Dàomù bǐjì FanFiction [ เซี่ยจื่อหยาง + เซี่ยจื่อหยาง ] ‘ความจริงที่ตรงกันข้าม’

เพิ่งเอาจากลิงค์นี้มาลงบล็อกดีๆค่ะ https://twishort.com/D8Xjc

_____________________________

Dàomù bǐjì FanFiction

เซี่ยจื่อหยางกับเซี่ยจื่อหยาง

‘ความจริงที่ตรงกันข้าม’

…..

ผมหอบหายใจอยู่พักใหญ่ ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อที่บริเวณหน้าผาก เสียงปลงตกของชายหนุ่มคนหนึ่งดังลอดออกมาจากซอกหินแคบๆมืดสนิท

“พอ…พอเถอะ ไม่…ไม่มีประโยชน์หรอก”

“น..นายเตรียมจะถูกฝังอยู่ที่นี่ตลอดไปงั้นหรือ” ผมพึมพำออกมาอย่างไม่เชื่อหู

อาจเพราะเสียแรงไปกับการทำทุกอย่างเพื่อช่วยเขาออกมาคงทำให้ผมเหนื่อยจนประสาทหลอน แต่เมื่อเซี่ยจื่อหยางยืนยันความต้องการของตนอีกครั้ง ผมก็พบว่าตัวเองไม่ได้หูฝาดไปอย่างที่คิด

“ย…ยอม..ยอมแพ้แล้วรึไง”

“ฮื่อ” เขาตอบคำถามของผมสั้นๆ ผมได้ยินเสียงอีกฝ่ายถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน

“ขอบ…ขอบคุณที่อุตส่าห์ช่วยมาตั้งหลายวัน แต่ฉันไม่ไหวแล้ว นาย…นายเองถ้าไม่เก็บแรงไว้เดี๋ยวก็ออกจากที่นี่ไม่รอดหรอก ไม่…ไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าพวกเราทั้งคู่ตายอยู่ที่นี่”

นายไม่อยากกลับไปเจอแม่กับเพื่อนแล้วรึไง พอถามออกไปอย่างนั้นเขาก็ตอบผมกลับมาด้วยน้ำเสียงที่คล้ายกับคนหมดแรง

“อยาก…อยากสิ แต่ว่า…อย่างน้อยคนพวกนั้นก็ยังมีนาย แค่นี้…ก็น่าจะพอแล้ว”

“…..” ผมเงียบไปครู่ใหญ่ กำหมัดแน่นอย่างไม่พอใจ ทำไมถึงได้ขี้แพ้อย่างนี้นะ อดทนต่ออีกหน่อยไม่ได้หรือไง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็คือผม ผมก็คือเขา เขาอยากตาย ต่อให้ผมไม่ชอบการตัดสินใจของเขา ผมก็ต้องให้เขาตาย

นั่นก็เพราะเขาเป็นคนสร้างผมขึ้นมา…

ต่อให้ถูกสร้างขึ้นมาจากพลังด้านลบ แต่ผมก็ไม่ได้เกิดความคิดที่จะขัดขวางการมีชีวิตอยู่ของเขาแล้วสวมรอยแทนแต่อย่างใด หากผมถูกสร้างขึ้นมาโดยคนอื่น ผมก็คงฆ่าคนคนนั้นไปแล้ว แต่เพราะผมเป็นตัวก๊อบปี้ของเซี่ยจื่อหยาง ผมจึงไม่อยากฆ่าเขา

เรียกได้ว่าความกตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดของเซี่ยจื่อหยางช่วยชีวิตเขาไว้โดยแท้ ถึงแม้ผมจะถูกสร้างขึ้นมาจากพลังที่ไม่ดีจนไม่สามารถเป็นคนดีได้ แต่นิสัยดีๆของเขาดันส่งผลกระทบมาถึงผมด้วย

และเพราะก๊อบปี้นิสัยที่เด่นชัดของเขามา ด้วยเหตุนั้นจึงลงมือทำร้ายเขาที่เป็นผู้สร้างตัวตนของผมขึ้นมาไม่ได้

แต่ถึงอย่างนั้น…สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาจากความชั่วร้าย ต่อให้ร่างต้นแบบจะเป็นคนดีขนาดไหน ผมก็ไม่มีวันกลายเป็นคนดีร้อยเปอร์เซนต์แน่นอน….

“ฝาก…ฝากดูแลทุกคนด้วยนะ” เสียงของเซี่ยจื่อหยางตัวจริงที่ดังลอดออกทำให้ผมนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยถามอีกฝ่ายออกไปด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความไม่มั่นใจ

“ฉันเนี่ยนะ…จะไหวเรอะ…” ผมว่าพลางใช้พลังเสกระเบิดขึ้นมา กลิ่นดินปืนจางๆโชยออกมาแตะจมูก

“นาย…นายทำได้น่า นายคือเซี่ยจื่อหยางเชียวนะ”

“ก็…ก็เพราะเป็นเซี่ยจื่อหยางนั่นล่ะถึงได้…ไม่ไว้ใจ”

“บ๊ะ ไอ้…ไอ้บ้านี่!”

เซี่ยจื่อหยางด่าผมอย่างเสียๆหายๆ แต่ถึงอย่างนั้นผมกลับรู้สึกว่าน้ำเสียงของเขาดูมีชีวิตชีวากว่าเดิมเล็กน้อย ผมหัวเราะออกมาเบาๆกับความเปลี่ยนแปลงนั้นก่อนจะถอยหลังออกไปไกลๆ หันหน้าไปมองทางอื่น หลังจากนั้นจึงจุดระเบิดแล้วโยนไปยังสถานที่เป้าหมายอย่างแม่นยำ

ลาก่อน…

เสียงระเบิดดังขึ้นตูมใหญ่ ตามมาด้วยเสียงพังถล่มของก้อนหิน ผมหันหลังหนีวาระสุดท้ายของเซี่ยจื่อหยางตัวจริงก่อนจะเดินจากไปเงียบๆ

ผมไม่ใจดีพอที่จะรั้งเขาไว้ให้ฮึดสู้มีชีวิตอยู่ต่อไป…. แต่ถ้าจะต้องตาย ก็อยากให้หมอนั่นตายโดยที่ไม่รู้ตัว จะได้ไม่ต้องทรมานมาก…..

