Touken Ranbu FanFiction [ Heshikiri Hasebe x Shokudaikiri Mitsutada ] ‘Memory’

กาวววววววกาวววววอ่อออกกกกกกกกกกก


Touken Ranbu FanFiction

[ Heshikiri Hasebe x Shokudaikiri Mitsutada ]

‘Memory’

…………….

ข้ายังจำเรื่องราวในวันนั้นได้ดี

‘เฮชิคิริ จากนี้ไปเด็กคนนี้…มิทสึทาดะจะมาอยู่กับพวกเรา ข้าฝากเจ้าดูแลเขาด้วยนะ’

ใบหน้าที่มีผ้าปิดตาทาบทับดวงตาหนึ่งดวงโผล่ออกมาจากเบื้องหลังของนายท่านโอดะ ข้าจ้องมองนัยน์ตากลมโตใสแจ๋วราวกับลูกแก้วนั้น ในใจนึกอยากบอกกับผู้เป็นนายเหลือเกินว่าตนเลี้ยงเด็กไม่เป็น แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ก้มหัวให้นายท่านโอดะอย่างนอบน้อม

‘หากเป็นคำสั่งของนายท่านโอดะ ข้ายินดีน้อมรับคำสั่งเสมอขอรับ’

‘ดีมาก’ ท่านโอดะเอ่ยชม ก่อนจะเดินจากไป ปล่อยให้ข้าอยู่กับเด็กชายวัยประมาณเจ็ดขวบตามลำพัง บรรยากาศในตอนนั้นช่างอึดอัดสำหรับข้า เด็กไม่เหมือนกับผู้ใหญ่ วิธีการปฏิบัติดูแลจึงต่างกันออกไป หากดูแลเด็กจึงต้องให้ความใส่ใจอีกฝ่ายมากเป็นพิเศษ

แต่คนอย่างข้าใส่ใจใครไม่เป็นนอกจากผู้เป็นนาย…

‘นี่ๆ พี่ชายชื่ออะไรหรือขอรับ?’

มิทสึทาดะยิ้มกว้างอย่างไร้เดียงสาขณะถามชื่อข้า ข้ามองเด็กชายเงียบๆอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจตอบอีกฝ่ายนิ่งๆ

‘…ฮาเซเบะ’

นามเฮชิคิริของข้านั้นนอกจากนายท่านโอดะแล้วข้าไม่ยอมให้ผู้ใดมาเรียกชื่อนั้นอีก เจ้าเด็กมิทสึทาดะที่ดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องนั้นก็รีบรับคำอย่างว่าง่าย

‘ขอรับ! พี่ฮาเซเบะ’

ภาพของในวันนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในใจข้า การพบพานที่ยากแก่การลืมเลือน การพบพานที่ค่อยๆแปรเปลี่ยนหัวใจของข้าทีละน้อย…

“พี่ฮาเซเบะ! พี่ฮาเซเบะขอรับ”

“มีอะไรหรือ มิทสึทาดะ” ข้าที่เผลอเหม่อนึกถึงอดีตสะดุ้งตื่นจากห้วงแห่งความทรงจำ ร่างเล็กของมิทสึทาดะวิ่งแจ้นเข้ามาในห้องของข้าอย่างร้อนรน เจ้าตัวเล็กดึงชายเสื้อของข้าอยู่สองสามครั้ง ขณะเดียวกันก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน

“พี่ฮาเซเบะมากับข้าหน่อย นะๆๆ”

“ก็ได้ นำทางไปสิ” ข้าถอนหายใจเล็กน้อย เผลอยิ้มมุมปากนิดๆ ถึงแม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ในใจข้ารู้สึกดีทุกครั้งที่มิทสึทาดะขอให้ข้าช่วยเหลือ ดีใจที่อีกฝ่ายพึ่งพาข้า…

มิทสึทาดะพาข้าออกมาที่สวน ร่างเล็กเดินมาหยุดอยู่ที่ต้นไม้สูงใหญ่ต้นหนึ่ง เด็กชายผ้าปิดตาชี้นิ้วไปยังกิ่งก้านใหญ่กิ่งหนึ่ง เมื่อข้าหรี่ตามองตามตำแหน่งที่อีกฝ่ายชี้ก็ได้สบตากับลูกแมวตัวหนึ่ง

“ดูเหมือนเจ้านั่นจะลงมาไม่ได้น่ะ พี่ฮาเซเบะช่วยหน่อยนะ” มิทสึทาดะเกาะชายเสื้อข้าพร้อมกับทำสายตาน่าสงสาร

“น่ารำคาญจริง… เจ้าเลิกเกาะชายเสื้อข้าสักที เดี๋ยวข้าจะปีนขึ้นไปเอาเจ้านั่นลงมา”

“พี่ฮาเซเบะใจดีที่สุด!”

“หนวกหูน่า ข้ารำคาญเจ้าต่างหาก”

“ข้าไม่เชื่อ~ พี่ฮาเซเบะน่ะถึงจะทำหน้าเหมือนไม่เต็มใจช่วยแต่เอาเข้าจริงๆก็ใจอ่อนทุกทีนั่นล่ะ” มิทสึทาดะแลบลิ้นใส่ข้า ข้ากัดฟันกรอดอย่างหงุดหงิดจึงรีบปีนต้นไม้หลังจากที่นึกหาเหตุผลมาเถียงอีกฝ่ายไม่ออก

ข้าใจอ่อนกับเจ้าเด็กนี่จริงๆนั่นล่ะ…

หลังจากพยายามไปได้ครู่ใหญ่ข้าก็พาตัวเองมาถึงกิ่งไม้ที่เจ้าแมวตัวนั้นเกาะอยู่จนได้

“พี่ฮาเซเบะสู้ๆ!!” มิทสึทาดะที่ดูอยู่ข้างล่างส่งเสียงเชียร์

“เอ้า ลงไปข้างล่างกันเถอะ ลงไปแล้วก็ขอบคุณเจ้าเด็กนั่นด้วยล่ะที่ให้ข้ามาพาเจ้าลงไป” ข้าเอ่ยเบาๆกับเจ้าแมวน้อย อุ้มมันไว้แล้วค่อยๆปีนไต่ลงมาเรื่อยๆจนถึงพื้นในที่สุด

ข้าวางเจ้าแมวลงกับพื้นหญ้า มิทสึทาดะกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจก่อนจะพุ่งเข้าหาเจ้าลูกแมวราวกับได้เพื่อนใหม่ แต่เจ้าสัตว์ตัวเล็กนั่นกลับวิ่งไปหลบหลังข้า รู้ตัวอีกทีทั้งคนและแมวก็ใช้ข้าเป็นศูนย์กลางในเล่นไล่จับไปเสียแล้ว

“…เล่นอะไรของเจ้าเนี่ย”

“ข้าอยากเล่นกับมัน แต่มันติดพี่ฮาเซเบะมากกว่านี่นา” มิทสึทาดะพองแก้มอย่างน่าเอ็นดู ข้าส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย ก้มตัวลงอุ้มเจ้าแมวอีกครั้งก่อนจะยื่นมันส่งให้มิทสึทาดะ

“เอ้า รับไปสิ”

“แต่มันดิ้นใหญ่เลยนะ สงสัยจะไม่ชอบข้า…” เด็กชายทำหน้าจ๋อย ข้าเผลอหลุดขำออกมาเล็กน้อยก่อนจะรีบตั้งสติแล้วนั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่พร้อมกับเจ้าแมวในมือ

“มิทสึทาดะ เจ้ามานั่งตักข้า”

“เอ๋?!” เด็กชายตัวเล็กเบิกตากว้างเล็กน้อย หลังจากนั้นสายตาประหลาดใจก็แปรเปลี่ยนเป็นสายตาระยิบระยับ คนผมดำรีบเดินมานั่งตักข้าทันที ข้าลูบหัวเจ้าลูกแมวจนเชื่องก่อนจะส่งสายตาให้มิทสึทาดะที่นั่งอยู่บนตักลูบหัวมันเบาๆ

ภาพของข้าที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้โดยมีเด็กชายและแมวนั่งอยู่บนตักนั้นอาจจะทำให้บริวารของท่านโอดะนำไปร่ำลือกันพิลึกๆ ถึงแม้จะอายอยู่บ้างแต่ข้าก็ทำเป็นไม่สนใจ ขอแค่เจ้าเด็กซนกับเจ้าลูกแมวเลิกเล่นไล่จับกันรอบตัวข้าแค่นั้นก็พอ

“เจ้านี่หลงมาจากไหนกันนะ” ข้าพึมพำขณะมองเจ้าลูกแมวที่นอนขดอยู่บนตัก มันเป็นแมวขนดำที่มีนัยน์ตาสีอำพัน จะว่าไปก็เป็นสีเดียวกับมิทสึทาดะ…

“พวกเจ้าคล้ายกันดีนะ” ข้าพึมพำเบาๆ

“เอ๋?” มิทสึทาดะเอียงคอมองข้าอย่างงุนงง ข้าส่ายหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงว่าอย่าไปใส่ใจ

