บันทึกของห่าวเหวินโป๋ (ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลักแต่อย่างใด)

ห่าวเหวินโป๋คนนี้เป็นตัวละครของเราในเกมเต้ามู่ค่ะ พอดีตอนเล่นเกมเราชอบมโนบทพูดตัวละครระหว่างดูเกมมันรันออโต้ไป พอดีอยู่ว่างๆก็เลยเรียบเรียงมาเป็นบันทึกของตานี่ซะเลย อาจจะงงๆหน่อยเพราะเราก็มโนแบบงงๆเอาไว้นั่งคิดเพลินๆตอนดูเกมก็เท่านั้น ไม่ได้เจาะลึกลงข้อมูลอะไรเท่าที่ควร แรกๆก็ใส่อะไรเพิ่มเติมเข้าไปบ้างอย่างเช่นว่ามาเจอกันได้ไงอะไรทำนองนี้ ก็ไม่รู้หรอกว่าจะเขียนไปได้ถึงกี่ตอนเพราะมันแล้วแต่อารมณ์จริงๆ แต่ตอนเขียนก็เพลินๆดีค่ะ (ฮา) ขออนุญาตใส่ไว้ในหมวดหมู่เต้ามู่นะคะ

……………………………

วันที่ 1 เดือน x ปี 20xx

คณะสำรวจทางโบราณคดีของผมถูกสัตว์ประหลาดจู่โจมจนตายกันเกือบทั้งคณะ เหลือก็แต่เพียงผมคนเดียวที่รอดตายได้หวุดหวิดเพราะถูกช่วยเหลือไว้ได้ทันท่วงที

ทำให้ตอนนี้…ผมถูกจับมัดไว้กับเสาหินสากๆต้นหนึ่ง ทั้งมือและเท้าถูกมัดอย่างแน่นหนา ทำได้แค่ส่งสายตาโกรธแค้นให้พวกโจรขุดสุสานที่กำลังรื้อค้นกระเป๋าเป้ของผมอยู่

บ้าชะมัด…

ผมกัดฟันกรอด ถึงแม้โจรพวกนี้จะช่วยชีวิตผมไว้แต่ในฐานะนักโบราณคดีแล้ว คนที่เห็นแก่เงินจนต้องปล้นเอาสมบัติของชาติไปขายนั้นผมเกลียดยิ่งกว่าอะไรดี

“ก็ว่าอยู่ว่าหมอนี่หน้าตาดูดีไม่เหมือนโจร ที่แท้ก็เป็นนักโบราณคดีนี่เอง” หนึ่งในพวกโจรเอ่ยขึ้นขณะที่รื้อค้นสัมภาระในกระเป๋าของผม อุปกรณ์การศึกษาวัตถุโบราณหลากหลายชนิดถูกนำออกมาวางกองอยู่บนพื้นแข็ง ชายหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มโจรเดินเข้ามาหาพร้อมกับขวดน้ำดื่ม  ในบรรดาโจรทั้งหมด ชายหนุ่มคนนี้มีใบหน้าที่ดูดี สะอาดสะอ้านและดูมีการศึกษามากที่สุด จนไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะร่วมมือกับพวกโจรชั่วช้าปล้นสมบัติชาติ คนเราดูกันแต่เปลือกนอกไม่ได้จริงๆ

“ขอโทษนะครับที่ต้องมัดคุณไว้ แต่พวกเราเองก็จะประมาทไม่ได้เหมือนกัน”  ชายหนุ่มเอ่ยอย่างสุภาพก่อนจะวางขวดน้ำลงแล้วเริ่มแก้มัดให้ผม

“ผมชื่ออู๋เสีย ส่วนคุณคือคุณห่าวเหวินโป๋สินะครับ พวกเราเจอบัตรของคุณในกระเป๋า”

“….” ผมไม่ตอบอะไรแต่ก็ไม่ได้ต่อยหน้าเจ้าคนที่ชื่อว่าอู๋เสียทันทีที่เป็นอิสระ

“นี่แน่ะคุณห่าว ยังไงซะคนในคณะของคุณก็ถูกผีดิบเล่นงานหมดแล้ว คุณมีทางเลือกอยู่สองทางเลือก หนึ่งคือเดินหลงอยู่ในนี้จนต้องตายอย่างเดียวดาย หรือจะเดินทางกับพวกเรา ดีไม่ดีถ้าได้สมบัติเยอะพวกเราอาจแบ่งให้คุณด้วยก็ได้นะ” โจรอ้วนคนหนึ่งยักไหล่ขณะเอ่ย ผมเหลือบมองร่างของเพื่อนร่วมคณะที่กลายเป็นศพกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณแล้วได้แต่หลับตาลงอย่างเจ็บปวด ถึงแม้จะไม่ได้สนิทกันมากนัก แต่พวกเขาเป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและลูกน้องที่นิสัยดีที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จักมา

