KnB AU FanFiction [ Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei ] ‘The Cupid’ (1)

KnB AU FanFiction

Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei

‘The Cupid’

……………

หมายเหตุ :  ฟิคยาวเรื่องนี้เป็นฟิคยาวเรื่องแรก และเป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียน เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่พวกพี่คิโยชิ พี่ฮิวงะ และตัวละครทุกตัวในเรื่องโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เพื่อความสมจริง จึงจำเป็นต้องบิดนิสัยตัวละครไปบ้าง (โดยเฉพาะ อาโอมิเนะ) ที่สำคัญ ฟิคนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยจุดประสงค์หลักๆคือติดซีรี่ส์สืบสวน ( The Mentalist) และอยากเห็นพี่ฮิวงะลุคเข้มๆ เชิ้ตขาวถกแขนเสื้อขึ้นถึงศอก เนกไทหลวมๆ  ปลดกระดุมคอสองเม็ดบน มีเสื้อนอกพาดไหล่///__///  จึงทำให้พล็อตคดีอาจมีจุดบกพร่องไปบ้าง นอกจากนี้ การอัปเดตเนื้อเรื่องในแต่ละตอนที่อาจจะช้ามาก แงงงง ขออภัยมา ณ ที่นี้จริงๆค่ะ

……………..
บทที่1

ณ แผนกสืบสวนสอบสวนที่1

ฮิวงะ จุนเปย์ถอนหายใจเป็นรอบที่ร้อยอยู่ที่โต๊ะทำงานของตน ชายหนุ่มวัยสามสิบปีคว้าเนกไทสีเข้มขึ้นมาผูกอย่างรวดเร็ว ดึงแขนเสื้อที่ถกขึ้นลง หยิบเสื้อนอกสีดำที่พาดเก้าอี้ไว้ขึ้นมาใส่ จัดแต่งตัวให้ดูเรียบร้อยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปยังห้องทำงานของผู้บังคับบัญชาที่อยู่ไม่ไกลนัก เรื่องของผู้ต้องสงสัยคนล่าสุดในคดี ‘กามเทพ’ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว

‘กามเทพ’ คดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่สะเทือนขวัญคนญี่ปุ่นในตอนนี้มากที่สุด ฆาตกรมักเลือกเหยื่อเป็นคู่รัก ฆ่าปาดคอพวกเขาอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงใช้เลือดของเหยื่อเขียนคำว่า ‘กามเทพ’ ทิ้งไว้ จากนั้นก็หนีไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดให้ตำรวจสาวถึงเลยแม้แต่ครั้งเดียว ด้วยเหตุนั้น ฆาตกรคดีนี้จึงมีชื่อว่ากามเทพ ส่วนกามเทพก็กลายเป็นชื่อของคดีนี้ไปโดยปริยาย

และฮิวงะ จุนเปย์ก็คือนายตำรวจที่ต้องรับผิดชอบคดีนี้ เพราะความยากของคดีทำให้ตำรวจคนอื่นๆโยนงานกันไปมา สุดท้ายก็มาตกที่ฮิวงะผู้ยินยอมรับคดีมาทำด้วยความเต็มใจ ชายหนุ่มเป็นสุภาพบุรุษ เขาเกลียดการทำร้ายผู้หญิง และสภาพศพของหญิงสาวที่ถูกฆ่าตายอย่างน่าหดหู่พร้อมๆกับคู่รักก็ทำให้เขาอดสงสารไม่ได้

ฮิวงะตั้งใจสืบสวนคดีนี้มาตลอดแม้จะแทบไม่มีความคืบหน้าเลยก็ตาม แต่ตอนนี้เขากลับมุ่งหน้าเดินไปยังห้องของผู้บังคับบัญชาเพื่อขอถอนตัวจากคดีนี้

“เธอจะถอนตัว เพียงเพราะว่าเพื่อนเก่าตกเป็นผู้ต้องสงสัยอย่างนั้นหรือ?”

“ผม…กลัวว่าจะความรู้สึกของตัวเองจะไปทำให้งานยุ่งยากขึ้นน่ะครับ ถึงจะมั่นใจว่าเขาไม่ใช่คนร้ายแน่นอน แต่ยังไงเขาก็เป็นผู้ต้องสงสัย…”

“อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะฮิวงะคุง งานนี้มันไม่มีทางยากไปมากกว่านี้ ตั้งแต่ตอนที่เธอใจอ่อนรับคดีนี้มาทำเพราะความรู้สึกส่วนตัวแล้วล่ะ” ชายวัยกลางคนหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเริ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“อาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับเธอ แต่ฉันไม่อนุญาตให้เธอถอนตัว จนกว่าคดีมันจะจนมุมจริงๆ”

“เอ่อ แต่ความรู้สึกส่วนตัว…”

“และเพราะเธอมาพูดกับฉันอย่างนี้ ฉันถึงได้อยากให้เธอทำคดีนี้ต่อไป เธอเป็นคนซื่อตรง ฮิวงะคุง ซื่อตรงต่อหน้าที่เสียจนฉันมั่นใจว่าต่อให้เพื่อนเธอเป็นเจ้ากามเทพอะไรนั่นจริงๆ เธอก็จะใส่กุญแจมือแล้วส่งเขาเข้าคุกอยู่ดี ที่สำคัญก็คือ เธอเชื่อใจเขาใช่มั้ยล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็หาตัวคนร้ายตัวจริงมาให้ได้ซะทีสิ คดีจะได้จบๆไป”

“…เข้าใจแล้วครับ” ฮิวงะยิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะทำความเคารพผู้บังคับบัญชาแล้วเดินออกมาจากห้อง ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขารู้เหตุผลของหัวหน้าตัวเองดีที่ไม่ยอมให้ลูกน้องถอนตัว เหตุผลง่ายๆก็คือขี้เกียจจัดแถลงข่าวเปลี่ยนตัวตำรวจผู้รับผิดชอบคดีนั่นเอง

ฮิวงะไม่ชอบการแถลงข่าวมากเท่าไหร่ หัวหน้าของเขาก็ยิ่งไม่ชอบมากเท่านั้น การตอบคำถามของนักข่าวสำหรับตำรวจนั้นเป็นเรื่องที่ยากพอๆกับการปิดคดียากๆคดีหนึ่งทีเดียว

เอาเถอะ…ถอนตัวไม่ได้ก็ไม่ถอน ฮิวงะคลายปมเนกไท ปลดกระดุมคอเม็ดที่สองเพิ่มอีกเม็ด ถอดเสื้อนอกพาดบ่า ถกแขนเสื้อขึ้นถึงศอกเพื่อความคล่องตัวก่อนจะเดินไปชงกาแฟที่มุมแผนก ตำรวจหนุ่มยกแก้วกาแฟที่เพิ่งชงเสร็จขึ้นมาจิบช้าๆ เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง รอบข้างของตึกสำนักงานตำรวจถูกแวดล้อมไปด้วยตึกสูงใหญ่มากมาย ชายหนุ่มมองทะเลตึกผ่านเลนส์แว่น ย้อนนึกไปถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมานานเหลือเกิน

“ช่างเถอะ…รีบๆปิดคดีให้ได้ดีกว่า”

ฮิวงะพร้อมด้วยถ้วยกาแฟที่ยังดื่มได้ไม่ถึงครึ่งเดินไปยังตู้ขายกาแฟเย็น หยอดเหรียญอยู่ครู่หนึ่ง หยิบเอากระป๋องกาแฟออกมาใส่กระเป๋ากางเกงลวกๆ ก่อนจะเดินตรงดิ่งไปยังห้องสอบสวน

“โฮ่ย อาโอมิเนะ สลับตัวกัน”

ตำรวจรุ่นพี่ผลักประตูห้องสอบสวนเข้าไป นัยน์ตาสีเทาเข้มตวัดมองผู้ต้องสงสัยหน้ายิ้มเล็กน้อยก่อนจะรีบเบนกลับมาหาตำรวจรุ่นน้องแทบจะทันที

“เหอ?” อาโอมิเนะเงยหน้ามองรุ่นพี่อย่างงุนงงแต่ก็ยอมวางปากกาลงบนโต๊ะ ฮิวงะตบบ่าคนผมน้ำเงินหนึ่งที มองตามหลังประตูที่ถูกปิดลงช้าๆ

“ไม่ได้เจอกันนานนะฮิวงะ” คิโยชิเอ่ยยิ้มๆ มองร่างของตำรวจหนุ่มที่วางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ เอาเสื้อนอกพาดลงบนเก้าอี้ นั่งลงพร้อมกับยื่นกาแฟกระป๋องเย็นๆให้ตน

“ฮื่อ ไม่ได้เจอกันนานนะ คิโยชิ” ฮิวงะเอ่ยพร้อมๆกับเหลือบมองบันทึกที่อาโอมิเนะเขียนค้างไว้ เนื่องจากลายมือของตนเองก็อ่านยากพอกัน ตัวอักษรหวัดๆของอาโอมิเนะเขาจึงอ่านออกได้อย่างเชี่ยวชาญ

“นายดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเดิมเยอะเลย ว่าแต่สบายดีรึเปล่าน่ะ มีแฟนรึยัง สูงเท่าไหร่แล้ว…”

“นายไม่มีสิทธิ์ถามฉัน ฉันต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายถามนาย” ฮิวงะยกกาแฟขึ้นจิบ คิโยชิเองก็เปิดกาแฟกระป๋องของเขาบ้าง มือหนายกกาแฟซด ก่อนจะตามด้วยโดรายากิหนึ่งชิ้น มองคนใส่แว่นที่เริ่มเปิดแฟ้มประวัติของเขาด้วยท่าทีจริงจัง

“นายเป็นครูสอนพละให้เด็กประถม?”

“ใช่ ส่วนใหญ่ก็พวกกติกากับพวกทฤษฎีน่ะ ถ้าเป็นคาบปฏิบัติจะเป็นครูอีกคน นายก็รู้…เข่าของฉัน…”

“อา…นั่นสินะ เอาล่ะ งั้นคำถามต่อไป…” ฮิวงะเผลอเหลือบมองเข่าของอีกฝ่ายเล็กน้อย ชายหนุ่มรีบตั้งสติแล้วดึงตัวเองกลับมาที่การสอบสวนต่อ

“นายบอกอาโอมิเนะว่าที่นายไปบ้านชิโรงาเนะก็เพราะไปคุยกับผู้ปกครองของชิโรงาเนะคุง?”

“ใช่ พอคุยเสร็จฉันก็กลับ ผ่านไปได้ไม่กี่ชั่วโมงก็มีตำรวจมาหาฉันที่บ้าน บอกฉันว่าฉันเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆ่าสามีภรรยาชิโรงาเนะ…”

“แล้วนายทำรึเปล่าล่ะ?” ฮิวงะเอาถามนิ่งๆ จ้องคิโยชิตาไม่กระพริบ

“ถ้าฉันบอกว่าฉันไม่ได้ทำ นายจะเชื่อฉันรึเปล่า?” คิโยชิถามกลับ

“ฉันอยากจะเชื่อนาย แต่ฉันต้องเชื่อหลักฐาน และสิ่งแปลกปลอมเพียงสิ่งเดียวในบ้านชิโรงาเนะก็คือลายนิ้วมือของนาย”

คิโยชิยิ้มบางๆ ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ฮิวงะจนอีกฝ่ายสะดุ้งโหยง

“อ..อะ อะไร?”

“ก็จะว่าไงดีล่ะ ตั้งแต่จบม.ปลายก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยนี่นา 12ปีแล้วนะที่พวกเราไม่ได้เจอกัน จู่ๆนายก็หนีหายไปคนเดียว ฉันคิดถึงนายมากๆเลยล่ะ ทุกคนก็เหมือนกัน”

“ก็มัน…เฮ้ย ไม่สิ ฉันจะไม่คุยเรื่องส่วนตัวกับนาย” ฮิวงะส่ายหน้าไปมาเรียกสติ ทำท่าจะยกกาแฟขึ้นจิบ แต่คิโยชิเร็วกว่า เขาคว้าถ้วยกาแฟของฮิวงะไปดื่ม คนถูกแย่งกาแฟมองผู้ต้องสงสัยอย่างหัวเสียก่อนจะเริ่มต้นถามคำถามอีกครั้ง

“นายบอกอาโอมิเนะว่านายสนิทกับบ้านชิโรงาเนะ? ถ้าอย่างนั้นนายสนิทกับพวกเขาได้ยังไง?”

“ฉันเป็นครูที่ปรึกษาของชิโรงาเนะคุงน่ะ ชิโรงาเนะคุงเป็นเด็กขี้อาย ไม่พูดคุยกับเพื่อนคนอื่นในห้องเลย บ้านชิโรงาเนะก็เลยขอร้องให้ฉันดูแลเด็กคนนั้นเป็นพิเศษ” คิโยชิตอบ

“นายไปเยี่ยมพวกเขาตอนหกโมงเย็น กลับออกมาตอนหกโมงห้าสิบสอง เวลาเสียชีวิตของผู้ตายคือหนึ่งทุ่ม ชิโรงาเนะคุงกลับบ้านตอนหนึ่งทุ่มสิบห้านาที” ฮิวงะทวนตารางเวลาที่อาโอมิเนะจดเอาไว้ในกระดาษ ในหัวนึกถึงระยะเวลาลงมือ ภายในเวลาแปดนาที คนเข่าเจ็บจะฆ่าคนสองคนให้ตายได้เชียวหรือ?