มิทสึทาดะลูบหัวแมวจนพอใจแล้วจึงหันมาเล่นผมสีน้ำตาลอ่อนที่มัดไว้หลวมๆของข้า มิทสึทาดะมักมาขอเล่นผมของข้าเป็นประจำอยู่แล้วดังนั้นข้าจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ระหว่างนั้นบริวารหญิงหลายคนของท่านโอดะที่ผ่านทางนี้พอดีต่างมองข้ายิ้มแล้วหันไปจับกลุ่มคุยกันเบาๆ

ทำไมหญิงสาวเหล่านั้นมองข้าในสภาพแบบนี้แล้วถึงยิ้มแย้มและหัวเราะกันเล่า ข้ารู้สึกว่าใบหน้าของตนกำลังร้อนผ่าวเพราะความอาย ถึงจะพยายามทำเป็นไม่สนใจแต่ก็นึกภาวนาให้มิทสึทาดะพาเจ้าแมวลงจากตักข้าเสียที ทว่า พอเห็นรอยยิ้มของเจ้าตัวที่กำลังเล่นผมข้าอย่างสนุกสนาน ข้าก็เลิกภาวนาแล้วเปลี่ยนใจไปลูบหัวเจ้าแมวแทน

ช่างเถอะ จะทนอายสักหน่อยก็ได้ ข้าผิดเองที่มาเลือกนั่งในสถานที่ที่คนอื่นสามารถมองเห็นได้ง่ายๆเช่นนี้

“นี่ๆ พี่ฮาเซเบะ โตขึ้นมาข้าขอเป็นเจ้าสาวของพี่ฮาเซเบะได้หรือเปล่า?”

จู่ๆมิทสึทาดะก็ถามออกมาเช่นนั้น ทำเอาข้าสะดุ้งเฮือกหันขวับมามองอีกฝ่ายตาโต

“ถามอะไรของเจ้าเนี่ย…”

“เอ๋ ไม่ได้เหรอ”

“ก ก็ต้องไม่ได้อยู่แล้วไม่ใช่รึไงเล่า เจ้าเป็นผู้ชายนะ ข้าก็เป็นผู้ชาย”

“งั้น…ข้าเป็นเจ้าบ่าวก็ได้!”

“นั่นยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย” ข้าเอ่ยเสียงเอือมพร้อมกับเขกหัวคนตัวเล็กเบาๆไปหนึ่งที

“บู่วว นู่นก็ไม่ได้นี่ก็ไม่ได้ พี่ฮาเซเบะอ้ะ”

“เรื่องแบบนี้ข้าไม่สนใจหรอก…จะว่าไปทำไมจู่ๆเจ้าถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ?” ข้ามองเด็กชายที่กำลังเล่นผมข้าด้วยสายตาไม่เข้าใจ ที่สำคัญข้ายังไม่เคยสอนเรื่องพวกนี้ให้เจ้าเสียหน่อย เจ้าเด็กแก่แดดนี่ไปจำมาจากที่ไหนกัน

“ก็พวกพี่สาวในครัวเคยพูดว่าถ้าได้แต่งงานล่ะก็ยอดไปเลย ข้าก็เลยถามว่าแต่งงานคืออะไร แล้วพวกพี่สาวก็ตอบว่าถ้าแต่งงานกันล่ะก็จะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป ข้าก็เลยอยากแต่งงานกับพี่ฮาเซเบะบ้าง จะได้อยู่ด้วยกันตลอดไปไง!” มิทสึทาดะยิ้มกว้างขณะอธิบาย ข้ารู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะเล็กน้อย ว่าแต่แม่พวกนั้นทำไมบ่นอะไรแบบนี้กับเด็กล่ะ….

“เหอะ จำคำพูดของเจ้าเอาไว้ดีๆก็แล้วกัน เดี๋ยวพอโตไปก็คงได้แต่เสียใจว่าไม่น่าพูดอะไรทำนองนี้ออกไปแน่ๆ”

“ข้าไม่เสียใจหรอกน่า! ก็ข้าอยากอยู่กับพี่ฮาเซเบะตลอดไปนี่นา!” เด็กชายยังคงยืนกรานอย่างหนักแน่น ข้าถอนหายใจอย่างเอือมระอา เจ้าเด็กนี่พูดไม่คิดเสียจริง

“ช่างเถอะ…นี่ก็ได้เวลาอาหารแล้ว เลิกเล่นผมข้าแล้วลุกขึ้นเสียที ข้าไม่อยากให้นายท่านโอดะรอนาน”

“นี่ๆ พี่ฮาเซเบะ แล้วเจ้าแมวตัวนี้ล่ะ มันเองก็คงหิวเหมือนกันนะ”

ข้ามองเจ้าแมวดำพร้อมกับถอนหายใจออกมา

“อุ้มไปด้วยก็แล้วกัน เจ้านี่คงพลัดหลงมาจากที่ไหนสักแห่ง เดี๋ยวข้าขออนุญาตนายท่านโอดะให้เจ้าเลี้ยงมันไว้ที่นี่เอง”

“ว้าว! ยอดไปเลย!!” มิทสึทาดะกระโดดโลดเต้นอย่างดีอกดีใจ ข้าอุ้มเจ้าแมวด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งยื่นให้มิทสึทาดะจับ

“เอ้า ไปกันเถอะ”

“ฮื่อ!”

ในขณะที่กำลังเดินกลับออกจากสวน ข้าลอบมองใบหน้าของมิทสึทาดะที่กำลังยิ้มแย้ม

ถ้าเป็นไปได้…ข้าก็อยากอยู่กับเจ้าตลอดไปเหมือนกัน เจ้าเด็กบ้า…

…………

อ่อกกกกกาวมากกกกกกมโนมากกกกกกกกกกกฮือออออออ ไม่มีอีกแล้วค่ะ สิ่งที่เรียกว่าสติน่ะแงงงงงงฟฟฟฟฟฟฟฟ ความจริงอยากเขียนต่ออีกนิดจนถึงตอนที่ทั้งสองคนแยกจากกัน แต่มันเขียนไม่ไปแล้ว เขียนไม่ออก ต้องบรรยายชุ่ยๆแน่เลย ก็เลยตัดจบแค่นี้—– เอาจริงๆพอย้อนมองมันก็มีแววเป็นมิทฮาเซได้เหมือนกันแฮะ ประมาณว่าเด็กในวันนี้คือเมะในวันหน้า—–/แค่กกกก แต่จะแบบไหนก็น่ารักดีค่ะ เราเหมาหมด(โลภ) พี่มิทที่เป็นเด็กซื่อๆไร้เดียงสานี่น่ากินมาก—-/แค่กๆๆๆ อะแฮ่ม ยังไงก็ตาม ขอบคุณที่อ่านนะคะ❤️

ปล.ขอบคุณกาวจากพี่จิ้ง (Kurama Joy)ค่ะ ขอกาวอีก—–/โดนต่อย

Touken Ranbu [ Drabble ] (Heshikiri Hasebe x Shokudaikiri Mitsutada) ‘Rain’

กาวล้วนๆไม่มีน้ำผสม


Touken Ranbu [ Drabble ]

[ Heshikiri Hasebe x Shokudaikiri Mitsutada ]

‘Rain’

……….

ในวันนั้น…ข้าได้กลับมาเจอกับเขาอีกครั้งที่เรือนของท่านซานิวะ…

‘เห….เตี้ยลงนะ ฮาเซเบะคุง’

‘หุบปาก’

โชคุไดคิริมิทสึทาดะยังคงเหมือนกับเมื่อก่อน ไม่ว่าจะเป็นผ้าปิดตา ใบหน้า เรือนผม รูปร่าง เสื้อผ้า รวมไปถึงนิสัยใจคอ ทุกอย่างของคนคนนี้ยังคงเหมือนเดิม ไม่ต่างไปจากช่วงที่เรายังอยู่ด้วยกันภายใต้การดูแลของนายท่านโอดะ

‘ถ้าอย่างนั้น…จากนี้ไปก็ฝากตัวด้วยอีกครั้งละกันนะ ฮาเซเบะคุง’

‘……’

ในตอนนั้นข้าไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงแค่มองหน้าอีกฝ่ายเงียบๆเท่านั้น มิทสึทาดะก็ยังเป็นมิทสึทาดะ มิทสึทาดะที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเหมือนกับในสมัยก่อน มิทสึทาดะที่โบกมือลาข้าไปอยู่กับดาเตะ มาซามุเนะอย่างไม่คิดอะไร มิทสึทาดะที่ถึงแม้จะมีนิสัยตีสนิทกับคนอื่นไปทั่ว แต่ความจริงแล้วก็ไม่เคยสนใจจะสนิทกับใครจริงจัง

มิทสึทาดะเป็นคนใจดี เขามักรู้สึกไม่ดียามเมื่อได้ฟาดฟันผู้คน ผิดกับข้าที่ขอเพียงแค่เป็นคำสั่งของนายท่านโอดะข้าก็ยอมทำตามทุกอย่าง และความใจดีที่มิทสึทาดะมอบให้กับข้าอยู่บ่อยๆก็ทำให้หัวใจของข้าแปรเปลี่ยนไป ถึงแม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าเขามองข้าเหมือนเป็นเพื่อนสนิทแก้เหงายามต้องมาอยู่ในที่แห่งใหม่ แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็หักห้ามความรู้สึกในใจตนไม่ได้อยู่ดี…