ผมสงบนิ่งไว้ทุกข์ให้พวกเขาอยู่เกือบนาทีก่อนจะเริ่มตัดสินใจอะไรบางอย่าง

“ก็ได้” ผมพยักหน้ากับข้อเสนอนั้นอย่างว่าง่าย เอาไว้ออกไปจากสุสานได้เมื่อไหร่ผมนี่แหละจะจับพวกเขาส่งตำรวจยกแก๊งเลย คอยดูเถอะ

อู๋เสียส่งขวดน้ำให้ผมดื่ม ผมรับมาดื่มเงียบๆแล้วเริ่มจมอยู่กับความคิดของตัวเอง

หลังจากที่ตัดสินใจอยู่พักหนึ่งผมก็วางขวดน้ำลง ตัดสินใจเอ่ยปากออกไปอย่างยากลำบาก

“ขอบคุณ…ที่ช่วยชีวิตผมเอาไว้”

ถึงจะเป็นโจรแต่ก็เป็นผู้มีพระคุณ ถึงจะลำบากใจแต่ยังไงก็ต้องขอบคุณ

พอเอ่ยขอบคุณออกไปนายโจรอ้วนก็ตบไหล่ผมป้าบๆราวกับว่าพวกเราสนิทกันมานานแสนนาน อู๋เสียส่ายหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร ส่วนโจรคนอื่นๆอีกสองคนกำลังคุยอะไรบางอย่างหลังจากที่ค้นกระเป๋าของผมเสร็จ และเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนกอดอกพิงผนังอยู่อีกมุม

ผมคุยกับอู๋เสียและโจรอ้วนอยู่ครู่หนึ่งจึงขอแยกตัวไปนอน ก่อนจะหลับไปผมหยิบสมุดบันทึกขึ้นมา แต่ว่าสมุดที่ผมใช้ประจำดันถูกใช้เขียนหมดทุกหน้าแล้ว ผมจึงหยิบเล่มใหม่มาเปลี่ยนแล้วจดบันทึกเหตุการณ์ทุกอย่างลงไปสั้นๆ

จากนั้นจึงล้มตัวลงนอนแล้วผล็อยหลับไปในที่สุด

………….

วันที่ 2 เดือน x ปี 20xx

ผมงัวเงียตื่นขึ้นมาเพราะถูกนายอ้วนหวังปลุกขึ้นมาให้ทานข้าวเช้า

ถึงจะบอกว่าเป็นข้าวเช้าแต่ก็เป็นแค่ขนมปังก้อนแข็งๆเท่านั้น ผมเคี้ยวขนมปังตุ้ยๆขณะเดียวกันก็แอบสังเกตสมาชิกในแก๊งโจรไปด้วย สายตาของผมหยุดอยู่ที่ชายวัยกลางคนคนแรก เลื่อนไปมองชายวัยกลางคนคนที่สองที่ดูนอบน้อมต่อคนแรก ท้ายที่สุดจึงไปหยุดอยู่ที่เด็กหนุ่มหน้ามนเจ้าของใบหน้าเรียบเฉย

ชายวัยกลางคนแนะนำตัวว่าเขาชื่ออู๋ซันเสิ่ง เป็นอาของอู๋เสีย เป็นคนที่ผมเดาว่าน่าจะมีประสบการณ์ในการขุดสุสานมากที่สุดในบรรดาโจรทั้งหมด ส่วนชายคนที่สองชื่อพานจื่อ เขาเป็นลูกน้องคนสนิทของอู๋ซันเสิ่ง และคนสุดท้ายคือเด็กหนุ่มที่ชื่อเมินโหยวผิง(ตามคำบอกของอู๋เสียเพราะเขาไม่ยอมตอบผมว่าชื่ออะไร)แต่ทุกคนเรียกเขาว่าเสี่ยวเกอ นอกจากอู๋เสียแล้วผมว่าก็มีเขานี่แหละที่ไม่น่าจะมาอยู่ในสถานที่แบบนี้มากที่สุด

