยายขึ้นมาอ่านรอไปพลางๆ

“อยู่ในคุกมาเป็นสิบๆปี พอออกมาได้เลยยังสนุกกับโลกภายนอกอยู่ล่ะมั้ง” ผมพึมพำออกมาเบาๆ มือก็พลิกหน้ากระดาษไปด้วย โดยคำพูดนี้ไม่เกี่ยวกับตัวละครในนิยายแต่พาดพิงถึงคนที่เพิ่งเดินออกจากร้านไป

หรือไม่ก็….อาจจะเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ไม่ยึดติดอยู่กับอดีต มีแต่จะเดินไปข้างหน้า ราวกับว่าการอยู่เฉยๆเป็นเรื่องทรมานสำหรับเขา

ยกเรื่องเงินมาบังหน้า แต่แท้จริงแล้ว ความตื่นเต้นในสิ่งที่คาดเดาไม่ได้อาจเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่

เสียงเรียกเข้าของสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดเรียกความสนใจของผมได้เป็นอย่างดี ผมกดรับสาย เสียงจากปลายสายดังขึ้นข้างๆหู

“เขาขึ้นรถไฟไปเมืองBครับ”

“เข้าใจแล้ว” ผมกดวางสาย ยกมือเรียกบริกรเพื่อจัดการกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด

เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นครั้งพร้อมๆกับประตูไม้ที่ถูกผลักเปิด

การไล่ตามโทโกวซัง…จะพึ่งแต่ความบังเอิญไม่ได้จริงๆ

…..

Osomatsu-San FanFiction [ Tougou x Touko ] ‘เขาและเธอ’

กาวลุงโทโกว*ร่างซีของลุงค่ะ ตั้งชื่อให้เองว่าโทดกะละกันฮืออ55555 สำลักกาวหนักมากตอนที่เห็นแฟนอาร์ตของคุณ @moge6666 (https://twitter.com/moge6666/status/739846911390191616 ) ไหลผ่านไทม์ไลน์ทวิตเตอร์ เลยลองเขียนดูสั้นๆ ความจริงอยากเห็นแนวพ่อบ้านใจกล้าจังเลยค่ะ ปากลุงบ่นๆด่าๆไปมือก็ซักผ้าไปอะไรงี้555555555

 

………….

เลือดสีสดไหลซึมออกมาจากปากแผลทั่วร่างของโทวโกะ หญิงสาวผมยาวในเสื้อเชิ้ตสุภาพสตรีและกระโปรงทรงเอกัดฟันกรอด ถึงแม้จะจัดการศัตรูได้สองคน แต่ก็ยังเหลืออีกคนหนึ่งที่แสยะยิ้มให้เธอ

ชายฉกรรจ์ที่เพิ่งมาสมทบทีหลังมีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์พร้อม ในขณะที่เธอมีบาดแผลทั่วร่างและแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงพอที่จะต่อกรกับใครที่ไหนได้ทั้งนั้น แน่นอนว่าความแตกต่างที่ไม่เป็นธรรมนี้สร้างความปั่นป่วนใจให้หญิงสาววัยสี่สิบปีเป็นอย่างมาก

ทว่า

ภายในไม่กี่วินาที คมมีดสีเงินก็สะบั้นเข้าที่ลำคอของชายคนนั้นอย่างรุนแรง หยาดโลหิตสีแดงพุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุ สาดกระจายเปรอะเปื้อนร่างของมือสังหารที่ยืนอยู่ข้างหลัง คนถูกช่วยพึมพำชื่อนั้นออกมาเบาๆ

“โทโกว…”

“เออ” เจ้าของชื่อรับคำเสียงห้วน เดินอาดๆเข้าไปหาหญิงสาว

“จะเดินหรือจะให้อุ้ม?” เขาถาม

“ขี้เกียจเดิน” โทโกะตอบสั้นๆ ชายในชุดเสื้อนอกลายตารางสบถอย่างหงุดหงิด ก่อนจะช้อนร่างอรชรของอีกฝ่ายขึ้นมาอย่างง่ายดาย