เสียงย่ำฝีเท้ายังคงดังอยู่ต่อเนื่อง ผมก้าวเดินไปข้างหน้า ขยับแว่นให้เข้าที่เข้าทาง พร่ำทบทวนอะไรบางอย่างกับตัวเองไปมา

จากนี้ไปผมคือเซี่ยจื่อหยาง

ผมต้องกลับไปดูแลแม่ กลับไปกินเหล้ากับเพื่อน ใช้ชีวิตให้คุ้มกับตัวตนและชื่อที่ได้รับมา ปกปิดความจริงให้แนบเนียนที่สุด

ทว่า

…หากมีใครบังเอิญรู้ความจริงว่าผมเป็นแค่ตัวก๊อบปี้แล้วเอ่ยถามออกมา ผมก็จะยอมรับ และเล่าให้เขาฟังว่าตัวผมนั้นคุ้มคลั่งจนต้องลงมือแย่งชิงตัวตนมาจากตัวจริงแล้วฆ่าตัวจริงทิ้ง

สารภาพออกมาอย่างเต็มปากว่าผมคือคนร้ายที่ฆ่าเซี่ยจื่อหยาง ชายผู้พยายามทำทุกวิถีทางให้ตัวเองมีชีวิตอยู่รอดอย่างน่านับถือ

ผมคือปีศาจชั่ว ในขณะที่ตัวต้นแบบคือฮีโร่ผู้พ่ายแพ้ ซึ่งผมได้แต่หวังว่าเรื่องโกหกบิดเบือนความจริงนี้จะทำให้ใครก็ตามที่ได้ฟังเกิดความภูมิใจในตัวเซี่ยจื่อหยางสักเล็กน้อยบ้างก็ยังดี

ฝังกลบความจริงที่น่าสมเพชเอาไว้กับตัวจนกว่าความทรงจำทุกอย่างของผมจะหายไปอย่างถาวร เหลือไว้แต่เพียงคำโกหกสวยหรูที่ฝังอยู่ในความทรงจำของคนอื่น ถือเสียว่าเป็นของขวัญที่ผมมอบให้เขาเป็นครั้งสุดท้ายก็แล้วกัน

ครั้งสุดท้าย…ต่อไปผมคงไม่อาจทำอะไรเพื่อเขาได้อีก เพราะทันทีที่ต้องพูดความจริง ย่อมหมายความว่าผมไม่มีใครให้รักษาสายสัมพันธ์…

และไม่มีทางรักษาสายสัมพันธ์ระหว่างเซี่ยจื่อหย่างตัวจริงกับคนคนนั้นไว้ได้อีกต่อไป

ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ได้แต่หวังอยู่ในใจ

ความทรงจำที่ดีเป็นของขวัญที่พิเศษก็จริงเพราะมั่นใจได้ว่ามันยั่งยืนกว่าสายสัมพันธ์ที่อาจย่อยยับลงในสักวัน

แต่ถึงอย่างนั้น ของขวัญชิ้นนี้…ถ้าไม่มีใครได้รับก็คงดี

…..

Advertisements

Osomatsu-San FanFiction [ Todomatsu x Karamatsu / Karamatsu x Todomatsu ] ‘Twitter’

Osomatsu-San FanFiction

Todomatsu x Karamatsu / Karamatsu x Todomatsu

‘Twitter’

….

มัตสึโนะ โทโดมัตสึชอบเล่นทวิตเตอร์

ทุกครั้งที่มีเวลาว่างโทโดมัตสึจะชอบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ไถไทม์ไลน์ทวิตเตอร์เล่นเรื่อยเปื่อย อัปเดตข้อมูลข่าวสารใหม่ๆเพื่อจะได้มีเรื่องไปพูดคุยหรือเข้าสังคมกับคนอื่นๆได้ รวมไปถึงเทรนด์แฟชั่นทันสมัยต่างๆนานา

นอกจากจะเป็นแอพลิเคชันที่ให้ความสะดวกสบายในเรื่องการติดตามข่าวสารแล้ว ทวิตเตอร์ยังเป็นสมุดบันทึกชั้นดีที่โทโดมัตสึเอาไว้บ่นระบายความในใจเรื่องพี่ๆเป็นประจำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มัตสึโนะ คารามัตสึ ฝาแฝดคนที่สองแห่งบ้านมัตสึโนะผู้ไม่มีรสนิยมในการแต่งตัวเลยแม้แต่นิดเดียว สไตล์การแต่งตัวของพี่รองมักทำให้โทโดมัตสึรู้สึก ‘เจ็บ’ ทุกครั้ง และต้องบ่นเรื่องเหล่านี้ลงทวิตเตอร์ทุกที

ฟอลโลเวอร์ที่ติดตามแอคเคานท์ของน้องเล็กล้วนชินชากับการเห็นทวีตของโทโดมัตสึที่มักจะพิมพ์อะไรบางอย่างที่ไม่สามารถอ่านออกได้โผล่ขึ้นมาบนไทม์ไลน์ ก่อนจะจมหายไปช่วงหนึ่ง ทิ้งช่วงนานๆแล้วจึงโผล่ขึ้นมาใหม่ ซึ่งใครคนหนึ่งได้ลงความเห็นไว้ว่า ข้อความเหล่านั้นเป็นภาษาญี่ปุ่นที่ให้ความรู้สึกมึนงงพอๆกับการใช้นิ้วมือรัวแป้นคีย์บอร์ดมั่วๆ…

ทุกครั้งที่โทโดมัตสึเห็นการแต่งตัวของคารามัตสึแล้ว นอกจากสีหน้าที่แสดงถึงความ ‘เจ็บ’ อันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวที่พี่ๆได้เห็นอยู่กันบ่อยๆ การทวีตข้อความมั่วๆชนิดที่ไม่สนใจจะมองหน้าจอตรวจดูสิ่งที่กำลังพิมพ์อยู่เองก็เป็นเรื่องที่คุ้นชินสำหรับชาวเน็ตคนอื่นๆเป็นอย่างดี

สภาพจิตใจตอนที่กำลังรัวแป้นนิ้วคงกำลังย่ำแย่น่าดู ใครบางคนทวีตข้อความนั้นลอยๆ ก่อนที่ทวีตนั้นจะถูกกระแสทวีตอื่นๆในไทม์ไลน์กลบไปจนไม่น่าจะขุดหาเจอ

นอกจากข้อความที่อ่านไม่รู้เรื่องอันเกิดจากการพิมพ์มั่วๆแบบรัวแป้นแล้ว ข้อความบ่นๆเพ้อๆรวมทั้งรูปถ่ายของตัวเองก็ใช่ว่าจะไม่มี ดีไม่ดีอาจเยอะกว่าการรีทวีตข่าวสารต่างๆในแต่ละวันเสียอีก

แต่ที่เยอะที่สุด เห็นทีจะเป็นรูปแอบถ่ายของ ‘ผู้ชายคิ้วเข้มที่ชอบแต่งตัวเห่ยๆแต่หน้าตาคล้ายกับโทโดมัตสึ’ คนหนึ่ง ไม่ว่ายามหลับ ยามตื่น ยามยิ้ม ยามหัวเราะ ยามที่นั่งซึมอยู่เงียบๆคนเดียว ถ่ายจากมุมที่ซ้ำกันบ้างไม่ซ้ำกันบ้าง ชาวเน็ตหลายคนต่างก็ลงความเห็นว่ารูปของผู้ชายคนนี้มีเยอะกว่ารูปเซลฟี่ของโทโดมัตสึเองเสียอีก

นอกจากลงรูปไว้เฉยๆแล้ว โทโดมัตสึไม่ได้ทิ้งคำอธิบายเกี่ยวกับรูปเหล่านั้นไว้เลย

มีเพียงทวีตข้อความเพ้อๆเรื่องความรักของชายหนุ่มที่ปรากฏขึ้นมาอยู่ในไทม์ไลน์ ก่อนจะถูกกลบไปด้วยข่าวสารอื่นๆ

