Yume100 FanFiction [ Medi x Luke ] ‘บทสนทนายามค่ำคืน’

Yume100 FanFiction

Medi x Luke

‘บทสนทนายามค่ำคืน’

…….

พู่กันในมือทอประกายกับแสงจันทร์สีนวล ผมเหม่อมองความงดงามของมันอยู่ครู่หนึ่ง จดจำภาพนั้นไว้ในหัว ก่อนจะเริ่มหยิบกระดาษขึ้นมา ลงมือวาดอย่างคล่องแคล่ว

“ยังไม่นอนเหรอครับ” เสียงของลูคดังขึ้นข้างหลัง ผมเอ่ยทักอีกฝ่ายพร้อมๆกับวางพู่กันลง ก่อนจะหันไปมองคนผมเงินที่นั่งลงข้างๆ

ลูคจ้องมองอุปกรณ์วาดรูปของผมแล้วยิ้มเจื่อน ในขณะที่คนอื่นๆนอนหลับสนิทเพราะเหนื่อยจากการเดินทาง ลูคมักจะออกมาเดินเล่นตอนดึกๆแล้วก็เจอผมนั่งวาดรูปอยู่คนเดียวบ่อยๆ เริ่มแรกที่รู้จักกันเราสองคนไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่ รสนิยมไม่ตรงกันเลยสักนิด เพราะอย่างนั้นไม่ว่าผมจะพูดอะไรลูคก็เอาแต่พูดค้านผมตลอด

แต่ก็น่าแปลก ยิ่งพวกเราเถียงกัน ผมกลับยิ่งรู้สึกว่าระยะห่างของพวกเราลดลงเรื่อยๆ ลูคที่ผมเคยคิดว่าเป็นคนน่าเบื่อ แท้จริงแล้วเป็นคนที่เหงายิ่งกว่าใคร

ลูคกังวลเสมอว่าตัวตนของเขานั้นจืดจางเสียจนแทบจะเลือนหายไป เขาไม่ชอบความโดดเดี่ยว และการไร้ซึ่งตัวตนนำมาซึ่งความโดดเดี่ยว

‘เมดี้เนี่ย ยอดไปเลยนะครับ มีรสนิยมที่เป็นเอกลักษณ์ขนาดนั้น ถ้าผมเป็นอย่างนั้นได้ล่ะก็…ฮะๆ ว่าไปนั่น’ ผมจำได้ว่าลูคเคยพูดกับผมไว้ ตัวผมในตอนนั้นถอนหายใจออกมา

ไม่ใช่แค่ความไร้ตัวตนที่นำมาซึ่งความเหงา

ความโดดเด่นเองก็เช่นกัน…

เพราะมีความชอบที่แตกต่างจากคนอื่น ทำให้หาเพื่อนคุยไม่ได้ ถ้าหากไม่ใช่เจ้าชาย ผมคงโดนด่าโดนแกล้งไปแล้วหลายล้านรอบ เบื้องหน้าทุกคนยิ้มแย้มชื่นชมผลงานของผม แต่เบื้องหลังของคำชมเหล่านั้นคือคำนินทาดูถูกอย่างร้ายกาจ

สีหน้าของลูคในตอนนั้นซีดลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขอโทษผมที่พูดเอาแต่ใจทั้งๆที่ไม่รู้อะไรเลย ผมบอกปัดไปว่าไม่เป็นไร พวกเรานั่งเงียบกันอยู่นาน ต่างคนต่างไม่รู้จะคุยอะไรดี ผมในตอนนั้นรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก สุดท้ายก็แยกย้ายกันไปนอน วันต่อๆมา เรื่องราวที่นั่งปรับทุกข์กันก็ถูกลืมไปเสียสนิท

จนกระทั่งคืนนี้ หลังจากที่คุยเรื่องสัพเพเหระกันเรียบร้อยแล้ว จู่ๆลูคก็ถามผมว่า

“ทำไมที่ผ่านมาถึงเอาแต่พูดพล่ามเรื่องศิลปะอยู่ได้ล่ะครับ ยิ่งทำอย่างนั้น คำพูดของผมก็ยิ่งทำให้เมดี้ไม่สบายใจนะ เหมือนกับอดีตที่เล่าให้ผมฟัง…”

ผมฟังคำถามแล้วกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ ในขณะที่ลูคทำหน้างุนงง ผมก็ฉวยโอกาสโน้มหน้าเข้าไปใกล้แล้วใช้นิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากอีกคนเบาๆ

“ถ้าเป็นคำพูดขัดคอที่เต็มไปด้วยความจริงใจอันงดงามของลูคล่ะก็ รื่นหูกว่าคำชมของคนพวกนั้นซะอีก”

ลูคอึ้งไปนานหลายนาที ใบหน้าขาวเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อ ผมยักยิ้มพอใจ เก็บอุปกรณ์แล้วลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกราตรีสวัสดิ์แล้วเดินกลับเข้าไปในที่พักอย่างสบายอารมณ์

