Touken Ranbu FanFiction [ Tonbokiri x Heshikiri Hasebe ] ‘Fate’

Touken Ranbu FanFiction

[ Tonbokiri x Heshikiri Hasebe ] (มีคุริมิท/มิทคุริแทรกเล็กน้อย)

‘Fate’

…………..

“ข้าสู้คนเดียว…ข้าตายคนเดียว…แค่นี้ข้าก็พอใจแล้ว”

ในตอนนั้นที่ร่างของโอคุริคาระสลายไปต่อหน้าต่อตาข้าและคนอื่นๆ มิทสึทาดะทรุดนั่งลงบนพื้นแข็งท่ามกลางสนามรบที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและความตาย

“ค..คุริ..คุริจัง… ม ไม่จริงน่า…”

ข้ามองร่างของดาบใหญ่ที่กำลังสั่นเทาอย่างหยุดไม่ได้ พอจะเดินเข้าไปใกล้ๆหมายจะปลอบขวัญอีกฝ่ายเบาๆ จู่ๆมือหนาของทมโบะกิริก็คว้าหมับเข้าที่ไหล่ข้า เจ้าของเรือนผมสีม่วงเหลือบแดงส่ายหน้าไปมาเป็นเชิงว่าไม่ควรเข้าไปยุ่ง พอถูกห้ามเช่นนั้นข้าจึงได้แต่ยืนมองมิทสึทาดะหลั่งน้ำตาโดยมีมือของทมโบะกิริเกาะอยู่บนบ่า สมาชิกที่เหลือในทัพมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าทำอะไร ปล่อยให้มิทสึทาดะนั่งอยู่ตรงนั้นไปเรื่อยๆ

ข้าเข้าใจดี สมาชิกคนอื่นเองก็เช่นกัน คนอย่างมิทสึทาดะหากได้อยู่คนเดียวก็จะปล่อยโฮออกมาเต็มที่ หากมีใครเข้าไปอยู่ในโลกของหมอนั่น เจ้าคนตาเดียวขี้เก็กก็จะทำเป็นอวดเก่งต่อหน้าคนอื่นว่าไม่เป็นไร

ถ้าร้องออกมาได้เต็มที่แล้วจะพอช่วยให้สบายใจขึ้นมานิดหน่อยล่ะก็ ควรจะปล่อยให้อยู่ตัวคนเดียวสักครู่

“พักกันตรงนี้ก่อนเถอะ จัดการศัตรูหมดแล้วคงไม่มีโผล่มาในเร็วๆนี้หรอก” ทมโบะกิริที่เป็นหัวหน้าทัพวันนี้หันไปเอ่ยเบาๆกับยามัมบะกิริ คุนิฮิโระและมุทสึโนะคามิ โยชิยูกิ ข้านั่งลงบนพื้นข้างๆสองคนที่เหลือ พวกเรานั่งเงียบๆมองมิทสึทาดะที่กำลังร้องไห้ จนกระทั่งผ่านเกือบหนึ่งชั่วโมงจึงไปสะกิดหมอนั่นเพื่อยกทัพกลับ

นายท่านถึงกับพูดอะไรไม่ออกเมื่อเห็นว่าขากลับมีเพียงพวกเราแค่ห้าคนเท่านั้น

หลังจากนั้นไม่นาน เสียงร้องไห้ของพวกเด็กๆโทชิโร่ก็ดังลั่นไปทั่วฮงมารุ ลำบากอิจิโกะฮิโตฟุริ มิทสึทาดะ และนายท่านต้องช่วยกันปลอบให้คลายความเศร้า

ข้าเหลือบมองมิทสึทาดะที่กำลังลูบหัวปลอบมิดาเระทั้งๆที่ตัวเองก็เจ็บปวดไม่แพ้เด็กๆเหล่านั้น

‘ถ้าขืนร้องไห้ต่อหน้าเด็กๆก็ไม่เท่กันพอดีน่ะสิ’ ถ้าเป็นหมอนั่นต้องคิดอะไรพรรค์นั้นอยู่ในหัวตอนนี้แน่ๆ

