Dàomù bǐjì FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x อู๋เสีย ] ‘ที่ดีๆ’

Dàomù bǐjì FanFiction

Hēi xiā zi x Wú Xié (เฮยเสีย)

‘ที่ดีๆ’

………………

ท่ามกลางความมืดของท้องฟ้ายามค่ำคืนในหังโจว สายลมอ่อนที่พัดผ่านร่างของผมเมื่อผนวกรวมกับภาพของตึกร้างโทรมๆเบื้องหน้านั้นสร้างความหวาดระแวงให้แก่ผมได้ในระดับหนึ่ง

“เนี่ยนะที่ดีๆที่นายบอก…” ผมหันไปถามชายหนุ่มชุดดำสวมแว่นกันแดดที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาพยักหน้าอย่างแข็งขัน ส่งยิ้มให้ผมอย่างร่าเริง

“ใช่แล้วครับนายน้อย เอาล่ะ เข้าไปข้างในกันเถอะ” ไม่พูดพร่ำทำเพลง เฮยเสียจื่อคว้ามือผมก่อนจะกึ่งลากกึ่งจูงผมให้เข้าไปในตึกด้วยกัน

พูดก็พูดเถอะ ตึกร้างเก่าๆโทรมๆแต่นี้ไม่ทำให้คนที่มีประสบการณ์ผ่านสุสานโบราณมาอย่างโชกโชนกลัวหรอก แต่ที่ผมกังวลก็คือเหตุผลที่นายแว่นดำพาผมมาที่นี่ต่างหาก…

คนดีๆที่ไหนจะพาคนรู้จักมาตึกร้างแบบนี้กัน เขาจะไม่ฆ่าหมกศพผมแล้วสวมรอยเป็นนายน้อยสามอู๋เสียแทนผมใช่ไหม…

ความทรงจำในช่วงเย็นวันนี้ผุดขึ้นมาในหัวสมอง เสียงของเฮยเสียจื่อลอยเข้ามาในร้านขายวัตถุโบราณที่เงียบเชียบไร้ลูกค้า

‘นายน้อย ผมเจอที่ดีๆในหังโจวด้วยล่ะ ไปด้วยกันนะครับ’

ในตอนนั้น ผมที่กำลังยุ่งกับการเก็บสมุดบัญชีติดตัวแดงลงลิ้นชักโต๊ะทำงานเงยหน้าขึ้นมามองผู้มาเยือนเล็กน้อย

‘ถ้าเป็นทะเลสาบซีหูหรือว่าวัดหลิงอิ่นฉันไม่สนใจหรอกนะ’ ผมทำหน้าเอือมระอาตามประสาคนท้องที่ เฮยเสียจื่อหัวเราะเบาๆ เขาเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ

‘ไม่ใช่หรอกครับ เป็นที่ที่วิเศษกว่านั้นเยอะ นายน้อยเองก็ไม่น่าจะเคยไปด้วย’

พออีกฝ่ายพูดออกมาอย่างนั้น ศักดิ์ศรีของคนหังโจวอย่างผมที่หลับลึกอยู่ก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาทันที

‘ก็ได้’

รู้ตัวอีกที ผมก็ตกปากรับคำนายแว่นดำไปเสียแล้ว

สุดท้ายก็ดันถูกหลอกพามาในที่แปลกๆจนได้…

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ เบ้ปากไม่พอใจแต่ก็ยอมเดินตามเฮยเสียจื่อไปเรื่อยๆ ขึ้นบันไดไปเกือบสิบชั้นจนขาล้าไปหมด จนในที่สุด เขาก็พาผมมาถึงชั้นดาดฟ้าของตึกร้างนี้

“ถึงแล้วครับ”

“เนี่ยนะ? ที่ดีๆของนาย?” พอถูกผมถามเฮยเสียจื่อก็พยักหน้า

“ใช่แล้ว นายน้อยยังไม่เคยมาใช่มั้ยล่ะครับ”

“ไม่เคยหรอก พูดให้ถูกคือมันไม่ใช่ที่ดีๆที่ควรจะมาไม่ใช่รึไง” ผมกวาดตามองไปทั่วบริเวณดาดฟ้า มันเต็มไปด้วยฝุ่นและเศษปูน ดูเก่าและซอมซ่อไม่ต่างจากภายในตัวอาคารที่ผมเห็นระหว่างเดินขึ้นบันไดมา

“ฮึๆ ไม่หรอกครับ ที่นี่วิเศษจะตาย ก่อนอื่นนายน้อยต้องนอนลงบนพื้นครับ”

“หา? จะบ้ารึไง ก็เห็นว่าพื้นมันสกปรก—” ผมยังไม่ทันจะเถียงจบเฮยเสียจื่อก็เดินเข้ามาใกล้ผม มือหนาภายใต้ถุงมือหนังวางลงบนไหล่ผมทั้งสองข้าง เคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้ใบหูของผม เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน

“ขอร้องล่ะครับนายน้อย นอนลงเถอะนะ”

สัมผัสเบาๆจากลมหายใจอุ่นๆของอีกฝ่ายทำให้หัวใจของผมเต้นรัวเร็วไม่เป็นจังหวะ

ก…ใกล้เกินไปแล้ว!

“ก็ได้! แต่นายห้ามทำอะไรแปลกๆนะ!” ผมตวาดเสียงดัง เฮยเสียจื่อยอมผละมือจากไหล่ทั้งสองข้างของผม ผมนั่งลงบนพื้นปูนสีมอซอ ทำใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะล้มตัวนอนลงไป

เอาน่าอู๋เสีย แค่พื้นดาดฟ้าสกปรกเอง นายเคยนอนในสุสานมาแล้วไม่ใช่หรือไง

พอเห็นว่าผมนอนลงไปเรียบร้อยแล้ว เฮยเสียจื่อก็ล้มตัวนอนลงข้างๆ ผมหันไปมองเขาที่เหยียดกายนอนอย่างผ่อนคลายก่อนจะเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“นายคิดจะทำอะไรของนายกันแน่”

“ก็ชวนคุณมาที่ดีๆไงล่ะครับ เอ้า ไม่เชื่อลองมองขึ้นไปบนท้องฟ้าสิ”

ผมทำตามที่เฮยเสียจื่อบอก ท่ามกลางความมืดของผืนฟ้า ดวงดาวน้อยใหญ่ต่างส่องสว่างตัดกับสีดำบนฟ้า พวกมันบ้างกระจายตัว บ้างกระจุกตัว ตกแต่งท้องฟ้ายามค่ำคืนให้สวยงามชวนฝัน

เฮยเสียจื่อปล่อยให้ผมล่องลอยไปกับความงามของดวงดาวบนท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ

“สวยใช่มั้ยล่ะครับ”

“ฮื่อ เป็นที่ที่ดีจริงๆนั่นล่ะนะ” ผมยักยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ ความสวยของดวงดาวบนผืนฟ้าสีดำและความเงียบของสถานที่ทำให้ผมลืมความวุ่นวายของโลกภายนอกไปจนหมดสิ้น

“ฮะๆ ถ้านายน้อยชอบ ผมก็ดีใจ” เฮยเสียจื่อหัวเราะเบาๆ ผมหันหน้าไปมองอีกฝ่ายว่าจะขอบคุณเขาเสียหน่อยที่พามาดูดาวสวยๆ ทว่า แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนเป็นถามคำถามหนึ่งออกมาแทน

“นายสวมแว่นนั่นแล้วมองเห็นชัดหรือ”

เฮยเสียจื่อหันมามองผม ส่งยิ้มบางๆให้

“คุณเคยถามผมไปแล้วนี่ครับ”

“แต่ฉันคิดว่าแว่นกันแดดอาจทำให้นายมองเห็นดาวไม่ชัด ก็เลยถามอีกรอบ”

เฮยเสียจื่อไม่ตอบ นายแว่นดำหันมามองผม ถึงแม้จะสวมแว่นกันแดดบังไว้แต่ผมรู้สึกได้ว่าเขากำลังจ้องผมอยู่

“ผมเห็นชัดเลยล่ะครับ”

“เห็นความรักที่ผมมีให้คุณชัดแจ๋วเลย”

“…….” ผมถึงกับไปต่อไม่ถูกเมื่อได้ยินมุกเสี่ยวจากปากนายแว่นดำ พอตั้งสติได้ก็รีบส่งเสียงด่าอีกฝ่ายแก้เขิน

“นายแม่งบ้า นับดาวจนเมารึไง!”

“ไม่เมาดาว แต่เมารักได้มั้ยล่ะครับ” เฮยเสียจื่อยิ้มเผล่ ผมรู้สึกได้ว่าใบหน้าของตัวเองตอนนี้กำลังร้อนผ่าว นายแว่นดำมองหน้าผมแล้วได้แต่ยิ้มอย่างอารมณ์ดี

“…ฉันกลับล่ะ!”

“นายน้อยยย เดี๋ยวผมไปส่งครับ”

พอเฮยเสียจื่อเห็นผมลุกขึ้นยืนก็รีบยืนขึ้นบ้าง ผมตั้งใจจะหันไปด่าเขาอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากต่อว่าอีกฝ่าย ริมฝีปากของนายแว่นดำก็ประกบเข้ากับริมฝีปากของผมอย่างแผ่วเบา….

ราวกับโลกหยุดนิ่ง เข็มวินาทีหยุดเดิน ความอ่อนโยนของจุมพิตนั้นค่อยๆหลอมละลายหัวใจผมอย่างเชื่องช้า

บางที…สถานที่ที่ดีอาจไม่ใช่สถานที่ที่เงียบสงบเหมาะแก่การดูดาว

แต่เป็นสถานที่ที่ผมมีเขาอยู่ข้างกายต่างหากล่ะ…..

……..

อร่ากกกกกจบแหล่ววฮืออออออ55555555555 กลับมาแจวเรือต่อแล้วค่ะ หลังจากที่โดนดูดไปแฟนด้อมนู้นนี้นั้นมาตั้งนาน ไม่ได้เขียนฟิคมาพักนึงรู้สึกสกิลภาษาหายไปเยอะเลย จากที่เดิมทีก็ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว55555555555555555555555;__;555555555555555555 ยังไงก็ตาม ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบนะคะ//////

KnB AU FanFiction Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei ‘The Cupid’ (6) [END]

KnB AU FanFiction

Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei

‘The Cupid’ [END]

………

หมายเหตุ : ฟิคยาวเรื่องนี้เป็นฟิคยาวเรื่องแรก และเป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียน เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่พวกพี่คิโยชิ พี่ฮิวงะ และตัวละครทุกตัวในเรื่องโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เพื่อความสมจริง จึงจำเป็นต้องบิดนิสัยตัวละครไปบ้าง (โดยเฉพาะ อาโอมิเนะ) ที่สำคัญ ฟิคนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยจุดประสงค์หลักๆคือติดซีรี่ส์สืบสวน (The Mentalist) และอยากเห็นพี่ฮิวงะลุคเข้มๆ เชิ้ตขาวถกแขนเสื้อขึ้นถึงศอก เนกไทหลวมๆ ปลดกระดุมคอสองเม็ดบน มีเสื้อนอกพาดไหล่///__/// จึงทำให้พล็อตคดีอาจมีจุดบกพร่องไปบ้าง นอกจากนี้ การอัปเดตเนื้อเรื่องในแต่ละตอนที่อาจจะช้ามาก แงงงง ขออภัยมา ณ ที่นี้จริงๆค่ะ

……………

บทที่6

ฮิวงะเป็นฝ่ายแพ้

อิมะโยชิก้มหน้ามองเอกสารหลักฐานต่างๆที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะในร้านกาแฟแห่งหนึ่งใกล้สำนักงานตำรวจ ยกกาแฟร้อนขึ้นจิบเล็กน้อย

“นี่คือ…”

“หลักฐานที่บ่งบอกว่าคิโยชิคือฆาตกร แล้วนี่ก็บันทึกคำสารภาพของเขา” ฮิวงะว่าพลางวางเครื่องอัดเสียงลงบนโต๊ะ น้ำเสียงของชายหนุ่มนั้นราบเรียบ สงบเงียบอย่างน่าประหลาด

“หืม…”

“ผมเป็นคนบอกเองว่าจะเอาหลักฐานมาให้คุณดู ถึงตอนนั้นจะพูดไปเพราะอารมณ์ส่วนตัว จนลืมนึกไปเลยว่าจะซี้ซั้วเอาหลักฐานมาให้คนนอกดูไม่ได้ก็เถอะ แต่ในเมื่อผมพูดไปแล้ว ยังผมก็ต้องรักษาคำพูด”

“ถึงแม้ว่าผลลัพธ์จะตรงกันข้ามกับที่เธอพูดไว้น่ะเหรอ?”

“ครับ ถึงผลลัพธ์จะเป็นอย่างนี้ ถึงผมจะเป็นฝ่ายผิด แต่ยังไงความจริงที่ว่าคิโยชิเป็นฆาตกรตามที่คุณพูดมันก็เป็นเรื่องถูกต้อง ผมคิดว่าอย่างน้อยก็ควรจะมาขอโทษคุณ แล้วก็มาแจ้งผลของคดีให้คุณทราบด้วย”

“ซื่อตรงต่อหน้าที่จริงๆนะฮิวงะคุงเนี่ย” อิมะโยชิหัวเราะเบาๆ ฮิวงะถอนหายใจ รวบเอกสารทั้งหมดรวมทั้งเครื่องอัดเสียงเก็บใส่ซองสีน้ำตาลดังเดิม

“ผมทำในสิ่งที่ต้องทำ เรื่องมันก็เท่านั้น”

“ทั้งๆที่ฉันน่ะนะ แอบคิดเอาไว้ว่าถึงจะเป็นฮิวงะคุงก็เถอะ คนอย่างฮิวงะคุงถ้ารู้ว่าเพื่อนสนิทเป็นฆาตกรล่ะก็ คงพยายามหาทางช่วยเขา จนกระทั่งสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมา ไม่ก็พาเขาหนีไป อะไรทำนองนี้”

“ผมทำได้นะ แล้วก็อยากทำด้วย แต่ผมแยกแยะได้ ระหว่างเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงาน” ฮิวงะดื่มกาแฟเย็นของตนจนหมด คว้าข้าวของทุกอย่าง ทิ้งเงินค่ากาแฟในส่วนของตนวางทิ้งไว้บนโต๊ะก่อนจะลุกขึ้นยืนเตรียมเดินออกไปจากร้าน

“ถ้าอย่างนั้น ฮิวงะคุงที่คุยอยู่กับฉันตอนนี้กำลังคุยในฐานะอะไรล่ะ …..การที่ตำรวจเอาหลักฐานการจับกุมมาให้คนนอกดูมันผิดกฎไม่ใช่หรือไง คนที่ยึดติดับหน้าที่อย่างเธอไม่น่าจะทำอย่างนี้นะ” ทนายความหนุ่มวางแก้วกาแฟที่ว่างเปล่าลง ฮิวงะเหลือบมองเจ้าของคำถามเล็กน้อยก่อนจะหันหลังเดินจากไป ชายหนุ่มตอบคำถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่สามารถคาดเดาสีหน้าและความรู้สึกได้

“เป็นตำรวจ….ที่กำลังจะลาออกน่ะครับ”

“เพราะอย่างนั้น วินัยจะหย่อนยานหน่อยก็ไม่เป็นไรใช่มั้ยล่ะครับ อิมะโยชิซัง”

…….

ฮิวงะเคยมีความฝัน

เขาเคยฝันไว้ว่าอยากเป็นนักบาสเกตบอลมืออาชีพ

ทว่า เมื่อถูกคิโยชิสารภาพรัก ความฝันของฮิวงะก็ถูกโยนทิ้งไปทันที ทั้งๆที่วีรบุรุษผู้เคยกอบกู้ความฝันนั้นในช่วงที่เขาตัดสินใจเลิกเล่นบาสฯก็คือคิโยชิแท้ๆ…

อธิบายง่ายๆก็คือ เมื่อได้เจอกับคิโยชิ ได้กลับมาเล่นบาสฯกับพวกพ้อง ความฝันของฮิวงะที่หายไปช่วงหนึ่งก็ได้กลับคืนมา แต่เมื่อถูกสารภาพรัก ฮิวงะกลับโยนความฝันที่อุตส่าห์ได้คืนมานั้นทิ้งไปทันที

เพราะบาสเก็ตบอลคือสิ่งที่ทำให้ฮิวงะผู้ต้องการจะหนีจากคิโยชิ คิดถึงคิโยชิมากที่สุดนั่นเอง

‘จุนเปย์ ลูกคิดไว้หรือยังว่าอยากทำงานอะไร?’

พอถูกผู้เป็นแม่ถามออกไปเช่นนั้นฮิวงะเองก็ตอบไม่ถูก นอกจากนักบาสเก็ตบอลมืออาชีพที่วาดฝันไว้ตั้งแต่สมัยเด็ก เมื่อสูญเสียมันไปอีกครั้ง ฮิวงะก็ไม่เหลือความฝันอะไรให้ไล่ตามอีกต่อไปแล้ว

‘ไม่รู้สิแม่ แต่ถ้าเป็นอาชีพที่ได้ออกแรงและได้ช่วยเหลือคนก็คงดี’ ฮิวงะตอบออกไปจากใจจริง

‘อืม…ถ้าอย่างนั้นเป็นตำรวจไหมล่ะ เงินดีเชียวล่ะ ที่สำคัญ อย่างแกก็น่าจะเป็นตำรวจที่ดีได้’ ช่างตัดผมวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์มองหน้าลูกชาย ฮิวงะเหลือบมองผู้เป็นพ่อ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าช้าๆ

และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นอาชีพตำรวจของฮิวงะ

ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ความฝันแรกเริ่มเดิมที แต่สุดท้าย ฮิวงะก็มีความสุขกับมัน สนุกไปกับมัน ทุกข์ใจและเหน็ดเหนื่อยไปกับอาชีพนี้ อาชีพที่เขาผูกพัน…

“เสียดายเหมือนกัน แต่ก็คงต้องเป็นอย่างนี้ล่ะนะ” ฮิวงะถอนหายใจขณะที่เดินออกจากห้องของผู้บังคับบัญชา แน่นอนว่าการยื่นเรื่องลาออกของเขานั้นถูกอีกฝ่ายคัดค้าน แต่อดีตตำรวจก็ยืนกรานว่าจะขอลาออกให้ได้ เพราะชนวนที่ทำให้เกิดคดีกามเทพก็คือเขา ไม่ใช่ใครที่ไหน

เขาทำให้ผู้คนต้องตาย… ถึงแม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ถือว่าได้ทำลายชีวิตของคนบริสุทธิ์ไปแล้ว

‘….ต้องรับผิดชอบ’

ฮิวงะคิดเช่นนั้น

ฮิวงะวางเครื่องอัดเสียงลงบนโต๊ะทำงานที่เคยเป็นของเขา เหลือบมองสำนวนคดี หลักฐานและเอกสารที่ถูกจัดการให้เสร็จเรียบร้อยแล้ววางทิ้งไว้อยู่บนโต๊ะเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะตวัดสายตามองไปยังโต๊ะทำงานข้างๆที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งเงาร่างของรุ่นน้องเจ้าของโต๊ะ อาโอมิเนะไม่อยู่ที่นั่น บางทีเจ้าตัวคงกำลังไปเข้าห้องน้ำ หรือไปจัดการธุระเล็กๆน้อยๆ

…ดีแล้ว เขาไม่อยากบอกลาซ้ำสอง ยิ่งต้องบอกลากันต่อหน้ามันเป็นเรื่องที่พูดลำบาก ฮิวงะยิ้มบางๆที่มุมปาก ถอดเสื้อนอกพาดบ่าแล้วเดินออกไปจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างไม่รีบร้อน

อดีตตำรวจสืบสวนสอบสวนหันกลับไปมองที่ทำงานที่ตนคุ้นชินอยู่ครู่หนึ่ง นัยน์ตาสีเทาเข้มเจือไปด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ แต่ถึงกระนั้น นี่ก็เป็นเส้นทางที่เขาเลือกเดินแล้ว ฮิวงะหันหน้ากลับไปมองด้านหน้า สูดหายใจเข้าลึกๆพร้อมกับก้าวเดินอย่างมั่นใจ โดยไม่เหลียวกลับหลังมามองสถานที่แห่งนี้อีกเลย

……..