ทวิตเตอร์รวดเร็วเสมอ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เพราะว่ามีการอัปเดตตามเวลาจริง จึงได้เป็นที่นิยมของผู้ใช้งานจำนวนมากบนโลกไซเบอร์

และโทโดมัตสึเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
ต้องการแสดงความรู้สึกบางอย่างออกไป แต่สุดท้ายแล้วก็พยายามรีทวีตเรื่องอื่นๆเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกนั้น

กลบเกลื่อนแต่ไม่กล้าลบ

ไม่ใช่ว่าไม่พยายามที่จะลบ แต่เพราะพยายามที่จะลบอยู่หลายครั้งแล้วทำไม่สำเร็จ โทโดมัตสึจึงล้มเลิกความพยายามที่เปล่าประโยชน์นั้นไป

เรื่องบางเรื่องมันจริงเสียจนเขาไม่ไม่กล้าแม้แต่จะปฏิเสธหัวใจของตัวเอง…

‘ทำไมพวกเราต้องเป็นพี่น้องกันด้วย…’

วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่โทโดมัตสึทวีตอะไรบางอย่างขึ้นมา ทวีตนั้นของโทโดมัตสึไม่มีใครกล้าเมนชั่นไปถาม ไม่มีใครกดไลค์ ไม่มีใครรีทวีต

ข้อความนั้นค่อยๆจมหายไปท่ามกลางกระแสทวีตในไทม์ไลน์

จมหายไป…

ไม่ต่างอะไรไปจากความรู้สึกบางอย่างที่ไม่คิดจะพูดให้ใครคนนั้นได้ยิน

ความรู้สึกนั้น…

ความรัก…

……………………….

ปล.ตอนแรกคิดว่าเรื่องบ่นๆเพ้อๆนี่ใช้เป็นแอคหลุมบ่นแล้วล็อกไว้คนเดียวจะสมจริงกว่า ตอนเขียนเองเลยรู้สึกขัดแย้งกับตัวเองเยอะมาก แต่ก็อยากเขียนผ่านมุมมองของคนอื่นด้วยน่ะค่ะ แหะๆ มันเลยผสมกันซะเละเลย(…) ยังไงก็ขอบคุณที่อ่านกันจนจบนะคะ /-\

Osomatsu-San FanFiction [ Jyushimatsu x Karamatsu / Karamatsu x Jyushimatsu ] ‘Rain and Rainbow’

Osomatsu-San FanFiction

Jyushimatsu x Karamatsu / Karamatsu x Jyushimatsu

‘Rain and Rainbow’

………..
ฝนกำลังตก

ผมเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เสียงคำรามของท้องฟ้าและเสียงหยดฝนตกกระทบกับพื้นดินยังคงไม่มีทีท่าว่าจะหายไป ดูท่าว่าจะตกหนักมากทีเดียว ไม่รู้ว่าพวกพี่น้องที่ออกไปข้างนอกจะพกร่มไปด้วยหรือเปล่านะ น่าเป็นห่วงจริงๆ…

แต่ว่า…พอมาลองคิดดูอีกครั้ง ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องห่วงเลยด้วยซ้ำ พี่ใหญ่โอโซมัตสึน่าจะยังไม่กลับบ้านตอนนี้ เหตุผลก็คือเพราะน่าจะกำลังสนุกกับปาจิงโกะอยู่ โจโรมัตสึเองก็พกร่มไปตั้งแต่เช้า โทโดมัตสึ รายนั้นน่าจะปักหลักทำงานพิเศษอยู่ในร้านกาแฟทั้งวัน ส่วนอิจิมัตสึกับจูชิมัตสึนั้นยิ่งไม่เป็นไรเข้าไปใหญ่

เพราะอะไรน่ะหรือ?

เหตุผลข้อแรก นั่นเป็นเพราะว่าอิจิมัตสึกำลังงีบอยู่อีกมุมหนึ่งของห้องนั่งเล่น

และเหตุผลข้อที่สองก็คือ จูชิมัตสึกำลังนั่งขัดสมาธิจ้องหน้าผมตาแป๋ว

“ม มีอะไรเรอะ มายบราเธอร์…”

ผมถามออกไปเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ รู้แต่เพียงว่า ต่อให้ถามจนน้ำลายเหือดแห้งหมดปาก จูชิมัตสึก็ไม่ยอมตอบคำถามของผม มัวแต่นั่งจ้องหน้าผมอยู่อย่างนั้น ราวกับว่ากำลังคิดใคร่ครวญอะไรบางอย่างอยู่คนเดียวในใจ

ว่าแต่คิดอะไรอยู่กันล่ะ…

สุดท้ายแล้วเมื่อไม่ได้คำตอบก็ได้แต่ปล่อยให้จูชิมัตสึนั่งจ้องต่อไป ถ้าถามแล้วอีกฝ่ายไม่ยอมตอบผมก็จนปัญญาจะซักไซ้ หันกลับไปสนใจเม็ดฝนที่ตกลงมาจากฟ้าต่อไป

เบาลงนิดหน่อยหรือเปล่านะ…

ในขณะที่ผมตั้งใจฟังเสียงฝนเพื่อทดสอบว่าการรับรู้ของตนนั้นผิดพลาดไปหรือไม่ ในที่สุด แฝดคนที่ห้าแห่งบ้านมัตสึโนะก็ยอมเอ่ยปากพูดกับผม หลังจากที่นั่งจ้องหน้าอยู่นานนับเกือบชั่วโมง

“พี่คารามัตสึใจเย็นเหมือนน้ำเลย”

“อื๋อ?” ผมเอียงคอสงสัยในคำพูดของน้องชาย แต่ยังไม่ทันจะได้ถามอะไรออกไปจูชิมัตสึก็ชิงอธิบายเสียก่อน

“ก็ต่อให้ถูกจ้องเงียบๆนานๆก็ยังไม่หงุดหงิดเลยนี่นา ยอดไปเลยไม่ใช่เหรอฮะ” จูชิมัตสึหัวเราะร่าเริง ผมหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน

คำพูดที่เรียบง่ายไม่ต่างอะไรไปจากคำพูดของเด็กบริสุทธิ์ทำให้ผมอดเอ็นดูอีกฝ่ายไม่ได้ สรุปว่าที่จ้องนานๆนั่นก็เพราะจู่ๆดันเกิดสงสัยว่าถ้าถูกจ้องนานๆผมจะโกรธรึเปล่าสินะ จะว่ายังไงดีล่ะ ก็เป็นเหตุผลที่ง่ายๆสมกับเป็นจูชิมัตสึดี

“ถ้าพี่เป็นน้ำ นายก็เป็นแสงแดด” ผมว่าพลางเริ่มคิดหาถ้อยคำคมๆมาพูดให้น้องชายฟัง

“เหมือนแสงแดดอบอุ่นที่เยียวยาจิตใจของพี่ยังไงล่ะ” ผมยิ้มกว้างออกมาอย่างจริงใจ ทั้งๆที่คิดจะสรรหาคำพูดเท่ๆคมคายกว่านี้ออกมาแท้ๆ แต่สุดท้ายก็ดันหลุดความจริงจากใจออกไปเสียดาย แอบน่าอายนิดๆเหมือนกันแฮะ