แต่ถึงอย่างนั้น คิโยชิก็ไม่มีพยานยืนยันที่อยู่ เจ้าตัวบอกว่ากำลังเดินกลับห้องเช่า ระหว่างทางเป็นทางเปลี่ยว ไม่มีคนผ่าน จึงทำให้คำให้การของเขาไม่น่าเชื่อถือ

“ถ้าอย่างนั้นขากลับนายก็ไม่ได้เดินสวนกับใคร”

“ฮื่อ มันเงียบมาก ค่อนข้างมืด แล้วก็ไม่ได้ยินอะไรเลยนอกจากเสียงฝีเท้าตัวเอง”

“ลองนึกดูดีๆ บางทีนายอาจจะเห็นใครซักคนก็ได้เจ้าโง่ แค่นายจำไม่ได้”

“อา….”

ขณะที่คิโยชิกำลังคิด ฮิวงะกำลังจิบกาแฟรอคำตอบ เสียงโหวกเหวกโวยวายของอาโอมิเนะก็ดังแว่วมาแต่ไกล ตำรวจหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย ลุกออกจากเก้าอี้ก่อนจะเดินไปกระชากประตูห้องสอบสวนออกอย่างหงุดหงิด

“อะไรของนาย อาโอมิเนะ อย่าโวยวายสิฟะ มันรบกวนการสอบสวน—-” ฮิวงะเงียบเสียงไปแทบจะทันทีเมื่อพบว่าบุคคลเบื้องหน้าของตนไม่ใช่ตำรวจรุ่นน้องแต่อย่างใด ชายหนุ่มผมดำหน้ายิ้มในสูทอิตาลี่ราคาแพงก้มหน้าลงมาส่งยิ้มบางๆให้เขา ฮิวงะชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าที่ยิ้มจนมองไม่เห็นดวงตานั้นช่างคุ้นตาเหลือเกิน ราวกับว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

“….หรือว่า”

“อ้าว ฮิวงะคุง กัปตันเซย์รินนี่นา ไม่ได้เจอกันนานเนอะ” อิมะโยชิ โชอิจิทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ฮิวงะกระพริบตาปริบๆ ในขณะที่อาโอมิเนะยืนเบ้ปากอยู่ข้างๆ

“หมอนี่เป็นทนาย” อาโอมิเนะเอ่ยห้วนๆ ฮิวงะเหลือบมองพฤติกรรมของรุ่นน้องอย่างนึกสงสัย ไม่ถูกกันหรือไงนะ…ตำรวจหนุ่มสวมแว่นคิดเช่นนั้นแต่ก็ไม่ได้ถามออกไป

“ก็อย่างที่รุ่นน้องฉันพูดนั่นแหละฮิวงะคุง ฉันเป็นทนาย ขอเข้าไปคุยกับลูกความหน่อยสิ”

“ครับ เชิญครับ เอ่อ เดี๋ยวขอผมไปเก็บของก่อน” ฮิวงะที่ยังคงงุนงงกับความกลมของโลกรีบเดินเข้าไปคว้าของทุกอย่างออกมาอย่างรวดเร็ว เมื่อประตูปิด ฮิวงะเหลือบมองผ่านกระจกห้องสอบสวนเล็กน้อย เห็นร่างของคิโยชิกับอิมะโยชิเป็นเงาจางๆ ฮิวงะเดาว่าคิโยชิเองก็คงประหลาดใจเหมือนกัน ประหลาดใจพอๆกับตนตอนที่ได้รู้ชื่อผู้ต้องสงสัยนั่นล่ะ

“ไปกันเถอะ พวกเรามีงานต้องทำ” ฮิวงะหันไปสะกิดอาโอมิเนะเบาๆ ตำรวจรุ่นน้องจึงเดินตามหลังเขา อารมณ์หงุดหงิดยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้าของชายผิวเข้ม

“อาโอมิเนะ ตอนที่ฉันประชุมอยู่นายไปลงพื้นที่มานี่ ที่บ้านชิโรงาเนะเป็นไงบ้างล่ะ?” ฮิวงะถามขณะที่กำลังเดินกลับไปยังห้องแผนกสืบสวนสอบสวนที่1 ฝ่ายถูกถามสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามลืมเรื่องส่วนตัวแล้วดึงสติของตนกลับมาที่เรื่องงาน

“ก็เหมือนๆกันกับคดีฆ่ายกครัวที่บ้านคุโรดะ บ้านทานากะ แล้วก็อีกหลายๆบ้านครับ อาวุธสังหารเดียวกัน ผู้ตายสองคนเป็นคู่รักกัน ลายเซ็นของกามเทพเองก็ด้วย”

“ไม่มีอะไรแปลกๆบ้างเลยรึไง?”

“ไม่ครับ ไม่มี อย่างน้อยก็เท่าที่ผมเห็น…ไม่สิ ต่างกันตรงที่บ้านอื่นไม่มีลูก แต่บ้านชิโรงาเนะมี”

“แล้วชิโรงาเนะคุงตอนนี้พักอยู่กับใครล่ะ”

“ญาติที่อยู่ห่างออกไปอีกสองถนนน่ะครับ ผมลองไปคุยดูแล้ว พวกญาติก็ไม่เท่าไหร่ แต่ละคนมีพยานยืนยันที่อยู่ชัดเจน แต่เด็กนั่นไม่ยอมพูดอะไรเลย”

“ถ้าอย่างนั้น…” ฮิวงะแวะวางถ้วยกาแฟที่มุมเก็บภาชนะใช้แล้ว ส่งแฟ้มและกระดาษในมือให้ตำรวจรุ่นน้อง

“นายเอาไปวางไว้ที่โต๊ะฉันเลย แล้วก็ไปพักได้ อ้อ อย่าลืมไปดูคิโยชิกับอิมะโยชิซังด้วย เรามีสิทธิ์กักตัวคิโยชิไว้เพราะมีลายนิ้วมือ นายต้องพาเขาไปนอนที่ห้องขังชั่วคราว แล้วก็อย่าลืมไปส่งอิมะโยชิซังด้วย”

“หา! ไปส่ง?! ทำไมต้องไปส่ง…”

“มารยาท” ฮิวงะตอบสั้นๆ

“…..”

