ลืม?

‘ลืม?’

By ; NightyNox

….

นับเป็นเวลานานแล้วที่มินตรานั่งอยู่ในร้านกาแฟเล็กๆแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าของหญิงสาวมีเพียงแก้วพลาสติกทรงสูงที่มีหยดน้ำเกาะรอบแก้ว ของเหลวภายในแก้วถูกผสมเข้ากับก้อนน้ำแข็งที่ละลายไปเรียบร้อยแล้วจนรสชาติผิดเพี้ยนไปหมด

เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนยาวประบ่าใช้นิ้วชี้เขี่ยๆวงน้ำบนโต๊ะที่เกิดจากการละลายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยกข้อมือข้างซ้ายขึ้นมาดูเวลา

18.30 นาฬิกา สายไปหนึ่งชั่วโมง ทว่า อัศวิน…คนรักของเธอยังไม่แม้แต่จะติดต่อมา

“ไม่ใช่ว่าวินลืมไปแล้วหรอกนะ…” หญิงสาวในชุดเดรสตัวเก่งบนพึมพำด้วยน้ำเสียงน้อยใจ วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ ชายหนุ่มจึงเสนอให้มาฉลองกันที่ร้านกาแฟเล็กๆซึ่งเป็นร้านที่พวกเขาเจอกันเป็นครั้งแรก มินตราดีใจมากที่อีกฝ่ายจำเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ได้ อัศวินเป็นคนช่างเอาใจใส่ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะทำงานคนละที่กันแต่ชายหนุ่มจำตารางเวลาของเธอได้ขึ้นใจ คอยไปรับไปส่งและส่งข้าวส่งน้ำให้เสมอยามที่เธอต้องทำงานล่วงเวลา ทั้งๆที่งานของเขาเองก็หนักไม่แพ้กัน

แต่ในตอนนี้ เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของมินตรานั้นว่างเปล่า อัศวินยังคงไม่มา บางทีเธอคงต้องรอเก้อ…

เขาอาจจะมีงานด่วนที่สำคัญกว่าเธอให้จัดการ หรือบางที…เขาอาจจะลืมไปแล้วว่าได้นัดเธอไว้…

มินตราหยิบสมารท์โฟนสีขาวของเธอออกมา ตัดสินใจจะกดโทรหาอัศวินอีกครั้งหลัง หลังจากที่โทรไปครั้งแรกแฟนหนุ่มของเธอนั้นบอกว่าตัวเขากำลังจะออกจากบริษัท ทว่า ทันทีที่เสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นพร้อมๆกับเสียงต้อนรับของพนักงานสาว มินตราวางสมาร์ทโฟนลงก่อนจะหันขวับไปมองผู้มาเยือนอย่างคาดหวัง ลูกค้าคนใหม่ของร้านเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบกลางๆในชุดสูทสีดำเนื้อดี เขามีส่วนสูงเฉียด180เซนติเมตร มีเรือนผมสีดำยาวระต้นคอ นัยน์ตาเรียวสีเทาทอประกายหลังเลนส์แว่น เขาเดินตรงเข้ามาหาเธอที่โต๊ะพร้อมกับร้อยยิ้มบางๆบนใบหน้าหล่อเหลา

ทว่า เขาไม่ใช่อัศวิน

“คุณมินตราหรือเปล่าครับ”

“อ๊ะ ค่ะ…” หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างงุนงง

“ผมชื่อเมฆา ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” ชายหนุ่มสวมแว่นยิ้มให้หญิงสาวอย่างสุภาพก่อนจะลากเก้าอี้ว่างๆจากโต๊ะอีกตัวหนึ่งมานั่ง ปล่อยให้เก้าอี้ที่ควรจะเป็นของอัศวินยังคงว่างอยู่อย่างนั้น

“คุณกำลังรอคุณ– รอวินอยู่สินะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถาม มินตรามองเมฆาตั้งแต่หัวจรดเท้า เธอรอให้เขาหันไปสั่งชาร้อนหนึ่งถ้วยกับพนักงานเรียบร้อยก่อนแล้วจึงค่อยถามออกไปอย่างใคร่รู้

“คุณเมฆาเป็นเพื่อนกับวินเหรอคะ แล้วตอนนี้วินเขา…”

