Dàomù bǐjì FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x อู๋เสีย ] ‘เสมอ’

Dàomù bǐjì FanFiction

Hēi xiā zi x Wú Xié (เฮยเสีย)

‘เสมอ’

…..

“ผมแพ้คุณจริงๆนั่นล่ะนะ นายน้อยสาม”

เฮยเสียจื่อถอนหายใจเฮือกใหญ่ขณะมองจานอาหารมากมายที่วางระเกะระกะเต็มโต๊ะ ผมกระตุกยิ้มมุมปากกับชัยชนะครั้งแรกก่อนจะเอื้อมมือไปตบบ่าคนนั่งตรงข้ามแล้วเอ่ยอย่างวางท่า

“ถ้าอย่างนั้นคนแพ้ก็ต้องทำตามกฎนะ เอ้า ไปล้างจานได้แล้ว สะอาดๆล่ะ”

ในวันที่อากาศดีของเมืองหังโจว เฮยเสียจื่อปรากฏตัวขึ้นหน้าร้านขายวัตถุโบราณของผมพร้อมกับอาหารมากมาย พวกเรานั่งกินข้าวกันไปคุยกันไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งอาหารในจานทุกอย่างกองอยู่ในกระเพาะของเราสองคนเรียบร้อยแล้ว ผมก็ตระหนักถึงปัญหาใหญ่หลังจากนี้

‘ใครจะล้างจาน….’

แน่นอนว่าผมคงไม่กล้าใช้หวังเหมิงเพราะผมจ้างเขามาเป็นลูกจ้างช่วยดูแลร้าน การโยนงานบ้านให้เขาทำอาจเป็นเหตุให้เขาต่อรองขอขึ้นเงินเดือนก็เป็นได้ ผมกับเฮยเสียจื่อจึงคิดจะยุติปัญหาข้อนี้ด้วยการโยนภาระให้ใครสักคน พวกเราจึงตัดสินกันด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด

นั่นก็คือการเป่ายิ้งฉุบ….

“ผมเป็นแขกแท้ๆ อาหารที่ซื้อมานี่ก็เงินผมนะเนี่ย” นายแว่นดำแสร้งทำเสียงเศร้าสร้อยเรียกคะแนนสงสารแต่น่าเสียดายที่มันไม่ได้ผล สุดท้ายคนที่เป่ายิ้งฉุบแพ้สามครั้งรวดอย่างเขาก็ต้องยกจานทั้งหมดไปล้างอย่างช่วยไม่ได้

ชื่อของผมคืออู๋เสีย เป็นเจ้าของร้านขายวัตถุโบราณแห่งนี้ ถึงแม้ปกติจะดวงไม่ดีมีเหตุให้ต้องเจออันตรายเป็นประจำเวลาลงสุสานแต่ถึงอย่างนั้นก็รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิดทุกครั้ง นั่นหมายความว่าผมยังพอจะโชคดีกับเขาบ้างนั่นเอง

และโชคดีที่ว่านั่นก็ทำให้ผมเป่ายิ้งฉุบเอาชนะคนมากฝีมืออย่างเฮยเสียจื่อได้ด้วยคะแนนสามต่อศูนย์ วันนี้เขาคงดวงไม่ดี หรือไม่วันนี้ก็เป็นวันโชคดีของผม แต่เท่าที่ดูจากจำนวนลูกค้าที่ของวันนี้ที่น้อยกว่าปกติผมจึงคิดว่าน่าจะเป็นเหตุผลอย่างแรกเสียมากกว่า

ผมมองตามแผ่นหลังของนายบอดดำแล้วอดยิ้มไม่ได้ ปกติเขาชอบหาเรื่องแซวและหยอกล้อผมเป็นประจำ ในที่สุดผมก็เริ่มโต้กลับได้บ้างเสียที

‘ผมแพ้คุณจริงๆนั่นล่ะนะ นายน้อยสาม’

คำพูดของนายบอดดำยังคงดังก้องอยู่ในหัว ผมหรี่ตาลงกับคำพูดธรรมดาๆนั้นก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ

“ฉันเองก็แพ้นายเหมือนกัน…”

แล้วก็…พ่ายแพ้ต่อหัวใจตัวเองอย่างหมดรูปเลยด้วย

ขึ้นชื่อว่าเกมรัก แน่นอนว่าย่อมมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ เพราะเฮยเสียจื่อเอาชนะใจผมได้ ผมจึงตกเป็นผู้แพ้… เกมรักที่ดีทั้งสองฝ่ายต้องเป็นทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ แต่ผมอ่านความรู้สึกของฝ่ายตรงข้ามไม่ออกเลย

อยากเข้าใกล้ผม แต่กลับพยายามถอยไปข้างหลังงั้นหรือ….

คิดอะไรของนายกันแน่นะ…

‘เพล้ง!’

“เฮ้ย?!” ผมสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงจานแตกดังเพล้งดังมาจากด้านหลังสุดของร้าน ไอ้เจ้าบ้านั่น…

อย่าบอกนะว่าเอ็งล้างจานไม่เป็นน่ะ?!!!

ผมรีบวิ่งไปตามเสียงแตกของจานกระเบื้อง เฮยเสียจื่อกำลังก้มเก็บเศษจานกระเบื้องที่กระจายอยู่เต็มพื้น มือที่ไร้ซึ่งถุงมือหนังสีดำเช่นปกติเต็มไปด้วยเลือด ดูท่าว่าเจาจะถูกเศษแหลมคมพวกนั้นบาดมือเอาจนได้

“อันตราย! นายน้อยอย่าเพิ่งเข้ามา!” เฮยเสียจื่อยกมือเปื้อนเลือดห้ามผมไว้แต่ผมไม่ฟัง จึงเดินเข้าไปใกล้ๆแล้วช่วยเขาเก็บเศษกระเบื้อง ระหว่างนั้นก็บ่นอีกฝ่ายไปด้วย

“ซุ่มซ่ามชะมัด เดี๋ยวฉันเก็บเอง นายรีบไปล้างแผลเถอะ”

“แผลนิดเดียวเอง ทิ้งไว้แบบนี้ไม่เป็นไรหรอกครับ” นายบอดดำปฏิเสธความหวังดีของผมก่อนจะหันไปหยิบเศษกระเบื้องที่กระจายอยู่บนพื้น ผมรีบทิ้งของแหลมคมในมือลงถังขยะแล้วจับมือเขาเป็นเชิงห้าม

“หยุดเลย แล้วรีบไปล้างมือเดี๋ยวนี้”

“….” ผมสัมผัสได้ว่าเฮยเสียจื่อสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมือของพวกเราสัมผัสกัน เขาชักมือออกจากเศษกระเบื้องแล้วแล้วเดินไปล้างแผลตามคำสั่งของผมอย่างว่าง่าย

อะไรกันล่ะนั่น อย่าบอกนะว่าหมอนั่นรังเกียจผม ปกติเขาก็แตะเนื้อต้องตัวผมบ่อยจะตาย โอบไหล่บ้างล่ะ ลูบหัวบ้างล่ะ ทีผมเป็นฝ่ายจับมือเขาก่อนนี่ทำเป็นขยะแขยงไปได้….

“โอ๊ย!”

“นายน้อย?!”

คงเป็นเพราะเผลอใจลอยในขณะที่กำลังเก็บเศษกระเบื้อง ผมจึงถูกเจ้าของแหลมคมนี่บาดเข้าเต็มๆ เฮยเสียจื่อผละออกมาจากอ่างล้างจานเล็กๆแล้วย่อตัวลงกับพื้น จ้องมองฝ่ามือที่เต็มไปด้วยเลือดของผมแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย

“แผลลึกกว่าของผมอีกครับ นายน้อยรีบไปล้างแผลเถอะ” เจ้าของแว่นกันแดดสีดำเอ่ยออกมาอย่างกระวนกระวายใจขณะที่จับมือผมพลิกไปมาสำรวจหาบาดแผลเพิ่มเติม ผมกระพริบตาปริบๆมองการกระทำของเขาแล้วอดถามออกไปไม่ได้

