Dàomù bǐjì FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x อู๋เสีย ] ‘Drunk’

เคยลงในทวิตแล้วค่ะ ลิงค์นี้ๆ http://twishort.com/Ii3ic


Dàomù bǐjì FanFiction

Hēi xiā zi x Wú Xié (เฮยเสีย)

‘Drunk’

……

“ข้าไม่ได้ติดใจในรสชาติของสุรา หากแต่ข้าชื่นชอบบรรยากาศของการร่ำสุรา ดื่มสุรากับสหายรู้ใจ แม้ดื่มพันจอกก็มิเมามาย”

“อะไรของนายเนี่ยเฮยเสียจื่อ อย่ามาทำเป็นโกวเล้งแถวนี้นะ คนจะค้าจะขาย”

พอโดนนายน้อยสามอู๋เสียตอบมาแบบนี้ผมที่เมื่อครู่เพิ่งดัดเสียงเข้มพูดคำคมของโกวเล้งก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

“โธ่นายน้อยสาม ผมก็เอามาค้าขายเหมือนกันนะครับ นี่ไง คุณช่วยดูให้หน่อยสิว่าไอ้พวกนี้น่ะได้ราคาดีรึเปล่า” ผมพยักเพยิดไปยังข้าวของกองใหญ่ที่วางหลบๆอยู่บริเวณหน้าร้าน

“ก็แล้วทำไมไม่เอาเข้ามาข้างในล่ะ”

“ก็ผมถือไอ้นี่อยู่นี่นา ถ้าอย่างนั้นก็ฝากวางหน่อยได้มั้ยล่ะครับ” ผมว่าพลางวางของในถุงที่ถือไว้ลงบนเคานท์เตอร์ร้านอย่างทะนุถนอมโดยไม่รอคำอนุญาตจากอีกฝ่ายก่อนจะเดินตัวปลิวไปหอบกองวัตถุโบราณเขามาวางข้างในตามคำบอกของเจ้าของร้าน

“อะไรอยู่ในถุงนี่น่ะเฮยเสียจื่อ” นายน้อยเลิกคิ้วสงสัย

“ของดียังไงล่ะครับของดี” ผมล้วงมือหยิบกล่องยาวๆสองสามกล่องออกมาจากถุง นายน้อยมองตัวอักษรหรูหราบนตัวกล่องแล้วพึมพำออกมาเบาๆ

“เหมาไถ….”

“แพงซะด้วยนะครับเจ้านี่น่ะ” ผมเปิดฝากล่องเหล้าขึ้นชื่อของจีนแล้วหยิบขวดออกมาวางบนเคานท์เตอร์อย่างเบามือ

“นายเอามาทำไมเนี่ย…”

“ก็เอามาดื่มกับนายน้อยไงครับ นานๆทีผมจะได้ดื่มอะไรแพงๆอย่างนี้นา เดี๋ยวผมไปเอาแก้วมาให้”

“ฉันต้องทำงานนะ ดื่มตอนนี้ไม่ได้หรอก”

“ทั้งๆที่ไม่มีลูกค้าเนี่ยนะครับ”

“ไว้ปิดร้านแล้วเดี๋ยวฉันจะดื่มเป็นเพื่อน ถ้านายอยากดื่มจนรอไม่ไหวก็ไปดื่มคนเดียวเลยไป”

“ก็ได้ครับ รอก็รอ” ผมพยักหน้าอย่างจำยอม หอบเหล้าทั้งหมดไปเก็บไว้ในห้องพักหลังร้าน ปล่อยให้นายน้อยไปตีราคาของที่ผมเพิ่งได้มาสดๆร้อนๆจากสุสานล่าสุด ซึ่งคงจะใช้เวลานานพอสมควร ระหว่างนั้นผมก็นั่งคิดอะไรเพลินๆในใจ

ที่ผมมาที่นี่….เพราะต้องการดื่มเหล้ากับคนที่อยากลืมเพื่อให้ลืมคนที่อยากลืม

ถึงจะลืมไปได้แค่ชั่วคราว แต่ถึงยังไงก็อยากลืม……..

ไม่ได้อยากลืมเพราะนายน้อยไม่ดี แต่เพราะนายน้อยดีเกินไปถึงได้อยากลืม เพราะคิดถึงอีกฝ่ายมากจนเกินไปถึงได้อยากลืม เพราะรักมากเกินไปถึงได้อยากลืม….

เพราะเป็นรักข้างเดียว ถึงแม้จะรู้สึกดีที่ได้รัก….แต่ก็อยากลืม

ความรักเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ทำให้ผมมีความสุข แต่เรื่องดีๆเช่นนี้กลับทำให้ผมเจ็บปวด….ก็เลยอยากลืม แต่ไม่ว่าจะทำยังไง ต่อให้พยายามมากแค่ไหนก็ลืมไม่ได้ซะที

อยากลืม….แต่ทำไม่ได้

หัวใจมันไม่ยอมให้ลืม…จนผมเริ่มสงสัยตัวเองแล้วว่าตกลงผมอยากลืมหรือไม่อยากลืมกันแน่

“ฉันให้ราคาของทั้งหมดประมาณนี้นะ นายสนใจจะขายรึเปล่า”

ผมสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ๆนายน้อยก็เดินเข้ามาใกล้ผมพร้อมกับยื่นเครื่องคิดเลขให้ดูราคา ผมพยักหน้ายินยอมอย่างไม่ใส่ใจนัก หลังจากที่มองส่งแผ่นหลังขนายน้อยที่ผละจากผมไปหยิบเงิน ผมลอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่ายหน้าไปมาเล็กน้อยเพื่อเรียกสติเตรียมปั้นหน้ายิ้มแย้มอีกครั้ง

“เอ้านี่” นายน้อยกลับมาอีกครั้งพร้อมกับเงินในมือ ผมรับเงินนั้นมาอย่างว่องไวแล้วกรีดแบงค์นับจำนวนเงินพร้อมๆกับฮัมเพลงไปด้วย

“อีกไม่กี่ชั่วโมงฉันก็จะเก็บร้านแล้ว นายออกไปเดินเล่นก่อนก็ได้ นั่งรออยู่ในนี้คงเบื่อแย่”

“อืม…ถ้าอย่างนั้นคุณเก็บร้านเร็วกว่าปกติซักหน่อยก็ได้นี่ครับ อีกไม่นานก็จะปิดแล้วไม่ใช่เหรอ” ผมยื่นข้อเสนอพลางส่งยิ้มบางๆให้เขา นายน้อยลังเลเล็กน้อย แต่พอมองนาฬิกาข้อมือเขาก็ตัดสินใจนั่งลงตรงข้ามกับผม ผมยิ้มอีกครั้งก่อนจะเดินไปหยิบแก้วมาจากครัวเล็กๆหลังร้านอย่างคุ้นชิน รินเหล้าขาวชั้นดีลงในแก้วใส

ผมสูดดมกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเหมาไถอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะดื่มหมดแก้ว เจ้าเหล้าขาวชั้นดีนี้ไม่ได้หอม ไม่ได้หวานในครั้งแรกที่ดื่ม แต่เมื่อมีแก้วที่สองและแก้วที่สาม รสชาติของมันนั้นวิเศษยิ่งกว่าอะไรทั้งมวล

โดยเฉพาะ เมื่อได้นั่งดื่มมันกับคนที่แอบรัก ถึงแม้ว่าคนที่ผมรักคนนั้นจะเป็นคนเดียวกับคนที่ผมอยากลืมก็ตาม

“เป็นไงบ้างครับนายน้อย”

“ใช้ได้” นายน้อยพยักหน้า “ว่าแต่ทำไมจู่ๆถึงมาชวนฉันดื่มล่ะ”

“….ไม่มีอะไรหรอกครับ ก็แค่อยากดื่ม”

“เหรอ จะว่าไปตอนที่พวกเราเจอกันครั้งแรกน่ะ….”

ผมกับนายน้อยนั่งคุยเรื่องสัพเพเหระกันอยู่ครู่ใหญ่ คงเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ทำให้พวกเราขุดเรื่องราวแทบทุกอย่างในชีวิตมาเปิดประเด็นคุยกันได้อย่างสนุกสนาน และคงเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์อีกเช่นกันที่ทำให้ผมเผลอพูดอะไรออกมา

“มีคนเคยบอกผมว่าการดื่มจนเมาหลับไปช่วยให้ลืมเรื่องไม่ดีที่ไม่มีวันลืมไปได้พักนึง”

“งั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นนายในตอนนี้ก็กำลังพยายามจะลืมเรื่องไม่ดีอยู่งั้นสินะ~” นายน้อยถามอย่างสนอกสนใจ

“ผมไม่มีเรื่องเลวร้ายอะไรให้ลืมหรอกครับนายน้อย มีแต่เรื่องดีๆที่อยากลืม”

“ประหลาดคนนะนาย~ ไม่มีใครอยากลืมเรื่องดีๆของตัวเองหรอก”

“….”

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ขณะที่แกว่งแก้วในมือไปมา ของเหลวใสในแก้วกระฉอกเบาๆตามแรงแกว่ง นัยน์ตาเบื้องหลังแว่นกันแดดสีชามองความเคลื่อนไหวของเหล้าในแก้ว ขณะเดียวกันก็เอ่ยพึมพำกับตัวเองเบาๆ

“นั่นสิ แปลกจริงๆนั่นล่ะนะ….”

