Touken Ranbu Drabble [ Oda Nobunaga x Heshikiri Hasebe ] ‘นายและทาส’

Touken Ranbu Drabble

 

[ Oda Nobunaga x Heshikiri Hasebe ]

 

‘นายและทาส’

…..

 

‘ได้เวลาบดขยี้ศัตรูแล้ว ดาบแห่งข้า’

 

เสียงของชายผู้นั้นทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ ข้าก้มหน้าน้อมรับคำสั่ง ก้าวเดินตามแผ่นหลังของผู้เป็นนาย ภายในใจนั้นอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกยินดีที่มากล้น

 

ยินดีเหลือเกินที่ได้รับใช้ท่าน….

 

ยินดีเหลือเกินที่ได้ฟาดฟันศัตรูเพื่อท่าน…

 

ทว่า

 

“เฮชิคิริ ข้าได้ยกเจ้าให้แก่คุโรดะ นากามาสะแล้ว จงไปจากข้าเสียเถิด”

 

“นายท่านขอรับ! ได้โปรดเถิด ขอให้ข้าได้ฟาดฟันศัตรูเพื่อท่าน ได้ปกป้องคุ้มครองท่าน ขอให้ข้าได้อยู่ใกล้ๆท่าน…!”

 

“เฮชิคิริ”

 

นายท่านเรียกชื่อข้าด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติ ท่านโอดะ โนบุนางะแห่งแคว้นโอวาริโอบกอดร่างของข้าไว้อย่างแผ่วเบา ข้าซบหน้าลงกับแผ่นอกของผู้เป็นนาย ผ้าเนื้อดีของผู้เป็นนายบัดนี้ได้กลายเป็นผ้ารองรับน้ำตาของข้าไปเสียแล้ว

 

“เจ้าไม่จำเป็นต้องสู้เพื่อข้าอีกต่อไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องฟาดฟันใครอีกต่อไป จงมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขเสียเถิด ข้ามั่นใจว่าคุโรดะ นากามาสะต้องดูแลเจ้าเป็นอย่างดี”

 

“นายท่าน ความสุขของข้าคือการได้รับใช้ท่าน ได้โปรดเถิด ได้โปรดให้ข้าได้อยู่เคียงข้างท่าน…”

 

“เฮชิคิริ…” ท่านโอดะถอนหายใจ มือข้างหนึ่งของท่านลูบหัวข้า อีกข้างหนึ่งกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นกว่าเดิม

 

ข้าเงยหน้ามองผู้เป็นนายด้วยสายตาอ้อนวอน เจ้าของใบหน้าคมคายที่ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งจากการกรำศึกมานับไม่ถ้วนเองก็กำลังจ้องมองข้าอยู่เช่นกัน

 

“นี่เป็นคำสั่งสุดท้ายจากข้า จงไปอยู่กับคุโรดะ นากามาสะเสีย เฮชิคิริ”

 

“นายท่านขอรับ! นายท่าน!”

 

นายท่านเลิกกอดข้า ความอบอุ่นจากอ้อมกอดจางหายไปอย่างรวดเร็ว ข้าได้แต่ทรุดนั่งอยู่บนพื้นอย่างหมดแรง มองตามแผ่นหลังของนายท่านไปด้วยหัวใจที่กำลังแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี

 

นายท่าน…

 

หยดน้ำมากมายไหลออกจากดวงตาสีม่วงของข้าอย่างควบคุมไม่อยู่ ข้าฟุบหน้าลงกับพื้นห้อง ร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับคนบ้า

 

ข้าเชื่อฟังทุกคำสั่งของนายท่าน… ยินดีทำตามคำสั่งของนายท่านทุกประการ

 

แต่คำสั่งสุดท้ายของนายท่าน…ข้าไม่รู้สึกยินดีเลย

 

ได้โปรดยกเลิกคำสั่งอันแสนเจ็บปวด ได้โปรดสั่งให้ข้าเดินตามแผ่นหลังท่าน รับใช้ท่านตลอดไปด้วยเถิด

 

หากท่านต้องการให้ข้ารอ…ข้าพร้อมที่จะรอ ขอเพียงแค่ให้ท่านกลับมารับข้า รับข้าเป็นทาสของท่านดังเดิม…

 

แม้ว่าท่านจะไม่ต้องการข้า..

 

ข้าจะรอ

 

รอนายท่านของข้าตลอดไป

 

……

#ความกาวมีอยู่จริง #มโนหนักมาก

 

Touken Ranbu FanFiction [ Tonbokiri x Heshikiri Hasebe ] ‘Fate’

Touken Ranbu FanFiction

[ Tonbokiri x Heshikiri Hasebe ] (มีคุริมิท/มิทคุริแทรกเล็กน้อย)

‘Fate’

…………..

“ข้าสู้คนเดียว…ข้าตายคนเดียว…แค่นี้ข้าก็พอใจแล้ว”

ในตอนนั้นที่ร่างของโอคุริคาระสลายไปต่อหน้าต่อตาข้าและคนอื่นๆ มิทสึทาดะทรุดนั่งลงบนพื้นแข็งท่ามกลางสนามรบที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและความตาย

“ค..คุริ..คุริจัง… ม ไม่จริงน่า…”

ข้ามองร่างของดาบใหญ่ที่กำลังสั่นเทาอย่างหยุดไม่ได้ พอจะเดินเข้าไปใกล้ๆหมายจะปลอบขวัญอีกฝ่ายเบาๆ จู่ๆมือหนาของทมโบะกิริก็คว้าหมับเข้าที่ไหล่ข้า เจ้าของเรือนผมสีม่วงเหลือบแดงส่ายหน้าไปมาเป็นเชิงว่าไม่ควรเข้าไปยุ่ง พอถูกห้ามเช่นนั้นข้าจึงได้แต่ยืนมองมิทสึทาดะหลั่งน้ำตาโดยมีมือของทมโบะกิริเกาะอยู่บนบ่า สมาชิกที่เหลือในทัพมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าทำอะไร ปล่อยให้มิทสึทาดะนั่งอยู่ตรงนั้นไปเรื่อยๆ

ข้าเข้าใจดี สมาชิกคนอื่นเองก็เช่นกัน คนอย่างมิทสึทาดะหากได้อยู่คนเดียวก็จะปล่อยโฮออกมาเต็มที่ หากมีใครเข้าไปอยู่ในโลกของหมอนั่น เจ้าคนตาเดียวขี้เก็กก็จะทำเป็นอวดเก่งต่อหน้าคนอื่นว่าไม่เป็นไร

ถ้าร้องออกมาได้เต็มที่แล้วจะพอช่วยให้สบายใจขึ้นมานิดหน่อยล่ะก็ ควรจะปล่อยให้อยู่ตัวคนเดียวสักครู่

“พักกันตรงนี้ก่อนเถอะ จัดการศัตรูหมดแล้วคงไม่มีโผล่มาในเร็วๆนี้หรอก” ทมโบะกิริที่เป็นหัวหน้าทัพวันนี้หันไปเอ่ยเบาๆกับยามัมบะกิริ คุนิฮิโระและมุทสึโนะคามิ โยชิยูกิ ข้านั่งลงบนพื้นข้างๆสองคนที่เหลือ พวกเรานั่งเงียบๆมองมิทสึทาดะที่กำลังร้องไห้ จนกระทั่งผ่านเกือบหนึ่งชั่วโมงจึงไปสะกิดหมอนั่นเพื่อยกทัพกลับ