“นายรู้สึกยังไงกับฉันกันแน่”

“….รีบไปล้างแผลเถอะครับ” เฮยเสียจื่อไม่ตอบคำถามผม เขาใช้มือข้างที่ไม่มีแผลเก็บเศษกระเบื้องที่เหลืออย่างตั้งใจ

“ถ้านายไม่ตอบฉันก็จะนั่งอยู่อย่างนี้ล่ะ”

“นายน้อย…” เขาครางออกมาอย่างสิ้นหวัง สุดท้ายก็ยอมตอบคำถามผมจนได้

“….คุณเป็นเหมือนน้องชายของผม” เขาหยุดคิดไม่กี่วินาทีก่อนจะตอบออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกว่างเปล่า

“โกหก……”

“แล้วแต่คุณจะคิด” เขาเอ่ยพลางหยิบเศษกระเบื้องชิ้นสุดท้ายขึ้นมาจากพื้นแล้วหย่อนมันลงถังขยะ เดินไปหยิบไม้กวาดแล้วเริ่มกวาดเศษกระเบื้องที่มองไม่เห็นอย่างเงอะๆงะๆ

“เอามานี่ เดี๋ยวฉันกวาดเอง” ผมเดินเข้าไปตั้งใจจะแย่งไม้กวาดมาจากอีกฝ่ายแต่เฮยเสียจื่อจับด้ามไม้กวาดแน่น

“ไปล้างแผลเดี๋ยวนี้เลยครับนายน้อย”

“…….” น้ำเสียงจริงจังที่ไม่ได้หาฟังได้ง่ายๆของเฮยเสียจื่อทำให้ผมต้องเดินไปที่อ่างล้างจานอย่างจำยอม ผมล้างมือเงียบๆ เขาเองก็กวาดพื้นต่อไปเงียบๆเช่นกัน ท่ามกลางเสียงน้ำไหลกระทบกับอ่างสแตนเลส บรรยากาศชวนอึดอัดที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นระหว่างผมกับเขาทำให้ผมรู้สึกหวาดกลัวจนไม่กล้าทำอะไร

จากนี้ไปความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคนจะเป็นยังไง… ผมนึกอะไรไม่ออกเลยจริงๆ

“ผมแพ้คุณจริงๆนั่นล่ะนะนายน้อย” ในที่สุดเฮยเสียจื่อก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้น ผมปิดก๊อกน้ำ เอ่ยสวนเขากลับไปบ้าง

“นายคิดว่ามีแค่นายคนเดียวที่แพ้หรือไง”

“…..”

“พวกเราน่ะ…ต่างก็เป็นทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ”

ถ้าเราพ่ายแพ้ให้แก่หัวใจของตัวเอง และแต่ละคนต่างก็เอาชนะใจของอีกฝ่ายได้ ก็หมายความว่าการแข่งขันนี้ไม่ได้มีเพียงผู้แพ้หรือผู้ชนะเท่านั้น

“งั้นก็แปลว่าเสมอกันงั้นเหรอครับ…”

“ความรักที่ไม่มีใครต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้หรือฝ่ายชนะน่ะ ต่างฝ่ายต่างก็มีความสุขไม่ใช่หรือไง”

“……..”

“ฉันอยากให้มันจบลงที่เราสองคนต่างก็มีความสุขนะ”

“นายน้อย คุณนี่มัน……”

ผมยักยิ้ม เฮยเสียจื่อกำลังสับสน เขากำลังสับสนว่าควรทำตัวเป็นพระรองแสนดีต่อไปหรือควรทำตามเสียงหัวใจของตัวเองดี และแน่นอนว่าผมไม่ให้เวลาเขาตัดสินใจหรอก

บทพระรองผู้พ่ายแพ้นั่นเขาเป็นฝ่ายคิดเอาเองฝ่ายเดียวดื้อๆโดยไม่ยอมถามผม ให้ตายสิ เผด็จการชะมัด….

