Osomatsu-San FanFiction [ Atsushi x Tougou ] ‘หนึ่งวันของเขาก็คือหนึ่งวันของผม’

Osomatsu-San FanFiction

Atsushi x Tougou (อัทสึโทโกว)

‘หนึ่งวันของเขาก็คือหนึ่งวันของผม’

…..

 

ร้านอาหารเล็กๆแห่งนี้เป็นร้านที่โทโกวซังแวะมาบ่อยๆก่อนจะแวะเข้าไปเดินหาเหยื่อในตัวเมือง

 

ชายวัยกลางคนนั่งจิบกาแฟร้อนพร้อมกับกางหนังสือพิมพ์กรอบเช้าอ่านไปด้วย ร้านนี้ค่อนข้างเล็กและทรุดโทรม บรรยากาศจึงค่อนข้างวังเวงและเงียบงัน แต่ถึงอย่างนั้น โทโกวซังกลับไม่สนใจจุดด้อยของร้านเลยแม้แต่น้อย บางที เขาอาจจะเป็นคนรักความสงบกว่าที่ผมคิดก็ได้

ใช้เวลากับมื้อเช้าที่เรียบง่ายก่อนจะออกไปเผชิญหน้ากับเหยื่อที่ต้องใส่หน้ากากและพูดหว่านล้อม ดูท่าว่าการอยู่กับตัวเองในยามเช้าจะเป็นจุดสำคัญที่ช่วยให้งานของเขาประสบความสำเร็จอย่างงดงามในแต่ละวัน

เวลาผ่านมาครู่ใหญ่ โทโกวซังวางหนังสือพิมพ์ขนาดมาตรฐานลงก่อนจะหยิบหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์อีกเล่มที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาอ่านต่อ แม้แต่หนังสือพิมพ์ที่ลงแต่ข่าวไร้สาระเขาก็ยังอ่านเป็นประจำ ยิ่งมีเหยื่อหลากหลาย รสนิยมของเหยื่อแต่ละคนก็ยิ่งหลากหลายตามไปด้วย เช่นนั้นแล้ว นักต้มตุ๋นที่ดีควรมีเรื่องที่น่าสนใจและถูกจริตเหยื่อแต่ละรายเป็นพื้นความรู้อยู่ในหัว เพื่อจะนำไปต่อยอดเป็นกลวิธีลวงอีกฝ่ายให้ง่ายขึ้น

ผมลอบมองคุณลุงในเสื้อนอกลายตารางหมากรุกแล้วยิ้มมุมปาก หลังจากที่แอบมองอยู่นานพอสมควร โทโกวซังก็ดื่มกาแฟจนหมด เขาวางหนังสือพิมพ์ของทางร้านลง ก่อนจะวางเงินค่ากาแฟลงบนโต๊ะเงียบๆแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ ผมเขยิบตัวหลบเมื่อโทโกวซังผลักประตูร้านเปิดออก คิ้วของอีกฝ่ายขมวดเข้าหากัน ราวกับว่าในหัวกำลังคิดอะไรบางอย่าง

ผมชอบสีหน้านั้นของเขา การที่เขาขมวดคิ้วเช่นนั้นหมายความว่าเขากำลังดิ้นรนหาทางรับมือกับเรื่องที่ไม่สบายใจ ราวกับปลาที่พยายามดิ้นหลุดออกจากแหที่พันตัว ยิ่งกระเสือกกระสนหาทางรอดมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งมองเห็นถึงความมีเสน่ห์ที่ดึงดูดหัวใจผมอย่างน่าประหลาด

ผมเดินตามโทโกวซังอยู่ห่างๆขณะเข้าไปในเมือง เช่นเดียวกับวันอื่นๆที่ผ่านมา ท่าเดินของเขาสง่าผ่าเผย รอยยิ้มที่สุภาพและใจดียามเข้าหาเหยื่อนั้นช่างแตกต่างกับตัวตนที่ผมเห็นอยู่บ่อยครั้งเสียเหลือเกิน

อาจจะเพราะโทโกวซังเห็นว่าโกหกผมไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่ไม่ว่าจะเหตุผลอะไร ผมก็รู้สึกดีที่ได้เป็นหนึ่งในคนที่เขาตัดสินใจเผชิญหน้าด้วยตัวตนที่แท้จริง

 

วันเวลาในหนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ ไม่นานนักพระอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าไป โทโกวซังเดินสวนทางกับผู้คนที่เพิ่งเลิกงาน เดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งหยุดยืนอยู่หน้าสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง จากนั้นจึงซื้อกาแฟกระป๋องจากเครื่องขายน้ำอัตโนมัติที่ตั้งอยู่บริเวณนั้นก่อนจะเดินมานั่งที่ม้านั่ง ในตอนนั้นเองที่ผมสังเกตเห็นว่า เครื่องดื่มในมือของเขาไม่ได้มีแค่เพียงกระป๋องเดียว

สถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่โทโกวซัง นักดนตรีเปิดหมวกเองก็นั่งพักอยู่แถวนั้น ไวโอลินตัวเก่งวางอยู่บนพื้นหญ้าสีเขียว เมื่อเห็นโทโกวซัง ชายคนนั้นไม่แสดงท่าทีแปลกใจเมื่อเห็นร่างของโทโกวซังเลยแม้แต่น้อย เขาขยับตัวไปมา หยิบไวโอลินขึ้นมาสี บทเพลงคลาสสิคไพเราะดังกังวานไปทั่วสวน

วันหนึ่งของโทโกวซัง หลังจากที่ตื่นนอนก็จะมาที่ร้านอาหารเก่าๆ จากนั้นก็เดินเข้าไปในตัวเมือง สร้างสถานการณ์เพื่อที่จะได้เข้าไปพูดคุยกับเหยื่ออย่างสนุกสนาน พอตกเย็นก็มายังที่แห่งนี้ ดื่มกาแฟ สูบบุหรี่ พร้อมกับฟังเพลงที่บรรเลงโดยนักดนตรีเปิดหมวกคนนี้ไปเรื่อยๆ

เขาไม่เคยคุยกับนักดนตรีคนนั้น ต่างคนต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองไปอย่างไม่สนใจใคร คนหนึ่งต้องการฟังเพลงเงียบๆ อีกคนก็ต้องการเพียงเงินสำหรับที่เป็นค่าตอบแทนของบทเพลงไพเราะ

 

ผมตัดสินใจเดินออกจากที่ซ่อน โทโกวซังเหลือบมองผมเล็กน้อย ไม่มีท่าทีตกใจปรากฏให้เห็นบนใบหน้าเลยแม้แต่น้อย

“นั่งก่อนสิ” เขาว่าพลางยื่นกาแฟกระป๋องให้กับผม ผมนั่งลงข้างๆพร้อมกับรับกาแฟกระป๋องมาเปิดฝาดื่ม

“ขอบคุณครับ”

“ห้าหมื่นเยน”

โทโกวซังเอ่ยนิ่งๆ ผมหลุดขำออกมาเบาๆกับความเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่ายก่อนจะควักธนบัตรปึกหนึ่งส่งให้เขาอย่างว่าง่าย  เงินจำนวนนั้นสำหรับผมแล้วก็เป็นแค่เศษเงิน ไม่จำเป็นต้องสนใจเลยแม้แต่น้อย

“ร้ายกาจจังเลยนะครับ” พอผมพูดอย่างนั้น โทโกวซังที่รับเงินไปก็ขมวดคิ้ว

“อัทสึชิคุง คนที่เอาแต่สะกดรอยตามคนอื่นอย่างเธอยังมีหน้ามาพูดอย่างนี้อีกเหรอ”

“รู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่กันครับ โทโกวซังเก่งจังเลย” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า แต่คนอายุมากกว่ากลับไม่รู้สึกสนุกไปด้วย