“เห…”

ทว่า ดูท่าจูชิมัตสึจะชอบคำพูดเมื่อครู่ของผมมากกว่าที่คิด ถึงได้ทำตาเป็นประกายวิบวับ ก่อนจะพุ่งเข้ากอดผมอย่างแรงจนผมเกือบหงายหลังกระแทกกับพื้น

“ฮะๆๆ” ผมหัวเราะออกมาเบาๆ ขยี้เรือนผมอ่อนนุ่มของแฝดน้องอย่างเอ็นดู

ฝนหยุดตกแล้ว

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ไม่รู้ตัวเลย

แขนข้างหนึ่งที่ยังคงว่างจากการใช้งานโอบกอดร่างของจูชิมัตสึอย่างแผ่วเบา ในใจรู้สึกมีความสุขอย่างน่าประหลาดเมื่อได้สัมผัสไออุ่นจากอีกฝ่าย

ไม่รู้ตัวเลยจริงๆ ความรู้สึกที่ลึกซึ้งขนาดนี้

ลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าพี่น้อง…

ในขณะที่กำลังกอดตอบจูชิมัตสึอยู่นั้น ผมที่บังเอิญมองออกไปนอกหน้าต่างพอดีก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างเข้า อะไรบางอย่างที่สวยงามควรค่าแก่การชื่นชม

รุ้งกินน้ำ…

ผมใช้เวลามองสายรุ้งที่พาดผ่านท้องฟ้าสดใสนั้นอยู่เพียงไม่กี่วินาที ก่อนจะละสายตาจากสิ่งสวยงามที่อยู่ไกลตัวและจับต้องไม่ได้มาสนใจสิ่งมีค่าที่อยู่ในอ้อมกอดของตน ณ ตอนนี้

สายรุ้งไม่จำเป็นต้องอยู่บนท้องฟ้าเสมอไป

คนคนหนึ่งที่เป็นเหมือนน้ำ มีตัวตนที่เล็กน้อยไม่ต่างอะไรไปจากละอองน้ำ กับคนอีกคนมี่เจิดจ้าราวกับแสงอาทิตย์ ขอแค่คนสองคนนี้อยู่ด้วยกัน ก็สามารถสร้างสายรุ้งขึ้นมาได้เช่นกัน

สายรุ้ง…ที่มีชื่อว่าความรัก

……

Osomatsu-San FanFiction [ Karamatsu ] ‘เพราะผมคือคารามัตสึ’

Osomatsu-San FanFiction

‘เพราะผมคือคารามัตสึ’

…..

พระอาทิตย์ยามเย็นทอแสงสีแดงอมส้มสวยงาม ผมเอนตัวลงนอนบนผืนหญ้าเขียวชอุ่ม สูดหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์บนเนินเขาห่างไกลผู้คนเข้าไปเต็มปอด

ชื่อของผมคือมัตสึโนะ คารามัตสึ แฝดคนรองแห่งบ้านมัตสึโนะ ผมคือคารามัตสึผู้สวมหน้ากากแสดงละครชั้นยอดหลอกลวงพวกพี่น้องเพื่อปกปิดความจริงที่น่าเศร้าอะไรบางอย่าง

ความลับบางอย่างที่ไม่ว่าใครก็ไม่จำเป็นต้องรู้…

“คารามัตสึ จู่ๆก็เรียกพวกเรามาที่นี่ มีอะไรรึเปล่า”

เสียงเรียกของพี่ใหญ่อย่างโอโซมัตสึดังขึ้น ผมหันหน้าไปยิ้มให้แฝดห้าคนที่เพิ่งเดินทางมาถึง โอโซมัตสึและจูชิมัตสึดูกระตือรือร้นในการชมวิวครั้งนี้ โจโระมัตสึสำรวจสภาพแวดล้อมรอบด้าน ในขณะที่อิจิมัตสึยังคงทำหน้าเบื่อโลกเช่นเคย ส่วนโทโดมัตสึน้องเล็กนั้นเซลฟี่ตัวเองกับบรรยากาศยามเย็นแล้วนำรูปลงทวิตเตอร์อย่างรวดเร็ว

“เนินตรงนี้สวยดี อยากให้มายบราเธอร์ทุกคนมานั่งดูพระอาทิตย์ตกดินกับฉันคนนี้น่ะสิ” ผมว่าพลางไหวไหล่เล็กน้อย บรรดาแฝดทั้งห้าคนเริ่มทยอยนั่งลงรอบๆตัวผม

“รู้อย่างนี้น่าจะเอาเหล้ามาดื่มด้วยนะเนี่ย!” ใครคนใดคนหนึ่งกล่าวขึ้น ผมฟังแล้วก็ได้แต่หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยตอบอีกฝ่ายไปว่า

“ถ้าอย่างนั้นคราวหน้าเรามานั่งดื่มด้วยกันที่นี่บ่อยๆนะ”

ทุกคนเห็นด้วยกับคำพูดของผม แม้แต่อิจิมัตสึยังไม่มีทีท่าว่าจะคัดค้านอะไร ผมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ผมชอบที่แห่งนี้ และมันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าพวกเขาไม่ยอมมาที่นี่กับผมบ่อยๆ

ผมใช้มือข้างที่ถนัดสัมผัสกับผิวดินเบาๆ เหม่อมองพระอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังทอแสงสีส้มสวยงาม ท่ามกลางเสียงของแฝดห้าคนที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานออกรส ผมยิ้มออกมาอย่างเศร้าสร้อยเมื่อนึกย้อนถึงความลับบางอย่างที่ตนปกปิดเอาไว้…

คารามัตสึตัวจริงตายไปแล้ว

ทว่า คารามัตสึอีกคนยังมีชีวิตอยู่

บนโลกใบนี้ แรกเริ่มเดิมทีมีคารามัตสึอยู่คนเดียว แต่หลังจากที่คารามัตสึอีกคนถูกสร้างขึ้น โลกใบนี้ก็มีมัตสึโนะ คารามัตสึถึงสองคน

ท้ายที่สุด…ก็เหลือคารามัตสึเพียงหนึ่งเดียวยังคงมีชีวิตอยู่

คารามัตสึตัวจริงตายไปแล้ว หนีไปจากโลกที่ครอบครัวไม่แยแส เหลือเพียงคารามัตสึที่ถูกสร้างขึ้น คารามัตสึอีกคนที่ถูกทอดทิ้งและยัดเยียดภาระหน้าที่บางอย่างเอาไว้ให้

คารามัตสึคนนั้นคือผมเอง

‘ฝากดูแลทุกคนด้วยนะ’

