Touken Ranbu FanFiction [ Tonbokiri x Heshikiri Hasebe ] ‘Return’

Touken Ranbu FanFiction

 

[ Tonbokiri x Heshikiri Hasebe ]

 

‘Return’

…..

 

‘ฮาเซเบะ เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนยังไงเหรอ’

 

ทมโบะกิริเคยถามเขาอย่างนั้นในขณะช่วยชายหนุ่มดาบมาตรฐานทำความสะอาดอุปกรณ์ทำสวน เฮชิคิริ ฮาเซเบะหยิบคราดเปื้อนดินขึ้นมาพร้อมๆกับตอบคำถามของคู่สนทนาไปด้วย

 

‘เป็นคนที่น่ารำคาญสุดๆ’

‘อา พอได้ยินเจ้าพูดอย่างนี้แล้วข้าดีใจจังเลย’

‘…โรคจิตรึไง’

‘การที่เจ้ารำคาญข้า แปลว่าถึงเจ้าจะไม่ชอบข้าแต่เจ้าก็ยังแอบให้ความสนใจข้าอยู่ไง’

‘คิดไปเอง’ ฮาเซเบะเอาด้ามคราดกระทุ้งเอวอีกฝ่าย ทมโบะกิริร้องเบาๆก่อนจะหัวเราะออกมา

‘เขินสินะฮาเซเบะ หน้าเจ้าแดงไปหมดแล้ว’

‘ข ข้าโกรธเจ้าอยู่ต่างหาก เจ้าหอกหลงตัวเอง!’ ฮาเซเบะเตรียมเอาด้ามคราดกระทุ้งทมโบะกิริอีกรอบ แต่หอกหนุ่มรับมันไว้ได้ คนตัวใหญ่แย่งคราดมาถือแล้วโยนทิ้งลงพื้นดิน ก่อนจะรวบตัวฮาเซเบะเข้ามากอด

‘เฮ้ย เจ้าหอกน่ารำคาญ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้’

‘ข้าคิดว่าเจ้าเป็นคนจริงจัง’ จู่ๆทมโบะกิริก็เอ่ยออกมาแบบนั้น ฮาเซเบะย้อนนึกไปถึงคำถามที่อีกฝ่ายถามเขา นี่คงเป็นคำตอบของทมโบะกิริหากเขาถามอีกฝ่ายกลับว่าตนเป็นคนอย่างไร

 

‘ข้าชอบคนจริงจัง ตัวเจ้าเวลาที่ตั้งใจทำอะไรบางอย่างมันมีเสน่ห์น่าดึงดูด’

‘แล้วบางทีก็ดูเหมือนเด็กดื้อที่น่ารัก’

‘เจ้า!’

‘ฮ่าๆๆๆๆๆ ทำหน้าน่ากลัวอีกแล้ว ผ่อนคลายน่าผ่อนคลาย’ ทมโบะกิริใช้นิ้วนวดบริเวณหว่างคิ้วของฮาเซเบะ ในตอนนั้นฮาเซเบะได้แต่นึกฉุนอยู่ในใจ เขาไม่ใช่เด็กๆแล้วเสียหน่อย แต่ถึงอย่างนั้น…

 

กลับรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างน่าประหลาด…

 

หลังจากนั้น ทุกครั้งที่ฮาเซเบะขมวดคิ้วมุ่น หากทมโบะกิริอยู่ด้วยก็มักจะใช้นิ้วจิ้มหน้าบริเวณหว่างคิ้วของเขา

 

‘ผ่อนคลายน่าผ่อนคลาย’ หอกหนุ่มเอ่ยอย่างอารมณ์ดี

‘หนวกหูน่า…’ ฮาเซเบะทำเสียงหงุดหงิด แต่เขาก็เลิกขมวดคิ้ว

เหตุการณ์เช่นนี้ยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ทมโบะกิริใช้นิ้วชี้จิ้มวนๆไปมา ถึงแม้ปากจะบ่นหรือต่อว่าอีกฝ่าย แต่ในใจนั้นกลับรู้สึกมีความสุขทุกครั้ง

 

ทว่า…

 

“ทำหน้าน่ากลัวอย่างนี้ทำไมกัน ผ่อนคลายน่าผ่อนคลาย…”

 

ทมโบะกิริที่ถูกชโลมไปด้วยเลือดเกือบทั่วร่างยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน นิ้วชี้ของชายร่างใหญ่นวดเบาๆบริเวณหว่างคิ้วของฮาเซเบะเช่นเคย แต่คราวนี้ฮาเซเบะกลับไม่มีความสุข ใบหน้าของหนุ่มดาบมาตรฐานบิดเบี้ยวด้วยความเศร้า น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้

“บ้าเอ๊ย! อย่าตายนะ!!! ทมโบะกิริ! ทมโบะกิริ!!”