ผมดื่มน้ำตามแก้ฝืดคอหลังจากที่กลืนขนมปังในปากเรียบร้อยแล้ว ระหว่างนั้นก็เหลือบมองไปรอบด้าน ศพของเพื่อนร่วมงานถูกนำไปกองอยู่ไกลๆ ข้าวของที่พอจะใช้การได้ถูกกวาดมารวมกันเพื่อนำมาแบ่งกันใช้ ผมปล่อยให้อู๋ซันเสิ่งหารือเรื่องเส้นทางกับคนที่เหลือไปส่วนตัวเองแยกไปอีกมุมหนึ่งจะได้ไม่รบกวนสมาธิของพวกเขา ถึงอีกฝ่ายจะเป็นโจรแต่ผมก็ค่อนข้างถือเรื่องมารยาทเล็กๆน้อยๆเหล่านี้

ที่สำคัญ…ถึงจะเป็นโจรที่ผมเกลียด แต่ดูท่าทางแล้วก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้น….ล่ะมั้ง

แต่ถึงยังไงก็ต้องจับยัดคุกอยู่ดี

ผมเก็บบัตรประจำตัวของเพื่อนร่วมงานและแอบหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปศพเพื่อนร่วมงานแต่ละคนเพื่อเก็บเป็นหลักฐานว่าพวกเขาได้ตายไปแล้วจริงๆ

หลังจากที่ผมจัดการอะไรและกลับมาสมทบกับพวกเขาเรียบร้อยแล้วพานจื่อก็เดินบอกให้ผมเก็บของได้แล้ว จะได้เริ่มออกเดินทางกันเสียที

ผมสะพายกระเป๋า หันไปมองส่งศพของเพื่อนร่วมงานเป็นครั้งสุดท้าย ตั้งใจว่ากลับขึ้นไปจะต้องไปแจ้งกับครอบครัวของพวกเขา พวกญาติๆจะได้ไม่เป็นกังวลและได้แต่สงสัยไปตลอดชีวิต ผมในตอนนี้ทำอะไรให้พวกเขาได้แค่นี้เท่านั้น

“พ่อหนุ่ม”

ในขณะที่ทุกคนกำลังเดิน จู่ๆอู๋ซันเสิ่งก็เข้ามาใกล้ๆผม

“ทิ้งกล้องไปซะ”

“?!”

“ทิ้งมันไปซะ ไม่มีใครรับประกันได้ว่านายจะแอบถ่ายรูปพวกเราแล้วเอาไปแจ้งตำรวจหรือเปล่า”

“แต่ผมจำเป็นต้องมีหลักฐานว่าพวกเขา…”

ทั้งๆที่ผมอุตส่าห์แอบถ่าย..จริงสิ พวกเขาคงเจอกล้องในกระเป๋าผมสินะก็เลยรู้ บ้าเอ๊ย ลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเลย

“ถ้าอย่างนั้นให้ผมเก็บให้ก็ได้นะอาสาม รับรองรองว่าศพที่คุณห่าวถ่ายจะเป็นรูปสุดท้ายที่อยู่ในกล้องของเขา” จู่ๆอู๋เสียก็เอ่ยขัดขึ้นมา อู๋ซันเสิ่งมองหน้าหลานชายก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงว่าตามใจ ผมเปิดกระเป๋าส่งกล้องให้อู๋เสีย ถึงจะน่าเสียดายที่อู๋ซันเสิ่งมองแผนของผมออกแต่เพื่อหลักฐานการตายที่ชัดเจน ผมจึงจำใจทำตามข้อเสนอของเขา

“ขอบคุณครับ” ผมเอ่ยกับชายหนุ่มวัยพอๆกันเบาๆ

“ไม่เป็นไรครับ”

หลังจากที่เกิดเหตุการณ์เมื่อครู่ผมจึงจงใจเดินห่างๆจากชายอันตรายอย่างอู๋ซันเสิ่งแล้วเปลี่ยนไปเดินคุยเรื่องสัพเพเหระกับอู๋เสียและนายอ้วนแทน

“คุณห่าว คุณคิดว่าภาพพวกนี้สื่อความหมายว่ายังไงเหรอครับ” อู๋เสียหันมาถามผมพลางชี้ไปที่ภาพบนผนังหิน