“….” ข้าค่อยๆเดินหลบความวุ่นวายบริเวณนั้นออกไปตัวคนเดียวเงียบๆ ในขณะที่กำลังจะก้าวขาออกจากอาณาเขตของฮงมารุ มือของใครบางคนก็คว้าแขนข้าไว้

“…เจ้า”

ทมโบะกิริ…

“เจ้าคิดจะไปตามหาโอคุริคาระด้วยตัวคนเดียวสินะ”

“ไม่เกี่ยวกับเจ้า ปล่อยข้า”

“ข้าจะไปกับเจ้าด้วย ลำพังเจ้าที่บาดเจ็บอยู่ไม่มีทางเผชิญหน้ากับศัตรูแล้วชนะได้หรอก” ทมโบะกิริเอ่ยอย่างหนักแน่น ข้าก้มลงมองสภาพของตัวเองที่มีบาดแผลอยู่บ้างประปรายแต่ก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากแล้วพยายามแกะมือของอีกคนออก

“หนวกหู ข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น”

“เจ้ารู้หรือเปล่าว่าทำไมข้ารู้ว่าเจ้าจะออกไปตามหาโอคุริคาระเพื่อโชคุไดคิริ” จู่ๆทมโบะกิริก็ถามในสิ่งที่ข้ากำลังนึกสงสัย ข้ายังไม่ทันจะตอบอะไรอีกฝ่ายก็ชิงตอบเสียเอง

“เพราะถ้าคนที่แตกสลายในวันนี้เป็นเจ้า ข้าก็จะทำอย่างที่เจ้าทำ”

สีหน้าจริงจังของคนตรงหน้าทำให้ข้าพูดอะไรไม่ออก…

“ถ้าการทำให้โชคุไดคิริกลับมามีความสุขอีกครั้งเป็นความสุขของเจ้า ข้าก็จะไปกับเจ้าเพื่อความสุขของเจ้า”

“……”

“เอ้า ไปกันเถอะ” ทมโบะกิริเอ่ยยิ้มๆพร้อมกับจูงมือข้าที่ยังมึนงงกับคำพูดของอีกคน ระหว่างที่เดินทางนั้นข้านึกถึงวันแรกที่พวกเราเจอกันได้ วันนั้นข้าได้รับมอบหมายจากนายท่านให้เป็นหัวหน้าทัพ พอเผด็จศึกเรียบร้อยแล้วจู่ๆเจ้าหมอนี่ก็โผล่มา ณ เบื้องหน้าของข้า ในตอนนั้นข้าไม่สนใจหมอนั่น คิดแค่ว่าการมีหอกเพิ่มมาเป็นกำลังให้นายท่านเป็นเรื่องที่ดี

ทว่า

ทั้งๆที่เพิ่งมาใหม่ แต่นายท่านกลับดูโปรดปรานหมอนี่มากเป็นพิเศษ แม้จะไม่เท่าข้า แต่ข้าก็รู้สึกไม่ดีมากๆ ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งคนโปรดของนายท่านอาจไม่ใช่ข้าอีกต่อไปก็เป็นได้

หลังจากนั้นข้าก็เขม่นเจ้าหอกนี่มาโดยตลอด แม้ว่าอีกฝ่ายจะแสดงท่าทีว่าอยากสนิทกับข้าก็ตาม

“ฮาเซเบะ”

“….” ข้าสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกปลุกให้ตื่นจากห้วงแห่งความทรงจำ ดาบในฝักถูกดึงออก พร้อมฟาดฟันศัตรูที่ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าของข้าและทมโบะกิริ

“ฆ่าไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอโอคุริคาระ” ข้าสั่ง

“รับทราบ” ทมโบะกิริยิ้มให้ข้า

บทสนทนาของเราทั้งคู่เงียบหายไป ถูกแทนที่ด้วยเสียงตะโกนและเสียงอาวุธกระทบกันอย่างบ้าคลั่ง

โอคุริคาระ ถึงข้าจะไม่ค่อยชอบหน้าเจ้าเพราะมิทสึทาดะรักเจ้า แต่ถ้าเจ้าเป็นความสุขของมิทสึทาดะ ข้าก็ต้องลากเจ้ากลับไปหาหมอนั่นให้ได้

อยู่ที่ไหนโอคุริคาระ เจ้าอยู่ที่ไหน

“ย้ากกกก!!!”

