Osomatsu-San FanFiction [ Matsuno Jyushimatsu x Matsuno Karamatsu ] ‘Sunglasses’

Osomatsu-San FanFiction

Matsuno Jyushimatsu x Matsuno Karamatsu

'Sunglasses'


.............

 

“พี่คารามัตสึ ทำไมพี่คารามัตสึถึงชอบสวมแว่นกันแดดตลอดเวลาเลยล่ะฮะ?”

 

พอถูกจูชิมัตสึถามเช่นนั้นผมก็ได้แต่หัวเราะออกมาเบาๆ

“ก็มันเท่ดีนี่” ผมตอบออกมาอย่างอารมณ์ดี “หรือว่านายไม่คิดอย่างนั้น?”

“ไม่เลยฮะ พี่คารามัตสึเท่มากๆเลย!!” จูชิมัตสึยิ้มกว้าง ผมอดไม่ได้ที่จะยีหัวแฝดคนน้องอย่างนึกเอ็นดู ความจริงแล้วผมก็อยากให้เหตุผลที่สวมแว่นกันแดดอยู่บ่อยๆเป็นเหตุผลที่ง่ายดายเหมือนกับที่ตอบจูชิมัตสึไป ทว่า น่าเสียดายที่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น…

สายตาหรือการกระทำของพี่น้องที่เมินเฉยต่อผม ทำราวกับว่าผมนั้นไร้ซึ่งตัวตน ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากจะเห็นให้ชัดเต็มสองตาหรอก….

ถ้ามีอะไรมาช่วยให้มองข้ามรายละเอียดที่ทำให้เจ็บปวดใจแบบนั้นไปก็คงช่วยให้ผมเจ็บปวดน้อยลงกว่าเดิม ไม่ใช่หรือไง…?

ผมยิ้มออกมาบางๆ พยายามสลัดเรื่องเศร้าออกไปจากหัวเพราะกลัวว่าจูชิมัตสึที่นั่งอยู่ข้างๆจะสงสัย จึงได้แต่สวมหน้ากากเล่นละครต่อไป

เพราะเป็นคารามัตสึ…ถึงต้องห้ามทำตัวอ่อนแอ เจ็บแค่ไหนก็ต้องฝืนทำเป็นลืมความเจ็บปวดเหล่านั้นไป ทั้งที่ๆความเจ็บปวดเหล่านั้น…ไม่ใช่เรื่องที่จะลืมได้ง่ายๆเลย…

“พี่คารามัตสึฮะ” จูชิมัตสึทักผมที่เงียบไปครู่ใหญ่ ผมยิ้มบางๆ ตั้งใจจะถามออกไปว่ามีอะไร แต่ทันใดนั้นเอง จูชิมัตสึก็เอื้อมมือมาถอดแว่นกันแดดของผมออกแล้ววางลงบนโต๊ะ เมื่อไร้ซึ่งแว่นกันแดด ผมหรี่ตาลงเล็กน้อยเพราะแสงไฟที่สว่างขึ้นกว่าเดิมจากตอนที่ใส่แว่น

“ทำอะไรน่ะมายบราเธอร์? นายถอดแว่นพี่ออกทำไม?” ผมเอ่ยถามอย่างอดสงสัยไม่ได้ จูชิมัตสึมองใบหน้าของผมที่ไร้ซึ่งแว่นกันแดดปิดบังดวงตาแล้วก็ยิ้มกว้าง

“พี่คารามัตสึใส่แว่นกันแดดแล้วเท่ก็จริง แต่มันทำให้ผมเห็นหน้าพี่ไม่ชัดนี่นา”

“อ เอ๋…”

จูชิมัตสึว่าพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมมากขึ้นเรื่อยๆ มือที่ไม่พ้นออกมาจากปลายแขนเสื้อจับหมับเข้าที่ไหล่สองข้างของผม

“ผมน่ะ อยากเห็นหน้าพี่ชัดๆ แล้วก็อยากให้พี่เห็นหน้าผมชัดๆด้วย”

“….” ผมยังไม่ทันได้พูดอะไรเพราะมัวแต่อึ้ง สมองยังไม่ทันประมวลผลคำพูดของจูชิมัตสึเสร็จก็ต้องประสบกับเรื่องอึ้งเป็นเรื่องที่สอง เมื่อจู่ๆริมฝีปากของจูชิมัตสึก็ประกบเข้ากับริมฝีปากของผมอย่างแผ่วเบา…

โลกของผมหยุดหมุนไปโดยสิ้นเชิง….

เงียบกันไปครู่ใหญ่ ในที่สุดจูชิมัตสึก็ค่อยๆถอนริมฝีปากออก ใบหน้าของผมร้อนผ่าว หัวใจเต้นโครมคราม เอ่ยคำออกมาอย่างตะกุกตะกักทำอะไรไม่ถูก

“จ จู จูชิมัตสึ น นาย…”

“พี่คารามัตสึน่ะ เหมาะกับคำว่าน่ารักมากกว่าเท่อีกนะฮะ” จูชิมัตสึหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี ก่อนที่ผมจะได้โต้ตอบอะไรไป เสียงเรียกให้ไปทานของว่างของแม่ก็ดังขึ้นขัดเสียก่อน จูชิมัตสึได้ยินดังนั้นจึงส่งเสียงขานรับ ลุกขึ้นยืนพร้อมกับยื่นมือให้ผมจับเพื่อช่วยพยุงตัวผมขึ้นมา ผมจับมือนั้นแล้วลุกขึ้นมายืนอย่างอ่อนแรง

ก็แค่เอาปากมาชนกันแท้ๆ ทำไมถึงได้หมดแรงจนเหมือนจะละลายตายคาพื้นบ้านขนาดนี้นะ ตรงกันข้ามกับจูชิมัตสึที่คึกคักยิ่งกว่าเดิม…
เรื่องบางเรื่อง ถ้าไม่ใช้หัวใจหาคำตอบก็คงไม่มีวันได้รู้คำตอบ
คาดว่าเรื่องนี้เองก็เช่นกัน…
……

 

Osomatsu-San FanFiction [ Matsuno Todomatsu x Matsuno Karamatsu ] ‘Lip Balm’

 

Osomatsu-San FanFiction

Matsuno Todomatsu x Matsuno Karamatsu

‘Lip Balm’
……
“อ๊ะ นี่ซัง ปากลอกนี่นา”

พอถูกโทโดมัตสึทัก ผมก็ยกนิ้วขึ้นมาแตะริมฝีปากของตัวเองเบาๆ

“นั่นสินะ ไม่รู้ตัวเลย ขอบคุณที่เตือนนะมายบราเธอร์” ผมเอ่ยตอบกลับไปอย่างนั้น ทว่า ถึงแม้โทโดมัตสึจะไม่บอก เรื่องนี้ผมก็รู้อยู่แล้ว

มัตสึโนะ คารามัตสึคนนี้พกกระจกติดตัวตลอดเวลา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะรับรู้ความผิดปกติบางอย่างของร่างกายตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้สนใจมันเลยสักนิด นั่นก็เพราะว่าเรื่องพรรค์นี้มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนี่นา…

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายผม มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเดือดร้อนอะไรเลย ไม่ใช่หรือไง?

ถึงแม้ในใจจะคิดอย่างนั้นแต่ผมก็พูดมันออกไปไม่ได้ จึงได้แต่แสร้งทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อนพร้อมกับเอ่ยขอบคุณโทโดมัตสึอย่างอารมณ์ดี

การแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่สนใจดูแลร่างกายของตัวเองนั้นไม่ค่อยสมกับเป็นผมเท่าไหร่ ถึงผมจะไม่สนใจมันจริงๆก็เถอะ แต่คารามัตสึที่สมกับเป็นคารามัตสึจำเป็นต้องห่วงมาดของตัวเองอยู่เสมอ

“แย่ล่ะสิ ถ้าริมฝีปากไม่ชุ่มชื้นแล้วจะมอบจุมพิตแสนวิเศษให้เหล่าคารามัตสึเกิร์ลได้ยังไงกันเนี่ย” ผมแสร้งทำเป็นเดือดเนื้อร้อนใจด้วยท่าทีเกินจริง โทโดมัตสึมองผมด้วยสายตาเอือมระอาเหมือนกับทุกๆครั้ง ปฏิกิริยาตอบสนองของอีกฝ่ายทำให้ผมรับรู้ว่าทักษะการแสดงละครของตนยังอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม ไม่ต่างจากเมื่อก่อนตอนที่ยังสังกัดชมรมละครอยู่เลยแม้แต่น้อย

“ทาลิปซะก็สิ้นเรื่อง…เดี๋ยวผมให้ยืม” โทโดมัตสึว่าพลางก้าวเข้ามายืนใกล้ผม และในขณะที่ผมกำลังจะแบมือรอแท่งลิปมันจากอีกฝ่าย มือของแฝดน้องคนสุดท้องก็กระชากคอเสื้อผมอย่างรุนแรง

แรงกระชากของอีกฝ่ายทำให้ริมฝีปากของผมประกบเข้ากับริมฝีปากของโทโดมัตสึ….

