Dàomù bǐjì AU FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x เซี่ยจื่อหยาง ] ‘ช่วงสอบมิดเทอม’

Dàomù bǐjì AU FanFiction

Hēi xiā zi x Xiè ziyáng (เฮยหย่าง)

‘ช่วงสอบมิดเทอม’

…….

ณ หอสมุดในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

เขานั่งอยู่ ณ ที่ตรงนั้นนานมากแล้ว เบื้องหน้าของชายหนุ่มสวมแว่นตาคือกระดาษหนึ่งแผ่นที่มีตัวอักษรยึกยือเบียดเสียดกันจนแทบไม่เหลือช่องไฟ เมื่อตะบี้ตะบันเขียนจนไม่สามารถหาที่เขียนได้อีก คนคนนั้นหยิบสมุดที่วางทับกองกระดาษที่วางเยื้องอยู่ทางขวามือ วางงานเขียนของตนลงบนนั้นแล้วจึงใช้สมุดวางทับไม่ให้ปลิวดังเดิม

จากนั้นเขาหยิบกระดาษแผ่นใหม่ออกมาเขียนอะไรยึกยืออีกแล้ว ให้ตายสิ ถ้าบอกว่ากองกระดาษนั่นเป็นสรุปเนื้อหาหรือโน้ตย่อล่ะก็ คิดว่าคงเป็นสรุปที่ห่วยแตกอย่างร้ายกาจเลยทีเดียว

ผมถอนหายใจออกมา ก่อนจะก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือของตนต่อไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแอบเงยหน้ามองเจ้าของโต๊ะตรงข้ามด้วยความสงสัยใคร่รู้อยู่เป็นระยะๆ

จะทำแบบนั้นไปถึงเมื่อไหร่กันนะ…

ถึงแม้จะไม่ค่อยอยากยอมรับเท่าไหร่ แต่ความจริงแล้วแอบมองคนอื่นที่กำลังตั้งใจอ่านหนังสือก็เป็นอะไรที่เพลิดเพลินใจดีเหมือนกัน

มือที่กำลังจับปากกาไฮไลต์ของผมหยุดลงโดยไม่ทันรู้ตัว ไม่นานนัก ผมก็เลิกสนใจตำราเรียน นั่งเท้าคางมองคนคนนั้นอย่างเปิดเผย

จมูกโด่งดีจัง หน้าก็ดูไม่จีนไม่ฝรั่ง เป็นลูกครึ่งหรือเปล่านะ…

ผมนั่งมองเขาขีดเขียนเนื้อหาที่เรียนไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไส้ดินสอกดครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ในที่สุดเขาก็วางดินสอลง บีบนวดและสะบัดมือไปมาสองสามครั้ง

หลังจากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมา สบตากับผมที่กำลังจ้องมองเขาผ่านเลนส์แว่นกันแดดเข้าพอดี

คนสวมแว่นขมวดคิ้วสงสัย มองผมชั่วครู่ก่อนจะหันไปมองข้างหลัง ดูท่าว่าจะสงสัยว่าผมนั่งจ้องคนที่นั่งอยู่โต๊ะหลัง เขาหันกลับมามองผมอีกครั้ง พึมพำอะไรบางอย่างที่ผมไม่ได้ยิน แต่ก็พออ่านปากขมุบขมิบนั่นได้

คงเพราะผมนั่งนิ่ง ซ้ำยังใส่แว่นกันแดดปิดบังดวงตาเอาไว้อีกต่างหาก เขาจึงสงสัยว่าผมกำลังงีบหลับ

ผมหลุดขำออกมาเล็กน้อย เขาหันขวับมาตามเสียงที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปาก ผมส่งยิ้มบางๆ อีกฝ่ายทำหน้าประหลาดใจ หันขวับไปมองโต๊ะข้างหลังอีกครั้ง

ให้ตายสิ ยังไม่ยอมเชื่ออีกว่าคนที่ผมเล่นด้วยก็คือเขา ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหนเสียหน่อย