หลังจากที่ไล่ตามหาโอคุริคาระไปเรื่อยๆจนใกล้จะมืด ในที่สุดข้าก็ปลิดชีพศัตรูตัวสุดท้ายสำเร็จ

ร่างของใครบางคนก็ปรากฏตัวขึ้น ข้ายิ้มออกมาในที่สุดเมื่อเห็นใบหน้าคุ้นเคยของอีกฝ่าย พลันรู้สึกว่าโลกเอียงไปเล็กน้อย รู้ตัวอีกทีก็ถูกทมโบะกิริประคองไว้ไม่ให้ล้ม

“เอ้า กลับกันเถอะนะ” ทมโบะกิริหันไปชวนโอคุริคาระที่เพิ่งปรากฏตัวพร้อมๆกับช่วยพยุงข้า เจ้าหอกบ้านี่อึดเสียจริง แทบจะไม่มีแผลเลย

“ฮาเซเบะ เจ้าเดินไหวไหม”

“ไหว” ข้าพึมพำอย่างอ่อนแรง ทมโบะกิริกันมาจ้องหน้าข้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจช้อนร่างปวกเปียกของข้าขึ้นมาอุ้ม

“เจ้าบ้า วางข้าลงเดี๋ยวนี้”

“ขนาดจะโกรธข้ายังไม่มีแรงเลยไม่ใช่หรือไง”

“กลับไปข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่” ข้ากัดฟันกรอด ถึงแม้จะน่าอายแต่ตัวข้าในตอนนี้แค่จะเถียงยังไม่มีแรงจึงได้แต่เงียบ ฝากไว้ก่อนเถอะทมโบะกิริ…

กว่าพวกเราสามคนจะกลับถึงฮงมารุก็เป็นเวลาใกล้ค่ำพอดี นายท่านอ้าปากค้างเมื่อเห็นสภาพน่าอายของข้าและโอคุริคาระที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆทมโบะกิริ มิทสึทาดะพุ่งเข้ากอดโอคุริคาระทันที พวกเด็กๆโทชิโร่ต่างตะโกนโห่ร้องกันอย่างดีใจ ตามมาด้วยอิจิโกะฮิโตฟุริที่เอ่ยปากปรามพวกน้องๆ

“เฮฮาเซเบะ เจ้าเป็นไงบ้าง!” มุทสึโนะคามิ โยชิยูกิถามด้วยน้ำเสียงน่ารำคาญใจเช่นเดิม ข้าเขกหัวเจ้าบ้าที่จำชื่อข้าไม่ได้เสียทีพร้อมกับทำหน้าเอือมระอา

“ข้าไม่เป็นไร แต่เจ้าน่ะช่วยหายโง่เสียที”

“ไม่อะ ครั้งนี้เบากว่าปกติ เจ้าต้องเป็นอะไรแน่ๆ!”

“นั่นสินะ ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวพาฮาเซะเบะไปพักก่อนละกัน” ทมโบะกิริเอ่ย

“เจ้าน่ะวางข้าลงได้แล้ว ข้าเดินไปเองได้”

“ทุกคนไปกินข้าวกันได้แล้ว ฝากดูและคุริจังด้วยนะ ส่วนฮาเซะเบะคุงกับทมโบะกิริอยู่ที่นี่ก่อน” ทันทีที่เสียงของนายท่านดังขึ้น ทุกคนก็ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง นายท่านมองหน้าข้าสลับกับทมโบะกิริ สาวเท้าเดินมาใกล้ๆพวกเราก่อนที่จะ..