ราวกับโลกหยุดหมุน เข็มวินาทีหยุดเดิน ไม่รู้ว่าเป็นเวลานานเท่าไหร่ที่ริมฝีปากของพวกเราประกบกัน แต่ในที่สุดโทโดมัตสึก็ค่อยๆปล่อยมือออกจากคอเสื้อผม ร่างของผมเซไปข้างหลังเล็กน้อยเมื่อเป็นอิสระจากการทาลิปที่ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อนในชีวิต

“เป็นจุมพิตที่วิเศษสุดๆไปเลยใช่มั้ยล่ะครับ คารามัตสึนี่ซัง” โทโดมัตสึยิ้มน่ารักให้ผม ก่อนจะเดินลัลล้าฮัมเพลงจากไปอย่างอารมณ์ดี ปล่อยให้ผมยืนอึ้งอย่างทำอะไรไม่ถูก กว่าจะเรียกสติตัวเองกลับมาได้ก็เสียเวลาไปเยอะอยู่เหมือนกัน…

ผมยกนิ้วแตะที่ริมฝีปากของตัวเองอย่างแผ่วเบา รสสัมผัสของโทโดมัตสึที่ยังตกค้างอยู่บริเวณนั้นทำให้หัวใจของผมเต้นโครมครามอย่างหยุดไม่ได้

จุมพิตที่แสนวิเศษอย่างนั้นเหรอ นั่นสินะ…

ผมยิ้มออกมาบางๆ

ถ้าไม่ใช่โทโดมัตสึทำล่ะก็

คงไม่วิเศษอย่างนี้หรอก…

……..

 

ชอบมุกแบบโดคุริเฮชิโดนี้มากค่ะ เลยอยากเห็นเวอร์ชั่นโทโดคาราบ้างแงง5555555

 

 

Osomatsu-San FanFiction [ Matsuno Karamatsu x Matsuno Karamatsu ] ‘C’est la vie’

เพิ่งนำฟิคจาก https://twishort.com/quQjc มาลงบล็อกดีๆค่ะ ซึ่งฟิคนี้เราได้แรงบันดาลใจมาจากการส่องแท็ก   ‪#‎セラヴィ自殺‬ ในทวิตค่ะ อนึ่ง เราคิดว่าควรอ่านอันนี้มาก่อน https://twishort.com/UeMjc น่าจะตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับคารามัตสึอีกคนได้มากขึ้นค่ะ

________________

Osomatsu-San FanFiction

Matsuno Karamatsu x Matsuno Karamatsu

‘C’est la vie’

…..

การมีชีวิตอยู่อย่างไร้ตัวตนนั้นช่างเป็นเรื่องที่เจ็บปวด

คารามัตสึคิดเช่นนี้ทุกครั้งที่พี่น้องฝาแฝดบ้านมัตสึโนะปฏิบัติต่อเขาราวกับว่าตัวเขานั้นไร้ซึ่งตัวตน ต่างจากเขาที่ให้ความสำคัญกับทุกคนในครอบครัวเป็นที่สุด

ถึงแม้จะเศร้าใจมากเพียงใด คารามัตสึก็ยังคงฝืนทำตัวเข้มแข็ง แย้มยิ้มออกมาอย่างร่าเริง นั่นก็เพราะว่า อย่างน้อยๆแล้ว แฝดคนรองก็ยังมีคนคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับตัวเขามากกว่าใครทั้งหมด

คารามัตสึอีกคนที่อยู่ในกระจกมักจะยิ้มให้กำลังใจเขา คารามัตสึคนนั้นที่ตัวเขาเป็นคนสร้างขึ้นมา…

เพราะมีคารามัตสึที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นถังขยะรองรับอารมณ์ เขาจึงฝืนใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง

ทว่า ความอดทนนั้น เมื่อมีจุดเริ่มต้นก็ย่อมต้องมีจุดจบ…

“คารามัตสึ!! อย่านะ!! ขอร้องล่ะ!!” คารามัตสึตัวปลอมร้องเรียกชื่อของตัวจริงด้วยสภาพจิตใจที่กำลังจะแตกสลาย ส่วนคารามัตสึตัวจริงที่ยืนอยู่บนขอบตึกของดาดฟ้าส่งยิ้มจางๆให้ตัวตนที่ถูกสร้างขึ้นมา

ที่ผ่านมาคารามัตสึตัวปลอมมักจะออกจากกระจกมากอดปลอบเขาอยู่เสมอ คอยอยู่เคียงข้างเป็นกำลังใจให้เขาเสมอมา…

แต่สุดท้ายแล้ว กำลังใจจากคนที่ถูกสร้างขึ้นมาย่อมไม่สามารถรักษาบาดแผลเรื้อรังในจิตใจของคารามัตสึตัวจริงได้ ทำได้เพียงแค่ชะลอความสิ้นหวังไม่ให้กัดกินหัวใจที่บอบช้ำได้อย่างรวดเร็วก็เท่านั้น

“อย่าร้องไห้ไปเลยตัวฉัน นายควรจะยิ้มสิ ถึงจะถูก ยิ้มให้กับการพักผ่อนของฉัน”

“ไม่!! ไม่เอา แบบนั้นไม่เอานะ!!! ขอร้องล่ะ!!” คารามัตสึตัวปลอมไม่กล้าวิ่งเข้าไปคว้าตัวอีกฝ่ายไว้ เพราะทันทีที่เขาตั้งท่าจะก้าขาออกไป คารามัตสึตัวจริงก็ทำท่าเหมือนจะทิ้งตัวลงไปจากตึกทันที สุดท้ายแล้วเลยได้แต่ยืนขาสั่นอยู่กับที่อย่างทำอะไรไม่ถูก

“มีนายคนเดียวที่ให้ความสำคัญกับฉัน ขอบคุณนะ ขอบคุณจริงๆ” คารามัตสึตัวจริงยิ้มอ่อนโยน ในขณะที่น้ำตาของคารามัตสึตัวปลอมนั้นยังคงไหลออกมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

“ใช่!! และเพราะอย่างนั้นไงฉันถึงไม่อยากให้นายตาย!!! อยู่กับฉันเถอะ อยู่กับฉันก่อน!! นายยังมีฉันนะ!!” ตัวปลอมตะโกนออกมาอย่างเจ็บปวด แต่ทว่า คำพูดของคารามัตสึตัวจริงนั้นกลับสร้างความเจ็บปวดให้เขามากกว่าเดิมเป็นร้อยเป็นพันเท่า

“ใช่แล้ว ฉันยังมีนาย…แต่ว่านะ แค่นายน่ะไม่พอหรอก ไม่พอหรอกที่จะทำให้ฉันอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป…”

“ค คารามัตสึ….” ตัวปลอมครางชื่ออีกฝ่ายออกมาเสียงเบา

“นี่ล่ะนะมนุษย์ โลภไม่มีที่สิ้นสุด” คารามัตสึตัวจริงยังคงยิ้ม ทว่า น้ำเสียงของเขานั้นเปี่ยมไปด้วยความเศร้า

ท้ายที่สุดแล้ว แฝดคนรองก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างสิ้นหวัง

“ฮ่าๆๆๆๆๆ C’est la vie!!!”