สีหน้าของเขาบ่งบอกให้ผมรู้ว่า แผนการของผมนั้นประสบความสำเร็จ วันอื่นๆนั้น โทโกวซังไม่รับรู้ถึงการมีตัวตนของผมเลยแม้แต่น้อยเพราะผมไม่อยากให้เขารู้ ทว่า เมื่อเช้านี้ผมจงใจสะกดรอยตามให้เขารู้ตัวตั้งแต่อยู่ที่ร้านอาหารแห่งนั้น

 

ไม่แปลกใจเลยที่โทโกวซังจะโมโหขนาดนี้

เพราะว่าในศึกสะกดรอยครั้งนี้ ผมเป็นผู้ชนะ

 

“…เธอตามฉันมาทำไม” น้อยครั้งนักที่โทโกวซังพยายามระงับอารมณ์โกรธ ค่ำคืนที่อากาศเย็นสบายมีลมพัดผ่านคลอด้วยเสียงไวโอลิน ดูท่าว่าเขาคงไม่อยากให้ใครก็ตามมาขัดขวางความสุนทรีย์ในยามนี้เท่าไหร่นัก

“ชีวิตคุณในแต่ละวันสนุกดีครับ ผมชอบ” ผมว่าพลางดื่มกาแฟลงคอหนึ่งอึก ก่อนจะเปลี่ยนตัวเองจากฝ่ายถูกถามกลายเป็นฝ่ายตั้งคำถาม

 

“โทโกวซังชอบฟังเพลงเหรอครับ”

“ไม่ชอบ” คนอายุมากกว่าตอบเสียงห้วน วางกระป๋องกาแฟที่ดื่มจนหมดเกลี้ยงลงข้างๆแล้วหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดไฟสูบ

“แต่คุณมาที่นี่เกือบทุกวันถ้าฝนไม่ตก” ผมว่าพลางเหลือบมองคนสีไวโอลินเล็กน้อย ดูท่าว่าเขาเองก็สังเกตเห็นผมเช่นกัน ถึงแม้จะรู้สึกประหลาดใจแต่คนคนนั้นก็ยังคงทำหน้าที่บรรเลงบทเพลงต่อไปเรื่อยๆ

“ถ้าหมายถึงเพลงธรรมดาที่มีเนื้อร้อง ฉันไม่ชอบ” เขาตอบขณะที่คาบบุหรี่อยู่ในปาก

 

“ถ้าเธอฟังเสียงมนุษย์มาทั้งวันแล้ว เธอคงไม่อยากฟังเพลงที่มีเสียงมนุษย์ขับร้องอีกใช่มั้ยล่ะ อัทสึชิคุง”

 

“คนที่ไม่ชอบมนุษย์ แต่ก็ทำงานที่หาผลประโยชน์จากมนุษย์” ผมเปรยเบาๆ เงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรี คืนนี้ไม่มีพระจันทร์ ไม่ว่าจะมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เหตุผลใดก็ตามแต่ ผมไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลยแม้แต่น้อย

 

“โทโกวซัง ระหว่างคืนที่มีพระจันทร์กับคืนที่ไม่มีพระจันทร์ คุณชอบอย่างไหนมากกว่ากันเหรอครับ”

“ก็คงเป็นอย่างหลัง” ชายวัยกลางเอ่ยเช่นนั้น ก่อนจะเอ่ยต่อไปอีกว่า “ไม่มีโจรคนไหนชอบแสงสว่างหรอก ถึงจะเป็นแสงเล็กน้อยๆจากพระจันทร์ก็เถอะ”

“อยู่กับความมืดตอนกลางคืนแล้วสบายใจกว่าสินะครับ จะว่าไป ถ้าให้เปรียบเทียบกัน ระหว่างผมกับความมืด คุณคิดว่าเหมือนกันหรือเปล่า”

“เธอมันไม่ใช่แค่นั้น เธอคือหลุมดำต่างหาก อัทสึชิคุง” โทโกวซังส่ายหน้าไปมาก่อนจะพ่นควันบุหรี่สีจางออกมาจากปาก

“ตอนกลางคืนน่ะ มืดแค่ไหนก็ยังมีแสงไฟเล็กๆน้อยๆจากหลายๆที่ แต่หลุมดำน่ะต่างกัน ไม่มีแสงอะไรอยู่ในนั้นเลย” ชายวัยกลางคนตอบออกมาเช่นนั้น พอได้ยินคำตอบของเขาผมก็ยกยิ้มอย่างพึงพอใจ เอ่ยถามอีกฝ่ายต่อทันที

“ถ้าอย่างนั้น คุณอยู่กับหลุมดำอย่างผมแล้วรู้สึกยังไงครับ”

 

โทโกวซังนิ่งคิดคำตอบของคำถามที่ผมถามไปอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมาว่า

“ถ้าเจ้าหลุมดำนั่นไม่ทำให้ฉันตาย…อยู่ด้วยแล้วก็คงรู้สึกสบายใจดีล่ะมั้ง”

 

เสียงไวโอลินหยุดลงแล้ว โทโกวซังพยักพเยิดให้ผมลุกไปจ่ายเงินนักดนตรีคนนั้น ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินจากไปเงียบๆ ไม่เอ่ยแม้แต่คำบอกลาสั้นๆให้ผมได้ยิน

ผมยักยิ้มมุมปากขณะที่มองส่งแผ่นหลังของเขาที่ค่อยๆเล็กลงเรื่อยๆจนกระทั่งลับสายตาไปในที่สุด

ผมไม่ฆ่าคุณหรอกครับ โทโกวซัง

เพราะสิ่งที่ผมต้องการจากคุณไม่ใช่ความตาย แต่เป็นหัวใจของคุณ หัวใจที่ต่อให้ดิ้นรนมากแค่ไหนก็ต้องสยบยอมต่อผมต่างหากล่ะ

 

นั่นล่ะ….คือความปรารถนาที่แท้จริงของผม

 

……..

Advertisements

Dàomù bǐjì AU FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x เซี่ยจื่อหยาง ] ‘ช่วงสอบมิดเทอม’

Dàomù bǐjì AU FanFiction

Hēi xiā zi x Xiè ziyáng (เฮยหย่าง)

‘ช่วงสอบมิดเทอม’

…….

ณ หอสมุดในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

เขานั่งอยู่ ณ ที่ตรงนั้นนานมากแล้ว เบื้องหน้าของชายหนุ่มสวมแว่นตาคือกระดาษหนึ่งแผ่นที่มีตัวอักษรยึกยือเบียดเสียดกันจนแทบไม่เหลือช่องไฟ เมื่อตะบี้ตะบันเขียนจนไม่สามารถหาที่เขียนได้อีก คนคนนั้นหยิบสมุดที่วางทับกองกระดาษที่วางเยื้องอยู่ทางขวามือ วางงานเขียนของตนลงบนนั้นแล้วจึงใช้สมุดวางทับไม่ให้ปลิวดังเดิม

จากนั้นเขาหยิบกระดาษแผ่นใหม่ออกมาเขียนอะไรยึกยืออีกแล้ว ให้ตายสิ ถ้าบอกว่ากองกระดาษนั่นเป็นสรุปเนื้อหาหรือโน้ตย่อล่ะก็ คิดว่าคงเป็นสรุปที่ห่วยแตกอย่างร้ายกาจเลยทีเดียว

ผมถอนหายใจออกมา ก่อนจะก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือของตนต่อไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแอบเงยหน้ามองเจ้าของโต๊ะตรงข้ามด้วยความสงสัยใคร่รู้อยู่เป็นระยะๆ