“อ๋อ นั่นน่ะ…” ผมอธิบายประวัติศาสตร์ที่ตนได้ศึกษามาอย่างละเอียด

“โห ยินดีด้วยนะเทียนเจิน ในที่สุดคนที่เรียนจบมหาลัยอย่างนายก็มีคนคุยถูกคอด้วยซะทีนะ เสี่ยอ้วนนี่ปลื้มซะเหลือเกิน” พอถูกนายอ้วนแซวด้วยน้ำเสียงคุณแม่ที่หมดห่วงเรื่องลูกชาย อู๋เสียก็ตอบกลับไปว่า

“นายเหงาสินะที่ฉันไม่คุยกับนายแต่ไปคุยกับคุณห่าวแทน”

“เอ่อ…” พอเห็นว่าทั้งคู่จะประกาศสงครามน้ำลายกันผมก็รีบเข้าไปขวางไว้ก่อน สุดท้ายอู๋เสียเห็นแก่หน้าผมเลยไม่ตอบโต้อะไร มีแต่นายอ้วนที่โต้ตอบมาเป็นพักๆ

“ให้ตายสิเจ้าพวกนี้” ผมได้ยินอู๋ซันเสิ่งบ่นพึมพำมาจากอีกด้านหนึ่ง ส่วนพานจื่อก็ทำหน้าที่ลูกน้องที่ดีเข้าไปช่วยหลานชายของเจ้านายทันที กลายเป็นว่านายอ้วนไปเถียงกับพานจื่อแทน ฝ่ายเจ้านายพอเห็นลูกน้องเริ่มทำตัวหนวกหูก็เข้าไปด่าทันที ส่วนอู๋เสียหันไปสนใจภาพฝาผนังแล้วเรียกเสี่ยวเกอไปดูด้วยกัน

ภาพในสุสานใต้ดินตอนนี้ช่างดูวุ่นวาย แต่ความวุ่นวายนั้นกลับทำให้ผมเผลอยิ้มออกมาบางๆ

โจรพวกนี้เนี่ยตลกดีแฮะ…

อ๊ะ ถึงจะทำให้ผมคนนี้อารมณ์ดีขึ้น แต่ยังไงผมก็ต้องจับพวกนายเข้าคุกอยู่ดีนั่นแหละนะ

………………

วันที่ 3 เดือน x ปี 20xx

‘เปรี้ยง!!’

‘เปรี้ยง!!’

‘เปรี้ยง!!’

ผมเหนี่ยวไกปืนไปติดๆกันสามนัดเพื่อจัดการอมนุษย์เบื้องหน้าอย่างไม่มีลังเล กระสุนทั้งสามลูกพุ่งตรงเข้าเป้าที่ผมเล็งไว้อย่างง่ายดาย

“คุณอู๋ ระวัง!”

ผมคว้าแขนของอู๋เสียแล้วดึงเขาหลบจากการโจมตีของสัตว์ประหลาด จากนั้นไอ้เจ้าตัวประหลาดที่ผมไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิตนี้ก็ถูกกระสุนปืนของนายอ้วนจัดการในที่สุด

“ไม่มีใครเป็นอะไรใช่มั้ย” อู๋ซันเสิ่งผละออกจากซากศพของตัวประหลาดแล้วตรงดิ่งเข้ามาหาหลานชาย ตามมาด้วยพานจื่อและเสี่ยวเกอที่เดินตามมาจากอีกมุม ผมปล่อยแขนของชายหนุ่มที่สูงกว่าผมเล็กน้อย เขาเอ่ยขอบคุณผมแล้วจึงหันไปขอบคุณนายอ้วน ผมดันแว่นเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองสภาพรอบๆตัวที่เกลื่อนกลาดไปด้วยซากของเจ้าตัวประหลาดทั้งหลาย เลือดสีคล้ำเจิ่งนองไปทั่วบริเวณ

“ให้ตายสิน้องห่าว ยิงแม่นเหมือนกันนี่นา” นายอ้วนตบไหล่ผมป้าบๆขณะที่มองไปยังศพต่างๆที่ถูกผมจัดการ

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ บังเอิญมากกว่า” ผมถ่อมตัวอย่างมีมารยาท สมัยเรียนมหาวิทยาลัยผมสังกัดชมรมยิงปืนมาตลอดจนกระทั่งจบการศึกษาเพราะต้องการฝึกสมาธิก็เลยฝึกยิงปืนมาเรื่อยๆ ถึงแม้ช่วงหลังๆจะไม่ได้จับปืนมาเกือบเดือนแต่ก็ถือว่ายังโชคดีที่ฝีมือยังไม่ตกอย่างที่เคยกังวล

