Dàomù bǐjì FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x อู๋เสีย ] ‘ตัวจริง’

Dàomù bǐjì FanFiction

Hēi xiā zi x Wú Xié (เฮยเสีย)

‘ตัวจริง’

……

ท่ามกลางสายฝนที่กำลังโปรยปราย ผมเผลอคีบบุหรี่ขึ้นมาสูบอย่างเหม่อลอยโดยที่ไม่ทันระลึกได้ว่ายังไม่ได้จุดไฟ สายตาจับจ้องไปยังรถยุโรปหรูหราคันหนึ่งที่จอด ณ บริเวณหน้าร้านขายวัตถุโบราณแห่งหนึ่งในเมืองหังโจว

คนที่ก้าวลงจากรถคันนั้นมีคนคุ้มกันคอยกางร่มและเปิดประตูให้ เขาเป็นชายหนุ่มร่างบางและมีเอกลักษณ์ประจำตัวก็คือเสื้อเชิ้ตสีชมพู เป็นคนที่ไม่ว่าใครในวงการคว่ำกรวยก็ต้องรู้จัก

เซี่ยอวี่ฮัวพร้อมด้วยคนคุ้มกันสองคนเดินเข้าไปในร้าน ผมเพิ่งรู้สึกตัวว่าบุหรี่ที่คาอยู่ในปากนั้นยังไม่ได้จุดไฟจึงหยิบมันออกมา เก็บมันลงกระเป๋ากางเกงแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าครึ้มฝน

ชื่อของผมคือเฮยเสียจื่อ เป็นโจรขุดสุสานที่ทำตัวลึกลับและเรียกได้ว่ามีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง ความจริงแล้วในเวลานี้ผมควรจะทำงานเสี่ยงชีวิตหาสมบัติอยู่ในสุสานที่ใดที่หนึ่ง ไม่ใช่มายืนสังเกตการณ์ร้านขายวัตถุโบราณแห่งนี้อยู่อย่างลับๆ

ผมเลิกมองท้องฟ้าขมุกขมัวแล้วเหลือบตามองไปยังหน้าร้านขายวัตถุโบราณของนายน้อย เฝ้ามองต่อไปเรื่อยๆอย่างที่เคยทำเป็นปกติทุกครั้งเมื่อเดินทางมาหังโจว ทำเพียงแค่มองหน้าร้านของอีกฝ่ายแต่ไม่เคยเสนอหน้าเข้าไปเลย

เมื่อไหร่กันนะที่ผมตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะค่อยๆเลือนหายไปจากความทรงจำของเขา บางทีอาจจะตั้งแต่นึกทบทวนอะไรหลายๆอย่าง ตั้งแต่ตอนที่ตอกย้ำคำพูดเสียดแทงใจให้ตัวเองฟังว่าตัวผมนั้นไม่คู่ควรกับเขามากถึงมากที่สุด

เฮยเสียจื่อคนนี้เป็นแค่ผู้ชายเดนตายที่ใช้ชีวิตอย่างโลดโผนไปวันๆ ขลุกอยู่ในวงการสีดำจนถอนตัวไม่ขึ้นโดยที่ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ไปได้อีกนานเท่าไหร่ เป็นแค่ผู้ชายที่อาจจะชักนำอันตรายมาสู่คนสำคัญ เพราะฉะนั้นจึงเป็นคนที่สมควรทรมานอยู่กับความโดดเดี่ยว มากกว่าที่จะดึงคนอื่นติดร่างแหไปด้วย