กอดทั้งข้าและทมโบะกิริ

“คราวหลังอย่าทำอย่างนี้อีกนะ…”

ทมโบะกิริที่อุ้มข้าอยู่พยักหน้าเงียบๆ

“ขออภัยขอรับ เรื่องทุกอย่างเป็นความผิดของข้าคนเดียวทั้งหมด ขอนายท่านได้โปรดลงโทษข้าผู้เดียว ทมโบะกิริถูกข้าบังคับให้ไปด้วยกันก็เท่านั้น” ข้าอยากจะคุกเข่าอ้อนวอนนายท่าน ทว่าร่างกายกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรง จึงได้แต่เอ่ยวาจาอยู่ในกิริยาที่เสียมารยาทและน่าอับอายเช่นนี้

“ไม่ใช่นะขอรับนายท่าน! ข้ายินยอมไปกับฮาเซเบะเอง ที่สำคัญตอนนี้เขาบาดเจ็บอยู่…”

“เข้าใจแล้ว” นายท่านพยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า

“ถ้าอย่างนั้นทมโบะกิริพาฮาเซเบะคุงไปโรงซ่อมซะ ข้าจะเร่งให้นายช่างรักษาเร็วๆพวกเจ้าจะได้รีบกลับมากินข้าว ส่วนบทลงโทษคือคืนนี้พวกเจ้าต้องนอนห้องเดียวกัน และพรุ่งนี้ต้องช่วยข้าทำความสะอาดที่นี่กับช่วยดูแลพวกเด็กๆด้วย”

นายท่านยิ้มมุมปากก่อนจะเดินเข้าไปในปราสาท ข้ากระพริบตาปริบๆ ในขณะที่ทมโบะกิริยิ้มกว้าง

“ไปหานายช่างกันเถอะ!”

ข้าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในเมื่อเป็นคำสั่งของนายท่านก็คงต้องปฏิบัติตามอย่างช่วยไม่ได้ แม้ว่าข้าจะไม่อยากนอนห้องเดียวกับเจ้าหอกบ้านี่ก็ตาม

แต่ว่า…

“ทมโบะกิริ” ข้าเรียกชื่ออีกฝ่ายเบาๆ

“อะไรหรือ?”

“เรื่องโอคุริคาระในวันนี้น่ะ…ยังไงก็…ขอบคุณ”

“ขอแค่เจ้ามีความสุขที่ได้เห็นโชคุไดคิริมีความสุข ข้าก็มีความสุขแล้ว”

“….”

“วันนี้เจ้ายังไม่ชอบข้าก็ไม่เป็นไร แต่ข้าไม่ยอมแพ้โชคุไดคิริหรอกนะ ข้าจะรอวันที่เจ้ารักข้าบ้าง”

“ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่อย่างนั้นหรือ..”

“ขอแค่เจ้าให้ข้ารอ ข้าก็จะรอตลอดไป”

“…….ตามใจ”

ท่ามกลางความมืดมิดในยามค่ำคืน ข้าถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน โชคชะตาช่างเล่นตลกกับความรู้สึกของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดเสียจริง…

……

ฟิคนี้เป็นผลมาจากการทำคุริจังแตกค่ะ เป็นความรู้สึกที่แบบ ฮืออออออ ใจหายมาก จากเหตุการณ์นี้เลยได้มาเป็นฟิคนี้ ทมเฮชิที่มีคุริมิทแทรกนิดหน่อย ถ้าเรียงความสัมพันธ์ก็จะออกมาเป็นคุริมิท/มิทคุริเขารักกัน แต่ฮาเซเบะคุงชอบพี่มิท และทมโบะกิริชอบฮาเซเบะคุง อะไรประมาณนี้(…) เป็นฟิคที่มั่วมาก อารมณ์ชั่ววูบมาก แย่มากค่ะแงงง55555

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s