หลังจากที่บีบๆนวดมือเรียบร้อยแล้ว คนฝั่งตรงข้ามก็หยิบดินสอกดขึ้นมา เขาออกแรงกดที่บริเวณปลายด้ามตามความเคยชิน ทว่า เขากดอยู่หลายครั้งก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“ขอ…ขอโทษนะ” เขาหันไปสะกิดโต๊ะข้างหลังเพื่อขอไส้ดินสอกด แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อคู่สนทนาส่ายหน้าปฏิเสธ คนสวมแว่นจึงหันกลับมานั่งคอตก ค้นกล่องดินสอของตนอย่างปลงชีวิต ผมหลุดขำออกมาเบาๆเมื่อเห็นสีหน้านั้นก่อนจะหยิบไส้ดินสอออกมาแล้วเดินไปยื่นให้อีกฝ่ายถึงโต๊ะ

“ใช้ของผมก็ได้นะครับ”

ชายหนุ่มหน้าไม่จีนไม่ฝรั่งเงยหน้าขึ้นมองผม ก่อนจะแย้มยิ้มออกมาอย่างเป็นมิตร

“ขอบ…ขอบคุณนะ! นาย…นายนี่เป็นคนดีจริงๆ”

“ไม่เป็นไรครับ แต่ผมขออะไรตอบแทนอย่างนึงได้ไหม”

“?” เขาเลิกคิ้วสงสัยขณะใส่ไส้ดินสอลงในดินสอกดของตน ผมชี้นิ้วลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเขา เอ่ยคำพูดด้วยน้ำเสียงเริงร่า

“ขอนั่งด้วยคนนะครับ”

“หา? เอา…เอางั้นเรอะ…” คนติดอ่างมีท่าทีตกใจกับคำขอของผมเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยักไหล่ตอบตกลงอย่างไม่ถือสาอะไร

“ก็…ก็ได้อยู่หรอก ไม่…ไม่มีปัญหาอะไร”

สิ้นเสียงคำอนุญาตจากคู่สนทนา ผมจึงจัดแจงย้ายข้าวของจากโต๊ะที่เคยใช้งานมายังโต๊ะตัวนี้แทน

ระยะห่างลดลงไปมาก สิ่งเดียวที่คั่นกลางระหว่างผมกับเขาในตอนนี้มีเพียงโต๊ะตัวหนึ่งเท่านั้น

“คุณ…” ผมตั้งใจจะเอ่ยปากถามชื่ออีกฝ่าย แต่เขากลับชิงเอ่ยออกมาเสียก่อน

“เซี่ย…เซี่ยจื่อหยาง นาย…นายล่ะชื่ออะไร” เซี่ยจื่อหยางแนะนำตัวสั้นๆ

“เฮยเสียจื่อครับ ว่าแต่…คุณเซี่ยทำโน้ตย่ออยู่เหรอครับ ผมเห็นคุณนั่งเขียนมาตั้งนานแล้ว” ผมมองมือของเขาที่เอื้อมไปหยิบกระดาษแผ่นใหม่แทนกระดาษแผ่นเก่าที่อัดแน่นไปด้วยตัวอักษร เซี่ยจื่อหยางส่ายหน้าไปมา เอ่ยตอบกลับมาอย่างเป็นกันเอง

“ไม่…ไม่ใช่หรอก นี่น่ะ เป็น…เป็นวิธีช่วยจำของฉัน”

“วิธีช่วยจำ?” ผมทวนคำพูดอีกฝ่าย คนสวมแว่นพยักหน้า ก่อนจะอธิบายว่า

“ฉัน…ฉันน่ะความจำแย่ จะอ่านกี่รอบ จะทำโน้ตย่อกี่รอบยังไงก็จำไม่ได้ สุด…สุดท้ายก็ต้องนั่งคัดเนื้อหาสำคัญๆแต่ละท่อนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะซึมเข้าสมองได้”