“น่า มันมืด ดึกดื่นป่านนี้แล้วนายรีบๆไปทำตามคำสั่งให้เสร็จๆเถอะ จะได้ไปพักซะที ไม่ง่วงรึไง”

พอได้ยินอย่างนั้นอาโอมิเนะยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา พบว่าเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน

“ก็ว่าอยู่ทำไมล้าไปหมด” ตำรวจหนุ่มบ่นงึมงำกับตัวเอง ตั้งแต่เกิดคดีขึ้นเขาก็ต้องไปลงสถานที่เกิดเหตุหลายชั่วโมง สอบสวนญาติและเพื่อนบ้านจนกระทั่งมีคนเจอลายนิ้วมือของคิโยชิจึงได้ถือโอกาสกลับสำนักงานเพื่อไปสอบสวนเป็นกรณีพิเศษ และเมื่อได้พักอ่านนิตยสารคลายเครียดจากการดูศพอยู่แค่ไม่กี่นาทีก็ถูกเรียกให้ไปสอบปากคำ สุดท้ายแล้วก็ยังต้องมาเจอรุ่นพี่สมัยเรียนโทโออีกต่างหาก

“แล้วรุ่นพี่ฮิวงะจะไปไหนล่ะครับนั่น” ตำรวจผิวเข้มถามอย่างไม่ใส่ใจนัก

“ไปล้างหน้านิดหน่อย คืนนี้คงต้องโต้รุ่ง ช่วงนี้เจ้ากามเทพบ้านั่นลงมือถี่ ถ้าเรายังไม่ได้เบาะแสจากมันคนบริสุทธิ์เองก็ยังต้องถูกฆ่าต่อไปเรื่อยๆ”

“ว้าว รุ่นพี่เท่จางเลยยย” อาโอมิเนะปรบมือแปะๆพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงโมโนโทน ฮิวงะเบ้ปาก นึกอยากจะลงโทษด้วยการเขกหัวอีกฝ่าย แต่คิดอีกทีอาจทำให้อาโอมิเนะโง่กว่าเดิมจึงไม่ทำ

“ไปพักซะ พรุ่งนี้เจ็ดโมงเช้ามาเจอกันที่โต๊ะฉัน เราจะวิเคราะห์รูปคดีกันต่อ”

อาโอมิเนะหาวหวอดแทนคำตอบรับก่อนจะเดินสะลึมสะลือจากไป ฮิวงะถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ตำรวจหนุ่มบิดขี้เกียจไปมาก่อนจะเดินตรงไปยังห้องน้ำชายที่อยู่ไม่ไกลนัก ระหว่างทางชายหนุ่มเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ค่ำคืนนี้มืดสนิท ไร้ซึ่งแสงสีเหลืองนวล บางทีคงอาจจะถูกเมฆหรือไม่ก็ตึกสูงบดบังอยู่

“…หวังว่าคงไม่ใช่นายนะ คิโยชิ”

…………..

KnB AU FanFiction [ Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei ] ‘The Cupid’ (0)

KnB AU FanFiction

Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei

‘The Cupid’

……………

หมายเหตุ :  ฟิคยาวเรื่องนี้เป็นฟิคยาวเรื่องแรก และเป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียน เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่พวกพี่คิโยชิ พี่ฮิวงะ และตัวละครทุกตัวในเรื่องโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เพื่อความสมจริง จึงจำเป็นต้องบิดนิสัยตัวละครไปบ้าง (โดยเฉพาะ อาโอมิเนะ) ที่สำคัญ ฟิคนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยจุดประสงค์หลักๆคือติดซีรี่ส์สืบสวน ( The Mentalist) และอยากเห็นพี่ฮิวงะลุคเข้มๆ เชิ้ตขาวถกแขนเสื้อขึ้นถึงศอก เนกไทหลวมๆ  ปลดกระดุมคอสองเม็ดบน มีเสื้อนอกพาดไหล่///__///  จึงทำให้พล็อตคดีอาจมีจุดบกพร่องไปบ้าง นอกจากนี้ การอัปเดตเนื้อเรื่องในแต่ละตอนที่อาจจะช้ามาก แงงงง ขออภัยมา ณ ที่นี้จริงๆค่ะ

……………..
บทนำ

‘โครม!’

นายตำรวจผิวเข้มเงยหน้าขึ้นจากนิตยสารสำหรับผู้ชาย นัยน์ตาสีน้ำเงินเหลือบมองแฟ้มเอกสารที่ถูกโยนลงบนโต๊ะทำงานของตน ก่อนที่สายตาจะค่อยๆเบนไปหาตำรวจรุ่นพี่อย่างมีคำถาม

“อะไร…” เจ้าตัวยังไม่ทันจะพูดจบ นายตำรวจสวมแว่นในเชิ้ตขาวแขนยาวที่ถกแขนเสื้อขึ้นถึงศอกก็เอามือเท้าเอว สั่งงานเขาสั้นๆ

“ไปสอบปากคำหมอนี่แทนฉันที”

“ปกติแล้วรุ่นพี่จะทำเองไม่ใช่เหรอครับ” นายคนผมน้ำเงินผู้เคยชินแล้วกับการถูกบังคับให้พูดสุภาพกับรุ่นพี่เหลือบมองแฟ้มประวัติผู้ต้องสงสัยที่ค่อนข้างบาง ดูท่าว่าคนที่อยู่ในห้องสอบสวนคงไม่เคยมีคดีที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล แต่ถ้าอย่างนั้นทำไมอีกฝ่ายจึงได้ทำหน้าเครียด ราวกับว่ากำลังจะไปสอบสวนเอเลี่ยนกันล่ะ? ที่สำคัญ คนคนนี้ไม่เคยกลัวผู้ต้องหา แม้แต่ฆาตกรโหดๆก็เคยสอบสวนมาแล้ว แต่อะไรกันที่ทำให้อีกฝ่ายถึงกับต้องโยนงานมาให้คนอย่างเขาทำด้วย

“อาโอมิเนะ งานนี้เหมาะสำหรับนาย ไม่เหมาะสำหรับฉัน…”

อาโอมิเนะ ไดกิเลิกคิ้วสงสัย แต่พอเปิดแฟ้มประวัติบางๆเล่มนั้น ความสงสัยก็ค่อยๆหายไป ภาพความทรงจำในสมัยก่อนเริ่มปรากฏขึ้นมาอย่างเลือนราง ใช่แล้ว เขาเคยเจอผู้ต้องสงสัยคนนี้มาก่อนสมัยตอนอยู่มัธยมปลายปีหนึ่ง

“เข้าใจแล้วครับรุ่นพี่ฮิวงะ” ชายหนุ่มยอมรับงานอย่างว่าง่ายขณะที่บิดขี้เกียจไปมา ฮิวงะ จุนเปย์ขมวดคิ้วเล็กน้อยกับพฤติกรรมของรุ่นน้อง แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาไม่มีอารมณ์แม้แต่จะอบรมมารยาทรุ่นน้องเสียด้วยซ้ำ

“…ถ้าหมอนั่นหิวตอนที่สอบสวนอยู่ก็ไม่ต้องสั่งข้าวหน้าหมูทอด แค่โดรายากิก็พอ ที่สำคัญ รีบๆถามเร็วๆก่อนที่ทนายของหมอนั่นจะมา” ตำรวจรุ่นพี่เอ่ยทิ้งท้าย ก่อนจะเดินหันหลังจากไป ปล่อยให้อาโอมิเนะถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย

“ขี้เกียจชะมัด ให้ตายเถอะ” อาโอมิเนะบ่นงึมงำกับตัวเอง หยิบแฟ้มขึ้นมาถือเดินไปยังห้องสอบสวน ชายผิวคล้ำผลักประตูเข้าไป ชายร่างสูงใหญ่ผมสีน้ำตาลนั่งอยู่ในนั้น เขาแก่ขึ้นไปตามวันเวลา แต่รอยยิ้มบนใบหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขายังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

“อ้าว สวัสดี นาย…อาโอมิเนะจากโทโอใช่มั้ย ไม่ได้เจอกันนานนะ”

“นั่นสิ” อาโอมิเนะหาวหวอด ขยับเก้าอี้แล้วทิ้งตัวลงบนนั้น วางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ เอื้อมมือไปเปิดโคมไฟ กระดาษโน้ตกับปากกาในมือเตรียมพร้อมสำหรับการจดบันทึกข้อมูลต่างๆ

“ไม่ได้เจอกันนานนะ คิโยชิ เท็ปเปย์”

………..