ความจริงแล้ว…เหตุผลมันก็ไม่ใช่แค่นั้นหรอก…. ที่ผมยังคงพูดเจื้อยแจ้วน่ารำคาญอยู่ตลอดเวลา ก็เพราะอยากให้ลูคได้พูดขัดคอผมก็เท่านั้นล่ะ

ยิ่งทำอย่างนี้ ลูคก็จะไม่เหงา ยิ่งพูด ลูคก็จะยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ไร้ตัวตนอย่างที่คิด

ถ้ามันช่วยให้ลูคมีความสุขล่ะก็…

ผมยินดี

…………
 

ชอบความปากคอเราะร้ายของลูคมาก ส่วนเมดี้…เมดี้ในฟิคคือมโนภาพที่เราคาดหวังไว้ค่ะ แต่พอเล่นรูทจันทราจบเท่านั้นแหละ ดับฝันมาก คาดหวังไปเพื่ออะไรฮืออ5555555

Yume100 FanFiction [ Kaza x Maris ] ‘บทสนทนาของคาซ่ากับมาริส’

Yume100 FanFiction

Kaza x Maris

‘บทสนทนาของคาซ่ากับมาริส’

…..

เพราะคิดจะหลอกใช้ สุดท้ายก็เลยเดินตามหลังคาซ่าไปเรื่อยๆเพื่อไปทำลายต้นไม้แห่งความหวังของตาลุงโลโค ท่ามกลางเสียงกระซิบแผ่วเบาของสมาชิกสมาคมแม็กน่าคนอื่นๆ คาซ่าหันมาชวนผมคุย

“เป้าหมายของเธอคืออะไรกันแน่”

คาซ่าเอ่ยถาม ผมส่ายหน้าไปมา สวมหน้ากากเสแสร้งเล่นละครอีกครั้ง

“แน่นอนว่าต้องช่วยเป็นการช่วยโลกจากปีศาจกินฝันอยู่แล้วครับ ท่านคาซ่า”

“มาริส ฉันมองเธอออก” รอยยิ้มปรากฏขึ้นภายใต้ฮุ้ดคลุมสีดำของอีกฝ่าย ผมนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อม

“สมกับเป็นท่านคาซ่า แต่ได้โปรดวางใจเถอะครับ ในตอนนี้ พวกเราเป็นพวกเดียวกัน”

เมื่อผมเอ่ยออกไปเช่นนั้น คาซ่าหัวเราะออกมาเบาๆ เขาเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนก่อนจะชวนผมเปลี่ยนเรื่องคุย

“เธอมีเรื่องที่กลัวอยู่ในใจสินะ”

“ใครๆก็ต้องมีทั้งนั้นครับ หรือว่าท่านคาซ่าไม่มี” ผมสูดเอาอากาศเย็นยามค่ำคืนเข้าไปเต็มปอด ระหว่างที่ตอบก็นึกร่างแผนการคร่าวๆในหัว

สิ่งมีชีวิตขนปุยนั่น…ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องจับกลับไปให้ได้

ทำงานไม่สำเร็จ…นั่นล่ะคือความกลัวเพียงหนึ่งเดียวของผม

“นั่นสินะ” คาซ่าตอบคำถามของผมด้วยความคลุมเครือ ทว่า ความจริงแล้วคำตอบนั้นก็ไม่ได้เดายากเลยสักนิด

“แต่ว่านะครับ ใครๆก็มีความกลัวทั้งนั้นล่ะ ขนาดคนอย่างพวกเจ้าหญิงทรอยแมร์ยังกลัวเลยไม่ใช่หรือ” ผมว่าพลางนึกถึงใบหน้าของเธอคนนั้น “ก็เพราะกลัวปีศาจกินฝันทำร้ายผู้คน เจ้าพวกนั้นถึงต้องดิ้นรนอย่างเปล่าประโยชน์”

ในขณะที่คาซ่าเองก็กลัว ถึงได้พยายามเผยแพร่ลัทธินี่…

ไม่ว่าใครต่างก็มีความกลัวในใจ ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไรเสียหน่อย ผมตั้งใจจะบอกเขาเช่นนั้น ขณะเดียวกันก็รู้สึกสับสนกับการกระทำของตัวเอง ทำไมผมต้องไปใส่ใจเขาด้วยล่ะ

บางทีอาจเป็นเพราะอยู่กับพวกคนดีงี่เง่าพวกนั้นมากเกินไป หรือไม่ก็คงเพราะแดดของราเบียที่ทำให้ทั้งสมองและร่างกายของผมเหนื่อยล้าจนทำอะไรผิดพลาดไปหมด

“…” คาซ่านิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขอบคุณเสียงเบา

“แต่ถึงยังไง…จะให้ยืดอกยอมรับความรู้สึกพรรค์นั้นเนี่ย ทำไม่ได้จริงๆ” ผมได้ยินอีกฝ่ายบ่นพึมพำแล้วก็หลุดขำออกมาจนคาซ่าก้มหน้าจ้อง

“เธอทำได้หรือไง?”