โดยเฉพาะถ้าคนคนนั้นเป็นนายน้อย…เป็นอู๋เสีย เป็นคนที่ผมรัก…

ผมปล่อยให้ตัวเองยืนตากฝนต่อไปเรื่อยๆ ไม่สนใจเม็ดฝนที่ทำให้ผมสีดำค่อนข้างยุ่งเหยิงลู่ลงจนดูแปลกตา น่าแปลกที่ไอเย็นของอากาศทำให้ร่างกายของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากอย่างผมสั่นสะท้านอย่างที่ไม่ควรจะเป็น หรือวันนี้ควรพอแค่นี้ดี อากาศก็เย็นลงแล้ว ถึงจะมองหน้าร้านของนายน้อยไปเรื่อยๆก็ใช่ว่าผมจะคิดถึงเขาน้อยลงนี่นา

แต่ถึงจะรู้อย่างนั้น ผมก็ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ มองข้ามรถยุโรปคันหรูแล้วจับจ้องประตูร้านต่อไปเรื่อยๆ ถึงแม้จะตระหนักได้ว่าการแอบมองร้านขายวัตถุโบราณของเขาทุกครั้งที่มาหังโจวจะไม่ค่อยช่วยให้ผมคิดถึงเขาน้อยลงเท่าไหร่ แต่ผมก็ยังคงทำแบบนี้อยู่ซ้ำๆ ว่ากันว่าคนที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยวด้วยก็คือคนโง่มีความพยายามในการทำเรื่องโง่ๆ ถ้าผมในเวลาปกติเจอคนที่แอบรักใครแต่ไม่อยากเข้าไปอยู่ในใจเขาเลยได้แต่มองร้านของเขาอย่างนี้ ผมเองก็คงไม่อยากยุ่งกับคนพพรค์นั้นเท่าไหร่นัก

ในที่สุดคุณชายเซี่ยก็เดินออกจากร้านโดยที่มีนายน้อยเดินตามมาส่ง สายตาของผมจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของนายน้อย ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นไปทั่วอก

ไม่ได้นะเฮยเสียจื่อ นายห้ามเดินออกไปเด็ดขาด คนอย่างนายมองเขาได้แค่ฝ่ายเดียว แต่ห้ามเข้าไปอยู่ในระยะสายตาของเขา ได้ยินไหม นายไม่มีสิทธิ์ได้รับความรู้สึกอะไรจากเขาทั้งนั้น

รถยุโรปค่อยๆแล่นฝ่าสายฝนไปอย่างนุ่มนวล นายน้อยกำลังหันหลังกลับเข้าไปในร้าน ก่อนที่สมองจะได้สั่งการอะไร ขาของผมก็พาผมออกจากที่ซ่อนตัวโดยอัตโนมัติ มือข้างขวาเอื้อมไปข้างหน้าราวกับจะไขว่คว้าแผ่นหลังนั้นไว้ แผ่นหลังของนายน้อยที่สะท้อนอยู่ในเลนส์แว่นกันแดดสีดำคู่ใจ

“เฮยเสียจื่อ”

“อ๊ะ…” ผมได้สติขึ้นมาทันที รีบลดมือที่ทำท่าจะคว้าอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นเอาไว้ นายน้อยที่น่าจะรู้สึกได้ถึงเสียงฝีเท้าของผมยืนมองผมอยู่หน้าร้าน ส่วนผมยืนอยู่กลางถนน ระยะห่างของพวกเราถือว่าไม่ไกลเท่าไหร่นัก แต่ก็เรียกได้ว่าไม่ใกล้จนเกินไป

“ยืนเซ่ออะไรอยู่ตรงนั้น เปียกหมดแล้วไม่ใช่หรือไง รีบๆเข้ามาสิ” นายน้อยกวักมือเรียกผมที่กำลังยืนอึ้ง ถึงแม้จะอยากเดินเข้าไปกอดใจจะขาดแต่ก็ไม่สมควรทำอย่างนั้น

ผมยิ้มบางๆให้อีกฝ่ายก่อนจะค่อยๆถอยหลังออกไปช้าๆ ฝืนสู้กับความรู้สึกของตัวเองแล้วหันหลังเดินหนี น่าแปลก ทั้งๆที่น้ำฝนที่เกาะอยู่ตามร่างกายที่เปียกโชกนั้นให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก แต่น้ำฝนที่ไหลอาบแก้มผมกลับอุ่นเหลือเกิน

