Dàomù bǐjì AU FanFiction [ เซี่ยอวี่ฮัว x เฮยเสียจื่อ ] ‘Family’

Dàomù bǐjì AU FanFiction

Xiè yǔ huā x Hēi xiā zi (ฮัวเฮย)

‘Family’

…….

‘ผมไม่มีครอบครัวหรอก’
ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผมพูดประโยคนี้ออกไป พอรู้สึกตัวก็แทบจะกัดลิ้นตัวเองให้ขาดที่เผลอพูดอะไรไม่สมกับเป็นผมออกไปอย่างนั้น ทว่า ชายวัยกลางคนกลับทำเพียงแค่ยิ้มอ่อนโยน เขาเอื้อมมือมาลูบหัวผมที่นั่งสูบบุหรี่อยู่ข้างๆอย่างเบามือ

อุ่นจัง…

แค่ถูกลูบหัวแล้วก็ถูกมองด้วยสายตาอ่อนโยนนั่น ผมก็รู้สึกอบอุ่นในใจอย่างน่าประหลาด

‘ถ้าอย่างนั้นมาเป็นลูกชายลุงไหมล่ะ?’

……..

“…จื่อ”

“…เสียจื่อ”

“พี่เสียจื่อ!”

“หือ..”

ผมที่กำลังนั่งเหม่อมองหน้าต่างคิดถึงเรื่องในอดีตเมื่อสิบปีที่แล้วสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองตามเสียงเรียกของน้องชายบุญธรรมที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ระหว่างเราสองคนมีโต๊ะไม้ขนาดเล็กกั้นกลาง น้ำชาที่เคยมีไอร้อนสีขาวจางๆลอยออกมาเหนือถ้วยกระเบื้องบัดนี้ไม่หลงเหลือสิ่งที่เรียกว่าความร้อนอีกต่อไป

ชื่อของผมคือเฮยเสียจื่อ ในอดีตเป็นโจรขุดสุสานเร่ร่อนที่ใช้ชีวิตอย่างโลดโผนไปวันๆ ปัจจุบันตอนนี้ก็ยังมีอาชีพเป็นโจรขุดสุสานอยู่ แต่ที่ต่างออกไปก็คือผมมีครอบครัวแล้ว…

ไม่ใช่ว่าผมแต่งงานหรือว่าอะไร แต่ผมหมายความว่าผมมีครอบครัวที่ไม่น่าจะมีได้ ผมมีพ่อ มีอาสองคน แล้วก็มีน้องชาย

เรื่องนี้มันเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว สมัยที่ผมยังมีอายุเพียงแค่ยี่สิบปี เป็นช่วงที่เพิ่งลงสุสานได้แค่ปีสองปี ขณะที่กำลังเดินอยู่ในเมืองแห่งหนึ่งหลังจากที่ปล่อยของเสร็จก็ไปเจอชายวัยกลางคนถูกวัยรุ่นติดยารุมทำร้าย

ท่าทางที่ดูทรมานของชายคนนั้นชวนให้นึกถึงตัวตนของผมในสมัยเด็ก เฮยเสียจื่อ ไอ้เด็กกำพร้าโสโครกที่ถูกรุมซ้อมราวกับไม่ใช่มนุษย์ ผมกัดฟันกรอด พอรู้ตัวอีกที ผมก็วิ่งเข้าไปจัดการเจ้าพวกนั้นเสียแล้ว อันธพาลพวกนั้นวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง ผมที่ฝืนร่างกายอยู่นานพอควรล้มตัวนอนแผ่ลงบนพื้นปูน ความเจ็บปวดของบาดแผลที่ได้รับมาระหว่างการต่อสู้ทำให้ผมลืมตาได้อย่างยากลำบาก แว่นกันแดดสีดำคู่ใจวางอยู่ไม่ไกลนัก ผมเอื้อมมือสุดแขนหมายจะหยิบมันขึ้นมาแต่ก็เอื้อมไม่ถึง สายฝนที่จู่ๆก็โปรยปรายลงมาอย่างไม่มีบอกกล่าวทำให้ผมเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์นัก