ผมสะบัดหยดน้ำที่เกาะมือออกเบาๆแล้วคว้าแขนอีกฝ่ายเพื่อพาเดินกลับเข้าไปในห้องพักหลังร้าน นายแว่นดำทิ้งไม้กวาดลงกับพื้นแล้วยอมโดนผมลากไปแต่โดยดี

“ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่นายเดินตามหลังฉัน จากนี้ไปนายต้องเดินอยู่ข้างๆฉัน เข้าใจหรือเปล่า”

เฮยเสียจื่อยิ้มอ่อนโยน มืออีกข้างของเขาหยิบแว่นกันแดดคู่ใจออก นัยน์ตาสีดำเช่นเดียวกับเรือนผมไร้ซึ่งความลังเลในใจอีกต่อไป

“ผมสัญญา…”

ใช่แล้ว ความรักมันก็เหมือนกับการแข่งขันที่ต้องมีทั้งฝ่ายที่เจ็บช้ำกับฝ่ายที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไร ผมไม่ได้ต้องการความเหนือกว่าใดๆ ผมเพียงแค่ต้องการจะเสมอกับใครคนใดคนหนึ่งก็เท่านั้น

และคนคนนั้น….ก็คือเฮยเสียจื่อ

………

ตอนแรกว่าจะส่งเดย์ลี่แต่ก็เขียนไม่เสร็จค่ะ (ฮาาา) หลังจากที่ปล่อยค้างไว้นานมากกกก็พยายามจะทำให้มันจบๆไปซักที ปรากฏว่าค้างไว้ได้ไม่น่าให้อภัยตัวเองมากค่ะ ค้างในแบบที่ต่อไม่ได้เลยฟฟฟฟฟ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเป็นยังไงนายน้อยนึกไม่ออกฉันใด เราก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะจบยังไงฉันนั้น สุดท้ายก็คิดว่าถ้านี่เป็นมุมมองพี่เฮยก็คงจะให้จบแบบพระรองสไตล์ตามเคย แต่ถ้าเป็นมุมมองของนายน้อยต้องจบให้สมกับที่เป็นนายน้อยค่ะ ก็เลยกลายเป็นว่าพี่เฮยยอมสละตำแหน่งพระรองขึ้นแท่นเป็นพระเอกเรียบร้อยแล้ว แต่หลังจากนี้ไปก็คงเป็นห่วงนายน้อยนู่นนี่นั่นเหมือนเคยนั่นแหละค่ะ อาจจะเสี่ยงอันตรายแต่ไม่ยอมบอกหรืออะไรทำนองนั้น /มโนหนักมาก ยังไงก็ขอบคุณที่อ่านนะคะ///////

Dàomù bǐjì AU FanFiction [ เซี่ยอวี่ฮัว x เฮยเสียจื่อ ] ‘Family’

Dàomù bǐjì AU FanFiction

Xiè yǔ huā x Hēi xiā zi (ฮัวเฮย)

‘Family’

…….

‘ผมไม่มีครอบครัวหรอก’
ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผมพูดประโยคนี้ออกไป พอรู้สึกตัวก็แทบจะกัดลิ้นตัวเองให้ขาดที่เผลอพูดอะไรไม่สมกับเป็นผมออกไปอย่างนั้น ทว่า ชายวัยกลางคนกลับทำเพียงแค่ยิ้มอ่อนโยน เขาเอื้อมมือมาลูบหัวผมที่นั่งสูบบุหรี่อยู่ข้างๆอย่างเบามือ

อุ่นจัง…

แค่ถูกลูบหัวแล้วก็ถูกมองด้วยสายตาอ่อนโยนนั่น ผมก็รู้สึกอบอุ่นในใจอย่างน่าประหลาด

‘ถ้าอย่างนั้นมาเป็นลูกชายลุงไหมล่ะ?’

……..

