Dàomù bǐjì FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x เซี่ยจื่อหยาง ] ‘แรกพบ’

เพิ่งนำฟิคจาก https://twishort.com/Te2jc มาลงค่ะ

___________________________________

Dàomù bǐjì FanFiction

Hēi xiā zi x Xiè ziyáng (เฮยหย่าง)

‘แรกพบ’

…………

‘นายสวมแว่นนั่นแล้วมองเห็นชัดหรือ’

ในตอนนั้น พอถูกนายน้อยสาม…ถูกอู๋เสียถาม ผมก็ได้แต่ยิ้มบางๆตอบกลับไป

‘ใส่ดีกว่าไม่ใส่’

อีกฝ่ายทำหน้ามึนงงกับคำตอบของผม ผมยักไหล่เล็กน้อยก่อนจะชวนอีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องคุย

ชื่อของผมคือเฮยเสียจื่อ

แน่นอนว่าไม่ใช่ชื่อที่แท้จริง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เคยชินกับชื่อนี้ไปแล้ว และทุกครั้งเมื่อมีใครคนหนึ่งเอ่ยชื่อผม สิ่งที่พวกเขานึกถึงอันดับแรกคือแว่นกันแดดของผมที่มักปรากฏอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา หรือเห็นเพียงแค่ชายใส่แว่นกันแดดที่เดินเข้ามาในร้านเหล้าแถวฉางซา พวกเขาก็สามารถมั่นใจได้ว่าชายคนนั้นคือผมแน่นอน

ทุกคนจดจำผมได้

ทว่า…

คนที่ลืมก็มีเหมือนกัน

“นายเป็นใคร…”

“ฮะๆ ลืมผมอีกแล้วนะครับคุณเซี่ย” ผมถือวิสาสะนั่งลงข้างๆเขา ยกมือเรียกบริกรเพื่อสั่งเหล้าเพิ่มอีกขวด

เซี่ยจื่อหยางเป็นชายหนุ่มวัยสามสิบ หน้าไม่จีนไม่ฝรั่ง พูดติดอ่าง และขี้หลงขี้ลืมมากกว่าคนแก่หลายๆคนเสียอีก แต่ถึงอย่างนั้น ท่ามกลางบรรยากาศที่จ้อกแจ้กจอแจของร้านเหล้าแห่งนี้ ร่างของเขาที่นั่งดื่มอยู่ในมุมอับของร้านคนเดียวเงียบๆกลับดึงดูดผมอย่างน่าประหลาด และกลายเป็นว่าเมื่อเห็นเขา ผมก็ต้องแวะเข้ามาทักทายชวนคุยอย่างสนิทสนม แม้ว่าเขาจะจำผมไม่ได้สักครั้งก็ตาม

“อ๊ะ นาย…เฮย…เฮยอะไรซักอย่าง”

“เฮยเสียจื่อครับ ให้ตายสิ น้อยใจนะครับเนี่ย เราคุยกันมาตั้งหลายเดือนแล้วแท้ๆ” ผมยิ้มขำๆ เซี่ยจื่อหยางถอนหายใจเฮือกใหญ่ รินเหล้าจากขวดของเขาใส่แก้วของผมจนเต็มแก้วราวกับต้องการจะไถ่โทษ ทำเหมือนกับที่เคยทำทุกครั้งที่เขานึกเรื่องของผมไม่ออก

” ‘โทษทีๆ ฉันก็ขี้หลงขี้ลืมอย่างนี้ล่ะ”

“ผมรู้ แต่ผมก็ไม่รังเกียจหรอกนะครับที่ต้องแนะนำตัวใหม่ทุกครั้งน่ะ”

“ไม่รำคาญรึไง เป็นฉันนะคงเอาขวดเหล้าฟาดหัวให้จำได้ไปแล้ว ไม่พิรี้พิไรมารยาทดีอยู่อย่างนี้หรอก” เซี่ยจื่อหยางรินเหล้าใส่แก้วของตนแล้วยกจิบช้าๆ ผมมองอีกฝ่ายแล้วยิ้มบางๆ ยกแก้วเหล้าของตนขึ้นดื่มบ้างก่อนจะเอ่ยว่า