สิ้นสุดเสียงตะโกน คารามัตสึตัวจริงก็ทิ้งร่างลงไปจากตึก ตัวปลอมรีบวิ่งเข้าไปหมายจะคว้าส่วนใดส่วนหนึ่งของอีกฝ่ายเอาไว้ไม่ให้หล่นลงไป ทว่า คารามัตสึตัวปลอมเคลื่อนไหวช้าไปเพียงแค่เสี้ยววินาที มือของเขาไขว่คว้าไว้ได้เพียงแค่อากาศที่ว่างเปล่าเท่านั้น

‘C’est la vie’

‘นี่แหละชีวิต’

คำพูดปลงตกของอีกฝ่ายยังคงดังก้องอยู่ในหัวของคารามัตสึตัวปลอม ชายผู้ถูกสร้างขึ้นเบิกตากว้าง

…ภาพของคารามัตสึที่ร่วงหล่นลงไปจากดาดฟ้ากระแทกกับพื้นปูนเสียจนร่างแหลกเละทำให้ชายหนุ่มกรีดร้องออกมาอย่างเสียสติ

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

กรีดร้องราวกับคนบ้า น้ำตาไหลพรากไม่ยอมหยุด มือปัดป่ายไปมา ราวกับว่ากำลังไขว่คว้าควานหาร่างของใครบางคนที่ไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว

“ไม่! ไม่! ไม่! อย่าทิ้งฉัน! ไม่เอานะ! ไม่เอา! อย่าทิ้งฉัน!!! คารามัตสึ!!!”

ตัวปลอมเอ่ยซ้ำไปซ้ำมา น้ำตายังคงไหลไม่ยอมหยุด ไม่เอาแล้ว ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว

ความเจ็บปวดกระตุ้นให้สามัญสำนึกของตัวปลอมผิดเพี้ยนไป รู้ตัวอีกที ชายหนุ่มผู้โศกเศร้าก็พบว่าตัวเองกำลังลอยอยู่ในอากาศ กำลังร่วงหล่นจากตึกตามแรงโน้มถ่วงของโลก

“ถ้านายตาย ฉันก็จะตายตาม!!!!!!”

คารามัตสึตัวปลอมยิ้มกว้างเยี่ยงคนเสียสติ ใช่แล้ว! ในเมื่อคารามัตสึอยากตาย สิ่งที่เขาควรทำคือการตายตามคารามัตสึ ไม่ใช่ยื้อให้คารามัตสึมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างเจ็บปวด!!!

เมื่อไม่มีคนสำคัญ ก็มองไม่เห็นความจะเป็นที่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป

นี่แหละชีวิต!

“หึๆ” คารามัตสึตัวปลอมหัวเราะ ตะโกนคำพูดสุดท้ายของชีวิตออกมาอย่างบ้าคลั่ง

“C’est la vie!!”

…….

Osomatsu-San FanFiction [ Matsuno Osomatsu x Matsuno Karamatsu ] ‘พระจันทร์’

Osomatsu-San FanFiction

Matsuno Osomatsu x Matsuno Karamatsu

‘พระจันทร์’

……

“นอนไม่หลับเหรอคารามัตสึ”

เจ้าของชื่อหันขวับไปมองตามเสียงเรียก มัตสึโนะ โอโซมัตสึลุกขึ้นจากฟูกนอนก่อนจะเดินมาหาคารามัตสึในชุดนอนที่ยืนมองท้องฟ้ายามราตรีอยู่ริมหน้าต่าง

“ก็นะ เพราะงั้นเลยกะจะลุกขึ้นมาเชยชมความงามของเจ้าหญิงคางุยะซะหน่อย แต่วันนี้ดันไม่มีซะได้” แฝดคนรองว่าพลางถอนหายใจออกมา ท่าทางเสียดายน่าดู

ในทีแรกโอโซมัตสึเลิกคิ้วสงสัยเล็กน้อย เจ้าหญิงคางุยะอะไรกัน… แต่เมื่อนึกถึงตำนานเจ้าหญิงแห่งดวงจันทร์ได้ ชายหนุ่มก็หลุดหัวเราะออกมาเสียงเบา

“พระจันทร์มันก็งี้แหละ บางคืนก็มี บางคืนก็ไม่มี” พี่คนโตว่าพลางเงยหน้ามองท้องฟ้าสีดำสนิทที่ไร้ซึ่งแสงจันทร์ดังเช่นคืนที่ผ่านๆมา ปกติแล้วกับเรื่องแค่นี้ เขาไม่เคยนึกใส่ใจ แต่พอสิ่งที่ไม่เคยใส่ใจนั้นไม่อยู่แล้วก็รู้สึกเหงาเล็กน้อย

…แต่ไม่เป็นไร อีกไม่นานดวงจันทร์ก็จะกลับมา และเพราะรู้ว่ามันเป็นกฎของธรรมชาติที่แน่นอน โอโซมัตสึจึงไม่เป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก

ทว่า กับเรื่องบางเรื่อง มันไม่ใช่เช่นนั้น…

“คารามัตสึ” แฝดคนโตพึมพำชื่อของคู่สนทนาเบาๆ คารามัตสึขานรับ ขณะเดียวกันก็มองผู้เป็นพี่ด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้

“มีอะไรเหรอพี่ใหญ่”

“ดวงจันทร์น่ะ ถึงคืนนี้มันจะหายไป แต่คืนต่อไปมันก็จะกลับมา” โอโซมัตสึว่าพลางเอื้อมมือไปลูบหัวอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน

“นายเอง…จะหายไปไหนก็ได้ แต่ยังไงก็ต้องกลับมาหาทุกคน กลับมาหาฉันนะ”

“พี่ใหญ่….” คารามัตสึนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มออกมา สัมผัสที่คุ้นเคยจากมือของอีกฝ่ายทำให้พี่คนรองรู้สึกอบอุ่นในหัวใจเช่นเดียวกับครั้งอื่นๆ

ไม่ว่าเมื่อไหร่ ความใจดีของพี่ใหญ่แห่งบ้านมัตสึโนะก็ทำให้คารามัตสึหัวใจพองโตได้ทุกครั้ง ครั้งนี้เองก็เช่นกัน

“ถ้ามีคนอยากให้กลับ…ก็ต้องกลับไปอยู่แล้ว” คารามัตสึยิ้มจางๆ คำพูดของเขาถูกโอโซมัตสึตีความอย่างรวดเร็วว่า ‘ถ้ายังมีคนต้องการอยู่ก็จะกลับไป แต่ถ้าไม่มีใครต้องการแล้วก็จะหายไป’ ซึ่งคำตอบของคารามัตสึนี้ทำให้พี่ใหญ่ถึงกับขมวดคิ้วอย่างขุ่นเคือง

“อย่าพูดอย่างนั้น อย่าทำเหมือนกับว่าไม่มีใครต้องการให้นายอยู่”

“……”

“ถีงจะไม่มีใครพูดออกมา แต่ทุกคนก็รักนายนะ โดยเฉพาะฉัน….” โอโซมัตสึว่าพลางดึงร่างของคารามัตสึเข้าไปกอด คนถูกกอดสะดุ้งเล็กน้อย ทว่า เมื่อหายตกใจก็ยอมอยู่นิ่งๆให้อีกฝ่ายกอดแต่โดยดี

“พี่ใหญ่ เรื่องนั้นน่ะ…”

“อะไรกัน จะไม่เชื่อคำพูดของพี่ใหญ่คนนี้รึไง?”

“ฮึๆ นั่นสินะ คำพูดของพี่ใหญ่ ยังไงก็ต้องเชื่อ” คารามัตสึหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย ทั้งคู่ยืนกอดกันเงียบๆอยู่เนิ่นนาน จนกระทั่งคารามัตสึพึมพำถ้อยคำบางอย่างออกมาเบาๆ

“ขอบคุณนะ…”

โอโซมัตสึเองก็เอ่ยออกมาเช่นกัน

“ยังไงก็ต้องกลับมานะ…”

“รู้แล้วน่า…”

“ก็ดี ฉันเชื่อใจนายนะ”

“ฮื่อ…”

คารามัตสึยิ้มบางๆขณะที่ซุกหน้าลงกับแผ่นอกอบอุ่นของอีกฝ่าย ส่วนโอโซมัตสึนั้นมือข้างหนึ่งโอบกอดร่างของคารามัตสึไว้ มืออีกข้างหนึ่งก็ลูบหัวคนสำคัญของตนอย่างอ่อนโยน ผู้เป็นพี่เงยหน้ามองผืนฟ้ายามค่ำคืนอีกครั้ง

อีกไม่นานพระจันทร์ที่หายไปก็จะกลับมา กลับมาแน่นอนเพราะเป็นกฎของธรรมชาติ

ที่ไม่กังวลใจ เพราะรู้ว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องกลับมา