ผมยังคงเอื้อมมือจะคว้าแว่นกันแดดคู่ใจ ทว่า สิ่งที่ผมคว้าได้กลับเป็นมืออุ่นๆหนาๆของชายวัยกลางคน เขาค่อยๆประคองผมขึ้นมา สุดท้ายทั้งผมและเขาที่บาดเจ็บพอๆกันก็นั่งอยู่บนขอบฟุตปาธสกปรกด้วยกัน อาศัยชายคาที่ยื่นออกมาเล็กน้อยของตึกร้างแห่งหนึ่งหลบฝนที่ไม่มีทีท่าว่าจะซาลงเลยแม้แต่น้อย

‘ขอบคุณนะพ่อหนุ่ม แล้วก็ขอโทษด้วยนะ เพราะฉันแท้ๆเธอถึงได้พลอยเจ็บตัวไปด้วย’ เขาเอ่ยยิ้มๆ ผมส่ายหน้าให้เขาเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร หยิบแว่นกันแดดคู่ใจขึ้นมาสวมแล้วเหม่อมองสายฝนที่กำลังชะล้างคราบเลือดเล็กๆหลายจุดบนพื้นถนนสีมอซอ

ผมคว้าซองบุหรี่ราคาถูกขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อหนังสีดำ โชคดีที่มันยังไม่เปียกมาก หยิบไฟแช็กขึ้นมา คาบบุหรี่ไว้ในปากแล้วจุดไฟ ควันบุหรี่สีขาวขุ่นลอยออกมาจากปลายบุหรี่ที่กำลังลุกไหม้

ท่ามกลางความเงียบ ชายวัยกลางคนเริ่มชวนผมคุย น่าประหลาด ทั้งที่ไม่มีแรงจะทำอะไรทั้งนั้นแต่ก็ยังชวนผมคุย สู้เก็บแรงไว้เดินไปแจ้งความไม่ดีกว่าหรือไงนะ

‘พ่อหนุ่ม เธอชื่ออะไรหรือ’

‘เฮยเสียจื่อ’ ที่น่าประหลาดใจกว่านั้นก็คือผมดันบ้าจี้ไปคุยกับเขาเสียอย่างนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่การตอบออกไปสั้นๆก็ตามที

‘บ้านเธออยู่แถวนี้ใช่ไหม เดี๋ยวพอฝนหยุดตกแล้วฉันจะไปส่งนะ แล้วก็จะไปขอบคุณครอบครัวของเธอด้วย’

‘ผมไม่มีครอบครัวหรอก’

ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผมพูดประโยคนี้ออกไป พอรู้สึกตัวก็แทบจะกัดลิ้นตัวเองให้ขาดที่เผลอพูดอะไรไม่สมกับเป็นผมออกไปอย่างนั้น ทว่า ชายวัยกลางคนกลับทำเพียงแค่ยิ้มอ่อนโยน เขาเอื้อมมือมาลูบหัวผมที่นั่งสูบบุหรี่อยู่ข้างๆอย่างเบามือ

อุ่นจัง…

แค่ถูกลูบหัวแล้วก็ถูกมองด้วยสายตาอ่อนโยนนั่น ผมก็รู้สึกอบอุ่นในใจอย่างน่าประหลาด

‘ถ้าอย่างนั้นมาเป็นลูกชายฉันไหมล่ะ?’

ผมสำลักควันบุหรี่ไอโขลกออกมาอย่างน่าอาย บุหรี่ในปากร่วงหล่นลงพื้นแต่ผมไม่สนใจมัน ชายวัยกลางคนลูบหลังผมอย่างทำอะไรไม่ถูก เขาละล่ำละลักเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

‘เสียจื่อ เป็นอะไรหรือเปล่าลูก’

‘ด เดี๋ยวสิ ผมยังไม่ได้ยอมรับลุงเป็นพ่อเลยนะ!’