“ช่ายๆ นายนี่บ้าชะมัดเลย เรื่องดีๆมันก็ต้องจำเอาไว้เซ่”

“แต่เรื่องดีๆมันทำให้เจ็บนี่ครับ ว่าแต่นายน้อยเริ่มเมาแล้วสินะครับ…”

“เฮ้ย ยังไม่เมาโว้ย บ้าป่าวว เหล้าแค่นิดเดียวใครจะไปมาวว้าาา”

“…….” ผมเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ เคยได้ยินว่าเหล้าเหมาไถดื่มแล้วเมายาก แต่นี่ทั้งผมกับนายน้อยก็นั่งดื่มกันมาหลายชั่วโมงแล้ว เวลาแห่งความเพลิดเพลินมักผ่านไปเร็วเสมอ

“เฮยเสียจื่อออ”

“เอ่อ อะไรครับนายน้อย”

“เรื่องดีๆของนายคืออาราย ทำมายต้องอยากลืมด้วยยย”

ผมเหลือบมองคนเมาก่อนจะยิ้มบางๆ “ก็นายน้อยไงครับ ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกก็น่าจะเป็นความรักที่ผมมีต่อนายน้อยมากกว่า ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่เหรอ”

นายน้อยนิ่งไปเล็กน้อยราวกับว่ากำลังแปลงสารของผมให้ซับซ้อนน้อยลง

“คุณดูไม่สนใจผม อาจจะเป็นเพราะมีคนอื่นอยู่ในใจ เพราะงั้นความรักของผมก็เลยกลายเป็นรักข้างเดียว…. มันเจ็บนะครับ ถ้าลืมได้มันก็ดีไม่ใช่เหรอ…”

“ฉันรักนายว่ะ”

“……คุณเมาหนักแล้วนะครับนายน้อย” ผมว่าพลางยกแก้วเหล้าซดเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะปิดฝาขวดแล้วรีบกวาดขวดที่เหลืออยู่มาเก็บไว้ใกล้ตัวมากที่สุด นายน้อยทำท่าเหมือนจะโวยวายแต่ก็เปลี่ยนใจ มือสองข้างของนายน้อยตบโต๊ะไม้ดังปึ้ง คนเมาชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ผม ใบหน้าของเขาแดงก่ำเพราะฤทธิ์ของเหมาไถ

“ฉันบอกว่าฉันรักนาย ชัดเจนมั้ยเฮยเสียจื่อ!”

“….”

“ที่ทำเป็นไม่สนใจก็เพราะเขินโว้ย!! แต่เล่นละครเนียนไปหน่อย โอเคป้ะะะ”

“เฮะ…….”

นายน้อยอาศัยจังหวะที่ผมกำลังกระพริบตาปริบๆด้วยความมึนงงเขย่าตัวผมไปมา “อย่าลืมฉันสิฟะไอ้บ้าแว่นกันแดด อยากลืมงั้นเรอะ ถึงนายจะอยากลืมมากแค่ไหนแต่ฉันก็ไม่ยอมหรอกโว้ยย คิดว่าจะหยุดท่านอู๋เสียคนนี้ได้รึไงฮะะ?!!!”

“ด เดี๋ยวครับนายน้อย ใจเย็นๆก่อนครับ!!”

“ต้องเอานายมาเป็นของฉันให้ได้โว้ยยยย….คร่อก”

หลังจากที่อาละวาดจนหนำใจแล้วนายน้อยก็สลบคาอกผม ส่งเสียงกรนดังคร่อกท่ามกลางความเงียบในห้องพัก ผมหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง นายน้อย คุณว่าผมบ้า แต่คุณต่างหากที่บ้าของแท้เลย

แต่แบบนี้ก็น่ารักดีน่ะนะ…

บางทีที่ผมอยากมาดื่มกับคนที่ผมอยากลืมที่สุดก็คงเป็นเพราะลึกๆแล้วผมยังไม่อยากลืมเขา อะไรบางอย่างในตัวผมกำลังสับสน อยากลืมแต่ลึกๆข้างในก็ไม่อยากลืม

อืม…ต่อจากนี้ไปก็คงไม่สับสนอีกแล้วล่ะนะ…

ผมถอนหาย ค่อยๆพยุงอีกคนไปนั่งที่เก้าอี้ ก่อนอื่นคงต้องจัดการกับขยะพวกนี้ก่อนแล้วค่อยพานายน้อยไปส่งที่บ้าน

ผมเก็บขยะไปยิ้มไปด้วยหัวใจที่ชื่นบาน สงสัยว่าจะเป็นฤทธิ์เหล้าที่ทำให้ร่าเริงขนาดนี้….

ไม่สิ

ฤทธิ์รักมากกว่าล่ะมั้ง….

……….

ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารั—- #แค่กกกก กลับมาเขียนฟิคหลังจากที่ไม่ได้แตะมานานค่ะ พอเห็นหัวข้อเดย์ลี่Drunkแล้วสมองก็เชื่อมโยงถึงเหล้า->อกหัก->พระรอง->พี่เฮย สุดท้ายก็ออกมาเป็นเฮยเสียแบบงงๆ(….) ตอนแรกว่าจะให้จบแบบดราม่า พี่เฮยพร่ำเพ้ออเกนแอนด์อเกน แต่จู่ๆก็อยากเห็นนายน้อยเมา…. ก็เลยกลายเป็นอะไรงงๆอย่างที่ทุกคนได้อ่านไปนี่แหละค่ะแงงง555555 ขอบคุณที่แวะมาอ่านกันนะคะ❤️

ปล.ขอบคุณข้อมูลเหล้าเหมาไถจาก http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2006/11/X4841816/X4841816.html คห.ที่7
http://m.pantip.com/topic/31597976?

บันทึกของห่าวเหวินโป๋ (ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลักแต่อย่างใด)

ห่าวเหวินโป๋คนนี้เป็นตัวละครของเราในเกมเต้ามู่ค่ะ พอดีตอนเล่นเกมเราชอบมโนบทพูดตัวละครระหว่างดูเกมมันรันออโต้ไป พอดีอยู่ว่างๆก็เลยเรียบเรียงมาเป็นบันทึกของตานี่ซะเลย อาจจะงงๆหน่อยเพราะเราก็มโนแบบงงๆเอาไว้นั่งคิดเพลินๆตอนดูเกมก็เท่านั้น ไม่ได้เจาะลึกลงข้อมูลอะไรเท่าที่ควร แรกๆก็ใส่อะไรเพิ่มเติมเข้าไปบ้างอย่างเช่นว่ามาเจอกันได้ไงอะไรทำนองนี้ ก็ไม่รู้หรอกว่าจะเขียนไปได้ถึงกี่ตอนเพราะมันแล้วแต่อารมณ์จริงๆ แต่ตอนเขียนก็เพลินๆดีค่ะ (ฮา) ขออนุญาตใส่ไว้ในหมวดหมู่เต้ามู่นะคะ

……………………………

วันที่ 1 เดือน x ปี 20xx

คณะสำรวจทางโบราณคดีของผมถูกสัตว์ประหลาดจู่โจมจนตายกันเกือบทั้งคณะ เหลือก็แต่เพียงผมคนเดียวที่รอดตายได้หวุดหวิดเพราะถูกช่วยเหลือไว้ได้ทันท่วงที

ทำให้ตอนนี้…ผมถูกจับมัดไว้กับเสาหินสากๆต้นหนึ่ง ทั้งมือและเท้าถูกมัดอย่างแน่นหนา ทำได้แค่ส่งสายตาโกรธแค้นให้พวกโจรขุดสุสานที่กำลังรื้อค้นกระเป๋าเป้ของผมอยู่

บ้าชะมัด…

ผมกัดฟันกรอด ถึงแม้โจรพวกนี้จะช่วยชีวิตผมไว้แต่ในฐานะนักโบราณคดีแล้ว คนที่เห็นแก่เงินจนต้องปล้นเอาสมบัติของชาติไปขายนั้นผมเกลียดยิ่งกว่าอะไรดี

“ก็ว่าอยู่ว่าหมอนี่หน้าตาดูดีไม่เหมือนโจร ที่แท้ก็เป็นนักโบราณคดีนี่เอง” หนึ่งในพวกโจรเอ่ยขึ้นขณะที่รื้อค้นสัมภาระในกระเป๋าของผม อุปกรณ์การศึกษาวัตถุโบราณหลากหลายชนิดถูกนำออกมาวางกองอยู่บนพื้นแข็ง ชายหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มโจรเดินเข้ามาหาพร้อมกับขวดน้ำดื่ม  ในบรรดาโจรทั้งหมด ชายหนุ่มคนนี้มีใบหน้าที่ดูดี สะอาดสะอ้านและดูมีการศึกษามากที่สุด จนไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะร่วมมือกับพวกโจรชั่วช้าปล้นสมบัติชาติ คนเราดูกันแต่เปลือกนอกไม่ได้จริงๆ

“ขอโทษนะครับที่ต้องมัดคุณไว้ แต่พวกเราเองก็จะประมาทไม่ได้เหมือนกัน”  ชายหนุ่มเอ่ยอย่างสุภาพก่อนจะวางขวดน้ำลงแล้วเริ่มแก้มัดให้ผม

“ผมชื่ออู๋เสีย ส่วนคุณคือคุณห่าวเหวินโป๋สินะครับ พวกเราเจอบัตรของคุณในกระเป๋า”

“….” ผมไม่ตอบอะไรแต่ก็ไม่ได้ต่อยหน้าเจ้าคนที่ชื่อว่าอู๋เสียทันทีที่เป็นอิสระ

“นี่แน่ะคุณห่าว ยังไงซะคนในคณะของคุณก็ถูกผีดิบเล่นงานหมดแล้ว คุณมีทางเลือกอยู่สองทางเลือก หนึ่งคือเดินหลงอยู่ในนี้จนต้องตายอย่างเดียวดาย หรือจะเดินทางกับพวกเรา ดีไม่ดีถ้าได้สมบัติเยอะพวกเราอาจแบ่งให้คุณด้วยก็ได้นะ” โจรอ้วนคนหนึ่งยักไหล่ขณะเอ่ย ผมเหลือบมองร่างของเพื่อนร่วมคณะที่กลายเป็นศพกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณแล้วได้แต่หลับตาลงอย่างเจ็บปวด ถึงแม้จะไม่ได้สนิทกันมากนัก แต่พวกเขาเป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและลูกน้องที่นิสัยดีที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จักมา