“…ครับ ผมเป็นเพื่อนของเขา วินเขาฝากผมมาบอกคุณว่าเขาขอโทษที่ทำให้คุณไม่เห็นหน้าเขาในวันนี้ แล้วก็ฝากผมมาอวยพรคุณครับ” ชายหนุ่มว่าก่อนจะหันไปขอบคุณพนักงานที่นำชามาเสิรฟ์ เมฆายกชาขึ้นจิบครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มให้คู่สนทนา

” ‘ขอให้มินมีความสุขมากๆนะ วินรักมินเสมอ ดูแลตัวเองดีๆนะ’ เขาว่ามาอย่างนี้ครับ”

หญิงสาวนิ่งเงียบไปก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ

“เขาลืมนัดใช่มั้ยคะ เขาคงเพิ่งนึกได้ตอนที่ฉันโทรไปตามครั้งแรก…”

“อืม…. คุณมินตราครับ คุณชอบฟังนิทานจีนไหม?” เมฆาพยายามหลีกเลี่ยงการตอบคำถามที่ถูกตั้งขึ้นด้วยความน้อยใจของหญิงสาว ชายหนุ่มรู้ว่าเธอคงไม่ชอบใจที่เขาเปลี่ยนประเด็น แต่อย่างน้อยเพื่อรักษามารยาท มินตรายอมตอบเขาในที่สุด

“…ฉันไม่ค่อยได้ฟังนิทานเท่าไหร่ค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นผมจะเล่านิทานเรื่องนึงให้คุณฟังนะครับ เป็นเรื่องของพ่อค้าแซ่ฟั่นกับบัณฑิตแซ่จางที่ผมเคยฟังมาอีกที” ชายหนุ่มยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้งก่อนจะเริ่มต้นเล่านิทานให้อีกฝ่ายฟังอย่างย่อๆ

“ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มต้นมาจากพ่อค้าเดินทางไปสอบรับราชการที่เมืองหลวง แต่ก่อนสอบพ่อค้าไม่สบาย แล้วก็ได้บัณฑิตอายุน้อยกว่าที่แวะพักที่เดียวกันช่วยดูแลจนหายป่วย ถึงแม้ทั้งสองคนจะพลาดสอบ แต่สุดท้ายพวกเขาก็กลายเป็นเพื่อนกัน และออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยกันเป็นเวลาครึ่งปี” เมฆาขยับแว่นเล็กน้อยขณะมองมินตราที่เริ่มให้ความสนใจกับเรื่องเล่าของตน เขายิ้มบางๆอย่างพึงพอใจก่อนจะเริ่มเล่าต่อไป

“ก่อนจากกัน บัณฑิตชวนพ่อค้าไปเที่ยวที่บ้าน แล้วบอกว่าจะทำอาหารเตรียมต้อนรับอย่างดี พ่อค้าก็ตกปากรับคำ ซึ่งบัณฑิตมั่นใจมากว่าพ่อค้าจะต้องมาแน่ๆ เพราะพ่อค้าเป็นคนรักษาสัญญา”

มินตราเริ่มรู้สึกเอะใจเล็กน้อยกับนิทานของอีกฝ่าย ในขณะที่เธอรออัศวิน บัณฑิตแซ่จางเองก็รอพ่อค้าแซ่ฟั่นอยู่เช่นกัน

“บัณฑิตรอพ่อค้าจนหัวค่ำ ในที่สุดพ่อค้าก็มาเยี่ยมตามสัญญาทั้งๆที่อยู่ห่างกันถึงพันลี้ พวกเขาพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่ทว่า พ่อค้ากลับไม่แตะต้องอาหารใดๆบนโต๊ะเลย จนกระทั่งถึงเวลาที่ต้องจากกัน พ่อค้าจึงยอมบอกเหตุผลของตนกับบัณฑิต”

“พ่อค้าเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่เขาแต่งงานมีครอบครัว เขาก็ทำงานค้าขายเสียจนเพลิน พอรู้ตัวอีกทีก็ถึงเวลาที่นัดกับบัณฑิตแล้ว แต่ด้วยความที่อยู่ห่างกันพันลี้ เขามั่นใจว่าตนนั้นมาไม่ทันตามนัดแน่ๆ แต่ว่า ถึงอย่างนั้นพ่อค้าก็ไม่ยอมผิดคำพูด เขารู้ว่าคนธรรมดาไม่อาจเดินทางวันละพันลี้ได้ แต่วิญญาณทำได้… เขาจึงฆ่าตัวตายแล้วเดินทางมาตามนัดได้ทัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาไม่แตะต้องอาหารเลย ก็เพราะว่าวิญญาณกินอาหารไม่ได้นั่นเอง”