ราวกับโดนต่อยเข้าจังๆ ผมจุกจนพูดไม่ออก จะว่าไปความกลัวถือเป็นจุดอ่อนที่ร้ายกาจ ถ้าให้คนอื่นรู้จุดอ่อนของตัวเองนี่ก็ไม่ใช่เรื่องดีจริงๆนั่นล่ะ โดยเฉพาะศัตรู

ถ้าแค่ยอมรับกับตัวเองน่ะก็ทำได้อยู่หรอก ผม…กลัวท่านผู้นั้น แต่การจะป่าวประกาศให้คนอื่นๆรับรู้ความจริงข้อนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ทำไม่ได้…

“เอ่อ…” เมื่อเห็นผมอึกอักคาซ่าก็วางมือแปะลงบนหัวของผม เพราะเขาตัวสูงกว่าหรือเปล่านะ อีกฝ่ายถึงได้รู้สึกว่าตัวเขาอายุมากกว่าผม ให้ตายสิ หน้าก็เห็นกันไม่ชัดแท้ๆ ความจริงแล้วเราอาจจะอายุเท่าๆกันก็ได้ไม่ใช่หรือไง

“เสมอกันแล้วนะ” คาซ่ายักยิ้มให้ผม ถึงแม้ว่าเขาจะเอามือออกไปแล้ว แต่สัมผัสเบาๆของฝ่ามือนั่นยังคงตราตรึงอยู่ในใจ

“ต้นไม้อยู่ทางนั้นครับ!” เสียงของชาวบ้านที่อาสานำทางดังขึ้น บทสนทนาของผมกับคาซ่าจึงจบลงเท่านั้น คาซ่าหันไปออกคำสั่งกับสมาชิกสมาคมแม็กน่าที่เหลือ ส่วนผมถอยหลังออกมา เฝ้าดูการทำงานของพวกเขาอยู่ห่างๆ

ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาทั้งวันหายไปเกือบหมดแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังขยับตัวไม่คล่องแคล่วเท่าไหร่ ผมสูดอากาศเย็นเข้าปอด เฝ้ารอเสียงฝีเท้าจากเจ้าหญิงและพรรคพวกอย่างใจจดใจจ่อ

ความสิ้นหวังไม่สามารถก่อกำเนิดอะไรได้ แล้วความกลัวล่ะ สร้างอะไรขึ้นมาได้หรือเปล่านะ?

ผมเหลือบมองแผ่นหลังของคาซ่า ยักยิ้มบางๆออกมาอย่างอารมณ์ดี

คุยกับคาซ่าแล้วไม่น่าเบื่อ ไม่เหมือนคุยกับคนธรรมดาทั่วไป เอาเป็นว่าถ้าพวกเราทำงานเสร็จลุล่วงเมื่อไหร่ ผมค่อยถามเขาทีหลังก็แล้วกัน

…..

 

(ชื่อภาษาอังกฤษของทั้งสองคน…น่าจะเขียนอย่างนี้ใช่มั้ยคะฮืออออ5555555 เอาเป็นว่าขอใช้อย่างนีั้ไปก่อนก็แล้วกันฟฟฟฟ)

 

Yume100 FanFiction [ Jet x Sky ] ‘การพบพาน ณ ดาเตน’

Yume100 FanFiction

Jet x Sky

‘การพบพาน ณ ดาเตน’

(หมายเหตุ : เราเล่นเจ็ตรูทสุริยัน สกายรูทจันทราค่ะ เจ็ตสุริยันตัดสินใจเป็นนักแสดงแอคชั่น ส่วนสกายจันทราพูดออกมาเองว่าไม่ชอบเลือด ไม่อยากทำร้ายใคร ก็เลยเอามาผูกกันเป็นเรื่องแบบนี้… อนึ่ง อาจมีตอนต่อ หรืออาจไม่มี คือแค่อยากหาเหตุการณ์ให้เจอกันเฉยๆ555555)

…..

ในขณะที่พวกเรากำลังถ่ายทำ ชายคนหนึ่งวิ่งตัดหน้าผมไป ตามมาด้วยชายอีกหลายคนที่ส่งเสียงโวยวายขณะไล่ตาม กล้องและอุปกรณ์ถ่ายทำหลายตัวถูกชนจนล้มระเนระนาด

“คัต!!! โอย อะไรกันเนี่ย!!” ผู้กำกับหงุดหงิดจนแทบจะเขวี้ยงบทลงพื้น ผมมองตามคนเหล่านั้นไป แท้จริงแล้วอาณาจักรดาเตน แดนวิทยาการเวทเองก็ไม่ใช่เมืองที่สงบสุขอย่างที่คิด

ชื่อของผมคือเจ็ต เจ้าชายแห่งอาณาจักรโบดิบัล แดนภาพยนตร์ ตอนนี้เป็นนักแสดงแอคชั่นเต็มตัวแล้ว หลังจากที่เป็นสตันท์มานานแสนนาน