………………..

Touken Ranbu FanFiction [ Ookurikara x Heshikiri Hasebe ] ‘Sick’

Touken Ranbu FanFiction

Ookurikara x Heshikiri Hasebe

‘Sick’
…..

“นายท่านโอดะ!!”

ข้าสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย หอบหายใจอย่างหนักหน่วงราวกับว่ากำลังทำศึกกับเคบิอิชิอยู่ก็ไม่ปาน ภาพแผ่นหลังของนายเก่ายังคงค้างคาอยู่ในห้วงความทรงจำ ข้าแตะเบาๆที่แก้มของตนเอง มันเปียกชื้น ทั้งเหงื่อและน้ำตาต่างปนกันจนแยกไม่ออก

ด้วยเหตุนี้ข้าจึงไม่ชอบการนอนแต่หัวค่ำ… ถึงแม้จะเป็นคำสั่งของนายท่านซานิวะที่อยากให้ข้าได้พักผ่อนบ้างหลังจากที่ล้มป่วยเพราะทำงานหนักมากเกินไปก็ตาม

มีแต่ต้องเหน็ดเหนื่อยเท่านั้นจึงจะหลับไปโดยไม่ฝัน ดังนั้นข้าจึงฝืนร่างกายตัวเองลุกขึ้นมานั่งบนฟูก ในห้องนอนรวมของดาบมาตรฐานนี้มีเพียงดาบไม่กี่เล่ม ทุกเล่มในที่นี้ต่างนอนหลับสนิทอย่างไม่สนใจเสียงละเมอของข้า ส่วนหนึ่งถูกส่งไปออกสำรวจยังไม่กลับ อีกส่วนกำลังไปช่วยพวกมีดสั้นออกรบ และอีกสองเล่มที่เหลือถูกพาไปโรงซ่อม คาดว่าคืนนี้คงไม่น่าจะกลับมานอนที่นี่แล้ว

ข้าใช้แขนเสื้อของยูกาตะเช็ดหน้าลวกๆ เดินผ่านฟูกของมุตสึโนะคามิ โยชิยูกิที่อยู่ข้างๆ เดินผ่านฟูกของคะชู คิโยมิตสึ ฟูกของยามัมบะกิริ คุนิฮิโระ และสุดท้ายคือฟูกของโอคุริคาระ

‘หมับ’

จู่ๆมือปริศนาจับหมับเข้าที่ข้อเท้าของข้าในความมืด ข้าสะดุ้งโหยงรีบกวาดตามองไปยังตำแหน่งของเจ้าของมือนั้นทันที

“โอคุริคาระ…”

“เจ้าจะไปไหน” คนผิวเข้มถามเสียงเบา ข้าเองก็ลดระดับเสียงลงเช่นกัน

“ข้าจะไปจัดการเอกสารต่อ”

“เจ้าห้ามไป”

“ทำไม?”

“เจ้าไม่สบาย” โอคุริคาระตอบสั้นๆแต่ได้ใจความ ข้ายกมือขึ้นปาดเหงื่อเล็กน้อย พยายามทำสีหน้าให้ดูสบายดีที่สุด

“ข้าหายแล้ว”

“เจ้าร้องเสียงดัง”

“ข้าแค่ฝันร้าย ไม่ได้เจ็บป่วยอะไรมากมาย”

“ยังไงก็ห้ามไป”

“…เข้าใจแล้ว ข้าไม่ทำงานก็ได้ แต่ข้าจะออกไปเดินเล่น”

โอคุริคาระนิ่งไปชั่วครู่ ปล่อยมือจากข้อเท้าของข้าแล้วลุกขึ้นยืน ข้ามองคนตัวเล็กกว่าอย่างมีคำถาม แต่ไม่นานนักเขาก็ให้คำตอบแก่ข้า

“ข้าไปด้วย” เขาเอ่ยเช่นนั้น

“…ตามใจ” ข้าพยักหน้า พวกข้าสองคนค่อยๆเดินออกมาจากห้องอย่างเงียบเชียบ ข้าไม่รู้ว่าทำไมเขาจึงอยากมากับข้าด้วย บางทีคงจะมาเฝ้ากระมัง หรือไม่ก็นอนไม่หลับ และการนอนไม่หลับนั้นอาจเป็นความผิดของข้าที่เผลอตัวละเมอเสียงดังก็เป็นได้

“ขอโทษ…” ข้าตัดสินใจเอ่ยออกมาหลังจากที่พิจารณาอยู่นานว่าควรขอโทษเขาหรือไม่ โอคุริคาระนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงถามกลับสั้นๆ

“เรื่องอะไร?”

“ข้าทำให้เจ้าตื่น”

“…ไม่เป็นไร” โอคุริคาระตอบ เขาเป็นคนพูดน้อย ไม่สุงสิงกับใคร โชคุไดคิริ มิทสึทาดะเองก็เป็นห่วงเขาจึงได้พยายามพร่ำบ่นเขาอยู่บ่อยๆ สำหรับข้านั้น ขอแค่เขาไม่ก่อเรื่องวุ่นวายให้นายท่านซานิวะกับฮงมารุข้าก็พอใจแล้ว

“นายท่านสั่งให้เจ้าคอยดูให้ข้าพักผ่อนหรือ?” ข้าตัดสินใจเอ่ยปากถามขณะที่กำลังก้าวเดินไปตามทางเดินที่เงียบงัน

“ไม่เกี่ยวกับท่านซานิวะ ข้าเห็นว่าในเมื่อเจ้าไม่สบาย เจ้าก็ควรพัก”

“แต่การพักทำให้ข้า…”

“ฝันร้าย”

“ใช่” ข้าพยักหน้า โอคุริคาระเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ

“แต่เจ้าก็ควรพัก”

“ไว้ข้าสงบสติอารมณ์ได้แล้วจะไปนอน” ข้าตอบก่อนจะสูดอากาศเย็นๆยามค่ำคืนเข้าไปเต็มปอด แม้จะรู้สึกหนาวเล็กน้อย แต่ก็ให้ความรู้สึกดีกว่าฝันร้ายมากนัก พวกข้าสองคนเดินลัดเลาะไปตามระเบียง ความเงียบไม่ทำให้ข้าอึดอัด แน่นอนว่าโอคุริคาระก็เช่นกัน

การอยู่ข้างๆเขาทำให้ข้าสงบจิตใจได้ดีขึ้น

“เจ้าควรกลับไปพักผ่อนได้แล้ว” โอคุริคาระเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ข้ายักยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของเขา

“เจ้าอยู่กับมิทสึทาดะมากเกินไปแล้ว”

“อากาศมันเย็น ข้าเห็นเจ้าตัวสั่น”

“หนวกหู ข้าไม่ได้หนาว”

“ข้ายังไม่ได้พูดว่าเจ้าหนาว”

“…..แต่ข้ายังไม่อยากกลับ” ข้าเถียงอะไรอีกฝ่ายไม่ออกจึงได้แต่ยืนยันอย่างเอาแต่ใจ โอคุริคาระหันมามองข้า เขาถือวิสาสะคว้ามือของข้าขึ้นมาจับ

“เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?” ข้าก้มลงมองมือตัวเองแล้วจึงเหลือบมองใบหน้าของอีกฝ่าย

“อย่างนี้…คิดว่าคงช่วยทำให้เจ้าอุ่นขึ้น” โอคุริคาระตอบ

“…..”