นายท่านถึงกับพูดอะไรไม่ออกเมื่อเห็นว่าขากลับมีเพียงพวกเราแค่ห้าคนเท่านั้น

หลังจากนั้นไม่นาน เสียงร้องไห้ของพวกเด็กๆโทชิโร่ก็ดังลั่นไปทั่วฮงมารุ ลำบากอิจิโกะฮิโตฟุริ มิทสึทาดะ และนายท่านต้องช่วยกันปลอบให้คลายความเศร้า

ข้าเหลือบมองมิทสึทาดะที่กำลังลูบหัวปลอบมิดาเระทั้งๆที่ตัวเองก็เจ็บปวดไม่แพ้เด็กๆเหล่านั้น

‘ถ้าขืนร้องไห้ต่อหน้าเด็กๆก็ไม่เท่กันพอดีน่ะสิ’ ถ้าเป็นหมอนั่นต้องคิดอะไรพรรค์นั้นอยู่ในหัวตอนนี้แน่ๆ

“….” ข้าค่อยๆเดินหลบความวุ่นวายบริเวณนั้นออกไปตัวคนเดียวเงียบๆ ในขณะที่กำลังจะก้าวขาออกจากอาณาเขตของฮงมารุ มือของใครบางคนก็คว้าแขนข้าไว้

“…เจ้า”

ทมโบะกิริ…

“เจ้าคิดจะไปตามหาโอคุริคาระด้วยตัวคนเดียวสินะ”

“ไม่เกี่ยวกับเจ้า ปล่อยข้า”

“ข้าจะไปกับเจ้าด้วย ลำพังเจ้าที่บาดเจ็บอยู่ไม่มีทางเผชิญหน้ากับศัตรูแล้วชนะได้หรอก” ทมโบะกิริเอ่ยอย่างหนักแน่น ข้าก้มลงมองสภาพของตัวเองที่มีบาดแผลอยู่บ้างประปรายแต่ก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากแล้วพยายามแกะมือของอีกคนออก

“หนวกหู ข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น”

“เจ้ารู้หรือเปล่าว่าทำไมข้ารู้ว่าเจ้าจะออกไปตามหาโอคุริคาระเพื่อโชคุไดคิริ” จู่ๆทมโบะกิริก็ถามในสิ่งที่ข้ากำลังนึกสงสัย ข้ายังไม่ทันจะตอบอะไรอีกฝ่ายก็ชิงตอบเสียเอง

“เพราะถ้าคนที่แตกสลายในวันนี้เป็นเจ้า ข้าก็จะทำอย่างที่เจ้าทำ”

สีหน้าจริงจังของคนตรงหน้าทำให้ข้าพูดอะไรไม่ออก…

“ถ้าการทำให้โชคุไดคิริกลับมามีความสุขอีกครั้งเป็นความสุขของเจ้า ข้าก็จะไปกับเจ้าเพื่อความสุขของเจ้า”

“……”

“เอ้า ไปกันเถอะ” ทมโบะกิริเอ่ยยิ้มๆพร้อมกับจูงมือข้าที่ยังมึนงงกับคำพูดของอีกคน ระหว่างที่เดินทางนั้นข้านึกถึงวันแรกที่พวกเราเจอกันได้ วันนั้นข้าได้รับมอบหมายจากนายท่านให้เป็นหัวหน้าทัพ พอเผด็จศึกเรียบร้อยแล้วจู่ๆเจ้าหมอนี่ก็โผล่มา ณ เบื้องหน้าของข้า ในตอนนั้นข้าไม่สนใจหมอนั่น คิดแค่ว่าการมีหอกเพิ่มมาเป็นกำลังให้นายท่านเป็นเรื่องที่ดี

ทว่า

ทั้งๆที่เพิ่งมาใหม่ แต่นายท่านกลับดูโปรดปรานหมอนี่มากเป็นพิเศษ แม้จะไม่เท่าข้า แต่ข้าก็รู้สึกไม่ดีมากๆ ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งคนโปรดของนายท่านอาจไม่ใช่ข้าอีกต่อไปก็เป็นได้

หลังจากนั้นข้าก็เขม่นเจ้าหอกนี่มาโดยตลอด แม้ว่าอีกฝ่ายจะแสดงท่าทีว่าอยากสนิทกับข้าก็ตาม

“ฮาเซเบะ”

“….” ข้าสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกปลุกให้ตื่นจากห้วงแห่งความทรงจำ ดาบในฝักถูกดึงออก พร้อมฟาดฟันศัตรูที่ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าของข้าและทมโบะกิริ

“ฆ่าไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอโอคุริคาระ” ข้าสั่ง

“รับทราบ” ทมโบะกิริยิ้มให้ข้า

บทสนทนาของเราทั้งคู่เงียบหายไป ถูกแทนที่ด้วยเสียงตะโกนและเสียงอาวุธกระทบกันอย่างบ้าคลั่ง

โอคุริคาระ ถึงข้าจะไม่ค่อยชอบหน้าเจ้าเพราะมิทสึทาดะรักเจ้า แต่ถ้าเจ้าเป็นความสุขของมิทสึทาดะ ข้าก็ต้องลากเจ้ากลับไปหาหมอนั่นให้ได้

อยู่ที่ไหนโอคุริคาระ เจ้าอยู่ที่ไหน

“ย้ากกกก!!!”

หลังจากที่ไล่ตามหาโอคุริคาระไปเรื่อยๆจนใกล้จะมืด ในที่สุดข้าก็ปลิดชีพศัตรูตัวสุดท้ายสำเร็จ

ร่างของใครบางคนก็ปรากฏตัวขึ้น ข้ายิ้มออกมาในที่สุดเมื่อเห็นใบหน้าคุ้นเคยของอีกฝ่าย พลันรู้สึกว่าโลกเอียงไปเล็กน้อย รู้ตัวอีกทีก็ถูกทมโบะกิริประคองไว้ไม่ให้ล้ม

“เอ้า กลับกันเถอะนะ” ทมโบะกิริหันไปชวนโอคุริคาระที่เพิ่งปรากฏตัวพร้อมๆกับช่วยพยุงข้า เจ้าหอกบ้านี่อึดเสียจริง แทบจะไม่มีแผลเลย

“ฮาเซเบะ เจ้าเดินไหวไหม”

“ไหว” ข้าพึมพำอย่างอ่อนแรง ทมโบะกิริกันมาจ้องหน้าข้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจช้อนร่างปวกเปียกของข้าขึ้นมาอุ้ม

“เจ้าบ้า วางข้าลงเดี๋ยวนี้”

“ขนาดจะโกรธข้ายังไม่มีแรงเลยไม่ใช่หรือไง”

“กลับไปข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่” ข้ากัดฟันกรอด ถึงแม้จะน่าอายแต่ตัวข้าในตอนนี้แค่จะเถียงยังไม่มีแรงจึงได้แต่เงียบ ฝากไว้ก่อนเถอะทมโบะกิริ…

กว่าพวกเราสามคนจะกลับถึงฮงมารุก็เป็นเวลาใกล้ค่ำพอดี นายท่านอ้าปากค้างเมื่อเห็นสภาพน่าอายของข้าและโอคุริคาระที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆทมโบะกิริ มิทสึทาดะพุ่งเข้ากอดโอคุริคาระทันที พวกเด็กๆโทชิโร่ต่างตะโกนโห่ร้องกันอย่างดีใจ ตามมาด้วยอิจิโกะฮิโตฟุริที่เอ่ยปากปรามพวกน้องๆ

“เฮฮาเซเบะ เจ้าเป็นไงบ้าง!” มุทสึโนะคามิ โยชิยูกิถามด้วยน้ำเสียงน่ารำคาญใจเช่นเดิม ข้าเขกหัวเจ้าบ้าที่จำชื่อข้าไม่ได้เสียทีพร้อมกับทำหน้าเอือมระอา

“ข้าไม่เป็นไร แต่เจ้าน่ะช่วยหายโง่เสียที”

“ไม่อะ ครั้งนี้เบากว่าปกติ เจ้าต้องเป็นอะไรแน่ๆ!”