“ช่วยไม่ได้! วันนี้พอแค่นี้ก็แล้วกัน ใครก็ได้ไปดูกล้องหน่อยซิว่ายังใช้การได้มั้ย!!” ผู้กำกับตวาดอย่างเกรี้ยวกราด ผมนิ่งไปเล็กน้อย สายตายังคงมองไปยังทิศทางที่กลุ่มผู้พังกล้องวิ่งไป สุดท้ายแล้วก็ตัดสินใจวิ่งตามไปดู

อย่างน้อยก็ต้องให้ใครซักคนมารับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้นหน่อยล่ะ

ผมวิ่งตามร่องรอยที่พวกเขาทิ้งไว้ตลอดทาง ข้าวของที่ไหนล้มระเนระนาด ผมก็วิ่งตรงไปทางนั้น จนกระทั่งได้ยินเสียงข่มขู่ลอดออกมาจากตรอกเล็กๆแห่งหนึ่ง

“แกหนีไปไหนไม่รอดหรอก สกาย” เสียงห้าวที่น่าจะเป็นของพวกนักเลงดังขึ้น คนที่ชื่อว่า ‘สกาย’ ส่งเสียง ‘ชิ’ ออกมาเบาๆ

“พวกแกคิดว่ามีปืนอยู่ฝ่ายเดียวรึไง!” ผมได้ยินเสียง ‘กริ๊ก’ เบาๆ ในขณะที่ผมกำลังชื่นชมว่าตัวเขาเองก็รับมือกับสถานการณ์แบบนี้ได้ในระดับหนึ่ง พวกที่ไล่ตามก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่น

“แกมีปืน แต่แกก็ไม่กล้ายิงไม่ใช่รึไง ไอ้คนน่าสมเพช!!”

ผมยื่นหน้าไปดูสถานการณ์อย่างลังเลใจ ถ้าหากผมเข้าไปช่วยคนที่ทำผิดนั่นยิ่งไม่แย่ไปกว่าเดิมหรือ แต่ทว่า เมื่อได้เห็นใบหน้าของคนที่โดนกล่าวหาว่าเป็นคนน่าสมเพชที่กำลังเคร่งเครียด แขนทั้งสองที่กำลังถือปืนกำลังสั่น

“ฉัน…ฉันจะยิงพวกแกจริงๆนะ”

สกายพึมพำราวกับกำลังสะกดจิตตัวเองมากกว่าข่มขู่อีกฝ่าย ในวินาทีนั้น ผมไม่สนใจสาเหตุเรื่องราวทั้งหมดแล้ว สัญชาตญาณของผมบอกว่าเขาเป็นคนที่ไม่มีพิษภัยขัดกับรูปร่างหน้าตาที่ท่าทางไม่น่าเข้าใกล้ ด้วยเหตุนั้นผมจึงรีบพุ่งเข้าไปจัดการเจ้าพวกกลุ่มคนที่กำลังหัวเราะเยาะทันที

หมัด เข่า เท้า ศอก ทันทีที่เจ้าพวกนั้นโดนเข้าไปต่างก็ร้องโอดโอย ผมหันขวับไปทางคนหัวเขียว คว้าข้อมือของเขาแล้วพาวิ่งออกไปจากตรอกทันที

“ตามมา!!”

ผมสั่งคนที่กำลังงุนงง สกายหันไปมองคนที่ถูกผมจัดการเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขอบคุณผมขณะที่ยังวิ่งอยู่

“ขอบคุณ…” น้ำเสียงของเขาฟังดูโล่งใจมากกว่าดีใจที่ถูกช่วยออกจากสถานการณ์เช่นนั้น โล่งใจที่ไม่จำเป็นต้องยิงปืนใส่ใคร

“อา…ไม่เป็นไรหรอก แค่อยากได้คนมารับผิดชอบค่าข้าวของที่พังน่ะ” ผมเอ่ยเช่นนั้นก่อนจะหยุดวิ่งเมื่อเห็นว่าพวกเราหนีกันมาได้ไกลจากที่เกิดเหตุพอสมควร ผมปล่อยมือที่จับข้อมือของอีกฝ่ายไว้ สกายถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน

“ขอโทษด้วยจริงๆ… ว่าแต่ นายเนี่ยหน้าคุ้นๆเหมือนกันแฮะ…” คนผมเขียวว่าพลางจ้องหน้าผมอย่างใช้ความคิด

“ยังกะเคยเห็นที่ไหนซักแห่งมาก่อน…. โปสเตอร์….” เขาพึมพำเบาๆกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ร้องอ๋อ เสียงกำปั้นทุบกับฝ่ามือดังตุบ ตามมาด้วยเสียงเรียกชื่อของผม

“เจ้าชายเจ็—”

ผมรีบถลาเข้าไปปิดปากสกาย ทำเสียง ‘ชู่วววว์’ ให้อีกฝ่ายเงียบเสียงลง หันขวับไปมองคนรอบข้าง โชคดีที่แถวนี้ไม่ค่อยมีคนอยู่ใกล้ๆพวกเรา ผมปล่อยมือที่ปิดปากสกายไว้ คนผมเขียวขอโทษเสียงอ่อย