“ดูท่าเจ้าจะยังหนาวอยู่”

“เจ้าคิดว่ามันจะช่วยให้อุ่นขึ้นได้จริงๆรึไง—”

ข้ายังพูดไม่ทันจบโอคุริคาระก็ใช้มืออีกข้างกดหลังหัวข้าให้โน้มหน้าลงมา ริมฝีปากของเขาประกบเข้ากับริมฝีปากของข้าอย่างแผ่วเบา และเนิ่นนาน ลิ้นของเขาดุนดันเข้ามาในโพรงปากจนใบหน้าของข้าร้อนผ่าวไปหมด หัวใจเองก็เต้นรัวเร็วอย่างควบคุมไม่ได้

เจ้าเด็กบ้าจูบข้าได้ครู่หนึ่งจึงยอมปล่อยให้ริมฝีปากของข้าเป็นอิสระ ข้าเซถอยหลังไปเล็กน้อยแต่โอคุริคาระก็เดินตามไปช่วยประคอง มืออีกข้างของเขายังคงจับมือของข้าไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

“หายหนาวแล้วหรือยัง?” เขาถาม

“เจ้ามันบ้า…” ข้าพึมพำเบาๆ ใบหน้ายังคงร้อนผ่าวไปทั้งหน้า

“หน้าเจ้าเป็นสีแดง”

“เงียบน่า! กลับกันได้แล้ว ข้าควรพักผ่อนไม่ใช่หรือ!”

โอคุริคาระยิ้มบางๆ ข้าไม่เคยเห็นเขายิ้มมาก่อนจึงได้แต่จ้องมองอย่างตกตะลึง

แน่นอนว่าการอยู่ได้ข้างกายโอคุริคาระทำให้ข้าสงบจิตใจได้ดีขึ้น

แต่บางครั้ง…เขาก็ทำให้ข้าหัวใจเต้นแรงจนแทบจะเป็นบ้าได้เช่นกัน

…………

 

 

Touken Ranbu FanFiction [ Nihongo x Heshikiri Hasebe ] ‘Drunk’

Touken Ranbu FanFiction

Nihongo x Heshikiri Hasebe

‘Drunk’

………………………..

“โย่ว ฮาเซเบะ ฮากาตะ”

“อ๊ะ พี่นิฮงโก”

“มีอะไร?”

ชายผมแสกในเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมคอสองเม็ดเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร ข้างๆกันมีเด็กน้อยผมสีเหลืองอ่อนสวมแว่นแดงนั่งพับกระดาษรีไซเคิลเล่น

นิฮงโกเหลือบมองแผ่นอกของฮาเซเบะที่โผล่ออกมาเล็กน้อย ก่อนจะตั้งสติ ทำเป็นมองหนึ่งดาบหนึ่งมีดสั้นและเอกสารกองโตด้วยสายตาเวทนาจับใจ

“ดึกป่านนี้พวกเจ้ายังต้องมายุ่งกับเอกสารพวกนี้อยู่อีกเหรอ”

“ข้านั่งทำของข้าอยู่คนเดียว แต่ฮากาตะดันฝันร้ายเลยขอมานั่งด้วย” ฮาเซเบะถอนหายใจเฮือกใหญ่ หยิบกระดาษแผ่นใหม่ขึ้นมาวางบนโต๊ะช้าๆ

“ฝ ฝันถึงนายท่านนากามาสะไม่ใช่ฝันร้ายซะหน่อยนะ พี่ฮาเซเบะ!” ฮากาตะโวยวายเสียงดัง ดาบหนุ่มทำหน้าเหยเกเล็กน้อยก่อนจะเขกหัวอีกฝ่ายเบาๆ เขาเป็นคนมือหนัก ทำแค่นี้ฮากาตะก็เจ็บแล้ว ไม่จำเป็นต้องเขกแรงๆก็ได้

“ถ้าเจ้าต้องร้องไห้เพราะเขา มันก็ถือว่าเป็นฝันร้ายนั่นล่ะ” ฮาเซเบะพึมพำ นัยน์ตาสีม่วงของชายหนุ่มหม่นลงเล็กน้อยก่อนจะกลับเป็นปกติดังเดิมอย่างรวดเร็ว ทั้งฮากาตะและนิฮงโกสังเกตเห็น แต่ก็ไม่มีใครกล่าวอะไรออกมา

“….”

ฮากาตะนิ่งไปไม่พูดไม่จา หอกหนุ่มในชุดหมีสีดำมองสถานการณ์บ้านคุโรดะอย่างสนอกสนใจ เจ้าของเรือนผมสีดำนั่งลงช้าๆ มือหนาหยิบขวดสุราประจำตัวขึ้นมาแล้วเอ่ยว่า

“เอาอย่างนี้ ฮากาตะ ถ้านอนไม่หลับก็มาดื่มกับข้าสิ”

“เอ๋…”

“ไม่มีทาง” ฮาเซเบะเอ่ยขัดเสียงเข้ม นิฮงโกเอามือลูบคางเล็กน้อยก่อนจะเปิดขวดสุราออก

“งั้นเจ้ามาดื่มกับข้าแทน ฮาเซเบะ”

“ไม่”

“เอาน่าๆ ฮากาตะเป็นเด็กสินะเลยดื่มไม่ได้ แต่เจ้าไม่เด็กแล้วนี่ มาๆ ดื่มๆ” นิฮงโกขยับตัวไปนั่งข้างๆฮาเซเบะ วงแขนใหญ่โอบไหล่คู่สนทนาอย่างสนิทสนม

“ปล่อยเดี๋ยวนี้ ข้ามีงานต้องทำ”

“หืมม หรือว่าเพราะพี่ฮาเซเบะยังเด็กอยู่ ก็เลยดื่มไม่ได้อย่างนั้นเหรอ” ฮากาตะเมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของฮาเซเบะก็หายซึม เด็กชายผมสั้นยิ้มเจ้าเล่ห์ เตรียมหาคำพูดยั่วโมโหพี่ชายจำเป็นต่อ