‘วันหลังอย่าสูบบุหรี่นะเสียจื่อ มันไม่ดีต่อสุขภาพ’ ชายวัยกลางคนดึงผมเข้ามากอด น่าแปลก ถึงแม้ว่าตัวผมในตอนนี้จะสะบักสะบอมด้วยฤทธิ์บาดแผล แต่กลับสู้แรงของชายวัยกลางคนคนนี้ไม่ได้

ไม่สิ….น่าจะเรียกว่าตัวผมนั้นหมดแรงไปในทันทีเมื่อได้รับสัมผัสอบอุ่นนั้น

บ้าชะมัด…

“บ้าชะมัด….”

“คราวนี้อะไรของพี่อีกล่ะ พี่เสียจื่อ” อู๋เสีย น้องชายบุญธรรมของผมทำหน้าไม่พอใจ ผมที่จมไปกับเรื่องเก่าๆในอดีตอีกครั้งส่งยิ้มแห้งๆให้เขา

“ขอโทษที เมื่อกี๊เผลอคิดอะไรเพลินๆอีกแล้วน่ะ จะว่าไปเสี่ยวเสียทำท่าเหมือนมีเรื่องอยากจะพูดนะ มีอะไรก็ว่ามาสิ”

“ก็พี่ไม่ฟัง…..”

ผมยิ้มแหยๆก่อนจะยกชาที่เคยร้อนขึ้นจิบแก้เก้อ ระหว่างนั้นน้องชายบุญธรรมผู้เป็นเจ้าของร้านวัตถุโบราณแห่งนี้ก็เริ่มเอ่ยปากเล่า

“เสี่ยวฮัวเอาอีกแล้ว…”

“……” ผมบีบถ้วยกระเบื้องในมือแรงขึ้นเล็กน้อย คุณชายบ้านสกุลเซี่ยนั่นเอาอีกแล้ว! มาจีบน้องชายผมได้ไง ถึงจะเป็นน้องชายบุญธรรมก็เถอะ

เฮยเสียจื่อคนนี้เป็นโจรจุดสุสาน เป็นลูกที่ถึงแม้จะแสดงออกอย่างเย็นชาแต่ก็เชื่องกับเตี่ย เป็นลูกน้องลับๆที่พึ่งพาได้ของอาสาม เป็นหลานที่อยู่ในกรอบเมื่ออยู่ในสายตาของอารอง แล้วก็เป็นพี่ชายที่หวงน้องชายมากกว่าชีวิตของตัวเอง

น้องชายข้าใครอย่าแตะ!

และนั่นคือคติประจำใจของผม

ถึงแม้ผมจะปฏิเสธที่จะใช้นามสกุลของตระกูลอู๋ แต่ผมคิดว่าพวกเขาเป็นครอบครัวของผมจริงๆ ครอบครัวที่ผมรักและเคารพมากที่สุด โดยเฉพาะน้องชายบุญธรรมของผมที่ผมสาบานกับตัวเองว่าต่อให้ตายก็ต้องปกป้องเขาให้ได้

“วางใจเถอะเสี่ยวเสีย เดี๋ยวพี่จะจัดการหมอนั่นให้เอง” ผมตบบ่าน้องชายที่รักก่อนจะยิ้มบางๆ ไม่ว่าจะเจอเรื่องหนักหนาแค่ไหนผมก็ควบคุมอารมณ์ของตนแล้วยิ้มเย้ยหยันมันได้เสมอ แต่ถ้าเป็นเรื่องของเสี่ยวเสีย ผมกลับควบคุมอารมณ์ไว้ไม่ได้เลย คำสัญญาที่ผมให้ไว้กับปู่บุญธรรมก่อนตายยังคงดังก้องอยู่ในหัว

‘ผมสัญญาว่าจะปกป้องและดูแลเสี่ยวเสียให้ดีที่สุด’

หลังจากที่พูดคุยกับน้องชายเสร็จผมก็มุ่งหน้าไปยังโรงแรมที่คุณชายเซี่ยพักทันที ทั้งๆที่กะว่าจะกลับมาพักผ่อนใช้เวลาเล่นกับเสี่ยวเสียให้เต็มที่แท้ๆแต่กลับมีเรื่องหงุดหงิดน่ารำคาญใจเกิดขึ้นเสียได้ แถมยังเกิดขึ้นทุกครั้งที่ผมแวะมาหังโจวเสียด้วย