“ฮึๆ ก็ไหนเคยบอกว่าไม่สนใจไง มาช่วยฉันทำไมล่ะ?” มือเนียนนุ่มของหญิงสาวปาดเลือดที่กระเซ็นติดใบหน้าของอีกคนออกอย่างเบามือ โทโกวขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ขณะเริ่มขยับขาเดินออกจากสถานที่แห่งนั้น

“ไม่สนใจ แต่ก็ใช่ว่าจะอยากให้ตาย”

“พิลึกคนจังเลยนะ ที่ผ่านมาก็ต่างคนต่างอยู่แท้ๆ” หญิงสาวยักยิ้มอารมณ์ดี ราวกับว่ารู้สึกพึงพอใจในคำตอบของคู่สนทนา

“ฉันน่ะชอบที่เราทั้งคู่ต่างคนต่างอยู่”

โทโกวเอ่ยเช่นนั้นก่อนจะนิ่งไปเล็กน้อย ชายวัยกลางคนมีท่าทีลังเล แต่สุดท้ายแล้ว ถ้อยคำดังกล่าวก็ถูกเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความพยายามปกปิดอาการประหม่าบางอย่างของเขา

“….แต่ก็ไม่ได้ชอบหรอกนะ ถ้าจะต้องใช้ชีวิตอยู่ โดยที่มีคนใดคนหนึ่งไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว”

โทโกะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ สีหน้าของโทโกวทั้งนิ่งและเรียบเฉย สวนทางกับใบหูของเขาที่ขึ้นสีแดงเรื่อๆ

“นั่นสินะ…” หญิงสาวว่าพลางยักยิ้มมุมปาก

…..เพราะอย่างนี้นี่เอง เธอจึงหยุดหลงรักเขาไม่ได้เสียที

……….

Osomatsu-San FanFiction [ Dracula x Tougou ] ‘สายสัมพันธ์ยามค่ำคืน’

ดราโทโกวจากคิดซังค่ะ ดูข้อมูลของลุงดรา ตัวประกอบสุดแซ่บภาคคุงได้ในลิงก์นี้ค่า https://www.facebook.com/Yamikidfantasy/posts/1296428657052099

…..

ท่ามกลางความมืดมิดไร้แสงจันทร์ในคืนข้างแรม นั่นเป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้รู้จักกัน

เบื้องหน้าของโทโกวคือชายวัยกลางคนในชุดทักซิโด้พร้อมกับผ้าคลุมผืนยาว ข้อเสนอที่ถูกเอ่ยเอื้อนออกมาจากริมฝีปากบางทำให้อมนุษย์อย่างดราคิวล่าเหยียดยิ้มพึงพอใจ พึมพำคำพูดบางอย่างออกมาเบาๆ

“ร่วมมืออย่างนั้นรึ…”

“ใช่ ร่วมมือกันซะ อะไรๆจะได้ง่ายขึ้น”

สายลมกลางคืนพัดผ่าน ชายผ้าคลุมสีดำปลิวไสวไปตามแรงลม นัยน์ตาเจ้าเล่ห์ของโทโกวจ้องมองเข้าไปยังดวงตาของดราคิวล่าอย่างเด็ดเดี่ยวไร้ซึ่งความกลัวใดๆในจิตใจ

อมนุษย์ทิ้งศพของหญิงสาวเคราะห์ร้ายในอ้อมแขนลงบนพื้นถนนสีเทา สองเท้าก้าวเดินเข้าไปหาชายวัยสามสิบในชุดสูทลายตาราง มือขวาขาวซีดถูกยื่นออกไปข้างหน้า

โทโกวไม่รอช้าที่จะเอื้อมมือออกไปสัมผัสกับมือข้างนั้น ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นผ่านเข้ามาในร่าง อุณหภูมิร่างกายของอมนุษย์ต่ำเสียจนน่าใจหาย หากไม่ใช่ว่าได้ศึกษาข้อมูลของอีกฝ่ายก่อนที่จะออกตามหา แม้แต่คนอย่างเขาเองก็คงไม่สามารถควบคุมสติเอาไว้ได้ร้อยเปอร์เซนต์