“ฮาเซเบะคุง ฮาเซเบะคุง”

ข้าสะดุ้งเล็กน้อย พอหันไปมองตามเสียงเรียกก็เห็นมิทสึทาดะยืนอยู่ข้างหลัง ในมือเรียวใต้ถุงมือดำมีกระดาษโน้ตเล็กๆถูกถืออยู่

“ไปตลาดกับข้าไหม”

ข้าที่ในตอนนี้กำลังนั่งห้อยขารับลมอยู่ ณ บริเวณชานเรือนเงยหน้ามองท้องฟ้า ขมวดคิ้วเล็กน้อนก่อนจะเตือนอีกฝ่ายเบาๆ

“ฟ้าครึ้มขนาดนี้อีกเดี๋ยวฝนก็คงจะตก เจ้ารออยู่ในเรือน เดี๋ยวข้าออกไปซื้อให้เอง ขืนให้เจ้าออกไปซื้อสุดท้ายนอกจากจะเดินเลือกของนานแล้วก็อาจจะติดฝนทำให้นานยิ่งขึ้นไปอีก ข้าไม่อยากให้นายท่านรอนาน มันไม่ดีต่อกระเพาะของนายท่าน”

“ไม่เอาล่ะ ขืนให้ฮาเซเบะคุงไปก็คงเลือกวัตถุดิบที่ไม่ดีๆมาน่ะสิ” มิทสึทาดะยิ้มเผล่ก่อนจะตบบ่าข้าเบาๆ

“ถ้าไม่อยากให้ข้าเดินตลาดเพลินเจ้าก็ตามมาด้วยสิ จะได้มีคนคอยเตือนข้า”

“ก็ได้…งั้นก็รีบไปรีบกลับเถอะ ก่อนที่ฝนจะตก”
.
.
.
.
.
.
.
.
ฝนตกจนได้

“ข้าบอกแล้วว่าให้เจ้าหยุดเลือก จะมันหัวไหนก็เป็นมันเหมือนกันนั่นแหละ”

“ได้ไงเล่าฮาเซเบะคุง ถ้าเลือกวัตถุดิบดีๆทำอาหารก็จะได้อาหารรสเลิศ นี่น่ะเพื่อความสุขในการกินข้าวของท่านซานิวะและทุกคนเชียวนะ”

“….” ข้าเดาะลิ้นอย่างหงุดหงิดที่ไม่สามารถหาคำพูดใดๆมาเถียงอีกฝ่ายได้ พวกเรายืนเถียงกันอยู่ในหลังคาที่ยื่นออกมาจากตัวร้านเพียงเล็กน้อย ฝนยังตกอยู่เลย จะให้รอจนฝนซาท่านซานิวะคงต้องทรมานเพราะความหิวเป็นแน่ คงจะปล่อยให้เจ้านายคนใหม่รอไม่ได้เสียแล้ว

“มิทสึทาดะ ถือของพวกนี้ซะ” ข้ายื่นกับข้าวทุกอย่างที่ช่วยอีกฝ่ายถือ

“อะไรกันฮาเซเบะคุง มันหนักนา จะให้ข้าถือคนเดียวหมดได้ยังไงล่ะ อีกอย่างนะ ถ้าถืออะไรแบบนี้เยอะๆมันก็ไม่เท่น่ะสิ”

“หนวกหูน่า ถือไว้ซะ แล้วก็ก้มหน้าลงมาด้วย”

พอเห็นว่ามิทสึทาดะยอมทำตามคำสั่งของข้าอย่างงงๆ ข้าถอดเสื้อคลุมตัวยาวของตนออกแล้วเอาไปคลุมหัวอีกฝ่ายแทน

“อะไรของเจ้าน่ะ ฮาเซเบะคุ– เฮ้ย?!”

มิทสึทาดะเบิกตากว้างเมื่อจู่ๆข้าก็อุ้มหมอนั่นขึ้นมาในท่าอุ้มเจ้าสาว รวบเอาเสื้อคลุมของข้าห่อหมอนั่นไว้ ถึงแม้จะไม่สามารถช่วยกันฝนได้เต็มที่ ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรคลุมเลย

หนัก ตัวหนักกว่าที่คิด ถ้าหากเป็นตัวข้าในสมัยก่อนก็คงอุ้มได้สบายๆแท้ๆ

“เดี๋ยวก่อนฮาเซเบะคุง หรือว่า…คิดจะวิ่งฝ่าฝนไป”

“ใช่ ให้ข้าวิ่งคนเดียวน่าจะเร็วกว่าต่างคนต่างวิ่ง”

“แต่เจ้าจะไหวเหรอฮาเซเบะคุง เฮ้! ฮาเซเบะคุง!!”

ข้าไม่ฟังคำเตือนของอีกฝ่ายรีบวิ่งออกจากที่หลบฝนชั่วคราวทันที

หนวกหูน่า แค่อุ้มเจ้าทำไมข้าจะทนไม่ไหว ข้ารู้ว่ามันหนัก แต่ไม่ว่ายังไงถ้ายังไม่ถึงจุดหมาย ข้าก็ไม่วางเจ้าลงหรอก

ก็เหมือนกับรักข้างเดียวของข้า ถึงมันจะทำให้ข้าเจ็บปวด แต่ก็ใช่ว่าข้าจะยอมตัดใจ

เจ้าน่ะ…สำคัญพอๆกับนายท่าน

หากนายท่านต้องการให้ข้ารอ…ข้าพร้อมที่จะรอตลอดไป ขอเพียงแค่ให้นายท่านกลับมารับข้า รับข้าเป็นทาสของนายท่านดังเดิม…

เจ้าก็เหมือนกับนายท่าน เป็นคนสำคัญของข้า เป็นเพื่อนสนิทคนแรกของข้า เป็นรักแรกของข้า ในเมื่อข้ารอนายท่านให้กลับมารับข้าได้ ข้าก็รอให้เจ้ารักข้าได้เหมือนกัน

“ถ..ถึงแล้ว”

ข้ารีบวิ่งเข้าไปในเขตตัวเรือนของท่านซานิวะ หลังจากที่เข้ามาอยู่ในที่ร่มแล้วก็วางมิทสึทาดะลง ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นพลางหอบแฮ่กๆ หยดเหงื่อกับเม็ดฝนผสมปนกันจนเปียกโชกไปทั่วร่าง

การวิ่งฝ่าฝนจากตลาดกลับมาถึงเรือนภายในเวลาอันรวดเร็วช่างเป็นการกระทำที่บ้าบิ่นยิ่งนัก และเป็นการกระทำที่คนอย่างข้าไม่น่าจะทำมากที่สุด

“ไม่เห็นต้องทำขนาดนี้เลยนะ ฮาเซเบะคุงเนี่ยล่ะก็…” มิทสึทาดะถอนหายใจขณะนั่งยองๆมองข้าที่กำลังหอบ

“มองอะไร รีบไปอาบน้ำล้างหัวซะจะได้รีบไปทำอาหาร เดี๋ยวนายท่านรอนาน”

“เรื่องนั้นน่ะข้าต้องทำอยู่แล้ว แต่ฮาเซเบะคุงน่ะดูเหนื่อยน่าดูเลยนะ เจ้าเดินไหวมั้ย เดี๋ยวข้าช่วยพยุง” มิทสึทาดะเอื้อมมือมาลูบหัวผมเบาๆอย่างอ่อนโยน

ข้ารู้สึกว่าตัวเองหน้าแดงผ่าว ไม่ว่าเมื่อไหร่ ความอ่อนโยนของมิทสึทาดะก็ละลายหัวใจของข้าได้เสมอ

“…เอาของมาสิ ถือของแบบนั้นจะพยุงข้าได้ยังไง……”

“ฮึๆ ให้ตายสิ ฮาเซเบะคุงเนี่ยล่ะน้า… ความจริงไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้แท้ๆ วันหลังข้าจะอุ้มเจ้าบ้าง ดีมั้ยล่ะ?”