“สวัสดี เฮยเสียจื่อ น่าแปลกใจนะที่นายมาหาฉันในเวลาแบบนี้” คุณชายเซี่ยเปิดประตูออกมาต้อนรับผมหลังจากที่ผมกดกริ่งเรียกแล้วบอกชื่อไป ใบหน้าอันงดงามของคุณชายระงับอารมณ์โกรธของผมได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ย้ำว่าเล็กน้อยจริงๆ

“สวัสดีครับคุณชาย ต้องขอโทษที่มารบกวนคุณในเวลาใกล้ค่ำอย่างนี้” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่ในใจนั้นเดือดปุดๆ

“คงจะเป็นเรื่องของน้องชายอีกล่ะสิ” ร่างบางเอ่ยด้วยรอยยิ้มงดงาม มือนุ่มวางลงบนบ่าของผมอย่างแผ่วเบา

“ยังไงก็เข้ามาคุยกันข้างในเถอะ”

“……” ผมพยักหน้าเงียบๆ ปิดประตูแล้วเดินตามหลังอีกฝ่ายเข้าไปในห้อง กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้ประสาทสัมผัสที่ตึงเครียดของผมผ่อนคลายลง ผมถือวิสาสะหย่อนตัวลงบนโซฟาสีแดง เผชิญหน้ากับคุณชายที่นั่งลงทีหลังพร้อมกับน้ำที่น่าจะเป็นเก๊กฮวย ผมหยิบแก้วขึ้นมาดมกลิ่น เก๊กฮวยขาวหังโจวอย่างที่คิดจริงๆด้วย…

“เอาล่ะครับคุณชาย ผมว่าผมบอกคุณไปหลายครั้งแล้วนะครับว่าคุณไม่ควรยุ่งวุ่นวายกับน้องชายผมมากเกินไป” ผมพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ จิบน้ำเก๊กฮวยที่อีกฝ่ายเอามาเสิร์ฟโดยที่ไม่รอคำเชิญใดๆทั้งสิ้น

“เฮยเสียจื่อ ถ้าสมมติว่านายชอบคนคนหนึ่งอยู่นายจะยอมแอบชอบเขาอยู่ฝ่ายเดียวหรือไง นายก็ต้องทำอะไรบ้าง ถูกไหม”

“นั่นมันก็ใช่ แต่ว่าผมไม่ยอมหรอกนะครับ คุณจะทำแบบนั้นกับใครก็ได้ที่ไม่ใช่เสี่ยวเสีย”

“ถ้าอย่างนั้น….” คุณชายเซี่ยยักยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ผม มือเรียวช้อนคางผมขึ้นมาแล้วเอ่ยเบาๆ

“ถ้าเป็นนายก็ได้ใช่ไหม”

“………” ผมใบ้กินไปครู่ใหญ่ คุณชายเซี่ยหัวเราะเบาๆก่อนจะนั่งลงบนโซฟาตามเดิม มองผมที่กำลังสรรหาคำพูดตอบโต้กลับไปอย่างยากลำบาก

บ้าชะมัด ปกติผมเป็นฝ่ายแหย่คนอื่นอยู่เสมอโดยเฉพาะเสี่ยวเสีย แต่พอเป็นฝ่ายถูกแหย่บ้างกลับได้แต่นิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูก

“ขี้เล่นเหมือนกันนะครับคุณชาย” ผมกระแอมเรียกความมั่นใจเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไป ให้ตายสิ ร้ายกาจจริงๆเลยนะคนคนนี้เนี่ย…

“ฉันเห็นนายชอบแหย่เสี่ยวเสียก็เลยลองทำดูบ้าง สนุกดีเหมือนกันแฮะ แกล้งนายแล้วสนุกกว่าจริงๆนั่นแหละ”

มุมปากของผมกระตุกเล็กน้อยเมื่อได้ฟังถ้อยคำของอีกฝ่าย แล้วทำไมจู่ๆผมถึงกลายเป็นเป้าหมายแทนน้องชายไปแล้วล่ะ….