จะทำแบบนั้นไปถึงเมื่อไหร่กันนะ…

ถึงแม้จะไม่ค่อยอยากยอมรับเท่าไหร่ แต่ความจริงแล้วแอบมองคนอื่นที่กำลังตั้งใจอ่านหนังสือก็เป็นอะไรที่เพลิดเพลินใจดีเหมือนกัน

มือที่กำลังจับปากกาไฮไลต์ของผมหยุดลงโดยไม่ทันรู้ตัว ไม่นานนัก ผมก็เลิกสนใจตำราเรียน นั่งเท้าคางมองคนคนนั้นอย่างเปิดเผย

จมูกโด่งดีจัง หน้าก็ดูไม่จีนไม่ฝรั่ง เป็นลูกครึ่งหรือเปล่านะ…

ผมนั่งมองเขาขีดเขียนเนื้อหาที่เรียนไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไส้ดินสอกดครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ในที่สุดเขาก็วางดินสอลง บีบนวดและสะบัดมือไปมาสองสามครั้ง

หลังจากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมา สบตากับผมที่กำลังจ้องมองเขาผ่านเลนส์แว่นกันแดดเข้าพอดี

คนสวมแว่นขมวดคิ้วสงสัย มองผมชั่วครู่ก่อนจะหันไปมองข้างหลัง ดูท่าว่าจะสงสัยว่าผมนั่งจ้องคนที่นั่งอยู่โต๊ะหลัง เขาหันกลับมามองผมอีกครั้ง พึมพำอะไรบางอย่างที่ผมไม่ได้ยิน แต่ก็พออ่านปากขมุบขมิบนั่นได้

คงเพราะผมนั่งนิ่ง ซ้ำยังใส่แว่นกันแดดปิดบังดวงตาเอาไว้อีกต่างหาก เขาจึงสงสัยว่าผมกำลังงีบหลับ

ผมหลุดขำออกมาเล็กน้อย เขาหันขวับมาตามเสียงที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปาก ผมส่งยิ้มบางๆ อีกฝ่ายทำหน้าประหลาดใจ หันขวับไปมองโต๊ะข้างหลังอีกครั้ง

ให้ตายสิ ยังไม่ยอมเชื่ออีกว่าคนที่ผมเล่นด้วยก็คือเขา ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหนเสียหน่อย

หลังจากที่บีบๆนวดมือเรียบร้อยแล้ว คนฝั่งตรงข้ามก็หยิบดินสอกดขึ้นมา เขาออกแรงกดที่บริเวณปลายด้ามตามความเคยชิน ทว่า เขากดอยู่หลายครั้งก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“ขอ…ขอโทษนะ” เขาหันไปสะกิดโต๊ะข้างหลังเพื่อขอไส้ดินสอกด แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อคู่สนทนาส่ายหน้าปฏิเสธ คนสวมแว่นจึงหันกลับมานั่งคอตก ค้นกล่องดินสอของตนอย่างปลงชีวิต ผมหลุดขำออกมาเบาๆเมื่อเห็นสีหน้านั้นก่อนจะหยิบไส้ดินสอออกมาแล้วเดินไปยื่นให้อีกฝ่ายถึงโต๊ะ

“ใช้ของผมก็ได้นะครับ”

ชายหนุ่มหน้าไม่จีนไม่ฝรั่งเงยหน้าขึ้นมองผม ก่อนจะแย้มยิ้มออกมาอย่างเป็นมิตร

“ขอบ…ขอบคุณนะ! นาย…นายนี่เป็นคนดีจริงๆ”

“ไม่เป็นไรครับ แต่ผมขออะไรตอบแทนอย่างนึงได้ไหม”

“?” เขาเลิกคิ้วสงสัยขณะใส่ไส้ดินสอลงในดินสอกดของตน ผมชี้นิ้วลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเขา เอ่ยคำพูดด้วยน้ำเสียงเริงร่า

“ขอนั่งด้วยคนนะครับ”

“หา? เอา…เอางั้นเรอะ…” คนติดอ่างมีท่าทีตกใจกับคำขอของผมเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยักไหล่ตอบตกลงอย่างไม่ถือสาอะไร

“ก็…ก็ได้อยู่หรอก ไม่…ไม่มีปัญหาอะไร”

สิ้นเสียงคำอนุญาตจากคู่สนทนา ผมจึงจัดแจงย้ายข้าวของจากโต๊ะที่เคยใช้งานมายังโต๊ะตัวนี้แทน

ระยะห่างลดลงไปมาก สิ่งเดียวที่คั่นกลางระหว่างผมกับเขาในตอนนี้มีเพียงโต๊ะตัวหนึ่งเท่านั้น

“คุณ…” ผมตั้งใจจะเอ่ยปากถามชื่ออีกฝ่าย แต่เขากลับชิงเอ่ยออกมาเสียก่อน

“เซี่ย…เซี่ยจื่อหยาง นาย…นายล่ะชื่ออะไร” เซี่ยจื่อหยางแนะนำตัวสั้นๆ

“เฮยเสียจื่อครับ ว่าแต่…คุณเซี่ยทำโน้ตย่ออยู่เหรอครับ ผมเห็นคุณนั่งเขียนมาตั้งนานแล้ว” ผมมองมือของเขาที่เอื้อมไปหยิบกระดาษแผ่นใหม่แทนกระดาษแผ่นเก่าที่อัดแน่นไปด้วยตัวอักษร เซี่ยจื่อหยางส่ายหน้าไปมา เอ่ยตอบกลับมาอย่างเป็นกันเอง

“ไม่…ไม่ใช่หรอก นี่น่ะ เป็น…เป็นวิธีช่วยจำของฉัน”

“วิธีช่วยจำ?” ผมทวนคำพูดอีกฝ่าย คนสวมแว่นพยักหน้า ก่อนจะอธิบายว่า

“ฉัน…ฉันน่ะความจำแย่ จะอ่านกี่รอบ จะทำโน้ตย่อกี่รอบยังไงก็จำไม่ได้ สุด…สุดท้ายก็ต้องนั่งคัดเนื้อหาสำคัญๆแต่ละท่อนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะซึมเข้าสมองได้”

“อา…เหมือนกับการคัดตัวอักษรสินะครับ” ผมพยักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจ ลอบมองกองกระดาษที่มีตัวอักษรยึกยือเบียดกันเต็มไปหมด โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน เพราะว่าอ่านเพียงไม่กี่รอบก็สามารถจดจำและทำความเข้าใจเนื้อหาได้ทั้งหมด

เพราะไม่ค่อยได้พยายามอย่างสุดชีวิตเท่าไหร่ เวลานั่งมองคนที่มีความพยายามถึงได้รู้สึกชื่นชมและชื่นชอบในเวลาเดียวกัน

“ท่องแบบนี้เกรดสวยๆอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมหรอกครับ” ผมหยอกเย้าอีกฝ่ายพลางถือวิสาสะหยิบกระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษรขึ้นมาดูใกล้ๆ ถ้อยคำซ้ำๆถูกเขียนติดกันเรียงเป็นแถว บางแถวก็สั้น บางแถวก็ยาว แถวที่สั้นอาจจะเพราะจำได้เร็วจึงหยุดเขียนเร็ว ส่วนแถวที่ยาวอาจต้องใช้เวลาในการจำอยู่บ้าง

“ก็…หวัง…หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น” เซี่ยจื่อหยางถอนหายใจ “หวัง…หวังว่าจะคะแนนสูงกว่าหมอนั่น…”

“หมอนั่น? ใครหรือครับ”

“อยาก…อยากรู้ทุกเรื่องบนโลกเลยหรือไง” คนสวมแว่นหัวเราะออกมาเสียงดังก่อนจะรีบลดเสียงลงทันทีเมื่อรู้ตัวว่ากำลังอยู่ในหอสมุด