คิโยชินั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่บนม้านั่งตัวหนึ่งในสวนหลังเรือนจำ ชายหนุ่มวัยสามสิบปีในชุดเครื่องแบบนักโทษไม่มีท่าทีโกรธเคืองต่อโชคชะตาแต่อย่างใดที่ถูกฟ้าส่งเข้าคุก เขาเพียงแค่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมของตัวเองเงียบๆ ยอมรับและสำนึกผิดในสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไป

“เอ้า กาแฟเย็น” เสียงของผู้มาเยือนปลุกให้คิโยชิสะดุ้งตื่นจากห้วงแห่งความคิด ในขณะที่สมองกำลังมึนงง กาแฟเย็นกระป๋องหนึ่งก็ถูกยัดใส่อุ้งมือยักษ์อย่างหงุดหงิด

เสียงนี้…

คิโยชิหันขวับไปมองอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วจนคอแทบเคล็ด ชายคนหนึ่งยืนอยู่ในมุมย้อนแสง จึงทำให้เห็นใบหน้าของเขาได้ไม่ชัดเจน เขาสวมชุดเครื่องแบบของเจ้าพนักงานราชทัณฑ์ รูปร่างสูงโปร่งคุ้นตา…

คิโยชิลุกขึ้นยืนทันที เพื่อที่จะได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้ชัดเจน

“ฮ…ฮิวงะ?!!”

“เอะอะอะไรของนาย รีบๆดื่มให้หมดได้แล้ว” ฮิวงะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดพร้อมกับเอื้อมมือไปเขกหัวอีกฝ่ายแรงๆหนึ่งที

“โอ๊ย เจ็บนะฮิวงะ” คิโยชิเอามือกุมบริเวณที่ถูกอีกฝ่ายลงโทษไว้หลวมๆ แต่ถึงจะเจ็บยังไง ฮิวงะก็สังเกตเห็นร้อยยิ้มบางๆที่ริมฝีปากของอีกฝ่ายอยู่ดี ในขณะที่อดีตตำรวจกำลังจะเอ่ยปากบ่น อ้อมแขนแกร่งของคิโยชิก็รวบตัวฮิวงะเข้ามากอดแน่น คนถูกกอดสะดุ้งเล็กน้อย เขาปล่อยให้คิโยชิเอาแต่ใจอยู่ได้ไม่กี่วินาทีก่อนจะใช้ส้นเท้ากระทืบไปยังเท้าของฝ่ายตรงข้ามเป็นการลงโทษ

“โอ๊ย!”

คิโยชิร้องลั่น ยอมปล่อยตัวฮิวงะออกมาจนได้ ชายหนุ่มสวมแว่นส่งเสียง ‘หึ’ ออกมาอย่างสะใจ ก่อนจะดันแว่นตาขึ้นเล็กน้อย

“จากนี้ไปฉันจะมาเป็นเจ้าหน้าที่ที่นี่ ในเมื่อฉันเป็นต้นเหตุให้นายก่อคดีฆาตกรรมระดับนั้น ฉันก็ต้องรับผิดชอบ จะคอยควบคุมดูแลนายทุกฝีก้าวเลย เอาให้ไม่ต้องไปก่อเรื่องที่ไหนอีก!”

“ฮิวงะ…” คิโยชิพึมพำชื่อของอีกฝ่ายออกมาเบาๆ แล้วเอ่ยว่า

“ดีใจจัง จากนี้ไปฉันจะได้อยู่กับนายตลอดไปแล้ว” พอเอ่ยจบก็ยิ้มกว้าง รอยยิ้มสดใสของคนตัวใหญ่ทำให้ฮิวงะแอบเบนสายตาหนีไปทางอื่น

‘ถ้าเผลอจ้องอย่างลืมตัวล่ะก็ต้องโดนแซวแน่ๆ…’ คนสวมแว่นนึกระแวงอยู่ในใจ

“จริงสิฮิวงะ ไปเล่นบาสฯกันเถอะ พวกเราไม่ได้เล่นด้วยกันมานานมากแล้วนะ”

“นี่นาย มันจะร่าเริงเกินเหตุไปแล้วนะเฟ้ย เมื่อกี๊ยังนั่งซึมกะทือเป็นหมาหงอยอยู่เลยไม่ใช่รึไง” มุมปากฮิวงะกระตุกเล็กน้อย ตั้งใจจะปฏิเสธ ขืนเจ้าหน้าที่หน้าใหม่อย่างเขาไปเล่นบาสฯกับนักโทษล่ะก็ต้องโดนเจ้าหน้าที่คนอื่นหรือไม่ก็พวกนักโทษเอาไปนินทากันสนุกปากแน่ๆ

แต่ถึงอย่างนั้น….

ฮิวงะมองใบหน้ากระตือรือร้นของคิโยชิแล้วถอนหายใจออกมาอย่างใจอ่อนเช่นเคย

“เอ้า ก็ได้ แต่ฉันไม่ได้เล่นมาสิบกว่าปีแล้ว เพราะงั้นฝีมือคงตกไปเยอะ อย่าคาดหวังว่าจะได้เห็นชู้ตสามแต้มล่ะ”

“อื้อๆ เข้าใจแล้ว ขอแค่ฮิวงะยอมเล่น ไม่ว่าจะเป็นยังไงฉันมีความสุขสุดๆไปเลยล่ะนะ” คิโยชิถือวิสาสะโอบไหล่เขาพาเดินไปยังลานออกกำลังกายเล็กๆเก่าๆที่อยู่ไม่ไกลนัก ฮิวงะห้ามตัวเองไว้ไม่ให้ศอกเข้าที่ท้องน้อยของจอมฉวยโอกาสที่กำลังยิ้มแก้มแทบปริ ถึงแม้จะอยู่ในเรือนจำ แต่เขากลับคิดว่าบรรยากาศของที่นี่นั้นดีขึ้นนิดหน่อย บางทีอาจเป็นเพราะได้เห็นรอยยิ้มของคิโยชิก็เป็นได้

“นายไปเบิกลูกบาสมาซะ เดี๋ยวฉันจะคุยโทรศัพท์รออยู่ตรงนี้” เมื่อถูกฮิวงะสั่งเสียงดุ คิโยชิจึงยอมผละออกจากอีกคนแล้วเดินไปหาเจ้าหน้าที่เก็บอุปกรณ์อย่างร่าเริง ฮิวงะมองแผ่นหลังของคิโยชิที่ค่อยๆเล็กลงเรื่อยๆก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา หารายชื่อของใครบางคนแล้วกดโทรออก

“สวัสดีครับคุณหมอ ผมฮิวงะครับ เป็นผู้ดูแลพิเศษของคิโยชิ เท็ปเปย์ ไม่ทราบว่าถ้าจะขอเลื่อนนัดตรวจของเขาออกไปเป็นตอนเย็นแทนตอนบ่ายจะสะดวกมั้ยครับ”

ฮิวงะถามจิตแพทย์ประจำเรือนจำด้วยน้ำเสียงสุภาพและเป็นมิตร สาเหตุที่คิโยชิก่อคดีสะเทือนขวัญทำให้ฮิวงะอดสงสัยไม่ได้ว่าอีกฝ่ายมีปัญหาทางจิตหรือเปล่าจึงแนะนำกับทางเรือนจำให้ส่งคิโยชิให้จิตแพทย์ประจำเรือนจำดูแลเป็นพิเศษ และเมื่อผลตรวจออกมา พบว่าคิโยชิมีปัญหาจริงๆ ดังนั้นจึงต้องพบแพทย์ ได้รับการบำบัดต่อไปเรื่อยๆ…

“หืม ก็ได้อยู่หรอกครับ ว่าแต่ขอถามสาเหตุได้ไหมครับว่าทำไมจู่ๆถึงโทรมาเลื่อนนัด”

“อ๋อ ไม่มีอะไรพิเศษหรอกครับ พวกเราแค่จะเล่นบาสฯกันก็เท่านั้นเอง” ฮิวงะตอบยิ้มๆ ก่อนจะบอกลาอีกฝ่ายอย่างสุภาพเมื่อคุยธุระจบ ชายหนุ่มสวมแว่นเก็บโทรศัพท์ลง ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย ถอดนาฬิกาข้อมือและเสื้อออกเหลือแต่เสื้อยืดคอกลมบางๆ ก่อนจะก้มมองรองเท้าหนังสีดำด้วยความหนักใจ

ช่างเถอะ ใส่ก็ใส่ เล่นแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น…

“ฮิวงะ” เสียงเรียกของคิโยชิลอยตามลมมาแต่ไกล ฮิวงะยิ้มบางๆตะโกนตอบกลับไป

“เล่นแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นนะเจ้าโง่! ไว้วันหลังค่อยเล่นกันนานกว่านี้ ฉันจะเอาเสื้อกับรองเท้ามาเปลี่ยนด้วย”

“อื้ม!!” คิโยชิที่เพิ่งวิ่งมาถึงพยักหน้า ยื่นลูกบาสเก่าๆในมือให้ฮิวงะที่รับไปโยนเล่น ปรับตัวกับสัมผัสที่เคยชินในอดีต

“เริ่มกันเลยเถอะ”

สิ้นเสียงฮิวงะ การแข่งขันในช่วงระยะเวลาสั้นๆก็เริ่มขึ้น

ทุกครั้งที่เขาโยนลูกบาสลงห่วงได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ฮิวงะจะได้ยินเสียงหัวเราะและเสียงชื่นชมของคิโยชิดังขึ้นข้างๆกาย

ไม่รู้อะไรดลใจ หรืออาจเป็นเพราะกำลังอารมณ์ดีที่ชู้ตลูกบาสลงก็เป็นได้ ฮิวงะถึงได้ฉีกยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี ยิ้มกว้างอย่างที่ไม่ค่อยจะได้ทำบ่อยนัก

คิโยชิเห็นแล้วก็อดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้

วันคืนที่ไร้ซึ่งอิสรภาพ แลกมากับการได้มีฮิวงะอยู่เคียงข้างกายเป็นเรื่องที่น่ายินดี

ถึงแม้จะฟังดูเห็นแก่ตัว ทำร้ายชีวิตคนอื่นเพื่อเติมความสุขให้กับตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้น คิโยชิเองก็ชักจะเริ่มไม่แน่ใจ

หากสามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่ตัวเองทำได้

เขายังจะเลือกเส้นทางเดิม…เส้นทางเปื้อนเลือด สังหารผู้คนให้กลายเป็นกามเทพนำทางเขาไปหาฮิวงะหรือเปล่านะ…?

…….

จบแล้วค่าาาแงงง/จุดพลุฉลอง

หลังจากที่ลองเขียนบทนำเพราะความก๊าวเรื่องเชิ้ตขาวถกแขนเสื้อถึงศอก เราก็เริ่มคิดว่า ‘อืม นั่นสินะ เราควรมีพล็อตเรื่องนี่หว่า จะเขียนสนองนี้ดเรื่องเสื้อผ้ามันก็ไม่ไหวรึเปล่านะ’ เลยถามตัวเองว่าฟิคนี้ควรจะจบยังไง แฮปปี้เอนดิ้ง หรือว่าจะจบแบบดราม่า นั่นสินะ ถ้าจะจบแบบแฮปปี้ๆพี่คิโยชิก็ต้องเป็นคนบริสุทธิ์ที่ถูกใส่ร้าย แล้วได้พี่ฮิวงะช่วยหาหลักฐานให้ สุดท้ายทั้งคู่ก็ปรับความเข้าใจกัน แล้วก็จบ

ความจริงแล้วก็อยากจะเขียนแบบนั้น นี่ถึงขั้นที่ว่าจะโยนบทตัวร้ายให้อาโอมิเนะไม่ก็พี่อิมะ แต่มีบางอย่างในใจมันร่ำร้อง…

‘จะเขียนแฮปปี้อีกแล้วเหรอ ไม่อยากลองรสชาติใหม่ๆบ้างเหรอ’

เราก็เลยลองคิดพล็อตใหม่ค่ะ ถ้าอย่างนั้นให้พี่คิโยชิเป็นฆาตกร จบแบบดราม่าๆไปเลยสิ สุดท้ายพี่ฮิวงะอาจเป็นคนยิงพี่คิโยชิเองกับมือก็ได้นะ

อ๊าา แต่มันก็ปวดตับไปอ้ะะ นี่เขียนเองอาจจะไม่อยากเขียนตอนจบก็ได้ ต้องปล่อยให้มันดองไปเรื่อยๆแน่ๆฟฟฟฟฟฟฟ ทำไงดี๊

ก็เลยเกิดความคิดเยี่ยงคนสิ้นคิดเลือกสไตล์ตอนจบไม่ได้ ‘ก็ให้มันจบแฮปปี้แบบทึมๆเทาๆซะเลยสิ! แบบที่พี่คิโยชิเป็นฆาตกรแต่ก็จบแบบที่ทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกันอะ!’ อืม….เพราะอย่างนั้นก็เลยกลายมาเป็นอย่างที่ทุกคนได้อ่านไปนี่ล่ะค่ะ

หลักๆของมันก็ประมาณนี้ ที่เหลือเรามโนเพิ่ม(….)

ฮืออออ เป็นตอนจบที่ดูเหมือนจะแฮปปี้แต่ก็ดูเทาๆยังไงก็ไม่รู้ เขียนไปก็แอบกลัวพี่คิโยชิเหมือนกันค่ะ ความจริงเราอาจจะติดภาพลักษณ์หน้ายิ้มๆแต่ความจริงแล้วแอบร้ายของพี่แกมาก็ได้ แล้วพอไม่ได้เขียนถึงความร้ายกาจของพี่แกมานานก็เลยมาระเบิดบู้มกับฟิคนี้ อืม… พี่คิโยชิขา หนูขอโทษฟฟฟฟฟฟ แล้วก็ต้องขอโทษทุกคนด้วยค่ะที่โลเล ตอนจบเลยเหมือนจะแฮปปี้แต่ก็ไม่ได้สว่างจ้าสดใส จะดราม่าก็ไม่ดราม่า ย้อนอ่านตอนตรวจคำผิดก็ยังรู้สึกแหม่งๆ เหมือนอารมณ์มันไปไม่ค่อยสุดยังไงก็ไม่รู้ ผลลัพธ์เลยออกมาไม่ค่อยจะโอเคเท่าไหร่ฮือออ555555 แต่ก็ได้กำเนิดชิปใหม่ให้เราค่ะ ฟ้าฮิวนี่อร่อยจังแงงงงง/โดนพี่คิโยชิดึงกลับเรือ

ยังไงก็ตาม ขอบคุณทุกคนที่ตามอ่านจนจบนะคะ/////

KnB AU FanFiction [ Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei ] ‘The Cupid’ (5)

KnB AU FanFiction

Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei

‘The Cupid’

…….

หมายเหตุ : ฟิคยาวเรื่องนี้เป็นฟิคยาวเรื่องแรก และเป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียน เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่พวกพี่คิโยชิ พี่ฮิวงะ และตัวละครทุกตัวในเรื่องโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เพื่อความสมจริง จึงจำเป็นต้องบิดนิสัยตัวละครไปบ้าง (โดยเฉพาะ อาโอมิเนะ) ที่สำคัญ ฟิคนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยจุดประสงค์หลักๆคือติดซีรี่ส์สืบสวน (The Mentalist) และอยากเห็นพี่ฮิวงะลุคเข้มๆ เชิ้ตขาวถกแขนเสื้อขึ้นถึงศอก เนกไทหลวมๆ ปลดกระดุมคอสองเม็ดบน มีเสื้อนอกพาดไหล่///__/// จึงทำให้พล็อตคดีอาจมีจุดบกพร่องไปบ้าง นอกจากนี้ การอัปเดตเนื้อเรื่องในแต่ละตอนที่อาจจะช้ามาก แงงงง ขออภัยมา ณ ที่นี้จริงๆค่ะ

……

บทที่5

“นี่มันอะไรกัน ฮิวงะ….”

ฮิวงะเหลือบมองเบาะด้านหลัง ก่อนจะเริ่มเอ่ยต่อไปอย่างเชื่องช้า

“กามเทพตัวสูง180เซนติเมตรขึ้นไป นั่นคือข้อสันนิษฐานแรกที่ฉันได้มา แต่จากการไปคุยกับชิโรงาเนะคุง ฉันก็ได้รู้อะไรดีๆมาอีกอย่าง นั่นก็คือ ฆาตกรใส่หน้ากากยักษ์ที่ขายตามงานวัดเพื่อปกปิดหน้าตา และเพราะหน้ากากนั่น ฉันก็เลยสาวมาถึงตัวนายจนได้”

“…..” คิโยชิไม่พูดอะไร ฮิวงะเหม่อมองทิวทัศน์รอบข้างผ่านกระจกรถ เอ่ยต่อไปท่ามกลางความเงียบที่กำลังปกคลุมไปทั่ว

“ฉันติดต่อไปที่โรงงานทุกโรงงานที่ผลิตไอ้หน้ากากนั่น ไล่ถามหาคนที่รับไปขาย แล้วก็ถามถึงลูกค้าที่ซื้อ ฉันคัดคนที่ตัวสูงๆออกมา และหนึ่งในนั้นก็มีรายชื่อนายอยู่ด้วย”

ฮิวงะเว้นวรรคครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ

“ตอนแรกฉันก็คิดว่ามันบังเอิญ บังเอิญมากๆ แต่พอฉันติดต่อไปที่โรงพยาบาลที่นายรักษาตัว ไปขอดูประวัติการรักษาของนาย….นายรักษาเข่าจนหายดีแล้ว หายดีมานานแล้วด้วย คิโยชิ นายโกหกฉัน โกหกคนอื่น พอคิดอย่างนี้แล้วมันก็พิรุธน่าดูใช่มั้ยล่ะ”

“นั่นน่ะ…” คิโยชิพยายามจะพูดแต่ก็พูดอะไรไม่ออก

“ที่พลาดก็คือฉันเป็นคนรับผิดชอบคดีนี้ เพราะฉันเคยรู้เรื่องเข่าของนายมาก่อน พอได้ยินนายบอกเรื่องเข่าฉันก็เลยเชื่อ ทั้งๆที่อ่านแฟ้มประวัตินายเป็นสิบๆรอบแต่ไม่เจอเอกสารใบรับรองแพทย์ของนายเลย เป็นหลักจิตวิทยาที่ง่ายๆแต่ก็ใช้ได้ผล”

“….นายคิดว่าฉันเป็นคนร้ายจริงๆเหรอ?” คิโยชิถาม

ฮิวงะไม่ตอบ ในขณะที่บทสนทนาของอดีตเพื่อนสนิทจบลงแล้ว พวกเขาทั้งหมดก็มาถึงเรือนจำ ยามาซากิจอดรถอย่างนุ่มนวล ตำรวจสองคนที่นั่งประกบคิโยชิค่อยๆลากตัวคนตัวใหญ่ลงมาจากรถ ฮิวงะเปิดประตูรถ เอ่ยกับตำรวจสองคนนั้นเบาๆ

“พวกคุณพาเขาไปห้องสอบสวนของเรือนจำก่อน เดี๋ยวผมจะสอบสวนครั้งสุดท้าย ผมต้องการให้เขาสารภาพ”

“ครับ” สองตำรวจเอ่ยตอบรับเบาๆ ฮิวงะมองตามแผ่นหลังของคนตัวสูงใหญ่ไป

“จับเพื่อนเก่าเข้าคุกนี่ไม่ง่ายเลยนะครับ ยามาซากิซัง”

“ถ้าเป็นผมคงปล่อยให้เขาหนีไป ไม่ทำเหมือนฮิวงะซังหรอกครับ”

“นั่นสินะครับ เพราะอย่างนั้นผมถึงได้ขอเวลาทำใจก่อนเข้าไปฟังคำสารภาพของเขาไง”

คำสารภาพของฆาตกรที่ก่อคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง…

“…สู้ๆนะครับ”

ฮิวงะถอนหายใจ สูดหายใจลึกๆเข้าออกอยู่ครู่หนึ่ง ยิ้มเนือยๆกับคำให้กำลังใจของอีกฝ่ายก่อนจะเดินตามเข้าไปในตัวอาคาร ชายหนุ่มถามทางกับเจ้าหน้าที่สาวที่เดินผ่านมาตามประสาผู้มาเยือนใหม่ ฮิวงะไม่เคยพาผู้ต้องสงสัยมาสอบสวนที่นี่มาก่อน ความจริงแล้วเขาไม่จำเป็นต้องมาเองก็ได้ แค่สอบสวนที่สำนักงาน หลังจากนั้นค่อยสั่งให้พาผู้ต้องสงสัยไปเรือนจำ แค่นี้ก็ถือว่าเขาทำงานเสร็จ ปิดคดีเรียบร้อย

ชายหนุ่มสวมแว่นเอ่ยขอบคุณผู้นำทางเมื่อมาถึงจุดหมาย เขาผลักประตูเข้าไป ตำรวจสองคนยืนอยู่ในห้อง

ฮิวงะแตะไหล่พวกเขาเบาๆ สองคนนั้นจึงออกไปจากห้อง ในตอนนี้ทั้งห้องเหลือเพียงแค่เขากับคิโยชิเท่านั้น

“นายรู้ได้ยังไงว่าฉันโกหกนายเรื่องเข่า…” คิโยชิเอ่ยถาม ฮิวงะเลื่อนเก้าอี้แล้วนั่งลงตรงข้ามกับอีกฝ่าย หยิบเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กออกมาแต่ยังไม่กดปุ่มเริ่มทำงาน รอบแรกเขาอยากจะคุยกับคิโยชิเป็นการส่วนตัว เอาไว้ให้คุยกันเสร็จก่อนค่อยให้อีกฝ่ายเล่าอีกครั้ง….