“นี่คุณไม่ได้รักน้องชายผมจริงๆใช่ไหม ถ้างั้นก็คุยกันง่ายหน่อย ในเมื่อคุณไม่ได้รักเขา—-”

“อืม ฉันรักพี่ชายของเขาน่ะ ก็เลยแกล้งน้องเพื่อให้พี่สนใจ”

“ห๊ะ…………”

จู่ๆก็พูดอะไรของคุณออกมาน่ะ….

“แย่จัง เผลอพูดออกไปซะแล้ว” คุณชายเซี่ยเอามือปิดปากแล้วเอียงคออย่างไร้เดียงสา แต่ผมกำลังช็อกเลยไม่ได้รู้สึกอะไรกับความน่ารักของอีกฝ่าย

“ก็อย่างที่พูดไปน่ะนะเฮยเสียจื่อ ฉันรักนายก็เลยร่วมมือกับเสี่ยวเสียวางแผนนี้ขึ้นมา เพื่อจะได้เจอหน้านายบ่อยๆ ความจริงแผนการอ้อมค้อมนี้เป็นความคิดของน้องชายนายนั่นแหละ”

ว…ว่าไงนะ?!!!

ผมนึกถึงใบหน้าของน้องบุญธรรมแล้วรู้สึกรวดร้าวไปทั้งใจ เสี่ยวเสีย ทำไมถึงหลอกพี่ชายคนนี้ได้ลงคอ….

“แต่ฉันจะไม่อ้อมค้อมอีกต่อไปแล้ว เฮยเสียจื่อ” คุณชายลุกขึ้นมาจากโซฟา ร่างบางเดินเข้ามาใกล้ผมที่นั่งพิงเบาะนุ่มอย่างหมดแรง เขาโน้มหน้าลงแล้วกระซิบข้างๆหูผมเบาๆ

“จากนี้ไปทนการรุกจีบของฉันให้ดีก็แล้วกัน”

“เดี๋ยวสิครับ คุณคิดจะเป็นภรรยาของผมจริงๆหรือไง คิดผิดคิดใหม่ได้นะคุณชาย ถึงจะเป็นลูกบุญธรรมของสกุลอู๋แต่ผมไม่เหมาะกับคุณหรอกนะ” ผมเค้นเรี่ยวแรงทั้งหมดตอบกลับไป จิตใจของผมกำลังห่อเหี่ยวที่ถูกน้องชายแสนรักหลอก ถึงจะไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแต่แค่เสี่ยวเสียชูนิ้วกลางใส่ผมก็แทบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่แล้ว

หัวใจของพี่จ๋ามันเปราะบางนะ…

“นายสิภรรยา เอาเถอะ พูดไปตอนนี้นายก็น่าจะยังไม่เข้าใจ ต่อไปเดี๋ยวก็รู้เองล่ะนะ” คุณชายยิ้มหวานหยดย้อยแต่ผมรู้สึกได้ถึงอันตรายบางอย่างที่แอบแฝงอยู่ในรอยยิ้มนั้น

แต่เอาเถอะ ถ้าเป้าหมายไม่ใช่เสี่ยวเสียก็ถือว่าเป็นเรื่องดีล่ะมั้ง…

ผมจิบน้ำเก๊กฮวยในแก้วเพื่อระงับความแห้งผากในลำคอ คุณชายเซี่ยมองหน้าผมแล้วยิ้มบางๆ ผมรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าจึงเบนสายตามองไปทางอื่น

ถึงจะแปลกใจที่จู่ๆคนที่เขาตั้งใจจะจีบดันกลายเป็นผมไปเสียได้ แต่ก็ช่างมันเถอะ

“ฉันจะเป็นสามีนายให้ดู”

ผมนึกถึงร่างบอบบางของเขาแล้วหลุดหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้

ก็ขอให้ทำได้อย่างที่ปากพูดละกันครับ

……..