“เอ้า ถ้าไม่มีใครเป็นอะไรมากก็เดินต่ออีกหน่อยเถอะ” อู๋ซันเสิ่งขัดจังหวะบทสนทนาของผมและนายอ้วน ผมเห็นนายอ้วนเบะปากเล็กน้อยแต่ลึกๆแล้วเจ้าตัวก็คงจะเห็นด้วยว่าควรเร่งเดินทางจึงไม่ขัดอะไร ผมเหน็บปืนไว้ที่เอวเพื่อเป็นการไม่ประมาท เผื่อว่าเจ้าพวกอมนุษย์จะโผล่มาอีก

“ว่าแต่ทำไมคุณถึงมาเป็นโจรสุสานล่ะครับ” ผมหันไปถามนายอ้วนที่เดินอยู่ข้างๆเพื่อเป็นการชวนคุย คนถูกถามยักไหล่เล็กน้อยก่อนจะตบไหล่ผมอีกครั้ง

“ก็เพื่อเงินไงล่ะ ไม่งั้นก็อดตายน่ะสิ เชื่อเถอะนะน้องห่าว ฉันลองมาหลายงานแล้ว งานคลำทองน่ะถึงจะเสี่ยงไปหน่อยแต่ผลตอบแทนที่ได้น่ะมันคุ้มที่สุดเลยนะจะบอกให้”

“….” ผมกระพริบตาปริบๆมองนายอ้วน คนคนนี้ถึงจะชอบพูดเล่นและทำตัวสบายๆเป็นกันเองแต่ก็คงผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาสินะ แต่ถึงยังไง การขโมยสมบัติของชาติก็ถือว่าเป็นการทำลายส่วนรวม ถึงจะน่าเห็นใจแต่เรื่องวิธีการน่ะผมไม่เห็นด้วยหรอก

“ก็นะ ถึงพูดไปอย่างนั้นแต่คนอย่างนายก็คงไม่เข้าใจหรอก”

“แหงล่ะ คนที่มีการศึกษาอย่างหมอนั่นน่ะไม่เข้าใจหัวอกคนลงดินอย่างพวกเราหรอกไอ้อ้วน” อู๋ซันเสิ่งว่าพลางเหลือบตามองผมเล็กน้อย “ถึงจะไม่เข้าใจกันแต่ตอนนี้ก็ช่วยอดทนไปก่อนนะ แล้วพออกไปได้ก็หุบปากเรื่องของพวกเราให้สนิทด้วย ต่างคนต่างอยู่ เข้าใจนะ พ่อหนุ่ม”

“ถึงคุณจะเคยช่วยนายน้อย แต่ถ้าพูดเรื่องของพวกเราล่ะก็ผมไม่ปล่อยคุณไว้แน่” พานจื่อหันมามองหน้าผมแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงข่มขู่ ผมมองเห็นความบ้าระห่ำในตัวผู้ชายคนนี้ดังนั้นจึงไม่คิดจะหาเรื่องกวนประสาทเขา ได้แต่พยักหน้ารับรู้เงียบๆ

“ผมเชื่อว่าคุณห่าวไม่ทำอย่างนั้นหรอกครับอาสาม พี่พาน” อู๋เสียว่าพลางขยับมายืนข้างๆผม อู๋ซันเสิ่งมองหลานชายพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างเอือมระอา

“อย่ามองโลกในแง่ดีนักเลยไอ้หลานชาย แกนี่ใจอ่อนเหมือนพ่อไม่มีผิด”

“นายเองก็เชื่ออย่างนั้นใช่มั้ยล่ะนายอ้วน” อู๋เสียหันไปถามนายอ้วน แต่ฝ่ายถูกถามทำเพียงแค่ยักไหล่ ผมไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ นายอ้วนค่อนข้างระวังตัวเรื่องนี้มากทีเดียว เขาคุยกับผมอย่างเป็นมิตรก็จริงแต่ลึกๆแล้วก็ไม่ไว้ใจผม

“….” อู๋เสียเงียบไปในทันที ผมจึงหันไปชวนคนที่อุตส่าห์เชื่อใจผมคุย

“ว่าแต่คุณอู๋เถอะครับ ทำไมถึงมาเป็นโจรล่ะ ดูไม่เหมาะกับคุณเลย”