ผมสงบนิ่งไว้ทุกข์ให้พวกเขาอยู่เกือบนาทีก่อนจะเริ่มตัดสินใจอะไรบางอย่าง

“ก็ได้” ผมพยักหน้ากับข้อเสนอนั้นอย่างว่าง่าย เอาไว้ออกไปจากสุสานได้เมื่อไหร่ผมนี่แหละจะจับพวกเขาส่งตำรวจยกแก๊งเลย คอยดูเถอะ

อู๋เสียส่งขวดน้ำให้ผมดื่ม ผมรับมาดื่มเงียบๆแล้วเริ่มจมอยู่กับความคิดของตัวเอง

หลังจากที่ตัดสินใจอยู่พักหนึ่งผมก็วางขวดน้ำลง ตัดสินใจเอ่ยปากออกไปอย่างยากลำบาก

“ขอบคุณ…ที่ช่วยชีวิตผมเอาไว้”

ถึงจะเป็นโจรแต่ก็เป็นผู้มีพระคุณ ถึงจะลำบากใจแต่ยังไงก็ต้องขอบคุณ

พอเอ่ยขอบคุณออกไปนายโจรอ้วนก็ตบไหล่ผมป้าบๆราวกับว่าพวกเราสนิทกันมานานแสนนาน อู๋เสียส่ายหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร ส่วนโจรคนอื่นๆอีกสองคนกำลังคุยอะไรบางอย่างหลังจากที่ค้นกระเป๋าของผมเสร็จ และเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนกอดอกพิงผนังอยู่อีกมุม

ผมคุยกับอู๋เสียและโจรอ้วนอยู่ครู่หนึ่งจึงขอแยกตัวไปนอน ก่อนจะหลับไปผมหยิบสมุดบันทึกขึ้นมา แต่ว่าสมุดที่ผมใช้ประจำดันถูกใช้เขียนหมดทุกหน้าแล้ว ผมจึงหยิบเล่มใหม่มาเปลี่ยนแล้วจดบันทึกเหตุการณ์ทุกอย่างลงไปสั้นๆ

จากนั้นจึงล้มตัวลงนอนแล้วผล็อยหลับไปในที่สุด

………….

วันที่ 2 เดือน x ปี 20xx

ผมงัวเงียตื่นขึ้นมาเพราะถูกนายอ้วนหวังปลุกขึ้นมาให้ทานข้าวเช้า

ถึงจะบอกว่าเป็นข้าวเช้าแต่ก็เป็นแค่ขนมปังก้อนแข็งๆเท่านั้น ผมเคี้ยวขนมปังตุ้ยๆขณะเดียวกันก็แอบสังเกตสมาชิกในแก๊งโจรไปด้วย สายตาของผมหยุดอยู่ที่ชายวัยกลางคนคนแรก เลื่อนไปมองชายวัยกลางคนคนที่สองที่ดูนอบน้อมต่อคนแรก ท้ายที่สุดจึงไปหยุดอยู่ที่เด็กหนุ่มหน้ามนเจ้าของใบหน้าเรียบเฉย

ชายวัยกลางคนแนะนำตัวว่าเขาชื่ออู๋ซันเสิ่ง เป็นอาของอู๋เสีย เป็นคนที่ผมเดาว่าน่าจะมีประสบการณ์ในการขุดสุสานมากที่สุดในบรรดาโจรทั้งหมด ส่วนชายคนที่สองชื่อพานจื่อ เขาเป็นลูกน้องคนสนิทของอู๋ซันเสิ่ง และคนสุดท้ายคือเด็กหนุ่มที่ชื่อเมินโหยวผิง(ตามคำบอกของอู๋เสียเพราะเขาไม่ยอมตอบผมว่าชื่ออะไร)แต่ทุกคนเรียกเขาว่าเสี่ยวเกอ นอกจากอู๋เสียแล้วผมว่าก็มีเขานี่แหละที่ไม่น่าจะมาอยู่ในสถานที่แบบนี้มากที่สุด

ผมดื่มน้ำตามแก้ฝืดคอหลังจากที่กลืนขนมปังในปากเรียบร้อยแล้ว ระหว่างนั้นก็เหลือบมองไปรอบด้าน ศพของเพื่อนร่วมงานถูกนำไปกองอยู่ไกลๆ ข้าวของที่พอจะใช้การได้ถูกกวาดมารวมกันเพื่อนำมาแบ่งกันใช้ ผมปล่อยให้อู๋ซันเสิ่งหารือเรื่องเส้นทางกับคนที่เหลือไปส่วนตัวเองแยกไปอีกมุมหนึ่งจะได้ไม่รบกวนสมาธิของพวกเขา ถึงอีกฝ่ายจะเป็นโจรแต่ผมก็ค่อนข้างถือเรื่องมารยาทเล็กๆน้อยๆเหล่านี้

ที่สำคัญ…ถึงจะเป็นโจรที่ผมเกลียด แต่ดูท่าทางแล้วก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้น….ล่ะมั้ง

แต่ถึงยังไงก็ต้องจับยัดคุกอยู่ดี

ผมเก็บบัตรประจำตัวของเพื่อนร่วมงานและแอบหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปศพเพื่อนร่วมงานแต่ละคนเพื่อเก็บเป็นหลักฐานว่าพวกเขาได้ตายไปแล้วจริงๆ

หลังจากที่ผมจัดการอะไรและกลับมาสมทบกับพวกเขาเรียบร้อยแล้วพานจื่อก็เดินบอกให้ผมเก็บของได้แล้ว จะได้เริ่มออกเดินทางกันเสียที

ผมสะพายกระเป๋า หันไปมองส่งศพของเพื่อนร่วมงานเป็นครั้งสุดท้าย ตั้งใจว่ากลับขึ้นไปจะต้องไปแจ้งกับครอบครัวของพวกเขา พวกญาติๆจะได้ไม่เป็นกังวลและได้แต่สงสัยไปตลอดชีวิต ผมในตอนนี้ทำอะไรให้พวกเขาได้แค่นี้เท่านั้น

“พ่อหนุ่ม”

ในขณะที่ทุกคนกำลังเดิน จู่ๆอู๋ซันเสิ่งก็เข้ามาใกล้ๆผม

“ทิ้งกล้องไปซะ”

“?!”

“ทิ้งมันไปซะ ไม่มีใครรับประกันได้ว่านายจะแอบถ่ายรูปพวกเราแล้วเอาไปแจ้งตำรวจหรือเปล่า”

“แต่ผมจำเป็นต้องมีหลักฐานว่าพวกเขา…”

ทั้งๆที่ผมอุตส่าห์แอบถ่าย..จริงสิ พวกเขาคงเจอกล้องในกระเป๋าผมสินะก็เลยรู้ บ้าเอ๊ย ลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเลย

“ถ้าอย่างนั้นให้ผมเก็บให้ก็ได้นะอาสาม รับรองรองว่าศพที่คุณห่าวถ่ายจะเป็นรูปสุดท้ายที่อยู่ในกล้องของเขา” จู่ๆอู๋เสียก็เอ่ยขัดขึ้นมา อู๋ซันเสิ่งมองหน้าหลานชายก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงว่าตามใจ ผมเปิดกระเป๋าส่งกล้องให้อู๋เสีย ถึงจะน่าเสียดายที่อู๋ซันเสิ่งมองแผนของผมออกแต่เพื่อหลักฐานการตายที่ชัดเจน ผมจึงจำใจทำตามข้อเสนอของเขา

“ขอบคุณครับ” ผมเอ่ยกับชายหนุ่มวัยพอๆกันเบาๆ

“ไม่เป็นไรครับ”

หลังจากที่เกิดเหตุการณ์เมื่อครู่ผมจึงจงใจเดินห่างๆจากชายอันตรายอย่างอู๋ซันเสิ่งแล้วเปลี่ยนไปเดินคุยเรื่องสัพเพเหระกับอู๋เสียและนายอ้วนแทน

“คุณห่าว คุณคิดว่าภาพพวกนี้สื่อความหมายว่ายังไงเหรอครับ” อู๋เสียหันมาถามผมพลางชี้ไปที่ภาพบนผนังหิน

“อ๋อ นั่นน่ะ…” ผมอธิบายประวัติศาสตร์ที่ตนได้ศึกษามาอย่างละเอียด

“โห ยินดีด้วยนะเทียนเจิน ในที่สุดคนที่เรียนจบมหาลัยอย่างนายก็มีคนคุยถูกคอด้วยซะทีนะ เสี่ยอ้วนนี่ปลื้มซะเหลือเกิน” พอถูกนายอ้วนแซวด้วยน้ำเสียงคุณแม่ที่หมดห่วงเรื่องลูกชาย อู๋เสียก็ตอบกลับไปว่า

“นายเหงาสินะที่ฉันไม่คุยกับนายแต่ไปคุยกับคุณห่าวแทน”

“เอ่อ…” พอเห็นว่าทั้งคู่จะประกาศสงครามน้ำลายกันผมก็รีบเข้าไปขวางไว้ก่อน สุดท้ายอู๋เสียเห็นแก่หน้าผมเลยไม่ตอบโต้อะไร มีแต่นายอ้วนที่โต้ตอบมาเป็นพักๆ

“ให้ตายสิเจ้าพวกนี้” ผมได้ยินอู๋ซันเสิ่งบ่นพึมพำมาจากอีกด้านหนึ่ง ส่วนพานจื่อก็ทำหน้าที่ลูกน้องที่ดีเข้าไปช่วยหลานชายของเจ้านายทันที กลายเป็นว่านายอ้วนไปเถียงกับพานจื่อแทน ฝ่ายเจ้านายพอเห็นลูกน้องเริ่มทำตัวหนวกหูก็เข้าไปด่าทันที ส่วนอู๋เสียหันไปสนใจภาพฝาผนังแล้วเรียกเสี่ยวเกอไปดูด้วยกัน

ภาพในสุสานใต้ดินตอนนี้ช่างดูวุ่นวาย แต่ความวุ่นวายนั้นกลับทำให้ผมเผลอยิ้มออกมาบางๆ

โจรพวกนี้เนี่ยตลกดีแฮะ…

อ๊ะ ถึงจะทำให้ผมคนนี้อารมณ์ดีขึ้น แต่ยังไงผมก็ต้องจับพวกนายเข้าคุกอยู่ดีนั่นแหละนะ

………………

วันที่ 3 เดือน x ปี 20xx

‘เปรี้ยง!!’