คารามัตสึผู้ให้กำเนิดผมขึ้นมาเอ่ยยิ้มๆ ก่อนจะหงายหลังทิ้งตัวลงไปจากหน้าผาสูงริมทะเล ผมรีบเอื้อมมือหมายจะคว้าเสื้อของเขาเอาไว้ แต่สุดท้ายแล้วก็คว้าได้เพียงแค่อากาศเท่านั้น

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมสวมใส่หน้ากากของคารามัตสึอย่างแนบเนียน ทำตัวเป็นคารามัตสึที่พวกบ้านมัตสึโนะรู้จัก

อย่างที่เคยกล่าวไปแล้ว ผมคือคารามัตสึผู้สวมหน้ากากแสดงละครชั้นยอดหลอกลวงพวกพี่น้องเพื่อปกปิดความจริงที่น่าเศร้าอะไรบางอย่าง ความจริงที่ว่าไม่มีคารามัตสึตัวจริงอีกต่อไป

ไม่มีคารามัตสึตัวจริงที่รักครอบครัวยิ่งกว่าสิ่งใด เหลือแต่เพียงคารามัตสึอีกคนที่หากไม่ได้รับปากตัวจริงไว้ก็อาจลงมือฆ่าล้างบ้านมัตสึโนะยกครัวไปแล้ว

ผมยังคงลูบไล้ผิวดินอย่างแผ่วเบา สัมผัสของมันเย็นชืดและไร้ชีวิต ไม่ต่างไปจากศพของคารามัตสึตัวจริงที่ผมงมขึ้นมา

ศพที่นอนหลับสนิทอยู่ภายใต้ผืนดินที่ผมกำลังนอนเหยียดกาย…

เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยอย่างสนุกสนานของพวกฝาแฝดยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าผมจะเริ่มรู้สึกรำคาญเสียงเหล่านั้น แต่ทว่า อีกใจหนึ่งกลับนึกภาวนาให้เสียงนั้นอย่าได้หายไปจากเนินเขาที่เงียบสงบนี้เลย

ขอให้เสียงของพวกเขายังคงดังต่อไปเรื่อยๆ ขับกล่อมให้คารามัตสึตัวจริงที่นอนหลับอยู่อย่างโดดเดี่ยวนั้นหลับฝันดีด้วยเถิด

ขอให้เขาคนนั้นผู้เป็นที่รักของผม…ได้นอนหลับอย่างมีความสุขด้วยเถิด

…….

Osomatsu-San Drabble [ Choromatsu x Karamatsu / Karamatsu x Choromatsu ] ‘ความลับของโจโรมัตสึ’

Osomatsu-San Drabble

Choromatsu x Karamatsu / Karamatsu x Choromatsu

‘ความลับของโจโรมัตสึ’

…..

มนุษย์เราทุกคนมักมีความลับอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในตัวทั้งนั้น ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นเช่นกัน

ชื่อของผมคือมัตสึโนะ โจโรมัตสึ แฝดคนที่สามแห่งบ้านมัตสึโนะ ตัวผมนั้นมีความลับบางอย่างที่ปกปิดไว้ ความลับที่ไม่มีใครเคยรู้มาก่อนแม้แต่คนในครอบครัวของตัวเอง

“อืม…” คารามัตสึในเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำเอามือลูบคางอย่างครุ่นคิด ผมที่เดินผ่านมาพอดีจึงเอ่ยถามอีกฝ่ายออกไปอย่างนึกสงสัย

“มีอะไรเหรอ คารามัตสึ”

“ก็แว่นกันแดดนี่น่ะสิ จู่ๆก็รู้สึกเหมือนกับว่ามันใหม่ขึ้นยังไงก็ไม่รู้” คารามัตสึตอบพลางชี้ไปยังแว่นกันแดดซึ่งถูกสวมอยู่บนหน้า ผมส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา เอ่ยปากพูดกับเขาอีกครั้ง

“ก็เหมือนเดิมไม่ใช่เรอะ นายมั่วไปเองรึเปล่า”

“เอ๋ แต่ว่า…อืม ช่างเถอะ อาจจะคิดมากไป…” แฝดคนรองบ่นพึมพำอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะบอกลาผมแล้วเดินออกไปข้างนอกบ้าน ผมได้แต่มองตามแผ่นหลังของคารามัตสึไปแล้วถอนหายใจออกมา ก่อนจะกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ดึงเอาสิ่งของบางอย่างออกมา…

แว่นกันแดดของคารามัตสึ…

ผมหัวเราะเบาๆ ขยับแว่นกันแดดในมือไปมา ประทับริมฝีปากเข้าที่แว่นกันแดดนั้นอย่างแผ่วเบา

เด็กนิสัยไม่ดีบางคน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งของของคนที่ตัวเองชอบ ถึงกับยอมลุงทุนขโมยของสิ่งนั้นมาแล้วนำของปลอมที่ซื้อมาใหม่ไปสับเปลี่ยนโดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว…

“….”

เมื่อถอนริมฝีปากออกเรียบร้อยแล้ว ผมก็จ้องมองแว่นกันแดดที่ขโมยมาอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะสูดดมกลิ่นจางๆของคารามัตสึหนึ่งครั้ง แล้วเก็บมันใส่กระเป๋ากางเกงของตนในที่สุด

ผมแย้มยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ

ขโมยของของคนที่ชอบแล้วซื้อของใหม่มาหลอกคนคนนั้น นี่ล่ะคือความลับของผม

ความลับที่ไม่เคยปริปากบอกใครแม้แต่ตอนเมา ความลับที่เก็บเงียบไว้ในใจมาโดยตลอด…

ความลับ…ที่มีชื่อว่าความรัก

……
 


Osomatsu-San Drabble [ Karamatsu x Ichimatsu / Ichimatsu x Karamatsu ] ‘เรื่องบางเรื่อง ต้องทำในตอนที่คนอื่นๆไม่อยู่บ้าน’

Osomatsu-San Drabble

Karamatsu x Ichimatsu / Ichimatsu x Karamatsu

‘เรื่องบางเรื่อง ต้องทำในตอนที่คนอื่นๆไม่อยู่บ้าน’

…..

ในขณะที่ผมกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้น ทำความสะอาดแว่นกันแดดอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ อิจิมัตสึก็เดินผ่านมาพอดี ดูท่าว่าจะเพิ่งกลับมาจากการเล่นกับแมวจรที่ไหนสักแห่ง

“คนอื่นๆล่ะ?” เขาถาม

“ไม่มีใครอยู่บ้านหรอกนอกจากฉัน” ผมว่าพลางส่งยิ้มร่าเริงให้อีกฝ่าย

“….” อิจิมัตสึไม่พูดอะไร แฝดคนที่สี่แห่งบ้านมัตสึโนะเดินเข้ามาหาผมใกล้ๆ ผมเลิกคิ้วเล็กน้อยเป็นเชิงสงสัย แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรออกไปก็ถูกอีกฝ่ายตบหัวเข้าอย่างรุนแรง

“โอ๊ย!!!! อูยยย!!!”