“………..” มินตรากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอกับการกระทำของพ่อค้า เมื่อเห็นสีหน้าอึ้งๆของหญิงสาว ชายหนุ่มยิ้มบางๆอย่างเข้าใจในความรู้สึกของอีกฝ่าย เขาเอ่ยปากเล่าตอนจบของนิทานเรื่องนี้ต่อไป

“หลังจากที่พ่อค้าเฉลยทุกอย่างให้บัณฑิตฟังแล้วก็ฝากให้บัณฑิตไปเคารพศพตน ก่อนจะหายตัวไป บัณฑิตรีบออกเดินทางทันที พอไปถึงก็พบว่าครอบครัวของพ่อค้ากำลังจัดงานศพให้พ่อค้าอยู่ บัณฑิตหนุ่มร้องห่มร้องไห้ หลังจากที่มอบเงินให้ภรรยาของพ่อค้าเรียบร้อย เขาก็ฆ่าตัวตายตาม”

“……”

“น่าเสียดายที่ชีวิตจริงไม่เหมือนในนิทาน…” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง แต่หญิงสาวนึกว่าเขาพูดกับเธอ

“นั่นสิคะ…บางที คนที่รักษาคำพูดแบบนั้นคงไม่มีอยู่จริง”

“……คนที่รักษาสัญญาด้วยวิธีสุดโต่งอย่างนั้นผมก็ไม่อยากให้มีอยู่จริงหรอกครับ” เมฆาหัวเราะเบาๆ ตั้งใจจะอธิบายว่าเขาไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกไป

เรื่องบางเรื่องมันก็มีกฎของมันอยู่ว่าควรพูดออกไปหรือไม่…

“นี่ก็เย็นมากแล้ว ผมว่าคุณควรกลับบ้านได้แล้วนะครับ อ้อ ส่วนกาแฟแก้วนั้นเดี๋ยวผมเลี้ยงเอง”

“อ๊ะ ไม่เป็นไรค่ะ ฉัน…”

“ไม่เป็นไรครับ ถือซะว่าแฟนคุณสั่งผมมาแล้วกัน” ชายหนุ่มยิ้มบางๆ หญิงสาวเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะส่งยิ้มจางๆให้เขาพร้อมกับเอ่ยคำขอบคุณ

“ถ้าจะตอบแทนล่ะก็ สัญญากับผมมาเรื่องนึงก็พอครับ”

“คะ?”

“อย่าทำตัวเหมือนบัณฑิตจาง ชีวิตคุณมีค่ายิ่งกว่านั้น ผมว่าวินคงไม่ชอบใจหรอก ดีไม่ดีคงจะโกรธคุณมากๆด้วย”

“เอ๋?”

“…ช่างเถอะครับ ลาก่อน คุณมินตรา”

ชายหนุ่มส่งยิ้มสุภาพให้อีกฝ่าย มองส่งแผ่นหลังบอบบางในชุดเดรสสีครีมที่เดินออกจากร้านไปเรียบร้อยแล้ว เสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งค่อยๆเบาลง เมฆาถอนหายใจออกมา นัยน์ตาสีเทาหลังเลนส์แว่นเหลือบมองเก้าอี้ที่มินตรามองเห็นว่าว่างเปล่า แต่ตัวเขานั้นกลับเห็นว่ามีใครบางคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น

ชายที่ชื่อว่าอัศวินนั่งเหม่อมองประตูร้านกาแฟ เสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาถูกย้อมไปด้วยเลือดสีแดงสด ระบบอวัยวะภายในร่างกายล้วนพังทลาย เรือนผมสีดำของเขาเต็มไปด้วยเลือด…ไม่ว่าจะส่วนไหนของร่างก็เต็มไปด้วยของเหลวสีแดงสดทั้งสิ้น

เสียงเล่าข่าวดังลอดออกมาจากโทรทัศน์เครื่องเล็ก ข่าวอุบัติเหตุรถหรูของลูกนักการเมืองขับชนพนักงานบริษัทเสียชีวิตคาที่ลอยมาเข้าหูของเมฆา ชายหนุ่มเอ่ยเบาๆกับวิญญาณที่นั่งนิ่งอยู่ข้างๆ

“…น่าเสียดายนะครับที่คนเป็นกับคนตายต้องอยู่คนละโลก ไม่เป็นเหมือนในนิทานที่ได้พูดคุยกัน”

“ที่คุณบ่นตอนนั้นคือเรื่องนี้เองเหรอ คุณยมทูต”