“ขอโทษที ตื่นเต้นไปหน่อย จะว่าไงดีล่ะ แต่ฉันชอบหนังที่นายเล่นนะ” เขาหัวเราะแหะๆแก้เก้อ ผมเลิกคิ้วสงสัย

“แปลกดี เวลาที่คนอื่นคุยกับฉันต้องสุภาพตลอดเวลาเพราะเป็นเจ้าชาย แต่นายกลับดูไม่สนใจเรื่องนั้นเลยแฮะ”

“อ้าว ไม่ชอบเรอะ”

“เปล่าหรอก ฉันชอบแบบนี้มากกว่า ภาษาพิธีการน่ะยุ่งยากจะตาย” ผมว่าพลางสำรวจฝ่ายตรงข้าม จะว่ายังไงดี ถึงแม้เขาจะดูเป็นคนธรรมดา แต่ผมกลับรู้สึกได้ว่าเขาไม่ธรรมดาเลยสักนิด

“จะว่าไปนี่ก็เย็นแล้ว ไปกินราเม็งกันมั้ย ฉันน่ะรู้จักร้านอร่อยๆอยู่นะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง นายอุตส่าห์ช่วยฉันไว้นี่นา”

เมื่อพูดถึงอาหาร ผมได้ยินเสียงท้องร้องของตัวเองแล้วก็พยักหน้าตกลง ระหว่างที่เดินไปร้านราเม็ง เราสองคนพูดคุยกันเป็นระยะๆ

พวกเราคุยกันเรื่องสัพเหระมากมายอย่างถูกคอ แต่เมื่อถามถึงเรื่องของสกาย ถามว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นใคร ถามว่าคนพวกนั้นไล่ตามเขาทำไม สกายกลับเบี่ยงประเด็นคุยเรื่องอื่นเสมอ

“เชื่อฉันเถอะ นายไม่รู้อะไรแบบนี้แหละดีแล้ว” สกายเอ่ยยิ้มๆ จากนั้นก็ชวนผมคุยเรื่องราเม็ง แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังคงดื้อดึงเซ้าซี้ถามต่อ

“ทำไมล่ะ ทำไมถึงรู้ไม่ได้?”

สกายเหลือบมองผมเล็กน้อย “เรื่องของฉัน ฉันจัดการเองได้น่า นายไม่ควรมาเดือดร้อนด้วย…”

คนผมเขียวว่าพลางหยิบบุหรี่ขึ้นมาคาบในปาก แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยิบไฟแช็คขึ้นมาจุดไฟสูบ

“…..รีบๆถ่ายหนังแล้วรีบๆกลับไปเถอะ ไม่รู้ว่าเจ้าพวกนั้นจะเห็นหน้านายรึเปล่า…”

“เป็นห่วงไม่เข้าเรื่องจริงๆ แต่ยิ่งพูดแบบนั้น ฉันก็ยิ่งอยากยุ่งด้วยนะ” ผมเผยยิ้มออกมาเล็กน้อย ถึงแม้เขาจะดูห้าวๆ แต่ภายในของเขานั้นใจดีและอ่อนโยนกว่าที่ผมคิดเสียอีก

อยากสนิทกันให้มากกว่านี้…

“ให้ตายสิ นายนี่มันบ้าจริงๆ” สกายถอนหายใจอย่างเอือมระอา “เป็นแค่พระเอกในจอก็พอแล้วมั้ง ไม่เห็นต้องวุ่นวายอะไรกับฉันเลย”

“เพื่อนก็ต้องช่วยเพื่อนสิ” ผมหัวเราะพร้อมกับตบไหล่เขาเบาๆ “ยิ่งนายไม่อยากให้ช่วย ฉันก็ยิ่งอยากจะช่วย”

“ใจดีเกินไปแล้ว… ไม่เห็นต้องมาสนใจกันเลยแท้ๆ พวกเราเพิ่งรู้จักกันเองไม่ใช่เรอะ..” สกายบ่นงึมงำ ผมหลุดหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี

“รู้อะไรมั้ย ฉันเองก็อยากพูดกับนายแบบนั้นเหมือนกัน”

………

Osomatsu-San FanFiction [ Karamatsu x Jyushimatsu ] ‘ใจดวงนี้เพื่อมายเลิฟลี่บราเธอร์!’

Osomatsu-San FanFiction

Karamatsu x Jyushimatsu

‘ใจดวงนี้เพื่อมายเลิฟลี่บราเธอร์!’

…..