“ฮาเซเบะ…ต้องยิ้มนะ…” นัยน์ตาของทมโบะกิริที่เคยมีประกายแห่งชีวิตนั้นกลับขุ่นมัวด้วยความตาย ร่างของหอกหนุ่มค่อยๆสลายหายไปต่อหน้าต่อตาของฮาเซเบะที่ยืนตัวสั่นเทิ้ม

“อ๊ากกกกกกกกก!!!!” ฮาเซเบะกรีดร้องดังลั่นก่อนจะวิ่งเข้าไปฟาดฟันศัตรูอย่างบ้าบิ่นยิ่งกว่าเดิม บาดแผลที่ค่อนข้างหนักอยู่แล้วก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ ลำบากพวกมุทสึโนะคามิ โยชิยูกิกับยามะบุชิต้องเข้าไปยั้งไว้ไม่ให้ชายหนุ่มสู้ไปมากกว่านี้ หากยังสู้อย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ต่อไปคงไม่วายแตกสลายตามทมโบะกิริไปอีกคนแน่

“ใจเย็นๆไว้นะฮาเซเบะคุง ใจเย็นๆไว้” โชคุไดคิริ มิทสึทาดะรีบจัดการศัตรูที่เหลือแล้วเดินเข้ามากอดปลอบคนที่กำลังคลั่ง เจ้าของผ้าคาดตาข้างเดียวลูบหัวฮาเซเบะอย่างอ่อนโยนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะฟาดสันมือเข้าที่ท้ายทอยของดาบแห่งโอดะไปเต็มๆ

 

“เฮ้ย!” มุทสึโนะคามิ โยชิยูกิและยามะบุชิเผลอร้องออกมาพร้อมกันเมื่อเห็นว่าร่างของฮาเซเบะนั้นล้มลงประหนึ่งตุ๊กตาหมดลาน มิทสึทาดะเป่าสันมือฟู่วๆ ช้อนร่างคนหมดสติขึ้นมาอุ้มแล้วเอ่ยปากชวนสมาชิกที่เหลือ

 

“เอ้า กลับกันเถอะ”

“คั่กๆๆๆ ฟาดไปเต็มๆแรงเลยเรอะ”

“ร้ายกาจชะมัด!”

“ถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่อยากทำนักหรอก แต่อย่างนี้จะดูแลง่ายกว่า” มิทสึทาดะกล่าว

 

ทั้งสามดาบมองชายหนุ่มที่สลบไปเพราะแรงฟาด ก่อนจะหันไปมองพื้นที่ที่ทมโบะกิริเคยยืนอยู่ การเสียเพื่อนร่วมรบในสงครามเป็นอะไรที่เจ็บปวด

 

การสูญเสียสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ที่เหลือรอดเสมอ

 

หลังจากวันนั้น ฮาเซเบะก็มักจะอาสาเป็นหัวหน้าทัพเอง ในเมื่อครั้งหนึ่งเขาเคยพาทมโบะกิริมาให้นายท่านได้  ครั้งต่อไปเขาก็ต้องพาทมโบะกิริคนใหม่มาให้นายท่านได้เช่นกัน

 

“ฮาเซเบะคุง จะไปแล้วเหรอ”

“ขอรับนายท่าน…” ชายหนุ่มผมแสกกลางส่งยิ้มเหนื่อยอ่อนให้ผู้เป็นนาย อีกไม่นานก็ได้เวลาออกรบแล้ว เขาจึงแวะมาลาซานิวะอย่างที่เคยทำเป็นประจำ

“ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยนำเขาไปรบด้วยสิ” ซานิวะเด็กสาวยิ้มบางๆ พร้อมๆกับที่ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนที่เดินมาสมทบพอดี

ฮาเซเบะนิ่งไปชั่วครู่ เด็กสาวหัวเราะเมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของอีกฝ่าย เธอตบไหล่ลูกน้องคนสนิทเบาๆ

 

“ฝากทมโบะกิริด้วยนะ นายช่างเพิ่งมอบเขาให้ข้าเมื่อครู่นี้เอง”

 

“สวัสดี” หอกหนุ่มเอ่ยพร้อมกับแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี เรือนผมสีม่วงแดงเป็นประกายยามต้องแสงแดด ฮาเซเบะก้มหน้าลงเล็กน้อยราวกับกำลังสะกดกลั้นอะไรบางอย่าง และเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมา ทั้งทมโบะกิริและซานิวะก็ต้องตะลึง

 

“น่ารำคาญ! รีบๆไปกันได้แล้ว เจ้าคนอืดอาด!” ฮาเซเบะตะคอกใส่ทมโบะกิริ นัยน์ตาของคนผมแสกนั้นมีน้ำตาคลออยู่ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่สองคนที่เหลือจะมัวแต่อึ้ง รู้ตัวอีกทีฮาเซเบะก็เผ่นหนีไปแล้ว

 

“เอ่อ นายท่านซานิวะ…”

“นั่นสิน้า…” ซานิวะสาวกลั้นขำจนไหล่สั่นก่อนจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง ปล่อยให้หอกหนุ่มอึ้งต่อไปอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรีบวิ่งตามแม่ทัพของวันนี้ไป

 

“รอข้าด้วยสิ!”