แต่ถึงอย่างไรก็ไม่อยากฟังจริงๆ ชายหนุ่มพยายามรวบรวมสติ เลิกสนใจเครื่องบันทึกเสียง ตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิว

“ฉันมาคิดดูแล้วมันรู้สึกแปลกๆ…นายน่ะมันเป็นพวกปากหนัก ต่อให้เจ็บแค่ไหนก็ไม่ยอมบอกหรอก แต่นายกลับบอกฉันอย่างนั้น ไม่มีท่าทีปิดบังหรือกลบเกลื่อน ฉันถูกหลอกในตอนแรกก็เพราะดันมองข้ามเรื่องนี้ไป ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ไปเสียเวลานั่งสืบเรื่องของผู้ต้องสงสัยคนอื่น…”

‘ไม่ต้องเสียเวลาหาหลักฐานมาช่วยนายอย่างนี้…..’ ฮิวงะคิดในใจ

‘แต่ความจริงแล้วหลักฐานแค่นี้มันไม่แน่นหนาพอที่จะมัดตัวนายได้อยู่หมัด ถ้านายยังยืนกรานว่าไม่ได้ทำจริงๆล่ะก็ ฉันจะขอโทษ แล้วก็คงต้องได้เวลาปล่อยตัวนายไป…’ ฮิวงะตั้งใจจะเอ่ยประโยคนั้นออกไป แต่ประโยคดังกล่าวกลับถูกกลืนลงลำคอทันทีเมื่อถูกขัดจังหวะด้วยคำพูดของอีกฝ่าย

“….ยอดไปเลยนะฮิวงะ คิดไว้อยู่แล้วล่ะว่านายต้องจับได้” คิโยชิเอ่ยชม แต่ฮิวงะไม่รู้สึกดีใจเลยสักนิด ยิ่งเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย ยิ่งได้ยินเสียงก็ระงับความรู้สึกไม่ไหวอีกต่อไป ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน ตบโต๊ะดังปัง ตะคอกใส่อีกฝ่ายอย่างโกรธเกรี้ยว

“นายทำแบบนี้ทำไมกัน?!! ฆ่าคนตายงั้นเหรอ มีเหตุผลอะไรต้องฆ่าคนพวกนั้นด้วย?!!”

“ทั้งหมดก็เพราะนายนะฮิวงะ….”

ฮิวงะหยุดกึก คิโยชิเงยหน้ามองอดีตกัปตันเซย์ริน ใบหน้าของชายหนุ่มบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย

เหมือนจะยิ้ม แต่ก็เหมือนจะร้องไห้ในเวลาเดียวกัน…

“มาจนถึงป่านนี้แล้วก็คงต้องยอมรับแล้วล่ะนะ ใช่ ฉันมันฆาตกร ฉันมันเลว เหตุผลที่ลงมือฆ่าคนพวกนั้นก็ไม่มีอะไรมากหรอก ฉันกับคนพวกนั้นไม่เคยรู้จักกันด้วยซ้ำ ยกเว้นพวกคุณชิโรงาเนะ” คิโยชิเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง คำสารภาพค่อยๆพรั่งพรูออกมาจากปากเรื่อยๆ

“หา ท ทำไม……” ถึงแม้ฮิวงะจะพยายามสงบสติอารมณ์ของตนไว้มากมายขนาดไหน สุดท้ายแล้วร่างของตำรวจหนุ่มก็อดสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกที่หลากหลายไม่ได้

การฆ่าเป็นเรื่องที่โหดร้าย ถึงแม้ฮิวงะจะชอบใช้กำลัง แต่กับเรื่องการฆ่านั้นมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ถึงแม้ฮิวงะจะเคยวิสามัญคนร้าย แต่ทุกครั้งที่กระสุนปืนช่วงชิงเอาวิญญาณของอีกฝ่ายมา ชายหนุ่มก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ จำเป็นต้องปลอบใจตัวเองทุกครั้งว่ามันเป็นหน้าที่ และเพราะความรู้สึกผิดนี้เอง เมื่อเขายิงคนร้ายตายไปหนึ่งคน ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของฮิวงะก็จะมากขึ้น ในเมื่อฆ่าไปหนี่งชีวิตก็ต้องปกป้องชีวิตที่เหลือให้ได้มากที่สุด และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงต้องการจับกุมกามเทพให้ได้เร็วที่สุดนั่นเอง

ทว่า ทั้งๆที่เขาเกลียดการช่วงชิงชีวิตของคนอื่น คิโยชิกลับฆ่าคน เป็นฆาตกรต่อเนื่อง…

แถมเหตุผลที่ว่านั่นดันเป็นเพราะเขา แบบนี้ไม่เท่ากับว่าเขาเป็นคนที่ทำให้เหยื่อทุกคนโดนฆ่าอย่างนั้นหรือ…?

ไม่เท่ากับว่าเขาเป็นคนฆ่าพวกเขาทางอ้อมอย่างนั้นหรือ?

“ฉัน…ฉันทำอะไร ทำไมฉันถึงเป็นสาเหตุ…”

“นายเรียกฉัน…เรียกฆาตกรว่ากามเทพสินะ ความจริงแล้วฉันไม่ได้ตั้งใจจะเรียกตัวเองว่ากามเทพหรอก พวกนายตีความผิด” คิโยชิอธิบาย น้ำตาแห่งความสำนึกผิดเริ่มคลออยู่ในดวงตา

เขาไม่ได้ทำเพราะอยากทำ แต่เพราะความรู้สึกบางอย่างครอบงำ รู้ตัวอีกทีก็หยุดตัวเองไม่ได้แล้ว

“กามเทพก็คือ…คนที่ถูกฉันฆ่าต่างหากล่ะ”

“….”

“คนที่ถูกฉันฆ่าจะกลายเป็นกามเทพ และสุดท้ายกามเทพก็จะทำให้ฉันได้เจอกับนายอีกครั้ง”

“?!!!!” ฮิวงะถึงกับอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก คิโยชิยังคงเอ่ยต่อไปว่า

“ฉันได้ดูข่าวคดีฆาตกรรมคดีนึง ตอนที่เห็นนายเป็นคนกันนักข่าวไม่ให้เข้าที่เกิดเหตุฉันตกใจมาก นึกไม่ถึงว่านายจะไปเป็นตำรวจ ฉันอยากเจอนายมาก แต่ถ้าพรวดพราดไปนายต้องหนีหน้าฉันแน่ๆ….”

มือหน้าที่ถูกใส่กุญแจมือของคิโยชิค่อยๆเอื้อมไปกุมมือของฮิวงะที่กำลังนิ่งอึ้ง

“ฉันไม่อยากให้นายหนีฉันไปอีก ฮิวงะ…”

“ไม่อยาก…ไม่อยากให้นายหนีไปอีกจริงๆนะ ฉัน…ฉันอุตส่าห์เจอนายแล้วทั้งที แล้วในตอนนั้นฉันก็คิดขึ้นมาได้ว่า ถ้านายเป็นตำรวจ ฉันเป็นผู้ร้าย ด้วยหน้าที่ของนายแล้วนายต้องจับฉันแน่ๆ แล้วฉันก็จะได้เจอกับนาย นายจะไม่หนีฉัน เพราะนายเป็นคนรับผิดชอบ…”

ฮิวงะยิ่งฟังยิ่งรู้สึกแย่ ความรู้สึกผิดมากมายมหาศาลกำลังทับถมหัวใจของเขาในตอนนี้

ถ้าหากตอนนั้น…เขาไม่สับสน เขาไม่คิดจะหนีล่ะก็ คิโยชิจะมีความสุข ไม่มีใครต้องตาย ชิโรงาเนะคุงก็จะไม่ต้องสูญเสียพ่อแม่ไป….

และตัวเขาเอง….ก็จะได้มีความสุขอยู่กับคนที่รัก…..

“….ฉันน่ะ ตอนนั้นคิดหนักมากเลยนะ ถ้าฉันขโมยของล่ะก็ นายจะมาทำคดีของฉันมั้ยนะ แต่ก็คงไม่ใช่มั้ยล่ะ อย่างนายก็น่าจะเป็นพวกคดีฆาตกรรม เพราะฉันเห็นนายในข่าวคดีฆาตกรรมนี่นา….”

“……..”

“ฉัน….จะว่าไงดีล่ะ ฉันเองก็รู้สึกแย่เหมือนกันนะฮิวงะ ฉันเกลียดตัวเองตอนนั้น แต่ก็เพราะตัวฉันเองในตอนนั้นแท้ๆที่ทำให้นายไม่หนีฉันไป ฉัน….ฉันไม่รู้ ฉันทั้งรู้สึกแย่ แต่ฉันก็ดีใจ ฮิวงะ ฮิวงะ นายช่วยฉันที…” คิโยชิกุมมือฮิวงะแน่นจนเจ็บ

ฮิวงะทำอะไรไม่ถูก รู้แค่ว่าตอนนี้เขาอยากวิ่งหนีไปให้ไกลอีกครั้ง ทว่า หากวิ่งหนีต่อไป จะเกิดอะไรขึ้นอีก….

“ฉันน่ะ….ในตอนนั้นคิดว่าถ้าฆ่าคนได้ล่ะก็ นายต้องหันมาสนใจฉันแน่ๆ พอรู้ตัวอีกทีฉันก็ฆ่าคู่รักวัยรุ่นไปหนึ่งคู่ ฉันตกใจมาก แต่ในหัวฉันกลับบอกว่าแค่นี้น่ะยังทำให้คนอย่างนายสนใจทำคดีของฉันไม่ได้หรอก มันต้องเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ แล้วก็ชั่วร้ายกว่านั้น…”

“นายก็เลย…….ฆ่าคนมาเรื่อยๆ ทำให้เป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่องสินะ….” ฮิวงะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง คิโยชิพยักหน้า กุมมือของฮิวงะแน่นขึ้น

“….ตอนที่เกิดคดีที่สาม ฉันเห็นนายไปนั่งแถลงข่าวว่าจะเป็นคนรับผิดชอบคดีนี้ ฉันเสียใจมากที่ฉันเผลอฆ่าคนไปหกคนแล้ว แต่ฉันก็ดีใจมาก นายจะเป็นคนมารับคดีนี้แล้วจริงๆ…”

“ที่นายลงมือกับบ้านบ้านชิโรงาเนะ นายจงใจให้ตัวเองตกเป็นผู้ต้องสงสัยสินะ…?” ฮิวงะยังคงถามต่อไป ถึงแม้ว่าเขาจะไม่อยากรับรู้เรื่องทั้งหมดแล้วก็ตาม

“ใช่ นายรู้มั้ยตอนฉันเห็นนายมาสอบสวนฉันแทนที่อาโอมิเนะฉันดีใจมากขนาดไหน ในที่สุดฉันก็ได้เจอกับนาย ได้คุยกับนาย ดีใจจนลืมเรื่องที่ตัวเองทำไปเลยว่าเลวร้ายแค่ไหน…”

ฮิวงะพูดไม่ออก ชายหนุ่มตัดสินใจหยิบเครื่องอัดเสียงขึ้นมาชูให้คิโยชิเห็น เอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก

“ช่วยสารภาพแบบเมื่อกี๊อีกรอบทีนะ เล่าตั้งแต่เริ่มเลย คำสารภาพของนายจะทำให้โทษของนายเบาลงนิดหน่อย อย่างน้อยก็คงไม่ถูกประหาร…”

“ก็ได้…แต่เอาจริงๆนะฮิวงะ สิ่งที่ฉันทำมันร้ายแรงเกินกว่าจะได้รับการลดหย่อนโทษ…ไม่ใช่เหรอ? เพราะงั้นจะโดนประหารก็ไม่เป็นไรหรอก ยังไงซะตอนนี้ก็ได้คุยกับนายนี่นา…”

“นายมันบ้า…” ฮิวงะกุมขมับ ก่อนจะกดเปิดเครื่องอัดเสียง

แล้วคิโยชิก็เริ่มต้นสารภาพความจริงทั้งหมดอีกครั้ง

………

KnB AU FanFiction [ Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei ] ‘The Cupid’ (4)

KnB AU FanFiction

Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei

‘The Cupid’

……….

หมายเหตุ : ฟิคยาวเรื่องนี้เป็นฟิคยาวเรื่องแรก และเป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียน เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่พวกพี่คิโยชิ พี่ฮิวงะ และตัวละครทุกตัวในเรื่องโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เพื่อความสมจริง จึงจำเป็นต้องบิดนิสัยตัวละครไปบ้าง (โดยเฉพาะ อาโอมิเนะ) ที่สำคัญ ฟิคนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยจุดประสงค์หลักๆคือติดซีรี่ส์สืบสวน (The Mentalist) และอยากเห็นพี่ฮิวงะลุคเข้มๆ เชิ้ตขาวถกแขนเสื้อขึ้นถึงศอก เนกไทหลวมๆ ปลดกระดุมคอสองเม็ดบน มีเสื้อนอกพาดไหล่///__/// จึงทำให้พล็อตคดีอาจมีจุดบกพร่องไปบ้าง นอกจากนี้ การอัปเดตเนื้อเรื่องในแต่ละตอนที่อาจจะช้ามาก แงงงง ขออภัยมา ณ ที่นี้จริงๆค่ะ

………

บทที่4

‘ฉันรักนาย’

ท่ามกลางแสงสีส้มของพระอาทิตย์ยามเย็น คิโยชิสารภาพรักกับอีกฝ่ายด้วยสีหน้าจริงจัง ฮิวงะนิ่งค้างไปชั่วครู่ เหตุผลที่คิโยชิ เท็ปเปย์พาเขาขึ้นมาบนดาดฟ้าก็เพราะอย่างนี้นี่เอง

‘…ฉัน…ฉันกลับบ้านก่อนนะ” ฮิวงะรีบหันหลังวิ่งหนีไปทันทีเมื่อตั้งสติได้ คิโยชิรีบวิ่งตามแต่ก็ตามไม่ทัน

……หลังจากนั้น เขาก็ไม่ได้เห็นหน้าฮิวงะอีกเลย……

อีกฝ่ายไม่มาโรงเรียน ไม่เข้าชมรม ไม่สามารถตามตัวได้เพราะอีกฝ่ายไม่ได้อยู่บ้าน และครอบครัวของฮิวงะเองก็ไม่ยอมบอกว่าลูกชายของพวกเขาไปพักอยู่ที่ไหน

จนกระทั่งถึงวันที่คิโยชิต้องไปรักษาตัวที่อเมริกา ถึงแม้ทั้งทีมเซย์รินจะมาส่งเขา แต่คนคนเดียวที่ไม่มาก็คือฮิวงะ จุนเปย์

‘ฮิวงะ…’

คิโยชิพึมพำชื่อนั้นเบาๆ เงยหน้ามองท้องฟ้าประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินขึ้นเครื่องบินไป นกยักษ์ตัวใหญ่ไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ก่อนจะค่อยๆทรงตัวบิน และออกจากประเทศแม่ไปในที่สุด

………

คิโยชินั่งยืดขาอยู่ในห้องคุมขังชั่วคราว เหม่อมองผนังฝั่งตรงข้าม เหตุการณ์ในห้องสอบสวนยังคงวนเวียนอยู่ในหัวสมอง รสชาติริมฝีปากของฮิวงะยังคงตราตึงอยู่ในใจเขา ถึงแม้จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วแต่ฮิวงะก็ยังคงเป็นฮิวงะที่เขารู้จักอยู่เหมือนเดิม ใจดี เอาการเอางาน

แล้วก็…ยังคงหนีเขาอยู่เหมือนเดิม

“คิโยชิซัง”

“เอ๊ะ อ้าว มีอะไรเหรอ ยามาซากิซัง?” คิโยชิเงยหน้ามองเจ้าหน้าที่หนุ่มที่ผลักประตูเข้ามา เอ่ยถามออกมาพร้อมกับรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์

“ฮิวงะซังบอกให้พาตัวคุณไปหาเขาน่ะครับ” เจ้าหน้าที่หนุ่มบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะตอบออกมาอย่างสุภาพ

“เอ๋ แล้วปกติผมออกไปได้เหรอ หมายถึง..ตอนที่อยู่ในสถานะอย่างนี้น่ะ” คิโยชิเอียงคอถามอย่างนึกสงสัย

“ได้สิครับ” ยามาซากิยักไหล่ราวกับว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา เปิดประตูห้องคุมขังให้อีกฝ่ายเดินออกมา

“ก็คุณต้องออกจากที่นี่แล้วนี่นา”

“เอ๊ะ?”

“เอ้า อย่าชักช้าสิครับ ไปกันเถอะ ฮิวงะซังรอพวกเราอยู่”

……….

‘จุนเปย์ แม่อยากให้ลูกคิดเรื่องอนาคตได้แล้ว’

‘อา…’ ฮิวงะขานรับผู้เป็นแม่อย่างล่องลอย หลังจากที่ถูกสารภาพรักมา เขาก็ไม่อยากจะคิดอะไรทั้งนั้น

คิโยชิบอกว่ารักเขา…แล้วเขาล่ะ? รักคิโยชิรึเปล่า….