“หนวกหูน่า เดินไปเงียบๆ ข้ารำคาญ”

บางที…เหตุผลลึกๆที่ข้าอุ้มเจ้าน่ะ….. ถึงแม้เหตุผลนั้นจะไม่มีวันเป็นไปได้ แต่ข้าก็กลัว กลัวเหลือเกิน…

ถ้าต่างคนต่างวิ่งล่ะก็ เจ้าอาจจะทอดทิ้งข้าไปอีกครั้งก็เป็นได้…

ข้าก็แค่กลัว

กลัวว่าเจ้าจะจากข้าไป

กลัวว่าจะไม่ได้เจอกันอีก…

………

แงงงงพระรองเกินนนนน ตบตีฟิลเตอร์พระรองของตัวเองแปปค่ะฟฟฟฟฟ ความจริงจะมองเป็นฮาเซมิทหรือมิทฮาเซก็ได้นะคะ ชอบทั้งคู่เลยยยอร่ากกกกกกก

Touken Ranbu FanFiction [ Mutsunokami Yoshiyuki x Heshikiri Hasebe ] ‘Gun’

กาวค่ะ กาวมาก ทำไมกาวฮืออออ555555555555 /เกาะถังกาวลอยคว้างอยู่กลางทะเล

เพิ่งเล่นเกมได้สามวันฟิคก็งอกเลย น่ากลัวมากฟฟฟฟฟ พี่มุทสึดูเป็นหมาซื่อๆน่ารักแต่ฮาเซเบะคุงดูเป็นหมาดุฮือออ น่ารักจังงงฟฟฟฟฟ

ปล.ตอนแรกไม่รู้ว่าควรจะใช้สรรพนามยังไงดี สุดท้ายก็กลายมาเป็นแบบนี้ค่ะ คาร์อาจจะยังไม่นิ่งหรืออาจจะไม่ค่อยตรงเป๊ะตรงเผงเหมือนคาร์ในใจของทุกท่าน หรืออาจจะยังไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่… อาจจะดูกาวมากกกไร้สติมากหรืออะไรก็ตามแต่ หากไม่ถูกใจใครต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ;w;


Touken Ranbu FanFiction

[ Mutsunokami Yoshiyuki x Heshikiri Hasebe ]

‘Gun’

………..

ข้ามักจะฝัน

ฝันเห็นท้องฟ้าสีคราม

แสงแดดอ่อนๆยามบ่าย

ทุ่งหญ้าเขียวขจี

และรอยยิ้มของผู้เป็นนาย…

อดีตนายท่านของข้ามีนามว่าซากาโมโต้ เรียวมะ นักปฏิวัติผู้เป็นเจ้าของดาบมุทสึโนะคามิโยชิยูกิเล่มนี้ ชายผู้ต้องการเปลี่ยนแปลงญี่ปุ่นให้รุ่งเรืองขึ้นแต่กลับถูกฆ่าทิ้งทั้งๆที่ความฝันสูงสุดของตนยังไม่เป็นจริง

ข้าถอนหายใจออกมาพลางหยิบปืนพก Smith & Wesson ขึ้นมาลูบเบาๆ วันนี้บนเรือนของท่านซานิวะนั้นเงียบสงบกว่าทุกวัน คงเป็นเพราะอิจิโกะและก๊วนเจ้าหนูมีดสั้นทั้งหลายยังไม่กลับจากสำรวจทรัพยากร ยามัมบะก็ถูกส่งเข้าโรงซ่อมพร้อมๆกับเจ้าหนูยะเก็น โซวสะและคะเซ็นหลังจากที่กลับจากสนามรบก็ต่างคนต่างแยกย้ายกลับเข้าห้องไปพักผ่อน ข้าเองที่เพิ่งกลับจากการศึกก็เลือกที่จะมานั่งตากลมบริเวณชานเรือนอยู่คนเดียวไม่ต่างจากคนอื่นๆ ดูท่าว่าทุกคนจะเหนื่อยกันมากจริงๆ

“มุทสึ~ อยู่ไหนเอ่ย~” เสียงคุ้นหูของท่านซานิวะลอยมาตามลม ข้ายิ้มบางๆ ตะโกนทักกลับไปแม้ว่าอีกฝ่ายจะยังเดินมาไม่ถึงก็ตาม

“นายท่าน ข้าอยู่ตรงนี้ มานั่งตากลมด้วยกันไหม”

“แหม ลมเย็นดีจัง อากาศปลอดโปร่งนี่มันดีจริงๆนั่นแหละ สงสัยจริงๆว่านายช่างทนอยู่ในที่อบอ้าวอย่างนั้นทั้งวันได้อย่างไรกัน” ในที่สุดท่านซานิวะก็เดินมาหาข้าที่ชานเรือน เบื้องหลังร่างของเจ้านายคนใหม่มีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนทำหน้านิ่งอยู่ด้วย หมอนั่นมีเรือนผมสีน้ำตาลแสกกลาง นัยน์ตาสีม่วงสวยราวกับอัญมณี สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่มีเสื้อคลุมแขนยาวคลุมทับและกางเกงขายาวสีเข้ากับเสื้อคลุม

สมาชิกใหม่รึ…

“มุทสึ นี่เฮชิคิริฮาเซเบะคุง ส่วนฮาเซเบะคุง นี่ มุทสึโนะคามิโยชิยูกิ”

“โอ้ส! ยินดีที่ได้รู้จักนะฮาเซเบะ เจ้าเรียกข้าว่ามุทสึเหมือนท่านซานิวะก็ได้”

“…..เมื่อครู่นี้เจ้าควรเดินมาหานายท่าน การเสียมารยาทต่อหน้านายท่านเช่นนั้นเป็นกิริยาที่ไม่สมควรแสดงต่อผู้เป็นนาย” ฮาเซเบะมองข้าอย่างเย็นชา ห หา…? นี่ข้าผิดอะไร.. ข้าก็แค่อยากให้ท่านซานิวะมีรับลมเย็นๆบ้างเอง หมอนี่จริงจังเป็นบ้า..

“เอาน่าๆ ฮาเซเบะคุง…อย่าโมโหสิ จากนี้ไปก็สนิทกันไว้นะทั้งสองคน”

“ถ้าเป็นคำสั่งของนายท่าน ข้ายินดีปฏิบัติตาม ถึงแม้จะไม่ชอบหน้าของเจ้าคนไร้มารยาทคนนี้ก็ตาม” เจ้าคนผมแสกกลางว่าพลางก้มหน้าให้ท่านซานิวะอย่างนอบน้อม มุมปากและคิ้วของข้ากระตุกไปมาอย่างอารมณ์เสีย

ถ้าเปรียบเทียบหมอนั่นกับเครื่องดนตรีประเภทสาย ข้าว่าสายของหมอนั่นตึงเกินไป

(แต่ของข้าก็หย่อนไป….)

และนั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าได้รู้จักกับผู้ชายที่จริงจังที่สุดเท่าที่เคยรู้จักมาในชีวิตนี้ ฮาเซเบะ ทั้งจริงจัง เข้มงวด ดุดัน ปากร้าย เงียบขรึม

คนประเภทนี้น่ะ…

น่าแกล้งน่ากวนสุดๆไปเลย!

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การกวนฮาเซเบะกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของข้าไปอีกอย่างหนึ่ง

‘ฮาเซเบะ มาแข่งกันเถอะว่าใครจะจัดการเจ้าปีศาจนี่ได้มากกว่ากัน!’

‘หุบปากแล้วตั้งใจสู้ซะ เจ้าคนเล่นไม่รู้จักเวร่ำเวลา’

‘นี่ๆฮาเซเบะ เจ้ามีฉายาว่าม้าเร็วใช่ไหม ขอข้าขี่หลังหน่อยสิ’

‘อยากตายใช่ไหม เจ้าสมองกลวง’

‘ฮา~เซ~เบะะะ~ รู้~มั้ย~ว่า~ข้า~ชอบ~มัน~เผา~ที่~ซู้ดด~’

‘เจ้าคนน่ารำคาญ เลิก-ร้อง-เพลง-แล้ว-เก็บ-หัว-มัน-ไป-เงียบๆ-เดี๋ยว-นี้’

ทำให้ฮาเซเบะหงุดหงิด…สนุกดี

ดังนั้น วันนี้ข้าก็ยังแกล้งและก่อกวนฮาเซเบะเช่นเดิม

“ฮาเซเบะะะะะะ ไปเดินเล่นกันเถอะะ วันนี้ท่านซานิวะอุตส่าห์ให้พักผ่อนตามสบายหนึ่งวันทั้งที”

“ออกไปกับเจ้าก็เหมือนเอาวันหยุดไปผลาญเล่นอย่างไม่รู้ค่า” เสียงของฮาเซเบะดังลอดออกมาจากห้องพัก แต่ข้าไม่ยอมแพ้ กระชากประตูบานเลื่อนเปิดออก ฮาเซเบะที่นั่งอยู่ริมห้องวางหนังสือในมือลง คนผมแสกกลางลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาเผชิญหน้ากับข้าอย่างไม่กลัวเกรง

“อย่ามารบกวนเวลาพักผ่อนของข้า มุทสึโนะคามิโยชิยูกิ”

“โห น่าปลื้มใจจัง ที่ผ่านมาเจ้าไม่ยอมเรียกชื่อข้า แต่ตอนนี้ยอมเรียกแล้วแฮะ จะว่าไปเจ้าจำชื่อยาวๆของข้าได้ด้วย อย่างนี้ข้าต้องพยายามบ้างแล้วล่ะ! เอ…อืม..เฮ… เฮฮาเซเบะ..!”