คารามัตสึเอง…จากนี้ไป… ถึงจะหายไป เขาก็ไม่กังวลเช่นเดียวกับกรณีของพระจันทร์ นั่นก็เพราะเชื่อใจในตัวอีกฝ่ายอย่างถึงที่สุด

ไม่ว่าคารามัตสึจะหายไปไหน แต่สุดท้ายแล้ว คารามัตสึก็ต้องกลับมา

ต้องกลับมาหาเขาอย่างแน่นอน

โอโซมัตสึเชื่อเช่นนั้น

……

Touken Ranbu AU FanFiction [ Ookurikara x Heshikiri Hasebe ] ‘ต่อยตี’

หลักๆคงลงไว้ในเด็กดีค่ะ http://writer.dek-d.com/aiihiwatari/writer/view.php?id=1429752 เพราะตั้งใจอยากลงแบบเรื่องยาวๆ(จบในตอน) แต่ก็อยากเก็บในบล็อกด้วย เอาเป็นว่าเลือกเว็บอ่านได้ตามอัธยาศัยเลยค่า จะที่ไหนก็เหมือนกัน

ปล.รูปไม่เกี่ยวกับธีมเรื่องแต่เราชอบรูปนี้มากค่ะฮือออฟฟฟฟฟฟฟ

_______________

 

เฮชิคิริ ฮาเซเบะผลักประตูเข้าไปในห้องปกครองอย่างรีบร้อน
โอคุริคาระนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง เสื้อผ้ายับยู่ยี่ แต่ไม่มีบาดแผลอะไร ในขณะที่คู่กรณีฝ่ายตรงข้ามนั้นร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนคนนั้นจ้องเขม็งมาที่ฮาเซเบะอย่างกินเลือดกินเนื้อ

“หลานชายของแกทำร้ายลูกชายฉัน!” ผู้ปกครองหน้าตาน่ากลัวคนนั้นเริ่มโวยวาย ฮาเซเบะนั่งลงข้างๆโอคุริคาระ เหลือบมองหลานชายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปคุยกับอาจารย์ฝ่ายปกครอง เมินเฉยต่อความไม่พอใจของผู้ปกครองคนนั้น

“เกิดอะไรขึ้นครับ”

“…ทางฝ่ายโอคุริคาระคุงไม่ยอมเล่าเลยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมีต้นเหตุมาจากอะไร ผู้เห็นเหตุการณ์คนอื่นก็ไม่มี ส่วนทางยามาดะคุงเล่าว่าจู่ๆโอคุริคาระคุงก็เข้ามาหาเรื่อง…”

“เรื่องนั้นจะยังไงก็ช่าง แต่ที่หลานแกทำร้ายลูกฉันเป็นเรื่องจริง!!”

อาจารย์ยังไม่ทันจะพูดจบผู้ปกครองคนนั้นก็โวยขัดขึ้นมา ฮาเซเบะเมินเฉยต่อคนตามใจลูกอีกครั้ง ซึ่งการกระทำนั้นไม่ต่างอะไรไปจากการราดน้ำมันลงกองเพลิง พ่อของนักเรียนที่ถูกต่อยลุกพรวดตั้งท่าจะเข้าไปกระชากคอเสื้อชายหนุ่มอย่างหาเรื่อง ร้อนถึงอาจารย์ที่ต้องรีบเข้าไปห้ามอย่างเกรงอกเกรงใจ

“ใจเย็นๆก่อนนะครับ”

“จะไปเย็นได้ยังไง ไอ้เด็กนั่นมันทำลูกผมขนาดนี้!!”

“ดูท่าว่าจะคุยกันไม่รู้เรื่องนะครับ ช่างเถอะ เรื่องจะเป็นยังไงผมไม่อยากฟังแล้ว คุริคาระ ขอโทษพวกเขาซะ จะได้กลับกันซะที” ฮาเซเบะเอ่ยเสียงเรียบ ฝ่ายเด็กหนุ่มผิวเข้มอึกอักเล็กน้อย ก่อนจะยอมก้มหัวขอโทษคู่กรณีแต่โดยดีตามคำสั่งของผู้เป็นอา

“อ อะไรของแก! คิดว่าแค่ขอโทษแล้วเรื่องจะจบได้หรือไง?!”

“เอาไว้ให้คุณใจเย็นลงก่อนค่อยติดต่อมาเรื่องค่ารักษาพยาบาลนะครับ พวกผมขอตัวก่อน” ฮาเซเบะก้มหัวให้ทุกคนในห้องก่อนจะคว้ามือหลานชายแล้วพาเดินออกมาอย่างไม่สนใจใคร

เสียงก่นด่าดังแว่วตามหลังออกมา แต่เฮชิคิริ ฮาเซเบะและโอคุริคาระต่างเดินต่อไปเงียบๆจนกระทั่งถึงรถ ฮาเซเบะนั่งเบาะคนขับ โอคุริคาระนั่งลงเบาะข้างๆ เสียงปิดประตูรถดังขึ้นสองครั้ง ตามมาด้วยเสียงชายหนุ่มวัยสามสิบสตาร์ทเครื่อง

รถแล่นออกจากโรงเรียนมัธยมปลายได้ครู่ใหญ่ ฮาเซเบะจึงเริ่มบ่นอย่างไม่สบอารมณ์

“เสียงานเสียการหมด”

เด็กหนุ่มผิวเข้มไม่ตอบอะไร เตรียมตัวรับฟังเสียงดุด่าว่ากล่าวจากคุณอาผู้เข้มงวด ทว่า นอกจากคำพูดก่อนหน้านี้แล้วชายผมแสกก็ไม่ได้ว่าอะไรเขาอีก

“….ไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่มั้ย” คำถามนี้ค่อนข้างเบา แต่เพราะความเงียบของรถ โอคุริคาระจึงได้ยินคำพูดของอาชัดเจน เด็กหนุ่มตอบสั้นๆว่า ‘ไม่’

แม้จะเป็นแค่เพียงชั่วเสี้ยววินาที แต่คุณอาผู้ชอบเก๊กหน้าขรึมก็เผลอทำสีหน้าโล่งใจออกมาให้ได้เห็น

โอคุริคาระเริ่มเข้าใจในที่สุด คำบ่นเมื่อก่อนหน้านี้เป็นเพียงคำพูดเกริ่นนำเท่านั้น จะให้จู่ๆถามอาการบาดเจ็บก็คงเป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับคุณอาขี้เก๊ก จึงต้องมีประโยคบ่นๆนำหน้ามาก่อน

ถ้าไม่ใช่เพราะว่าอยู่ด้วยกันมานาน หรือชอบเผลอเห็นด้านที่อ่อนโยนของอีกฝ่ายบ่อยๆ ก็คงไม่สามารถเข้าใจพฤติกรรมอันซับซ้อนของเฮชิคิริ ฮาเซเบะได้ขนาดนี้…

“คราวหลังก็อย่าก่อเรื่องอีกล่ะ”

“….ถ้าหมอนั่นไม่ว่าคุณอีก ผมก็ไม่ทำ” เด็กหนุ่มผิวเข้มตอบ ฮาเซเบะนิ่งไปเล็กน้อย คำตอบของอีกฝ่ายทำให้เขาอดประหลาดใจไม่ได้…

ทั้งประหลาดใจที่ตัวเองไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทะเลาะกันของเด็กม.ปลาย และประหลาดใจยิ่งขึ้นไปอีกที่หลานชายดันโกรธแทนเขาจนถึงขั้นลงไม้ลงมือกับเพื่อนนักเรียน…

“เด็กคนนั้นพูดถึงฉันว่ายังไง ตกลงก่อนหน้านี้มันเกิดอะไรขึ้น”

“เขาหาเรื่องยั่วโมโหผม แล้วก็ลามมาถึงคุณ บอกว่าเคยเห็นแค่ไม่กี่ครั้งแต่ก็รู้ว่าเป็นแค่ขยะที่ทำเป็นหยิ่งผยอง…”

“แล้วนายก็เลยต่อยเขา…?”

“…” โอคุริคาระพยักหน้ายอมรับ ฮาเซเบะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ถ้าหากไม่จับพวงมาลัยอยู่ก็คงยกมือมาก่ายหน้าผากอย่างหนักใจไปแล้ว

“…เด็กบ้า โกรธอะไรเรื่องไม่เป็นเรื่อง”

“….”

“….”

“….”