“เจ้าหลานชายมันอยากเปิดหูเปิดตาเลยขอตามมาน่ะ” อู๋ซันเสิ่งตอบคำถามด้วยน้ำเสียงเอือมระอาพลางส่องไฟไปยังผนังห้อง อู๋เสียที่กำลังจะตอบแต่ถูกอาแย่งพูดก่อนจึงพยักหน้ากับคำพูดของชายวัยกลางคน คราวนี้ผมเหวอไปหลายนาทีเลยทีเดียว…

คนคนนี้……..ที่มาร่วมขบวนด้วยก็เพราะว่านึกสนุกงั้นเหรอ…

“เอ่อ  คุณห่าววางใจเถอะครับ ผมแค่ตามมาดูด้วยเฉยๆ ไม่ได้คิดจะเอาอะไรออกไปเลย” พอเห็นผมเงียบไปนานอู๋เสียก็รีบอธิบายให้ผมเข้าใจ น่าแปลกที่ผมมีเหตุผลมากมายที่จะไม่เชื่อคำพูดนั้น แต่ผมกลับเชื่อ…เชื่อในสิ่งที่เขาบอกอย่างว่าง่าย

“ทุกคน” จู่ๆอู๋ซันเสิ่งกับพานจื่อก็หยุดเดิน อู๋ซันเสิ่งยืนนิ่งๆราวกับว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ส่วนพานจื่อหันมาตอบข้อสงสัยของทุกคน

“มีทางแยกสองทาง”

“ถ้าอย่างนั้นก็แบ่งกลุ่มกันซะสิ กลุ่มละสามคนเป็นไง” นายอ้วนเสนอ

“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น แต่พักกันหน่อยดีกว่า พวกเราเดินกันมาไกลแล้ว” อู๋ซันเสิ่งตอบ

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย ผมหยิบบันทึกขึ้นมานั่งเขียนข้างๆอู๋เสียจนโดนนายอ้วนแซวว่าเป็นพี่น้องที่พลัดพรากจากกันมานานสามสิบปี พอนายอ้วนพูดอย่างนั้นอู๋ซันเสิ่งก็ลูบคางขณะมองพวกเรา

“หรือว่า…..อีฉยงจะมีเมียน้อย..”

“ไม่แน่หมอนี่อาจจะเป็นลูกของอาก็ได้นะ—– โอ๊ย!”

“ไอ้อ้วน พูดอะไรระวังปากหน่อยสิวะ”

ผมกับอู๋เสียหันมามองหน้ากันก่อนจะหลุดขำออกมาจนถูกอู๋ซันเสิ่งตวาดไล่ให้ไปนอน พานจื่อกับเสี่ยวเกอแยกไปอีกมุมเพื่อเฝ้ายามกะแรก อู๋ซันเสิ่งบอกให้พวกเรามานอนรวมกันตรงกลาง ผมกับอู๋เสียจึงผละจากมุมห้องไปหาเขากับนายอ้วนที่อยู่ใกล้ๆกัน

ผมล้มตัวลงนอนอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะหลับไปอย่างสบายใจแม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางโจรขุดสุสานก็ตาม

……..

วันที่ 4 เดือน x ปี 20xx

“พานจื่อ เดี๋ยวเอ็งแยกไปอีกทางกับหลานข้า เอาเสี่ยวเกอไปด้วย”

“ครับ พี่สาม”

ในเมื่อพานจื่อไปกับอู๋เสียและเสี่ยวเกอ ผมจึงต้องร่วมทางไปกับอู๋ซันเสิ่งและนายอ้วนอย่างช่วยไม่ได้ อู๋ซันเสิ่งคงยังไม่ไว้ใจผมจึงคิดจะจับตาดูผมไว้ ถึงจะรู้สึกอึดอัดอยู่บ้างแต่ผมก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร ผมเดินตามอู๋ซันเสิ่งกับนายอ้วนเข้าไปในทางแยกขวา ระหว่างเดินตามหลังทั้งสองคนผมสาดไฟฉายสำรวจภาพวาดบนผนัง เขยิบเข้าไปดูใกล้ๆตามประสานักโบราณคดีที่ดี บางครั้งอู๋ซันเสิ่งก็เดินมายืนดูบ้าง ผมแอบเห็นว่าเขาขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ผมก็ไม่ได้ถามออกไป