“ว่า…ว่าไปนั่น ความจริงก็ไม่ใช่ความลับอะไรหรอก อย่า…อย่าเพิ่งโกรธกันล่ะ เมื่อ…เมื่อกี๊แค่ล้อเล่น” เซี่ยจื่อหยางโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน ผมหลุดขำออกมาเบาๆ

“ไม่โกรธหรอกครับ แค่คิดว่าคุณนิสัยเป็นกันเองดีจัง กับคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกแบบนี้ ผมไม่ค่อยเจอคนแบบคุณเท่าไหร่”

ดูห่ามๆไปบ้าง แต่ก็ซื่อๆตรงไปตรงมา อ่านง่ายดี…

“เพื่อน…เพื่อนฉันชอบบอกอยู่บ่อยๆ ว่า…ว่าฉันไม่มีมารยาท ตี…ตีสนิทไปทั่ว” เซี่ยจื่อหยางหมุนดินสอกดในมือไปมา ผมนั่งเท้าคางมองหน้าอีกฝ่าย เอ่ยถามออกไปว่า

“หมอนั่นที่คุณพูดถึงใช่เพื่อนที่คุณพูดถึงเมื่อกี๊หรือเปล่าครับ”

คู่สนทนาฟังแล้วเลิกคิ้วเล็กน้อย แสดงท่าทีประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด

“ร รู้…รู้ได้ไงเนี่ย?”

“เดาครับ” ผมยิ้มเผล่ โทนเสียงยามเอ่ยถึง ‘หมอนั่น’ กับ ‘เพื่อน’ ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวสมองของผม มีเพียงคำพูดสองคำนี้เท่านั้นที่ให้ความรู้สึกภาคภูมิใจผิดปกติต่างจากคำพูดอื่นๆในประโยค ถึงแม้สายตาของผมจะไม่ดี แต่ประสาทสัมผัสด้านอื่นๆของผมนั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทดแทนในส่วนที่ด้อยกว่าได้เป็นอย่างดี

หูผมดีขนาดนั้นเชียวล่ะ

“เดา…เดาเก่งจริงนะ ไป…ไปเปิดสำนักดูดวงเถอะ รุ่ง…รุ่งแน่ๆ”

“ก็แค่เดาไปเรื่อยน่ะครับ สรุปว่าคุณอยากเอาชนะเพื่อน ถึงได้ตั้งใจอ่านหนังสือมากขนาดนี้”

“ใช่ อย่าง…อย่างนั้นแหละ” เซี่ยจื่อหยางยักไหล่ “เป็น…เป็นเพื่อนที่ไม่ดีใช่มั้ยล่ะ”

“การแข่งขันมันเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ครับ ยิ่งแข่งขันก็ยิ่งพัฒนา ขยับไปข้างหน้าย่อมดีกว่าหยุดอยู่กับที่” ผมว่าพลางยิ้มบางๆ หยิบปากกาไฮไลต์สีเหลืองสว่างขึ้นมาโยนไปมา “แต่ว่ามันก็ออกจะน่าแปลกอยู่หน่อยตรงที่คนอย่างคุณคิดจะเอาชนะเพื่อนนี่ล่ะ ทำไมจู่ๆถึงอยากจะเอาชนะล่ะครับ”

‘ก็ไม่ได้สำคัญอะไร ก็แค่อยากชนะ’ สุดท้ายเขาก็ให้คำตอบกับผมมาแค่นี้ แต่เพียงเท่านี้ก็เกินพอแล้ว น้ำเสียงติดอ่างที่อึกอักกว่าปกติ และนัยน์ตาหลังเลนส์แว่นที่เหลือบมองไปอีกทางทำให้ผมรู้ว่าเหตุผลของอีกฝ่ายไม่ได้มีแค่นั้นดังที่ตอบมา

ผมคะยั้นคะยอเขาอยู่หลายครั้ง คนอย่างเฮยเสียจื่อ เมื่อสนใจเรื่องใดแล้วย่อมอยากรู้ให้ถึงที่สุด ตื๊อจนกระทั่งอีกฝ่ายต้องยอมเล่าออกมาอย่างจำยอม

“มัน…มันค่อนข้างน่าอาย….” เซี่ยจื่อหยางกระแอมเบาๆ “สม…สมมติว่าถ้าเพื่อนนายติดแฟนจนไม่มีเวลาอยู่กับนาย นาย…นายไม่คิดจะทำอะไรหน่อยเหรอ”

“……”

“……”

“โฮ่….. หมายความว่าที่อยากได้คะแนนดีๆก็เพราะอยากให้เพื่อนสนใจตัวเองบ้างสินะครับ”

“…..” เซี่ยจื่อหยางไม่ตอบอะไร ท่าทางที่ราวกับว่าเกือบตอบว่า ‘ใช่’ ออกมาแต่ก็รีบหุบปากตัวเองได้ทันนั้น สำหรับผมแล้ว ถึงแม้จะให้ความรู้สึกประหลาดไปบ้าง แต่ก็นึกเอ็นดูคนตรงหน้าอย่างอดไม่ได้

เอ็นดูผู้ชายวัยยี่สิบกว่าอย่างนี้…ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ

“อะแฮ่ม ยัง…ยังไงก็ตาม ฉัน..ฉันต้องได้คะแนนดีๆให้ได้ เพราะงั้น…นาย…นายอ่านของนายไป ฉัน…ฉันก็จะตั้งใจอ่านของฉัน”

“รับทราบครับ คุณเซี่ย” ผมยิ้มบางๆ ในใจนึกอยากชวนคุยให้มากกว่านี้ รู้จักตัวตนของเขาให้มากกว่านี้….

แต่ไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ยังเหลือเวลาอีกเยอะ เยอะพอที่จะทำให้ผมรู้จักเขาให้มากกว่านี้…

ในเมื่อเซี่ยจื่อหยางความจำไม่ดี จดจำได้เฉพาะสิ่งที่เห็นบ่อยๆ….

ผมก็จะโผล่มาให้เขาเห็นหน้าบ่อยๆก็แล้วกัน

…………

Osomatsu-San FanFiction [ Matsuno Karamatsu x Matsuno Karamatsu ] ‘สัตว์ร้ายกับห้วงทะเลลึก’

Osomatsu-San FanFiction

Matsuno Karamatsu x Matsuno Karamatsu (คาราคารา)

‘สัตว์ร้ายกับห้วงทะเลลึก’

….

มัตสึโนะ คารามัตสึเหมาะกับสีน้ำเงิน

นั่นเป็นสิ่งแรกที่ผมคิดขณะที่ลืมตาตื่นขึ้นมาเป็นครั้งแรกบนโลกใบนี้ คารามัตสึ…ตัวตนแท้จริงที่สร้างผมขึ้นมาจากความนึกคิดด้านลบเหมาะสมกับสีน้ำเงินจริงๆ

สีน้ำเงินที่ไม่ว่าจะมองทีไรก็รู้สึกสบายใจ ไว้วางใจได้ ไม่ต่างอะไรไปจากมหาสมุทรที่งดงามยามไร้คลื่นลม นั่นคือสิ่งที่คนอื่นๆรับรู้เกี่ยวกับตัวตนของเขา ทว่า นั่นเป็นเพียงแค่เปลือกนอกที่คนอื่นมองไม่ทะลุ…

ขึ้นชื่อว่ามหาสมุทร ผิวน้ำที่นิ่งสงบนั้นเป็นสิ่งไม่จีรัง ลึกลงไปในมหาสมุทร ภายใต้ความเงียบสงบที่เป็นฉากหน้า สัตว์ทะเลอันตรายแหวกว่ายอยู่ในนั้น รอวันที่จะได้โผขึ้นมาทำอันตรายใครก็ตามที่รุกล้ำเข้ามาในห้วงอาณาเขตสีน้ำเงินของมัน