“….แต่ยังไงก็ขอบคุณนะ”

โอคุริคาระมองฮาเซเบะที่เอ่ยคำขอบคุณออกมาอย่างแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ชายหนุ่มวัยสามสิบทำเป็นจ้องมองเส้นทางข้างหน้าอย่างเดียว แสร้งทำหน้าเข้มขับรถต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ว่าแก้มทั้งสองข้างจะเริ่มเปลี่ยนสีจากสีขาวนวลเนียนเป็นสีแดงจางๆก็ตาม

ฮาเซเบะก็คือฮาเซเบะ ถึงแม้ว่าเรื่องอื่นจะกล้าพูดออกมาแค่ไหน แต่เรื่องที่ทำให้ตัวเองรู้สึกเขินอายจะไม่มีวันยอมพูดออกมาเด็ดขาด

โอรุริคาระรู้เรื่องนั้นดี จึงได้แต่นั่งหันหน้าหนีคนเบาะข้างๆ ทำเป็นมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วยิ้มบางๆกับตัวเอง

เรื่องบางเรื่อง ต่อให้เด็กหนุ่มผิวเข้มอยากสารภาพออกมา อยากพูดออกมาตามใจคิด รู้สึกอย่างไรกับอีกฝ่ายก็อยากบอกให้เขาได้รับรู้ แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่เงียบปาก ไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ…

สุดท้ายแล้ว จะทั้งอาหรือหลาน ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลย

……..

 

Touken Ranbu AU FanFiction [ Ookurikara x Heshikiri Hasebe ] ‘ฝันดี’

หลักๆคงลงไว้ในเด็กดีค่ะ http://writer.dek-d.com/aiihiwatari/writer/view.php?id=1429752  เพราะตั้งใจอยากลงแบบเรื่องยาวๆ(จบในตอน) แต่ก็อยากเก็บในบล็อกด้วย เอาเป็นว่าเลือกเว็บอ่านได้ตามอัธยาศัยเลยค่า จะที่ไหนก็เหมือนกัน

ปล.รูปไม่เกี่ยวกับธีมเรื่องแต่เราชอบรูปนี้มากค่ะฮือออฟฟฟฟฟฟฟ

_______________

 

กว่าเฮชิคิริ ฮาเซเบะจะกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาเที่ยงคืนโดยประมาณ

ชายหนุ่มวัยสามสิบปีในชุดทำงานค่อยๆแง้มประตูห้องของหลานชายออกอย่างเบามือ ฮาเซเบะขมวดคิ้วมองเด็กหนุ่มผิวเข้มที่กำลังหลับสนิท ถอนหายใจออกมาเบาๆ

“จริงๆเลย โตป่านนี้แต่ยังนอนดิ้นจนผ้าห่มหลุดอยู่อีก”

ฮาเซเบะหยิบผ้าห่มขึ้นมาห่มให้อีกฝ่าย มองใบหน้ายามหลับไร้สติของหลานชายอยู่ครู่หนึ่ง โอคุริคาระ…หรือที่เขาชอบเรียกว่าคุริคาระ…เป็นลูกคนเดียวของพี่ชายและพี่สะใภ้ที่เสียชีวิตไปเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ ชายหนุ่มยังจำวันนั้นได้ดี วันที่เขาไปร่วมงานศพของคนทั้งคู่ วันนั้นที่ญาติคนอื่นๆกำลังเกี่ยงกันเรื่องการรับคุริคาระไปดูแล

คุริคาระในวันนั้นมีใบหน้าที่เรียบเฉย ไม่สนใจใคร เด็กชายวัยเจ็ดขวบทำเพียงแค่นั่งจ้องโลงศพของผู้เป็นพ่อแม่อยู่เงียบๆ

สุดท้ายแล้ว ฮาเซเบะก็เสนอขึ้นท่ามกลางวงญาติ ขออาสาเป็นคนที่รับเลี้ยงดูคุริคาระเอง ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครขัดข้องหรือขัดแย้งไม่เห็นด้วยแต่ประการใด แต่ก็มีหลายๆคนที่อดสงสัยไม่ได้ เฮชิคิริ ฮาเซเบะ ชายผู้เคร่งขรึมและดูท่าว่าจะไม่ใช่คนรักเด็กสักเท่าไหร่คิดอย่างไรจึงได้รับเด็กไปเลี้ยงดู

ไม่มีใครเข้าใจ แม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน

“…..”

ฮาเซเบะเลิกย้อนคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต เอื้อมมือไปลูบหัวหลานชาย เอ่ยพึมพำออกมาเบาๆ น้ำเสียงของชายหนุ่มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน ต่างไปจากปกติที่มักจะเคร่งเครียดจริงจังตลอดเวลา

“ฝันดีนะ… คุริคาระ”

หลังจากนั้นชายหนุ่มจึงค่อยๆเดินออกไปจากห้องอย่างเงียบเชียบ ห้องนอนของเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง จนกระทั่งเสียงยวบยาบของฟูกดังขึ้น โอคุริคาระลืมตาตื่นและขยับตัวลุกขึ้นมานั่งบนเตียงอย่างมีสติ ไร้ซึ่งวี่แววความงัวเงียบนใบหน้าหล่อคม

โอคุริคาระยกมือขึ้นแตะเบาๆที่หัวของตัวเอง สัมผัสอ่อนโยนและอบอุ่นจากผู้เป็นอายังคงติดค้างอยู่บริเวณนั้น เด็กหนุ่มม.ปลายยกยิ้มเล็กน้อย คุณอาของเขามักเป็นเช่นนี้เสมอ ต่อหน้าทำเป็นดุ แต่ความจริงแล้วก็ใจดี…

คนผิวเข้มพ่นลมหายใจออกมา หันไปมองยังทิศทางที่อีกคนเดินจากไปอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง หยิบผ้าห่มขึ้นมาห่ม สูดดมกลิ่นจางๆของฮาเซเบะที่ยังคงหลงเหลืออยู่ก่อนจะผล็อยหลับไปพร้อมกับรอยยิ้มแห่งความสุข

…….

เช้าวันต่อมา

โอคุริคาระในชุดนักเรียนเดินลงบันไดมาทานมื้อเช้าตามปกติ ฮาเซเบะเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์มองเด็กหนุ่ม เอ่ยทักหลานชายที่นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับตัวเอง

“ท่าทางหลับสนิทดีนี่ หน้าตาสดใสเชียว”

“ฝันดีน่ะ…” โอคุริคาระตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยตามปกติ ฮาเซเบะพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ก่อนจะยกกาแฟขึ้นมาจิบเล็กน้อย

“ฝันว่าอะไรล่ะ”

“….”

พอถูกถามโอคุริคาระก็จงใจไม่ตอบอะไรออกไป ได้แต่หยิบขนมปังในจานขึ้นมาทานเงียบๆ ในเมื่อหลานไม่อยากเล่า ผู้เป็นอาก็ไม่อยากเซ้าซี้ ชายหนุ่มจึงหันไปสนใจข่าวสารในหนังสือพิมพ์ต่อโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่านัยน์ตาสีทองสวยกำลังลอบมองตนอยู่

คนผิวเข้มนึกสงสัยอยู่ในใจ

ถ้าหากว่าคุณอารู้ว่าฝันดีของเขาคือการได้อยู่กับคุณอาตลอดไป คุณอาคนนี้จะทำสีหน้าแบบใดออกมากันนะ

แต่คงเป็นสีหน้าที่น่าเอ็นดูมากทีเดียว…

……

 

Osomatsu-San FanFiction [ Matsuno Osomatsu x Matsuno Karamatsu ] ‘ขอบคุณ’

Osomatsu-San FanFiction

Matsuno Osomatsu x Matsuno Karamatsu

(คิดว่าควรอ่านอันนี้ https://twishort.com/UeMjc มาก่อนค่ะ จะได้เข้าใจเรื่องมากขึ้น)

__________________

‘ขอบคุณ’

………….

“เอ๋…?????”