‘เปรี้ยง!!’

‘เปรี้ยง!!’

ผมเหนี่ยวไกปืนไปติดๆกันสามนัดเพื่อจัดการอมนุษย์เบื้องหน้าอย่างไม่มีลังเล กระสุนทั้งสามลูกพุ่งตรงเข้าเป้าที่ผมเล็งไว้อย่างง่ายดาย

“คุณอู๋ ระวัง!”

ผมคว้าแขนของอู๋เสียแล้วดึงเขาหลบจากการโจมตีของสัตว์ประหลาด จากนั้นไอ้เจ้าตัวประหลาดที่ผมไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิตนี้ก็ถูกกระสุนปืนของนายอ้วนจัดการในที่สุด

“ไม่มีใครเป็นอะไรใช่มั้ย” อู๋ซันเสิ่งผละออกจากซากศพของตัวประหลาดแล้วตรงดิ่งเข้ามาหาหลานชาย ตามมาด้วยพานจื่อและเสี่ยวเกอที่เดินตามมาจากอีกมุม ผมปล่อยแขนของชายหนุ่มที่สูงกว่าผมเล็กน้อย เขาเอ่ยขอบคุณผมแล้วจึงหันไปขอบคุณนายอ้วน ผมดันแว่นเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองสภาพรอบๆตัวที่เกลื่อนกลาดไปด้วยซากของเจ้าตัวประหลาดทั้งหลาย เลือดสีคล้ำเจิ่งนองไปทั่วบริเวณ

“ให้ตายสิน้องห่าว ยิงแม่นเหมือนกันนี่นา” นายอ้วนตบไหล่ผมป้าบๆขณะที่มองไปยังศพต่างๆที่ถูกผมจัดการ

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ บังเอิญมากกว่า” ผมถ่อมตัวอย่างมีมารยาท สมัยเรียนมหาวิทยาลัยผมสังกัดชมรมยิงปืนมาตลอดจนกระทั่งจบการศึกษาเพราะต้องการฝึกสมาธิก็เลยฝึกยิงปืนมาเรื่อยๆ ถึงแม้ช่วงหลังๆจะไม่ได้จับปืนมาเกือบเดือนแต่ก็ถือว่ายังโชคดีที่ฝีมือยังไม่ตกอย่างที่เคยกังวล

“เอ้า ถ้าไม่มีใครเป็นอะไรมากก็เดินต่ออีกหน่อยเถอะ” อู๋ซันเสิ่งขัดจังหวะบทสนทนาของผมและนายอ้วน ผมเห็นนายอ้วนเบะปากเล็กน้อยแต่ลึกๆแล้วเจ้าตัวก็คงจะเห็นด้วยว่าควรเร่งเดินทางจึงไม่ขัดอะไร ผมเหน็บปืนไว้ที่เอวเพื่อเป็นการไม่ประมาท เผื่อว่าเจ้าพวกอมนุษย์จะโผล่มาอีก

“ว่าแต่ทำไมคุณถึงมาเป็นโจรสุสานล่ะครับ” ผมหันไปถามนายอ้วนที่เดินอยู่ข้างๆเพื่อเป็นการชวนคุย คนถูกถามยักไหล่เล็กน้อยก่อนจะตบไหล่ผมอีกครั้ง

“ก็เพื่อเงินไงล่ะ ไม่งั้นก็อดตายน่ะสิ เชื่อเถอะนะน้องห่าว ฉันลองมาหลายงานแล้ว งานคลำทองน่ะถึงจะเสี่ยงไปหน่อยแต่ผลตอบแทนที่ได้น่ะมันคุ้มที่สุดเลยนะจะบอกให้”

“….” ผมกระพริบตาปริบๆมองนายอ้วน คนคนนี้ถึงจะชอบพูดเล่นและทำตัวสบายๆเป็นกันเองแต่ก็คงผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาสินะ แต่ถึงยังไง การขโมยสมบัติของชาติก็ถือว่าเป็นการทำลายส่วนรวม ถึงจะน่าเห็นใจแต่เรื่องวิธีการน่ะผมไม่เห็นด้วยหรอก

“ก็นะ ถึงพูดไปอย่างนั้นแต่คนอย่างนายก็คงไม่เข้าใจหรอก”

“แหงล่ะ คนที่มีการศึกษาอย่างหมอนั่นน่ะไม่เข้าใจหัวอกคนลงดินอย่างพวกเราหรอกไอ้อ้วน” อู๋ซันเสิ่งว่าพลางเหลือบตามองผมเล็กน้อย “ถึงจะไม่เข้าใจกันแต่ตอนนี้ก็ช่วยอดทนไปก่อนนะ แล้วพออกไปได้ก็หุบปากเรื่องของพวกเราให้สนิทด้วย ต่างคนต่างอยู่ เข้าใจนะ พ่อหนุ่ม”

“ถึงคุณจะเคยช่วยนายน้อย แต่ถ้าพูดเรื่องของพวกเราล่ะก็ผมไม่ปล่อยคุณไว้แน่” พานจื่อหันมามองหน้าผมแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงข่มขู่ ผมมองเห็นความบ้าระห่ำในตัวผู้ชายคนนี้ดังนั้นจึงไม่คิดจะหาเรื่องกวนประสาทเขา ได้แต่พยักหน้ารับรู้เงียบๆ

“ผมเชื่อว่าคุณห่าวไม่ทำอย่างนั้นหรอกครับอาสาม พี่พาน” อู๋เสียว่าพลางขยับมายืนข้างๆผม อู๋ซันเสิ่งมองหลานชายพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างเอือมระอา

“อย่ามองโลกในแง่ดีนักเลยไอ้หลานชาย แกนี่ใจอ่อนเหมือนพ่อไม่มีผิด”

“นายเองก็เชื่ออย่างนั้นใช่มั้ยล่ะนายอ้วน” อู๋เสียหันไปถามนายอ้วน แต่ฝ่ายถูกถามทำเพียงแค่ยักไหล่ ผมไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ นายอ้วนค่อนข้างระวังตัวเรื่องนี้มากทีเดียว เขาคุยกับผมอย่างเป็นมิตรก็จริงแต่ลึกๆแล้วก็ไม่ไว้ใจผม

“….” อู๋เสียเงียบไปในทันที ผมจึงหันไปชวนคนที่อุตส่าห์เชื่อใจผมคุย

“ว่าแต่คุณอู๋เถอะครับ ทำไมถึงมาเป็นโจรล่ะ ดูไม่เหมาะกับคุณเลย”

“เจ้าหลานชายมันอยากเปิดหูเปิดตาเลยขอตามมาน่ะ” อู๋ซันเสิ่งตอบคำถามด้วยน้ำเสียงเอือมระอาพลางส่องไฟไปยังผนังห้อง อู๋เสียที่กำลังจะตอบแต่ถูกอาแย่งพูดก่อนจึงพยักหน้ากับคำพูดของชายวัยกลางคน คราวนี้ผมเหวอไปหลายนาทีเลยทีเดียว…

คนคนนี้……..ที่มาร่วมขบวนด้วยก็เพราะว่านึกสนุกงั้นเหรอ…

“เอ่อ  คุณห่าววางใจเถอะครับ ผมแค่ตามมาดูด้วยเฉยๆ ไม่ได้คิดจะเอาอะไรออกไปเลย” พอเห็นผมเงียบไปนานอู๋เสียก็รีบอธิบายให้ผมเข้าใจ น่าแปลกที่ผมมีเหตุผลมากมายที่จะไม่เชื่อคำพูดนั้น แต่ผมกลับเชื่อ…เชื่อในสิ่งที่เขาบอกอย่างว่าง่าย

“ทุกคน” จู่ๆอู๋ซันเสิ่งกับพานจื่อก็หยุดเดิน อู๋ซันเสิ่งยืนนิ่งๆราวกับว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ส่วนพานจื่อหันมาตอบข้อสงสัยของทุกคน

“มีทางแยกสองทาง”

“ถ้าอย่างนั้นก็แบ่งกลุ่มกันซะสิ กลุ่มละสามคนเป็นไง” นายอ้วนเสนอ

“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น แต่พักกันหน่อยดีกว่า พวกเราเดินกันมาไกลแล้ว” อู๋ซันเสิ่งตอบ

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย ผมหยิบบันทึกขึ้นมานั่งเขียนข้างๆอู๋เสียจนโดนนายอ้วนแซวว่าเป็นพี่น้องที่พลัดพรากจากกันมานานสามสิบปี พอนายอ้วนพูดอย่างนั้นอู๋ซันเสิ่งก็ลูบคางขณะมองพวกเรา

“หรือว่า…..อีฉยงจะมีเมียน้อย..”

“ไม่แน่หมอนี่อาจจะเป็นลูกของอาก็ได้นะ—– โอ๊ย!”

“ไอ้อ้วน พูดอะไรระวังปากหน่อยสิวะ”

ผมกับอู๋เสียหันมามองหน้ากันก่อนจะหลุดขำออกมาจนถูกอู๋ซันเสิ่งตวาดไล่ให้ไปนอน พานจื่อกับเสี่ยวเกอแยกไปอีกมุมเพื่อเฝ้ายามกะแรก อู๋ซันเสิ่งบอกให้พวกเรามานอนรวมกันตรงกลาง ผมกับอู๋เสียจึงผละจากมุมห้องไปหาเขากับนายอ้วนที่อยู่ใกล้ๆกัน

ผมล้มตัวลงนอนอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะหลับไปอย่างสบายใจแม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางโจรขุดสุสานก็ตาม

……..