“ครับ น่าเสียดายจริงๆ”

ยุคสมัยเปลี่ยนไป กฎของยมโลกก็เปลี่ยนไปเช่นกัน จากที่เคยหย่อนยานจนวิญญาณสามารถเชื่อมต่อกับคนเป็นได้ กลับกลายเป็นว่าสองโลกนี้ต้องถูกแยกออกจากกันให้ได้มากที่สุด

“ที่น่าเสียดายอีกอย่างก็คือ หลังจากที่ได้รับการตัดสินจากท่านมัจจุราช คุณก็จะลืมเธอไป”

“แต่เธอยังไม่ลืมผมนี่คุณยมทูต คุณพาวิญญาณของผมไปได้ แต่ไม่มีทางพาตัวผมที่อยู่ในความทรงจำของเธอไปได้หรอก”

“นั่นสินะครับ” ยมทูตหนุ่มลุกขึ้นยืน เขาเดินไปจ่ายเงินค่าเครื่องดื่มกับพนักงานที่เคานท์เตอร์ก่อนจะผลักประตูเพื่อออกจากร้าน ท่ามกลางเสียงกระดิ่งที่ดังกรุ๊งกริ๊ง เมฆาเอ่ยกับอัศวินที่ลอยตามหลังตนมาติดๆ

“แต่จำไว้หน่อยก็ดีนะครับคุณอัศวิน คำว่าตลอดไปน่ะ มันเกิดขึ้นได้ยากอยู่เหมือนกัน”

“ผมจะพยายามจำคำพูดคุณไว้ครับ แต่คงจะยากเพราะอีกไม่นานพอไปเกิดใหม่ผมก็คงลืมแล้ว” วิญญาณหนุ่มว่าพลางยักคิ้วกวน

“ยมโลกมีกฎว่าห้ามทำร้ายวิญญาณ แต่ตอนนี้ผมชักอยากจะลืมกฎข้อนั้นไปซะแล้วสิ” ยมทูตหนุ่มหัวเราะเบาๆ อัศวินยิ้มเผล่อยู่ได้ครู่หนึ่งเขาก็หยุดยิ้ม ร่างเฉียด190เซนติเมตรของอัศวินค่อยๆเคลื่อนไหวมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของเมฆา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเต็มไปด้วยความจริงจัง

“คุณยมทูต สมมติว่าถ้าถึงวันที่ทุกคนบนโลกลืมผมไปหมดแล้วล่ะก็ คุณช่วยจำผมให้ได้หน่อยสิ พอคิดตามคำพูดของคุณแล้ว ผมก็รู้สึกเหงาขึ้นมา…”

นานๆทีจะได้เจอวิญญาณที่ยอมรับความตายของตัวเองได้อย่างง่ายดาย แถมยังขอแค่ให้ตัวเองได้ไปตามนัดแม้ว่าฝั่งคนเป็นจะไม่รู้ก็ตาม และยังกล้ากวนโอ๊ย กล้าขอคำขอร้องประหลาดๆกับยมทูตอีก

…..ถึงแม้จะไม่ใช่ตลอดไปหรือตลอดกาล แต่ตลอดช่วงที่อายุขัยของเขายังไม่หมดสิ้นลง เมฆาตัดสินใจแล้ว

“ตกลงครับ วิญญาณอย่างคุณผมจำหน้าได้ยันวันสิ้นอายุขัยแน่ๆ”

พอได้ยินอย่างนั้นวิญญาณหนุ่มก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ อัศวินเอ่ยออกมาเบาๆ

“ขอบคุณ…”
…………
ณ ยมโลก

ยมทูตหนุ่มมองใบภารกิจที่มีใบหน้าของวิญญาณเป้าหมายที่ต้องไปเชิญตัวมายังยมโลกในมือ เมฆาดันแว่นเล็กน้อย คิดอะไรในใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมา

“อ้าว เมฆา! จะไปทำงานแล้วเหรอ ขอดูใบภารกิจหน่อยสิว่าไปที่เดียวกันรึเปล่า จะได้ไปด้วยกัน” เสียงร้องทักอันแสนจะเริงร่าของอัศวินนำหน้ามาก่อน ตามด้วยแขนแกร่งที่โอบไหล่คนตัวเตี้ยกว่าอย่างคุ้นชิน

“หวา คนละที่แฮะ แย่จัง” อัศวินที่ตอนนี้กลายเป็นยมทูตไปแล้วมองใบภารกิจของอีกฝ่ายแล้วส่ายหน้าไปมา เมฆาเหลือบมองคนตัวโตก่อนจะผละออกจากวงแขนแกร่ง