อิจิมัตสึมือหนักมาก น้ำหนักของฝ่ามือที่ฟาดลงมาทำให้ผมเจ็บจนเผลอปล่อยแว่นกันแดดลงบนพื้น เจ็บมากจนน้ำตาเล็ด ผมลูบหัวตัวเองป้อยๆ ในขณะที่กำลังปาดน้ำตาที่เล็ดออกมา แผ่นหลังของผมก็สัมผัสกับอะไรบางอย่างที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น..

อิจิมัตสึทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดเอนพิงหลังของผมอย่างสบายอารมณ์ ผมมึนงงอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยถามออกไปในทันที

“อิจิมัตสึ ทำอะไรน่ะ…”

“ยุ่งน่า นายน่ะเป็นแค่เก้าอี้ นั่งนิ่งๆแล้วอยู่เงียบๆไปซะ”

อิจิมัตสึว่าพลางหาวปากกว้าง ค่อยๆหลับตาลงและผล็อยหลับไปในไม่ช้า ผมที่ชำเลืองมองท่าทีของน้องชายฝาแฝดแอบหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย ก่อนจะหยิบแว่นกันแดดขึ้นมาทำความสะอาดต่ออีกครั้ง ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นพนักเก้าอี้ที่ดีให้อิจิมัตสึไปด้วย

ท่าทางหลับสบายดีแฮะ… แผ่นหลังของฉันคนนี้น่ะสุดยอดไปเลยใช่มั้ยล่ะมายบราเธอร์

ผมยิ้มออกมาบางๆ เอ่ยพึมพำออกมาเสียงเบา

“ฝันดีนะอิจิมัตสึ”

…..

 

Osomatsu-San FanFiction [ Karamatsu x Karamatsu x Ichimatsu ] ‘ขยะและถังขยะ’

Osomatsu-San FanFiction

Karamatsu x Karamatsu x Ichimatsu

‘ขยะและถังขยะ’

….

ตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันมาหลายปี บ่อยครั้งที่มัตสึโนะ คารามัตสึมักจะบ่นเรื่องเงินๆทองๆกับผมอยู่เสมอ

เริ่มแรกเมื่อได้ยินคำบ่น ผมหัวเราะเบาๆกับปัญหาของเขา ปัญหาของมนุษย์ทั่วๆไป เมื่อถามกลับไปว่าจะเอาเงินไปทำอะไร เขาก็ตอบผมว่าจะเอาไปซื้อของมาทำช็อกโกแลตให้พวกพี่น้องและพ่อแม่ในวันวาเลนไทน์ จากนั้นก็สาธยายเรื่องรูปร่างของช็อกโกแลตที่เหมาะสมกับสมาชิกแต่ละคนในครอบครัวให้ผมฟังอย่างสนุกสนาน

…และเมื่อพูดถึงอิจิมัตสึ นัยน์ตาของคารามัตสึก็จะเปล่งประกายอย่างน่าประหลาด ผมได้แต่ฟังเขาเอ่ยถึงแฝดคนน้องต่อไปเงียบๆ ในใจรู้สึกเจ็บปวด

มัตสึโนะ อิจิมัตสึมองว่าตัวเองเป็นขยะ

แต่คารามัตสึมองว่า แฝดคนที่สี่ไม่ใช่ขยะ

ในขณะที่ผมมองว่าตัวตนที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างผมเป็นแค่ถังขยะระบายอารมณ์ของคารามัตสึ

และคารามัตสึเองก็เห็นด้วยว่าผมคือถังขยะของเขา ถึงแม้จะไม่เอ่ยปากพูดอะไรออกมาแต่ผมก็รู้ตัวดี เขาเพียงแค่ต้องการที่พึ่งพิงชั่วคราวระหว่างซ่อมแซมหน้ากากที่ถูกทำพังเพราะพวกพี่น้อง เมื่อซ่อมเสร็จ สวมหน้ากากเสแสร้งทำเป็นเข้มแข็งแล้ว เขาก็ทิ้งผมไว้เบื้องหลังอย่างโดดเดี่ยว รอคอยการปรากฏตัวของเขาในครั้งต่อๆไป

ยามอ่อนแอก็มาหา ยามเข้มแข็งก็จากไป นี่คือความสัมพันธ์ของพวกเรา ความสัมพันธ์ของถังขยะกับเจ้านาย วนเวียนอยู่เช่นนี้เรื่อยไป

และเพราะอยากให้คารามัตสึมีความสุข ตัวผมในตอนนั้นจึงเริ่มตัดสินใจช่วยเขาหาเงิน ทว่า การจะหาเงินครั้งเดียวให้ได้เป็นกอบเป็นกำนั้นไม่ง่ายเลยแม้แต่น้อย ผมเมินเฉยต่องานพาร์ทไทม์ หันหน้าเข้าสู่วงการมืดโดยที่ไม่บอกอะไรคารามัตสึสักคำ

การตัดสินใจในครั้งนั้นทำให้ผมได้เงินมามากมาย หลังจากที่นำเงินไปให้คารามัตสึ เขาถามผมว่าไปหามาจากไหนเยอะแยะ ผมได้แต่หัวเราะ ตอบไปว่าไม่จำเป็นต้องรู้หรอก แต่ต่อจากนี้ไป ถ้ามีปัญหาเรื่องเงินล่ะก็ ให้มาขอที่ผมก็ได้

‘เงินของฉันก็คือเงินของนาย ใช้มันซื้อความสุขของนายเถอะ’ ผมกล่าว

หัวใจของผมเองก็เป็นของเขาเช่นกัน แต่ผมไม่ได้พูดออกไป เพราะหัวใจของเขาไม่ใช่ของผม

เป็นของอิจิมัตสึต่างหาก…

คารามัตสึรับเงินของผมไปซื้อวัตถุดิบมาทำช็อกโกแลตและขนมมากมายให้ทุกคน และอาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่จำเป็นต้องกินอาหาร เขาจึงไม่ทำเผื่อผม แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร ขอแค่เขายิ้ม ผมก็มีความสุขแล้ว ไม่จำเป็นต้องได้รับอะไรจากเขาก็ได้

ผมอยากให้เขามีความสุข แค่คอยปลอบใจเขาน่ะไม่พอหรอก ผมต้องทำอย่างอื่นที่จะช่วยให้เขามีความสุข ในเมื่อคารามัตสึไม่อยากทำงานหาเงิน ผมจะทำแทนในส่วนของเขาเอง แค่นี้คารามัตสึก็ไม่ต้องเหนื่อย แล้วก็มีเวลาอยู่กับอิจิมัตสึเหมือนเดิม…

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมก็เริ่มทำงานหาเงินเพื่อนำไปให้คารามัตสึใช้อยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งตัวตนของผมกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกมืดไปโดยไม่รู้ตัว
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
ผมนอนหมอบนิ่งอยู่ ณ ชั้นเกือบบนสุดของตึกร้างแห่งหนึ่ง นัยน์ตาจับจ้องไปที่ร่างของเป้าหมาย จ้องชายผู้เป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียอิตาลีชื่อดังอยู่ครู่หนึ่ง พินิจพิจารณารายละเอียดเพื่อยืนยันว่าไม่ผิดตัว ปลายนิ้วที่ค้างอยู่บริเวณไกปืนเริ่มขยับ

‘ปัง!’