ทางที่พวกผมเข้ามานั้นกว้างและโล่งกว่าที่คิด มีเสาต้นใหญ่ตั้งเรียงเป็นแนวๆอย่างไม่มีความหมาย บนเสาไม่ได้สลักลวดลายอะไรเป็นเพียงแค่เสาหินธรรมดา ต่างจากผนังที่เต็มไปด้วยภาพวาดบอกเล่าเรื่องราวอย่างประณีต

“น้องห่าว ภาพวาดตรงนั้นมันมีอะไรน่าประทับใจกัน เสี่ยอ้วนตามืดมัวมองไม่เห็นไอ้ความน่าประทับใจนั่นเลย แค่ภาพแมงมุมกินเหยื่อมันน่าสนใจตรงไหน”

“ผมว่าภาพนี้น่าจะเป็นการบูชายัญนะครับ ชนพื้นเมืองเอาคนในเผ่าไปมัดไว้แล้วก้มกราบตอนที่เทพแมงมุมกำลังกินเหยื่อ…อืม จะว่าไปแล้วไอ้แบบนี้น่ะ……..” ผมอธิบายไปตามความรู้ที่มีอย่างละเอียดจนทำเอานายอ้วนยกมือปิดหูแล้วครวญครางไปมาอย่างจำยอม

“น้องห่าว นายนี่มันเป็นคนน่าเบื่อจริงๆ เด็กเรียนสุดๆ”

“ไม่ถึงขนาดนั้นซะหน่อย จะว่าไปทางนี้มันไม่โล่งไปหน่อยเหรอครับทั้งสองคน”

“นั่นสิ มีแต่ภาพวาดน่าเบื่อ”

“พูดอะไรน่ะครับ ภาพวาดพวกนี้น่ะบ่งบอกถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาและวิถีชีวิต…”

“หยู๊ดดดดด น้องห่าว หยุดเลยน้องรัก”

“พวกแกนี่น่ารำคาญกันซะจริง” อู๋ซันเสิ่งขัดจังหวะบทสนทนาของพวกเราก่อนจะตอบคำถามที่ผมถามไปในตอนแรก

“ก็คงโล่งนั่นล่ะนะ เพราะทางนี้น่ะเป็นทางตัน” ชายวัยกลางคนว่าพลางใช้ไฟฉายชี้วนๆไปยังกำแพงเบื้องหน้า ผมกับนายอ้วนรีบไฟฉายส่องตาม ดูเหมือนว่าจะเป็นทางตันจริงๆด้วย ผมแอบเห็นอู๋ซันเสิ่งขมวดคิ้วขณะจ้องมองสัญลักษณ์บางอย่างบนกำแพงราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง ผมมองสัญลักษณ์นั้น มันต่างจากภาพฝาผนังที่ผ่านมาเพราะภาพที่ผ่านมาบอกเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ แต่ครั้งนี้ผมกลับไม่สามารถเดาอะไรจากภาพสัญลักษณ์นี้ได้เลย

“ถ้าอย่างนั้นเส้นทางไปต่อน่าจะเป็นอีกทางนึง” ผมพึมพำขณะที่เดินไปลูบๆภาพวาดสัญลักษณ์นั้นบนกำแพงตัน ผิวของมันสากๆและเย็นเยียบจนผมรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ขณะที่กำลังลูบอยู่นั้นจู่ๆนายอ้วนก็ร้องโวยวายขึ้นมา เขาส่องไฟฉายขึ้นไปบนเพดาน ผมกับอู๋ซันเสิ่งจึงทำตามบ้าง

ผมเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าบนเพดานมีศพแห้งๆถูกพันด้วยด้ายขาวๆห้อยอยู่เต็มไปหมด

“นี่มัน…บนฝาผนัง…” ภาพการบูชายัญที่ผมเคยอธิบายให้นายอ้วนฟังย้อนกลับมาในหัวอีกครั้ง นายอ้วนเองก็ดูเหมือนจะจำได้จึงหันมามองหน้าผม พวกเราสบตากันอย่างไม่เข้าใจก่อนจะพร้อมใจกันหันไปหาอู๋ซันเสิ่งอย่างพร้อมเพรียง

“รีบออกไปจากที่นี่เร็วเข้า ออกห่างจากไอ้กำแพงตันนี่” อู๋ซันเสิ่งที่ดูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่างเอ่ยเสียงเครียด พวกเรารีบเผ่นทันทีที่เขาพูดจบ ระหว่างที่กำลังวิ่งอยู่นั้นผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง เหมือนเสียงร้องของแมลง….

