Osomatsu-San FanFiction [ Atsushi x Tougou ] ‘หนึ่งวันของเขาก็คือหนึ่งวันของผม’

Osomatsu-San FanFiction

Atsushi x Tougou (อัทสึโทโกว)

‘หนึ่งวันของเขาก็คือหนึ่งวันของผม’

…..

 

ร้านอาหารเล็กๆแห่งนี้เป็นร้านที่โทโกวซังแวะมาบ่อยๆก่อนจะแวะเข้าไปเดินหาเหยื่อในตัวเมือง

 

ชายวัยกลางคนนั่งจิบกาแฟร้อนพร้อมกับกางหนังสือพิมพ์กรอบเช้าอ่านไปด้วย ร้านนี้ค่อนข้างเล็กและทรุดโทรม บรรยากาศจึงค่อนข้างวังเวงและเงียบงัน แต่ถึงอย่างนั้น โทโกวซังกลับไม่สนใจจุดด้อยของร้านเลยแม้แต่น้อย บางที เขาอาจจะเป็นคนรักความสงบกว่าที่ผมคิดก็ได้

ใช้เวลากับมื้อเช้าที่เรียบง่ายก่อนจะออกไปเผชิญหน้ากับเหยื่อที่ต้องใส่หน้ากากและพูดหว่านล้อม ดูท่าว่าการอยู่กับตัวเองในยามเช้าจะเป็นจุดสำคัญที่ช่วยให้งานของเขาประสบความสำเร็จอย่างงดงามในแต่ละวัน

เวลาผ่านมาครู่ใหญ่ โทโกวซังวางหนังสือพิมพ์ขนาดมาตรฐานลงก่อนจะหยิบหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์อีกเล่มที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาอ่านต่อ แม้แต่หนังสือพิมพ์ที่ลงแต่ข่าวไร้สาระเขาก็ยังอ่านเป็นประจำ ยิ่งมีเหยื่อหลากหลาย รสนิยมของเหยื่อแต่ละคนก็ยิ่งหลากหลายตามไปด้วย เช่นนั้นแล้ว นักต้มตุ๋นที่ดีควรมีเรื่องที่น่าสนใจและถูกจริตเหยื่อแต่ละรายเป็นพื้นความรู้อยู่ในหัว เพื่อจะนำไปต่อยอดเป็นกลวิธีลวงอีกฝ่ายให้ง่ายขึ้น

ผมลอบมองคุณลุงในเสื้อนอกลายตารางหมากรุกแล้วยิ้มมุมปาก หลังจากที่แอบมองอยู่นานพอสมควร โทโกวซังก็ดื่มกาแฟจนหมด เขาวางหนังสือพิมพ์ของทางร้านลง ก่อนจะวางเงินค่ากาแฟลงบนโต๊ะเงียบๆแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ ผมเขยิบตัวหลบเมื่อโทโกวซังผลักประตูร้านเปิดออก คิ้วของอีกฝ่ายขมวดเข้าหากัน ราวกับว่าในหัวกำลังคิดอะไรบางอย่าง

ผมชอบสีหน้านั้นของเขา การที่เขาขมวดคิ้วเช่นนั้นหมายความว่าเขากำลังดิ้นรนหาทางรับมือกับเรื่องที่ไม่สบายใจ ราวกับปลาที่พยายามดิ้นหลุดออกจากแหที่พันตัว ยิ่งกระเสือกกระสนหาทางรอดมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งมองเห็นถึงความมีเสน่ห์ที่ดึงดูดหัวใจผมอย่างน่าประหลาด

ผมเดินตามโทโกวซังอยู่ห่างๆขณะเข้าไปในเมือง เช่นเดียวกับวันอื่นๆที่ผ่านมา ท่าเดินของเขาสง่าผ่าเผย รอยยิ้มที่สุภาพและใจดียามเข้าหาเหยื่อนั้นช่างแตกต่างกับตัวตนที่ผมเห็นอยู่บ่อยครั้งเสียเหลือเกิน

อาจจะเพราะโทโกวซังเห็นว่าโกหกผมไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่ไม่ว่าจะเหตุผลอะไร ผมก็รู้สึกดีที่ได้เป็นหนึ่งในคนที่เขาตัดสินใจเผชิญหน้าด้วยตัวตนที่แท้จริง

 

วันเวลาในหนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ ไม่นานนักพระอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าไป โทโกวซังเดินสวนทางกับผู้คนที่เพิ่งเลิกงาน เดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งหยุดยืนอยู่หน้าสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง จากนั้นจึงซื้อกาแฟกระป๋องจากเครื่องขายน้ำอัตโนมัติที่ตั้งอยู่บริเวณนั้นก่อนจะเดินมานั่งที่ม้านั่ง ในตอนนั้นเองที่ผมสังเกตเห็นว่า เครื่องดื่มในมือของเขาไม่ได้มีแค่เพียงกระป๋องเดียว

สถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่โทโกวซัง นักดนตรีเปิดหมวกเองก็นั่งพักอยู่แถวนั้น ไวโอลินตัวเก่งวางอยู่บนพื้นหญ้าสีเขียว เมื่อเห็นโทโกวซัง ชายคนนั้นไม่แสดงท่าทีแปลกใจเมื่อเห็นร่างของโทโกวซังเลยแม้แต่น้อย เขาขยับตัวไปมา หยิบไวโอลินขึ้นมาสี บทเพลงคลาสสิคไพเราะดังกังวานไปทั่วสวน

วันหนึ่งของโทโกวซัง หลังจากที่ตื่นนอนก็จะมาที่ร้านอาหารเก่าๆ จากนั้นก็เดินเข้าไปในตัวเมือง สร้างสถานการณ์เพื่อที่จะได้เข้าไปพูดคุยกับเหยื่ออย่างสนุกสนาน พอตกเย็นก็มายังที่แห่งนี้ ดื่มกาแฟ สูบบุหรี่ พร้อมกับฟังเพลงที่บรรเลงโดยนักดนตรีเปิดหมวกคนนี้ไปเรื่อยๆ

เขาไม่เคยคุยกับนักดนตรีคนนั้น ต่างคนต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองไปอย่างไม่สนใจใคร คนหนึ่งต้องการฟังเพลงเงียบๆ อีกคนก็ต้องการเพียงเงินสำหรับที่เป็นค่าตอบแทนของบทเพลงไพเราะ

 

ผมตัดสินใจเดินออกจากที่ซ่อน โทโกวซังเหลือบมองผมเล็กน้อย ไม่มีท่าทีตกใจปรากฏให้เห็นบนใบหน้าเลยแม้แต่น้อย

“นั่งก่อนสิ” เขาว่าพลางยื่นกาแฟกระป๋องให้กับผม ผมนั่งลงข้างๆพร้อมกับรับกาแฟกระป๋องมาเปิดฝาดื่ม

“ขอบคุณครับ”

“ห้าหมื่นเยน”

โทโกวซังเอ่ยนิ่งๆ ผมหลุดขำออกมาเบาๆกับความเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่ายก่อนจะควักธนบัตรปึกหนึ่งส่งให้เขาอย่างว่าง่าย  เงินจำนวนนั้นสำหรับผมแล้วก็เป็นแค่เศษเงิน ไม่จำเป็นต้องสนใจเลยแม้แต่น้อย

“ร้ายกาจจังเลยนะครับ” พอผมพูดอย่างนั้น โทโกวซังที่รับเงินไปก็ขมวดคิ้ว

“อัทสึชิคุง คนที่เอาแต่สะกดรอยตามคนอื่นอย่างเธอยังมีหน้ามาพูดอย่างนี้อีกเหรอ”

“รู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่กันครับ โทโกวซังเก่งจังเลย” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า แต่คนอายุมากกว่ากลับไม่รู้สึกสนุกไปด้วย

สีหน้าของเขาบ่งบอกให้ผมรู้ว่า แผนการของผมนั้นประสบความสำเร็จ วันอื่นๆนั้น โทโกวซังไม่รับรู้ถึงการมีตัวตนของผมเลยแม้แต่น้อยเพราะผมไม่อยากให้เขารู้ ทว่า เมื่อเช้านี้ผมจงใจสะกดรอยตามให้เขารู้ตัวตั้งแต่อยู่ที่ร้านอาหารแห่งนั้น

 

ไม่แปลกใจเลยที่โทโกวซังจะโมโหขนาดนี้

เพราะว่าในศึกสะกดรอยครั้งนี้ ผมเป็นผู้ชนะ

 

“…เธอตามฉันมาทำไม” น้อยครั้งนักที่โทโกวซังพยายามระงับอารมณ์โกรธ ค่ำคืนที่อากาศเย็นสบายมีลมพัดผ่านคลอด้วยเสียงไวโอลิน ดูท่าว่าเขาคงไม่อยากให้ใครก็ตามมาขัดขวางความสุนทรีย์ในยามนี้เท่าไหร่นัก

“ชีวิตคุณในแต่ละวันสนุกดีครับ ผมชอบ” ผมว่าพลางดื่มกาแฟลงคอหนึ่งอึก ก่อนจะเปลี่ยนตัวเองจากฝ่ายถูกถามกลายเป็นฝ่ายตั้งคำถาม