ผมยิ้ม จ้องมองร่างของอิจิมัตสึที่เหวอไปเพราะถูกหมัดของผมต่อยเข้าที่ใบหน้า

“คารามัตสึ?! ทำอะไรของนาย จู่ๆก็เข้าไปหาเรื่องอิจิมัตสึเนี่ยนะ?!” โจโรมัตสึปรี่เข้ามากันตัวผมที่กำลังสาวเท้าเดินเข้าไปหาอิจิมัตสึเพื่อชกหน้าหมอนั่นอีกรอบ ในขณะที่โทโดมัตสึกับจูชิมัตสึพุ่งเข้าไปถามไถ่อาการของแฝดคนที่สี่อย่างร้อนรน

ผมมองความวุ่นวายเบื้องหน้าแล้วได้แต่ยักไหล่ เหลือบมองโจโรมัตสึด้วยสายตาเย็นชาจนอีกฝ่ายสะดุ้งเฮือก

“ปล่อย”

แฝดคนที่สามเผลอปล่อยมือตามคำสั่ง ผมผลักเขาออกไปให้พ้นทาง ย่างสามขุมเข้าไปหาแฝดน้องสามคนแห่งบ้านมัตสึโนะ

จูชิมัตสึพุ่งเข้ามากางมือขวางทางผมไม่ให้เข้าไปใกล้โทโดมัตสึกับอิจิมัตสึ ผมมองคนในชุดสีเหลือง หรี่ตาลงเล็กน้อย

“ถอยไปซะ ฉันไม่ได้เกลียดนายถึงขนาดนั้น แต่ก็ใช่ว่าจะชอบขี้หน้า”

“ไม่!! ผมไม่ถอย!! พี่คารามัตสึอย่าเข้ามานะ!!” จูชิมัตสึยังคงยืนกรานอย่างหนักแน่น ผมมองแขนของอีกฝ่าย ในใจนึกหงุดหงิด อยากหักแขนเกะกะลูกตานั้นให้หักเป็นสองท่อน

จะหน้าไหนก็ทำตัวน่ารังเกียจทั้งนั้น… โอโซมัตสึ โจโรมัตสึ อิจิมัตสึ จูชิมัตสึ แล้วก็น้องเล็กอย่างโทโดมัตสึ

น่ารังเกียจ… น่าเคียดแค้น…

ผมยิ้มชั่วร้าย จูชิมัตสึเหงื่อตก ดูท่าว่าคงตกใจกับสภาพของผมในตอนนี้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร เพราะคารามัตสึที่คนเหล่านั้นรู้จักมักจะทำเป็นเก่งอยู่เสมอ ยิ้มรับกับเรื่องราวเลวร้าย ยิ้มอย่างร่าเริงแม้ว่าสภาพจิตใจจะย่ำแย่แค่ไหนก็ตาม

“ถ้าไม่หลีก…”

ผมยังขู่ไม่ทันจบก็โดนของแข็งบางอย่างกระแทกหัวดังพลั่ก ผมล้มลงกับพื้น เสียงหอบหายใจอันคุ้นเคยของใครบางคนทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบ ฝืนร่างกายไม่ให้สลบ หันไปมองผู้มาเยือนคนใหม่ที่ยังคงยืนถือไม้เบสบอลของจูชิมัตสึอยู่ในมือ

…คารามัตสึอีกคนมองผมอย่างอาฆาตแค้น เขากระชากคอเสื้อของผมแล้วดึงร่างขึ้นมา ตวาดผมอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

“คิดจะทำอะไรพี่น้องของฉันกัน?!!”

“…..” ผมเงียบ ไม่ตอบอะไร คารามัตสึยิ่งเห็นปฏิกิริยาของผมก็ยิ่งโกรธ ชกผมจนหน้าสะบัดไปตามแรงหมัด

‘ผัวะ!’

เขาชกผมอีกครั้ง จากนั้นก็เขวี้ยงร่างของผมไปกองกับพื้น ผมกัดฟันทนความเจ็บปวดไม่โต้ตอบอะไร คารามัตสึมีสิทธิที่จะทำอะไรกับร่างกายของผมก็ได้ ต่อให้เป็นเรื่องที่เลวร้าย ผมก็ยอมให้เขาทำตามใจแต่โดยดี

เท้าของคารามัตสึเหยียบลงกลางหัวของผม ใช้ฝ่าเท้าเหยียบขยี้ลงไปอย่างรุนแรง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาโมโหมากขนาดไหน ผมยังคงไม่เปิดปากร้องอะไรออกมา นั่นทำให้เขาโกรธยิ่งกว่าเดิม เขากระทืบร่างกายของผม ก่นด่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า จิกหัวผมขึ้นมาแล้วจับกระแทกกับพื้นเป็นสิบยี่สิบครั้ง มองผมด้วยสายตาที่เหมือนมองผมเป็นปีศาจน่ารังเกียจ ไม่ใช่สายตาที่มองเพื่อนยามยากอย่างผมอีกต่อไป

“พี่คารามัตสึ พี่คารามัตสึ”

สติของผมกำลังเลือนราง แต่ก็พอจะรับรู้ได้ว่าคารามัตสึหยุดลงโทษผมเพราะเสียงร้องห้ามของพวกน้องๆ เขาผละออกจากตัวผมแล้วตรงดิ่งเข้าไปกอดปลอบขวัญคนสำคัญเหล่านั้น

เมินเฉยต่อผมที่มีสภาพปางตาย…

คารามัตสึที่ถูกสร้างขึ้นมา เมื่อเทียบกับตัวตนของแฝดที่เหลือ ผมไม่มีความสำคัญเทียบเท่ากับคนเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย…

ผมค่อยๆพยุงตัวเองขึ้นมา เบือนหน้าหนีจากภาพบาดตาบาดใจแล้วรีบลากสังขารออกจากบ้านหลังนั้นให้เร็วที่สุด เท่าที่ร่างกายนี้จะสามารถทำได้

สายตาของผมเริ่มพร่าเบลอ เลือดสีแดงฉานไหลตามเป็นทางยาว ทั้งเลือดทั้งน้ำตาผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก

“นี่”

ผมหยุดชะงัก หันไปมองตามเสียงเรียกเบาๆ มัตสึโนะ โอโซมัตสึยืนอยู่ตรงนั้น กวักมือเรียกผมอีกครั้ง

“นายน่ะ ฉันบอกให้มานี่ไง”

ผมยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง ในหัวเกิดคำถามมากมาย คิดจะทำอะไร? พอถามออกไปอีกฝ่ายก็หัวเราะ ก่อนจะถือวิสาสะเดินเข้ามาใกล้ผม

และอะไรบางอย่างในตัวของผู้ชายคนนี้ทำให้ผมต้องผงะถอยไปข้างหลังเล็กน้อย ผมกลัวเขา…

“ลืมไปว่านายเจ็บอยู่ คงจะเป็นฝ่ายเดินมาหาฉันลำบาก ช่วยไม่ได้นะ…”

โอโซมัตสึถอนหายใจ ผมรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี ผมทำร้ายอิจิมัตสึ และถึงจะมีหน้าตาเหมือนคารามัตสึแต่ผมก็ไม่ใช่คารามัตสึที่เป็นน้องชายของเขา

ไม่ว่าอย่างไร เขาย่อมต้องไม่ปล่อยผมไปง่ายๆแน่

แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

เขาไม่ยอมปล่อยผมไป

โอโซมัตสึคว้าผมเข้าไปกอด ลูบหัวลูบหลังผมอย่างอ่อนโยน ผมสะดุ้งโหยงกับการถูกปฏิบัติอย่างคาดไม่ถึงนี้

“โจโรมัตสึรีบวิ่งออกมาตามตัวฉันกับคารามัตสึที่เดินเล่นกันอยู่ ท่าทางร้อนรนน่าดูเชียวล่ะ แล้วยิ่งเห็นว่าคารามัตสึอยู่กับฉัน ไม่ได้กำลังอาละวาดอยู่ในบ้าน หมอนั่นก็โวยวายใหญ่ ส่วนคารามัตสึก็หน้าซีด รีบวิ่งกลับเข้าบ้านทันที ฉันรีบวิ่งตามหลังมา ระหว่างทางพอถามว่าเกิดอะไรขึ้น หมอนั่นก็เล่าเรื่องของนายให้ฟังสั้นๆ”

จู่ๆโอโซมัตสึก็เปิดปากอธิบายออกมาเสียยืดยาว นั่นสินะ จะว่าไปหลังจากนั้นผมก็ลืมเรื่องของโจโรมัตสึไปเสียสนิท ป่านนี้เขาคงอยู่กับพวกคารามัตสึแล้วล่ะนะ

“……แล้วไม่โกรธฉันรึไง” ผมถาม

“ฉันโกรธนาย”

“….”