“นั่นสินะ ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวพาฮาเซะเบะไปพักก่อนละกัน” ทมโบะกิริเอ่ย

“เจ้าน่ะวางข้าลงได้แล้ว ข้าเดินไปเองได้”

“ทุกคนไปกินข้าวกันได้แล้ว ฝากดูและคุริจังด้วยนะ ส่วนฮาเซะเบะคุงกับทมโบะกิริอยู่ที่นี่ก่อน” ทันทีที่เสียงของนายท่านดังขึ้น ทุกคนก็ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง นายท่านมองหน้าข้าสลับกับทมโบะกิริ สาวเท้าเดินมาใกล้ๆพวกเราก่อนที่จะ..

กอดทั้งข้าและทมโบะกิริ

“คราวหลังอย่าทำอย่างนี้อีกนะ…”

ทมโบะกิริที่อุ้มข้าอยู่พยักหน้าเงียบๆ

“ขออภัยขอรับ เรื่องทุกอย่างเป็นความผิดของข้าคนเดียวทั้งหมด ขอนายท่านได้โปรดลงโทษข้าผู้เดียว ทมโบะกิริถูกข้าบังคับให้ไปด้วยกันก็เท่านั้น” ข้าอยากจะคุกเข่าอ้อนวอนนายท่าน ทว่าร่างกายกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรง จึงได้แต่เอ่ยวาจาอยู่ในกิริยาที่เสียมารยาทและน่าอับอายเช่นนี้

“ไม่ใช่นะขอรับนายท่าน! ข้ายินยอมไปกับฮาเซเบะเอง ที่สำคัญตอนนี้เขาบาดเจ็บอยู่…”

“เข้าใจแล้ว” นายท่านพยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า

“ถ้าอย่างนั้นทมโบะกิริพาฮาเซเบะคุงไปโรงซ่อมซะ ข้าจะเร่งให้นายช่างรักษาเร็วๆพวกเจ้าจะได้รีบกลับมากินข้าว ส่วนบทลงโทษคือคืนนี้พวกเจ้าต้องนอนห้องเดียวกัน และพรุ่งนี้ต้องช่วยข้าทำความสะอาดที่นี่กับช่วยดูแลพวกเด็กๆด้วย”

นายท่านยิ้มมุมปากก่อนจะเดินเข้าไปในปราสาท ข้ากระพริบตาปริบๆ ในขณะที่ทมโบะกิริยิ้มกว้าง

“ไปหานายช่างกันเถอะ!”

ข้าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในเมื่อเป็นคำสั่งของนายท่านก็คงต้องปฏิบัติตามอย่างช่วยไม่ได้ แม้ว่าข้าจะไม่อยากนอนห้องเดียวกับเจ้าหอกบ้านี่ก็ตาม

แต่ว่า…

“ทมโบะกิริ” ข้าเรียกชื่ออีกฝ่ายเบาๆ

“อะไรหรือ?”

“เรื่องโอคุริคาระในวันนี้น่ะ…ยังไงก็…ขอบคุณ”

“ขอแค่เจ้ามีความสุขที่ได้เห็นโชคุไดคิริมีความสุข ข้าก็มีความสุขแล้ว”

“….”

“วันนี้เจ้ายังไม่ชอบข้าก็ไม่เป็นไร แต่ข้าไม่ยอมแพ้โชคุไดคิริหรอกนะ ข้าจะรอวันที่เจ้ารักข้าบ้าง”

“ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่อย่างนั้นหรือ..”

“ขอแค่เจ้าให้ข้ารอ ข้าก็จะรอตลอดไป”

“…….ตามใจ”

ท่ามกลางความมืดมิดในยามค่ำคืน ข้าถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน โชคชะตาช่างเล่นตลกกับความรู้สึกของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดเสียจริง…

……

ฟิคนี้เป็นผลมาจากการทำคุริจังแตกค่ะ เป็นความรู้สึกที่แบบ ฮืออออออ ใจหายมาก จากเหตุการณ์นี้เลยได้มาเป็นฟิคนี้ ทมเฮชิที่มีคุริมิทแทรกนิดหน่อย ถ้าเรียงความสัมพันธ์ก็จะออกมาเป็นคุริมิท/มิทคุริเขารักกัน แต่ฮาเซเบะคุงชอบพี่มิท และทมโบะกิริชอบฮาเซเบะคุง อะไรประมาณนี้(…) เป็นฟิคที่มั่วมาก อารมณ์ชั่ววูบมาก แย่มากค่ะแงงง55555

Touken Ranbu FanFiction [ Tonbokiri x Heshikiri Hasebe ] ‘Return’

Touken Ranbu FanFiction

 

[ Tonbokiri x Heshikiri Hasebe ]

 

‘Return’

…..

 

‘ฮาเซเบะ เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนยังไงเหรอ’

 

ทมโบะกิริเคยถามเขาอย่างนั้นในขณะช่วยชายหนุ่มดาบมาตรฐานทำความสะอาดอุปกรณ์ทำสวน เฮชิคิริ ฮาเซเบะหยิบคราดเปื้อนดินขึ้นมาพร้อมๆกับตอบคำถามของคู่สนทนาไปด้วย

 

‘เป็นคนที่น่ารำคาญสุดๆ’

‘อา พอได้ยินเจ้าพูดอย่างนี้แล้วข้าดีใจจังเลย’

‘…โรคจิตรึไง’

‘การที่เจ้ารำคาญข้า แปลว่าถึงเจ้าจะไม่ชอบข้าแต่เจ้าก็ยังแอบให้ความสนใจข้าอยู่ไง’

‘คิดไปเอง’ ฮาเซเบะเอาด้ามคราดกระทุ้งเอวอีกฝ่าย ทมโบะกิริร้องเบาๆก่อนจะหัวเราะออกมา

‘เขินสินะฮาเซเบะ หน้าเจ้าแดงไปหมดแล้ว’

‘ข ข้าโกรธเจ้าอยู่ต่างหาก เจ้าหอกหลงตัวเอง!’ ฮาเซเบะเตรียมเอาด้ามคราดกระทุ้งทมโบะกิริอีกรอบ แต่หอกหนุ่มรับมันไว้ได้ คนตัวใหญ่แย่งคราดมาถือแล้วโยนทิ้งลงพื้นดิน ก่อนจะรวบตัวฮาเซเบะเข้ามากอด

‘เฮ้ย เจ้าหอกน่ารำคาญ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้’

‘ข้าคิดว่าเจ้าเป็นคนจริงจัง’ จู่ๆทมโบะกิริก็เอ่ยออกมาแบบนั้น ฮาเซเบะย้อนนึกไปถึงคำถามที่อีกฝ่ายถามเขา นี่คงเป็นคำตอบของทมโบะกิริหากเขาถามอีกฝ่ายกลับว่าตนเป็นคนอย่างไร

 

‘ข้าชอบคนจริงจัง ตัวเจ้าเวลาที่ตั้งใจทำอะไรบางอย่างมันมีเสน่ห์น่าดึงดูด’

‘แล้วบางทีก็ดูเหมือนเด็กดื้อที่น่ารัก’

‘เจ้า!’