“………” ฮาเซเบะหรี่ตาลงอย่างน่ากลัว

แต่ข้าไม่กลัว

“เอ้า เฮฮาคุง ยิ้มหน่อยซี่ยิ้มหน่อยย” ข้าใช้สองมือดึงแก้มของหมอนั่นจนยืด ฮาเซเบะคิ้วกระตุกก่อนจะผลักข้าออกไป พอเห็นอีกฝ่ายตั้งท่าจะชักดาบข้าก็รีบโบกมือห้ามเป็นพัลวัน

“เดี๋ยวๆๆๆ ช้าก่อนฮาเซเบะ เจ้าใจเย็นๆก่อนนะ ท่านซานิวะสั่งให้พวกเราสนิทกันไม่ใช่หรือ”

“…..” วินาทีที่ข้าพูดจบฮาเซเบะก็ลดดาบลงและเก็บมันเข้าฝักเช่นเดิม สมกับเป็นฮาเซเบะ ต่อให้โกรธขนาดไหนแต่ถ้าเป็นคำสั่งของท่านซานิวะก็ยับยั้งความโกรธของตัวเองได้อย่างน่าประหลาด

“ออกไปได้แล้ว ทุกวันนี้เจอหน้าเจ้าข้าเหนื่อยมาก วันพักผ่อนควรเป็นวันที่ข้าได้อยู่คนเดียวโดยไม่ได้เห็นหน้าเจ้า” ฮาเซเบะว่าพลางกลับไปนั่งอ่านหนังสือตามเดิม

“หือ…” ข้ากระพริบตาปริบๆเมื่อเห็นว่าหนังสือที่ฮาเซเบะถือเป็นหนังสือเกี่ยวกับปืนและดินปืน

“ฮาเซเบะ! เจ้าชอบปืนอย่างงั้นหรือ?!” ข้าพุ่งเข้าหาฮาเซเบะที่มุมห้องด้วยดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับจนทำเอาฮาเซเบะผงะถอยหลังไปเล็กน้อยอย่างลืมตัวจนชนกับผนังห้องเบาๆ

“ข้าจะชอบหรือไม่มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า ออกไปได้แล้ว ข้าอุตส่าห์ไล่เจ้าออกไปดีๆ อย่าให้ข้าต้องใช้กำลัง”

“ทำไมจะไม่เกี่ยวล่ะ นี่ไงๆ เจ้าดู Smith & Wesson ของข้าสิ ข้าเองก็ชอบปืนเหมือนกันนะ นายท่านของข้าเองก็ชอบ ชอบมากกว่าดาบอีก แต่ถึงอย่างนั้นท่านก็เป็นซามูไรนะ! ข้าภูมิใจมากๆเลยล่ะ!!”

“หนวกหูน่า บ่นอะไรของเจ้า ข้าไม่ได้ชอบเสียหน่อย” ฮาเซเบะจ้องตาข้า ข้ากระพริบตาปริบๆ เจ้าหมอนี่ไม่ได้พูดโกหก แต่ถ้าอย่างนั้น…

“ไม่ได้ชอบแล้วอ่านทำไมล่ะ?”

” ม ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเจ้า!” ฮาเซเบะตวาดเสียงดัง ผลักอกข้าที่นั่งคร่อมอยู่อย่างแรงจนหงายหลัง คนผมแสกกลางเดินออกจากห้องไปอย่างไม่สนใจใยดีข้าที่กลิ้งอยู่บนพื้น

“หืม….” ข้ามองตามแผ่นหลังของฮาเซเบะไปอย่างใคร่รู้ สีหน้าของฮาเซเบะเมื่อครู่ยังคงตราตรึงและกระตุ้นความรู้สึกอะไรบางอย่างในใจข้า

ฮาเซเบะเวลาหงุดหงิดน่ะน่าแกล้ง

แต่ตอนที่ทำหน้าเหมือนกำลังเขินอายแบบเมื่อครู่…

น่ารัก….

ข้ารีบลุกขึ้นแล้ววิ่งตามฮาเซเบะไปทันที แม้จะไม่รู้ว่าหมอนั่นหนีไปอยู่ที่ไหนก็ตาม โชคดีที่ระหว่างทางข้าเจอกับท่านซานิวะเข้าพอดี

“ท่านซานิวะขอรับ ท่านเห็นฮาเซเบะหรือเปล่า”

“ไม่เห็นเลยนะ มุทสึมีอะไรกับฮาเซเบะคุงหรือเปล่า ดูรีบร้อนเชียว” ท่านซานิวะถาม

“จะว่าไป…ท่านซานิวะขอรับ ข้ามีเรื่องอยากจะถามท่าน..”

“เอ๋ อะไรหรือ?”

“ฮาเซเบะที่ไม่ได้ชอบปืนแต่กลับอ่านหนังสือเกี่ยวกับปืนในวันหยุด ท่านคิดว่ามันแปลกไหมขอรับ ก็จริงอยู่ว่าอาจจะไม่ได้เกลียด แต่ถ้าไม่สนใจก็ไม่เห็นต้องอ่านก็ได้นี่ขอรับ พอถามแล้วก็ดันไม่ยอมบอกเหตุผลให้ข้าฟังแถมยังเดินหนีอีก..”

ท่านซานิวะฟังแล้วก็ยิ้มขำๆ นางเงยหน้ามองข้าพลางตอบคำถามของข้าด้วยน้ำเสียงเอ็นดู

“ดูท่าฮาเซเบะคุงจะคิดถึงเจ้านายน่ะ ท่านโอดะ โนบุนางะ เจ้านายของฮาเซเบะคุงเองก็สนใจจะใช้ปืนจากต่างชาติมากกว่าใช้ดาบทำศึก คล้ายๆกับเจ้านายของมุทสึเลยนะ”

“เอ๋…คิดถึงเจ้านาย…”

“ใช่จ้ะ สำหรับคนอย่างฮาเซเบะคุงคงเขินที่จะพูดคำหวานๆอย่างคำว่า ‘รัก’ หรือ ‘คิดถึง’ ใครสักคนให้คนอื่นฟังน่ะ… แต่ถ้าเป็นคำพูดที่แข็งๆกว่านี้อย่างเช่นซื่อสัตย์ สละชีวิตเพื่อนายท่านอะไรทำนองนี้ก็พูดได้เป็นปกติ…แถมยังบ่อยมาก…”

“อย่างนี้นี่เอง..ขอบคุณขอรับท่านซานิวะ ข้าขอตัวก่อนนะขอรับ” ข้าก้มหัวให้เจ้านายเล็กน้อยก่อนจะรีบวิ่งตามหาฮาเซเบะต่อ

“อ๊ะ เจอแล้ว! ฮาเซเบะ!!”

ฮาเซเบะที่เดินเหม่ออยู่ในสวนสะดุ้งเล็กน้อย ข้ารีบวิ่งแล้วกระโจนใส่อีกฝ่ายในช่วงที่ยังเผลออยู่

โครม!

“อึก.. ทำอะไรของเจ้าเนี่ย ลุกออกไปเดี๋ยวนี้” ฮาเซเบะสั่งขณะพยายามผลักร่างของข้าที่ล้มทับอยู่บนตัวออก

“…..”

“มุทสึโนะคามิโยชิยูกิ ลุก-ออก-ไป-เดี๋ยว-นี้” ฮาเซเบะแยกเขี้ยวขู่ แต่ข้าไม่กลัว ถึงพวกเด็กๆจะบอกว่าฮาเซเบะน่ากลัว แต่ความจริงแล้วฮาเซเบะไม่น่ากลัวเลยสักนิด

ถึงจะไม่กลัวแต่ข้าก็ทำตามคำพูดของฮาเซเบะ หลังจากที่ฮาเซเบะค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้นนั่งบนพื้นหญ้า ข้าก็พุ่งเข้าไปกอดหมอนั่นพร้อมๆก็ตะโกนออกมาเสียงดัง มือขวาของข้ายีหัวคนผมน้ำตาลไปมาจนยุ่งไปหมด

“ฮาเซเบะ!! เจ้านี่มันน่ารักน่าเอ็นดูชะมัดดด!!! เจ้าเขินแล้วน่ารักชะมัดดด!!! เจ้าบ้านี่!!”

“มุท-สึ-โนะ-คา-มิ-โย-ชิ-ยู-กิ!!!!”

ฮาเซเบะตวาดเสียงกร้าว แต่ข้ายังคงกอดอีกฝ่ายไว้แน่น

เจ้าเขินแล้วน่ารักดี พอเห็นเจ้าเขินแล้วข้าก็รู้สึกดี ยิ่งถ้าได้เป็นคนทำให้เจ้าเขินด้วยตัวเองข้าก็จะรู้สึกดีมากๆ

นี่ข้าคงไม่ได้หลงรักเจ้าไปแล้วใช่ไหม…

……..

Kaitou Kid [ Drabble ] [ Hakuba Saguru x Kuroba Kaito ] ‘Fake White’

*จงใจเขียนให้คิดดาร์คและรันทดกว่าความเป็นจริงเล็กน้อยค่ะ*

ดูเทรลเลอร์โคนันมูฟวี่19แล้วเราตายมาก นั่นไคโตะคลุงจริงๆเร้อออออออฟฟฟฟฟฟฟฟ

อยากเสพแนวๆนี้บ้างแต่มันไม่มี สุดท้ายก็เลยเขียนเองเลยฮืออ55555


Kaitou Kid [ Drabble ]

Hakuba Saguru x Kuroba Kaito

‘Fake White’

………….