“ก็นะ ที่ทำอย่างนั้นเพราะผมชอบมองคุณตอนดื่มเหล้า ถ้าเอาขวดเหล้าฟาดหัวก็อดดูคุณดื่มน่ะสิ”

“ร โรคจิตรึไงวะนายเนี่ย” เซี่ยจื่อหยางตกใจจนแทบจะพ่นเหล้าใส่หน้าผม แต่ดีที่อีกฝ่ายหยุดตัวเองไว้ได้ ผมหัวเราะเบาๆกับปฏิกิริยาของคนสวมแว่น เอามือเท้าคาง เอียงคอมองเขายิ้มๆ

“คนเราส่วนใหญ่ดื่มเหล้าเพราะอยากลืม แต่ผมอยากรู้ว่าคนขี้ลืมอย่างคุณดื่มเพราะอะไร ยังไงซะคุณก็สามารถลืมเรื่องที่ไม่ดีได้อยู่แล้วนี่นา”

“รู้ดีนี่หว่า” คนสวมแว่นยกมือสั่งเหล้าเพิ่มอีกขวด เขารอจนบริกรนำเหล้ามาเสิร์ฟบนโต๊ะก่อนจะยอมเอ่ยปากตอบคำถามของผม

“ไอ้ฉันมันแปลก สมองสั่งให้ลืมทุกเรื่องแม้แต่เรื่องที่ไม่อยากลืม ก็เลยต้องมานั่งดื่มให้ไม่ลืมเรื่องนั้นไปไงล่ะ”

“หืมมม….” ผมเลิกคิ้วเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็ลอบมองใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างสนอกสนใจ ชายคนนี้ดูแปลกแยกจากคนปกติไปโดยสิ้นเชิง ราวกับว่าเซี่ยจื่อหยางอยู่นอกกรอบสี่เหลี่ยมของความเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่ถึงอย่างนั้นผมกลับรู้สึกว่าเขากำลังพยายามพาตัวเองกลับเข้ามาในกรอบนั้นอย่างบ้าคลั่ง

เขาเป็นชายประหลาดที่ทำให้ผมสนใจเพียงมองแค่ชั่วครู่ เริ่มแรกที่เข้าหาเขาก็เพราะอยากรู้สาเหตุของความประหลาดนั้น แต่เมื่อได้พูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย สาเหตุของความประหลาดนั้นคืออะไร ผมเองก็เริ่มจะไม่อยากรู้ เพียงแค่ได้คุย ได้เห็นหน้าเขา ถึงแม้อีกฝ่ายจะจำผมไม่ได้ แต่เพียงเท่านี้ผมก็พอใจแล้ว….

ผมดึงสติของตัวเองกลับมาอีกครั้ง ตั้งใจฟังสิ่งที่เซี่ยจื่อหยางพูด

“บางเรื่องสมองมันลืมไปแล้ว แต่เหมือนว่าใจจะยังจำอะไรได้บ้างอยู่ แล้วพอลองมานั่งดื่ม ปล่อยใจไปกับฤทธิ์เหล้าก็จะค่อยๆนึกออก” เซี่ยจื่อหยางยักยิ้มสมเพชตัวเอง รินเหล้าใส่แก้วแล้วจิบช้าๆ

ผมมองเขาละเลียดเหล้าชั้นเลว ขณะเดียวกันก็หยิบแก้วเหล้าที่ว่างเปล่าของตัวเองขึ้นมาพลิกเล่นไปมา

“บางทีผมก็รู้สึกว่าคุณไม่ใช่มนุษย์ปกติ ไม่รู้ทำไม แต่ก็อดคิดอย่างนั้นไม่ได้จริงๆ”

“นายมันพวกลางสังหรณ์แรงสินะ นั่นสิ นายอาจจะไม่ได้รู้สึกไปเองก็ได้” อีกฝ่ายถอนหายใจ นัยน์ตาสีเข้มหลังเลนส์แว่นเหลือบมองผม

“แต่ฉันกลับอยากให้นายรู้สึกไปเองแฮะ”

“เอ๋ นั่นน่ะทำไม่ได้หรอกครับ ผมหลอกความรู้สึกตัวเองไม่ได้หรอก”

“นายแม่ง ไม่รู้จักโกหกให้คนอื่นสบายใจเลยรึไงเนี่ย” เซี่ยจื่อหยางมองผมอย่างเอือมระอา ผมหลุดหัวเราะออกมาอย่างไม่อาจอดกลั้น