“แต่นายคือคารามัตสึที่ถูกสร้างขึ้นมา เป็นตัวตนที่คอยดูแลคารามัตสึ น้องของฉันพึ่งพานายมาตลอด คงจะเหนื่อยน่าดู ขอบคุณนะ”

“…..”

ผมไม่ตอบอะไร แต่น้ำตาที่กำลังจะหยุดไหลนั้นกลับไหลออกมามากกว่าเดิม ตามมาด้วยเสียงสะอื้นที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้ สุดท้ายก็แหกปากร้องไห้ไม่ต่างไปจากเด็กตัวเล็กๆ ซบหน้าลงกับไหล่ของอีกฝ่าย ระบายความอัดอั้นตั้นใจทั้งหมดออกมา

“ฉัน..ฉันรักคารามัตสึ ฉันจะไม่ยอมให้พวกนายทำร้ายเขา”

“ก็เลยโกรธทุกคนที่ทำให้คารามัตสึเสียใจอย่างนั้นเหรอ?”

“….”

“นายเนี่ยน้า…”

พอเห็นผมพยักหน้า โอโซมัตสึก็ถอนหายใจอย่างเอือมระอา ถึงแม้สติของผมใกล้จะดับวูบไปเต็มทีแล้วเพราะฤทธิ์บาดแผล แต่ก็รู้สึกได้ว่าเขากอดผมแน่นขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย สัมผัสที่ได้รับนั้นให้ความรู้สึกอบอุ่นยิ่งกว่าเดิม

ถังขยะ…

ที่ผ่านมาตัวตนของผมในสายตาของคารามัตสึก็คือถังขยะใบหนึ่งที่คอยรองรับอารมณ์ขุ่นมัวของเจ้าตัว เมื่อมีปัญหา หรือไม่มีใครอยู่ข้างกาย เขาจึงมาหาผม เมื่อมาทิ้งความทุกข์ไว้เสร็จก็จากไปพร้อมกับหน้ากากใบใหม่

ทิ้งให้ผมอยู่คนเดียวอย่างเหงาหงอย เฝ้ารอคอยให้เขาแวะเวียนมาหา…

ผมยังคงสะอึกสะอื้นร้องไห้อยู่อย่างนั้น โอโซมัตสึลูบหัวผมเบาๆ สัมผัสอ่อนโยนจากฝ่ามือของอีกฝ่ายทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“ขอบคุณที่อดทนมาตลอดนะ”

เขาเอ่ยซ้ำอีกครั้ง ผมหลับตาลง เอ่ยอะไรบางอย่างออกมาเบาๆ

คำพูดที่มาจากใจ

“ขอบคุณ..”

ขอบคุณสำหรับความอบอุ่นนี้

ขอบคุณที่มอบความรู้สึกนี้ให้ตัวปลอมอย่างผม

ความรู้สึกที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนตั้งแต่ถูกสร้างขึ้นมา

ขอบคุณ…

หลังจากนั้น สติของผมก็ดับวูบไปในที่สุด

โลกทั้งใบของผมกลายเป็นสีดำอย่างแท้จริง

……..

 

จบแล้วววฟฟฟฟฟฟฟฟ เป็นกาวที่คิดขึ้นมาได้ตอนง่วงๆค่ะ เลยออกมาเป็นแบบนี้ งงๆมึนๆดี ส่วนเรื่องแพร์ริ่ง….ก่อนเขียนเราตั้งใจว่าจะเขียนคู่นี้ค่ะ แล้วก็ตั้งใจจะเขียนเรื่องของคารามัตสึตัวปลอมด้วย จากการมโนฟิคที่ผ่านๆมา เราว่าเราหลงรักตัวปลอมคนนี้ไปแล้วแงงง555555 ก็เลยกลายเป็นโอโซคารา(ตัวปลอม)ไปแบบงงๆ ซึ่งคาราตัวปลอมก็คือด้านมืดของคารานั่นล่ะค่ะ เหมือนเป็นกลุ่มก้อนแห่งความทุกข์ใจที่เยอะมากจนเก็บไว้กับตัวไม่ได้เลยต้องสร้างตัวตนที่เป็นถังขยะขึ้นมารองรับเอาไว้ ไม่งั้นคาราตัวจริงจะทนไม่ไหว เอาจริงๆตอนแรกไม่ได้คิดเอาไว้ว่าคนอื่นก็มองเห็นตัวปลอมได้ด้วย เราวางพล็อตตอนแรกๆเอาไว้ว่า ตัวปลอมเนี่ย ให้คารามัตสึเห็นอยู่คนเดียวดีกว่า แต่พออยากเห็นคาราดาร์กๆอาละวาดใส่พี่น้องแก้แค้นคนที่ตัวเองเกลียดแล้วก็ถูกตัวจริงทำร้ายก็แบบ อา…น่าสนดีจัง ทำร้ายตัวปลอมอีกสิแฮ่กๆๆ(…) กลายเป็นแบบนี้ไปเลยค่ะ

และประเด็นสำคัญที่สุดของแพร์ริ่งนี้ก็คืออยากเห็นตัวปลอมถูกปลอบค่ะ คาราตัวปลอมก็ในสายตาเราคือเหมือนเด็กดื้อ ไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่เพราะมีแต่ความรู้สึกด้านลบเต็มไปหมด ถ้าได้พี่ใหญ่มาสยบก็คงจะก๊าวน่าดู ทั้งหมดที่เล่ามายาวๆก็คือที่มาของฟิคนี้ค่ะแงงง555555 กาวล้วนๆไม่มีอะไรผสม)

Osomatsu-San FanFiction [ Matsuno Karamatsu x Matsuno Karamatsu ] ‘ไม่ต้องการ’

Osomatsu-San FanFiction

Matsuno Karamatsu x Matsuno Karamatsu

(เอาจากที่เคยเวิ่นในลิงค์นี้ https://twishort.com/WEMjc มาลงค่ะ  ถ้าได้อ่านอันนี้ https://twishort.com/UeMjc มาก่อนก็น่าจะเข้าใจเรื่องมากขึ้น)

__________________

‘ไม่ต้องการ’

…….

คารามัตสึวางกระจกลง ผมได้ยินเสียงของมันกระทบกับโต๊ะไม้เบาๆ

‘ไม่มีใครอยู่ นายออกมาได้’

เขามักจะพูดออกมาอย่างนั้น ปล่อยให้ตัวตนของผมที่ถูกกักขังอยู่ในกระจกได้ออกมาสูดอากาศของโลกที่ไม่คุ้นเคย ทว่า วันนี้เขากลับทำหน้าประหลาด ไม่มีคำพูดดังกล่าวหลุดออกมาจากปาก

มีแต่เพียงคำพูดที่ทำให้คารามัตสึที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างผมรู้สึกเจ็บปวด…

“ขอโทษนะ แต่ฉันไม่ต้องการนายอีกต่อไปแล้ว”

คารามัตสึคนหนึ่งยิ้มอย่างปลอดโปร่ง ทว่า คารามัตสึอีกคนที่อยู่ในกระจกกลับน้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้

‘ถ้านายต้องการฉันเมื่อไหร่ ฉัน…จะรีบกลับมา’

“…คงไม่มีวันนั้นอีกแล้ว”

‘…นั่นสินะ’ ผมพยักหน้า รู้สึกได้ว่าตัวตนของผมเริ่มกลายเป็นเพียงตัวตนที่เลือนราง และอีกไม่นานก็คงสลายหายไปในไม่ช้า ถ้าหากว่าไม่เป็นที่ต้องการของผู้สร้างอีกต่อไป

ดูท่าว่า…คารามัตสึคงไม่ต้องการผมแล้วจริงๆ

ดีจังเลย เข้มแข็งขึ้นแล้วสินะ คารามัตสึ..ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่ดี แต่ทำไมถึงได้เจ็บปวดเหลือเกิน…

“ขอบคุณสำหรับทุกๆเรื่องที่ผ่านมานะ”

‘….’

ตัวตนของผมถูกสร้างขึ้นมาจากความเหงา ความเศร้า ความเจ็บปวดของคารามัตสึ การที่เขาปฏิเสธตัวตนของผม แปลว่าเขากำลังมีความสุข

มีความสุขที่พวกบ้านมัตสึโนะหันมาสนใจตัวเองมากกว่าเดิม

เขาไม่ต้องการคำปลอบโยนจากผมอีกต่อไปแล้ว สิ่งเหล่านั้นที่มอบความสุขให้เขาได้เพียงแค่ชั่วคราวนั้นไม่จำเป็นสำหรับคารามัตสึอีกต่อไป

ผมยิ้มออกมาอย่างเจ็บปวด น้ำตายังคงไม่หยุดไหล ตัวตนที่ได้รับเริ่มสลายหายไปกลายเป็นแค่ละอองแสง

‘ลาก่อน’

ละอองแสงหายไปในที่สุด

จากนั้น…ผมก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเลย

……..