‘ฮ่าๆๆๆๆๆ ทำหน้าน่ากลัวอีกแล้ว ผ่อนคลายน่าผ่อนคลาย’ ทมโบะกิริใช้นิ้วนวดบริเวณหว่างคิ้วของฮาเซเบะ ในตอนนั้นฮาเซเบะได้แต่นึกฉุนอยู่ในใจ เขาไม่ใช่เด็กๆแล้วเสียหน่อย แต่ถึงอย่างนั้น…

 

กลับรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างน่าประหลาด…

 

หลังจากนั้น ทุกครั้งที่ฮาเซเบะขมวดคิ้วมุ่น หากทมโบะกิริอยู่ด้วยก็มักจะใช้นิ้วจิ้มหน้าบริเวณหว่างคิ้วของเขา

 

‘ผ่อนคลายน่าผ่อนคลาย’ หอกหนุ่มเอ่ยอย่างอารมณ์ดี

‘หนวกหูน่า…’ ฮาเซเบะทำเสียงหงุดหงิด แต่เขาก็เลิกขมวดคิ้ว

เหตุการณ์เช่นนี้ยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ทมโบะกิริใช้นิ้วชี้จิ้มวนๆไปมา ถึงแม้ปากจะบ่นหรือต่อว่าอีกฝ่าย แต่ในใจนั้นกลับรู้สึกมีความสุขทุกครั้ง

 

ทว่า…

 

“ทำหน้าน่ากลัวอย่างนี้ทำไมกัน ผ่อนคลายน่าผ่อนคลาย…”

 

ทมโบะกิริที่ถูกชโลมไปด้วยเลือดเกือบทั่วร่างยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน นิ้วชี้ของชายร่างใหญ่นวดเบาๆบริเวณหว่างคิ้วของฮาเซเบะเช่นเคย แต่คราวนี้ฮาเซเบะกลับไม่มีความสุข ใบหน้าของหนุ่มดาบมาตรฐานบิดเบี้ยวด้วยความเศร้า น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้

“บ้าเอ๊ย! อย่าตายนะ!!! ทมโบะกิริ! ทมโบะกิริ!!”

“ฮาเซเบะ…ต้องยิ้มนะ…” นัยน์ตาของทมโบะกิริที่เคยมีประกายแห่งชีวิตนั้นกลับขุ่นมัวด้วยความตาย ร่างของหอกหนุ่มค่อยๆสลายหายไปต่อหน้าต่อตาของฮาเซเบะที่ยืนตัวสั่นเทิ้ม

“อ๊ากกกกกกกกก!!!!” ฮาเซเบะกรีดร้องดังลั่นก่อนจะวิ่งเข้าไปฟาดฟันศัตรูอย่างบ้าบิ่นยิ่งกว่าเดิม บาดแผลที่ค่อนข้างหนักอยู่แล้วก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ ลำบากพวกมุทสึโนะคามิ โยชิยูกิกับยามะบุชิต้องเข้าไปยั้งไว้ไม่ให้ชายหนุ่มสู้ไปมากกว่านี้ หากยังสู้อย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ต่อไปคงไม่วายแตกสลายตามทมโบะกิริไปอีกคนแน่

“ใจเย็นๆไว้นะฮาเซเบะคุง ใจเย็นๆไว้” โชคุไดคิริ มิทสึทาดะรีบจัดการศัตรูที่เหลือแล้วเดินเข้ามากอดปลอบคนที่กำลังคลั่ง เจ้าของผ้าคาดตาข้างเดียวลูบหัวฮาเซเบะอย่างอ่อนโยนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะฟาดสันมือเข้าที่ท้ายทอยของดาบแห่งโอดะไปเต็มๆ

 

“เฮ้ย!” มุทสึโนะคามิ โยชิยูกิและยามะบุชิเผลอร้องออกมาพร้อมกันเมื่อเห็นว่าร่างของฮาเซเบะนั้นล้มลงประหนึ่งตุ๊กตาหมดลาน มิทสึทาดะเป่าสันมือฟู่วๆ ช้อนร่างคนหมดสติขึ้นมาอุ้มแล้วเอ่ยปากชวนสมาชิกที่เหลือ

 

“เอ้า กลับกันเถอะ”

“คั่กๆๆๆ ฟาดไปเต็มๆแรงเลยเรอะ”

“ร้ายกาจชะมัด!”

“ถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่อยากทำนักหรอก แต่อย่างนี้จะดูแลง่ายกว่า” มิทสึทาดะกล่าว

 

ทั้งสามดาบมองชายหนุ่มที่สลบไปเพราะแรงฟาด ก่อนจะหันไปมองพื้นที่ที่ทมโบะกิริเคยยืนอยู่ การเสียเพื่อนร่วมรบในสงครามเป็นอะไรที่เจ็บปวด

 

การสูญเสียสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ที่เหลือรอดเสมอ

 

หลังจากวันนั้น ฮาเซเบะก็มักจะอาสาเป็นหัวหน้าทัพเอง ในเมื่อครั้งหนึ่งเขาเคยพาทมโบะกิริมาให้นายท่านได้  ครั้งต่อไปเขาก็ต้องพาทมโบะกิริคนใหม่มาให้นายท่านได้เช่นกัน

 

“ฮาเซเบะคุง จะไปแล้วเหรอ”

“ขอรับนายท่าน…” ชายหนุ่มผมแสกกลางส่งยิ้มเหนื่อยอ่อนให้ผู้เป็นนาย อีกไม่นานก็ได้เวลาออกรบแล้ว เขาจึงแวะมาลาซานิวะอย่างที่เคยทำเป็นประจำ

“ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยนำเขาไปรบด้วยสิ” ซานิวะเด็กสาวยิ้มบางๆ พร้อมๆกับที่ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนที่เดินมาสมทบพอดี

ฮาเซเบะนิ่งไปชั่วครู่ เด็กสาวหัวเราะเมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของอีกฝ่าย เธอตบไหล่ลูกน้องคนสนิทเบาๆ

 

“ฝากทมโบะกิริด้วยนะ นายช่างเพิ่งมอบเขาให้ข้าเมื่อครู่นี้เอง”

 

“สวัสดี” หอกหนุ่มเอ่ยพร้อมกับแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี เรือนผมสีม่วงแดงเป็นประกายยามต้องแสงแดด ฮาเซเบะก้มหน้าลงเล็กน้อยราวกับกำลังสะกดกลั้นอะไรบางอย่าง และเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมา ทั้งทมโบะกิริและซานิวะก็ต้องตะลึง

 

“น่ารำคาญ! รีบๆไปกันได้แล้ว เจ้าคนอืดอาด!” ฮาเซเบะตะคอกใส่ทมโบะกิริ นัยน์ตาของคนผมแสกนั้นมีน้ำตาคลออยู่ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่สองคนที่เหลือจะมัวแต่อึ้ง รู้ตัวอีกทีฮาเซเบะก็เผ่นหนีไปแล้ว

 

“เอ่อ นายท่านซานิวะ…”

“นั่นสิน้า…” ซานิวะสาวกลั้นขำจนไหล่สั่นก่อนจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง ปล่อยให้หอกหนุ่มอึ้งต่อไปอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรีบวิ่งตามแม่ทัพของวันนี้ไป

 

“รอข้าด้วยสิ!”