และตัวผมก็คือสัตวชนิดนั้น

สัตว์ที่อาศัยอยู่ในห้วงมหาสมุทรสีสวย ยามใดที่คารามัตสึถูกทำร้าย ผมพร้อมเสมอที่จะออกมาเพื่อช่วยเจ้านายของตน

ทว่า ในบางที ตัวตนของผมก็ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถปกป้องคารามัตสึเอาไว้ได้ ทุกๆวัน เสียงอึกทึกจากโลกภายนอกมักจะปลุกผมที่กำลังนอนสะลึมสะลือ และเมื่อลืมตาขึ้นเห็นภาพของคารามัตสึที่กำลังถูกมัตสึโนะ อิจิมัตสึทำร้าย ผมได้แต่กำหมัดแน่น กัดฟันกรอด แม้จะอยากเข้าไปช่วย แต่เรื่องบางอย่างย่อมมีขีดจำกัดของมัน เรื่องนี้เองก็เช่นกัน

ห้ามทำร้ายครอบครัวมัตสึโนะ นั่นคือกฎที่คารามัตสึพร่ำบอกผมจนปากเปียกปากแฉะ

‘ถึงแม้ว่าพวกเขาจะทำร้ายนายน่ะเหรอ’

ทำร้ายทั้งร่างกาย…และจิตใจ

‘ใช่ ไม่ว่ายังไงก็ห้ามทำร้ายพวกเขาเด็ดขาด’ คารามัตสึตัวจริงพยักหน้า รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้านั้นบิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บปวด

ด้วยเหตุนั้นผมจึงได้แต่ข่มอารมณ์ตัวเอง ทำตามคำสั่งของคารามัตสึตัวจริงอย่างเคร่งครัด ใช่แล้ว ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ผมทำตามคำสั่งของเขาทุกอย่าง เพียงเพราะอยากได้ทั้งคำชมเชย รอยยิ้มขอบคุณ และความรู้สึกไว้วางใจ….

เห็นค่าของฉันบ้างสิ คารามัตสึ…

คารามัตสึเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับคนรอบข้าง… ทว่า ไม่เคยให้ความสำคัญกับตัวเองเลยแม้แต่น้อย……

กับคนที่เป็นด้านมืดของตัวเอง เขาจึงไม่ให้ความสนใจกับผมเท่าที่ควร…

ผมหลับตาลงอีกครั้ง ไม่นานนัก เสียงโครมครามดังขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง ผมลืมตาขึ้นมา นึกด่าอิจิมัตสึอยู่ในใจ รังแกคารามัตสึของผมอีกแล้วหรือ ทว่า ‘คนเหล่านั้น’ ไม่ใช่อิจิมัตสึ ไม่ใช่คนในครอบครัวมัตสึโนะ เป็นเพียงแค่พวกอันธพาลสกปรกเท่านั้น

อาณาเขตมหาสมุทรถูกรุกล้ำ ผมดีดตัวขึ้นมา ชั่วพริบตาก็ควบคุมร่างของคารามัตสึเอาไว้ได้ทั้งร่าง

กลิ่นคาวเลือดจากร่างของคารามัตสึกระตุ้นสัญชาตญาณดิบ ผมแสยะยิ้มแยกเขี้ยว ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความมุ่งร้าย

ไม่ใช่เพียงสัตว์อันตรายที่ซุกซ่อนอยู่ในมหาสมุทรอีกต่อไป ไม่ใช่ตัวตนที่ยังคงมีความยับยั้งชั่งใจ แม้จะมีไม่มากนัก แต่ก็ถือว่ายังมี

‘….ปีศาจ….’

นั่นล่ะ ตัวตนของผมที่กำลังทำลายชีวิตของมนุษย์อันธพาลเบื้องหน้า

สัตว์ร้าย….ที่กลายเป็นปีศาจ

………

Osomatsu-San FanFiction [ Matsuno Karamatsu x Matsuno Karamatsu ] ‘หน้าผา’

Osomatsu-San FanFiction

Matsuno Karamatsu x Matsuno Karamatsu (คาราคารา)

‘หน้าผา’

…….

มัตสึโนะ คารามัตสึถูกผลักแรงๆหนึ่งที ไม่นานนักร่างของเขาที่ยืนโงนเงนอยู่ริมขอบหน้าผาก็ร่วงหล่นไปลงไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก

ร่างของคารามัตสึกระแทกเข้ากับร่างของผมที่รอรับอยู่ที่พื้นด้านล่างอย่างจัง ผมได้ยินเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดของเขา ตามมาด้วยเสียงหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้า

เสียงหัวเราะที่พยายามกลบเกลื่อนความเจ็บปวด…

“ไม่เป็นไรนะ” ผมเอ่ยถามเสียงเบาขณะเดียวกันก็มองตามร่างของคารามัตสึที่ผละออกจากผม รอยยิ้มบิดเบี้ยวผุดขึ้นมาบนใบหน้าของเขาพร้อมๆกับน้ำตาที่เอ่อคลอ

“ไม่…ไม่เป็นไรเลยสักนิด”

“โกหกไม่เก่งเหมือนเดิม” ผมส่ายหน้าไปมาก่อนจะลุกขึ้นชันเข่า หันหลังให้อีกฝ่าย ความเจ็บปวดจากแรงปะทะแล่นปลาบไปทั่วร่างทันที่ที่ขยับตัวไปมาแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเอ่ยออกไปอย่างอวดเก่งว่า

“ขึ้นมาสิ ฉันจะพานายปีนขึ้นไปเอง”

“นั่นสินะ…จะมาอยู่ในที่แบบนี้นานๆไม่ได้ ฝากด้วยนะตัวฉัน”

คารามัตสึลุกขึ้นอย่างงุ่มง่าม ขึ้นขี่หลังผมอย่างว่าง่ายเช่นเดียวกับทุกครั้งที่ผ่านมา

ถึงแม้จะถูกพวกพี่น้องผลักตกลงมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันรอบ แต่ผมก็ช่วยพาเขาขึ้นไปส่งข้างบนอีกครั้ง พักฟื้นร่างกายให้พร้อม เก็บแรงไว้พาเขาออกจากที่แห่งนี้อยู่เรื่อยๆ

ผมแบกร่างของคารามัตสึไว้บนหลัง ลอบสูดลมหายใจเล็กน้อย ตั้งสมาธิอยู่กับการปีนป่าย นอกจากการพาเขาขึ้นไปส่งแล้ว การใช้ร่างของตัวเองช่วยรับร่างของอีกฝ่ายที่ร่วงหล่นลงมาเพื่อลดแรงกระแทกนั้นก็ถือว่าเป็นงานของผมเช่นกัน

เหนื่อย….ผมหลุดหอบหายใจออกมาเป็นระยะๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ยอมหยุดปีน ในใจนึกสาปแช่งพวกแฝดอีกห้าคนที่ทำร้ายคารามัตสึของผมจนเจ็บไปทั้งตัวและหัวใจ คนที่ทำร้ายคารามัตสึ ทำไมถึงต้องเป็นคนที่คารามัตสึรักและเป็นห่วงด้วยนะ

ผมไม่อยากส่งคารามัตสึที่ผมรักขึ้นไปให้พวกเขาทำร้ายเลยสักนิด แต่เพราะคารามัตสึอยู่กับผมแล้วไม่มีความสุข ผมจึงต้องจำใจส่งเขาขึ้นไปให้ถูกคนเหล่านั้นทรมานครั้งแล้วครั้งเล่า