โครม!

“บ้าเอ๊ย!! ไม่ทันจนได้!!” ชายวัยกลางคนตวาดอย่างหัวเสีย

ผมกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอเมื่อหันไปมองตามเสียงร้อง ข้างหลังของพวกเราสามคนคือแมงมุมตัวใหญ่ยักษ์ท่าทางดุร้าย มันกระโดดลงมาบนพื้น พ่นใยเส้นหนาไปทั่ว

“วิ่ง!!!”

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกนแต่พวกเราสามคนรีบวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ฝ่ายเจ้าแมงมุมนั่นก็โหนใยตามอย่างไม่ยอมแพ้ ดูท่าว่าพวกเราคงหลงเข้ามาในห้องบูชายัญซะแล้ว

“เจ้าแมงมุมนี่มันออกจากห้องนี้ไม่ได้เพราะกำแพงนั่นน่าจะลงอะไรบางอย่างสะกดมันไว้ให้อยู่แต่ในห้องนี้ ถ้าพวกเราออกไปจนถึงทางแยกได้ก็จะรอด!!” อู๋ซันเสิ่งตะโกนบอกผมกับนายอ้วนขณะที่กำลังวิ่ง นายอ้วนตะโกนอะไรบางอย่างที่น่าจะเกี่ยวกับการเลิกบุหรี่ แมงมุมโหนใยใกล้เข้ามาแล้ว ผมรู้แล้วว่าไอ้เสาหินนี่มีประโยชน์ยังไง เอาไว้ให้แมงมุมโหนนี่เอง ที่ไม่จำเป็นต้องมีไหมีโอ่งดินเผาอะไรก็เพราะอย่างนี้นี่เอง

ชายวัยกลางคนคว้าปืนที่เหน็บอยู่ที่เอวแล้วเล็งไปที่แมงมุมเพื่อถ่วงเวลา ผมกับนายอ้วนจึงทำบ้าง นายอ้วนเล็งไปที่ขาของแมงมุมยักษ์ ส่วนผมตั้งสมาธิแล้วเล็งไปยังใยแมงมุม

อาจจะฟังดูเหลือเชื่อ แต่กระสุนของผมตัดใยแมงมุมขาดสะบั้นร่างครึ่งขวาของเจ้าสัตว์ประหลาดหล่นวูบกระแทกพื้นจังๆ

“ทำได้ไงวะน้องห่าวว”

“โชคดีน่ะครับ” ผมหอบแฮ่กๆขณะตอบนายอ้วนไป

“นั่น ทางออก!” อู๋ซันเสิ่งตะโกนเสียงดัง ผมเร่งฝีเท้าตามหลังทั้งสองคนไป ทว่า อะไรบางอย่างกลับพันข้อเท้าของผมไว้จนร่างของผมล้มกระแทกพื้น

“ไอ้หนูห่าว! / น้องห่าว!”

“อึก…!” ผมครางอย่างเจ็บปวดเมื่อใบหน้าที่สวมแว่นกระแทกพื้นเข้าอย่างจัง ร่างของผมถูกใยแมงมุมลากให้อยู่ห่างจากทางออกมากขึ้นเรื่อยๆ

“ไม่ต้องสนใจผม อาอู๋กับพี่หวังหนีไป!”

“ใครมันจะไปยอมเล่า!” นายอ้วนว่าพลางคว้าด้ามมีดพกเดินป่าแล้วพุ่งตามไปตัดใยที่ข้อเท้าผม อู๋ซันเสิ่งคว้าผมขึ้นพาดหลังแล้วรีบวิ่งโดยมีนายอ้วนวิ่งตาม

พวกเรามาถึงทางออกอย่างเฉียดฉิว อู๋ซันเสิ่งทิ้งผมลงบนพื้นแล้วนอนหอบหายใจเสียงดังข้างๆผม นายอ้วนนอนปากพะงาบๆอยู่ข้างๆ

“ขอบคุณครับ” ผมเอ่ยเบาๆ ถอดแว่นตาออกแล้วหลับตาลง ไว้ค่อยเขียนบันทึกตอนตื่นก็แล้วกัน

ว่าแล้วโลกทั้งใบของผมกลายเป็นสีดำไปในทันที

………

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s