“ก็ผมไม่ใช่คนดีนี่ครับ”

“ฉัน…ฉันก็ว่างั้น นายมันคนบ้าชัดๆ” เซี่ยจื่อหยางพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกับด่าผมอย่างตรงไปตรงมา แต่ผมไม่โกรธเขา เพราะในตอนนี้ผมหันไปสนใจเรื่องอื่นของเขาแทน

“เรื่องแบบไหนที่ทำให้คนอย่างคุณไม่อยากลืมเหรอครับ”

“ถ้า…ถ้าเล่าแล้วนายจะเลิกยุ่งกับฉันรึไง”

“ไม่ครับ”

“เกลียดนายว่ะ แต่เอาเถอะ ถือซะว่าไถ่โทษที่ลืมนายทุกๆครั้งละกัน และพรุ่งนี้ถ้าเจอกันก็อาจจะลืมอีกรอบ” ผมเกือบทักไปว่าเขาก็ขอโทษและไถ่โทษด้วยการรินเหล้าของเขาให้ผมไปแล้วในตอนแรก แต่บางทีอีกฝ่ายคงจะลืมไปแล้ว ผมจึงแสร้งเงียบ ไม่พูดถึงเรื่องดังกล่าว ทำราวกับว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

“ความทรงจำดีๆน่ะไม่มีใครอยากลืมหรอก ทั้งชีวิตของฉัน เรื่องที่ไม่อยากลืมก็มีแค่เรื่องของแม่กับเรื่องของเหล่า…เรื่องของเพื่อนสนิท ก็…ประมาณนี้ ไม่ได้น่าสนใจอะไรอย่างที่นายคิดหรอกน่า”

“แบบนี้มันไม่เรียกว่าเล่าหรอกนะครับ” ผมทำเสียงรบเร้าอีกฝ่าย เซี่ยจื่อหยางได้ยินดังนั้นจึงยกขวดเหล้าจ่อหน้าผม

“งั้นแบบนี้ใช่มั้ยที่เรียกว่าเหล้า หืม?”

“คุณเซี่ย… ม มันแป้กมากครับ” ผมเอ่ยเสียงสั่น ความจริงแล้วมุกนี้ไม่สามารถทำให้ผมขำได้ แต่พอเห็นใบหน้าจริงจังของอีกคนที่ตั้งใจเล่นมุกและทำหน้าคาดหวังว่าจะได้ยินเสียงหัวเราะ ผมก็อดขำกับสีหน้าของเขาไม่ได้

“บ๊ะ! แน่จริงอย่ากลั้นขำสิวะ เจ้าคนเส้นตื้นเอ๊ย!” เซี่ยจื่อหยางตอกกลับเสียงดังก่อนจะวางขวดเหล้าที่จ่อหน้าผมลง หยิบเหล้าขวดนั้นเทใส่แก้วแล้วซดอึกใหญ่ ผมยักยิ้มบางๆ เปลี่ยนหัวข้อสนทนาใหม่

“จะว่าไปทำไมคุณถึงลืมผมได้ล่ะครับ”

“คำถามหลงตัวเองนั่นมันอะไรวะอาเฮย ทำยังกะว่าทุกคนไม่มีทางลืมนายได้ตั้งแต่แรกพบยังไงยังงั้น”

“เอ้า ก็ต้องเป็นอย่างนั้นน่ะสิครับ คนที่ใส่แว่นกันแดดตลอดเวลามีแค่ผมเท่านั้นล่ะ ใครเห็นคนใส่แว่นกันแดดก็ต้องนึกถึงผมไว้ก่อนอยู่แล้ว” ผมเอ่ยตอบพร้อมกับส่งยิ้มร่าเริงให้คู่สนทนา เซี่ยจื่อหยางแสดงอาการเบะปากอย่างไม่มีปิดบัง

“ยังกะพวกเรียกร้องความสนใจเลยไม่ใช่เรอะ”

“แต่ก็ยังเรียกให้คุณสนใจผมไม่ได้นี่ครับ เห็นมั้ยล่ะว่าคุณยังลืมผมอยู่เลย”

“….ก็นะ ถือว่านายทำสำเร็จอยู่นิดนึงนะ อย่างน้อยฉันก็จำได้ว่านายชื่อเฮยอะไรซักอย่าง”

“แปลกใจจัง นี่คุณกำลังปลอบใจผมอยู่เหรอครับ” ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่าย เซี่ยจื่อหยางจ้องตอบ ความรู้สึกบางอย่างแฝงอยู่ในนั้น

บางอย่างที่เรียกว่าความรู้สึกสงสารเห็นใจ….