 

ฮาเซเบะที่ปาดน้ำตาเรียบร้อยแล้วหยุดยืนรอจนกระทั่งทมโบะกิริเดินตามมาทัน

 

“ช้าเป็นบ้า…”

“ฮ่าๆ ก็ข้าตัวใหญ่นี่นา แถมเจ้ายังเดินเร็วมากอีกต่างหาก”

“แถมยังขี้ลืม…น่าหงุดหงิด” ฮาเซเบะมองคู่สนทนาที่ไม่มีทีท่าว่าจะจำเรื่องราวในอดีตได้ แน่นอน ความทรงจำช่วงที่ได้มาอยู่กับซานิวะ เมื่อแตกสลายหายไปพร้อมกับร่างกายของอาวุธก็ไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก ฮาเซเบะรู้อยู่แล้ว ทมโบะกิริคนใหม่กับคนเก่าถึงแม้จะเป็นทมโบะกิริเหมือนกัน แต่ก็ต่างกัน ต่างกันตรงที่คนใหม่ตรงหน้าของดาบหนุ่มไม่มีความทรงจำใดๆเกี่ยวกับเขาอยู่เลย

 

“เอ๋…”

“ช่างเถอะ”

 

อย่างน้อยก็ยังกลับมาให้เขาเห็นหน้าอีกครั้ง…

ถึงจะกลับมาช้า ความทรงจำหายไป แต่สุดท้ายแล้วก็กลับมา…

 

“เอาล่ะเจ้าหอกโง่ ก้มตัวลงมาซะ”

“?” ทมโบะกิริทำหน้ามึน แต่ก็ยอมทำตามคำสั่งของอีกฝ่าย สัมผัสนุ่มนวลประทับที่ริมฝีปากของหอกหนุ่มอย่างแผ่วเบา…

 

ฮาเซเบะถอนริมฝีปากออกอย่างรวดเร็ว ตั้งใจจะเดินหนี ทว่ามือแกร่งของทมโบะกิริคว้าหมับที่ข้อมือของดาบแห่งโอดะ ก่อนจะใช้นิ้วชี้จิ้มวนๆที่หน้าผากของอีกฝ่าย

 

“ผ่อนคลายน่าผ่อนคลาย”

“เจ้า..?!”

“หัวใจของทมโบะกิริทุกคนเชื่อมต่อกัน ถึงสมองของข้าคนนี้จะจำเจ้าไม่ได้ แต่ใจของข้าจำเจ้าได้อยู่แล้ว”

“ไม่ว่าจะทมโบะกิริจะมีซักกี่คน แต่สิ่งมี่ทุกคนรู้สึกเหมือนกันก็คือความรักที่มีต่อเจ้า”

“…..”

 

ฮาเซเบะหน้าแดงก่ำ ทมโบะกิริเห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมาเสียงดัง ฮาเซเบะจึงใช้ศอกกระทุ้งอีกฝ่ายแรงๆ

 

“งี่เง่า ไปได้แล้ว คนอื่นๆรออยู่!”

“อูยยย…” ทมโบะกิริครางเบาๆก่อนจะเดินตามหลังอีกฝ่ายไป

 

เพราะใช้ใจในการจดจำฮาเซเบะ เมื่อตายไปสิ่งที่เชื่อมต่อกันระหว่างทมโบะกิริคนเก่าและคนใหม่มีเพียงหัวใจเท่านั้น ดังนั้น เมื่อใจเชื่อมต่อกัน ทมโบะกิริคนใหม่จึงได้รับถ่ายทอดความทรงจำและความรู้สึกที่อยู่ในใจของคนเก่ามาจนหมดนั่นเอง

 

ทมโบะกิริแตะริมฝีปากของตนอย่างแผ่วเบา หอกหนุ่มมองแผ่นหลังของคนผมแสกด้วยสีหน้าอ่อนโยน

 

“ฮาเซเบะ”

“….”

“รักนะ”

………..

 

ฟิคนี้มีที่มาจากการลุงทมแตกค่ะ ตอนนั้นเฟลมาก ฮือออออ อาจจะอ่านแล้วงงๆหน่อย เพราะเราก็มึนๆอึนๆในขณะที่เขียน รู้แค่ว่าอยากระบายอารมณ์ออกมาเฉยๆ สุดท้ายก็เลยกลายมาเป็นฟิคเวิ่นๆอันนี้แหละค่ะ|||Orz

Dàomù bǐjì FanFiction [ เซี่ยจื่อหยาง x อู๋เสีย ] ‘ลืม’

Dàomù bǐjì FanFiction

Xiè ziyáng x Wú Xié   (หย่างเสีย)

‘ลืม’

……..

เหล่าอู๋ยังไม่ตาย หรือถ้าจะอธิบายให้ชัดเจนกว่านี้ก็คือ ถ้าผม…ถ้าเหลาหย่างตัวปลอมไม่รีบปฐมพยาบาลเบื้องต้นยื้อชีวิตเขา เขาก็จะตาย

ผมรีบลงมือช่วยเหลือทันที ในใจรู้สึกผิดที่หลอกเขาให้มาที่นี่ด้วยกัน ไหนจะโกรธจนหน้ามืดคิดทำร้ายเขาเมื่อถูกอีกฝ่ายกล่าวหาว่าเป็นตัวปลอมอีก นอกจากเรื่องของแม่แล้ว เรื่องตัวตนที่แท้จริงของผมก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผมกังวลเช่นกัน

โดยทั่วไปแล้วไม่มีใครอยากเป็นตัวปลอมของใคร ทุกคนอยากมีชีวิต อยากมีประสบการณ์ อยากมีความทรงจำเป็นของตัวเอง ผมเองก็เช่นกัน แต่ถึงแม้จะเฝ้าหลอกตัวเองมากมายเพียงใด ความจริงก็ยังคงเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ

นั่นคือผมยังคงเป็นแค่ตัวก๊อปปี้ของเซี่ยจื่อหยาง…

เป็นเซี่ยจื่อหยางตัวปลอมที่ถูกเซี่ยจื่อหยางตัวจริงสร้างขึ้นมา รูปร่าง ลักษณะนิสัย ความทรงจำและประสบการณ์ต่างๆของเขาถูกถ่ายทอดมาสู่ผมทั้งสิ้น

แน่นอนว่า เมื่อถูกสร้างขึ้นมาด้วยพลังที่ชั่วร้าย ตะกอนความชั่วร้ายบางอย่างย่อมหลงเหลืออยู่ในตัว และขัดเกลาผมให้เจ้าเล่ห์กว่าเดิม นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้เมื่อถูกยั่วให้โกรธจนถึงขีดสุด ผมเป็นตัวอันตรายโดยแท้จริง