 

“โทโกวซังชอบฟังเพลงเหรอครับ”

“ไม่ชอบ” คนอายุมากกว่าตอบเสียงห้วน วางกระป๋องกาแฟที่ดื่มจนหมดเกลี้ยงลงข้างๆแล้วหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดไฟสูบ

“แต่คุณมาที่นี่เกือบทุกวันถ้าฝนไม่ตก” ผมว่าพลางเหลือบมองคนสีไวโอลินเล็กน้อย ดูท่าว่าเขาเองก็สังเกตเห็นผมเช่นกัน ถึงแม้จะรู้สึกประหลาดใจแต่คนคนนั้นก็ยังคงทำหน้าที่บรรเลงบทเพลงต่อไปเรื่อยๆ

“ถ้าหมายถึงเพลงธรรมดาที่มีเนื้อร้อง ฉันไม่ชอบ” เขาตอบขณะที่คาบบุหรี่อยู่ในปาก

 

“ถ้าเธอฟังเสียงมนุษย์มาทั้งวันแล้ว เธอคงไม่อยากฟังเพลงที่มีเสียงมนุษย์ขับร้องอีกใช่มั้ยล่ะ อัทสึชิคุง”

 

“คนที่ไม่ชอบมนุษย์ แต่ก็ทำงานที่หาผลประโยชน์จากมนุษย์” ผมเปรยเบาๆ เงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรี คืนนี้ไม่มีพระจันทร์ ไม่ว่าจะมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เหตุผลใดก็ตามแต่ ผมไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลยแม้แต่น้อย

 

“โทโกวซัง ระหว่างคืนที่มีพระจันทร์กับคืนที่ไม่มีพระจันทร์ คุณชอบอย่างไหนมากกว่ากันเหรอครับ”

“ก็คงเป็นอย่างหลัง” ชายวัยกลางเอ่ยเช่นนั้น ก่อนจะเอ่ยต่อไปอีกว่า “ไม่มีโจรคนไหนชอบแสงสว่างหรอก ถึงจะเป็นแสงเล็กน้อยๆจากพระจันทร์ก็เถอะ”

“อยู่กับความมืดตอนกลางคืนแล้วสบายใจกว่าสินะครับ จะว่าไป ถ้าให้เปรียบเทียบกัน ระหว่างผมกับความมืด คุณคิดว่าเหมือนกันหรือเปล่า”

“เธอมันไม่ใช่แค่นั้น เธอคือหลุมดำต่างหาก อัทสึชิคุง” โทโกวซังส่ายหน้าไปมาก่อนจะพ่นควันบุหรี่สีจางออกมาจากปาก

“ตอนกลางคืนน่ะ มืดแค่ไหนก็ยังมีแสงไฟเล็กๆน้อยๆจากหลายๆที่ แต่หลุมดำน่ะต่างกัน ไม่มีแสงอะไรอยู่ในนั้นเลย” ชายวัยกลางคนตอบออกมาเช่นนั้น พอได้ยินคำตอบของเขาผมก็ยกยิ้มอย่างพึงพอใจ เอ่ยถามอีกฝ่ายต่อทันที

“ถ้าอย่างนั้น คุณอยู่กับหลุมดำอย่างผมแล้วรู้สึกยังไงครับ”

 

โทโกวซังนิ่งคิดคำตอบของคำถามที่ผมถามไปอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมาว่า

“ถ้าเจ้าหลุมดำนั่นไม่ทำให้ฉันตาย…อยู่ด้วยแล้วก็คงรู้สึกสบายใจดีล่ะมั้ง”

 

เสียงไวโอลินหยุดลงแล้ว โทโกวซังพยักพเยิดให้ผมลุกไปจ่ายเงินนักดนตรีคนนั้น ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินจากไปเงียบๆ ไม่เอ่ยแม้แต่คำบอกลาสั้นๆให้ผมได้ยิน

ผมยักยิ้มมุมปากขณะที่มองส่งแผ่นหลังของเขาที่ค่อยๆเล็กลงเรื่อยๆจนกระทั่งลับสายตาไปในที่สุด

ผมไม่ฆ่าคุณหรอกครับ โทโกวซัง

เพราะสิ่งที่ผมต้องการจากคุณไม่ใช่ความตาย แต่เป็นหัวใจของคุณ หัวใจที่ต่อให้ดิ้นรนมากแค่ไหนก็ต้องสยบยอมต่อผมต่างหากล่ะ

 

นั่นล่ะ….คือความปรารถนาที่แท้จริงของผม

 

……..

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s