ไม่ว่าจะร่วงหล่นลงมากี่ครั้ง ผมก็จะคอยรับร่างของเขาไว้ และจะพาเขาปีนหน้าผากลับขึ้นไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง

โลกที่คารามัตสึอีกคนอย่างผมไม่มีวันเข้าใจ

สิ่งที่ผมรับรู้มีเพียงสิ่งเดียว นั่นคือ ผมต้องส่งคารามัตสึที่ถูกผลักตกลงสู่หุบเหวแห่งความโศกเศร้ากลับขึ้นไปหากลุ่มคนที่เขารัก กลับไปสู่โลกที่คารามัตสึต้องสวมหน้ากากปกปิดความเจ็บปวด ฉาบความทรมานเหล่านั้นด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง

คนที่ถูกผลักตกลงมาจนเจ็บไม่มีทางฝืนปีนขึ้นไปคนเดียวได้ เพราะอย่างนั้นผมถึงได้อยู่ที่นี่ ทุกครั้งที่เขาร่วงลงมา ผมก็จะคอยช่วยเหลืออยู่ตรงนี้…

‘อยู่ที่นี่นานๆไม่ได้’

คารามัตสึมักจะพึมพำคำพูดนี้ออกมาบ่อยๆ ผมเข้าใจความหมายของมันดี คำแปลก็คือ เขาจะเศร้าอยู่อย่างนี้ไม่ได้ ไม่มีใครอยากจมอยู่กับความทุกข์ของตัวเองนานๆหรอก

ในที่สุดผมก็พาคารามัตสึขึ้นมาถึงจุดหมาย เมื่อมองส่งแผ่นหลังของคารามัตสึที่ออกเดินไปไกลจนลับสายตา สองมือที่เหนื่อยล้าของผมก็ปล่อยมือจากขอบหน้าผา ทิ้งตัวลงไปตามแรงดึงดูดของโลก กลับไปนั่งรออยู่ใต้หน้าผาอย่างโดดเดี่ยวอีกครั้ง

เพราะคนที่เขารักไม่เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญในตัวตนของเขา คารามัตสึถึงต้องทรมานอยู่อย่างนี้ เรื่องนั้นผมรู้ดี และรู้ดียิ่งไปกว่านั้นอีกว่า ไม่ได้มีแค่คารามัตสึเพียงคนเดียวเท่านั้นที่กำลังร้องไห้…

ตัวผมเองก็กำลังเจ็บปวดอยู่เช่นกัน ด้วยเหตุผลเดียวกับเขานั่นเอง….

……

Osomatsu-San FanFiction [ Atsushi x Tougou ] ‘ว่าด้วยเรื่องนักล่า’

Osomatsu-San FanFiction

Atsushi x Tougou (อัทสึโทโกว)

‘ว่าด้วยเรื่องนักล่า’

…….

อัธยาศัยดี สุภาพ อ่อนน้อม อ่อนโยน และใจดี

หากถามถึงเปลือกนอกของผม คงตอบได้แต่เพียงว่า ไม่มีคำจัดกัดความใดที่ตรงที่สุดเท่าสิ่งที่ผมยกมาอีกแล้ว

นั่นคือ ‘โทโกว’ ที่ผมอยากให้เหยื่อทุกคนรู้จัก ในขณะเดียวกันก็ปกปิดนิสัยที่แท้จริงไว้ภายใต้หน้ากากที่สร้างขึ้นมา

เหยื่อหลายคนหลงกล สุดท้ายแล้วก็ถูกสัตว์นักล่าขย้ำเสียจนขาดใจตาย

ผมไม่ใช่คนดี คนที่จะรู้ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของผมยามพบกันครั้งแรกนั้นเรียกได้ว่าไม่มีเลยสักคน ทว่า เจ้าหนุ่มอัทสึชินั่นกลับมองทะลุหน้ากากของผมด้วยสายตาที่เฉียบคม

ผีมักจะเห็นผีด้วยกัน ดูท่าว่าคำกล่าวนี้จะไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงเลยสักนิด

“ทำตัวต่ำๆเพียงเพราะต้องการเจ้านี่” เขาว่าพลางควักปึกธนบัตรออกมาจากกระเป๋าสตางค์ แกว่งมันไปมาต่อหน้าผมเบาๆ

“เป็นสัตว์นักล่าที่มักน้อยจังเลยนะครับ”

ป่วยการที่จะเสแสร้ง ผมถอดหน้ากากคนดีทิ้งทันที สำหรับการต้มตุ๋นนั้น เมื่อถูกใครบางคนที่แข็งแกร่งพอๆกับตัวเองรับรู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงแล้ว การแสร้งทำตัวเป็นคนดีต่อหน้าเขาก็ไม่ต่างอะไรไปจากคนโง่คนหนึ่ง

“ก็ดีกว่ารสนิยมสูงๆของเธอล่ะนะ” ผมว่าพลางนึกถึงความชอบของคนตรงหน้า หากคนคนนี้มองออกว่าสิ่งที่ผมบูชาก็คือเงินและทรัพย์สินมีค่า ผมเองก็มองงานอดิเรกที่เขารักออกเช่นกัน

สำหรับคนอย่างอัทสึชิ เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือการสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้อื่นต่างหาก เบื้องหน้าก็เป็นคนดีไม่ต่างอะไรไปจากผม แต่นิสัยที่แท้จริงนั้นกลับโสมมไม่แพ้กัน

งานอดิเรกของอัทสึชิ…การเหยียบย่ำคนอื่นให้ต่ำกว่าตนเองนั้น ความจริงก็เป็นงานอดิเรกที่ใช้ได้อยู่หรอก แต่ก็ยังสู้ความสนุกยามหลอกเอาเงินจากเหยื่อโง่ๆไม่ได้อยู่ดี

“ช่างเถอะ เธอไม่ใช่เหยื่อของฉัน เอาเป็นว่าต่างคนต่างอยู่ อย่ามาขวางทางทำมาหากินของฉันละกันนะพ่อหนุ่ม” ผมยักไหล่อย่างสบายอารมณ์ กับคนประเภทเดียวกันไม่จำเป็นต้องเสียเวลาหาเรื่องด้วย สู้เอาเวลาไปทำมาหากินจะมีประโยขน์เสียกว่า ทว่า เจ้าหนูอัทสึชิกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาหัวเราะออกมาเบาๆราวกับว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นเพียงแค่เรื่องตลกขบขันเรื่องหนึ่งเท่านั้น

“โทโกวซัง นักล่าที่กินแต่เหยื่อ…วันนึงจะกลายเป็นเหยื่อไปซะเองนะครับ” อัทสึชิว่าพลางยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า

“ถ้ามัวแต่เมินนักล่าด้วยกัน ซักวันนึง โทโกวซังต้องกลายเป็นเหยื่อของผมแน่ๆ”

ผมหรี่ตาลงเล็กน้อย น้ำเสียงที่เปล่งออกไปนั้นเจือปนไปด้วยความโกรธ

ศักดิ์ศรี…หากจะให้พูดถึงจุดอ่อนที่สำคัญของตัวเอง ก็คงเป็นสิ่งนี้ไม่ผิดแน่ๆ

“คิดจะกินคุณลุงงั้นรึ” รอยยิ้มชั่วร้ายผุดขึ้นบนใบหน้า “ใจกล้าจริงนะ เจ้าเด็กเมื่อวานซืน”

“ฮึๆ”

เมื่อเห็นสีหน้าของผม อัทสึชิก็ยักยิ้มอย่างพึงพอใจ

“นั่นล่ะ สีหน้าที่ผมต้องการ สีหน้าของนักล่าที่กำลังจะจนมุมในไม่ช้า” ชายหนุ่มว่าพลางตบไหล่ผมเบาๆ ก้มหน้ากระซิบคำพูดบางอย่างข้างๆใบหูของผม