สีขาวของหมอนั่น…

เคยเป็นสีขาวที่โดดเด่น…

เคยเป็นสีขาวที่มีเสน่ห์น่าหลงใหล…

เคยเป็นสีขาวที่อ่อนโยน…

เคยเป็นสีขาว…ที่ทำให้ผมยิ้ม

ทว่า มันกลายเป็นอดีตไปแล้ว

หมอนั่นในตอนนี้เป็นสีขาวที่แปดเปื้อน

สีขาวที่แปดเปื้อนไปด้วยความโกรธแค้น

สีขาวที่มัวหมองเพราะความเศร้า

สีขาวที่ทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดยามมองสีขาวที่เปลี่ยนไป

แต่ที่ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง…ก็คือความโดดเดี่ยวที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าที่อ่านความรู้สึกอะไรไม่ได้ ใบหน้าที่ไม่ต่างไปจากหน้ากาก

“จอมโจรคิด…” ผมเรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิว คนชุดขาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของผมมองผมด้วยสายตาที่เยือกเย็นไร้ความรู้สึก ปืนไพ่ในมือถูกเล็งมาที่ผม นิ้วเรียวภายใต้ถุงมือขาวค่อยๆแตะไกปืนช้าๆ

“กรุณาส่งเพชรนั่นให้ผมด้วยครับ คุณนักสืบ” นักมายากลใต้แสงจันทร์เอ่ยนิ่งๆ แต่ผมจับกระแสความเร่งรีบที่ซุกซ่อนอยู่ในน้ำเสียงของอีกฝ่ายได้

“…นายโผล่มาแบบนี้ แสดงว่าสารวัตรนากาโมริกับคนอื่นๆโดนหลอกให้ไล่ตามตัวปลอมไปอีกแล้วสินะ”

“ก็ประมาณนั้น…เอาล่ะ ผมรู้ว่าคุณเป็นคนเก็บมันไว้ ส่งมันมาให้ผมเถอะครับ”

“นายคิดว่าฉันจะยอมง่ายๆงั้นเหรอ”

“นั่นสินะครับ คุณนักสืบจากลอนดอน ฮาคุบะ ซางูรุยังไงก็ไม่น่าจะยอมง่ายๆอยู่แล้ว” จอมโจรคิดดีดนิ้วดังเป๊าะ ควันสีชมพูจางๆโชยออกมาจากทั่วมุมห้อง ผมรีบหาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดปาก จู่ๆหมัดของจอมโจรคิดก็พุ่งเข้ามาที่ใบหน้าของผม หมัดหนักใช้ได้ หน้าผมหันไปตามแรงต่อยของอีกคน และล้มลงกระแทกพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว

โชคดีที่ห้องจัดแสดงเพชรนี้เป็นพื้นพรม…

“จะเสียเวลาไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ต้องรีบหาแพนโดร่าให้เจอก่อนพวกมัน…” ผมที่แกล้งนอนนิ่งทำทีเป็นหมดสติอยู่บนพื้นได้ยินโจรชุดขาวพึมพำเบาๆ คิดเดินเข้ามาใกล้ร่างของผม นั่งยองๆพลางยื่นมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ทสีน้ำตาลตั้งใจจะหยิบเพชรออกมา ทว่า ผมที่รอจังหวะนี้อยู่คว้าข้อมือของอีกฝ่ายไว้แน่น ในช่วงที่จอมโจรคิดกำลังตกใจ ผมฉวยโอกาสพลิกตัวเป็นฝ่ายทำเขาล้มลงกับพื้น กดแขนกดขาเอาไว้แน่น

“ปล่อย!” จอมโจรคิดแยกเขี้ยวใส่ แต่ผมยังคงคร่อมอยู่บนร่างของอีกฝ่าย

“ฉันจะไม่ปล่อยจนกว่านายจะมีสติ!”

“ผมมีสติดี ปล่อยผม คุณนักสืบ” คนถูกกดดิ้นพล่านอย่างบ้าคลั่ง ผมมองความพยายามที่ไร้ประโยชน์นั่นก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ปล่อ—” ผมไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดจบ รีบประกบริมฝีปากของตนเข้ากับริมฝีปากของโจรหนุ่มทันที

“….”

ราวกับโลกหยุดหมุน เข็มวินาทีหยุดเดิน ผมกอบโกยความหวานในช่องปากของอีกคนก่อนจะค่อยๆปล่อยให้ริมฝีปากบางนั้นเป็นอิสระ

“สงบสติลงรึยัง” ผมถามยิ้มๆ แต่คนถูกขโมยจูบไม่ตอบอะไรเพราะยังคงอึ้งอยู่ ผมถอยออกจากร่างของอีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะดึงจอมโจรคิดขึ้นมาจากพื้น ดึงเขาเข้ามากอดแน่นๆ

จอมโจรคิดรู้สึกตัวแล้ว คนตัวเล็กกว่าพยายามดิ้นอีกครั้ง

“ไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว” ผมปลอบเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ถอดหมวกผ้าไหมของอีกฝ่ายออกแล้วลูบเรือนผมสีดำนั้นหลายๆรอบ

“ไม่เป็นไร ฉันอยู่ตรงนี้ อยู่กับนาย ทุกอย่างจะโอเค”

“ฮึก…” ร่างในอ้อมกอดของผมสั่นน้อยๆ แว่นตาขาเดียวถูกเจ้าของถอดออกมาวางบนพื้นห้อง จอมโจรคิดซบหน้าลงกับโค้ทตัวยาวของผม ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป สะอึกสะอื้นคร่ำครวญไม่เป็นภาษาไม่ต่างไปจากเด็กที่กำลังหลงทาง

มือของจอมโจรจิกเสื้อของผมเอาไว้แน่น แน่นราวกับว่ากำลังหาอะไรบางอย่างยึดเกาะ ถามหาสถานที่ที่ปลอดภัยและมั่นคงท่ามกลางมหาสมุทรแห่งความเศร้าที่แปรปรวน

จากนี้ไปสีขาวของผมคนเดิมคงจะกลับมา

สีขาวที่ผมหลงใหล

สีขาวที่ผมหลงรัก

…….

Next Station : Love [ Original Short Story ]

Next Station : Love

สถานีต่อไป : ความรัก

ผู้โดยสารไม่สามารถเปลี่ยนใจไปรักคนอื่นได้นอกจากผมผู้นี้ โดยหัวใจผมจะขังคุณไว้อย่างแน่นหนา

ฟรีเปเปอร์ชื่อย้าวยาวแจกงาน Original Holic ครั้งที่ 2 ค่ะ 


อัลเบิร์ต ไอสไตน์กล่าวไว้ว่า ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นได้โดยปราศจากการเริ่มต้น

“Next station Siam, interchange with Silom Line…”

ผมเหลือบมองเด็กสาวในชุดนักเรียนโรงเรียนเดียวกันที่ยืนอยู่ไม่ไกลมากนัก

“…doors will opened on the right hand side of the train.”

เสียงประกาศบนขบวนรถไฟฟ้าหยุดลงพร้อมๆกับขบวนรถไฟฟ้า ผมนึกถึงคำพูดของไอสไตน์อีกครั้งก่อนจะเดินออกจากรถทันทีที่ประตูเปิดออก

‘ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นได้โดยปราศจากการเริ่มต้น…’

แน่นอนว่า…ความรักเองก็เช่นกัน

……

ชื่อของผมคือไทม์
ผมเป็นแค่เด็กนักเรียนสายตาสั้นวัย17ปีธรรมดาๆคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของกรุงเทพฯ เป็นคนที่ถึงแม้จะไม่ได้ขี้เหร่มากแต่ก็ไม่ได้หล่อมาก ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรกหรือรสนิยมต่างก็เรียบง่ายไม่ต่างจากใคร

โดยรวมแล้วเป็นคนที่ใช้ชีวิตง่ายๆคนหนึ่ง ทว่า พักหลังๆชีวิตเรียบง่ายๆของผมมีอันต้องเปลี่ยนไปเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งก้าวขึ้นมาบนบีทีเอส

ผู้มีเครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนเดียวกับผม

เธอผู้ไว้ผมหางม้าและมีโครงหน้าสวยได้รูป

เธอผู้ทำให้หัวใจของผมเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อมองใบหน้าสวยติดเย็นชาของเธอ

เธอผู้…

เออ จะอะไรก็ช่าง เอาเป็นว่าผมชอบเธอละกัน จบ

ผมแอบมองเธอทุกเช้า พวกเราขึ้นรถที่สถานีเดียวกัน ลงสถานีเดียวกัน ผมมักบอกตัวเองเสมอว่าที่ผมได้เจอเธอนั้นเป็นพรหมลิขิต เป็นพรหมลิขิตแหงๆ แต่ต่อให้ฟ้าลิขิตให้เดินทางไปโรงเรียนด้วยกัน(โดยที่เธอไม่รู้ตัว) ถ้าผมไม่ทำอะไรซักอย่างชาตินี้ความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่คงไม่คืบหน้าแน่