สำหรับเด็กน้อยที่คอยกวนฮาเซเบะเป็นประจำ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาอยู่แล้ว

“ไม่ใช่อย่างนั้น เจ้าไม่เห็นรึไงว่าข้ามีงานต้องทำเยอะแยะ” ฮาเซเบะคิ้วกระตุกไปมา ถึงแม้ภายนอกจะดูเป็นคนเยือกเย็น แต่เขาก็ถือได้ว่าเป็นคนที่รักศักดิ์ศรีตัวเองมากเป็นอันดับต้นๆ เมื่อโดนกล่าวหาย่อมต้องตอบโต้ไปเป็นธรรมดา และนั่นคือจุดอ่อนที่ฮากาตะรู้ดี

“อย่าเอาเรื่องงานมาอ้างกันเลย ดูก็รู้ว่าเจ้าคออ่อนเหมือนเด็กๆใช่มั้ยล่ะ” นิฮงโกยักคิ้วกวน หอกหนุ่มรินสุราใส่จอกก่อนจะยื่นให้ฮาเซเบะ

“ใครคออ่อนกัน บางทีคนคนนั้นอาจเป็นเจ้ามากกว่า” คนผมสีอ่อนรับจอกเหล้าแล้วเทของเหลวสีคล้ำเข้าปากรวดเดียว รสชาติฝาดคอของสุราทำให้ฮาเซเบะชะงักไปเล็กน้อย เขาดื่มเป็นก็จริง แต่นึกไม่ถึงว่าเหล้าของนิฮงโกจะฤทธิ์แรงขนาดนี้ ถ้าหากว่าตนไม่เคยดื่มมาก่อนคงสลบเหมือดไปแล้วแน่ๆ

แต่ของแค่นี้จะทำให้เขาเมาได้ยังไงกันเล่า รีบๆกินให้หมดแล้วรีบๆไล่เจ้าหอกน่ารำคาญนี่ดีกว่า แล้วก็ต้องลากฮากาตะไปส่งที่ห้องให้ได้ เขาจะได้ทำงานต่ออย่างมีความสุขเสียที

“นี่น่ะของชั้นดีเลยนะ เอาอีกจอกสิ” นิฮงโกรินเหล้าเพิ่มใส่จอก แต่ฮาเซเบะกลับไม่สนใจเหล้าจอกนั้น ชายหนุ่มคว้าขวดสุราของนิฮงโกมาแล้วเทเข้าปากไปทั้งหมด ท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างของนิฮงโกและฮากาตะ

“เอ้า พอใจรึยัง ข้าจะทำงานต่อแล้ว” ฮาเซเบะยกแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวของตนขึ้นเช็ดปาก ใบหน้าเริ่มขึ้นสีแดงจางๆ หอกหนุ่มกับมีดสั้นกระพริบตาปริบๆ มองดาบมาตรฐานที่คว้าปากกาหมึกซึมหัวแหลมขึ้นมาเขียนตัวอักษรลงบนโต๊ะไม้ญี่ปุ่น

“เฮ้ๆ ฮาเซเบะ เจ้าไหวมั้ยเนี่ย” นิฮงโกเกาหัวแกรกๆ ใครจะไปรู้ว่าอีกฝ่ายจะเล่นเทใส่ปากหมดขวดขนาดนั้น ส่วนฮากาตะหัวเราะดังลั่น นานๆทีเด็กน้อยจะได้เห็นฮาเซเบะเมา พอมองๆไปก็อดขำคนตัวโตกว่าไม่ได้

“หนวกหูน่า เหล้าของเจ้ามันไม่ต่างอะไรจากน้ำเปล่าเสียด้วยซ้ำ ให้ข้าทำงานอยู่อย่างนี้ทั้งคืนก็ยังไหว”

“ข้าอยู่ทางนี้ต่างหากเล่า” นิฮงโกมุมปากกระตุกเมื่อเห็นว่าฮาเซเบะหันไปพูดกับอากาศที่ว่างเปล่า ฮากาตะระเบิดหัวเราะจนตัวงอ คิดในใจว่าวันหลังคงต้องแอบขอเหล้าจากนิฮงโกมาหลอกให้ฮาเซเบะดื่มบ่อยๆเสียแล้ว

“อย่างนี้นี่เอง เคลื่อนที่ได้รวดเร็วสมกับเป็นเจ้าดีนี่”

“ข้าอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่แรกแล้วต่างหากเล่า”

เป็นประเภทเมาแล้วเพี้ยนอย่างนั้นสินะ…นิฮงโกหลุดขำออกมาเล็กน้อย พอเห็นด้านที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นของคนที่จริงจังอย่างฮาเซเบะ หอกหนุ่มก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายน่ารักน่าเอ็นดูมากกว่าปกติ

ภาพของฮาเซเบะที่คอยจู้จี้เรื่องการดื่มของเขาตั้งแต่วันแรกที่เจอหน้า จิโร่ทาจิเองก็โดนเหมือนเขา แต่เห็นได้ชัดว่าฮาเซเบะจงใจปล่อยจิโร่ทาจิไปเพราะชอบเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นผู้หญิง ในขณะที่คนอย่างเขากลับโดนเพ่งเล็งมากเป็นพิเศษในเรื่องของสุรา

‘นิฮงโก ข้าบอกเจ้าแล้วไงว่าระหว่างไปรบห้ามนำสุราไปดื่มด้วย’

‘หา? พูดอะไรน่ะ จิโร่ทาจิยังนำไปด้วยเลยไม่ใช่หรือไง เจ้าจะไม่ลำเอียงไปหน่อยเรอะ’

‘น หนวกหูน่า หมอนั่นน่ะ….’

‘หมอนั่นทำท่าเหมือนจะขืนใจเจ้า เลยต้องจำยอมเพราะกลัวจนทำอะไรไม่ถูก’

‘จะเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่ายังไงเจ้าก็ห้ามนำเหล้าของเจ้าไปสนามรบ!!’