วันที่ 4 เดือน x ปี 20xx

“พานจื่อ เดี๋ยวเอ็งแยกไปอีกทางกับหลานข้า เอาเสี่ยวเกอไปด้วย”

“ครับ พี่สาม”

ในเมื่อพานจื่อไปกับอู๋เสียและเสี่ยวเกอ ผมจึงต้องร่วมทางไปกับอู๋ซันเสิ่งและนายอ้วนอย่างช่วยไม่ได้ อู๋ซันเสิ่งคงยังไม่ไว้ใจผมจึงคิดจะจับตาดูผมไว้ ถึงจะรู้สึกอึดอัดอยู่บ้างแต่ผมก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร ผมเดินตามอู๋ซันเสิ่งกับนายอ้วนเข้าไปในทางแยกขวา ระหว่างเดินตามหลังทั้งสองคนผมสาดไฟฉายสำรวจภาพวาดบนผนัง เขยิบเข้าไปดูใกล้ๆตามประสานักโบราณคดีที่ดี บางครั้งอู๋ซันเสิ่งก็เดินมายืนดูบ้าง ผมแอบเห็นว่าเขาขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ผมก็ไม่ได้ถามออกไป

ทางที่พวกผมเข้ามานั้นกว้างและโล่งกว่าที่คิด มีเสาต้นใหญ่ตั้งเรียงเป็นแนวๆอย่างไม่มีความหมาย บนเสาไม่ได้สลักลวดลายอะไรเป็นเพียงแค่เสาหินธรรมดา ต่างจากผนังที่เต็มไปด้วยภาพวาดบอกเล่าเรื่องราวอย่างประณีต

“น้องห่าว ภาพวาดตรงนั้นมันมีอะไรน่าประทับใจกัน เสี่ยอ้วนตามืดมัวมองไม่เห็นไอ้ความน่าประทับใจนั่นเลย แค่ภาพแมงมุมกินเหยื่อมันน่าสนใจตรงไหน”

“ผมว่าภาพนี้น่าจะเป็นการบูชายัญนะครับ ชนพื้นเมืองเอาคนในเผ่าไปมัดไว้แล้วก้มกราบตอนที่เทพแมงมุมกำลังกินเหยื่อ…อืม จะว่าไปแล้วไอ้แบบนี้น่ะ……..” ผมอธิบายไปตามความรู้ที่มีอย่างละเอียดจนทำเอานายอ้วนยกมือปิดหูแล้วครวญครางไปมาอย่างจำยอม

“น้องห่าว นายนี่มันเป็นคนน่าเบื่อจริงๆ เด็กเรียนสุดๆ”

“ไม่ถึงขนาดนั้นซะหน่อย จะว่าไปทางนี้มันไม่โล่งไปหน่อยเหรอครับทั้งสองคน”

“นั่นสิ มีแต่ภาพวาดน่าเบื่อ”

“พูดอะไรน่ะครับ ภาพวาดพวกนี้น่ะบ่งบอกถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาและวิถีชีวิต…”

“หยู๊ดดดดด น้องห่าว หยุดเลยน้องรัก”

“พวกแกนี่น่ารำคาญกันซะจริง” อู๋ซันเสิ่งขัดจังหวะบทสนทนาของพวกเราก่อนจะตอบคำถามที่ผมถามไปในตอนแรก

“ก็คงโล่งนั่นล่ะนะ เพราะทางนี้น่ะเป็นทางตัน” ชายวัยกลางคนว่าพลางใช้ไฟฉายชี้วนๆไปยังกำแพงเบื้องหน้า ผมกับนายอ้วนรีบไฟฉายส่องตาม ดูเหมือนว่าจะเป็นทางตันจริงๆด้วย ผมแอบเห็นอู๋ซันเสิ่งขมวดคิ้วขณะจ้องมองสัญลักษณ์บางอย่างบนกำแพงราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง ผมมองสัญลักษณ์นั้น มันต่างจากภาพฝาผนังที่ผ่านมาเพราะภาพที่ผ่านมาบอกเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ แต่ครั้งนี้ผมกลับไม่สามารถเดาอะไรจากภาพสัญลักษณ์นี้ได้เลย

“ถ้าอย่างนั้นเส้นทางไปต่อน่าจะเป็นอีกทางนึง” ผมพึมพำขณะที่เดินไปลูบๆภาพวาดสัญลักษณ์นั้นบนกำแพงตัน ผิวของมันสากๆและเย็นเยียบจนผมรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ขณะที่กำลังลูบอยู่นั้นจู่ๆนายอ้วนก็ร้องโวยวายขึ้นมา เขาส่องไฟฉายขึ้นไปบนเพดาน ผมกับอู๋ซันเสิ่งจึงทำตามบ้าง

ผมเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าบนเพดานมีศพแห้งๆถูกพันด้วยด้ายขาวๆห้อยอยู่เต็มไปหมด

“นี่มัน…บนฝาผนัง…” ภาพการบูชายัญที่ผมเคยอธิบายให้นายอ้วนฟังย้อนกลับมาในหัวอีกครั้ง นายอ้วนเองก็ดูเหมือนจะจำได้จึงหันมามองหน้าผม พวกเราสบตากันอย่างไม่เข้าใจก่อนจะพร้อมใจกันหันไปหาอู๋ซันเสิ่งอย่างพร้อมเพรียง

“รีบออกไปจากที่นี่เร็วเข้า ออกห่างจากไอ้กำแพงตันนี่” อู๋ซันเสิ่งที่ดูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่างเอ่ยเสียงเครียด พวกเรารีบเผ่นทันทีที่เขาพูดจบ ระหว่างที่กำลังวิ่งอยู่นั้นผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง เหมือนเสียงร้องของแมลง….

โครม!

“บ้าเอ๊ย!! ไม่ทันจนได้!!” ชายวัยกลางคนตวาดอย่างหัวเสีย

ผมกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอเมื่อหันไปมองตามเสียงร้อง ข้างหลังของพวกเราสามคนคือแมงมุมตัวใหญ่ยักษ์ท่าทางดุร้าย มันกระโดดลงมาบนพื้น พ่นใยเส้นหนาไปทั่ว

“วิ่ง!!!”

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกนแต่พวกเราสามคนรีบวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ฝ่ายเจ้าแมงมุมนั่นก็โหนใยตามอย่างไม่ยอมแพ้ ดูท่าว่าพวกเราคงหลงเข้ามาในห้องบูชายัญซะแล้ว

“เจ้าแมงมุมนี่มันออกจากห้องนี้ไม่ได้เพราะกำแพงนั่นน่าจะลงอะไรบางอย่างสะกดมันไว้ให้อยู่แต่ในห้องนี้ ถ้าพวกเราออกไปจนถึงทางแยกได้ก็จะรอด!!” อู๋ซันเสิ่งตะโกนบอกผมกับนายอ้วนขณะที่กำลังวิ่ง นายอ้วนตะโกนอะไรบางอย่างที่น่าจะเกี่ยวกับการเลิกบุหรี่ แมงมุมโหนใยใกล้เข้ามาแล้ว ผมรู้แล้วว่าไอ้เสาหินนี่มีประโยชน์ยังไง เอาไว้ให้แมงมุมโหนนี่เอง ที่ไม่จำเป็นต้องมีไหมีโอ่งดินเผาอะไรก็เพราะอย่างนี้นี่เอง

ชายวัยกลางคนคว้าปืนที่เหน็บอยู่ที่เอวแล้วเล็งไปที่แมงมุมเพื่อถ่วงเวลา ผมกับนายอ้วนจึงทำบ้าง นายอ้วนเล็งไปที่ขาของแมงมุมยักษ์ ส่วนผมตั้งสมาธิแล้วเล็งไปยังใยแมงมุม

อาจจะฟังดูเหลือเชื่อ แต่กระสุนของผมตัดใยแมงมุมขาดสะบั้นร่างครึ่งขวาของเจ้าสัตว์ประหลาดหล่นวูบกระแทกพื้นจังๆ

“ทำได้ไงวะน้องห่าวว”

“โชคดีน่ะครับ” ผมหอบแฮ่กๆขณะตอบนายอ้วนไป

“นั่น ทางออก!” อู๋ซันเสิ่งตะโกนเสียงดัง ผมเร่งฝีเท้าตามหลังทั้งสองคนไป ทว่า อะไรบางอย่างกลับพันข้อเท้าของผมไว้จนร่างของผมล้มกระแทกพื้น

“ไอ้หนูห่าว! / น้องห่าว!”

“อึก…!” ผมครางอย่างเจ็บปวดเมื่อใบหน้าที่สวมแว่นกระแทกพื้นเข้าอย่างจัง ร่างของผมถูกใยแมงมุมลากให้อยู่ห่างจากทางออกมากขึ้นเรื่อยๆ

“ไม่ต้องสนใจผม อาอู๋กับพี่หวังหนีไป!”

“ใครมันจะไปยอมเล่า!” นายอ้วนว่าพลางคว้าด้ามมีดพกเดินป่าแล้วพุ่งตามไปตัดใยที่ข้อเท้าผม อู๋ซันเสิ่งคว้าผมขึ้นพาดหลังแล้วรีบวิ่งโดยมีนายอ้วนวิ่งตาม

พวกเรามาถึงทางออกอย่างเฉียดฉิว อู๋ซันเสิ่งทิ้งผมลงบนพื้นแล้วนอนหอบหายใจเสียงดังข้างๆผม นายอ้วนนอนปากพะงาบๆอยู่ข้างๆ

“ขอบคุณครับ” ผมเอ่ยเบาๆ ถอดแว่นตาออกแล้วหลับตาลง ไว้ค่อยเขียนบันทึกตอนตื่นก็แล้วกัน

ว่าแล้วโลกทั้งใบของผมกลายเป็นสีดำไปในทันที

………

รวม Dàomù bǐjì [ Drabble ] (เฮยเสีย,หย่างเสีย,ฮัวเฮย)

Dàomù bǐjì [ Drabble ]

Hēi xiā zi x Wú Xié  (เฮยเสีย)

‘Fantasy’

…….