ท้องฟ้าวันนี้สวยงามกว่าปกติ

แสงแดดยามเช้าสอดส่องไปทั่วตัวเมือง ผมนั่งฮัมเพลงอยู่บนหลังคาบ้าน ริมฝีปากยักยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี

ชื่อของผมคือมัตสึโนะ คารามัตสึ แฝดคนที่สองแห่งบ้านมัตสึโนะผู้หล่อ เท่ และแต่งตัวได้มีรสนิยมที่สุดในบ้าน โอ้ จะว่าไปตอนนี้รู้สึกอยากเล่นกีต้าร์ประสานเสียงกับบรรดานกตัวน้อยที่กำลังส่งเสียงร้องจิ๊บๆตรงนั้นจังเลยนะ ถ้าทำอย่างนั้นต้องเท่มากแน่ๆ แต่ว่าตอนนี้ดันไม่มีกีต้าร์อยู่กับตัวน่ะสิ แย่จัง เลิฟลี่เบิร์ดตรงนั้นอดฟังมายแฟนตาสติกซองเลย โชคไม่ดีจริงๆ

ในขณะที่ผมกำลังส่งกระแสจิตปลอบใจเลิฟลี่เบิร์ดอยู่นั้น จูชิมัตสึ แฝดคนที่ห้าของบ้านก็มานั่งข้างๆผมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ สีหน้าที่เศร้าหมองของอีกฝ่ายทำให้ผมละความสนใจจากเลิฟลี่เบิร์ด หันมาสนใจน้องชายที่น่ารักกว่ากลุ่มนกๆตรงนั้นแทน

ปกติแล้วหากอยู่ต่อหน้าคนอื่น จูชิมัตสึมักจะมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ ถึงแม้ว่าภายในใจจะไม่ได้ยิ้มอยู่ก็ตาม

และเพราะอย่างนั้น… ผมจึงขอร้องให้เขาแสดงท่าทีออกมาอย่างตรงไปตรงมาเมื่ออยู่ต่อหน้าผม

‘ถ้าอยู่กันตามลำพังล่ะก็ช่วยแสดงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาทีเถอะ’

ผมจำได้ว่าเคยพูดอะไรแบบนี้ออกไป ขอร้องอะไรอย่างนี้ไม่เท่เลยแฮะ แต่น่าแปลกที่ในหัวของผมตอนนั้นกลับไม่พะวงเรื่องเท่ไม่เท่เลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่คิดอยู่ในตอนนั้นคือจะทำยังไงให้จูชิมัตสึได้ระบายความรู้สึกที่แท้จริงออกมา

ถ้าระบายออกมาแล้วทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้น ต่อให้ผมต้องเห็นใบหน้าที่เศร้าสร้อยเจ็บปวดของจูชิมัตสึจนรู้สึกอยากจะร้องไห้ตาม ผมก็จะทน เพื่อให้อีกฝ่ายกลับมายิ้มได้อย่างสบายใจอีกครั้ง

“คารามัตสึนี่ซัง…”

จูชิมัตสึเรียกชื่อของผมด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาไร้เรี่ยวแรง หยาดน้ำตาใสไหลรินอาบแก้มขาวเนียน

“เป็นอะไรไป…” ผมยังเอ่ยไม่ทันจบประโยคจูชิมัตสึก็ปล่อยโฮราวกับเด็กๆ ผมพูดไม่ออกไปชั่วครู่ นึกหาคำพูดร้อยแปดพันเก้าประโยคมาปลอบอีกฝ่าย แต่ก็นึกไม่ออก ถ้าใช้คำพูดเดิมๆจะได้ผลรึเปล่านะ จูชิมัตสึไม่เคยร้องไห้หนักขนาดนี้มาก่อนซะด้วย…

ผมใช้สมองอยู่นานมากเพื่อคิดคำพูดที่ตลกที่สุด

“จูชิมัตสึ”

“ฮือๆๆ คารามัตสึนี่ซัง ฮึก ฮือๆๆ”

“จูชิมัตสึ ผีหลอก แบร่ๆ ดูสิๆ กลัวมั้ยๆ”

ผมว่าพลางแลบลิ้นปลิ้นตามใส่อีกฝ่าย ทว่า จูชิมัตสึไม่สนใจผม ยังคงร้องไห้ต่อไม่หยุด ผมจึงแสร้งทำท่าทีตกใจอย่างโอเวอร์แอคติ้ง

อา..โดนเมินเนี่ยเจ็บจังเลยนะ

“มายบราเธอร์…” ผมลองเรียกจูชิมัตสึดูอีกครั้ง ตั้งใจจะบอกให้อีกฝ่ายมาซบอกผมก็ได้ถ้าต้องการ แต่ทันใดนั้นเอง มือของผมก็คลำเจอบางสิ่งบางอย่างผิดปกติบนอก

“…….”

ผมหรี่ตาลงเล็กน้อยขณะก้มลงมอง ‘ความผิดปกติ’ นั้น ความผิดปกติที่ผมจงใจเมินเฉยมาโดยตลอด

รูโหว่…

บริเวณหน้าอกที่เยื้องไปทางซ้ายของผมมีลักษณะเป็นรูโหว่

สาเหตุที่เป็นรูโหว่…นั่นก็เพราะว่าหัวใจที่เคยมีอยู่นั้นถูกมอบให้แก่ใครบางคนไปแล้ว คนที่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรง ถูกรถชนจนต้องได้รับหัวใจใหม่เพื่อช่วยยื้อชีวิตไว้ให้เร็วที่สุด

นั่นสินะ…ผม..