‘ขอโทษนะครับคุณหนู แต่ผมคงปล่อยให้คุณกอดน้องชายผมไม่ได้หรอกนะครับ ถึงคุณจะเป็นสาวสวยก็เถอะ’

มุมปากของผมกระตุกเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ผมเงยหน้ามองเจ้าของแว่นกันแดดแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

‘ฉันเป็นผู้ชาย…’

ผมเหมือนได้ยินเสียงแว่นร้าวจากอีกฝ่าย อู๋เสีย ญาติห่างๆของผมที่เป็นคนต้นเรื่องเดินหลบเข้าไปในบ้านพัก ปล่อยให้ผมยืนเผชิญหน้ากับชายแปลกหน้าเพียงลำพัง

‘ถ้าอย่างนั้นยิ่งให้เข้าใกล้เสี่ยวเสียไม่ได้เด็ดขาด’ อีกฝ่ายพึมพำออกมาเบาๆแต่ผมไม่สนใจคำพูดนั้น ถ้าจำไม่ผิดญาติของผมเขาเป็นลูกคนเดียวไม่ใช่หรือไงแล้วนี่งอกมาจากไหนอีกคนละเนี่ย หรือว่าเป็นลูกเมียเก่า?

ผมนึกถึงละครน้ำเน่าช่วงเย็นแล้วพยักหน้าหงึกหงัก ทว่า อีกฝ่ายที่ดูเหมือนว่าจะเดาความคิดของผมออกเลยรีบอธิบายทั้งๆที่ผมยังไม่ได้ถาม

‘ผมเป็นพี่ชายบุญธรรมของเสี่ยวเสีย’

อ้อ…

ผมพยักหน้าอีกครั้ง และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เจอกับพี่ชายที่หวงน้องได้น่าหมั่นมากที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จักมา

ชื่อของหมอนั่นคือเฮยเสียจื่อ ทุกครั้งที่ผมมาเยี่ยมอู๋เสียที่หังโจวเขาก็จะเสนอหน้าเข้ามาแทรกกลางระหว่างบทสนทนาของพวกเราทุกครั้งจนผมหงุดหงิด ทว่า จากที่ตอนแรกก็แค่ไม่อยากใส่ใจเจ้าคนไม่รู้หัวนอนปลายเท้าคนนี้ ไปๆมาๆผมกลับรู้สึกว่า สีหน้าร้อนใจที่ปิดไม่มิดของเขานั้น…น่ารักดี

ปกติแล้วเฮยเสียจื่อเป็นคนที่สวมหน้ากากปิดบังความรู้สึกได้อย่างแนบเนียนจนผมเห็นแล้วรู้สึกนับถือในระดับหนึ่ง ทว่า ความร้อนรนที่พยายามซุกซ่อนนั้นกลับเผยให้เห็นว่า ความจริงแล้วเขาไม่ใช่คนแข็งแกร่งอย่างที่พยายามแสดงออกให้คนอื่นเห็นเลยแม้แต่น้อย

อยากเห็นอีกด้านหนึ่งของนายจังเลยนะ…

และด้วยความอยากรู้อยากเห็นในตอนนั้น ผมไม่รู้ตัวเลยว่าระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาหัวใจของผมก็ได้ล่องลอยไปอยู่กับเขาเสียแล้ว

คนตระกูลเซี่ยอย่างเซี่ยอวี่ฮัว ถ้าอยากครอบครองใครล่ะก็ ไม่มีทางอยู่เฉยๆหรอก

ในเมื่อเรื่องที่กระตุ้นให้ผมและเฮยเสียจื่อได้พบกันก็คืออู๋เสีย ผมจึงบอกความรู้สึกของผมออกไป และในตอนนั้น อู๋เสียก็เสนอแผนที่จะช่วยให้ผมกับนายแว่นดำได้มีโอกาสใกล้ชิดกัน

มันเป็นแผนการเด็กๆสมกับที่อู๋เสียเป็นคนคิด ทว่า ถึงแม้เซี่ยอวี่ฮัวจะเป็นคนที่ใจเย็นและรอบคอบมากแค่ไหน แต่กับเรื่องนี้ เรื่องของเฮยเสียจื่อ ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด

ผมต้องได้ครอบครอง ทั้งเรือนร่าง…รวมถึงหัวใจของเขาด้วย

……..