เขาเป็นผู้ชาย เขาจะไปรักอีกฝ่ายได้ยังไงกัน? แต่ถึงอย่างนั้น…

สับสน….

‘จุนเปย์ ฟังแม่นะ แม่อยากให้ลูกเข้ามหาวิทยาลัย อยากให้เลิกเล่นบาสฯได้แล้ว’

‘…….’ ฮิวงะเงียบไป หญิงสาววัยกลางคนเตรียมคำพูดไว้มากมายเพื่อโน้มน้าวลูกชายผู้รักบาสเกตบอลยิ่งชีพ แต่สุดท้าย เธอก็ไม่ได้พูดออกไป เพราะฮิวงะไม่ได้เถียง เขาทำเพียงแค่พยักหน้าช้าๆ เอ่ยคำพูดออกมาเบาๆ

‘ผม….ขอไปอ่านหนังสือที่บ้านป้าซักสองอาทิตย์นะแม่’

‘เอ๋?!’

‘ถ้าพวกคิโยชิมาถามว่าไปไหนก็ไม่ต้องบอกไปนะ ผมต้องการสมาธิ’

ฮิวงะอ้างกับครอบครัวว่าอย่างนั้น ทว่า ใจจริงแล้วเขาไม่ต้องการสมาธิ เขาแค่กำลังสับสน ก็เลยพยายามหนี… เขาแค่อยากหนี เรื่องมันก็เท่านั้น

ทั้งหนีหน้าคิโยชิ รวมไปถึงหนีหัวใจของตัวเอง…

ฮิวงะในอดีตนั้นวิ่งหนี ฮิวงะในตอนนี้เองก็พยายามหนีอยู่ต่อไปเช่นกัน

ตำรวจหนุ่มผมดำถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เสียงพลิกกระดาษของอาโอมิเนะดังขึ้นเตือนสติ ไม่ได้สิ ในตอนนี้ต้องคิดแต่เรื่องงานเท่านั้น ขนาดแม้แต่คนอย่างอาโอมิเนะยังทำงาน….

“………..”

“………..”

“ทำบ้าอะไรของแกฟะไอ้โง่อาโอมิเนะ!” ฮิวงะแหกปากลั่นพร้อมกับเขกหัวนายตำรวจรุ่นน้องที่กำลังอ่านนิตยสารแฟชั่นชุดว่ายน้ำอย่างตั้งอกตั้งใจ

“โอ๊ย!! โกรธที่ผมไม่แบ่งให้อ่านเหมือนคราวที่แล้วใช่มั้ย!”

“จะบ้าเรอะ จริงจังหน่อยสิเฟ้ย! ให้ตายสิ งานการไม่ทำ ถ้าไม่มีฉันซักคนนายคงไม่มีทางเป็นผู้เป็นคนได้แน่ๆเลยใช่มั้ยเนี่ย” ฮิวงะโยนนิตยสารใส่ถังขยะข้างๆโต๊ะทำงาน เหลือบมองตำรวจรุ่นน้องที่พุ่งลงไปคุ้ยถังขยะทันที

“โฮ่ยๆ ฟังอยู่มั้ยเนี่ยเจ้าบ้า”

“คร้าบๆ ฟังอยู่คร้าบ ว่าแต่ทีหลังอย่าโยนสิรุ่นพี่ ถ้าเกิดรอยยับตรงหน้าอกเต่งตึงล่ะก็— โอ๊ย!”

ฮิวงะเขกหัวรุ่นน้องอีกรอบ ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างเอือมระอา แต่หลังจากนั้น ชายหนุ่มก็ทำในสิ่งที่อีกฝ่ายคาดไม่ถึง

“เอาน่า ขอโทษนะ แต่จะไม่ลงโทษนายอีกแล้วล่ะ” ฮิวงะลูบหัวรุ่นน้องอย่างแผ่วเบา ส่งยิ้มบางๆให้อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน อาโอมิเนะตัวแข็งเป็นหิน รุ่นพี่ที่เคยเข้มงวดคนนั้นกำลังลูบหัวคนอย่างเขา?!

“ร รุ่นพี่ เกิดอะไรขึ้น….”

“อาโอมิเนะ นายเกลียดฉันมาตลอดใช่มั้ยล่ะ” จู่ๆฮิวงะก็ถามออกมาอย่างนั้น คนถูกถามเกาหัวแกรกๆ

“พูดอะไร…”

“ก็นะ ทั้งๆที่อายุห่างกันแค่หนึ่งปีแต่ดันทำตัววางอำนาจ เป็นใครมันก็ต้องเกลียดทั้งนั้น” ฮิวงะยังคงลูบหัวอีกฝ่ายต่อไปอย่างไม่สนใจสายตาของคนทั้งแผนกที่กำลังมองมาทางพวกตน

“แต่วางใจเถอะ มันจะไม่มีอะไรแบบนั้นอีกแล้วล่ะ” ตำรวจรุ่นพี่ละมือออกจากหัวของฝ่ายตรงข้าม เก็บกวาดข้าวของส่วนตัวที่มีอยู่เล็กน้อยลงกระเป๋าสะพาย แฟ้มเอกสารสองสามแฟ้ม แล้วจึงคว้าเสื้อนอกขึ้นพาดไหล่หันหลังให้รุ่นน้องผิวเข้มผู้กำลังจับต้นชนปลายไม่ถูก

“จากนี้ไปก็ทำตัวให้มันดีๆล่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยทิ้งท้าย โบกมือไหวๆก่อนจะเดินจากไปอย่างเป็นปริศนา

“เอ๋ เดี๋ยวสิรุ่นพี่! ก เกิดอะไรขึ้น?!”

อาโอมิเนะยืนงงเป็นไก่ตาแตก ครั้นพอหันไปมองเพื่อนร่วมแผนกคนอื่นเพื่อขอคำอธิบายก็ไม่มีใครตอบคำถามของเขาได้สักคน

ฮิวงะเดินออกจากแผนก ตรงดิ่งมาเรื่อยๆจนถึงหน้าตึกสำนักงานตำรวจ ข้างๆรถตำรวจที่จอดอยู่นั้น ยามาซากิและคิโยชิรอเขาอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีตำรวจอีกสองคนที่ฮิวงะไม่รู้จักยืนประกบคิโยชิอยู่เช่นกัน

อดีตคนก่อตั้งชมรมบาสฯเซย์รินยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นอดีตเพื่อนร่วมทีม ตำรวจสองคนคุมตัวคิโยชิขึ้นรถ ยามาซากิก้าวขึ้นไปนั่งเก้าอี้คนขับ ส่วนฮิวงะนั่งเก้าอี้หน้าข้างๆเจ้าหน้าที่หนุ่ม

“ออกรถเถอะ ยามาซากิซัง”

“ครับ”

“เอ่อ นี่ฮิวงะ พวกเราจะไปที่ไหนกันเหรอ…?”

คิโยชิถามออกมาอย่างงุนงง ฮิวงะถอนหายใจออกมา ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่คาดเดาความรู้สึกไม่ได้

“เรือนจำไงล่ะ…กามเทพ”

……….

KnB AU FanFiction [ Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei ] ‘The Cupid’ (3)

KnB AU FanFiction

Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei

‘The Cupid’

……..

หมายเหตุ : ฟิคยาวเรื่องนี้เป็นฟิคยาวเรื่องแรก และเป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียน เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่พวกพี่คิโยชิ พี่ฮิวงะ และตัวละครทุกตัวในเรื่องโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เพื่อความสมจริง จึงจำเป็นต้องบิดนิสัยตัวละครไปบ้าง (โดยเฉพาะ อาโอมิเนะ) ที่สำคัญ ฟิคนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยจุดประสงค์หลักๆคือติดซีรี่ส์สืบสวน (The Mentalist) และอยากเห็นพี่ฮิวงะลุคเข้มๆ เชิ้ตขาวถกแขนเสื้อขึ้นถึงศอก เนกไทหลวมๆ ปลดกระดุมคอสองเม็ดบน มีเสื้อนอกพาดไหล่///__/// จึงทำให้พล็อตคดีอาจมีจุดบกพร่องไปบ้าง นอกจากนี้ การอัปเดตเนื้อเรื่องในแต่ละตอนที่อาจจะช้ามาก แงงงง ขออภัยมา ณ ที่นี้จริงๆค่ะ

………..

บทที่3

“นายหนีฉันมาตลอด ติดต่อไม่ได้ ไม่รู้ข่าวคราว ไม่รู้เลยว่านายเป็นตายร้ายดียังไง ไม่ใช่แค่ฉัน แต่กับทุกคนนายเองก็เงียบไป โผล่ไปทักทายแค่ไม่กี่นาทีแล้วก็หนีหายไป ฮิวงะ นาย….”

“คิโยชิ พอได้แล้ว ไปนั่งที่ซะ ตอนนี้นายเป็นผู้ต้องสงสัย ฉันเป็นตำรวจ ฉันต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายถามนาย” ฮิวงะพยายามควบคุมสถานการณ์สุดความสามารถ ทว่า ถึงแม้จะเคยกำราบผู้ต้องสงสัยคลุ้มคลั่งมาหลายราย แต่คราวนี้ชายหนุ่มกับจนปัญญาที่จะสงบสติอารมณ์ของอดีตเพื่อนสนิทได้

ถึงแม้ว่าจะพยายามเป็นฝ่ายควบคุม แต่ความจริงตัวเขาต่างหากที่ถูกอีกฝ่ายควบคุมมาตั้งแต่ต้น…

“ฮิวงะ นายหนีฉันไปทำไม นายกลัวฉันเหรอ ฉันขอโทษ ฉัน…”

‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’

ทั้งฮิวงะและคิโยชิหันขวับไปมองประตูห้องสอบสวนแทบจะพร้อมกัน ตำรวจหนุ่มเดินไปเปิดประตู พนักงานร้านอาหารที่เขาโทรสั่งอาหารไปก่อนหน้านี้เดินเข้ามาพร้อมกับราเม็งสองชาม เดิมทีฮิวงะตั้งใจจะสั่งมากินพร้อมกันกับคิโยชิในห้องสอบสวน แต่สุดท้ายก็สั่งให้นำอีกชามไปวางบนโต๊ะทำงานเขาในแผนกแทน

“ฝากด้วยนะ” ฮิวงะยัดเงินค่าราเม็งใส่มือพนักงานเพื่อไม่ให้ถามอะไรที่เขาไม่อยากตอบ

“นายไม่กินเหรอฮิวงะ เมื่อกี๊ฉันเห็นมีอีกชาม…”

“ไม่ล่ะ ฉันไม่มีอะไรจะถามนายแล้ว กินๆเข้าไปซะ”

“แสดงว่าตอนแรกกะจะนั่งคุยยาวๆใช่ไหม ก็เลยสั่งอีกชามของตัวเองมาด้วย…”

“ไม่ต้องมาสอบสวนฉัน กินๆเข้าไปซะ ฉันไปล่ะ”

“อ๊ะ เดี๋ยวสิฮิวงะ!”

ฮิวงะคว้าแฟ้มข้อมูลทุกอย่างแล้วกระแทกประตูปิดดังปัง ยามาซากิที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือรอเงยหน้าขึ้นมามองเขาอย่างนึกสงสัย

“ยามาซากิซัง เดี๋ยวอีกสิบนาทีพาหมอนั่นกลับได้เลยครับ”

“อ๊ะ เอ่อ… ครับๆ” เจ้าหน้าที่หนุ่มพยักหน้ารับทราบ ก่อนจะมองส่งแผ่นหลังของตำรวจหนุ่มที่เดินอย่างเร่งรีบจากไป

ฮิวงะเดินกลับไปที่แผนก ชามราเม็งวางเด่นอยู่บนโต๊ะทำงานที่ค่อนข้างรก จิตใจของเขาเริ่มสับสนวุ่นวาย ราวกับแอ่งน้ำใสที่โดนรบกวนจนตะกอนโคลนที่จมอยู่ข้างใต้ลอยขึ้นมาด้านบนอีกครั้ง ชายหนุ่มใช้ตะเกียบเขี่ยเส้นราเม็งไปมา ก่อนหน้านี้เขาทำงานโดยไม่มีอะไรตกถึงท้องนอกจากกาแฟดำจึงรู้สึกหิวเสียจนสามารถกินวาฬเข้าไปทั้งตัวได้ แต่ในตอนนี้ ถึงแม้ว่าจะรู้สึกหิวมากเพียงใด ฮิวงะกลับไม่มีอารมณ์จะกินราเม็งแสนอร่อยชามนี้เสียอย่างนั้น

“ให้ตายสิ เจ้าคิโยชิ เจ้าบ้าเอ๊ย….” ฮิวงะบ่นงึมงำ เมื่อย้อนนึกถึงเหตุการณ์อุกอาจที่คิโยชิทำกับเขา ใบหน้าของฮิวงะก็ร้อนผ่าว ถ้าหากเป็นตัวเองในสมัยมัธยมปลายคงจะแก้ตัวกับตัวเองว่าเขากำลังโกรธอยู่ แต่ในตอนนี้ ฮิวงะไม่ใช่เด็กวัยรุ่นอีกต่อไปแล้ว เขาโตพอที่จะรู้ว่าความรู้สึกนี้คือความเขิน…

และโตพอที่จะรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองว่าคิดยังไงกับคิโยชิกันแน่…

“ไม่สิ เรารู้มาตลอด แต่ไม่เคยยอมรับมันต่างหาก..”

ฮิวงะถอนหายใจ กลั้นใจจัดการราเม็งที่เริ่มเย็นชืดจนหมด ก่อนจะโทรเรียกให้เด็กเสิร์ฟมาเก็บชาม แล้วจึงหยิบแฟ้มประวัติคิโยชิมาพลิกไปมา ยิ่งนั่งอ่านทวนหลายๆรอบก็ยิ่งขมวดคิ้ว ราวกับว่าพบบางสิ่งที่ผิดปกติอยู่ในนั้น ตำรวจหนุ่มหยิบสมุดโน้ตขึ้นมาจดข้อมูลที่จำเป็นลงสมุด ก่อนจะลุกขึ้นยืน มุ่งหน้าเดินออกจากแผนกไปยังหน้าตึกสำนักงานทันที

“รุ่นพี่!”

ขณะที่กำลังเดินออกไปยังลานจอดรถฮิวงะก็ได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นเคยของตำรวจรุ่นน้อง พอหันไปตามเสียงก็เห็นอาโอมิเนะวิ่งหน้าตั้งมาหาอย่างรวดเร็ว

“โฮ่ยๆ อะไรของนายฟะ อาโอมิเนะ”

“ม ไม่มีอะไรครับ จู่ๆก็คิดได้ว่าถึงรุ่นพี่จะน่ารำคาญแต่ก็เป็นรุ่นพี่ที่ดีที่สุดแล้ว” อาโอมิเนะพึมพำอย่างตื่นกลัว ฮิวงะเลิกคิ้วสงสัย แต่เมื่อเห็นร่างของใครบางคนที่เดินเข้ามาใกล้ตำรวจหนุ่มก็พอจะเดาเรื่องได้ทันที

“อ้าว สวัสดี ฮิวงะคุง”

“สวัสดีครับอิมะโยชิซัง” ฮิวงะเอ่ยทักทายอีกฝ่ายอย่างสุภาพโดยที่มีอาโอมิเนะเกาะหลังอยู่

“ทำอะไรของนายเนี่ย…”

ฮิวงะหันไปกระซิบกระซาบกับรุ่นน้อง แต่อาโอมิเนะเบือนหน้าไปทางอื่น งึมงำเสียงเบาจนแทบจับใจความไม่ได้

“ขอร้องล่ะรุ่นพี่ ช่วยทำเป็นไม่สนใจผมในตอนนี้หน่อยนะครับ…”

‘ไปเจออะไรมาฟะ…’ ฮิวงะนึกสงสัยอยู่ในใจแต่ก็ไม่ได้ถามออกไป

“อิมะโยชิซังจะไปหาคิโยชิสินะครับ” คนสวมแว่นเลือกที่จะทำเป็นไม่สนใจรุ่นน้องตามที่อีกฝ่ายร้องขอ ชายหนุ่มจึงหันไปคุยกับทนายความของอดีตเพื่อนสนิทแทน

“แล้วฮิวงะคุงล่ะ?”

“จะออกไปหาหลักฐานนิดหน่อยน่ะครับ” ฮิวงะตอบ ก่อนจะหันไปหารุ่นน้อง คราวนี้คงทำเป็นไม่สนใจไม่ได้แล้วเพราะเขาต้องการผู้ช่วยในการทำงานครั้งนี้

“นายไปกับฉัน พวกเราต้องไปโรงงานทำหน้ากากที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ แล้วค่อยตามตัวพวกผู้ประกอบการรายย่อยมาถามหาคนซื้อที่มีลักษณะคล้ายกับกามเทพ จะได้จำกัดวงของผู้ต้องสงสัยได้หน่อย”

“แต่รุ่นพี่ครับ ใครมันจะไปจำลูกค้าได้ดีขนาดนั้น…”

“เอาน่า ลองดู คนที่สูงเกินร้อยแปดสิบขึ้นไปหาได้ไม่ยากหรอก…” ฮิวงะตบบ่ารุ่นน้องเป็นเชิงให้กำลังใจ

ความจริง…ส่วนสูงที่สามารถตัดคอคนสูง180เซนติเมตรได้อย่างสบายๆนั้นอาจเป็นส่วนสูงเฉียด190เซนติเมตรก็ได้… ถ้าเป็นแบบนั้นจะยิ่งจำกัดวงได้ดี แต่ฮิวงะเลือกที่จะไม่พูดออกไป เพราะเขาไม่มีหลักฐานยืนยัน ทั้งหมดเป็นเพียงความคิดชั่ววูบที่แล่นเข้ามาในสมอง

นอกจากนี้…

ส่วนสูงของคิโยชิเองก็…

ในขณะที่พวกฮิวงะกำลังคุยกัน อิมะโยชิที่ยืนฟังบทสนทนาระหว่างสองตำรวจก็เอ่ยขัดขึ้นมา

“เอ… ที่ตั้งใจขนาดนี้เนี่ย ตำรวจอย่างฮิวงะคุงตั้งใจจะหาหลักฐานไปช่วยเพื่อนสนิทสมัยม.ปลายสินะ”

ฮิวงะสะดุ้งเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ไม่ได้โวยวายแก้ตัวอะไร ใช่ เขาโตแล้ว ถึงแม้จะอยากโวยวายใส่อิมะโยชิมากแค่ไหนเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน เหมือนกับที่เคยโวยวายใส่อาโอมิเนะอยู่บ่อยๆ แต่สุดท้ายแล้ววิธีนี้มักถูกมองออกอย่างง่ายดาย สำหรับอาโอมิเนะน่ะช่างมันเถอะ แต่อิมะโยชิซังน่ะร้ายกาจ… คนสวมแว่นจึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ ลอบสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เอ่ยตอบไปอย่างใจเย็น

“ผมจริงจังกับงานที่ทำเสมอครับ ที่ทำก็เพราะต้องการหาตัวคนร้าย ไม่ใช่เพราะต้องการช่วยผู้ต้องสงสัย ที่สำคัญ การช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ของผู้ต้องสงสัยน่ะ มันงานของทนายความอย่างคุณไม่ใช่เหรอครับ อิมะโยชิซัง”

“ฮะฮะฮะฮะ เสียใจด้วยนะ ฉันไม่ใช่ทนายของคิโยชิ เท็ปเปย์หรอก” อดีตกัปตันโทโอหัวเราะร่า ท่ามกลางสีหน้างุนงงของฮิวงะ และสีหน้าหมั่นไส้ของอาโอมิเนะ