ตายไปแล้ว….

แต่ว่า เรื่องแค่นั้นน่ะ ไม่เห็นจำเป็นต้องร้องไห้เลยนี่นา จูชิมัตสึ

“หัวใจของพี่เข้ากับนายได้พอดีเลย ที่เค้าว่ากันว่าใจตรงกันนี่ก็คงประมาณนี้ล่ะมั้ง”

ผมว่าพลางหัวเราะออกมาเบาๆกับมุกของตัวเอง ท่ามกลางเสียงสะอึกสะอื้นของจูชิมัตสึที่ดังอยู่ข้างๆ

สำหรับผมแล้ว ความตายที่ได้รับมานั้น หากแลกกับการมีชีวิตอยู่ของคนที่ผมรัก มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย

เป็นแค่เรื่องตลกเบาสมองเรื่องหนึ่งก็เท่านั้นเอง

………..

 

Osomatsu-San FanFiction [ Atsushi x Tougou ] ‘อีกครั้ง’

Osomatsu-San FanFiction

Atsushi x Tougou (อัทสึโทโกว)

‘อีกครั้ง’

……

ผมพบเขาอีกครั้งในวันที่ฝนตก

ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ค่ำคืนที่คลาคลั่งไปด้วยผู้คนบนท้องถนนที่เฉอะแฉะ ชายคนหนึ่งจุดบุหรี่สูบขณะยืนหลบฝนอยู่ใต้ชายคาตึกแห่งหนึ่ง อาศัยส่วนที่ยื่นออกมาจากชายคาแทนร่มที่ไม่ได้พก สีหน้าหงุดหงิดของอีกฝ่ายเรียกรอยยิ้มจากผมได้เป็นอย่างดี

ผมเดินไปเผชิญหน้ากับเขาคนนั้น ก่อนจะเอ่ยทักออกไปอย่างเป็นกันเอง

“สวัสดีครับ โทโกวซัง เดินไปด้วยกันมั้ยครับ”

โทโกวซังเหลือบตามองคันร่มในมือผม ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

“ไม่ล่ะ เธอไปเถอะ”

“ระวังตัวจังเลยนะครับ แต่พอดีว่าผมรู้ที่กบดานใหม่ของคุณตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เพราะอย่างนั้นไม่ต้องปกปิดหรอกครับ”

โทโกวซังถลึงตามองพร้อมกับสบถคำด่าออกมาอย่างโกรธเคือง ชายคนนี้เปลี่ยนที่กบดานบ่อยอยู่เหมือนกัน เพราะอย่างนั้นผมถึงได้ลำบากตามรอยแทบแย่ อืม…หรือว่าจะลองชวนมาอยู่ด้วยกันดีนะ ผมเองก็เริ่มเบื่อการเล่นซ่อนหาแบบนี้ไปเรื่อยๆแล้ว

หืม…ไม่เลว เป็นความคิดที่ยอดไปเลยไม่ใช่รึไง?

“ดีล่ะ ผมตัดสินใจแล้ว จากนี้ไปโทโกวซังไปอยู่กับผมก็แล้วกันครับ” ผมว่าพลางคว้าข้อมือของคู่สนทนาแล้วกระชากให้เข้ามาอยู่ในร่มด้วยกัน ร่างของโทโกวซังเซไปเล็กน้อยเมื่อถูกลากโดยไม่ทันตั้งตัว บุหรี่ที่คาบอยู่ในปากของอีกฝ่ายร่วงหล่นลงบนพื้น แสงไฟที่ปลายบุหรี่ถูกดับลงด้วยเม็ดฝนโปรยปราย

“ไอ้เด็กเวร! ทำบ้าอะไรของแก!!”

ผมไม่ตอบอะไร ได้แต่หัวเราะอย่างเริงร่าแล้วออกแรงดึงร่างของอีกฝ่ายให้เดินตามมา แน่นอนว่าโทโกวซังพยายามฝืนสู้สุดชีวิต ทว่า ถึงแม้เขาจะใช้ทั้งมืออีกข้างที่เป็นอิสระ เท้า ไหล่ และหัวโจมตีผมก็ไม่สามารถทำให้ตัวเองหลุดรอดออกไปได้

ผมถอนหายใจออกมา ก่อนออกแรงบีบที่ข้อมือของอีกฝ่ายมากขึ้น สุดท้ายแล้วโทโกวซังที่ทนความเจ็บปวดไม่ไหวก็ต้องยอมยกธงขาวยอมแพ้ ยอมถูกผมลากกลับบ้านด้วยอย่างว่าง่าย

แรงของคนหนุ่มย่อมดีกว่าแรงของคุณลุงวัยสี่สิบแน่นอนอยู่แล้ว

“ทำไมต้องมายุ่งวุ่นวายอะไรกับฉันมากขนาดนี้”