หนึ่งมนุษย์หนึ่งปีศาจมองหน้ากันอย่างท้าทาย ตลอดการพูดคุย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏอยู่บนใบหน้าของทั้งคู่ตลอดเวลา

“เลือดเป็นของแก ส่วนเงินเป็นของฉัน” โทโกวกล่าว

“เช่นนั้นเจ้าหลอกล่อเหยื่อ ข้าทำลายเหยื่อ” ดราคิวล่าเอ่ยประโยคต่อจากนั้น

“เข้าใจอะไรง่ายดีนี่”

เมื่อตกลงกันเรียบร้อย มือของทั้งสองฝ่ายก็ปล่อยออกจากกัน โทโกวย่อตัวลงก้มหน้าเก็บของมีค่าขึ้นจากตัวศพหญิงสาว ดราคิวล่ามองตามการกระทำนั้นก่อนจะเปลี่ยนไปสนใจท้องฟ้ายามราตรีแทน

“ข้ายังไม่อิ่ม”

อมนุษย์เอ่ยขึ้นมาลอยๆ โทโกวเข้าใจความนัยของประโยคนั้นทันที เขาหัวเราะออกมาเบาๆก่อนจะบุ้ยมือไปยังบ้านหลังหนึ่งที่ปิดไฟเงียบ

“สี่คนพอมั้ย?” เจ้าของสูทลายตารางถามห้วนๆพลางนึกถึงใบหน้าของสมาชิกในบ้านที่เขาเคยลอบสังเกตการณ์มาก่อน

ดราคิวล่าเหยียดยิ้มเลียริมฝีปาก เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงพึงพอใจ

“เหลือเฟือ”

“เรอะ? งั้นก็ดี ลงมือเลยเถอะ”

ชายหนุ่มสองคนเดินเคียงกันไปยังบ้านหลังใหญ่ทันที นัยน์ตาของอมนุษย์เหลือบมองโทโกว ระหว่างที่เดินก็พูดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

“มนุษย์โหดร้ายกันอย่างนี้ทุกคนหรือเปล่านะ”

“ก็มีแค่ฉันคนเดียวนี่ล่ะมั้ง” โทโกวตอบพลางนึกย้อนถึงสิ่งที่ตัวเองเคยทำ คราบเลือดและภาพอาชญากรรมที่ตนเคยก่อผุดขึ้นมาในหัวสมอง รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้าเรียวได้รูปอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆหายไป

“ถ้าอย่างนั้นก็ดี” ดราคิวล่าหัวเราะออกมาเบาๆ รอยยิ้มสบายอารมณ์บนใบหน้าดึงดูดความสนใจของชายวัยสามสิบได้เป็นอย่างดี

“ทำไม?” โทโกวถาม

“เหตุผลน่ะหรือ” แวมไพร์ยักยิ้มมุมปาก ก้มหน้าลงมากระซิบข้างๆใบหูของโทโกวด้วยน้ำเสียงที่ไม่สามารถคาดเดาความรู้สึกได้

“ช้าจะได้…สนใจเจ้าแค่เพียงคนเดียวอย่างไรล่ะ”

ท่ามกลางความมืดมิดไร้แสงจันทร์ในคืนข้างแรม สายลมพัดผ่านแผ่วเบา รอยยิ้มที่ต่างไปจากเดิมของโทโกวสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาสีเข้มของดราคิวล่า รอยยิ้มที่มาจากความ ‘เผลอ’ ไม่ได้ถูกควบคุมด้วยสมอง แต่ถูกส่งตรงมาจากหัวใจ

“อมนุษย์นี่ชอบพูดอะไรไร้สาระขัดกับภาพลักษณ์อย่างนี้ทุกตนรึเปล่านะ”

“ถ้าบอกว่ามีแค่ข้าที่เป็นเช่นนั้น เจ้าจะสนใจแค่เพียงข้าไหม?”