 

ฮาเซเบะที่ปาดน้ำตาเรียบร้อยแล้วหยุดยืนรอจนกระทั่งทมโบะกิริเดินตามมาทัน

 

“ช้าเป็นบ้า…”

“ฮ่าๆ ก็ข้าตัวใหญ่นี่นา แถมเจ้ายังเดินเร็วมากอีกต่างหาก”

“แถมยังขี้ลืม…น่าหงุดหงิด” ฮาเซเบะมองคู่สนทนาที่ไม่มีทีท่าว่าจะจำเรื่องราวในอดีตได้ แน่นอน ความทรงจำช่วงที่ได้มาอยู่กับซานิวะ เมื่อแตกสลายหายไปพร้อมกับร่างกายของอาวุธก็ไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก ฮาเซเบะรู้อยู่แล้ว ทมโบะกิริคนใหม่กับคนเก่าถึงแม้จะเป็นทมโบะกิริเหมือนกัน แต่ก็ต่างกัน ต่างกันตรงที่คนใหม่ตรงหน้าของดาบหนุ่มไม่มีความทรงจำใดๆเกี่ยวกับเขาอยู่เลย

 

“เอ๋…”

“ช่างเถอะ”

 

อย่างน้อยก็ยังกลับมาให้เขาเห็นหน้าอีกครั้ง…

ถึงจะกลับมาช้า ความทรงจำหายไป แต่สุดท้ายแล้วก็กลับมา…

 

“เอาล่ะเจ้าหอกโง่ ก้มตัวลงมาซะ”

“?” ทมโบะกิริทำหน้ามึน แต่ก็ยอมทำตามคำสั่งของอีกฝ่าย สัมผัสนุ่มนวลประทับที่ริมฝีปากของหอกหนุ่มอย่างแผ่วเบา…

 

ฮาเซเบะถอนริมฝีปากออกอย่างรวดเร็ว ตั้งใจจะเดินหนี ทว่ามือแกร่งของทมโบะกิริคว้าหมับที่ข้อมือของดาบแห่งโอดะ ก่อนจะใช้นิ้วชี้จิ้มวนๆที่หน้าผากของอีกฝ่าย

 

“ผ่อนคลายน่าผ่อนคลาย”

“เจ้า..?!”

“หัวใจของทมโบะกิริทุกคนเชื่อมต่อกัน ถึงสมองของข้าคนนี้จะจำเจ้าไม่ได้ แต่ใจของข้าจำเจ้าได้อยู่แล้ว”

“ไม่ว่าจะทมโบะกิริจะมีซักกี่คน แต่สิ่งมี่ทุกคนรู้สึกเหมือนกันก็คือความรักที่มีต่อเจ้า”

“…..”

 

ฮาเซเบะหน้าแดงก่ำ ทมโบะกิริเห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมาเสียงดัง ฮาเซเบะจึงใช้ศอกกระทุ้งอีกฝ่ายแรงๆ

 

“งี่เง่า ไปได้แล้ว คนอื่นๆรออยู่!”

“อูยยย…” ทมโบะกิริครางเบาๆก่อนจะเดินตามหลังอีกฝ่ายไป

 

เพราะใช้ใจในการจดจำฮาเซเบะ เมื่อตายไปสิ่งที่เชื่อมต่อกันระหว่างทมโบะกิริคนเก่าและคนใหม่มีเพียงหัวใจเท่านั้น ดังนั้น เมื่อใจเชื่อมต่อกัน ทมโบะกิริคนใหม่จึงได้รับถ่ายทอดความทรงจำและความรู้สึกที่อยู่ในใจของคนเก่ามาจนหมดนั่นเอง

 

ทมโบะกิริแตะริมฝีปากของตนอย่างแผ่วเบา หอกหนุ่มมองแผ่นหลังของคนผมแสกด้วยสีหน้าอ่อนโยน

 

“ฮาเซเบะ”

“….”

“รักนะ”

………..

 

ฟิคนี้มีที่มาจากการลุงทมแตกค่ะ ตอนนั้นเฟลมาก ฮือออออ อาจจะอ่านแล้วงงๆหน่อย เพราะเราก็มึนๆอึนๆในขณะที่เขียน รู้แค่ว่าอยากระบายอารมณ์ออกมาเฉยๆ สุดท้ายก็เลยกลายมาเป็นฟิคเวิ่นๆอันนี้แหละค่ะ|||Orz

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s