เดี๋ยวสิ เขาจะสงสารเห็นใจผมทำไมล่ะเนี่ย เป็นความรู้สึกที่ไม่น่าจะโผล่มาในเวลาแบบนี้เลยไม่ใช่หรือไง

“อย่างน้อยๆที่นายทำมันก็ได้ผลล่ะนะ ถึงจะนิดเดียวก็เถอะ แต่ที่ฉันนึกคำว่าเฮยได้ก็เพราะแว่นกันแดดบ้าๆของนายนั่นแหละ เอาเป็นว่าถึงจะขี้ลืม แต่ก็จะพยายามจำนายให้ได้ก็แล้วกัน” เซี่ยจื่อหยางยกมือเรียกบริกรอีกครั้ง ทว่า คราวนี้เขาไม่ได้สั่งเหล้าเพิ่ม ชายสวมแว่นยื่นเงินให้บริกรเป็นจำนวนพอดีกับค่าเหล้า ก่อนจะลุกขึ้นยืน หันมามองผมเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเอ่ยว่า

“ไม่รู้หรอกว่าทำไมนายถึงอยากให้ฉันจำนายได้ แต่ที่แน่ๆ ฉันเองก็ไม่ชอบเหมือนกันถ้ามีใครที่ฉันอยากให้เขาจำฉันได้ดันลืมฉันไป ลืมแม้แต่ชื่อจริงๆของฉัน แบบนั้นน่ะเจ็บปวดจะตาย”

“…….” ผมไม่เอ่ยอะไรออกมา ยังคงนิ่งฟังอีกฝ่ายพูดต่อไป

“นายทำให้ฉันนึกถึงตัวเอง ก็เลยเกิดเห็นใจขึ้นมาเลยปลอบไปน่ะ ‘โทษทีละกันนะพวกที่ทำให้ตกใจ เอาเป็นว่า…ใส่แว่นกันแดดบ้าๆอย่างนี้ต่อไปละกัน ฉันเองก็จะพยายามในส่วนของตัวเองด้วย ถ้านายยังต้องการให้ฉันจำนายได้อยู่น่ะนะ”

เขายิ้มให้ผมเล็กน้อยก่อนจะหันหลังทำท่าจะเดินจากไป แต่ผมรีบคว้าข้อมือเขาไว้อย่างรวดเร็ว แรงดึงของผมทำให้เขาเซมาข้างหลังเล็กน้อย ครั้นได้สติก็เตรียมอ้าปากจะตวาดใส่ผม แต่ผมไวกว่ารีบแย่งเขาพูดทันที

“พรุ่งนี้ก็เจอกันใหม่นะครับ”

“….เออๆ เจอกันๆ” เซี่ยจื่อหยางพยักหน้ารับปากอย่างไม่คิดอะไร พอเห็นเขาแอบยิ้มเล็กน้อยผมก็ยอมปล่อยมืออีกฝ่าย มองส่งแผ่นหลังของชายประหลาดที่เล็กลงเรื่อยๆจนกระทั่งลับตาไปในที่สุด

ผมก้มลงมองมือของตัวเองแล้วยิ้มบางๆ

เกรงว่าถ้าหากมีใครถามเรื่องแว่นกันแดดที่สวมอยู่ตลอดเวลาอีกครั้งก็คงต้องเปลี่ยนคำตอบเสียแล้ว

ไม่ใช่เพราะว่าถ้าใส่แว่นกันแดดจะทำให้มองเห็นได้ดีกว่าไม่ใส่

แต่ที่ใส่แว่นกันแดดตลอดเวลา คงเป็นเพราะอยากให้ใครบางคนจำได้มากกว่า

อยากให้อีกฝ่ายจำได้ แม้ว่าตัวผมเองจะไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงของความปรารถนานั้นก็ตาม….

…….

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s