ในเวลาที่มีปัญหา คนที่จะเป็นที่พึ่งให้เราได้ก็คือคนในครอบครัว

“เสียจื่อ มีอะไรหรือเปล่า โทรมาหาเตี่ยตอนดึกๆแบบนี้”

“เตี่ย….” ผมครางออกมาเบาๆเมื่อได้ยินเสียงแหบๆคุ้นเคยของชายแก่ท่าทางใจดี ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาผมจะพยายามทำตัวเฉยชากับเตี่ยเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น  แต่เมื่อมีปัญหาอะไรผมจะนึกถึงเขาเป็นคนแรกเสมอ
“เสียจื่อ ใจเย็นๆ ค่อยๆเล่า…”

“…..ไม่หรอก ไม่มีอะไร ผมอยากได้ยินเสียงเตี่ยเฉยๆ เดี๋ยวผมต้องไปทำงานแล้ว อวยพรผมหน่อย” ผมแนบโทรศัพท์ชิดแก้ม คำอวยพรของพ่อบุญธรรมช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าในตัวได้เป็นอย่างดี

“เอาล่ะ เรียบร้อยแล้วใช่ไหม เฮยเสียจื่อ” น้ำเสียงไพเราะของคุณชายดังขึ้นข้างๆใบหูของผม ผมกดตัดสายแล้ววางมือถือลงบนโต๊ะวางโคมไฟข้างเตียง ซุกหน้าลงกับหมอนนุ่มอย่างหมดแรง

“คุณชาย…คุณไม่เหนื่อยบ้างเหรอ นี่ก็หลายยกแล้วนะครับ”

ผมนี่เหนื่อยจนต้องโทรไปขอกำลังใจจากญาติๆแล้วเนี่ย คุณชายนี่แรงดีไม่มีตกจริงๆ

“เอาล่ะ ทีนี้ก็พักพอแล้วนะ ได้เวลามาต่อกันแล้วล่ะ”

“ดะ เดี๋ยวก่อนคุณชาย! ผมต้องโทรหาเสี่ยวเสีย อารอง แล้วก็อาสามก่อนถึงจะมีแรง..อ๊ะ! โทรหาเฮียพานด้วย! โอ้ แล้วก็ๆ…”

“แก้ตัวน้ำขุ่นๆ นายก็แค่เอาพวกเขามาเป็นข้ออ้างให้ตัวเองได้มีโอกาสพักหายใจบ้างใช่ไหมล่ะ แต่นายก็รู้นี่ว่าฉันเป็นคนยังไง”

“คุณชาย!!!”

ผมย้อนนึกถึงความคิดของตัวเองเมื่อตอนที่ถูกเขาสารภาพรัก ขอให้ทำได้อย่างที่ปากพูดอะไรกันเล่า….

ไม่น่าประมาทเซี่ยอวี่ฮัวเลยจริงๆ

……

โฮรกกก ในที่สุดก็จบแบบงงๆแงงง555555 เคยอยากเขียนให้พี่เฮยเป็นบราคอนมานานแล้วค่ะ แล้วก็อยากเขียนโมเมนต์พ่อลูกด้วยฟฟฟฟฟฟฟ หลังจากที่อยู่ในมโนมานานก็ได้ขุดออกมาเขียนซะที ความจริงที่อยู่ในใจเป็นแค่แก๊กสั้นๆค่ะ แต่เอามายืดให้มันเป็นฟิคได้ยังไงก็ไม่รู้ สุดท้ายก็กลายมาเป็นฟิคนี้แงงง555555555 น่ารักกกกฮือออออออออ เป็นการสนองนี้ดตัวเองอีกแล้ว—-/แค่กกกกก

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s