“นายน้อย คิดอะไรอยู่เหรอครับ”

“เรื่องคว่ำกรวยน่ะ ให้ตายสิ ชีวิตของคนในวงการนี้มันจะแฟนตาซีเกินไปแล้ว” ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ขณะเดียวกันก็ตรวจสมุดบัญชีของร้านไปด้วย เฮยเสียจื่อหัวเราะเบาๆกับท่าทีเหนื่อยหน่ายใจของผมก่อนจะถามคำถามด้วยน้ำเสียงสบายๆ

“ไม่ชอบเหรอครับ”

“ชอบชีวิตปกติธรรมดามากกว่า” เป็นคนธรรมดาๆน่ะดีที่สุดแล้ว ถึงแม้ว่าตัวผมจะชอบเข้าไปยุ่งกับปัญหาไม่ธรรมดาของคนอื่นก็เถอะ แต่เรื่องนั้นมันช่วยไม่ได้นี่นา…

“แต่ผมว่าเจออะไรแบบนั้นก็สนุกดีนะ” เฮยเสียจื่อดันแว่นขณะเดินสำรวจสินค้าในร้าน

“ชอบเรื่องแบบนี้จริงๆเลยนะนายเนี่ย” ผมว่าพลางพลิกหน้ากระดาษของสมุดบัญชีไปด้วยอย่างไม่ใส่ใจนัก คำตอบของนายบอดดำไม่ได้ต่างไปจากที่ผมเดาเท่าไหร่

“ผมชอบเรื่องแฟนตาซีก็จริง แต่ยังไงก็ชอบคุณมากที่สุดเลยล่ะครับ” จู่ๆเฮยเสียจื่อก็เดินเข้ามาใกล้ๆโต๊ะทำงาน ผมเงยหน้าขึ้นจากสมุดบัญชีหมายจะด่าพ่ออีกฝ่ายแต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากพูดอะไร เจ้าของแว่นกันแดดก็โน้มตัวลง ริมฝีปากของพวกเราประกบกันอย่างแผ่วเบา

ราวกับโลกหยุดหมุน…

เฮยเสียจื่อค่อยๆถอนริมฝีปากออก พูดอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมตัวแข็งทื่อ จากนั้นจึงส่งยิ้มอ่อนโยนให้ผมก่อนจะหันหลังเดินออกไปจากร้าน

ผมเหม่อมองแผ่นหลังของนายบอดดำ คำพูดของเฮยเสียจื่อเมื่อครู่ยังคงดังก้องอยู่ในหัว แทรกซึมไปถึงหัวใจจนทำให้ใบหน้าของผมร้อนผ่าว

คำพูดสั้นๆที่ถูกเอ่ยเอื้อนออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน…

คำว่ารัก

……

ความจริงอยากเล่นมุกนี้ค่ะ “ชอบอะไรแฟนตาซีก็จริง แต่จะชอบใจมากกว่านี้ถ้ามีเธอเป็นแฟน” (….) แต่หลังจากที่ใคร่ครวญอยู่ซักพักก็คิดว่ามันเสี่ยวไป พี่เฮยไม่อายเรานี่แหละจะอายแทนแงงง55555 ก็เลยกลายมาเป็นมุกซอฟต์ๆอย่างนี้แทนค่ะ


Dàomù bǐjì [ Drabble ]

Xiè ziyáng x Wú Xié (หย่างเสีย)

‘ความในใจของเหลาหย่าง’

……

“ไอ้หนุ่ม เอ็งรู้ใช่มั้ยว่าความรักน่ะมันไม่มีกฎอะไรตายตัวหรอก บางทีคนรักที่เอ็งตีกรอบเอาไว้ว่าต้องเป็นอย่างงั้นอย่างงี้เอาเข้าจริงๆเอ็งก็อาจจะไม่ชอบก็ได้”

ผมลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจหันไปมองใบหน้าของอีกฝ่าย พบว่าเจ้าของเสียงแหบพร่าที่ยืนอยู่ใกล้ๆกันนั้นเป็นชายชราที่เตี้ยกว่าผมหลายเซนติเมตร

ถ้าเป็นในสถานการณ์ปกติผมก็คงตอบกลับไปอย่างไม่คิดอะไร แต่เหตุการณ์คราวนี้มันไม่ปกติ จู่ๆก็มาทำความรู้จักกันครั้งแรกด้วยประโยคประหลาดๆในห้องน้ำชายของเรือนจำไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ๆ ถึงจะเป็นคนแก่แต่ก็ต้องระวังตัวเอาไว้ก่อน

ว่าแต่… ในสถานการณ์ที่เหนือคาดอย่างนี้ควรจะตอบกลับไปยังไงดีวะ แม่ง…

ในขณะที่ผมพยายามเค้นสมองที่ไม่ค่อยได้ใช้งานคิดหาคำตอบดีๆเพื่อตอบอีกฝ่ายกลับไป จู่ๆตาแก่ปริศนาคนนั้นก็เอ่ยต่อไปว่า

“บางทีเอ็งอาจจะไปรักคนที่ไม่สมควรจะรักก็ได้ นั่นล่ะคืออันตรายของความรักที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ และในเมื่อมันไม่มีกฎกติกาอะไร ก็ย่อมไม่มีใครสามารถอ้างตัวเป็นกรรมการตัดสินได้ว่าความรักของเอ็งมันเป็นเรื่องที่ถูกหรือผิด ควรทำหรือไม่ควรทำ”

“….” ผมละสายตาจากอีกฝ่ายแล้วหันไปให้ความสนใจกับโถปัสสาวะเบื้องหน้า ฟังตาแก่บ่นอะไรยืดยาวอยู่เงียบๆ ระหว่างนั้นก็ทำธุระส่วนตัวที่กำลังทำค้างอยู่ให้เสร็จ คนแก่ก็เป็นซะอย่างนี้ เดี๋ยวพอได้พูดจนพอใจแล้วก็หยุดบ่นไปเอง

“เพราะฉะนั้น หัวใจเอ็งสั่งให้ทำอะไรก็ยอมทำตามมันบ้างเถอะ ข้าบอกเอ็งได้เท่านี้ล่ะ ในเมื่อเอ็งไม่ได้เป็นเทวดา ก็อย่าฝืนทำตัวเป็นเทวดา”

ในที่สุดเสียงพูดของอีกฝ่ายก็หยุดลง พอตั้งใจจะหันไปพูดกับตาแก่ก็กลายเป็นว่าข้างกายผมกลับไม่มีแม้แต่ร่างของมนุษย์คนไหนปรากฏอยู่เลย คนแก่ไม่มีทางเดินออกจากห้องน้ำได้เร็วขนาดนี้โดยที่ผมไม่มีวันรู้ตัวแน่

อย่างนี้ก็คิดได้แค่อย่างเดียวสินะ….

เหอะๆ

โดนผีหลอกตั้งแต่เช้าเลยแฮะ แถมยังเป็นผีที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัวเสียด้วย

ชื่อของผมคือเซี่ยจื่อหยาง อีกไม่นานก็คงได้ออกจากเรือนจำ ออกไปเล่าเรื่องราวการผจญภัยอันเป็นสาเหตุให้ผมถูกขัง เล่ามันให้เพื่อนสนิทของผมฟัง

ออกไปหาเหล่าอู๋…

อีกแล้ว ความรู้สึกนี้อีกแล้ว…

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่พอนึกถึงชื่อของอีกคน ความรู้สึกคิดถึงมากมายมหาศาลนั้นล้นเอ่ออยู่ในใจ ความรู้สึกที่มากกว่าเพื่อน…

เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ นั่นล่ะคือชื่อของสถานะความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเขา…

อยากจะล้ำเส้นนั้นไปแต่ก็ทำไม่ได้ ทั้งๆที่อยากครอบครองทั้งเรือนร่างและหัวใจของอีกฝ่ายใจแทบขาด สิ่งที่หยุดยั้งความรู้สึกนั้นไว้ไม่ใช่คุณธรรมความดีในใจ แต่เป็นความกลัวในผลของการกระทำที่อาจจะเปลี่ยนสถานะความสัมพันธ์ไปอย่างสิ้นเชิง

ถ้าเกิดเข้าหน้ากันไม่ติดล่ะก็ แบบนั้นไม่ดีแน่ๆ….

ผมส่ายหน้าไปมา สูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่แล้วตั้งสติ จากนั้นจึงล้างมือพอเป็นพิธีแล้วสะบัดมือไปมาในขณะที่เดินออกจากห้องน้ำ ถึงแม้จะทำเป็นไม่สนใจฟัง แต่เสียงของชายแก่ยังคงดังก้องอยู่ในหัว

‘….ในเมื่อเอ็งไม่ได้เป็นเทวดา ก็อย่าฝืนทำตัวเป็นเทวดา’

เทวดาอะไรกันล่ะตาแก่ ผมน่ะไม่ใช่คนดีอะไรขนาดนั้น แล้วก็ไม่ใช่ว่ากำลังพยายามทำตัวเป็นคนดีด้วย

…แต่เป็นแค่คนขี้ขลาดที่สุดท้ายก็ต้องตกอยู่ในสภาพน่าสมเพชเหมือนกับพระรองนั่นล่ะ ไม่สิ ขนาดพระรองยังไม่แน่ว่าจะเป็นได้ด้วยซ้ำ คงเป็นได้แค่ตัวประกอบที่ทำได้แค่แอบชอบนางเอก ตัวประกอบแสนจืดจางที่ถูกใครต่อใครลืม

ทว่า แม้คนขี้ขลาดจะไม่มีวันได้ครอบครองหัวใจของคนที่ตัวเองรัก แต่อย่างน้อยก็ยังมีสิทธิ์ที่จะรัก ถึงแม้จะเป็นความรักแบบหลบๆซ่อนๆก็ตาม

ถึงผมจะโลภ แต่ความหวาดกลัวในใจนั้นมีอยู่มากกว่า มีเพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวที่ผมไม่กล้าบุ่มบ่ามทำอะไรบ้าระห่ำ มีเพียงเรื่องเดียวที่เปลี่ยนคนไม่กลัวตายกลายเป็นคนขี้ขลาด

คนขี้ขลาดที่ทำได้แค่แอบรักไปวันๆก็เท่านั้น…

#End

…..