ระหว่างที่สองขาก้าวเดินไปตามทางเท้า โทโกวซังก็เอ่ยถามออกมาเช่นนั้น ผมระบายยิ้มบางๆบนใบหน้า ท่ามกลางเสียงเม็ดฝนที่ตกกระทบลงบนผิวร่มราคาแพง ความทรงจำบางอย่างในใจผมเด่นชัดขึ้นอย่างน่าประหลาด

ในงานเลี้ยงสังสรรค์ที่มากไปด้วยบรรดาเศรษฐีและนักธุรกิจชื่อดัง ตัวผมในวัยเด็กเงยหน้ามองผู้คนมากมายที่ต่างสวมหน้ากากเข้าหากันอย่างเอือมระอา สุดท้ายก็หาทางหนีออกมาจากงานเลี้ยงนั้นจนได้ แม้จะรู้ดีว่าอีกไม่นานถ้าพ่อแม่รู้ตัวก็จะส่งคนออกตามตัวทันที แต่ถึงอย่างนั้น ความอดทนของเด็กสิบขวบต่ำเกินกว่าจะทนอยู่ในสถานที่น่าเบื่อเช่นนั้นได้

ผมเดินไปตามทางเท้า ไม่นานนักก็หลงมายังตรอกสกปรกแห่งหนึ่ง ทั้งๆที่ตั้งใจจะเดินผ่านไปแท้ๆ แต่กลิ่นคาวเลือดจางๆพร้อมกับเสียงร้องโอดโอยแผ่วเบาลอยออกมาเป็นห้วงๆนั้นกลับดึงดูดความสนใจของผมไปเสียหมด เสียงนั้นดังขึ้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะขาดหายไปในที่สุด

ผมเดินย่องเข้าไปในสถานที่แห่งนั้นเงียบๆ กลิ่นคาวเลือดนั้นเด่นชัดขึ้นกว่าครั้งแรก ผมซ่อนตัวอยู่ในเงามืด กลั้นหายใจขณะลอบมองร่างของชายหนุ่มวัยสามสิบคนหนึ่งที่ถูกอาบไล้ด้วยแสงจันทร์สีเหลืองนวล มือที่สวมถุงมือของเขาถือมีดสั้นสีเงินที่ชโลมไปด้วยเลือด รองเท้าหนังสีดำกำลังเขี่ยศพของชายคนหนึ่งที่เต็มไปด้วยบาดแผลจากการถูกแทงจุดสำคัญ

” ‘โทษทีนะพวก แต่กับเจ้าพ่อแก๊งมาเฟียอย่างแก ถ้าไม่ฆ่าทิ้งซักวันแกก็ต้องรู้ว่าฉันยักยอกบัญชีแก๊ง แล้วแกก็คงตามเก็บฉันอย่างไม่ลังเลแน่ จริงไหม?” ฆาตกรย่อตัวลงนั่งยองๆข้างๆศพของอดีตเจ้านาย ทิ้งมีดที่ไร้ซึ่งรอยนิ้วมือลงบนพื้น ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าสตางค์และทรัพย์สินมีค่าอื่นๆของคนตายขึ้นมาเก็บใส่กระเป๋า

“ที่ผ่านมาขอบคุณสำหรับแหล่งกบดานชั้นดีนะ คุณบอส”

ชายคนนั้นเอ่ยทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เขาหันซ้ายมองขวาเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบว่าไม่ทิ้งหลักฐานอะไรไว้อย่างรอบคอบ แต่เพราะว่ายังรอบคอบไม่พอ ถึงได้เดินจากไปโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าผมกำลังแอบมองเขาอยู่

ริมฝีปากที่ยักยิ้มเจ้าเล่ห์ สายตาที่แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจที่สามารถควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปได้ดังใจของชายคนนั้นทำให้หัวใจของผมพลันเต้นไม่เป็นจังหวะ หวดกลัวอย่างนั้นหรือ ไม่เลย ผมไม่ได้กลัวเขาเลยแม้แต่น้อย นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึก ‘ประทับใจ’ ในตัวใครบางคนมากขนาดนี้

ใครบางคนที่ลบความเบื่อหน่ายออกไปจากหัวใจผมเสียจนหมดสิ้น

บางที…อาจจะไม่ใช่แค่ประทับใจก็ได้…

ฝนยังไม่หยุดตก ตัวผมในปัจจุบันที่เพิ่งนึกถึงอดีตได้แต่ยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี

ทำไมต้องมายุ่งวุ่นวายอะไรกับโทโกวซังมากขนาดนี้น่ะหรือ….

“อืม นั่นสินะครับ”

ที่ต้องมาวุ่นวายด้วยขนาดนี้ บางทีก็คงเป็นเพราะตัวผมน่ะ…
“อาจจะชอบคุณมาตั้งแต่แรก…ชอบมาตลอดเลยล่ะมั้งครับ…”

…….