“หัวเราะได้กวนโอ๊ยชะมัด…” อาโอมิเนะพึมพำให้ฮิวงะได้ยินเพื่อหาแนวร่วมสนับสนุนความคิดของตน แต่ตำรวจรุ่นพี่ไม่สนใจ เขาหันขวับไปหาทนายหนุ่มทันที

“ผมนึกว่าคุณจะช่วยเขา…”

“เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ครั้งเก่าก่อนที่เคยแข่งบาสฯด้วยกันน่ะเหรอ?” อิมะโยชิถอนหายใจ ก้มมองฮิวงะที่ตัวเล็กกว่า ระยะห่างส่วนสูงระหว่างพวกเขาไม่ต่างกันมากนัก ไม่ต่างจากตอนม.ปลายที่เคยแข่งบาสเกตบอลด้วยกัน

“ฮิวงะคุงต้องไม่ลืมนะว่าพวกเราโตๆกันหมดแล้ว สิ่งที่สำคัญสำหรับพวกผู้ใหญ่คืออะไร..? คำตอบก็คือเงินใช่มั้ยล่ะ”

“อย่างนี้นี่เอง…คิโยชิไม่มีปัญญาจ่ายค่าจ้างทนาย และไม่แน่ว่าชาตินี้เขาจะจ่ายได้ครบมั้ย คุณที่รู้อยู่แล้วตั้งแต่แรกก็เลยคิดจะไม่ช่วยเขา”

“อืม ก็นะ วันนี้จุดประสงค์หลักๆของฉันก็คือการมาหารุ่นน้องที่ไม่ได้เจอกันซะนานน่ะ…” อิมะโยชิว่าพลางหันไปยิ้มหวานให้อาโอมิเนะ นายตำรวจผิวเข้มสะดุ้งเฮือก เกาะไหล่ฮิวงะแน่น พอเห็นปฏิกิริยาของรุ่นน้อง ชายหนุ่มก็ยิ่งสงสัย ต้องเกิดอะไรขึ้นระหว่างสองคนนี้แน่ๆ…

ต้องมีอะไรแน่ๆ…

“งั้นเหรอครับ…” ฮิวงะว่าพลางแอบขอโทษอาโอมิเนะอยู่ในใจ เพราะเขานึกว่าอิมะโยชิจะรับคดีของคิโยชิแล้วจะหาทางประกันตัวคิโยชิออกไปทั้งที่เขายังสอบสวนได้ไม่เท่าไหร่ จึงส่งอาโอมิเนะไปถ่วงเวลา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรจากการสอบสวน แถมยังอาจจะไปสร้างแผลใจบางอย่างให้กับตำรวจรุ่นน้องอีกต่างหาก

ผิดแผนไปหมด ดีไม่ดีตอนนี้เขาอาจจะโดนอาโอมิเนะสาปแช่งอยู่ในใจก็เป็นได้

“ถ้าอย่างนั้นพวกผมขอตัวก่อนก็แล้วกันนะครับ อิมะโยชิซัง ไปกันเถอะ อาโอมิเนะ” ฮิวงะโค้งให้อีกฝ่ายตามมารยาทก่อนจะคว้าข้อมือของอาโอมิเนะแล้วรีบลากอีกฝ่ายให้ตามมาด้วย ไหนๆก็เผลอส่งเขาไปอยู่กับจอมวายร้ายคนนั้นแล้ว ฮิวงะเองก็ต้องรับผิดชอบสักหน่อย พอออกไปได้แล้วจะเลี้ยงน้ำเลี้ยงขนมปลอบขวัญหน่อยก็แล้วกัน

ตำรวจสองคนเร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อย ทว่า เสียงของอิมะโยชิที่ดังขึ้นนั้นกลับทำให้ฮิวงะที่กำลังรีบเดินนั้นหยุดชะงัก

“ความจริง…นอกจากเรื่องเงินแล้วที่ฉันไม่รับงานครั้งนี้มันก็ยังมีสาเหตุอีกอย่างนึงนะ”

“……” ฮิวงะหยุดฟัง ส่วนอาโอมิเนะนั้นพอรุ่นพี่หยุดก็ต้องหยุดตาม รับฟังเหตุผลของคุณทนายความไปพร้อมๆกัน

“ฉันไม่อยากเหนื่อยฟรีน่ะ คดีนี้รู้อยู่แล้วว่าสู้ไปก็ต้องแพ้ ยังไงซะ คิโยชิ เท็ปเปย์ก็คือฆาตกร”

“…….”

“งานที่ทำแล้วไม่ได้เงินน่ะ แย่กว่างานที่ทำแล้วได้ค่าตอบแทนน้อยอีกนะ”

“….ก็ไม่แน่หรอกนะครับ อิมะโยชิซัง” ฮิวงะเอ่ยช้าๆ หันไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายอีกครั้ง นัยน์ตาสีเทาเข้มหลังเลนส์แว่นจับจ้องไปยังร่างของชายในชุดสูทราคาแพง คิ้วขมวดเล็กน้อย ราวกับว่ากำลังไม่พอใจในสิ่งที่อดีตกัปตันโทโอกล่าว

“ถ้าผมหาหลักฐานได้ครบเมื่อไหร่แล้วพิสูจน์ได้ว่าคดีนี้คิโยชิบริสุทธิ์ล่ะก็ คุณต้องเสียดายมากแน่ๆ เพราะยังไงซะ งานที่ทำถึงแม้จะได้ค่าตอบแทนน้อยแต่ก็ยังมีค่ากว่าการไม่ได้ค่าตอบแทนเพราะไม่มีงานทำ ใช่รึเปล่าครับ?”

“….เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นฉันจะรอดูหลักฐานจากฮิวงะคุงนะ” อิมะโยชิเอ่ยยิ้มๆ เขาเดินเข้ามาใกล้พวกฮิวงะ ในช่วงวินาทีที่อิมะโยชิเดินสวนไป ทนายหนุ่มเอ่ยออกมาเบาๆ

“ให้ตายสิ อยากสลับบทบาทกับเธอตอนนี้ชะมัดเลย นอกจากฉันจะได้จิกใช้อาโอมิเนะในฐานะตำรวจรุ่นพี่แล้ว การได้เห็นทนายความฮิวงะวิ่งพล่านไปทั่วช่วยเหลือลูกความของเขาก็คงน่าสนุกดี จริงมั้ย?”

“……..ผมคิดผิดจริงๆนั่นล่ะครับ ตอนที่ให้ลูกน้องติดต่อทนายตามสิทธิ์ที่ผู้ต้องสงสัยควรจะได้รับ ผมน่าจะบอกให้เขาเลือกทนายที่ไม่เกี่ยงคดี มากกว่าที่จะเลือกทนายเก่งๆ”

“ฮึฮึ” อิมะโยชิพ่นลมหายใจออกมาอย่างนึกขัน ก่อนจะเดินจากไป ฮิวงะเงียบไปครู่หนึ่ง หยิบซองบุหรี่ใหม่ในกระเป๋าเสื้อนอกออกมาอย่างหงุดหงิด อาโอมิเนะยื่นไฟแช็กให้อย่างรู้งาน

ทุกครั้งที่หงุดหงิดและเครียดจากเรื่องงาน ฮิวงะมักสูบบุหรี่ ทั้งที่ปกติเขาไม่ค่อยจะสูบ หรือถ้าจะเรียกให้ถูกอาจจะเรียกได้ว่าพยายามหลีกเลี่ยงมันให้ได้มากที่สุด เพราะกลัวว่าจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ด้วยเหตุนี้ภาพของฮิวงะที่พ่นควันนิโคตินสีขาวขุ่นออกมาจากปากจึงเป็นสิ่งที่อาโอมิเนะเห็นได้ไม่บ่อยนัก

“รุ่นพี่นายร้ายกาจชะมัด…”

“อา….” อาโอมิเนะเหม่อมองท้องฟ้าในขณะที่ฟังตำรวจรุ่นพี่บ่นไปพลางๆ

“สรุปว่ารุ่นพี่โมโหมากๆสินะครับ ตอนที่เขาพูดว่าคิโยชิเป็นคนร้าย…”

“แหงอยู่แล้ว”

“…ไม่คิดจะปฏิเสธหน่อยเหรอครับ ยังไงซะตอนนี้พวกเราก็ยังหาหลักฐานไม่ได้นี่นา”

“หนวกหูเฟ้ย ยังไงก็ต้องหามาให้ได้ หลักฐานน่ะมีอยู่แล้ว แค่เราหากันไม่เจอเองต่างหาก”

“อืมๆ เป็นห่วงหมอนั่นขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

“ใช่…เอ้ย! ไม่ใช่เฟ้ย!! น หน้าที่ต่างหากเล่าหน้าที่! หน้าที่ของพวกเราคือจับตัวคนร้ายที่แท้จริงมาลงโทษ เพราะงั้นก่อนอื่นต้องรีบหาหลักฐานสาวถึงตัวหมอนั่น งานนี้ไม่ต้องหลับไม่ต้องนอน ค้นหากันให้สะใจไปเลย” ฮิวงะประกาศก้อง พอได้ยินอย่างนั้นแล้วอาโอมิเนะที่ฟังอยู่ก็อดรู้สึกห่อเหี่ยวใจไม่ได้

“รุ่นพี่ หรือว่านี่เราต้องโต้รุ่งนอกสถานที่…”

“แน่นอน ไปโรงงาน แล้วก็ถามมาให้หมด” ฮิวงะตอบ

พอได้ฟังคำตอบจากอีกฝ่ายเป็นการยืนยันว่าความคิดของตัวเองนั้นถูกต้อง อาโอมิเนะก็ไหล่ตก ชายหนุ่มผิวเข้มถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในวันนั้น อาโอมิเนะ ไดกิได้รับรู้ถึงสัจธรรมความจริงบางอย่าง…

พวกรุ่นพี่ที่เคยเป็นกัปตัน รุ่นพี่ที่ใส่แว่น…รุ่นพี่ที่เคยอยู่โทโอหรือรุ่นพี่ที่เคยอยู่เซย์ริน ไม่ว่าจะรุ่นพี่คนไหน ต่างก็ชอบทำให้ชีวิตของเขาวุ่นวายเหลือเกิน

…….

KnB AU FanFiction [ Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei ] ‘The Cupid’ (2)

KnB AU FanFiction

Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei

‘The Cupid’

…….

หมายเหตุ : ฟิคยาวเรื่องนี้เป็นฟิคยาวเรื่องแรก และเป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียน เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่พวกพี่คิโยชิ พี่ฮิวงะ และตัวละครทุกตัวในเรื่องโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เพื่อความสมจริง จึงจำเป็นต้องบิดนิสัยตัวละครไปบ้าง (โดยเฉพาะ อาโอมิเนะ) ที่สำคัญ ฟิคนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยจุดประสงค์หลักๆคือติดซีรี่ส์สืบสวน (The Mentalist) และอยากเห็นพี่ฮิวงะลุคเข้มๆ เชิ้ตขาวถกแขนเสื้อขึ้นถึงศอก เนกไทหลวมๆ ปลดกระดุมคอสองเม็ดบน มีเสื้อนอกพาดไหล่///__/// จึงทำให้พล็อตคดีอาจมีจุดบกพร่องไปบ้าง นอกจากนี้ การอัปเดตเนื้อเรื่องในแต่ละตอนที่อาจจะช้ามาก แงงงง ขออภัยมา ณ ที่นี้จริงๆค่ะ

……….

บทที่2

“รุ่นพี่ครับ”

“มาแล้วเรอะ อาโอมิเนะ” ฮิวงะงัวเงียเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร แฟ้มคดีต่างๆ แฟ้มประวัติผู้ต้องสงสัย รวมไปถึงกระดาษรีไซเคิลที่ถูกนำมาใช้ขีดเขียนวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของรูปคดีคร่าวๆ ชื่อของคิโยชิเด่นหราอยู่บนหน้ากระดาษแผ่นหนึ่ง ชายผมสีน้ำเงินถือวิสาสะหยิบมันขึ้นมา พบว่ามีเส้นดินสอขีดเชื่อมโยงกับชื่อชิโรงาเนะเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นเพิ่มเติม

“มาเร็วดีนี่ ช่วยไปชงกาแฟดำเข้มๆมาให้ฉันหน่อยสิ”

อาโอมิเนะพยักรับคำสั่งเงียบๆ ความจริงแล้วเขาสายไปสิบห้านาทีต่างหาก แต่ชายหนุ่มทำเป็นเนียนเดินหนีไปชงกาแฟตามคำสั่งแต่โดยดี

ฮิวงะอ้าปากหาว บิดขี้เกียจไปมา เพื่อนร่วมแผนกสองสามคนส่งเสียงทักทายเมื่อเดินผ่านโต๊ะทำงานรกๆของเขา ฮิวงะโบกมือให้คนเหล่านั้นเงียบๆ ในใจกำลังครุ่นคิดถึงงานที่ต้องทำในวันนี้

ตำรวจรุ่นน้องเดินกลับมาพร้อมกับกาแฟดำร้อนๆ ฮิวงะจิบกาแฟแก้วนั้นก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา เอานิ้วจิ้มๆให้อาโอมิเนะดู การวิเคราะห์รูปคดีกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

“คดีแรกของกามเทพคือคู่รักที่จู๋จี๋กันอยู่ในสวนสาธารณะเขตเซตางายะ”

“คดีที่สองเกิดที่บ้านคุโรดะ เขตเนริมะ”

“คดีที่สามเกิดที่บ้านทานากะ เขตโอตะ”

“คดีที่สี่เกิดที่บ้านฟูจิ เขตอิตาบาชิ”

“คดีที่ห้าเกิดที่บ้านซากาโมโต้ แขวงเอโดงาวะ”

“คดีที่หก คดีล่าสุด เกิดที่บ้านชิโรงาเนะ แขวงอากาชิ”

ฮิวงะยกแก้วกาแฟขึ้นจิบช้าๆหลังบรรยายเหตุการณ์คร่าวๆจบ เว้นวรรคไปเล็กน้อยก่อนจะเริ่มพูดต่อ

“อย่างที่พวกเราเคยสรุปกัน ฆาตกรลงมือไปทั่วโตเกียว และมีแค่คดีแรกที่สถานที่เป็นภายนอกบ้านแตกต่างจากที่อื่น ครอบครัวแต่ละครอบครัวไม่มีความเกี่ยวเนื่องกัน เป็นการลงมือแบบสุ่ม เหยื่อแต่ละคู่เป็นคู่รักกัน คดีแรกเป็นคู่รักวัยรุ่น คู่หลังๆเป็นคู่สามีภรรยา”

“คดีแรกอาจเป็นแค่การคลำทางของเจ้ากามเทพ อาจจะเริ่มด้วยความไม่ตั้งใจ แต่คดีหลังๆมันเริ่มเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กามเทพทิ้งลายเซ็นเลือดของตัวเองเอาไว้ แน่นอนว่าใช้เลือดเป็นหมึกและนิ้วของเหยื่อเป็นพู่กัน ทำให้ตัวอักษรดูยึกยือ แถมยังทำเป็นฮิรางานะอีก ก็เพื่ออำพรางลายมือที่แท้จริงของตัวเอง”

อาโอมิเนะพยักหน้า นี่คือข้อมูลเบื้องต้นที่เขากับฮิวงะเริ่มวิเคราะห์กันในตอนแรกๆ

“ว่าแต่รุ่นพี่ยังไม่ตัดประเด็นอำพรางจุดประสงค์ทิ้งไปใช่มั้ยครับ” นายตำรวจรุ่นน้องถาม

“กว่าคนอย่างฉันกับนายจะคิดได้แต่ละประเด็นมันไม่ง่ายนะเฟ้ย จะตัดทิ้งไปง่ายๆได้ยังไง” ฮิวงะพูดติดตลก แน่นอนว่าทั้งเขาและอาโอมิเนะไม่ใช่ตำรวจที่มีฝีมือมากนักในด้านการสืบคดี เขาน่ะยังพอเอาตัวรอดได้บ้าง แต่อาโอมิเนะนั้นเรียกได้ว่ายิ่งกว่าแย่ ไม่ว่าใครต่างก็งุนงงเมื่อตำรวจสายบู๊สองคนดันรับคดีซับซ้อนอย่างฆาตกรรมต่อเนื่องนี้ไปทำ

“อะแฮ่ม ต่อเถอะ ประเด็นอำพรางจุดประสงค์บ้านคุโรดะ คุณนายบ้านคุโรดะมีชู้ พวกเราเคยคุยกันแล้วว่าเรื่องทั้งหมดอาจนี้จะเป็นฝีมือชู้ของคุณนายที่วางแผนฆ่าคุณนายแต่อำพรางจุดประสงค์ที่แท้จริงไว้ด้วยการฆ่าเหยื่อคนอื่น ใช้การฆาตกรรมต่อเนื่องทำให้ตำรวจมองข้ามเหยื่อที่แท้จริงที่จะสาวไปหาตัวคนร้ายได้”

ฮิวงะหยิบดินสอขึ้นมา วงกลมชื่อของชู้รักคนนั้นเอาไว้

“ถึงจะเคยนำตัวชู้คนนั้นมาสอบสวนแล้วแต่ก็ไม่มีหลักฐานเอาผิดก็เลยต้องปล่อยตัวไป น่าเสียดายจริงๆ”

“รุ่นพี่ครับ แล้วนายซากาโมโต้เกี่ยวอะไรด้วย ทำไมรุ่นพี่ขีดเส้นใต้เน้นใต้ชื่อเขา?” อาโอมิเนะถือวิสาสะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาดู ฮิวงะจิบกาแฟเล็กน้อย ก่อนจะอธิบายต่อไปอย่างใจเย็น

“ฉันเพิ่งได้ข้อมูลเมื่อคืน คุณซากาโมโต้น่ะ ติดหนี้พนันเป็นพันล้านเยน ความจริงพวกโต๊ะพนันคงไม่ลงทุนอำพรางซะยิ่งใหญ่ขนาดนี้ แต่ยังไงก็ยังตัดประเด็นนี้ออกไปไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ”

“แล้วคิโยชิล่ะครับรุ่นพี่?” จู่ๆอาโอมิเนะก็ถามออกไป ฮิวงะชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็ตอบออกมาตามที่ตนเองวิเคราะห์เอาไว้

“หมอนั่นเข่าไม่ค่อยดี นายคิดว่าคนเข่าไม่ดีจะฆ่าคนสองคนภายในเวลาแค่นั้นโดยไม่ทิ้งหลักฐานอะไรไว้เลยได้มั้ยล่ะ แต่ก็นั่นล่ะ ในบรรดาผู้ต้องสงสัยทั้งหมด คนที่มีหลักฐานมัดตัวชัดเจนแถมยังไม่มีพยานมีแต่หมอนั่นคนเดียว…”

“….”