“…คราวนี้ผมอยากให้คุณไปด้วย ช่วยเสียเวลาไปทำงานเป็นเพื่อนผมหน่อยได้มั้ยล่ะครับ”

“เอ๊ะ? จริงเหรอ?! นายไม่สบายหรือไง ไม่สิ ยมทูตนี่ไม่สบายได้ด้วย?” ยมทูตมือใหม่เอียงคอสงสัย

“เปล่าครับ ก็แค่คิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นเธอคงจะดีใจน่ะ” คนสวมแว่นยิ้มบางๆ ปล่อยให้อัศวินทำหน้างุนงงไปพักใหญ่ เมฆาไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายจำมินตราไม่ได้ เพราะตัวเขาเองก็จำอดีตชาติของตนไม่ได้เช่นกัน การเป็นยมทูตก็ถือเป็นการเกิดใหม่ ดังนั้นความทรงจำในชาติที่แล้วจึงถูกลบออกไป ทว่า ยมทูตนั้นแตกต่างจากมนุษย์ มนุษย์เมื่อเกิดใหม่นั่นได้รับชื่อใหม่ ชีวิตใหม่ รูปลักษณ์ใหม่ แต่รูปลักษณ์ของยมทูตนั้นยังคงเดิม ชื่อเองก็เช่นกัน มีแต่เพียงความทรงจำในชาติก่อนเท่านั้นที่หายไป

“เดี๋ยวซี่ หมายความว่าไงน่ะ เฮ้! เมฆา รอฉันด้วยย!!”

หนึ่งยมทูตวิ่งตามหลังคู่สนทนาไป ในขณะที่อีกหนึ่งยมทูตยิ้มบางๆ ใบหน้าหญิงสาวคนรักของอัศวินในชาติที่แล้วบนใบภารกิจปรากฏขึ้นในหัวอย่างเด่นชัด เมฆานึกดีใจที่เธอไม่ได้ตายเพราะฆ่าตัวตายตามอัศวิน แต่ตายเพราะสิ้นอายุขัยธรรมดา เขาเคยแอบเป็นห่วงอยู่เหมือนกันว่ามินตราจะคิดสั้นเหมือนกับบัณฑิตแซ่จางในนิทานที่เขาเคยเล่าให้เธอฟังหรือไม่ แล้วก็โชคดีที่ไม่เป็นเช่นนั้น

มีไม่กี่กรณีที่มนุษย์จะได้พบเจอกันอีกครั้งหลังจากที่เสียชีวิตแล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังมีความทรงจำของอีกฝ่ายอยู่ ในเมื่อมีเรื่องบังเอิญอย่างนี้เกิดขึ้น เมฆาก็อยากให้พวกเขาได้เจอกัน แม้จะมีทั้งฝ่ายที่จำได้และฝ่ายที่จำไม่ได้ก็ตาม

ถ้ามินตรายังไม่ลืม เธอต้องดีใจแน่ๆเมื่อได้เห็นคนรักของเธออีกครั้ง

เมฆาได้แต่หวัง

หวังว่าอัศวินจะยังอยู่ในใจของเธอ และไม่ถูกลืมไปตามกาลเวลา

ยมทูตได้แต่หวัง

หวังว่ามนุษย์จะไม่ขี้ลืม

………..

เรื่องสั้นตันชื่อเหมือนเดิมค่ะฮือออ555555 ความจริงจะทำส่งชมรม แต่รู้สึกมันกากๆยังไงก็ไม่รู้ ก็เลยช่างมันละกัน… เอาลงในนี้แทนดีกว่า

ปล. ขอบคุณข้อมูลนิทานจากคุณเบียร์ อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี ค่ะ จำได้ว่ากำลังส่องแท็กทีมสำริด (รึเปล่านะ) แล้วก็เจอแอคเคานท์นึงเมนชั่นคุณเบียร์ไปพ้อมกับติดแท็กนั้น พอดีตอนนั้นว่างๆก็เลยถือวิสาสะกดเข้าไปอ่านค่ะ ก็ปรากฏว่าเป็นนิทานเรื่องนี้นี่เอง เห็นว่าน่าสนใจดี ก็เลยเอามาเชื่อมกับหัวข้อ “ลืม” ที่ชมรมให้มาเขียน เชื่อมกันงงๆ สุดท้ายก็ออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s