 

Osomatsu-San FanFiction [ Matsuno Karamatsu x Matsuno Karamatsu ] ‘คารามัตสึอีกคนหนึ่ง’

Osomatsu-San FanFiction

Matsuno Karamatsu x Matsuno Karamatsu

(เอาจากที่เคยเวิ่นในลิงค์นี้ https://twishort.com/UeMjc มาลงค่ะ)

__________________

 

‘คารามัตสึอีกคนหนึ่ง’

…..

คารามัตสึวางกระจกลง ผมได้ยินเสียงของมันกระทบกับโต๊ะไม้เบาๆ

“ไม่มีใครอยู่ นายออกมาได้”

ทันทีที่คารามัตสึเอ่ยอนุญาต ผมก็เริ่มขยับตัวอย่างเป็นอิสระ ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบท่าทางของเขาตบตาคนอื่นอีกต่อไป

ตัวผมในชุดฮู้ดน้ำเงินหลับตาลง เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเองออกมาจากกระจกได้แล้ว ดังเช่นที่ผ่านๆมา

ชื่อของผมคือคารามัตสึ

คารามัตสึที่เกิดจากคารามัตสึตัวต้นแบบ

ไม่มีใครเข้าใจตัวตนของคารามัตสึได้ดีเท่ากับตัวคารามัตสึเอง เพราะตัวต้นแบบเอาแต่คิดอย่างนั้น สุดท้ายแล้ว ตัวตนของผมจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา

ถือกำเนิดขึ้นมาจากความปรารถนาอันแรงกล้าที่ต้องการจะมีใครสักคนเข้าใจ ใครสักคนที่สามารถอยู่ด้วยกันแล้วไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากาก…

คนที่เข้าใจคารามัตสึมากที่สุด ก็คือคารามัตสึ

คนที่เห็นค่าของคารามัตสึ ก็คือคารามัตสึ

และเพราะอย่างนี้นี่เอง คารามัตสึจึงพกกระจกติดตัวตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่หน้ากากของเขาเริ่มมีรอยร้าว เขาจะหยิบกระจกขึ้นมา ส่องดูใบหน้าของผมที่กำลังส่งยิ้มปลอบใจให้เขา

‘นายเข้าใจฉันใช่ไหม’ สายตาของเขาสื่อคำพูดออกมาเช่นนั้น

‘ใช่ นายก็คือฉัน ฉันก็คือนาย พวกเราสนิทกันที่สุดแล้วนี่’ ผมตอบ

‘นั่นสินะ…’

‘อย่าเศร้าไปเลย ไม่ว่ายังไง นายยังมีฉัน ฉันไม่เคยทิ้งนาย เรื่องนั้นนายรู้ดีที่สุด’ ผมเอ่ยปลอบ หลังจากนั้น รอยยิ้มของเขาก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง

พร้อมๆกับหน้ากากใบเดิมที่ได้รับการซ่อมแซม

‘คารามัตสึเนี่ย พอส่องกระจกทีไรก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตลอดเลยนะ’ คำพูดนี้เป็นของพี่ใหญ่ในบรรดาแฝดหก มัตสึโนะ โอโซมัตสึ

‘น่าขยะแขยง…’ ส่วนคำพูดนี้เป็นของมัตสึโนะ อิจิมัตสึ น้องชายที่ต่อให้ทำร้ายคารามัตสึมากเท่าไหร่ คารามัตสึก็ไม่เคยเกลียดอีกฝ่ายลงเลยสักครั้ง

ในขณะที่ผม…คารามัตสึที่อยู่ในกระจกนั้นทั้งโกรธทั้งเกลียดหมอนั่น…เกลียดที่บังอาจมาทำร้ายคารามัตสึของผม

นี่อาจเป็นเพียงเรื่องเดียวที่ผมไม่เข้าใจเขา แต่ก็ไม่เคยพูดออกมาให้เขาได้ยิน เพราะกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นเหมือนกับคนอื่นๆที่ไม่เข้าใจในตัวของคารามัตสึ…

ผมต้องไม่เหมือนกับคนอื่น คนอื่นที่เห็นแต่เพียงหน้ากากของคารามัตสึ

“….”

ผมหยุดคิดเรื่องในอดีต ลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อย

“รู้เหตุผลที่ฉันเรียกนายออกมาใช่ไหม”

พอถูกคารามัตสึถามผมก็พยักหน้า

“รู้สิ คิดว่าฉันเป็นใครกัน”

ผมยิ้มบางๆ เดินเข้าไปใกล้ๆอีกฝ่ายแล้วนั่งลง อ้าแขนกว้างๆ เซไปข้างหลังเล็กน้อยเมื่อร่างของคนฮู้ดน้ำเงินพุ่งเข้ากอด

ผมกอดเขาตอบ ลูบหัวลูบหลังของเขาเบาๆ

“รู้สึกดีจัง” คารามัตสึพึมพำเบาๆ ซุกหน้าลงกับอกของผม ผมหัวเราะ ไม่เอ่ยเอื้อนคำพูดอะไรออกมา ได้แต่กอดร่างของเขาไว้อย่างอ่อนโยน

ตัวตนของเขาอาจจะว่างเปล่าในสายตาของคนอื่น แต่ในสายตาของผม

ในสายตาของคนที่ได้แต่เฝ้ามองความทุกข์ใจของคารามัตสึ

เขาคือตัวตนเพียงหนึ่งเดียวที่ผมอยากปกป้อง

ตัวตนเพียงหนึ่งเดียวที่ผมรัก

……

Dàomù bǐjì Drabble [ เซี่ยอวี่ฮัว x เฮยเสียจื่อ ] ‘ซานต้าหรือซาตาน?’

Dàomù bǐjì Drabble

Xiè yǔ huā x Hēi xiā zi (ฮัวเฮย)

‘ซานต้าหรือซาตาน?’

 

….

 

“เฮยเสียจื่อ คืนนี้นายอยากให้ฉันเป็นซานต้า นำพาความสุขมาให้นาย หรืออยากให้เป็นซาตาน มอบความเจ็บปวดให้นายดีล่ะ?”

 

พอถูกคุณชายเอ่ยถามออกมาเช่นนั้น ผมนิ่งคิดไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยคำตอบออกมาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า

 

“ผมอยากให้คุณชายเป็นคุณชาย ทำตามที่คุณชายต้องการเถอะครับ มาถามผมก่อนแบบนี้ไม่สมกับเป็นคุณเลย”

 

“ก็ได้ วันนี้วันคริสต์มาส ฉันจะเป็นซานต้าให้นายหนึ่งคืน” คุณชายเอ่ยด้วยน้ำเสียงพึงพอใจพลางปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของผมออกอย่างนิ่มนวล ถึงแม้บุคลิกภายนอกของผมตอนนี้นั้นจะดูสงบเสงี่ยม แต่ในใจนั้นกระโดดโลดเต้นดีใจยิ่งกว่าถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลที่หนึ่ง

 

คำถามของคุณชายก่อนหน้านี้ไม่ต่างอะไรไปจากเกมวัดดวง ถ้าหากผมตอบไปตามตรงว่าขอให้เขาเป็นซานต้า เขาก็จะเป็นซาตาน หรือจะตอบว่าเขาเป็นซาตาน เขาก็จะเป็นซาตานอยู่ดี ดังนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องตอบให้ดูดีไว้ก่อน ตอบให้เขาพอใจ เมื่อเขาอารมณ์ดี ผมก็จะปลอดภัย ผมเชื่อเช่นนั้น

 

ทว่า

 

สุดท้ายแล้วคุณชายก็เอ่ยกับผมว่า ‘ล้อเล่น’ จากนั้นก็ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิมมากนัก ผมลุกไม่ขึ้นเหมือนๆกับทุกครั้งที่ผ่านมา

 

ไม่ว่าจะตอบอะไรออกไปก็ล้วนเปล่าประโยชน์ทั้งสิ้น

 

เพราะซานต้าไม่มีอยู่จริง

 

………