เสียงคำรามของไรเฟิลคู่ใจดังขึ้น พร้อมๆกับศรีษะของเป้าหมายที่ถูกยิงจนเลือดและสมองทะลักออกมา ร่างไร้ลมหายใจล้มลงกระแทกกับพื้น ผมยิ้มเล็กน้อยกับความสำเร็จของตัวเอง

ชีวิตของหมอนั่น แลกกับแว่นกันแดดใหม่ของคารามัตสึ แทนแว่นกันแดดสำรองที่ถูกอิจิมัตสึทำลายไปจนหมดสิ้น

ลูกน้องของชายผู้นั้นเริ่มแตกตื่น บ้างก็เริ่มชี้มายังที่ซุ่มยิงของผมที่อยู่ไกลออกไปจากตึกที่เจ้าพวกนั้นอยู่เล็กน้อย ผมมองความโกลาหลยามสูญเสียหัวหน้าไปอย่างไม่ทันตั้งตัวแล้วได้แต่ยิ้ม

เสียงคำรามของไรเฟิลดังขึ้นอีกหลายๆครั้ง

‘ปัง!’

ชายคนหนึ่งล้มลง ชีวิตของเขาแลกกับกางเกงตัวใหม่ของคารามัตสึ

‘ปัง!’

ชายอีกคนล้มลง ชีวิตของเขาแลกกับค่าสกรีนหน้าของคารามัตสึลงบนเสื้อกล้าม

‘ปัง!’

‘ปัง!’

‘ปัง!’

‘ปัง!’

‘ปัง!’

เสียงคำรามของไรเฟิลยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผมลั่นไกอย่างเมามัน ชีวิตของมนุษย์คนอื่นที่ไม่ใช่คารามัตสึ ในสายตาของผมแล้ว คนเหล่านั้นมีค่าไม่เท่าข้าวของสุดเห่ยของคารามัตสึเสียด้วยซ้ำ

‘ปัง!’

เสียงคำรามครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลง ผมหันลำกล้องไรเฟิลสอดส่ายไปมา เมื่อได้ยินสัญญาณรถตำรวจดังแว่วมาแต่ไกลก็รีบลุกขึ้นเก็บข้าวของอย่างรวดเร็ว ตรวจเช็คร่องรอยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะคว้าอุปกรณ์คู่ใจหนีไปยังช่องทางหนีที่ตระเตรียมไว้

ผมหนีออกมาจากตึกได้อย่างปลอดภัย หลังจากนั้นจึงไปรับเงินค่าจ้างเต็มจำนวนจากผู้ว่าจ้าง

งานประเภทนี้รายได้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากๆทีเดียว

ผมยื่นเงินส่วนหนึ่งให้คารามัตสึเพื่อไม่ให้เขาสงสัยในเรื่องจำนวนเงินที่มากเกินไป คารามัตสึตัวจริงขอบคุณผมเช่นเดียวกับครั้งก่อนๆหน้านี้ ผมหัวเราะเบาๆ ยักไหล่เล็กน้อยเป็นเชิงว่าไม่ถือสาอะไร

“เรื่องแค่นี้เอง จะเกรงใจไปทำไมกัน ว่าแต่คราวนี้จะซื้อแว่นกันแดดรุ่นใหม่หรือเปล่า”

“อ๋อ เปล่าหรอก”

“ถ้าอย่างนั้นก็กางเกง…”

“ไม่ใช่หรอก จะเอาไปซื้อหูแมว หางแมว มาให้อิจิมัตสึใส่น่ะ ต้องน่ารักแน่ๆ!” คารามัตสึเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เพียงชั่วครู่ที่รอยยิ้มของผมหายไปจากใบหน้า แต่เพียงไม่กี่วินาทีผมก็กลับมายิ้มกว้างเหมือนเดิม

และแน่นอนว่า ความผิดปกติของผมเมื่อครู่ คารามัตสึไม่มีทางรับรู้ได้เลย

เพราะสายตาของเขา ไม่เคยมองมาที่ผมเลยสักครั้งเดียว…

“ถ้าอย่างนั้นฉันไปก่อนนะ”

“อืม…ไปดีมาดีล่ะ มีอะไรก็เรียกฉันผ่านกระจกนะ” ผมว่าพลางกลับเข้าไปในกระจกอีกครั้ง ท่าทางร่าเริงของคารามัตสึยังคงถูกฉายซ้ำวนไปวนมาอยู่ในหัวสมองของผม

มัตสึโนะ อิจิมัตสึ ไอ้เวรนี่…

ผมกัดฟันกรอด ความรู้สึกโศกเศร้าที่ผสมปนเปกับความเกลียดชังและความโกรธแค้นนั้นสร้างความเจ็บปวดให้กับหัวใจของผมเป็นอย่างมาก

ถ้าหากไม่กลัวว่าจะถูกคารามัตสึเกลียด ผมคงฆ่าหมอนั่นไปนานแล้ว เป็นแค่ขยะแท้ๆ แต่ขยะนั่นกลับมีค่าในสายตาของคารามัตสึตัวจริง

ในขณะที่ถังขยะอย่างผม ไม่ว่าจะรักคารามัตสึมากขนาดไหน ทุ่มเทเพื่อเขามากแค่ไหน

ไม่ว่าจะทำอย่างไร ถังขยะก็ยังคงเป็นถังขยะ ยังคงไร้ค่าในสายตาของเขาอยู่ดี

…..

 

Osomatsu-San FanFiction [ Matsuno Karamatsu x Matsuno Karamatsu ] ‘ฟองสบู่’

Osomatsu-San FanFiction

Matsuno Karamatsu x Matsuno Karamatsu

‘ฟองสบู่’

…..

ในวันที่อากาศดี เด็กน้อยกลุ่มหนึ่งส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว วิ่งไล่จับฟองสบู่ลูกกลมใสที่เพื่อนในกลุ่มเป็นผู้เป่า

ผมถอดแว่นกันแดดออกมา เหม่อมองฟองสบู่ขนาดเท่าๆกันลอยละล่องไปตามสายลมอ่อนๆ จ้องอยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งฟองสบู่เหล่านั้นเริ่มแตกและสลายหายไปในที่สุด

ว่างเปล่า เปราะบาง แตกสลายไปอย่างรวดเร็ว

ไม่ต่างอะไรไปจากมนุษย์เลยไม่ใช่รึไง…

มนุษย์ที่ชื่อว่ามัตสึโนะ คารามัตสึ…

“คารามัตสึ”

ผมละสายตาจากฟองสบู่ก่อนจะหันไปมองตามเสียงร้องทักที่ดังขึ้น เจ้าของเสียงมีใบหน้าที่เรียกได้ว่าไม่มีส่วนใดต่างไปจากตัวผมเลยสักนิด แม้แต่เสื้อผ้าก็ยังเป็นแจ็กเก็ตหนังสีดำตัวเก่งเหมือนกันไม่มีผิด