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”

ในขณะที่ผมกำลังก้าวขาหนักอึ้งพาตัวเองกลับโรงแรม นายน้อยก็ทำในสิ่งที่ผมคาดไม่ถึง เขาวิ่งข้ามถนนหน้าร้านมาแล้วกระโจนใส่ผมที่หลบไม่ทัน แต่ถึงจะมีสติหลบทันผมก็คงเลือกที่จะไม่หลบอยู่ดี เพราะถ้าผมหลบ คนที่เป็นฝ่ายเจ็บตัวจะมีแต่เขาคนเดียว

ด้วยเหตุนั้นจึงกลายเป็นว่าเราสองคนกลิ้งหลุนๆเขาไปในเขตพื้นดินเล็กๆที่ถูกทิ้งร้างข้างทาง ผมครางออกมาเบาๆอย่างมึนหัว นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย ขณะที่กำลังจะหันไปต่อว่าการกระทำที่ไม่รู้จักคิดของอีกคนที่กำลังคร่อมผมอยู่ นายน้อยก็ดึงแว่นกันแดดของผมออก อุณหภูมิของสายฝนทำให้ความร้อนรนและความตกใจของผมมลายหายไป

“นายน้อย เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอกครับ กลับเข้าร้านไปเถอะ”

“นาย…ตาแดงๆนะ”

“ช่างผมเถอะครับ แต่ถ้าคุณไม่รีบกลับเข้าร้านเดี๋ยวจะเป็นหวัดนอนซมเอานะ” ผมผลักเขาออกเบาๆแล้วลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก เผชิญหน้ากับนายน้อยที่ยืนกอดอกด้วยท่าทางที่เหมือนกับว่าเขากำลังโมโห

“ทำไมช่วงนี้ไม่ค่อยโผล่หัวมาเลย ไร้ฝีมือจนหาอะไรมาขายฉันไม่ได้หรือไง”

“อืม…ช่วงนี้มือตกน่ะครับ” ผมเออออไปอย่างไม่คิดอะไรมากนัก ตั้งใจจะเดินหนีแต่นายน้อยดันเข้ามากอดผมไว้แน่น

“นายน้อย…?”

“ถ้าอย่างนั้นจู่ๆก็อย่าหายไปเลยสิ ถึงจะไม่มีธุระอะไรก็มาหาฉันได้ไม่ใช่หรือไง”

“อา…เรื่องนั้น….” ผมยิ้มเศร้าๆ ไม่รู้จะพูดตอบอีกไปว่าอย่างไรดี

“นายก็รู้ดีนี่ ถ้าฉันสนิทกับใคร ฉันก็จะเป็นห่วงคนคนนั้นมาก ต่อให้เขาหนีฉันก็จะยิ่งตามไป สุดท้ายแล้วถ้ายังหนีอยู่ฉันก็จะเลิกตาม เพราะเคารพในการตัดสินใจของเขา”

นายน้อยเว้นวรรคอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า “แต่ถ้าฉันรักใคร ฉันก็จะไล่ตามคนคนนั้นไปเรื่อยๆ ถึงแม้เขาจะหนีฉัน ฉันก็จะตามไปให้ถึงที่สุด ต่อให้ต้องตายฉันก็จะไม่เลิกตาม”

“ต่อให้ต้องเจอกับอะไร ต่อให้นายจะหนีฉันไปตายที่ไหนฉันก็จะตามไปตายอยู่ข้างๆนาย” นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายความมุ่งมั่นเสียจนผมพูดอะไรไม่ออก

อย่าว่าแต่หนีเขาเลย แค่หนีหัวใจตัวเองผมยังทำไม่ได้เสียด้วยซ้ำ……

“คุณเป็นตัวจริงของผม นายน้อย แต่ผมไม่มีควรเป็นแม้แต่ตัวสำรองของคุณ”