ไม่ใช่แค่เหล่าอู๋ที่คิดเช่นนั้น ผมเองก็คิดเช่นเดียวกับเขา เพียงแต่ไม่กล้าที่จะยอมรับความคิดของตนก็เท่านั้น

ในขณะที่มือสาละวนอยู่กับการพันผ้าพันแผล ผมเหลือบมองใบหน้าที่ซีดเซียวของเหล่าอู๋ที่กำลังสลบ หัวใจรู้สึกปวดแปลบ ไม่ใช่แค่รูปร่าง ลักษณะนิสัย ความทรงจำและประสบการณ์ต่างๆของเซี่ยจื่อหยางเท่านั้นที่ผมได้รับมอบมา แต่ความรู้สึกของเขาเองผมก็ได้รับมาทั้งหมดเช่นกัน

เซี่ยจื่อหยางตัวจริงคิดอย่างไรกับเหล่าอู๋…คิดอย่างไรกับอู๋เสียมีหรือผมจะไม่รู้ เพราะในเมื่อผมเป็นตัวก๊อปปี้ของเขา ผมเองก็ย่อมรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน

ในเมื่อเขาคิดกับอู๋เสียมากกว่าที่เพื่อนปกติจะคิด ผมเองก็เหมือนกับเขา

จะเหลาหย่างตัวตริงหรือตัวปลอม คนไหนๆก็ล้วนแต่รักเหล่าอู๋ทั้งสิ้น ต่างกันตรงที่เหลาหย่างตัวจริงตายไปโดยที่ไม่ได้สารภาพความรู้สึกของตน ในขณะที่ผมยังไม่ตาย…แต่สถานะระหว่างผมกับเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้สารภาพความรู้สึกใดๆออกไปก็ตาม

ผมไม่รู้เลยว่าระหว่างผมกับตัวจริง ใครเป็นคนที่โชคดีกว่ากัน เพราะมีสถานะที่ไม่เหมือนเดิม ไม่สามารถเป็นได้แม้แต่เพื่อน ทว่า สามารถพูดอะไรออกไปก็ได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องสถานะเปลี่ยนเพราะมันเปลี่ยนไปตั้งแต่แรกอยู่แล้ว  กับเพราะมีสถานะที่เหมือนเดิมจึงไม่ควรพูดออกไป เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายหนีหาย เพื่อรักษาความเป็นเพื่อน อย่างน้อยก็ขอแค่ได้เป็นเพื่อน

หรือบางที พวกเราอาจจะโชคร้ายทั้งคู่ก็เป็นได้ ไม่สิ เซี่ยจื่อหยางตัวจริงโชคดีกว่าผมเพียงแค่อย่างเดียวคือเขาตายไปแล้ว เขาไม่อาจรู้สึกอะไรได้อีก แต่ผมยังมีชีวิตอยู่ ยังคงต้องแบกรับความโชคร้ายนี้ต่อไปเรื่อยๆ กว่าจะหลุดพ้นจากความขมขื่นก็คงต้องรอจนกว่าความทรงจำทั้งหมดจะหายสาบสูญไป มองๆไปหลายๆคนคิดว่าการลืมเรื่องทุกอย่างเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง แต่สำหรับตัวก๊อปปี้อย่างผม คงถือว่าเป็นเรื่องที่โชคร้ายที่สุด เพราะการสูญเสียความทรงจำ ไม่ได้หมายความว่าจะสูญเสียจิตใต้สำนึกที่ฝังแน่นอยู่ในใจเสมอไป

ลืมทุกสิ่ง ลืมทุกอย่าง แม้กระทั่งตัวตนของเซี่ยจื่อหยางที่อุตส่าห์ได้ครอบครองก็ลืมไปเสียหมด เหลือแต่เพียงจิตใต้สำนึกที่กลัวการลืมตัวตนนั้น… ตราบใดที่ยังกลัว ยิ่งลืมมากก็จะยิ่งทำให้กลัวมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ที่สำคัญที่สุด ผมไม่อยากลืมความทรงจำต่างๆที่เคยมีร่วมกันกับอู๋เสีย เพราะความทรงจำเหล่านั้นสร้างความสุขให้กับผม แต่ที่ทำให้ผมช็อกที่สุด ก็คือการที่เหล่าอู๋ลืมชื่อแซ่ที่แท้จริงของผม ลืมเลือนตัวตนของผมไปง่ายๆทั้งที่ผมไม่อยากลืมเขา

“ไอ้บ้าเอ๊ย…” ผมตั้งใจจะเคาะหัวเหล่าอู๋โทษฐานที่บังอาจลืมชื่อของผม แต่คิดอีกที ถึงแม้จะเคาะเบาๆแต่ถ้าเกิดเขาตื่นมาอีกทีแล้วสูญเสียความทรงจำเข้า ฝ่ายที่อยากหาอะไรหนักๆเคาะหัวตัวเองคงเป็นผมอย่างไม่ต้องสงสัยแน่ๆ

แค่ไม่กี่ปีก็ลืมชื่อกันเสียแล้ว ผ่านไปอีกหลายปีถ้าหากมีคนเอ่ยชื่อของผมขึ้นมา ผมไม่แปลกใจเลยถ้าเขาจะถามกลับคนที่เอ่ยชื่อผมขึ้นมาว่า ‘เหลาหย่างนี่ใครน่ะ?’

คนที่ผมไม่อยากให้เขาลืมเรื่องของผมมากที่สุดก็คืออู๋เสีย ถ้าผมต้องความจำเสื่อมขึ้นมาจริงๆ อย่างน้อยๆมีเขาจำผมได้แค่คนเดียวก็ยังดี แต่โลกนี้มันช่างโหดร้าย คนที่อยากจดจำกลับต้องลืม คนที่อยากให้จดจำกลับต้องลืม

ผมพันแผลและทายาให้คนบาดเจ็บไปเรื่อยๆ จากนั้นก็เสกไม้และเชือกขึ้นมาต่อเป็นแพ บรรจงช้อนร่างของอีกฝ่ายขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เหล่าอู๋ผอมลงไปเล็กน้อยหลังจากที่ผจญภัยอยู่กับผมมาช่วงหนึ่ง ทำให้ผมอุ้มเขาขึ้นมาได้อย่างไม่ยากลำบากมากนัก พอวางร่างเขาลงบนแพเรียบร้อยแล้ว ผมก้มลงมองใบหน้าที่ถึงแม้จะโทรมแต่ก็ยังดูดีของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะประทับริมฝีปากของตนลงไปบนหน้าผากของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา

ในความทรงจำที่ผมได้รับสืบทอดมาเซี่ยจื่อหยางตัวจริงเคยแอบฉวยโอกาสทำอะไรเกินกว่าเพื่อนกับอู๋เสียหลายครั้ง เคยจูบ เคยหอมแก้มตอนที่อีกฝ่ายหลับ บางทีก็แอบเอาผ้าห่มมาห่มให้ แอบลูบหัวหรือแอบเล่นผมอยู่บ่อยๆ ใช่ ตัวจริงเคยได้ทำเรื่องเหล่านี้อยู่บ่อยๆ แต่สำหรับผมที่เป็นตัวก๊อปปี้แล้ว นี่เป็นครั้งแรก…

ใบหน้าของผมร้อนผ่าว ผมเคยเห็นตัวจริงหน้าแดงแค่ช่วงแรกๆเท่านั้น คิดว่าถ้าผมได้แอบฉวยโอกาสทำอย่างนี้ต่อไป ผมก็คงทำได้คล่องและเป็นธรรมชาติไม่ต่างไปจากตัวจริง

น่าเสียดายจริงๆที่ไม่มีโอกาสทำอย่างนั้นอีกแล้ว…

ถึงแม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ผมรู้ตัวดี เหลาหย่างเพื่อนของอู๋เสียมีเพียงคนเดียวเท่านั้นก็คือคนที่ตายไปแล้ว ส่วนผม…เหลาหย่างตัวปลอมเป็นแค่คนแปลกหน้าสำหรับเขา

“อีกซักพักจะเขียนจดหมายไปหานะ….”