“อา…เหมือนกับการคัดตัวอักษรสินะครับ” ผมพยักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจ ลอบมองกองกระดาษที่มีตัวอักษรยึกยือเบียดกันเต็มไปหมด โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน เพราะว่าอ่านเพียงไม่กี่รอบก็สามารถจดจำและทำความเข้าใจเนื้อหาได้ทั้งหมด

เพราะไม่ค่อยได้พยายามอย่างสุดชีวิตเท่าไหร่ เวลานั่งมองคนที่มีความพยายามถึงได้รู้สึกชื่นชมและชื่นชอบในเวลาเดียวกัน

“ท่องแบบนี้เกรดสวยๆอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมหรอกครับ” ผมหยอกเย้าอีกฝ่ายพลางถือวิสาสะหยิบกระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษรขึ้นมาดูใกล้ๆ ถ้อยคำซ้ำๆถูกเขียนติดกันเรียงเป็นแถว บางแถวก็สั้น บางแถวก็ยาว แถวที่สั้นอาจจะเพราะจำได้เร็วจึงหยุดเขียนเร็ว ส่วนแถวที่ยาวอาจต้องใช้เวลาในการจำอยู่บ้าง

“ก็…หวัง…หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น” เซี่ยจื่อหยางถอนหายใจ “หวัง…หวังว่าจะคะแนนสูงกว่าหมอนั่น…”

“หมอนั่น? ใครหรือครับ”

“อยาก…อยากรู้ทุกเรื่องบนโลกเลยหรือไง” คนสวมแว่นหัวเราะออกมาเสียงดังก่อนจะรีบลดเสียงลงทันทีเมื่อรู้ตัวว่ากำลังอยู่ในหอสมุด

“ว่า…ว่าไปนั่น ความจริงก็ไม่ใช่ความลับอะไรหรอก อย่า…อย่าเพิ่งโกรธกันล่ะ เมื่อ…เมื่อกี๊แค่ล้อเล่น” เซี่ยจื่อหยางโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน ผมหลุดขำออกมาเบาๆ

“ไม่โกรธหรอกครับ แค่คิดว่าคุณนิสัยเป็นกันเองดีจัง กับคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกแบบนี้ ผมไม่ค่อยเจอคนแบบคุณเท่าไหร่”

ดูห่ามๆไปบ้าง แต่ก็ซื่อๆตรงไปตรงมา อ่านง่ายดี…

“เพื่อน…เพื่อนฉันชอบบอกอยู่บ่อยๆ ว่า…ว่าฉันไม่มีมารยาท ตี…ตีสนิทไปทั่ว” เซี่ยจื่อหยางหมุนดินสอกดในมือไปมา ผมนั่งเท้าคางมองหน้าอีกฝ่าย เอ่ยถามออกไปว่า

“หมอนั่นที่คุณพูดถึงใช่เพื่อนที่คุณพูดถึงเมื่อกี๊หรือเปล่าครับ”

คู่สนทนาฟังแล้วเลิกคิ้วเล็กน้อย แสดงท่าทีประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด

“ร รู้…รู้ได้ไงเนี่ย?”

“เดาครับ” ผมยิ้มเผล่ โทนเสียงยามเอ่ยถึง ‘หมอนั่น’ กับ ‘เพื่อน’ ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวสมองของผม มีเพียงคำพูดสองคำนี้เท่านั้นที่ให้ความรู้สึกภาคภูมิใจผิดปกติต่างจากคำพูดอื่นๆในประโยค ถึงแม้สายตาของผมจะไม่ดี แต่ประสาทสัมผัสด้านอื่นๆของผมนั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทดแทนในส่วนที่ด้อยกว่าได้เป็นอย่างดี

หูผมดีขนาดนั้นเชียวล่ะ

“เดา…เดาเก่งจริงนะ ไป…ไปเปิดสำนักดูดวงเถอะ รุ่ง…รุ่งแน่ๆ”