“เอาเถอะ ถึงจะมืดแปดด้านยังไงก็พอจะสันนิษฐานรูปร่างคนร้ายได้จากแนวของการปาดคอเหยื่อได้ล่ะนะ แนวการตัดเป็นแนวเฉียงลงเล็ก เหมือนตัดจากที่สูง เหยื่อที่ตัวสูงสุดคือคุณคุโรดะ สูง180เซนติเมตร แสดงว่าคนร้ายต้องสูงมากกว่า180เซนติเมตร”

“ส่วนสูงเกิน180ขึ้นไปนี่จำกัดตัวได้ไม่น่าจะยากนะครับ แต่เอาจริงๆคิโยชิ เท็ปเปย์เองก็…”

“นั่นสินะ ทุกอย่างดูชี้ชัดไปที่หมอนั่นหมดเลย” ฮิวงะถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า

“ยังไงก็เถอะ เดี๋ยวคงต้องไปสอบปากคำหมอนั่นเพิ่มหน่อย… อื๋อ อาโอมิเนะ นั่นอะไร?” นายตำรวจสวมแว่นเหลือบมองกระดาษสองใบโผล่ส่วนปลายออกมาจากกระเป๋าเสื้อนอกของอาโอมิเนะ

“อ๋อ ยัยซัตสึกิให้มาน่ะครับ บัตรดูมายากลฟรีสองใบ จะว่าไป…รุ่นพี่ ผมมีข้อสันนิษฐานใหม่มาเสนอ ยัยซัตสึกิช่วงนี้ติดซีรี่ส์สืบสวนฝรั่งงอมแงม เมื่อคืนชวนผมไปดูด้วย มันมีตอนนึงที่ฆาตกรฆ่าผู้หญิงด้วยมีด แล้วฆ่าผู้ชายด้วยไม้กอล์ฟ มีลายเซ็นของฆาตกรเขียนอยู่บนผนังที่บริเวณใกล้ๆกับศพของผู้หญิง รุ่นพี่คิดว่าไงครับ”

“ฆาตกรตั้งใจจะลงมือฆ่าผู้หญิง แต่ผู้ชายผ่านมาก็เลยโดนฆ่าไปด้วย?” ฮิวงะเดา

“ผิดครับ เหยื่อที่แท้จริงก็คือผู้ชาย พวกเราเอาแต่มองสัญลักษณ์กับอาวุธที่ฆ่าผู้หญิงจนมองข้ามเหยื่อผู้ชายไป ผมว่าบางทีคดีนี้มันอาจจะเป็นแบบเดียวกันก็ได้ แต่ฆาตกรมันขี้กังวลกลัวจะถูกจับได้เลยสร้างเรื่องฆาตกรรมต่อเนื่องขึ้นมา แล้วก็เอาคนที่เหลือมาอำพรางอย่างที่เราเดากัน”

“โฮ่ยๆ นี่มันชีวิตจริง ไม่ใช่ในหนังนะเฟ้ย” ฮิวงะเถียง

“แต่มันก็เป็นไปได้นะครับ บางทีฆาตกรอาจจะเลียนแบบหนังก็ได้ นักมายากลชอบใช้ผู้ช่วยสาวสวยดึงดูดความสนใจไปขณะเล่นกล บางที..ผมว่าในบรรดาเหยื่อทั้งหมด ไม่ชายก็หญิงต้องเป็นผู้ช่วยนักมายากลอย่างที่ผมพูดแน่ๆ”

“ซับซ้อนชะมัด… ประเด็นนี้นายรับผิดชอบหาข้อมูลไปคนเดียวเลยละกัน ฉันไม่อยากคิดอะไรซับซ้อนแล้ว แต่ถ้างงเมื่อไหร่ก็เลิกคิดนะ ไม่งั้นคดีมันจะเพี้ยนไปมากกว่านี้” ฮิวงะเอามือกุมขมับ ก่อนจะออกคำสั่งอย่างเหนื่อยอ่อน

“จริงสิ บ่ายนี้นายไปดูมายากลซะ”

“เอ๋?”

“แล้วก็ถ้าเจออิมะโยชิซังก็ลากเขาไปดูด้วย”

“โฮ่ยๆ รุ่นพี่?!!”

“น่า ฉันว่าเขาอาจจะมาป้วนเปี้ยนแถวนี้บ่อยๆ แล้วก็อาจจะมีวิธีประกันตัวคิโยชิได้แล้วด้วย แต่ฉันไม่อยากให้หมอนั่นได้รับการปล่อยตัวเร็วเกินไปทั้งๆที่เรื่องทุกอย่างมันยังคลุมเครือ อย่างน้อยก็ขอเวลาสอบปากคำหมอนั่นหน่อย” ฮิวงะอธิบาย ดื่มกาแฟจนหมดแล้วจึงเริ่มจัดกองแฟ้มและเอกสารอย่างขอไปที ขอแค่ให้คนอื่นรวมถึงตัวเขามองออกว่านี่คือโต๊ะทำงาน ไม่ใช่กองขยะที่รกรุงรังเขาก็พอใจแล้ว

“หืม…ไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ส่วนตัวแน่นะ อยากเก็บเข้าไว้ใกล้ตัวนานๆอะไรทำนองนี้…”

“บ้านนายสิ ฉันดูแคร์หมอนั่นมากนักหรือไง” ฮิวงะเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ แต่กลับหันหน้าหนีไปอีกทาง

“เอ…เรื่องโดรายากิ กับกาแฟกระป๋องปริศนาที่ผมเห็นเขาดื่ม—”

“หนวกหูน่า นายเสนอเองใช่มั้ยทฤษฎีสาวมายากลนั่นน่ะ ไปหาข้อมูลมาสนับสนุนให้ได้เลยไป” ฮิวงะออกคำสั่งอย่างหัวเสีย ในเมื่อสิ่งที่รุ่นน้องพูดเป็นความจริง เขาหาคำอธิบายอะไรมาแก้ตัวไม่ได้ จึงทำได้แต่เพียงตวาดแก้เก้อก็เท่านั้น

“ปากไม่ตรงกับใจ” อาโอมิเนะบ่นงึมงำชายผิวเข้มดูอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อมีโอกาสไล่ต้อนตำรวจรุ่นพี่ เพราะที่ผ่านมาอีกฝ่ายก็ทำหลายๆอย่างกับเขาไว้แสบทีเดียว

“ไปทำงานได้แล้ว รีบๆทำให้เสร็จด้วยล่ะ ฉันจะไปดูสถานที่เกิดเหตุล่าสุด แล้วก็ไปคุยกับชิโรงาเนะคุงหน่อย”

“คร้าบ ไปดีมาดีนะคร้าบรุ่นพี่” อาโอมิเนะอวยพรเสียงเบื่อหน่าย ฮิวงะสาบานกับตัวเองในใจว่าเมื่อจบคดีนี้ต้องจับเจ้ารุ่นน้องกวนประสาทเข้าคอร์สดัดนิสัยอีกรอบให้ได้

“เออ นายก็ไปดูมายากลให้สนุกล่ะ”

“เดี๋ยวสิรุ่นพี่ ผมไม่ไป—”

“งั้นฉันจะรายงานหัวหน้าว่านายไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของฉัน เงินเดือนนายหายไปแน่ๆครึ่งหนึ่ง”

“รุ่นพี่!!”

ฮิวงะยักยิ้มอย่างผู้เหนือกว่า ก่อนจะคว้าเสื้อนอกพาดไหล่แล้วเดินจากไป ตำรวจหนุ่มได้ยินเสียงสบถของรุ่นน้องแต่ก็ทำเป็นทวนหูทวนลม หันไปสนใจเรื่องของเด็กชายผู้รอดชีวิตอย่างชิโรงาเนะคุงแทน

บ้านของพวกชิโรงาเนะมีทางเข้าแค่ทางเดียว เด็กคนนั้นกลับบ้านมาเจอศพตอนทุ่มสิบห้า…หมายความว่าถ้าฆาตกรฆ่าเหยื่อเรียบร้อยตอนหนึ่งทุ่ม แล้วออกจากบ้าน ระยะเวลาสิบห้านาทีนั่น เด็กมีสิทธิ์เดินสวนกับฆาตกร…

ฮิวงะถอดแว่นตาออก เดินไปล้างหน้าแปรงฟันในห้องน้ำ ชายหนุ่มจัดเสื้อผ้าเล็กน้อยเมื่อต้องลงพื้นที่และพบปะพยานคนสำคัญ ในใจกำลังกังวลว่าตำรวจอย่างเขาไม่ค่อยถูกกับเด็กเท่าไหร่ จะว่าไงดีล่ะ…เรียกว่ารับมือไม่ถูกจะดีกว่า ฮิวงะไม่แปลกใจเท่าไหร่นักที่อาโอมิเนะจะคว้าน้ำเหลวในการถามข้อมูลจากเด็กกลับมา เพราะเขาเองก็อาจจะทำไม่สำเร็จเช่นกัน

แต่อย่างน้อยก็ต้องพยายามดูก่อน…

ตำรวจหนุ่มเดินออกจากตึกสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปยังลานจอดรถ ก่อนจะรีบเหยียบคันเร่งอย่างไม่สนใจกฎหมายจราจรใดๆทั้งสิ้น

เมื่อเช้าเขาจดสถานที่ใส่สมุดโน้ตพกพาเอาไว้แล้ว ถนนซับซ้อนนิดหน่อย แต่ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องหลงทาง ที่น่าจะมีปัญหาก็ตรงวิธีการคุย…แค่วิธิการคุยอย่างเดียวเท่านั้น

“ถ้าพาคิโยชิมาด้วยก็ดีสิ..”

ฮิวงะบ่นงึมงำพลางนึกถึงใบหน้ายิ้มเกือบตลอดเวลาของอีกฝ่าย คิโยชิเป็นครูประถมเสียด้วย คงเข้ากับเด็กๆได้ดีทีเดียว…. แต่พอฮิวงะรู้ตัวว่าตัวเองกำลังคิดถึงเพื่อนสนิทในสมัยม.ปลายก็ส่ายหน้าไปมา เตะอดีตคู่หูออกจากหัวสมองทันที

“ให้ตายสิ นายไม่น่าโผล่มาเลยจริงๆ ฉันทำตัวไม่ถูกนะเฟ้ย…”

ในที่สุดฮิวงะก็ขับไปถึงที่เกิดเหตุจนได้ ศพถูกขนออกไปแล้วแต่ร่องรอยต่างๆยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของทีมพิสูจน์หลักฐานเป็นอย่างดี ชายหนุ่มสวมแว่นตรวจสอบทุกซอกทุกมุมของบ้าน คำว่า ‘กามเทพ’ สะท้อนอยู่ในนัยน์ตาสีเทาเข้ม

‘ทำไมเจ้านั่นถึงต้องแทนตัวเองว่าเป็นกามเทพด้วย?’

‘เท่าที่ลองไปถามผู้เชี่ยวชาญมา ฆาตกรอาจมีความเชื่อว่าการฆ่าคู่รักให้ตายอยู่ข้างๆกันเป็นเรื่องที่กามเทพควรทำ อะไรทำนองนั้นน่ะครับ’

ฮิวงะนึกถึงบทสนทนาที่เคยคุยกับอาโอมิเนะแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

“เจ้ากามเทพนี่ตัวอันตรายของแท้เลยแฮะ แต่เอาเถอะ อันตรายแค่ไหนก็ต้องจับให้ได้” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง เดินออกจากที่เกิดเหตุตรงไปยังบ้านที่เป็นจุดหมายต่อไป ฮิวงะกดกริ่งหน้าบ้าน ไม่นานนักเจ้าของบ้านก็เปิดประตูออกมา เธอเป็นหญิงสาววัยกลางคน เป็นพี่สาวของคุณนายชิโรงาเนะ

ฮิวงะแนะนำตัวสั้นๆพร้อมกับแสดงตราของสำนักงานตำรวจให้อีกฝ่ายเห็น หลังจากนั้นจึงบอกจุดประสงค์ของตนไป

ทันทีที่ได้เห็นตราซากุระของสำนักงานตำรวจ เจ้าของบ้านคนนั้นยอมให้ความร่วมมืออย่างง่ายดาย

“เคย์คุงไม่ยอมออกมาจากห้องตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ คุณตำรวจ แต่ดิฉันจะเรียกให้นะคะ” หญิงวัยกลางคนเอ่ยหลังจากที่พาฮิวงะขึ้นมาบนชั้นสองของบ้าน ทั้งคู่หยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องที่ปิดสนิท

“รบกวนด้วยนะครับ” ฮิวงะว่าพลางยืนดูอีกฝ่ายเคาะประตูเรียกหลานชาย แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากอีกฝ่าย ชายวัยสามสิบขมวดคิ้วเล็กน้อย หันไปพูดกับหญิงวัยกลางคนด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

“ช่วยไขกุญแจเข้าไปได้มั้ยครับ”

“เอ่อ ค่ะ จะไปเอามาไขให้เดี๋ยวนี้” เจ้าของบ้านเอ่ยก่อนจะรีบเดินไปหากุญแจทันที ฮิวงะลองเคาะประตูบ้าง เอ่ยออกไปเบาๆ

“ชิโรงาเนะคุง ฉันเป็นตำรวจ ขอเข้าไปคุยด้วยหน่อยได้มั้ย”

“……”

ฮิวงะกุมขมับ สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเขาก็คือการพูดคุยกับเด็กๆ ถ้าเป็นเวลานี้ ถ้าเป็นคิโยชิ….

“จริงสิ…” ตำรวจหนุ่มเบิกตากว้างเมื่อคิดอะไรบางอย่างได้ ฮิวงะเคาะประตูพร้อมกับเรียกเด็กน้อยในห้องอีกครั้ง

“ชิโรงาเนะคุง ฉันเป็นเพื่อนของคิโยชิ เท็ปเปย์ที่เป็นอาจารย์ของเธอ ขอเข้าไปหน่อยได้มั้ย”

ฮิวงะยืนรออยู่หน้าห้องครู่หนึ่งประตูก็ค่อยๆถูกแง้มออกมา ใบหน้าของเด็กชายสวมแว่นโผล่ออกมาเล็กน้อย นัยน์ตาสีดำหลังเลนส์แว่นฉายแววตื่นกลัวอย่างชัดเจน

“ม ไม่ใช่ยักษ์ปลอมตัวมาใช่ไหมฮะ” เด็กชายถามเสียงสั่น ฮิวงะเลิกคิ้วสงสัย แต่พอเห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็ตอบไปแม้จะไม่เข้าใจคำถามก็ตาม

“ไม่ใช่ยักษ์หรอก ฉันเป็นคนน่ะ เป็นมนุษย์เหมือนเธอนั่นแหละ ใส่แว่นเหมือนกันด้วยเห็นมั้ย” ฮิวงะชี้ไปที่แว่นตาของตัวเอง ใครซักคนเคยบอกเขาว่ามนุษย์เราจะสบายใจเมื่อได้รู้ว่าเราไม่แตกต่างไปจากคนอื่น ฮิวงะไม่แน่ใจว่าทฤษฎีนี้ถูกต้องหรือไม่ แต่อย่างน้อยตอนนี้ ชิโรงาเนะ เคย์ก็ยอมเปิดประตูกว้างขึ้นเพื่อให้เขาเข้าไปในห้องนั้นได้แล้ว

ก่อนที่ประตูจะปิดลง ฮิวงะได้ยินเสียงเดินขึ้นบันไดของหญิงสาววัยกลางคน เธอยิ้มให้เขา เขาเองก็ยิ้มตอบเธอเช่นกัน

‘ฝากด้วยนะคะ’

ริมฝีปากของเธอที่ขยับไปมาอ่านเป็นคำพูดได้เช่นนั้น

ฮิวงะพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะค่อยๆปิดประตูห้องเบาๆ ชายหนุ่มเดินตามหลังเด็กชายเข้ามาในห้องนอนสีทึม ดูเป็นสีที่ไม่เหมาะกับเด็กเท่าไหร่ แต่เดิมทีที่นี่ก็ไม่ใช่ที่บ้านของชิโรงาเนะคุงด้วย บางทีอาจเป็นห้องพักสำหรับแขกที่ไม่มีใครเข้าพักมานานแล้ว

“งั้นก็…ยินดีที่ได้รู้จักนะชิโรงาเนะคุง ฉันเป็นเพื่อนของคิโยชิชื่อฮิวงะ จุนเปย์ อยากจะถามอะไรซักหน่อยน่ะ ใช้เวลาไม่นานหรอก” ฮิวงะว่าพลางนั่งลงบนพื้นห้อง เด็กชายสวมแว่นไม่พูดอะไร นั่งลงบนเตียง ก้มหน้ามองจากมุมที่สูงกว่า

“ช่วงที่เธอเดินกลับบ้านเมื่อคืน เธอเห็นคนท่าทางน่าสงสัยบ้างไหม ใครก็ได้ที่เดินสวนกับเธอตอนกลับบ้านช่วงหนึ่งทุ่ม”

“คุณลุง…จะเชื่อที่ผมพูดมั้ยฮะ”

คิ้วของฮิวงะกระตุกเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่าลุง อย่าเรียกชายวัยสามสิบว่าลุงสิ! ใจจริงก็อยากเถียงออกไปอย่างนั้น แต่เรื่องคดีสำคัญกว่า ชายหนุ่มทำเป็นพยักหน้าแล้วเอ่ยกับเด็กชายอย่างตรงไปตรงมา

“เชื่อสิ ฉันเชื่อชิโรงาเนะคุงนะ ค..คุณลุงคนนี้จะรับฟังเอง เล่ามาเถอะ” ฮิวงะกัดฟันแทนตัวเองว่าคุณลุง บางทีช่วงนี้เขาคงทำงานหนักไป นั่นสินะ คืนนี้นอนเร็วๆแล้วตื่นเช้าๆมาทำงานดีกว่า

“คือ…ผม ผมเห็นยักษ์…”

“หือ?” ฮิวงะเอียงคอมองอีกฝ่าย สมุดบันทึกเล่มเล็กในมือถูกถือค้างเอาไว้ ตำรวจหนุ่มขมวดคิ้วน้อยๆ

“ยักษ์ที่ว่านี่คือ…”

“ผม…เห็นยักษ์ มันตัวสูงมาก แล้วก็แยกเขี้ยวน่ากลัววิ่งมาทางผมด้วย ผมกลัวมากๆจนร้องไห้ แล้วยักษ์ก็หายไป” เด็กชายนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง ฮิวงะเริ่มจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้เล็กน้อย ยักษ์ในที่นี้อาจหมายถึงคนร้ายก็ได้

“ตัวสูงกว่าฉันอีกใช่ไหม”

เด็กชายมองสำรวจฮิวงะที่ลุกขึ้นยืนชั่วขณะหนึ่ง ท่าทีของเด็กชายดูหวาดกลัวเล็กน้อยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนที่มีส่วนสูงมากกว่า แต่เมื่อพยายามฝืนมองแล้วเห็นว่าฮิวงะตัวเตี้ยกว่าฆาตกร สุดท้ายชิโรงาเนะคุงก็พยักหน้าหงึกๆ คลายความหวาดกลัวในใจไปได้บ้าง

“อา… ประมาณคิโยชิรึเปล่า..?”

ฮิวงะนั่งลง เด็กชายพยักหน้าอีกครั้ง

“อ๊ะ แต่คุณครูไม่ใช่ยักษ์แน่นอนฮะ! ยักษ์น่ะใจร้าย แต่คุณครูใจดีนี่นา!”

“ง งั้นเหรอ” ฮิวงะถามยิ้มเจื่อนๆ ในขณะเดียวกันก็อดชื่นชมความป๊อปของคิโยชิไม่ได้ ไม่ทันพูดถึงในทางร้ายๆยังมีเด็กมาแก้ตัวให้เลย เนื้อหอมในหมู่เด็กๆไม่เปลี่ยน…

‘บ้าชะมัด คิดถึงหมอนั่นอีกแล้ว ทำงานสิทำงาน’ ฮิวงะด่าตัวเองในใจ รีบดึงตัวเองกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงทันที

“อะแฮ่ม แล้วยักษ์ที่ว่านี่หน้าตาเป็นยักษ์จริงๆเลยเหรอ?”