ผมพึมพำเบาๆ ถอดแว่นสายตาออก ปาดหยดน้ำอุ่นๆที่เริ่มรินไหลออกจากดวงตา

ลาก่อน

………………….

ตามไทม์ไลน์ในเล่มสอง นายน้อยตกลงมาจากน้ำตกแล้วหมดสติไป เหลาหย่างช่วยชีวิตไว้ ในเนื้อเรื่องบอกแค่นี้ แต่เรามโนเพิ่มเองค่ะ #ทีมสำริดต้องสู้ ขอให้สนุกกับฟิคสั้น(มากๆๆๆๆๆ)นี้นะคะ*_*

Dàomù bǐjì FanFiction [ อู๋เสีย x เซี่ยจื่อหยาง ] ‘ค่ำคืนในป่าใหญ่’

Dàomù bǐjì FanFiction

Wú Xié x Xiè ziyáng (เสียหย่าง)

‘ค่ำคืนในป่าใหญ่’

…………

‘…ดูท่าไอ้หนูอู๋เสียของเราจะถอดคราบบัณฑิตร่างบางสวมบทอันธพาลหยาบกร้านอย่างเราๆแล้วจริงๆ…’

 

ใช่แล้ว นี่เป็นประโยคที่ผมเคยพูดกับเขาในวันที่เหล่าอู๋ไม่ได้แสดงความเหยาะแหยะออกมา ผมรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ตอนนี้กลับประหลาดใจมากกว่านั้น

เหล่าอู๋ที่กำลังคร่อมอยู่บนตัวผมนี่แม่งใช่เหล่าอู๋ตัวจริงหรือเปล่าวะ…

ในเมื่อเซี่ยจื่อหยางยังมีตัวก็อปปี้ได้ ผมก็ได้แต่หวังว่าเหล่าอู๋จะยังคงเป็นเหล่าอู๋ที่ทั้งผมและเหลาหย่างตัวจริงหลงรัก ไม่ใช่ตัวปลอม…

 

คนสำคัญ…ถ้าไม่ใช่ตัวจริง ต่อให้เหมือนขนาดไหนมันก็แทนที่กันไม่ได้หรอก…

 

“เหล่าอู๋…คิดจะทำอะไรของนาย นอนไม่หลับรึไง” ผมถามออกไปอย่างมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก

ขณะนี้พวกเรากำลังอยู่ในป่าบนเขาฉินหลิ่ง ผมเกาหัวแกรกๆ มองเหล่าอู๋ที่คร่อมอยู่บนตัว จะว่าไปพอมองดูดีๆแล้วเหมือนเขาอวบขึ้นแฮะ ถึงจะเตี้ยกว่าแต่ก็ตัวกว้างกว่าผมเยอะเลย

“…..” เหล่าอู๋ไม่ตอบอะไร เขาค่อยๆก้มหน้าลงมา ริมฝีปากประทับลงบนซอกคอของผม กัดและแทะเลียอย่างโหยหา ผมตัวแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ถูกไปพักใหญ่ พยายามผลักเหล่าอู๋ออกไป แต่ตัวของเขาหนักเหลือเกิน เชี่ย! เหล่าอู๋ นายไม่ใช่บัณฑิตร่างบางแล้วจริงๆด้วย นายแม่งกลายเป็นอันธพาลร่างหนาแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่?!

ผมพยายามออกแรงผลักอยู่นานจนในที่สุดก็ยอมแพ้ ได้แต่คิดอยู่ในใจว่า ไอ้ฝ่ายที่ควรจะทำแบบนี้ควรเป็นผม ผมไม่ควรจะเป็นฝ่ายที่ถูกทำสิ ตำแหน่งมันต้องสลับกันไม่ใช่หรือ

ที่สำคัญ วันนี้ผมเหนื่อยจากการเดินป่ามามากแล้ว ผมเหนื่อยและไม่มีอารมณ์จะทำอะไรทั้งนั้นนอกจากนอนหลับให้เต็มอิ่มที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความจริงมีเหล่าอู๋มาคลอเคลียมันก็ดีหรอก แต่มันง่วงโว้ย!

“เหล่าอู๋ ลุก! วันนี้ไม่ไหว ฉันอยากพักผ่อน เดี๋ยวคืนพรุ่งนี้ถ้านายอยากฉันจะรุกเอง เฮ้ย ได้ยินรึเปล่าเนี่ย—” ผมยังพูดไม่ทันจะจบก็ถูกอีกฝ่ายจูบปิดปาก มือของเหล่าอู๋ค่อยๆลากผ่านเสื้อผ้าของผม ปลดกระดุม ออกทีละเม็ด แล้วจึงค่อยๆปลดตะขอกางเกงของตัวเองลง…

เดี๋ยวก่อน! ผมชอบ…ผมรักเหล่าอู๋ก็จริง แต่ผมมองเขาเป็นฝ่ายรับมาตลอด อยากทำเรื่องน่าอายกับเขา แต่ไม่ได้อยากถูกเขาทำแบบนี้!

เหล่าอู๋!!!!!!!!!!

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

“รอยตรงคอนั่นอะไรวะเหลาหย่าง”

“ยุง…” ผมอ้อมแอ้มตอบ จะให้กล้าเล่าให้เหล่าอู๋ฟังได้ยังไงในเมื่อสิ่งที่เขาทำเมื่อคืนสุดท้ายแล้วก็แค่ละเมอ! ผมพูดไม่ออกหรอก ไม่รู้ว่าถ้าพูดออกไปความสัมพันธ์ของพวกเราจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอื่นรึเปล่า ถึงจะไม่ได้เป็นแฟนกัน ขอแค่เขานับผมเป็นเพื่อน ผมก็ดีใจมากแล้ว

“ยุงบ้าอะไรตัวใหญ่ชะมัด”

“…ยุงในป่าก็ตัวใหญ่อย่างนี้แหละ” ผมโกหก

“ดูจากรอยกัดก็รู้เลยว่านอกจากจะใหญ่แล้วยังหล่ออีก”

ผมหันขวับไปมองเหล่าอู๋ที่ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ หัวสมองพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ในทันที

“เมื่อคืนนายไม่ได้ละเมอ…?!”