“วางใจเถอะ ผมไม่เปิดเผยเรื่องอาชีพของคุณหรอก ทำแบบนั้นก็ไม่สนุกกันพอดี ยิ่งคุณมีความสุขมากเท่าไหร่ เวลาที่ผมทำทุกอย่างของคุณพัง สีหน้าของคุณตอนนั้นคงจะเป็นงานศิลปะที่วิเศษมากเลยทีเดียว”

คำพูดของอัทสึชิจบลงเพียงแค่นั้น หลังจากที่เดินแยกตัวออกมา ผมได้แต่นึกใคร่ครวญอะไรบางอย่างอยู่ในใจ

ชายคนนั้นไม่ใช่สัตว์นักล่าเหมือนผมอย่างที่เข้าใจ

ให้ตายสิ…

หมอนั่นมันปีศาจชัดๆ

ผมยักยิ้มมุมปาก ความรู้สึกตื่นเต้นท้าทายพลันแล่นไปทั่วร่าง ความรู้สึกเดียวกับเมื่อสมัยก่อนที่ลงมือหลอกลวงผู้คนเป็นครั้งแรก

น่าสนุก….น่าสนุกจริงๆอัทสึชิคุง

“ปีศาจอย่างนาย ฉันคนนี้นี่ล่ะจะขย้ำให้เละจนจำสภาพศพไม่ได้เลย”

………

Osomatsu-San FanFiction [ Atsushi x Tougou ] ‘ไว้ใจ’

Osomatsu-San FanFiction

Atsushi x Tougou (อัทสึโทโกว)

‘ไว้ใจ’
*คำเตือน : ตอนเขียนลืมปิดฟิลเตอร์ละมุนค่ะ|||Orz ถ้าผิดคาร์ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ แง*

…..

ท่ามกลางแสงไฟที่ส่องสว่างอยู่ในตัวเมือง สุนัขจรจัดตัวหนึ่งเดินหลบผู้คนมากมายอย่างไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ผมมองความผอมหนังหุ้มกระดูกของมันแล้วได้แต่ส่ายหน้าไปมา รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นว่า ดันพาร่างของตนเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ จ่ายเงินซื้อขนมปังถูกๆก้อนหนึ่งแล้วยื่นให้สิ่งมีชีวิตไร้บ้านตัวนั้น

เจ้าหมาจรกินขนมปังก้อนนั้นอย่างตะกละตะกราม ผมนั่งยองๆมองมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นยืน ทว่า ยังไม่ทันจะก้าวขาเดิน เสียงเรียกที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นเสียก่อน

“ไม่ยักกะรู้ว่าคนอย่างโทโกวซังเป็นคนรักสัตว์นะครับเนี่ย”

“ฉันก็ชอบหมดทุกอย่างนั่นล่ะ ยกเว้นมนุษย์” ผมว่าพลางหันไปเผชิญหน้ากับชายหนุ่มชุดดำที่กำลังยิ้มให้อย่างสุภาพ เมื่ออัทสึชิได้ยินคำตอบของผม เขามีสีหน้าพึงพอใจ ขณะเดียวกันก็เดินเขามาใกล้ผมมากขึ้นเรื่อยๆ

“แล้วมนุษย์ไม่ใช่สัตว์หรือครับ”

“สัตว์ไว้ใจได้ เพราะอย่างนั้นถึงไม่เหมือนมนุษย์” ในขณะที่เอ่ยคำพูดนั้นออกมา ผมก็ย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน นึกถึงคำพูดที่เคยขู่เจ้าหนูมัตสึโนะ โอโซมัตสึเอาไว้

‘จนถึงตอนนี้ ฉันฆ่าคนไป3คน แมว15ตัว กบ3ตัวและหมัด100ตัว…..’

แมว กบ หมัด….แน่นอนว่าผมก็แค่ขู่เจ้าเด็กโง่โอโซมัตสึไปเพื่อเพิ่มความน่ากลัวให้ภาพลักษณ์ของตนเองเท่านั้น เป็นแค่คำพูดที่นึกออกในตอนนั้นก็เลยพูดออกมา โชคดีที่เจ้านั่นไม่นึกเอะใจ เพราะเมื่อมองย้อนดูแล้ว นั่นเป็นเรื่องโกหกที่ห่วยแตกที่สุดในบรรดาเรื่องทั้งหมดที่ผมกุขึ้นมา

คงเพราะนึกไม่ถึงว่าจะถูกรู้ตัวตนที่แท้จริงเร็วขนาดนั้น ตัวผมในอดีตถึงได้ร้อนใจจนทำเรื่องห่วยแตกแบบนั้นไปเสียได้…

“คุณพูดเหมือนว่าคุณไม่ไว้ใจมนุษย์” เสียงของอัทสึชิดึงสติผมกลับมาสู่โลกปัจจุบัน ผมยักยิ้มเล็กน้อย หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดไฟสูบ

“นายเองก็ด้วยไม่ใช่หรือไง” ผมถามกลับ พ่นควันสีจางออกมาจากปาก อัทสึชิเป็นคนประเภทเดียวกับผม พวกผู้ล่าย่อมไม่เคยไว้ใจมนุษย์คนไหน แต่กับสัตว์ชนิดอื่น….ถ้าหากไม่เป็นอันตราย โดยส่วนตัวแล้ว ผมไว้ใจพวกมันมากกว่ามนุษย์เสียอีก

สัตว์ไม่เคยโกหก แต่มนุษย์กลับชำนาญในเรื่องโกหก เพราะอย่างนั้น… ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ ผมไม่เคยไว้ใจใครเลย แม้แต่ตัวเอง…บางทีผมก็ไม่ไว้ใจ….

“ผมไม่เคยไว้ใจใคร ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ ผมไว้ใจแต่ตัวเองเท่านั้น” อัทสึชิตอบด้วยท่าทีสบายๆ จะว่าไปก็รู้สึกว่าสมกับที่เป็นคำตอบของเจ้าหนุ่มปีศาจนี่ดี

“บางทีฉันก็สงสัยนะว่าทำไมนายถึงไม่ครองโลกไปเลย พ่อจอมมาร” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ อัทสึชิหัวเราะเบาๆกับคำพูดของผม ทันใดนั้นเอง เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของชายหนุ่มก็ดังขึ้น คนอายุน้อยกว่าหยิบมันขึ้นมา เหลือบมองรายชื่อผู้โทรเข้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเก็บมันลงกระเป๋ากางเกงตามเดิม

“ผมคงต้องไปแล้ว โทโกวซัง หวังว่าเราคงได้เจอกันอีก” อัทสึชิว่าพลางยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่น่าเหลือเชื่อออกมา

“ปีศาจเองก็ไม่ใช่มนุษย์ คุณจะไว้ใจผมก็ได้นะครับ”

“…….”

“ผมอยากจะลองไว้ใจโทโกวซังดูบ้างนะครับ แล้วถ้าคุณไว้ใจผม ผมก็คงจะไว้ใจคุณได้”

“…….” ผมไม่ตอบอะไร เพราะกำลังรู้สึกงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพยายามไม่แสดงออกทางสีหน้ามากเกินไป

ว่าแล้วอัทสึชิก็เดินจากไป ปล่อยให้ผมยืนงงอยู่ ณ ที่ตรงนั้นกับหมาหน้าตาโง่ๆตัวหนึ่งที่มองผมตาแป๋ว กระดิกหางไปมาอย่างเริงร่า

จะว่าไป คนที่ไม่เคยไว้ใจใครนอกจากตัวเองเนี่ย….เป็นเพราะมีแต่คนที่ไม่เข้าใจถึงตัวตนที่แท้จริงของเขา ก็เลยไม่กล้าที่จะไว้ใจคนพวกนั้นหรือเปล่านะ…

ผมย่อตัวลงนั่งยองๆลูบหัวเจ้าสิ่งมีชีวิตสี่ขา ขณะเดียวกันก็บ่นพึมพำออกมาเบาๆ

“อะไรกัน…ที่แท้แล้ว ปีศาจเองก็เหงาเป็นเหมือนกันหรือไง”

…………

Osomatsu-San FanFiction [ Atsushi x Tougou ] ‘บทสนทนาในร้านกาแฟ’

Osomatsu-San FanFiction

Atsushi x Tougou (อัทสึโทโกว)

‘บทสนทนาในร้านกาแฟ’

…….