“ฮะ เหมือนยักษ์ที่เคยเห็นในนิทานเลย หน้าแดงๆ มีเขาเล็กๆด้วย ตาถลนๆน่ากลัวๆ”

“เข้าใจล่ะ…” ฮิวงะพึมพำพลางจดคำว่า ‘หน้ากากงานวัด’ เพิ่มลงไปในสมุดบันทึก

“อื้ม เรียบร้อยแล้ว ขอบคุณนะ ไว้ถ้ามีอะไรคืบหน้าฉันจะติดต่อมาใหม่” ฮิวงะลุกขึ้นยืนเตรียมตัวจะเดินออกจากห้อง แต่จู่ๆเด็กชายสวมแว่นก็ลุกจากเตียง ค่อยๆเดินมาหาเขาช้าๆ

“ยักษ์…ฆ่าพ่อแม่ผมใช่มั้ยฮะ…”

“ใช่แล้วล่ะ แต่วางใจเถอะ ตำรวจจะจับยักษ์ตัวนั้นไปลงโทษให้ได้” ฮิวงะส่งยิ้มบางๆให้เด็กชาย ก่อนจะเปิดประตูเดินออกไปจากห้อง ชายหนุ่มเอ่ยขอบคุณเจ้าของบ้านที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ก่อนจะบึ่งรถกลับสำนักงานตำรวจทันที

“โฮ่ย อาโอมิเนะ ข้อมูลที่ฉันสั่งให้หาเสร็จรึยังน่ะ” ฮิวงะยืนเท้าสะเอวก้มลงมองรุ่นน้องที่กำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับเอกสารและแฟ้มต่างๆ

“รุ่นพี่กลับมาเร็วจังครับ”

“คนร้ายตัวสูงกว่าฉัน สวมหน้ากากรูปยักษ์ นายคิดว่าไงล่ะ”

“อา…. ในหนังสืบสวนคนร้ายอาจเป็นคนใกล้ๆตัว บางทีอาจจะเป็นคิโยชิ…”

“ไม่ล่ะ ถ้าเชื่อตามหนัง คนร้ายก็คือนายนั่นแหละ อาโอมิเนะ”

“ผมไม่อยากทำให้ตัวเองงานยุ่งแบบนี้หรอกครับรุ่นพี่”

“ก็นั่นไงล่ะ ถ้าไม่อยากเพิ่มงานก็อย่าเดาส่งเดช” ฮิวงะเขกหัวตำรวจรุ่นน้องไปหนึ่งทีก่อนจะยกนาฬิกาขึ้นดู

“นายไม่ต้องทำแล้ว ล้มไอ้ทฤษฎีผู้ช่วยนักมายากลนั่นซะ สายป่านนี้อิมะโยชิซังน่าจะมาแล้วมั้ง ไปดักรอเขาหน้าสำนักงานเดี๋ยวนี้”

“ไม่ล่ะครับ ผมไม่ทำ!”

“ฉันมีสิทธิ์เขียนรายงานนายอาโอมิเนะ เงินเดือนของนายจะหายไปครึ่งนึงเดี๋ยวนี้ถ้านายยังไม่ลุก…” ฮิวงะขู่ แน่นอนว่าคำขู่เรื่องเงินเดือนนั้นขลังเสมอสำหรับอาโอมิเนะ ไดกิ

“…โธ่เว้ย” คนผิวเข้มกัดฟันกรอด ยอมลุกจากโต๊ะทำงานไปแต่โดยดี ฮิวงะยักยิ้มเล็กน้อย ยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา ชายหนุ่มถอดเสื้อนอกพาดไว้กับเก้าอี้ คลายเนกไท ถกแขนเสื้อขึ้นถึงศอก ปลดกระดุมคอลงเพื่อคลายความอึดอัด หยิบแฟ้มประวัติของผู้ต้องสงสัยหลายๆคนขึ้นมาเปิดดูผ่านๆแฟ้มแล้วแฟ้มเล่า จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่แฟ้มของคิโยชิ จ้องใบหน้าของคนในรูปอยู่นาน สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมา

ฮิวงะคว้าหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กดโทรสั่งอาหารกับร้านในโรงอาหารเจ้าประจำ ก่อนจะคว้าแฟ้มประวัติของคิโยชิ กระดาษสองสามแผ่น ปากกาหนึ่งด้ามแล้วเดินไปยังห้องขังชั่วคราวที่อยู่ไกลออกไป

“สวัสดีครับ ฮิวงะซัง” เจ้าหน้าที่เวรยามเอ่ยทักทายเมื่อเห็นฮิวงะเดินมาพร้อมกับของในมือ ตั้งแต่รับทำคดีกามเทพ ฮิวงะกับอาโอมิเนะก็กลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืนทันที

“เอ่อ…ยามาซากิซังสินะครับ” ฮิวงะมองป้ายชื่อที่ติดอยู่บนอกเสื้อของอีกฝ่ายก่อนจะบอกธุระของตนไป “ผมขอพาตัวคิโยชิ เท็ปเปย์ไปห้องสอบสวนหน่อย ในนี้คงสอบปากคำไม่สะดวก”

“รับทราบครับ” เจ้าหน้าที่พยักหน้าทำตามคำสั่งอย่างขันแข็ง เขาหายไปครู่หนึ่ง ไม่นานนักก็กลับมาพร้อมกับคิโยชิที่ใส่กุญแจมืออยู่

“แหะๆ สวัสดีฮิวงะ”

“…ไปกันเถอะครับ ยามาซากิซัง”

ฮิวงะและยามาซากิประกบคิโยชิคนละด้าน คิโยชิเอียงคออย่างนึกสงสัย แต่ฮิวงะก็อธิบายให้ฟังสั้นๆเมื่อเห็นสีหน้ามึนงงนั้น

“มันเป็นกฎ เผื่อผู้ต้องสงสัยจะหลบหนีการจับกุม”

“อ๋อ…”

หลังจากที่บทสนทนาสั้นๆสิ้นสุดลง การเดินทางเองก็สิ้นสุดลงเช่นกัน เจ้าหน้าที่ยามาซากิมองส่งแผ่นหลังของหนึ่งนายตำรวจหนี่งผู้ต้องสงสัยเข้าห้องสอบสวนก่อนจะเดินไปนั่งรอหน้าห้อง ถึงแม้จะน่าเบื่อไปหน่อย แต่นี่ก็เป็นหน้าที่ แม้ว่าการรอคอยจะน่าเบื่อเพียงใดเขาก็ต้องทำ ต้องมีนายตำรวจอย่างน้อยสองคนคุมตัวผู้ต้องสงสัยเมื่ออยู่นอกห้องขัง ป้องกันการหลบหนี

“ห้องนี้อีกแล้ว…” คิโยชิกวาดตามองไปรอบห้อง ฮิวงะถอนหายใจกับท่าทีของอีกฝ่าย คนสวมแว่นกดเปิดสวิตช์โคมไฟ วางแฟ้มและกระดาษลงบนโต๊ะ

“เอาล่ะ มาคุยกันต่อเรื่องคดี—”

ฮิวงะยังพูดไม่ทันจบ คิโยชิก็โน้มตัวลงมา ริมฝีปากของทั้งคู่ประกบกัน ฮิวงะตัวแข็งค้างกับการโจมตีที่ไม่คาดฝัน แต่เมื่อตั้งสติได้ก็รีบผลักอีกฝ่ายออกไปทันที

“ทำบ้าอะไรของนาย!”

“อา…ก็ไม่ได้เจอนายนานมากเลยนี่นา…” คิโยชิเอ่ยเสียงเบา ชายสองคนยืนเผชิญหน้ากัน คนหนึ่งมีรอยยิ้มจางๆประดับอยู่บนใบหน้า ในขณะที่ชายอีกคนใบหน้าเริ่มขึ้นสีแดงจางๆ กำลังใช้แขนเสื้อเช็ดปากของตนที่ถูกขโมยจูบไป

“ไม่ได้เจอกันนานเลย…” คิโยชิเอ่ยซ้ำ ฮิวงะสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ตนมากขึ้นเรื่อยๆ

“ไม่ได้เจอกันอีกเลย…ตั้งแต่วันนั้น วันที่ฉันสารภาพรักกับนาย….”

“นายหนีฉันมาตลอดเพราะเรื่องเมื่อตอนนั้นใช่มั้ย? ฮิวงะ”

…………

Touken Ranbu FanFiction [ Mikazuki Munechika x Heshikiri Hasebe ] ‘Halloween’

Touken Ranbu FanFiction

Mikazuki Munechika x Heshikiri Hasebe

‘Halloween’

…………..

“ฮาเซเบะคุง ถ้าเจ้าต้องแต่งกายเป็นพวกภูติผีปีศาจ เจ้าอยากเป็นตัวอะไรหรือ?”

คำถามของดาบห้ากลีบอย่างมิคาสึกิมุเนจิกะทำให้ข้าเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร บ่นอีกฝ่ายเบาๆ

“ท่านมิคาสึกิ ข้าบอกท่านแล้วไม่ใช่หรือว่าถ้าต้องการหลีกหนีความวุ่นวายของเทศกาลฮัลโลวีนข้างนอกมาพักในห้องนี้ข้าก็ยินดี แต่ท่านต้องไม่รบกวนการทำงานของข้า”

“อา…นั่นสินะ ข้าขอโทษ แต่ข้าคิดว่าเจ้าควรพักบ้าง ก็เลยชวนคุย…” มิคาสึกิทำหน้าสำนึกผิด เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายข้าที่กำลังจะบ่นต่ออีกสักหน่อยก็รู้สึกใจอ่อน จึงทำได้เพียงแค่ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน

“เอาเถอะ ข้าว่าข้าจะพักสักหน่อย…”

“ฮะฮะฮะ ทีนี้ข้าก็คุยกับเจ้าได้แล้ว ดีใจจัง” เจ้าของนัยน์ตาจันทร์เสี้ยวแย้มยิ้มอย่างยินดี ข้าเผลอตัวจ้องรอยยิ้มนั้นอยู่นาน หัวใจเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อย

ขี้โกง มีใบหน้าและรอยยิ้มที่งดงามขนาดนั้น…

“ถ้าเช่นนั้นข้าขอถามเจ้าอีกครั้ง ถ้าเจ้าต้องแต่งกายเป็นภูติผีปีศาจ เจ้าอยากเป็นตัวอะไรหรือ?”

“ข้าไม่อยากแต่งเป็นตัวอะไรทั้งนั้น” ข้าตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจนัก วางปากกาหมึกซึมหัวแหลมลง บิดขี้เกียจเล็กน้อย

แว่วเสียงเฮฮาพวกเด็กๆมีดสั้นจากบริเวณทางเดิน ถ้าจำไม่ผิด แต่ละคนต่างก็แต่งตัวประชันกัน สนุกกับงานเทศกาลฮัลโลวีนที่นายท่านซานิวะเคยพูดถึงอย่างเต็มที่ มีเพียงข้าที่ขออนุญาตนายท่านมาทำงานเอกสารที่ค้างคาให้เสร็จ กับมิคาสึกิ มุเนจิกะในชุดแวมไพร์สีดำที่หลบมานั่งพักในที่ที่สงบๆ อีกไม่นานหลังจากที่ได้พักจนหายเหนื่อยเขาก็คงออกไปเล่นกับพวกเด็กๆต่อ

“ทำไม…”

มิคาสึกิยังพูดไม่ทันจะจบประโยคข้าก็ชิงตอบอย่างรวดเร็ว

“ข้าไม่ชอบ…มันก็แค่การเล่นสนุกแบบเด็กๆ ที่สำคัญนายท่านก็ไม่ได้บังคับข้าด้วย”

“หืม…แต่ข้าเชื่อว่าเจ้ามีเหตุผลมากกว่าที่เจ้าอธิบายมานะ ฮาเซเบะคุง” มิคาสึกิหรี่ตาลงเล็กน้อย ข้าแอบสะดุ้งเมื่อจู่ๆคนหรี่ตายื่นหน้าเข้ามาใกล้

“หนวก…เอ้ย! ท่านคิดมากไปเอง…” ข้ารีบกลืนคำพูดก่อนหน้านี้ลงคอทันที เพราะ ‘หนวกหู!’ ไม่ใช่คำพูดที่เหมาะแก่การพูดกับดาบชั้นสูงเท่าไหร่นัก

“ไม่คิดจะบอกความจริงกับข้าหน่อยหรือ ฮาเซเบะคุง ข้าน่ะ…ไม่ชอบเลยเวลาที่ถูกปิดบังแบบนี้…” มิคาสึกิทำหน้าเจ็บปวดราวกับกำลังจะร้องไห้ ข้าทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ อึกอักอยู่ครู่นึงจึงถอนหายใจออกมา สารภาพอย่างยอมแพ้

“นายท่านซานิวะเคยเล่าให้ข้าฟังว่าฮัลโลวีนเป็นวันที่โลกของคนเป็นกับคนตายจะเชื่อมต่อกัน คนที่ตายจะสามารถเข้ามาสิงในร่างของคนเป็นได้ เพราะอย่างนั้นถ้าไม่ถูกอยากชิงร่างไปล่ะก็ ต้องแต่งเป็นผี ปีศาจ กลบเกลื่อนให้วิญญาณคนตายแยกไม่ออก….”

“หมายความว่าเจ้าอยากถูกแย่งชิงร่างไปอย่างนั้นหรือ?”

“….ข้าไม่รู้หรอกว่าจะมีประตูมิติจริงๆหรือไม่ ไม่รู้หรอกว่าวิญญาณสามารถสิงร่างเนื้อของจิตวิญญาณแห่งดาบได้หรือเปล่า แต่อย่างน้อยข้าก็อยากลอง…. อยากจะคาดหวังกับผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอนนั่น…”

ใบหน้าของนายท่านคนเก่าผุดขึ้นมาในความทรงจำ นายท่านคุโรดะ นากามาสะเป็นเจ้านายที่ดี ทว่า….

ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็อยากให้นายท่านโอดะได้มีชีวิตอีกครั้งในร่างของข้ามากกว่า…..

“…ข้ายอมสละร่างของข้าให้กับนายเก่าของข้า เขาต้องกลับมาหาข้าในวันปล่อยผีนี้แน่ๆ เพราะฉะนั้น ข้าจะไม่มีทางแต่งตัวเยี่ยงท่านมิคาสึกิให้นายเก่าของข้าสับสน…”

“อืม… เข้าใจแล้วล่ะ ฮาเซเบะคุง เจ้าช่างเป็นเด็กดีเสียจริง แต่ถ้าวิญญาณร้ายตนอื่นจะยึดร่างเจ้าไปแทนล่ะ” มิคาสึกิถาม

“ไม่มีทาง ยังไงวิญญาณที่จะมาหาข้าในคืนนี้ก็ต้องมีแค่นายท่านแน่ๆ ความรู้สึกของข้ามันบอกว่าอย่างนั้น…เอ่อ ท่านมิคาสึกิ นี่ท่านคิดจะทำอะไร—”

ข้ากระพริบตาปริบๆ เมื่อเห็นว่าจู่ๆเจ้าของใบหน้างดงามค่อยๆผลักโต๊ะญี่ปุ่นที่คั่นกลางระหว่างพวกข้าออกไปด้วยพละกำลังมหาศาล เมื่อไร้สิ่งกีดขวาง มิคาสึกิเขยิบเข้ามาใกล้ข้ามากขึ้นเรื่อยๆ มือเรียวสวยของอีกฝ่ายกุมมือข้าที่กำลังงุนงงไว้อย่างอ่อนโยน

“ฮาเซเบะคุง ตอนนี้ข้าเป็นปีศาจใช่หรือไม่”

ข้าเหลือบมองชุดแวมไพร์สีดำของเขา สูทตะวันตกโบราณกับผ้าคลุมยาวที่มีปกคอตั้ง พยักหน้าเล็กน้อยกับคำพูดของเขา

“ท่านเป็นแวมไพร์” ชื่อเรียกของผีดูดเลือดตะวันตกที่นายท่านซานิวะเคยเล่าให้ข้าฟังถูกเอ่ยออกมาเบาๆ

“ข้าเป็นวิญญาณร้าย” มิคาสึกิกระซิบข้างหูของข้าเบาๆ ก่อนจะเอ่ยอย่างเอาแต่ใจว่า

“ข้าขอสิงร่างเจ้าที่ไม่ยอมแต่งตัวเป็นผีนะ”

ข้ายังไม่ทันได้ทักท้วงอะไรมิคาสึกิก็ดันร่างข้าลงกับพื้นเสื่อ มือเรียวสวยของอีกฝ่ายปลดกระดุมเชิ้ตขาวของข้าอย่างง่ายดาย ข้าพยายามผลักเขาออกไปอย่างสุดความสามารถ แต่ถึงกระนั้น ดาบใหญ่ระดับห้ากลีบย่อมต้องชนะดาบมาตรฐานสองกลีบ ต่อให้ขัดขืนจนสุดแรง ข้าไม่สามารถเอาชนะคนแก่จอมหื่นผู้นี้ได้เลย

“ท่านมิคาสึกิ! ปล่อยข้า—”

คำพูดที่เหลือของข้าหายไปในอากาศทันทีเมื่อริมฝีปากถูกประกบจูบ

ในตอนนั้นข้าได้แต่คิด

นายท่านโอดะ เห็นทีว่าร่างกายของข้าคงไม่เหมาะกับท่านเสียแล้วสิขอรับ

เพราะว่า…

หัวใจ…ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในร่างกายข้า ถูกทำให้หลอมละลายไปกับจูบของคนแก่งี่เง่าคนนั้นแล้ว…

………….

เวิ่นฟิคสั้นๆเล่นในเฟสช่วงฮัลโลวีนค่ะ เพิ่งมีโอกาสเอามาลงในนี้ นานๆทีจะได้แตะคอมฮืออ5555 มิกะเฮชิ อ้า…ในไทยคงมีเราคนเดียวนี่แหละมั้งที่เขียน เคยเห็นคู่นี้ในพิกซีฟค่ะ แต่ด้วยความที่เมนฮาเซเบะคุง…ก็เลยก้าวตกหลุมนั้นไปอย่างง่ายดาย ถึงแม้จะเป็นหลุมเล็กๆก็เถอะฟฟฟฟฟ

ลืม?

‘ลืม?’

By ; NightyNox

….