เด็กๆในสวนสาธารณะมองผมและเขาด้วยสายตาที่แสดงออกถึงความสนใจใคร่รู้ ผมยิ้มบางๆพลางพยักเพยิดไปยังที่นั่งข้างๆที่ยังว่างอยู่ มอง ‘คารามัตสึ’ ที่ตัวเองเป็นคนสร้างหย่อนก้นลงบนม้านั่งตัวเดียวกัน

เรื่องของเขานั้น ถ้าจะให้ผมอธิบายง่ายๆก็คือ โลกใบนี้แรกเริ่มเดิมทีมีคารามัตสึอยู่คนเดียว ซึ่งก็คือผม แต่หลังจากที่คารามัตสึอีกคนถูกสร้างขึ้นด้วยความบังเอิญ โลกใบนี้ก็มีมัตสึโนะ คารามัตสึถึงสองคน

ผมสร้างเขาขึ้นมาเป็นถังขยะรองรับอารมณ์โศกเศร้าของตัวเอง ผมไม่เข้มแข็งพอที่จะโอบอุ้มความรู้สึกเหล่านั้นไว้ได้ด้วยตัวคนเดียว แต่ถึงอย่างนั้น คารามัตสึคนนี้ก็ไม่ปริปากบ่นแต่ประการใด ซ้ำยังดีต่อผมมาก ทั้งๆที่ตัวเขานั้นเกิดจากความรู้สึกด้านลบของผมแท้ๆ

ในขณะที่ผมมัวแต่ย้อนคิดถึงเรื่องในอดีต คารามัตสึก็เปิดกระป๋องน้ำอัดลมที่อุตส่าห์เดินไปซื้อมาแล้วยื่นมันให้ผม ผมมองกระป๋องน้ำอัดลมที่ถูกชิงเปิดเสียก่อนแล้วได้แต่หัวเราะออกมาเบาๆ ความเอาใจใส่ของคารามัตสึอีกคนทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นหัวใจเช่นเดียวกับทุกๆครั้ง

เวลาที่ได้เป็นคนสำคัญของใครสักคนมันรู้สึกดีจริงๆนั่นล่ะ…

“นายอยากเล่นบ้างเหรอ?” คารามัตสึที่ถูกสร้างขึ้นเอ่ยถาม ขณะเดียวกันก็มองไปยังกลุ่มเด็กๆที่ยังคงสนุกกับการไล่จับฟองสบู่

“ใช่ที่ไหนล่ะ กำลังคิดอะไรเท่ๆอยู่ต่างหาก” ผมตอบ ยกน้ำอัดลมขึ้นดื่มสองสามอึกก่อนจะอธิบายความคิดตัวเองให้อีกฝ่ายฟัง

“ฟองสบู่น่ะทั้งเปราะบางและแตกสลายง่าย แตะนิดเดียวก็หายไปแล้ว เหมือนมนุษย์เลยใช่มั้ยล่ะ”

“งั้นเหรอ…” คารามัตสึอีกคนว่าพลางละสายตาจากฟองสบู่ลูกกลมใส เอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย

“แทนที่จะบอกว่าเหมือนมนุษย์ สู้พูดออกมาให้ครบประโยคไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ” เขาเว้นวรรคเล็กน้อย เอ่ยต่อไปอย่างสบายอารมณ์

“ฟองสบู่ที่เปราะบางไม่ได้เหมือนมนุษย์ แต่เหมือนมนุษย์ที่ชื่อคารามัตสึต่างหาก”

ผมฟังแล้วก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ เป็นอย่างนี้เสมอ เขารู้ทันผมทุกเรื่อง พอถูกเฉลยความคิดออกมาขนาดนี้ผมก็ไม่รู้จะปฏิเสธไปทำไม จึงได้แต่พยักหน้ายอมรับอย่างง่ายดาย

ผมไม่เคยโกหกหรือปิดบังอะไรเขาได้เลยสักครั้ง

“นายคิดว่าเหมือนมั้ยล่ะ ทั้งว่างเปล่าและอ่อนแอ” ผมยิ้มเย้ยหยันตัวเอง ภาพของฝาแฝดอีกห้าคนผุดขึ้นมาในความทรงจำ ภาพของเหล่าพี่น้องที่ทำราวกับว่าผมนั้นไร้ตัวตน

สมกับที่เป็นความว่างเปล่าของบ้านมัตสึโนะ…

คารามัตสึเงียบไปชั่วครู่ ผมรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ทำให้วันดีๆของเขาต้องพังทลายลงเพียงเพราะคำพูดของผม เขาเหนื่อยกับเรื่องของผมมามากแล้ว เพราะอย่างนั้นถึงได้ชวนให้ออกมาเดินเล่นข้างนอกบ้านด้วยกัน แต่ท้ายที่สุดแล้วผมก็ทำตัวอ่อนแอ เอาแต่ใจตัวเอง พูดเรื่องของตัวเองโดยไม่สนใจความรู้สึกของเขาเลย

“ฟองสบู่น่ะ แตะแป๊บเดียวก็หายไปแล้ว” หมอนั่นว่าพลางถอนหายใจออกมา แต่หลังจากนั้นเขาก็ใช้ฝ่ามือทาบลงบนอกซ้ายของผมอย่างแผ่วเบา

“แต่นายน่ะยังอยู่ตรงนี้นี่นา เห็นมั้ยล่ะ ไม่เหมือนกันซักหน่อย”

ผมทำท่าจะเถียง แต่ก็เถียงไม่ออกเพราะถูกอีกฝ่ายเอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน

“ไม่มีทางหายไปไหนหรอก นายน่ะไม่ใช่ฟองสบู่ นายคือคารามัตสึเชียวนะ นายอยู่ในใจฉันตลอด จะหายไปได้ยังไงกัน” เขาว่าพลางยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มแบบเดียวกับที่เขามักจะใช้ปลอบโยนผมในยามโศกเศร้า และเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของเขา ผมเองก็มักจะยิ้มตามอย่างอดไม่ได้

“ขอบคุณนะ…อ้อ สมกับที่เป็นตัวฉัน มุกเมื่อกี๊ยอดมาก” ผมเอ่ยออกไปจากใจจริง อีกฝ่ายเมื่อได้รับทั้งคำขอบคุณกับคำชมก็อึกอักไปต่อไม่ถูก เถียงผมว่าเมื่อกี๊นี้ไม่ใช่มุก แต่เป็นความจริงจากใจต่างหาก

พอมองดูปฏิกิริยาของเขา ผมก็อดถามตัวเองไม่ได้ ความจริงแล้ว…คารามัตสึอีกคนน่ารักขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน และอีกคำถามก็คือ ผมมองว่าคนที่หน้าเหมือนกับตัวเองน่ารักได้ยังไง

ผมไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่ผมเข้าใจมีอยู่เพียงสิ่งเดียว

คารามัตสึอีกคนบอกว่า ตัวเขานั้นชอบให้ผมยิ้มบ่อยๆ โดยที่ไม่รู้ต้วเลยว่า ผมเองก็ชอบเห็นเขายิ้มเช่นกัน

ผมชอบรอยยิ้มของเขา ชอบที่สุดเลย

………..