ว่าแล้วก็เดินเชิดหน้าจากไป ในสายตาของนิฮงโก ฮาเซเบะเป็นคนที่ค่อนข้างดื้อรั้น เผด็จการ โมโหง่าย เจ้าระเบียบจนน่ารำคาญ แต่ก็มีเหตุผลในแบบของตัวเอง ที่สำคัญคือเป็นคนที่ซื่อสัตย์…และใจอ่อนกับผู้หญิงและเด็กมากทีเดียว ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่ตระหนักรู้ถึงจุดนั้นของตัวเองก็ตาม

‘ฮากาตะ ข้าบอกเจ้าแล้วไงว่าเสื้อผ้าน่ะต้องพับเก็บให้เรียบร้อย’

‘บู่วว พี่ฮาเซเบะก็เก็บสิ’

‘ก็นี่มันเสื้อของเจ้าไม่ใช่รึไง ให้ตายสิ เจ้าเด็กคนนี้… นิฮงโก เจ้ารอข้าก่อน เดี๋ยวข้าจะสั่งงานเจ้าทีหลัง’

ฮาเซเบะหันมาพูดกับหอกหนุ่มที่ถือคราดอยู่ในมือก่อนจะนั่งลงพับเสื้อผ้าของฮากาตะพร้อมกับบ่นงึมงำไปด้วย

สุดท้ายก็เก็บให้ไม่ใช่รึไง… นิฮงโกยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วยิ้มขำๆ พอเขาเอ่ยปากแซวอีกฝ่ายไปก็โดนเอกสารปึกใหญ่ฟาดใส่

‘หุบปากน่า ใจดีใจอ่อนอะไรกัน ข้าแค่ทำตามหน้าที่ของข้า’

ฮาเซเบะว่าอย่างนั้น แต่ก็หันหน้าหนีไปมองทางอื่น

นิฮงโกในตอนนั้นกระตุกยิ้ม เช่นเดียวกับนิฮงโกในตอนนี้ที่กำลังมองฮาเซเบะยามเมาเถียงอะไรไร้สาระบางอย่างกับฮากาตะ

ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ ชายที่ชื่อว่าเฮชิคิริฮาเซเบะก็มักจะเผลอทำอะไรน่ารักอยู่เสมอ

“เฮ้ ฮาเซเบะ เจ้าไปนอนพักได้แล้วมั้ง..”

“หนวกหู.. เจ้าไม่ใช่นายท่านซานิวะ เจ้าสั่งข้าไม่ได้หรอก”

“ข้าอยู่ตรงนี้เฟ้ย เอาล่ะ มองหน้าข้าดีๆ ข้านี่แหละนายท่านของเจ้า ไม่ใช่นิฮงโก” จู่ๆนิฮงโกก็นึกสนุกอยากอำฮาเซเบะขึ้นมา ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้ดาบมาตรฐานที่กำลังพยายามเพ่งสายตามองร่างนิฮงโกว่าใช่เจ้านายของตนหรือไม่

เดิมทีหอกหนุ่มไม่คิดว่าจะได้ผล ต่อให้เมาแค่ไหนก็ต้องแยกออกอยู่แล้ว ระหว่างหญิงสาวร่างบางกับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ทว่า ฮาเซเบะกลับเบิกตากว้าง ก้มตัวคุกเข่าลงอย่างโงนเงน

“นายท่าน! นายท่านจริงๆด้วย นายท่าน…”

“ห หา? เอาจริงดิ…” นิฮงโกหันไปมองหน้าฮากาตะ ฝ่ายเด็กหนุ่มมีดสั้นที่กำลังตกตะลึงเองก็มองหน้านิฮงโกเช่นกัน

เมาหนักขนาดไหนกันเนี่ย…

“ฮึก…”

จู่ๆน้ำตาของฮาเซเบะก็ไหลออกมา นิฮงโกทำหน้าเหรอหรา อะไรกัน แค่เห็นท่านซานิวะก็ร้องไห้อย่างนั้นหรือ? ทำไมล่ะ แถมยัง…ร้องไห้ด้วยท่าทีที่ทรมานขนาดนั้น…

“ฮากาตะ…” นิฮงโกร้องขอความช่วยเหลือจากเด็กน้อย แต่ฮากาตะเองก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน

“ม ไม่เคยเห็นพี่ฮาเซเบะร้องไห้มาก่อนเลย…”

“ให้ตายสิ…” นิฮงโกถอนหายใจก่อนจะค่อยๆเข้าไปพยุงร่างที่อ่อนปวกเปียกอยู่บนพื้นของฮาเซเบะขึ้นมาประคองไว้ในอ้อมกอด คนเมากำเสื้อของนิฮงโกแน่น ริมฝีปากบางเอ่ยพึมพำเบาๆ

“นายท่าน…นายท่านอย่าทิ้งข้า อย่าทิ้งข้าไปนะขอรับ”

“ฮาเซเบะ เฮ้ นี่ข้าเองนะ ข้าขอโทษ ข้าไม่ใช่…”

“นายท่านโอดะ….”

“…..” นิฮงโกก้มลงมองดวงตาเศร้าหมองที่ถูกเส้นผมบดบังไปข้างหนึ่ง ฮาเซเบะในตอนนี้ช่างเหมาะสมกับคำว่าอ่อนแอและเปราะบางเหลือเกิน เปราะบางเสียจนแทบจะแหลกสลายคามือของเขาได้หากเขากอดอีกฝ่ายรุนแรงเกินไป

“ข้าไม่ดีตรงไหนกัน ข้าขอโทษ ข้ามันอ่อนแออย่างนั้นหรือ ฮึก…” ร่างของฮาเซเบะสั่นน้อยๆ นิฮงโกย้อนนึกถึงชายหนุ่มผู้พยายามทำตัวแข็งแกร่งออกคำสั่งกับทุกคนในฮงมารุ ชายหนุ่มผู้ทำให้หลายๆคนยอมรับและเคารพในตัวเขาอยู่ลึกๆในด้านของความขยันและความรับผิดชอบภาระงานทั้งหมด

“ข้าไม่ใช่นายท่านโอดะของเจ้า ข้าคือนิฮงโก ฮาเซเบะ เจ้าได้ยินข้ามั้ย ข้าคือนิฮงโก”

“นิ…นิฮงโก…”

“ใช่ ข้าคือนิฮงโก… นิฮงโกไง”

“นิฮง…โก…”

“และข้าจะไม่ทิ้งเจ้าไปไหน ข้าจะอยู่ชวนเจ้ากินเหล้าจนเจ้าเหม็นขี้หน้าข้าไปตลอดชีวิตเลย”

“….”

“เฮ้ ฮาเซเบะ?”

“ล หลับไปแล้ว…” ฮากาตะกระพริบตาปริบๆ นิฮงโกยักยิ้มบางๆ ลูบไล้เรือนผมสีอ่อนของคนในอ้อมกอดเบาๆ

“เอ้า ไปส่งคนเมาเข้านอนกันเถอะ”

ท่ามกลางความมืดมิดของคำคืนที่ไร้ซึ่งแสงจันทร์ หลังจากที่พาฮากาตะไปส่งหน้าห้องนอนแล้ว นิฮงโกก็อุ้มฮาเซเบะเดินต่อไปเงียบๆ เสียงฝีเท้าหนักๆของหอกหนุ่มสะท้อนก้องไปทั่วทางเดินไม้ขัดเงาในฮงมารุ

“อย่าทิ้งข้า…”

“รู้แล้วน่า” ชายชุดหมีสีดำพึมพำเมื่อได้ยินเสียงละเมอของอีกฝ่าย แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้กำลังหมายถึงตัวเองก็ตาม

“ลูกผู้ชายน่ะไม่คืนคำหรอก ที่สำคัญ…”

นิฮงโกเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

“ถึงจะไม่รู้ว่ามันเริ่มตั้งแต่ตอนไหน…แต่ข้ารักเจ้าไปแล้วนี่นา…”

………..