คนที่อยากได้เงิน ก็คือคนที่ไม่มีเงิน
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อไม่มีสิ่งใด ย่อมต้องปรารถนาถึงสิ่งนั้นตลอดไปเสียหน่อย

ถ้าจะให้ยกตัวอย่างถึงสิ่งที่เป็นข้อยกเว้นนั้น ในกรณีของผม ก็คงพูดถึง ‘ความรัก’

“ความรัก?” เจ้าหนุ่มอัทสึชิทวนคำเสียงเบา ยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบเล็กน้อย “นับว่าเรามีมุมมองที่เหมือนกันนะครับ โทโกวซัง”

“ดูท่าว่าฉันกับเธอคงเป็นปลายทางของคนบางคนที่ไม่ได้รับความรักในวัยเด็ก เป็นจุดจบที่น่าเศร้า” ผมเอ่ยยิ้มๆ ขณะเดียวกันก็ใช้หลอดพลาสติกสีขาวคนของเหลวในแก้วไปพลางๆ

ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว ผมที่กำลังเดินเตร่สอดส่องหาเหยื่อได้ถูกอัทสึชิชวนให้ไปหาอะไรดื่มดับกระหายด้วยกัน เพราะอย่างนั้นถึงได้มาอยู่ที่นี่ นั่งตากแอร์เย็นฉ่ำพูดคุยกันเรื่อยเปื่อย รู้ตัวอีกที บทสนทนาก็กลายเป็นเนื้อหาที่ดูจะหนักเกินไปสำหรับร้านกาแฟหรูหรามีสไตล์แห่งนี้เสียแล้ว

“แต่ก็น่าแปลกนะครับ มีคนมากมายที่เป็นเหมือนพวกเรา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเอาแต่โหยหาความรักจากผู้อื่น” น้ำเสียงของชายหนุ่มชุดดำเจือปนไปด้วยความสมเพช ไม่ต่างอะไรไปจากนักล่าที่กำลังดูถูกสัตว์กินพืชตัวอื่นๆ

แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าจะผมหรือเขาที่มีสภาพเฉยชาต่อความรัก ล้วนเคยมีความรู้สึกโหยหาเช่นนั้นไม่ต่างจากสัตว์กินพืชตัวอื่นๆ ทว่า ในวันหนึ่ง เมื่อรู้ตัวว่าไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่มีใครมอบความรักให้พวกเราแม้แต่ครอบครัว สุดท้ายแล้วจึงถูกความสิ้นหวังกลืนกิน ได้แต่ยอมรับความเป็นจริงที่โหดร้าย และกลายเป็นไร้ความรู้สึกในด้านนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เพราะไม่มีเงิน จึงต้องการเงิน

แต่เพราะไม่มีใครมอบความรักให้ เพื่อที่จะพยุงตัวเองให้เข้มแข็งขึ้น จึงไม่ต้องการความรักอีกต่อไป

“แต่ก็น่าแปลกนะครับที่โทโกวซังดันคิดเหมือนผม ไม่เหมือนกับคนพวกนั้น” นัยน์ตาสีเข้มของอัทสึชิจ้องมองเข้ามาในดวงตาของผม ความพึงพอใจปรากฏอยู่บนใบหน้าอ่อนเยาว์นั้น ปฏิกิริยาของอีกฝ่ายทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิด

หากจะให้อธิบายสาเหตุของความหงุดหงิดก็คงจะพูดได้แค่ว่า ท่าทีของอีกฝ่ายนั้นแทบไม่ต่างอะไรไปจากเด็กที่ได้ของเล่นใหม่เลยสักนิด…

…..และแน่นอนที่สุดว่า คนอย่างผมไม่ใช่ของเล่นของเขา….

“หลอกคนอื่นกับหลอกตัวเอง  ความสนุกมันเทียบกันไม่ได้หรอกนะเจ้าหนู” น้ำเสียงของผมแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อยขณะที่ตอบคำถามข้อนั้น อัทสึชิหัวเราะเบาๆขณะวางแก้วเครื่องดื่มลงบนโต๊ะ

“น่าๆ อย่าเพิ่งอารมณ์เสียสิครับ คนขั้วลบอย่างเราๆ อยู่ด้วยกันก็น่าจะเกิดเรื่องบวกๆดีๆเกิดขึ้นไม่ใช่เหรอ”

ผมส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา ยกแก้วเครื่องดื่มที่น้ำแข็งเริ่มละลายแล้วขึ้นดื่ม สัมผัสของรสชาติเจือจางนั้นโดดเด่นอยู่ในปาก “เรื่องดีๆประเภทไหนกัน ร่วมมือกันทำลายโลกสำเร็จหรือไง” วายร้ายกับวายร้ายอยู่ด้วยกัน ผมมองไม่เห็นลู่ทางที่โลกจะสะอาดสดใสปราศจากพิษภัยเลยสักนิด

“เรื่องบวกๆเนี่ย มันก็ตีความได้หลายๆแบบ ถ้าโทโกวซังหลอกเอาเงินจากเหยื่อสำเร็จ ก็ถือว่าเป็นเรื่องบวกๆสำหรับโทโกวซังไม่ใช่เหรอครับ”

“…จะบอกว่าเรื่องบวกๆที่ว่า ก็คือเรื่องดีๆของแค่ละคนอย่างนั้นรึ” ผมว่าพลางสบตากับอัทสึชิ ชายหนุ่มเบื้องหน้าพยักหน้า เอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงสบายๆ

“ใช่ครับ ถ้าพวกเราอยู่ด้วยกัน เป็นหุ้นส่วนกัน อาจมีเรื่องสนุกๆเกิดขึ้นก็ได้”

“…..” ผมไม่ตอบอะไร ในใจนึกใคร่ครวญ หุ้นส่วนอย่างนั้นหรือ น่าแปลก นักล่าไม่จำเป็นต้องล่าเหยื่อด้วยกันเสียหน่อย มีอะไรไม่ชอบมาพากล….

ในขณะที่ผมกำลังนึกสงสัย เสียงคุ้นเคยของอัทสึชิก็ดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของผม

“บางที ถ้าพวกเราอยู่ด้วยกัน อาจจะเกิดเรื่องบวกๆที่มักเกิดกับพวกคนธรรมดาก็ได้นะครับ”

“เรื่องบวกๆที่เกิดกับคนธรรมดา?” ผมทวนคำพูดของอีกฝ่าย เรื่องอะไรล่ะนั่น เรื่องที่เกิดขึ้นกับคนธรรมดา? เรื่องพรรค์นั้นมีสิทธิ์เกิดกับพวกเราด้วยหรือ

“ฮึๆ” เมื่อเห็นท่าทีของผม อัทสึชิก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ และเมื่อได้ฟังคำตอบของอีกฝ่าย ผมก็สำลักน้ำที่กำลังดื่มอึกใหญ่

‘ลบเจอกับลบกลายเป็นบวก คนอย่างผมกับคุณเจอกัน เรื่องบวกๆที่ตามมา อาจจะเป็นความรักก็ได้นี่ครับ’
…………..