“ก็แค่เดาไปเรื่อยน่ะครับ สรุปว่าคุณอยากเอาชนะเพื่อน ถึงได้ตั้งใจอ่านหนังสือมากขนาดนี้”

“ใช่ อย่าง…อย่างนั้นแหละ” เซี่ยจื่อหยางยักไหล่ “เป็น…เป็นเพื่อนที่ไม่ดีใช่มั้ยล่ะ”

“การแข่งขันมันเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ครับ ยิ่งแข่งขันก็ยิ่งพัฒนา ขยับไปข้างหน้าย่อมดีกว่าหยุดอยู่กับที่” ผมว่าพลางยิ้มบางๆ หยิบปากกาไฮไลต์สีเหลืองสว่างขึ้นมาโยนไปมา “แต่ว่ามันก็ออกจะน่าแปลกอยู่หน่อยตรงที่คนอย่างคุณคิดจะเอาชนะเพื่อนนี่ล่ะ ทำไมจู่ๆถึงอยากจะเอาชนะล่ะครับ”

‘ก็ไม่ได้สำคัญอะไร ก็แค่อยากชนะ’ สุดท้ายเขาก็ให้คำตอบกับผมมาแค่นี้ แต่เพียงเท่านี้ก็เกินพอแล้ว น้ำเสียงติดอ่างที่อึกอักกว่าปกติ และนัยน์ตาหลังเลนส์แว่นที่เหลือบมองไปอีกทางทำให้ผมรู้ว่าเหตุผลของอีกฝ่ายไม่ได้มีแค่นั้นดังที่ตอบมา

ผมคะยั้นคะยอเขาอยู่หลายครั้ง คนอย่างเฮยเสียจื่อ เมื่อสนใจเรื่องใดแล้วย่อมอยากรู้ให้ถึงที่สุด ตื๊อจนกระทั่งอีกฝ่ายต้องยอมเล่าออกมาอย่างจำยอม

“มัน…มันค่อนข้างน่าอาย….” เซี่ยจื่อหยางกระแอมเบาๆ “สม…สมมติว่าถ้าเพื่อนนายติดแฟนจนไม่มีเวลาอยู่กับนาย นาย…นายไม่คิดจะทำอะไรหน่อยเหรอ”

“……”

“……”

“โฮ่….. หมายความว่าที่อยากได้คะแนนดีๆก็เพราะอยากให้เพื่อนสนใจตัวเองบ้างสินะครับ”

“…..” เซี่ยจื่อหยางไม่ตอบอะไร ท่าทางที่ราวกับว่าเกือบตอบว่า ‘ใช่’ ออกมาแต่ก็รีบหุบปากตัวเองได้ทันนั้น สำหรับผมแล้ว ถึงแม้จะให้ความรู้สึกประหลาดไปบ้าง แต่ก็นึกเอ็นดูคนตรงหน้าอย่างอดไม่ได้

เอ็นดูผู้ชายวัยยี่สิบกว่าอย่างนี้…ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ

“อะแฮ่ม ยัง…ยังไงก็ตาม ฉัน..ฉันต้องได้คะแนนดีๆให้ได้ เพราะงั้น…นาย…นายอ่านของนายไป ฉัน…ฉันก็จะตั้งใจอ่านของฉัน”

“รับทราบครับ คุณเซี่ย” ผมยิ้มบางๆ ในใจนึกอยากชวนคุยให้มากกว่านี้ รู้จักตัวตนของเขาให้มากกว่านี้….

แต่ไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ยังเหลือเวลาอีกเยอะ เยอะพอที่จะทำให้ผมรู้จักเขาให้มากกว่านี้…

ในเมื่อเซี่ยจื่อหยางความจำไม่ดี จดจำได้เฉพาะสิ่งที่เห็นบ่อยๆ….

ผมก็จะโผล่มาให้เขาเห็นหน้าบ่อยๆก็แล้วกัน

…………

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s