“อ๋อเปล่า ตอนนั้นฉันแค่นึกคำพูดดีๆไม่ออกก็เลยไม่ได้พูดอะไรออกไป” เหล่าอู๋ว่าพลางปัดใบไม้ออกจากตัวขณะก้าวเดิน อย่างสบายๆ ผมนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะพยายามเร่งฝีเท้าให้ทันเพื่อให้มองเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายได้ชัดๆถนัดตา แต่เพราะเหนื่อยล้าเพราะกิจกรรมเมื่อคืน สุดท้ายก็เลยเลิกพยายาม ปล่อยเลยตามเลย

“…แต่ตอนนี้นึกออกแล้ว ความจริงมันก็ไม่ใช่คำที่วิเศษอะไรหรอก สำหรับคนอย่างพวกเรามันไม่มีอะไรจำเป็นต้องสวยหรูเลยซักนิด” เหล่าอู๋เว้นวรรคเล็กน้อยก่อนจะหันหน้ามาหาผม ด้วยความที่เส้นทางที่พวกเราเดินค่อนข้างลาดชัน เขาในตอนนี้จึงต้องก้มลงมองผมที่เดินช้ากว่า

 

“รักว่ะ”

 

เขาเอ่ยออกมาช้าๆ แต่สั้นๆ กระชับ ได้ใจความ

“เชี่ย เหล่าอู๋ นายแม่ง…”

ใบหน้าของผมร้อนผ่าว ตกใจ ตื่นเต้น ดีใจ ตื้นตันใจ มึนงง ความรู้สึกหลากหลายปะปนกันอยู่ในหัวผมจนแทบจะระเบิด นี่ผมกำลังฝันอยู่รึเปล่า ผมแตะสะโพกตัวเอง รู้สึกปวดจนต้องแอบครางออกมาเบาๆ

 

ไม่ได้ฝันไป

ผมไม่ได้ฝันไป….

 

“เขินเหรอ” เหล่าอู๋ถามซื่อๆ

“เหนื่อยต่างหาก! ด เดินกันมาตั้งไกล ไหนจะผลงานนายเมื่อคืนอีก”

“ขอโทษทีๆ เอ้า จับมือฉันไว้สิ ถ้านายล้มไปล่ะก็แย่เลย” เหล่าอู๋หัวเราะเบาๆก่อนจะเดินลงมาหาแล้วยื่นมือให้ผมจับ ราวกับว่ากำลังสำนึกผิดในการกระทำเมื่อคืนของตน

ผมจับมืออีกฝ่าย ค่อยๆก้าวเดินตามเขา ในใจก็นึกถึงคำสารภาพที่ได้ฟังเมื่อครู่

ถ้าหากเหล่าอู๋รู้เรื่องที่ว่าผมไม่ใช่เซี่ยจื่อหยางตัวจริง ไม่ใช่เซี่ยจื่อหยางที่เขารัก เขาจะทำยังไง…..

“นายจะปล่อยมือฉันรึเปล่า…” ผมพึมพำเบาๆ แต่เพราะอยู่ใกล้กันเกินไป เหล่าอู๋จึงได้ยินเสียงของผมลอยเข้าหู

“ไม่หรอก ถามอะไรของนายเนี่ย”

พอเห็นอีกฝ่ายตอบคำถามที่ผมไม่ได้ตั้งใจจะถามในตอนแรก ผมเลยถือโอกาสถามเขาเพิ่มอีกหนึ่งคำถาม

“…นายจะลืมฉันรึเปล่า”

“เอ่อ อันนี้ไม่แน่ใจว่ะ”

“…..” พอเห็นผมเงียบไป เขาจึงอธิบายคำตอบของตนเพิ่มเติม

“หมายความว่าฉันอาจจะลืมเรื่องบางอย่างของนาย แต่เรื่องระหว่างเราสองคน ฉันจะไม่ลืม”

“แล้วถ้า…ถ้าฉันลืมนายล่ะ?” ผมถามต่อ

“ช่างแม่ง” เหล่าอู๋ยักไหล่ เว้นวรรคเล็กน้อยก่อนจะขยายความต่อไปว่า

“ถึงนายจะลืมฉัน แต่ฉันก็จำนายได้นี่หว่า…เอ่อ น่าจะจำได้นะ ถ้าไม่เป็นอัลไซเมอร์ไปซะก่อน”

“นายแม่ง…” ผมถอนหายใจกับคำตอบที่สุดแสนจะไม่โรแมนติกของเขา แต่ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้

ถึงจะเปลี่ยนไป ดูแข็งแกร่งขึ้น แต่เหล่าอู๋ก็คือเหล่าอู๋อยู่วันยังค่ำ…

“เออ ฉันสารภาพรักไปแล้ว นายทำบ้างสิ” จู่ๆเหล่าอู๋ก็หันมาสั่งผม พอเห็นผมมีสีหน้าตื่นตะลึงก็บีบมือผมแน่นๆหนึ่งทีก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า

“บอกมาบอกกลับไม่โกงดิวะ”

ผมคิดตามคำพูดของเขาแล้วก็รู้สึกว่าเหล่าอู๋พูดถูก ที่สำคัญ ขนาดเหล่าอู๋ยังกล้าพูดเลย ทำไมผมจะทำไม่ได้กัน หลังจากที่คิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง ผมก็สูดหายใจเข้าลึกๆ ดันแว่นเล็กน้อย ใบหน้าร้อนผ่าว เหลือบตาไปมองทางอื่น

“รักว่ะ”

“รู้น่า ดูไม่ออกก็บ้าแล้ว”

“ไอ้…”

ผมด่าเหล่าอู๋ไปตลอดทางอย่างหัวเสียที่ถูกทำให้เขินจนเสียเชิงชาย แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยิ้ม

ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

“แล้วจากนี้จะทำตัวยังไง…”

“ก็เหมือนเดิม” เหล่าอู๋ตอบ มือที่จับกับมือผมอยู่นั้นกระชับขึ้นเล็กน้อย

“เหมือนเดิมคือเหมือนตอนที่เป็นเพื่อนกันน่ะเหรอ” ผมถาม

“เปล่า”

เหล่าอู๋หันมามองผม หัวใจของผมเต้นเร็วขึ้นกว่าเดิมเมื่อสบตากับเขา

 

“…ก็รักกันเหมือนเดิม แค่นั้นล่ะ”

 

…………..

อ่อกกก จบแหล่ววว เขียนออกมาด้วยความมโนล้วนๆเลยค่ะ คือเป็นแค่ความคิดชั่ววูบในตอนแรกที่สงสัยว่าเหลาหย่างทำไมอ่อนแอจัง มันอ่อนเกินไปป้ะ…อ้างว่าเพิ่งออกจากคุกมันฟังไม่ขึ้น… แล้วทีนี้ก็เห็นว่านายน้อยฟิตมากก ก็เลยสรุปเอาเองเลยว่าสองคนนี้ต้องมีซัมติงรองกันตอนกลางคืนแน่ๆ แต่ทำไมนายน้อยฟิต เหลาหย่างเหนื่อย… เอ๊ะ…..

ก็เลยกลายมาเป็นแบบนี้ในที่สุดค่ะ เราชิปหย่างเสียมาตลอดพอมาลองเปลี่ยนเป็นเสียหย่างบ้างก็รู้สึกแปลกๆดีเหมือนกัน แต่ชอบค่ะ ขอบคุณที่ตามอ่านฟิคชิปแปลกที่เกิดจากความสงสัยเล่นๆของเราค่ะ อ่านให้สนุกนะคะ:)