นับเป็นเวลานานแล้วที่มินตรานั่งอยู่ในร้านกาแฟเล็กๆแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าของหญิงสาวมีเพียงแก้วพลาสติกทรงสูงที่มีหยดน้ำเกาะรอบแก้ว ของเหลวภายในแก้วถูกผสมเข้ากับก้อนน้ำแข็งที่ละลายไปเรียบร้อยแล้วจนรสชาติผิดเพี้ยนไปหมด

เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนยาวประบ่าใช้นิ้วชี้เขี่ยๆวงน้ำบนโต๊ะที่เกิดจากการละลายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยกข้อมือข้างซ้ายขึ้นมาดูเวลา

18.30 นาฬิกา สายไปหนึ่งชั่วโมง ทว่า อัศวิน…คนรักของเธอยังไม่แม้แต่จะติดต่อมา

“ไม่ใช่ว่าวินลืมไปแล้วหรอกนะ…” หญิงสาวในชุดเดรสตัวเก่งบนพึมพำด้วยน้ำเสียงน้อยใจ วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ ชายหนุ่มจึงเสนอให้มาฉลองกันที่ร้านกาแฟเล็กๆซึ่งเป็นร้านที่พวกเขาเจอกันเป็นครั้งแรก มินตราดีใจมากที่อีกฝ่ายจำเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ได้ อัศวินเป็นคนช่างเอาใจใส่ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะทำงานคนละที่กันแต่ชายหนุ่มจำตารางเวลาของเธอได้ขึ้นใจ คอยไปรับไปส่งและส่งข้าวส่งน้ำให้เสมอยามที่เธอต้องทำงานล่วงเวลา ทั้งๆที่งานของเขาเองก็หนักไม่แพ้กัน

แต่ในตอนนี้ เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของมินตรานั้นว่างเปล่า อัศวินยังคงไม่มา บางทีเธอคงต้องรอเก้อ…

เขาอาจจะมีงานด่วนที่สำคัญกว่าเธอให้จัดการ หรือบางที…เขาอาจจะลืมไปแล้วว่าได้นัดเธอไว้…

มินตราหยิบสมารท์โฟนสีขาวของเธอออกมา ตัดสินใจจะกดโทรหาอัศวินอีกครั้งหลัง หลังจากที่โทรไปครั้งแรกแฟนหนุ่มของเธอนั้นบอกว่าตัวเขากำลังจะออกจากบริษัท ทว่า ทันทีที่เสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นพร้อมๆกับเสียงต้อนรับของพนักงานสาว มินตราวางสมาร์ทโฟนลงก่อนจะหันขวับไปมองผู้มาเยือนอย่างคาดหวัง ลูกค้าคนใหม่ของร้านเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบกลางๆในชุดสูทสีดำเนื้อดี เขามีส่วนสูงเฉียด180เซนติเมตร มีเรือนผมสีดำยาวระต้นคอ นัยน์ตาเรียวสีเทาทอประกายหลังเลนส์แว่น เขาเดินตรงเข้ามาหาเธอที่โต๊ะพร้อมกับร้อยยิ้มบางๆบนใบหน้าหล่อเหลา

ทว่า เขาไม่ใช่อัศวิน

“คุณมินตราหรือเปล่าครับ”

“อ๊ะ ค่ะ…” หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างงุนงง

“ผมชื่อเมฆา ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” ชายหนุ่มสวมแว่นยิ้มให้หญิงสาวอย่างสุภาพก่อนจะลากเก้าอี้ว่างๆจากโต๊ะอีกตัวหนึ่งมานั่ง ปล่อยให้เก้าอี้ที่ควรจะเป็นของอัศวินยังคงว่างอยู่อย่างนั้น

“คุณกำลังรอคุณ– รอวินอยู่สินะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถาม มินตรามองเมฆาตั้งแต่หัวจรดเท้า เธอรอให้เขาหันไปสั่งชาร้อนหนึ่งถ้วยกับพนักงานเรียบร้อยก่อนแล้วจึงค่อยถามออกไปอย่างใคร่รู้

“คุณเมฆาเป็นเพื่อนกับวินเหรอคะ แล้วตอนนี้วินเขา…”

“…ครับ ผมเป็นเพื่อนของเขา วินเขาฝากผมมาบอกคุณว่าเขาขอโทษที่ทำให้คุณไม่เห็นหน้าเขาในวันนี้ แล้วก็ฝากผมมาอวยพรคุณครับ” ชายหนุ่มว่าก่อนจะหันไปขอบคุณพนักงานที่นำชามาเสิรฟ์ เมฆายกชาขึ้นจิบครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มให้คู่สนทนา

” ‘ขอให้มินมีความสุขมากๆนะ วินรักมินเสมอ ดูแลตัวเองดีๆนะ’ เขาว่ามาอย่างนี้ครับ”

หญิงสาวนิ่งเงียบไปก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ

“เขาลืมนัดใช่มั้ยคะ เขาคงเพิ่งนึกได้ตอนที่ฉันโทรไปตามครั้งแรก…”

“อืม…. คุณมินตราครับ คุณชอบฟังนิทานจีนไหม?” เมฆาพยายามหลีกเลี่ยงการตอบคำถามที่ถูกตั้งขึ้นด้วยความน้อยใจของหญิงสาว ชายหนุ่มรู้ว่าเธอคงไม่ชอบใจที่เขาเปลี่ยนประเด็น แต่อย่างน้อยเพื่อรักษามารยาท มินตรายอมตอบเขาในที่สุด

“…ฉันไม่ค่อยได้ฟังนิทานเท่าไหร่ค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นผมจะเล่านิทานเรื่องนึงให้คุณฟังนะครับ เป็นเรื่องของพ่อค้าแซ่ฟั่นกับบัณฑิตแซ่จางที่ผมเคยฟังมาอีกที” ชายหนุ่มยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้งก่อนจะเริ่มต้นเล่านิทานให้อีกฝ่ายฟังอย่างย่อๆ

“ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มต้นมาจากพ่อค้าเดินทางไปสอบรับราชการที่เมืองหลวง แต่ก่อนสอบพ่อค้าไม่สบาย แล้วก็ได้บัณฑิตอายุน้อยกว่าที่แวะพักที่เดียวกันช่วยดูแลจนหายป่วย ถึงแม้ทั้งสองคนจะพลาดสอบ แต่สุดท้ายพวกเขาก็กลายเป็นเพื่อนกัน และออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยกันเป็นเวลาครึ่งปี” เมฆาขยับแว่นเล็กน้อยขณะมองมินตราที่เริ่มให้ความสนใจกับเรื่องเล่าของตน เขายิ้มบางๆอย่างพึงพอใจก่อนจะเริ่มเล่าต่อไป

“ก่อนจากกัน บัณฑิตชวนพ่อค้าไปเที่ยวที่บ้าน แล้วบอกว่าจะทำอาหารเตรียมต้อนรับอย่างดี พ่อค้าก็ตกปากรับคำ ซึ่งบัณฑิตมั่นใจมากว่าพ่อค้าจะต้องมาแน่ๆ เพราะพ่อค้าเป็นคนรักษาสัญญา”

มินตราเริ่มรู้สึกเอะใจเล็กน้อยกับนิทานของอีกฝ่าย ในขณะที่เธอรออัศวิน บัณฑิตแซ่จางเองก็รอพ่อค้าแซ่ฟั่นอยู่เช่นกัน

“บัณฑิตรอพ่อค้าจนหัวค่ำ ในที่สุดพ่อค้าก็มาเยี่ยมตามสัญญาทั้งๆที่อยู่ห่างกันถึงพันลี้ พวกเขาพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่ทว่า พ่อค้ากลับไม่แตะต้องอาหารใดๆบนโต๊ะเลย จนกระทั่งถึงเวลาที่ต้องจากกัน พ่อค้าจึงยอมบอกเหตุผลของตนกับบัณฑิต”

“พ่อค้าเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่เขาแต่งงานมีครอบครัว เขาก็ทำงานค้าขายเสียจนเพลิน พอรู้ตัวอีกทีก็ถึงเวลาที่นัดกับบัณฑิตแล้ว แต่ด้วยความที่อยู่ห่างกันพันลี้ เขามั่นใจว่าตนนั้นมาไม่ทันตามนัดแน่ๆ แต่ว่า ถึงอย่างนั้นพ่อค้าก็ไม่ยอมผิดคำพูด เขารู้ว่าคนธรรมดาไม่อาจเดินทางวันละพันลี้ได้ แต่วิญญาณทำได้… เขาจึงฆ่าตัวตายแล้วเดินทางมาตามนัดได้ทัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาไม่แตะต้องอาหารเลย ก็เพราะว่าวิญญาณกินอาหารไม่ได้นั่นเอง”

“………..” มินตรากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอกับการกระทำของพ่อค้า เมื่อเห็นสีหน้าอึ้งๆของหญิงสาว ชายหนุ่มยิ้มบางๆอย่างเข้าใจในความรู้สึกของอีกฝ่าย เขาเอ่ยปากเล่าตอนจบของนิทานเรื่องนี้ต่อไป

“หลังจากที่พ่อค้าเฉลยทุกอย่างให้บัณฑิตฟังแล้วก็ฝากให้บัณฑิตไปเคารพศพตน ก่อนจะหายตัวไป บัณฑิตรีบออกเดินทางทันที พอไปถึงก็พบว่าครอบครัวของพ่อค้ากำลังจัดงานศพให้พ่อค้าอยู่ บัณฑิตหนุ่มร้องห่มร้องไห้ หลังจากที่มอบเงินให้ภรรยาของพ่อค้าเรียบร้อย เขาก็ฆ่าตัวตายตาม”

“……”

“น่าเสียดายที่ชีวิตจริงไม่เหมือนในนิทาน…” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง แต่หญิงสาวนึกว่าเขาพูดกับเธอ

“นั่นสิคะ…บางที คนที่รักษาคำพูดแบบนั้นคงไม่มีอยู่จริง”

“……คนที่รักษาสัญญาด้วยวิธีสุดโต่งอย่างนั้นผมก็ไม่อยากให้มีอยู่จริงหรอกครับ” เมฆาหัวเราะเบาๆ ตั้งใจจะอธิบายว่าเขาไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกไป

เรื่องบางเรื่องมันก็มีกฎของมันอยู่ว่าควรพูดออกไปหรือไม่…

“นี่ก็เย็นมากแล้ว ผมว่าคุณควรกลับบ้านได้แล้วนะครับ อ้อ ส่วนกาแฟแก้วนั้นเดี๋ยวผมเลี้ยงเอง”

“อ๊ะ ไม่เป็นไรค่ะ ฉัน…”

“ไม่เป็นไรครับ ถือซะว่าแฟนคุณสั่งผมมาแล้วกัน” ชายหนุ่มยิ้มบางๆ หญิงสาวเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะส่งยิ้มจางๆให้เขาพร้อมกับเอ่ยคำขอบคุณ

“ถ้าจะตอบแทนล่ะก็ สัญญากับผมมาเรื่องนึงก็พอครับ”

“คะ?”

“อย่าทำตัวเหมือนบัณฑิตจาง ชีวิตคุณมีค่ายิ่งกว่านั้น ผมว่าวินคงไม่ชอบใจหรอก ดีไม่ดีคงจะโกรธคุณมากๆด้วย”

“เอ๋?”

“…ช่างเถอะครับ ลาก่อน คุณมินตรา”

ชายหนุ่มส่งยิ้มสุภาพให้อีกฝ่าย มองส่งแผ่นหลังบอบบางในชุดเดรสสีครีมที่เดินออกจากร้านไปเรียบร้อยแล้ว เสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งค่อยๆเบาลง เมฆาถอนหายใจออกมา นัยน์ตาสีเทาหลังเลนส์แว่นเหลือบมองเก้าอี้ที่มินตรามองเห็นว่าว่างเปล่า แต่ตัวเขานั้นกลับเห็นว่ามีใครบางคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น

ชายที่ชื่อว่าอัศวินนั่งเหม่อมองประตูร้านกาแฟ เสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาถูกย้อมไปด้วยเลือดสีแดงสด ระบบอวัยวะภายในร่างกายล้วนพังทลาย เรือนผมสีดำของเขาเต็มไปด้วยเลือด…ไม่ว่าจะส่วนไหนของร่างก็เต็มไปด้วยของเหลวสีแดงสดทั้งสิ้น

เสียงเล่าข่าวดังลอดออกมาจากโทรทัศน์เครื่องเล็ก ข่าวอุบัติเหตุรถหรูของลูกนักการเมืองขับชนพนักงานบริษัทเสียชีวิตคาที่ลอยมาเข้าหูของเมฆา ชายหนุ่มเอ่ยเบาๆกับวิญญาณที่นั่งนิ่งอยู่ข้างๆ

“…น่าเสียดายนะครับที่คนเป็นกับคนตายต้องอยู่คนละโลก ไม่เป็นเหมือนในนิทานที่ได้พูดคุยกัน”

“ที่คุณบ่นตอนนั้นคือเรื่องนี้เองเหรอ คุณยมทูต”

“ครับ น่าเสียดายจริงๆ”

ยุคสมัยเปลี่ยนไป กฎของยมโลกก็เปลี่ยนไปเช่นกัน จากที่เคยหย่อนยานจนวิญญาณสามารถเชื่อมต่อกับคนเป็นได้ กลับกลายเป็นว่าสองโลกนี้ต้องถูกแยกออกจากกันให้ได้มากที่สุด

“ที่น่าเสียดายอีกอย่างก็คือ หลังจากที่ได้รับการตัดสินจากท่านมัจจุราช คุณก็จะลืมเธอไป”

“แต่เธอยังไม่ลืมผมนี่คุณยมทูต คุณพาวิญญาณของผมไปได้ แต่ไม่มีทางพาตัวผมที่อยู่ในความทรงจำของเธอไปได้หรอก”

“นั่นสินะครับ” ยมทูตหนุ่มลุกขึ้นยืน เขาเดินไปจ่ายเงินค่าเครื่องดื่มกับพนักงานที่เคานท์เตอร์ก่อนจะผลักประตูเพื่อออกจากร้าน ท่ามกลางเสียงกระดิ่งที่ดังกรุ๊งกริ๊ง เมฆาเอ่ยกับอัศวินที่ลอยตามหลังตนมาติดๆ

“แต่จำไว้หน่อยก็ดีนะครับคุณอัศวิน คำว่าตลอดไปน่ะ มันเกิดขึ้นได้ยากอยู่เหมือนกัน”

“ผมจะพยายามจำคำพูดคุณไว้ครับ แต่คงจะยากเพราะอีกไม่นานพอไปเกิดใหม่ผมก็คงลืมแล้ว” วิญญาณหนุ่มว่าพลางยักคิ้วกวน

“ยมโลกมีกฎว่าห้ามทำร้ายวิญญาณ แต่ตอนนี้ผมชักอยากจะลืมกฎข้อนั้นไปซะแล้วสิ” ยมทูตหนุ่มหัวเราะเบาๆ อัศวินยิ้มเผล่อยู่ได้ครู่หนึ่งเขาก็หยุดยิ้ม ร่างเฉียด190เซนติเมตรของอัศวินค่อยๆเคลื่อนไหวมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของเมฆา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเต็มไปด้วยความจริงจัง

“คุณยมทูต สมมติว่าถ้าถึงวันที่ทุกคนบนโลกลืมผมไปหมดแล้วล่ะก็ คุณช่วยจำผมให้ได้หน่อยสิ พอคิดตามคำพูดของคุณแล้ว ผมก็รู้สึกเหงาขึ้นมา…”

นานๆทีจะได้เจอวิญญาณที่ยอมรับความตายของตัวเองได้อย่างง่ายดาย แถมยังขอแค่ให้ตัวเองได้ไปตามนัดแม้ว่าฝั่งคนเป็นจะไม่รู้ก็ตาม และยังกล้ากวนโอ๊ย กล้าขอคำขอร้องประหลาดๆกับยมทูตอีก

…..ถึงแม้จะไม่ใช่ตลอดไปหรือตลอดกาล แต่ตลอดช่วงที่อายุขัยของเขายังไม่หมดสิ้นลง เมฆาตัดสินใจแล้ว

“ตกลงครับ วิญญาณอย่างคุณผมจำหน้าได้ยันวันสิ้นอายุขัยแน่ๆ”

พอได้ยินอย่างนั้นวิญญาณหนุ่มก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ อัศวินเอ่ยออกมาเบาๆ

“ขอบคุณ…”
…………
ณ ยมโลก

ยมทูตหนุ่มมองใบภารกิจที่มีใบหน้าของวิญญาณเป้าหมายที่ต้องไปเชิญตัวมายังยมโลกในมือ เมฆาดันแว่นเล็กน้อย คิดอะไรในใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมา

“อ้าว เมฆา! จะไปทำงานแล้วเหรอ ขอดูใบภารกิจหน่อยสิว่าไปที่เดียวกันรึเปล่า จะได้ไปด้วยกัน” เสียงร้องทักอันแสนจะเริงร่าของอัศวินนำหน้ามาก่อน ตามด้วยแขนแกร่งที่โอบไหล่คนตัวเตี้ยกว่าอย่างคุ้นชิน

“หวา คนละที่แฮะ แย่จัง” อัศวินที่ตอนนี้กลายเป็นยมทูตไปแล้วมองใบภารกิจของอีกฝ่ายแล้วส่ายหน้าไปมา เมฆาเหลือบมองคนตัวโตก่อนจะผละออกจากวงแขนแกร่ง

“…คราวนี้ผมอยากให้คุณไปด้วย ช่วยเสียเวลาไปทำงานเป็นเพื่อนผมหน่อยได้มั้ยล่ะครับ”

“เอ๊ะ? จริงเหรอ?! นายไม่สบายหรือไง ไม่สิ ยมทูตนี่ไม่สบายได้ด้วย?” ยมทูตมือใหม่เอียงคอสงสัย

“เปล่าครับ ก็แค่คิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้นเธอคงจะดีใจน่ะ” คนสวมแว่นยิ้มบางๆ ปล่อยให้อัศวินทำหน้างุนงงไปพักใหญ่ เมฆาไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายจำมินตราไม่ได้ เพราะตัวเขาเองก็จำอดีตชาติของตนไม่ได้เช่นกัน การเป็นยมทูตก็ถือเป็นการเกิดใหม่ ดังนั้นความทรงจำในชาติที่แล้วจึงถูกลบออกไป ทว่า ยมทูตนั้นแตกต่างจากมนุษย์ มนุษย์เมื่อเกิดใหม่นั่นได้รับชื่อใหม่ ชีวิตใหม่ รูปลักษณ์ใหม่ แต่รูปลักษณ์ของยมทูตนั้นยังคงเดิม ชื่อเองก็เช่นกัน มีแต่เพียงความทรงจำในชาติก่อนเท่านั้นที่หายไป

“เดี๋ยวซี่ หมายความว่าไงน่ะ เฮ้! เมฆา รอฉันด้วยย!!”

หนึ่งยมทูตวิ่งตามหลังคู่สนทนาไป ในขณะที่อีกหนึ่งยมทูตยิ้มบางๆ ใบหน้าหญิงสาวคนรักของอัศวินในชาติที่แล้วบนใบภารกิจปรากฏขึ้นในหัวอย่างเด่นชัด เมฆานึกดีใจที่เธอไม่ได้ตายเพราะฆ่าตัวตายตามอัศวิน แต่ตายเพราะสิ้นอายุขัยธรรมดา เขาเคยแอบเป็นห่วงอยู่เหมือนกันว่ามินตราจะคิดสั้นเหมือนกับบัณฑิตแซ่จางในนิทานที่เขาเคยเล่าให้เธอฟังหรือไม่ แล้วก็โชคดีที่ไม่เป็นเช่นนั้น

มีไม่กี่กรณีที่มนุษย์จะได้พบเจอกันอีกครั้งหลังจากที่เสียชีวิตแล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังมีความทรงจำของอีกฝ่ายอยู่ ในเมื่อมีเรื่องบังเอิญอย่างนี้เกิดขึ้น เมฆาก็อยากให้พวกเขาได้เจอกัน แม้จะมีทั้งฝ่ายที่จำได้และฝ่ายที่จำไม่ได้ก็ตาม

ถ้ามินตรายังไม่ลืม เธอต้องดีใจแน่ๆเมื่อได้เห็นคนรักของเธออีกครั้ง

เมฆาได้แต่หวัง

หวังว่าอัศวินจะยังอยู่ในใจของเธอ และไม่ถูกลืมไปตามกาลเวลา

ยมทูตได้แต่หวัง

หวังว่ามนุษย์จะไม่ขี้ลืม

………..

เรื่องสั้นตันชื่อเหมือนเดิมค่ะฮือออ555555 ความจริงจะทำส่งชมรม แต่รู้สึกมันกากๆยังไงก็ไม่รู้ ก็เลยช่างมันละกัน… เอาลงในนี้แทนดีกว่า

ปล. ขอบคุณข้อมูลนิทานจากคุณเบียร์ อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี ค่ะ จำได้ว่ากำลังส่องแท็กทีมสำริด (รึเปล่านะ) แล้วก็เจอแอคเคานท์นึงเมนชั่นคุณเบียร์ไปพ้อมกับติดแท็กนั้น พอดีตอนนั้นว่างๆก็เลยถือวิสาสะกดเข้าไปอ่านค่ะ ก็ปรากฏว่าเป็นนิทานเรื่องนี้นี่เอง เห็นว่าน่าสนใจดี ก็เลยเอามาเชื่อมกับหัวข้อ “ลืม” ที่ชมรมให้มาเขียน เชื่อมกันงงๆ สุดท้ายก็ออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