ความจริงแล้วหย่างเสียเป็นคู่แรกที่จิ้นจริงจังตอนอ่านนิยายค่ะ คือชอบแนวๆเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว//// แต่ก็เขียนไม่ออกซะที พอลองตั้งใจเขียนดูจากฟิคก็กลายมาเป็นdrabbleค่ะ คือถ้าจะสั้นขนาดนี้(…) แถมยังไม่มีบทให้นายน้อยอีกต่างหาก มีแต่เหลาหย่างโผล่มาบ่น(ในใจ) ดูเวิ่นเว้อมากแงง55555


Dàomù bǐjì [ Drabble ]

Hēi xiā zi x Wú Xié (เฮยเสีย)

‘Love’

……

“ข้ายอมทำร้ายทุกคน แต่ไม่ยอมให้ใครทำร้ายข้า”

จู่ๆเฮยเสียจื่อก็เอ่ยออกมาอย่างนั้น ผมเลิกคิ้วทวนคำพูดของเขาอยู่ในใจ

“นั่นมัน…คำพูดของโจโฉสินะ”

“แล้วก็เป็นคติประจำใจผมด้วยครับ” คนสวมแว่นกันแดดยกถ้วยชาขึ้นจิบ ผมเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างร้านขายวัตถุโบราณของตน

“นายนี่เห็นแก่ตัวชะมัด”

“นั่นสินะ ผมก็ว่างั้น” นายบอดดำยอมรับอย่างง่ายดาย เขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะแล้วเริ่มรินชาจากกาเติมใส่ถ้วย

“แต่นั่นก็เป็นเรื่องของสมัยก่อนน่ะนะ เดี๋ยวนี้ผมไม่เชื่อโจโฉแล้วล่ะ”

“หมายความว่าไง?” ผมหันกลับมามองอีกฝ่าย เอ่ยปากถามสั้นๆแต่ได้ใจความครบถ้วน

“…….” เฮยเสียจื่อไม่ตอบ เขายักไหล่ก่อนจะยกชาขึ้นจิบอีกครั้ง ผมเองก็รินชาใส่ถ้วยแล้วเริ่มจิบบ้าง ชาดอกเก๊กฮวยขาวหังโจวยังคงรสชาติดีไม่มีเปลี่ยน

“ข้ายอมทำร้ายทุกคน แต่ไม่ยอมให้ใครทำร้ายคนรักของข้า” ในที่สุดเจ้าของแว่นกันแดดเอ่ยออกมาเบาๆ รอยยิ้มอ่อนโยนอย่างที่นานๆทีจะได้เห็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา

…ถึงแม้จะถูกบดบังด้วยแว่นกันแดดแต่ผมรู้สึกได้ว่าสายตาของเขาจ้องมาที่ผมโดยตรง…

คนรัก…

เหอะ…

“ก็ยังไปทำร้ายคนอื่นอยู่ดีใช่มั้ยล่ะครับ คุณจะคิดว่าผมเห็นแก่ตัวเหมือนเดิมก็ไม่ผิดหรอก”

“….”

“แต่ถ้าความเห็นแก่ตัวของผมมันปกป้องคุณได้ล่ะก็ ผมยอมเป็นคนเลวนะครับนายน้อย”

หลังจากที่ได้ฟังคำพูดของอีกฝ่าย ผมรู้สึกร้อนผ่าวบริเวณแก้มทั้งสองข้างอย่างไม่มีเหตุผล บางทีสาเหตุอาจจะเป็นเพราะไออุ่นจากน้ำชาที่ดื่มเข้าไปก็เป็นได้

“นายเนี่ยน้า..” ผมเบนสายตามองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง เฮยเสียจื่อหัวเราะกับท่าทีของผมจนผมแอบแช่งให้เขาสำลักน้ำชาหรือไม่ก็สำลักน้ำลายตัวเองก็ได้ อากาศเย็นสบายของหังโจวไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนผ่าวบนใบหน้าของผมได้เลยสักนิด

…อย่าทำให้ฉันรักนายมากไปกว่านี้สิ ไอ้เจ้าบ้านี่

#End

…….

นอนไม่หลับค่ะก็เลยเวิ่นอะไรนิดหน่อย คิดถึงพี่เฮยกับนายน้อยพอดี./////. ช่วงนี้มัวแต่ติดเกมก็เลยไม่ได้เวิ่นฟิคอะไรเลย(….) เลยถือว่าเป็นการวอร์มอัพก่อนปั่นฟิคไปในตัวค่ะแงงง55555 /เพิ่งเคยเขียนdrabbleเป็นครั้งแรกนี่แหละค่ะ ชอบเพราะว่ามันสั้นดี(…) ส่วนชื่อฟิคนี่…อืม คิดไม่ออก สุดท้ายแล้วจะอะไรยังไงเค้าก็รักกันนั่นแหละค่ะ เอาชื่อนี้แหละดีแล้ว—


Dàomù bǐjì [ Drabble ]

Xiè yǔ huā x Hēi xiā zi (ฮัวเฮย)

‘Rainbow’

………

“ดูเหมือนว่าฝนจะหยุดตกแล้วล่ะครับคุณชาย”

ผมถอดแว่นกันแดดคู่ใจออกก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าสีคราม เมื่อเมฆดำเปิดทางให้ดวงอาทิตย์กลับมาทำหน้าที่ท้องฟ้าและบรรยากาศโดยรอบทุ่งหญ้าเขียวขจีก็กลับมาสว่างสดใสเช่นเดิม

อีกครู่ใหญ่ๆเสื้อผ้าสีดำและร่างที่เปียกปอนของผมก็คงจะแห้งดี

“พอฝนหยุดตกแล้วแดดออกแบบนี้อีกหน่อยก็คงเห็นรุ้งกินน้ำสินะครับ”

“จะว่าไปรุ้งนี่ก็คล้ายๆกับสะพานเลยนะครับว่ามั้ย”

ผมยิ้มบางๆขณะเหม่อมองสายรุ้งเจ็ดสีจางๆที่เริ่มปรากฏอยู่บนฟ้า

“ถ้าสายรุ้งเป็นสะพานล่ะก็ พวกเราที่อยู่คนละฟากกันต้องขึ้นมาเจอกันกลางสะพานนะครับคุณชาย”

คุณชายไม่ตอบ ผมหัวเราะเบาๆให้กับความเงียบนั้นก่อนจะเอนหลังพิงกับแผ่นหินเย็นๆที่เปียกโชกไม่ต่างอะไรไปจากร่างของผม

“ถ้าคุณชายไม่มาล่ะก็ ซักวันนึง…ผมจะเป็นฝ่ายข้ามสะพานรุ้งไปหานะ”

ผมหลับตาลงช้าๆ รู้สึกได้ถึงหยดน้ำอุ่นๆที่ไหลอาบแก้ม ไอเย็นจากป้ายสุสานของคุณชายเซี่ยที่ส่งผ่านเข้ามาถึงตัวผมกระตุ้นให้ผมน้ำตาไหลจนหยุดไม่ได้ เจ็บปวดใจจนกลั้นสะอื้นต่อไปไม่ไหว

อีกครู่ใหญ่ๆแสงแดดคงทำให้เสื้อผ้าสีดำและร่างที่เปียกปอนของผมแห้งดีไร้ซึ่งหยดน้ำใดๆเกาะ

แต่น้ำตาของผม….เมื่อไหร่จะหยุดเสียที

#End

………

เห็นหัวข้อเดย์ลี่ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วก็นึกอะไรเวิ่นเว้อได้ พี่เฮยกับคุณชายไม่โกรธเก๊านะเตงงง (….) เก๊าแค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศแง้งงงฟฟฟฟฟ

Dàomù bǐjì FanFiction [ เซี่ยอวี่ฮัว x เฮยเสียจื่อ ] ‘Cloud’

Dàomù bǐjì FanFiction

Xiè yǔ huā x Hēi xiā zi (ฮัวเฮย)

‘Cloud’

……

ผมสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอดแทนนิโคตินที่เคยสูดเป็นประจำขณะที่เหม่อมองกลุ่มเมฆสีขาวเหล่านั้นโดยไร้ซึ่งแว่นกันแดดคู่ใจ กลิ่นของพื้นหญ้าใต้ร่างโชยแตะจมูก สายลมและแสงแดดอ่อนๆที่ไม่ได้พบเจอได้บ่อยชวนให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก

ชื่อของผมคือเฮยเสียจื่อ มีอาชีพเป็นโจรขุดสุสานที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงโด่งดังพอควร ด้วยความที่อาชีพของผมต้องคลุกคลีอยู่กับความมืด ผีดิบ และอันตรายต่างๆมากมาย โอกาสที่จะได้นอนเล่นมองท้องฟ้าสีครามเป็นวันๆจึงหาได้ยากเป็นอย่างยิ่ง