ด้วยเหตุนั้นผมจึงจ้างนักสืบที่เก่งที่สุดในโรงเรียน เชอร์ล็อก  โฮล์มแห่งโรงเรียนดังวิทยาคม หรือโรงเรียนที่คนชอบเรียกกันย่อๆว่า’โรงเรียนดัง’นั่นเอง

ผมแอบถ่ายรูปเธออย่างแนบเนียนบนรถไฟฟ้าแล้วส่งให้ไอ้เชอร์ล็อกสืบประวัติเธอ โรงเรียนมีนักเรียนตั้งสามพันสี่พันกว่าคน กว้างก็กว้าง ผมตัวคนเดียวย่อมไม่มีปัญญาตามหาจนเจอแน่นอน เพราะบุญที่มีก็จ่ายไปกับการเจอเธอระหว่างเดินทางตอนเช้าไปหมดแล้ว

“ก็ไม่ได้ยืนพิงเสานี่ ไปถ่ายรูปเธอมาทำไมวะ” ไอ้ช็อคว่าพลางซูมรูปในไอโฟน4sเก่าแก่ของผมไปที่บริเวณเสารถไฟฟ้า ผมมองไอ้นักสืบเพื่อนยากที่ความจริงแล้วชื่อช็อคแต่ดันทะลึ่งเรียกตัวเองว่าเชอร์ล็อกก่อนจะตบหัวเกรียนๆของมันไปทีนึง

“ผู้หญิงที่ยืนพิงเสาน่ะไอ้ไทม์คนนี้ไม่สนใจหรอกโว้ย ที่สำคัญเธอคนนี้น่ะทำตามระเบียบบีทีเอสหมดทุกอย่างเลยนาเหวย”

“…สนใจเธอว่างั้น?”

“เออ ไปสืบมาให้หน่อยดิ๊ว่าเธอเป็นใครชื่ออะไรเรียนชั้นไหนห้องไหนสายไหนชมรมอะไรงานอดิเรกอะไรชอบกินอะไรสเป็คผู้ชายที่ชอบ—”

“พ่อ_งง เยอะไปแล้วโว้ย แต่เอาเหอะ จะพยายามก็แล้วกัน”

“ดี เดี๋ยวเลี้ยงน้ำ”

“ไม่เอาน้ำจากตู้กดน้ำของโรงเรียนใส่แก้วพลาสติกแบบคราวที่แล้วนะ…”

“เออน่าาา” ผมรับปากไอ้เพื่อนสนิทพลางเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามประดับประดาไปด้วยเมฆปุกปุย หลังจากที่คิดใคร่ครวญอะไรอยู่เงียบๆคนเดียวครู่ใหญ่จึงหันไปถามไอ้คนที่นั่งอยู่ข้างๆ

“คราวหน้าชวนคุยอะไรซักอย่างดีมั้ยวะ…”

“ลองเล่นมุกเสี่ยวดูดิ” ไอ้ช็อคตอบขณะที่กำลังส่งไลน์หาสายสายสืบของมัน ผมกระพริบตาปริบๆเมื่อได้ยินคำตอบของอีกฝ่าย เสี่ยวเรอะ? เอาจริงดิ… ผู้หญิงส่วนใหญ่เค้าจะใจละลายกับมุกพวกนี้สินะ

เห็นดูนิ่งๆแบบนั้นแต่พอเล่นมุกไปเธอก็จะเขินสินะ ผมไม่เคยมีประสบการณ์ด้านจีบหญิงซะด้วย แค่คุยกับผู้หญิงยังไม่ค่อยจะได้คุยเลยด้วยซ้ำเพราะมันเขินๆยังไงก็ไม่รู้ แต่ในเมื่อไอ้ช็อคแนะนำวิธีนี้มาล่ะก็… ดีล่ะ! ผมจะใช้มุกเสี่ยวละลายน้ำแข็งในหัวใจของเธอเอง!! ถึงแม้ว่าผมจะเป็นแค่คนธรรมดาแต่ความกล้าผมน่ะมีเกินล้าน! เรื่องแค่นี้ไม่มีวันอายอยู่แล้ว
.
.
.
.
.
.
“Next Station Ari….”

ผมมันบ้า…

โอ๊ยยยยยยอายโว้ยยยยย นี่ผมกำลังจะทำอะไรฟะ จะเล่นมุกบ้าๆบนบีทีเอสเพื่อจีบสาวงั้นเรอะ เดี๊ยวววววว นิ้วววว นิ้วข้าาา อย่าไปสะกิดไหล่เธอแบบนั้นเด้ ยังไม่พร้อมเลยนาเหวยย

“ผมชื่อไทม์นะ ยังไงก็ช่วยแช่งผมหน่อยสิ”

“……….”

เออ เป็นผมก็คงเงียบนั่นแหละ จู่ๆมีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนมาทักแบบนี้บนบีทีเอส บ้าชะมัด กล้าบ้าบออะไรกันเล่า สั่นไปหมดแล้วเนี่ย!

“คือๆๆๆ แบบว่าถ้าเธอแช่งผม ผมก็จะได้ต่อมุกไปว่าแช่งรักปั๋น…ฉันรักแป้งไง…”

“……..”

“…….”

“Next Station Sanam Pao…”

“…….”

“…….”

แป้ง…ผู้หญิงที่ผมเพิ่งเล่นมุกเสี่ยวครั้งแรกในชีวิตใส่เดินลงจากบีทีเอสไปเงียบๆทันทีที่ประตูขบวนรถไฟฟ้าถูกเปิดออก…

เดี๋ยวสิ นี่มันเพิ่งสนามเป้าเองไม่ใช่เรอะแม่คุณ…. เธอต้องลงสยามสิ…. ไม่สิ แบบนี้มัน..?!!

เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ เขินสินะ!!

ผมละลายน้ำแข็งในใจเธอได้แล้ว?!!!

มุกเสี่ยวสุโก้ยยยยยยยยย!!!!!

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ผมก็เริ่มจู่โจมหัวใจของเธอด้วยมุกทั้งหมดที่ผมสามารถคิดได้

“สมองประกอบไปด้วยเซลล์ประสาทประมาณ140,000ล้านเซลล์ แต่หัวใจผมน่ะประกอบไปด้วยเธอ”

“….”

เงียบ…ไม่มีสัญญาณตอบรับมุกของท่าน

“ปีแสงเป็นหน่วยระยะทาง ส่วนผมน่ะปีคนที่พอเด็น…เป็นคนที่พอดี พอดีกับเธอ…”

“……”

ก็ยังเงียบอยู่ดี

“ผมเป็นผู้ชายที่ไม่อยากจับมือใคร แต่เป็นผู้ชายที่อยากจับใจเธอนะ”

“…….”

ใบหน้าสวยนิ่งของแป้งยังคงนิ่งเฉย แต่ผมยังคงคิดอย่างเข้าข้างตัวเองว่าเธอกำลังเขินแต่ไม่แสดงออกก็แค่นั้น
.
.
.
.
.
.
“ตูว่าเขาเอือมเอ็งว่ะ”

“เอือมบ้านเอ็งเดะ เขินเฟ้ยเขิน แบบนั้นน่ะเขินแหงมๆ!” ผมกับไอ้ช็อคนั่งเถียงกันอยู่ในโรงอาหารของโรงเรียนตอนเย็นๆ หัวข้อในคราวนี้คือเรื่องการจีบของผมว่ามันคืบหน้าไปถึงไหนหรือเข้ารกเข้าพงไปแล้วกันแน่ ผมยืนยันว่ามันคืบหน้า แต่ไอ้ช็อคค้านว่าวิธีนี้มันไม่เวิร์ค

“เอ็งเป็นคนบอกตูนะเฟ้ยว่าให้ลองมุกเสี่ยวอะ”

“ตูไม่ได้หมายความว่าให้เอ็งเล่นมันทื่อๆแบบนี้ทุกวันโว้ย! เข้าไปคุยแล้วปล่อยมุกใส่เนียนๆสิฟะ ไอ้คนไร้ชั้นเชิงเอ๊ย!”

“ก ก็ใครมันจะไปรู้ฟะ…” ผมฟังคำพูดไอ้ช็อคแล้วจนปัญญาจะเถียงจึงได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาอย่างจำยอม ที่ไอ้ช็อคพูดมาก็มีส่วนถูก อย่างนี้แสดงว่าแป้งคงเอือมผมอย่างที่มันว่าจริงๆ…

“ทีหลังเอ็งก็ทำตามที่ตูแนะนำดิวะ แล้วพออีกฝ่ายเผลอก็หาโอกาสจับไม้จับมือ—แอ้ก!!” ไอ้ช็อคร้องลั่นเมื่อถูกผมเอามือเขกหัวมันแรงๆไปหนึ่งที

“ใครจะไปจับมือวะ?! นั่นมันลวนลามเธอชัดๆ ตูว่าแค่มุกก็พอว่ะ หยอดให้เธอเขินได้แค่นี้ตูก็ฟินละ”

“ถุ้ย! พ่อสุภาพบุรุษษษ จีบอย่างเอ็งชาตินี้จะติดมั้ยล่ะเนี่ย เชื่อตู มันต้องมีจับไม้ให้ใจเต้นตึ้กตั้กๆกันบ้าง”

“ตึ้กตั้กบ้านเตี่ยเอ็งเดะ นี่เอ็งกำลังแนะนำอะไรเพื่อนฟะ…”

“เฮ้ย ไอ้ไทม์ นั่น…”

จู่ๆไอ้ช็อคก็เหยียบเท้าผมที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับมันก่อนจะชี้นิ้วไปยังใครคนหนึ่งที่เดินเข้ามาใกล้ ผมดันแว่นเล็กน้อยขณะที่มองไปตามนิ้วของไอ้ช็อค

เฮ้ย…?!!

ผมเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคนที่เดินมาหาพวกผม…ก็คือแป้ง แป้งที่ผมแอบชอบและปล่อยมุกใส่อีกฝ่ายอยู่ทุกเช้าบนรถไฟฟ้า

“ตูไปก่อนนะเว้ยเพื่อนฝูง” ไอ้ช็อครีบลุกหนีทันที ผมได้แต่อ้าปากค้างมองเพื่อนสนิทที่หนีเอาตัวรอดไปคนเดียวแล้วด่ามันด้วยสารพัดคำหยาบอยู่ในใจ
“เอ่อ…” ผมยิ้มเจื่อนๆให้อีกฝ่ายในขณะเดียวกันก็นึกหาคำพูดดีๆไว้พูดกับเธอ ว่าแต่จะพูดอะไรดีอะ จู่ๆก็เข้าหาผมแบบนี้ ผมยังไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจเลยนะ

“นี่ นายชอบฉันจริงๆเหรอ”

“อ๊ะ ช ใช่…” ผมพยักหน้ายอมรับอย่างง่ายดาย ใบหน้าของผมร้อนผ่าว ตอนนี้คงกำลังหน้าแดงอยู่แน่ๆ จะว่าไปที่ผมคุยกับไอ้ช็อคเมื่อกี๊เธอจะได้ยินมั้ยนะ แต่คงไม่หรอกมั้ง

“ฉันได้ยินที่นายคุยกับเพื่อนหมดแล้วล่ะ”

อ้าว ได้ยินหรอกเรอะ?! ผมจะเอาหน้าไปมุดไว้ตรงไหนดีล่ะเนี่ย….

“อึ๋ย ค คือว่า…..”

“ตอนแรกก็รำคาญมุกพรรค์นั้นอยู่หรอก แต่พอมาบังเอิญได้ยินนายพูดเมื่อกี๊ก็รู้สึกว่านายน่าสนใจดี”

น น่าสนใจ?! น ในแง่ไหนละนั่น?!

“ลุกขึ้น” เธอสั่ง ผมทำตามคำพูดของเธออย่างงงๆ แต่ผมยังไม่ทันได้คิดอะไรจู่ๆเธอก็เดินเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น มือเรียวขาวบอบบางกระชากคอเสื้อผม ดึงให้ผมก้มลงไปอยู่ในระดับเดียวกับเธอ…เดี๋ยวนะ?! กระชากคอเสื้อ เดี๋ยวดิเฮ้ย?!!! นักเลงไปป้ะ?!!

เธอยักยิ้มอย่างพึงพอใจ ในตอนนี้ผมเพิ่งสังเกต เธอเป็นคนสวยก็จริงแต่พอดูใกล้ๆแบบนี้…

โคตรหล่อเลยนี่หว่า….

แป้งไม่พูดอะไร เธอมองหน้าผม ดึงผมให้เข้าไปใกล้เธอมากกว่านี้ ท่ามกลางความงุนงงของผม เธอจูบผม

ราวกับโลกหยุดหมุน เข็มนาฬิกาหยุดเดิน ผมรีบผละออกมาทันทีที่รู้สึกตัว รู้สึกได้ว่าใบหน้าของตนนั้นร้อนไปหมด หัวใจเองก็เต้นไม่เป็นจังหวะ

“ท…ทำอะไรของเธอน่ะ?!!” ผมผงะถอยหลังไปหลายก้าว ในขณะที่แป้งทำเพียงแค่มองผมแล้วยิ้มบางๆ

“นายชื่อไทม์ใช่มั้ย”

“…..” ผมพยักหน้า ก็ดีใจหรอกที่จำชื่อผมได้ แต่ผู้หญิงคนนี้เพิ่งขโมยจูบแรกของผมไป ก็เลยรู้สึก….กลัว..ไม่สิ อึ้งนิดหน่อย

“เป็นแฟนกันเถอะ จากนี้ไปฉันจะปกป้องดูแลนายด้วยชีวิตของฉัน”

ห๊าาาาาาาาาาา?!!!!!

“เอ๋ ดะ เดี๋ยวสิ?! ป เป็นแฟนกันงั้นเหรอ?!! เร็วเกินไปแล้ว!! ที่สำคัญประโยคนั้นน่ะผมต้องเป็นคนพูดสิ!”

“คนน่ารักอย่างนายพูดประโยคนั้นฉันคงรู้สึกเอ็นดูมากกว่าเขิน”

“…….” ผมพูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่ ทำไงดีล่ะครับงานนี้ ผู้หญิงที่แอบชอบดันมาขอเป็นแฟนมันก็น่าดีใจอยู่หรอก แต่แบบนี้มันผิดไปจากที่ผมจินตนาการไว้ไกลโขเลย….

ประเด็นคือ…ทำไมผมต้องใจเต้นตึกตักเหมือนสาวน้อยเพราะรอยยิ้มหล่อลากของเธอด้วยฟะ ทำไมถึงยิ้มได้เท่บาดใจอย่างนั้นล่ะเฮ้ย ผ ผมรู้สึกสับสนตัวเองยังไงก็ไม่รู้….

ผมมองไปรอบโรงอาหารเพื่อหาตัวช่วย แต่นอกจากผมและแป้งแล้วก็ไม่มีใครอยู่เลย เย็นขนาดนี้มันก็สมควรอยู่หรอก คนอื่นคงกลับบ้านไปกันหมดแล้ว รวมทั้งไอ้ช็อคด้วยล่ะมั้ง คอยดู พรุ่งนี้ผมจัดการมันแน่

“กลับกันเถอะ เย็นแล้วเดี๋ยวฉันไปส่ง”

“…..ผมต้องไปส่งเธอไม่ใช่เหรอ”

“ปล่อยให้นายกลับคนเดียวมันอันตราย ฉันเป็นห่วง”

“ผมเป็นผู้ชายนะ….”

“ฉันมองเห็นความเป็นสาวน้อยในตัวนาย”

สาวน้อยพ่อ_งงงง

ผมรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย แต่พอหันไปมองใบหน้าด้านข้างของเธอ สมองของผมก็โล่งไปหมด ที่ทำงานอย่างหนักหน่วงมีเพียงหัวใจที่เต้นแรงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยก็เท่านั้น

เอาเถอะ………

ถึงจะรู้สึกตงิดใจอยู่บ้างที่เรื่องราวทั้งหมดต่างจากเรื่องราวที่ผมจินตนาการไว้ แต่แค่ได้เห็นเธอยิ้ม…จบแบบนี้ก็โอเคแล้วล่ะนะ

………..

TALK

สวัสดีค่ะ Nox ค่ะ หรือชื่อเต็มๆก็คือ NightyNoxนั่นเองงง ฟรีเปเปอร์ชิ้นนี้เป็นฟรีเปเปอร์แรกของเราเลยค่ะ ไม่เคยทำมาก่อนเลย แล้วก็ได้Devilมาช่วยวาดรูปให้ (กราบ)

ความจริงแล้วเราชอบแนวหญิงแกร่งมากๆเลยค่ะ ก็เลยกลายมาเป็นเรื่องสั้นงงๆอย่างที่ทุกท่านเห็น ส่วนมุกเสี่ยวพอดีว่ามีช่วงนึงคลั่งมากก็เลยยัดเอามาใส่ด้วย(….) โดยส่วนตัวแล้วชีวิตการเดินทางไปโรงเรียนของเราทำให้เราผูกพันกับรถไฟฟ้ามากเป็นพิเศษ พอลองทำฟรีเปเปอร์ก็เลยอดเอามาใส่ด้วยไม่ได้ แล้วก็ชื่อเรื่อง…อืม ยาวมาก แต่ก็ให้ความรู้สึกว่าน่ารัก(ตรงไหน)ดีนะคะ อาจจะดูแหม่งๆแป้กๆ แต่เราถนัดแนวแป้กๆอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่ามันโชว์ความเป็นตัวของตัวเองดี (และคิดชื่ออื่นไม่ออก) ก็เลยเอามาใส่ซะเลย ยาวไปหน่อยแต่ก็ช่างมันเถอะค่ะฮือออ55555
ขอบคุณนะคะที่หยิบฟรีเปเปอร์ชิ้นนี้(หรืออาจจะไม่ได้หยิบแต่โดนยัดเยียดมาให้อ่าน)  มีอะไรคุยกันได้ที่ twitter : @LonelyNight6 หรือติดตามผลงานของเราได้ที่ https://nightynox.wordpress.com/  ค่ะ

หวังว่าจะได้เจอกันใหม่นะคะ

NightyNox