โทโกวเหยียดยิ้มอวดดี เอ่ยออกมาอย่างมั่นออกมั่นใจ

“ไม่มีทาง”

รอยยิ้มของดราคิวล่ากว้างขึ้นกว่าเดิม

“ก็ลองดู”

และนั่น….คือจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ที่ยากจะลืมเลือน

………..

Yume100 FanFiction [ Apollo x Sky ] ‘บุหรี่’

 

“ทำไมนายถึงไม่จุดบุหรี่”

พอถูกถามออกมาอย่างนั้นอดีตเจ้าชายแห่งดาเตนก็เผยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ แผ่นอกกว้างภายใต้เชิ้ตสีเขียวยืดขึ้นเล็กน้อย

“นั่นก็เพราะว่าไม่อยากให้ควันบุหรี่ไปรบกวนใครยังไงล่ะ”

“…ไม่ใช่เพราะสกายสูบบุหรี่ไม่เป็นหรอกเหรอ…” เจ้าหญิงทรอยแมร์คนซื่อเอ่ยถามออกมาอย่างไม่เข้าใจ สกายอึกอักพูดอะไรไม่ออกเมื่อถูกจี้ใจดำในขณะที่อพอลโล่หัวเราะออกมาเสียงดัง

“ทำไมนายมันกระจอกอย่างนี้เนี่ย”

“ย ยุ่งน่า!!!” สกายหันไปแว้ดใส่อพอลโล่ คนถูกโวยวายลูบคางขณะใช้ความคิดก่อนจะทำท่าทางเหมือนคิดอะไรบางอย่างออก

“จะว่าไปมันก็มีวิธีช่วยให้สูบเป็นอยู่เหมือนกันนะ ว่าไงล่ะ จะให้สอนให้มั้ย?”

“เอ๋? จะสอนให้สูบบุหรี่เหรอคะ แบบนั้นไม่น่าจะดีมั้งคะ….”

“นั่นสิ ไม่ดีแน่ๆถ้าจะเรียนกับหมอนี่” สกายส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอาโดยไม่สนใจเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ที่กำลังพยายามอธิบายคำพูดของตนให้ชายหนุ่มทั้งสองคนฟังว่าไม่ได้หมายความตามที่สกายเข้าใจเลยแม้แต่น้อย

“ร เรื่องสุขภาพหรอกค่ะ…” หญิงสาวงึมงำในลำคอ แน่นอนว่าทั้งสกายและอพอลโล่ไม่ได้สนใจเสียงพึมพำของเธอเลยสักนิด อพอลโล่เลิกคิ้วอย่างเอาแต่ใจ

“ก็บอกว่าจะสอนให้ยังไงล่ะ นี่ไง ดูซะ ก่อนอื่นก็ทำอย่างนี้” เจ้าของมือแกร่งว่าพลางคว้าบุหรี่ไม่จุดไฟออกจากปากของสกาย คนถูกแย่งบุหรี่ยังไม่ทันได้โวยวายจู่ๆก็ถูกกระชากคอเสื้ออย่างรุนแรง รู้ตัวอีกที ริมฝีปากของคนผมเขียวก็ถูกอีกฝ่ายบดขยี้อย่างเร่าร้อน

….ต่อหน้าต่อตาเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ผู้กำลังยืนเหวอ

“ท ทำอะไรของนายฟะเนี่ย?!!!”

“อ้าว ก็บริหารปากไง มันต้องช่วยได้อยู่แล้วสิ”

“ทฤษฎีบ้าอะไรของนาย?!! ใช้ไม่ได้เฟ้ย!!!”

“ฉันบอกว่าได้มันก็ต้องได้สิ มานี่ เดี๋ยวทำให้ดูอีกรอบ”

“เฮ้ย?!! ด เดี๋ยว!!!”

ในวันนั้น เจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์ได้แต่เหม่อมองท้องฟ้ากว้างไกล นั่นสินะ บนท้องฟ้าย่อมต้องมีดวงอาทิตย์ เพราะฉะนั้น บนริมฝีปากของท้องฟ้าจะมีริมฝีปากดวงอาทิตย์ประกบอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยจริงๆ

………