โบราณท่านว่าไว้ เมื่อมีโอกาสต้องรีบคว้าไว้ ผมจึงอุทิศวันหยุดของผมหนึ่งวันให้กับท้องฟ้าที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้เห็น ถึงกับยอมถอดแว่นกันแดดสุดรักสุดหวงออกเพื่อให้ได้มองเห็นความสวยงามสดใสนั้นอย่างชัดเจน โจรขุดสุสานบางคนจะมีบางเวลาที่มีความสุขกับการจ้องมองท้องฟ้าเงียบๆ สูดอากาศสดชื่นที่ไม่ค่อยได้เจอ ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับก้อนเมฆ แน่นอนผมเองก็เช่นกัน

“ได้ยินมาว่าพวกชอบมองท้องฟ้ามักเป็นพวกขี้เหงา”

ผมสะดุ้งเล็กน้อย หลังจากนั้นจึงรีบตั้งสติควานหาแว่นกันแดดคู่ใจ ทว่า มือเรียวบางของผู้มาใหม่นั้นว่องไวกว่า เขาก้มลงหยิบแว่นกันแดดได้ก่อนในขณะที่ผมคว้าได้แต่อากาศเท่านั้น

“ไปจำมาจากไหนล่ะครับนั่น คุณชาย”

เซี่ยอวี่ฮัวไม่ตอบ เขานั่งลงข้างๆผมที่กำลังนอนเอกเขนกเอาแขนรองหนุนแทนหมอน ผมเหลือบมองคุณชายเชิ้ตชมพูเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปให้ความสนใจกับท้องฟ้าเบื้องบนต่อ

“เมฆก้อนนั้นเหมือนแมวเลยนะครับ” ผมชวนอีกฝ่ายคุยด้วยน้ำเสียงสบายๆ

คุณชายฮัวเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหยุดเล่นแว่นกันแดดในมือ เขามองผมด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“ไม่ยักกะรู้ว่าคนอย่างนายจะชอบดูเมฆดูท้องฟ้า”

“ตอนเด็กๆผมไม่มีครอบครัว ไม่มีเพื่อน แล้วก็ไม่มีเงิน เวลาว่างๆก็เลยชอบนอนมองท้องฟ้าอย่างนี้อยู่คนเดียวจนติดเป็นนิสัย” ผมยิ้มน้อยๆขณะมองเมฆแมวก้อนนั้นก่อนจะเอ่ยต่อไป

“มันทำให้รู้สึกสบายใจน่ะครับ”

“ก้อนเมฆมองแล้วสบายใจ แต่นายมองแล้วเร้าใจ”

“…….” พอได้ยินคำพูดของเขาหัวสมองของผมก็ว่างเปล่าไปชั่วครู่ ทันทีที่ดึงสติกลับมาได้ผมก็ตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องคุยทันที

“เมฆก้อนนั้นเหมือนขนมปังเลย น่าอร่อยนะ”

“นายอร่อยกว่า” คุณชายตอบกลับมาสั้นๆแต่ทำเอาผมต่อบทสนทนาไม่ถูก

“ไม่โยงเข้าเรื่องพวกนี้ซักวันหุ้นคุณจะตกเหรอครับ…” ผมยิ้มแหย ทั้งๆที่ตั้งใจจะมาพักผ่อนทำจิตใจให้สงบแต่ทำไมถึงกลายเป็นว่าจิตใจของผมถึงได้ว้าวุ่นกว่าเดิมอีกล่ะเนี่ย คุณชายพูดเกริ่นนำมาแบบนี้จะมีอะไรตามมาเหมือนทุกทีมั้ยนะ ผมรักวันหยุดยาวก็จริง แต่ผมไม่อยากได้วันหยุดเพิ่มนะ…

จู่ๆผมก็คิดถึงผีดิบขึ้นมากะทันหัน ที่เค้าว่ากันว่าคนน่ากลัวกว่าผีนี่คงเป็นเรื่องจริง โดยเฉพาะคนอย่างคุณชายฮัว…

“ฉันก็แค่คุยกับนายเฉยๆเองนะ” คุณชายตอบพร้อมรอยยิ้มงดงาม รอยยิ้มที่ล่อลวงให้ผมตกหลุมกับดักที่ลึกจนไม่สามารถปีนขึ้นมาได้

หลุมรัก…

“ยังไงก็เถอะ คำพูดเมื่อกี๊ผมถือว่าเป็นการคุกคามทางเพศครับ” ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องคุยอีกรอบ

“ว่าแต่คุณชายไม่ลองจินตนาการก้อนเมฆพวกนี้ดูล่ะครับ สนุกนะ”

“อืม…” คุณชายพยักหน้าก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้า ผมลอบยิ้มที่เห็นอีกคนทำตามอย่างว่าง่าย เซี่ยอวี่ฮัวถึงจะเป็นคนร้ายกาจแต่ก็ยังมีมุมที่น่ารักอยู่เหมือนกัน

“ว่าไงครับ มีอะไรลอยอยู่บนฟ้าบ้าง”

“ฉันว่าฉันเห็นอู๋เสีย” คุณชายพึมพำเบาๆ ผมคิ้วกระตุกเล็กน้อย ทั้งๆที่วันนี้อากาศดีแต่ผมกลับรู้สึกหงุดหงิดอย่างน่าประหลาด

“ก้อนไหนครับ” ผมถามด้วยน้ำเสียงขี้เล่นเช่นเคยตรงกันข้ามกับความรู้สึกที่แท้จริง คุณชายชี้นิ้วเรียวไปยังก้อนเมฆก้อนก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง ผมเพ่งอยู่สองนานแต่ก็ยังดูไม่ออกว่าเหมือนนายน้อยสามตรงไหน บางทีพลังจินตนาการของคุณชายก็ช่างยากเกินความเข้าใจ

“เหมือนใช่มั้ยล่ะ”

“ขอโทษทีเถอะครับคุณชาย ผมยังมองไม่เห็นความเหมือนนั่นเลยครับ… ไม่ทราบว่าเหมือนายน้อยตรงไหน…”

“พุง”

ทันทีที่คุณชายเฉลยคำตอบผมก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ คอยดูเถอะผมจะฟ้องนายน้อย ถึงจะมั่นใจว่ายังไงเขาก็คงแก้แค้นอะไรได้ไม่มากหรอก อาจจะแค่ด่าพ่อคุณชาย แต่หน้าหนาอย่างคุณชายคงไม่สะทกสะท้านอะไรล่ะมั้ง

คุณชายมองผมที่นอนตัวงอกุมท้องหัวเราะจนน้ำตาไหลแล้วยิ้มบางๆ เขารอจนผมเงียบแล้วจึงเริ่มพูด

“เมื่อกี๊ตอนที่ถามว่าก้อนไหนน่ะ นายหึงฉันใช่มั้ยเฮยเสียจื่อ”

ผมสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะปฏิเสธไปอย่างแนบเนียน “ใช่ซะที่ไหนล่ะครับ นี่คุณชายมองผมเป็นคนยังไงเนี่ย ผมใจกว้างพอน่า”

“หึงจริงๆด้วย”

“เดี๋ยวครับ อะไรที่ทำให้คุณเข้าใจผิดไปอย่างนั้นไม่ทราบครับ”

จู่ๆคุณชายก็จับมือผม ผมเหลือบตามองไปทางอื่นทำเป็นไม่สนใจ เจ้าของนัยน์ตาสีสวยขยับเข้ามานั่งใกล้ผมกว่าเดิม

“เฮยเสียจื่อ ความจริงแล้วฉันไม่เคยเห็นนายอยู่ในสายตาเลย”

ผมถลึงตามองคุณชาย นี่มันวิธีการง้ออะไรของคุณ ถึงแม้จะอยากถามออกไปอย่างนั้นแต่พอหันไปเห็นสีหน้าจริงจังของอีกคนผมก็รู้สึกเจ็บหน่วงๆในอก

แว่นกันแดด แว่นกันแดดของผมอยู่ไหน

จะให้เผลอแสดงความรู้สึกเจ็บปวดให้เขาเห็นไม่ได้

จะให้เห็นความอ่อนแอของผมไม่ได้

ผมเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง ตั้งใจจะแย่งแว่นกันแดดมาจากคุณชายแต่เขาไวกว่า คุณชายโยนแว่นกันแดดของผมไปอีกทาง ฉวยโอกาสที่ผมไม่ทันระวังตัวผลักผมลงบนพื้นหญ้าอีกครั้ง

“นายไม่เคยอยู่ในสายตาของฉัน”

“เพราะนายอยู่ในใจฉัน”

“……..”

เฮยเสียจื่อชอบมองท้องฟ้า ทุกครั้งที่มองก็จะรู้สึกสบายใจจนต้องยิ้มออกมา

เพราะว่าชอบ ผมจึงยิ้ม

ผมมองใบหน้างดงามของคุณชายฮัว ถึงแม้จะเป็นคนที่อันตราย(ต่อบั้นท้ายของผม) แต่ถึงอย่างนั้น ในขณะที่เราสบตากัน…

….ผมยิ้ม

ยิ้มกว้างอย่างมีความสุข

…….

อรั่กกก จบแบบหาทางลงไม่ได้ ความจริงตั้งใจจะให้เป็นแดรบเบิลแต่รู้สึกว่าช่วงนี้มัวแต่ติดเกมจนไม่ค่อยเขียนฟิค ก็เลยพยายามยืดให้มันยาวค่ะ(….) ช่วงนี้ขุดการ์ตูนตบมุกขึ้นมาอ่านก็เลยอยากเห็นพี่เฮยตบมุกบ้าง พอมาย้อนอ่านก็รู้สึกถึงความไม่ได้เรื่องโชยออกมาเลยค่ะ ||||Orz มันเขียนไม่ออกเลยต้องตัดอะไรในหัวออกไปเยอะเหมือนกัน;-;สั้นกว่าที่คิดเยอะเลย ยังไงก็ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ:)