คุณเป็นที่ผมรัก แต่ผมไม่ต้องการให้คุณรักผม ถึงแม้การให้ความรักโดยไม่ได้อะไรตอบแทนจะเป็นเรื่องที่ทรมานมากแค่ไหนก็ตาม

“ทำไม! ทำไมฉันถึงจะรักนายบ้างไม่ได้ ทั้งๆที่ฉันน่ะ…” นายน้อยกอดผมแน่นกว่าเดิม ร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความโกรธ

“ทั้งๆที่ฉันน่ะรักนาย รักที่สุด!!”

“…….” ผมได้พูดอะไรไม่ออก ในหัวรู้สึกว่างเปล่า ทั้งๆที่ผมพยายามหนี แต่เขากลับไล่ตามอย่างไม่คิดชีวิต

นายน้อย ทำไมคุณถึงได้ดื้ออย่างนี้นะ…

“นายน้อย คุณไม่ต้องกังวลหรอกนะครับ เพราะถึงแม้คุณจะมองไม่เห็น แต่ผมไม่หนีคุณไปไหนไกลหรอก”
ผมยังคงยืนอยู่ตรงนี้ อยู่ใกล้ๆคอยเฝ้ามองคุณมาตลอด…..

“เพราะฉะนั้น……” ผมลูบหัวเขาเบาๆแล้วยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน

“ไม่ต้องเสี่ยงวิ่งตามหาผมหรอกครับ”

ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาต่อเนื่องของเมืองหังโจว นายน้อยยังคงกอดผมแน่นไม่ยอมปล่อยจนผมกลัวว่าเขาจะเป็นหวัด สุดท้ายจึงต้องยอมให้เขาลากเข้าไปในร้านอย่างจนใจ ระหว่างที่ถูกลาก ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยตาเปล่า ไร้ซึ่งแว่นกันแดดปกปิด หยาดน้ำฝนอุ่นๆไหลอาบแก้ม หัวใจพองโตอย่างน่าประหลาด

ทั้งๆที่ไม่ควรจะยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงคำสารภาพรักของนายน้อย ทั้งๆที่ควรจะไปจากที่นี่ แต่ผมกลับละเลยความแน่วแน่ที่มีมาตั้งแต่แรกแล้วทำตามที่หัวใจตัวเองต้องการ

ในขณะที่ในหัวของผมกำลังสับสน ความรู้สึกบางอย่างกลับเด่นชัดอยู่ในใจเฉกเช่นเมื่อก่อน ถึงแม้จะมีหลายๆเรื่องที่ผมไม่รู้ว่าควรจะจัดการอย่างไรต่อไปดี แต่ก็มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ดี รู้ดีมากกว่าใครบนโลกใบนี้

ผมรู้ว่าตัวเองรักนายน้อยมากขนาดไหน

รักอย่างที่ไม่สามารถจะรักใครได้อีก….

……….

จ จบแล้วค่ะฟฟฟฟฟ พอเห็นเดย์ลี่หัวข้อนี้ปุ๊บก็นึกถึงหัวข้อ ‘ตัวสำรอง’ ที่เขียนค้างไว้ไม่จบซะทีเพราะสงสารพี่เฮย;-; ก็เลยเอามาดัดแปลงให้ซอฟต์ลงนิดนึงค่ะ สุดท้ายก็ทำร้ายพี่เฮยไม่ลงจริงๆฮือออ;-; ให้พี่เขาช้ำมาหลายฟิคแล้ว ขอให้ได้มีความสุขบ้างเถอะ ซักนิดนึงก็ยังดีฟฟฟฟฟ นายน้อยตรงไปตรงมาเหมือนเด็กๆมากค่ะ กู๊ดจ๊อบบบ จากนี้ไปความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเป็นยังไงก็แล้วแต่พลังจิ้นของทุกคนเลยค่ะ ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ;///;

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s