“…จื่อ”

“…เสียจื่อ”

“พี่เสียจื่อ!”

“หือ..”

ผมที่กำลังนั่งเหม่อมองหน้าต่างคิดถึงเรื่องในอดีตเมื่อสิบปีที่แล้วสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองตามเสียงเรียกของน้องชายบุญธรรมที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ระหว่างเราสองคนมีโต๊ะไม้ขนาดเล็กกั้นกลาง น้ำชาที่เคยมีไอร้อนสีขาวจางๆลอยออกมาเหนือถ้วยกระเบื้องบัดนี้ไม่หลงเหลือสิ่งที่เรียกว่าความร้อนอีกต่อไป

ชื่อของผมคือเฮยเสียจื่อ ในอดีตเป็นโจรขุดสุสานเร่ร่อนที่ใช้ชีวิตอย่างโลดโผนไปวันๆ ปัจจุบันตอนนี้ก็ยังมีอาชีพเป็นโจรขุดสุสานอยู่ แต่ที่ต่างออกไปก็คือผมมีครอบครัวแล้ว…

ไม่ใช่ว่าผมแต่งงานหรือว่าอะไร แต่ผมหมายความว่าผมมีครอบครัวที่ไม่น่าจะมีได้ ผมมีพ่อ มีอาสองคน แล้วก็มีน้องชาย

เรื่องนี้มันเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว สมัยที่ผมยังมีอายุเพียงแค่ยี่สิบปี เป็นช่วงที่เพิ่งลงสุสานได้แค่ปีสองปี ขณะที่กำลังเดินอยู่ในเมืองแห่งหนึ่งหลังจากที่ปล่อยของเสร็จก็ไปเจอชายวัยกลางคนถูกวัยรุ่นติดยารุมทำร้าย

ท่าทางที่ดูทรมานของชายคนนั้นชวนให้นึกถึงตัวตนของผมในสมัยเด็ก เฮยเสียจื่อ ไอ้เด็กกำพร้าโสโครกที่ถูกรุมซ้อมราวกับไม่ใช่มนุษย์ ผมกัดฟันกรอด พอรู้ตัวอีกที ผมก็วิ่งเข้าไปจัดการเจ้าพวกนั้นเสียแล้ว อันธพาลพวกนั้นวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง ผมที่ฝืนร่างกายอยู่นานพอควรล้มตัวนอนแผ่ลงบนพื้นปูน ความเจ็บปวดของบาดแผลที่ได้รับมาระหว่างการต่อสู้ทำให้ผมลืมตาได้อย่างยากลำบาก แว่นกันแดดสีดำคู่ใจวางอยู่ไม่ไกลนัก ผมเอื้อมมือสุดแขนหมายจะหยิบมันขึ้นมาแต่ก็เอื้อมไม่ถึง สายฝนที่จู่ๆก็โปรยปรายลงมาอย่างไม่มีบอกกล่าวทำให้ผมเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์นัก

ผมยังคงเอื้อมมือจะคว้าแว่นกันแดดคู่ใจ ทว่า สิ่งที่ผมคว้าได้กลับเป็นมืออุ่นๆหนาๆของชายวัยกลางคน เขาค่อยๆประคองผมขึ้นมา สุดท้ายทั้งผมและเขาที่บาดเจ็บพอๆกันก็นั่งอยู่บนขอบฟุตปาธสกปรกด้วยกัน อาศัยชายคาที่ยื่นออกมาเล็กน้อยของตึกร้างแห่งหนึ่งหลบฝนที่ไม่มีทีท่าว่าจะซาลงเลยแม้แต่น้อย

‘ขอบคุณนะพ่อหนุ่ม แล้วก็ขอโทษด้วยนะ เพราะฉันแท้ๆเธอถึงได้พลอยเจ็บตัวไปด้วย’ เขาเอ่ยยิ้มๆ ผมส่ายหน้าให้เขาเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร หยิบแว่นกันแดดคู่ใจขึ้นมาสวมแล้วเหม่อมองสายฝนที่กำลังชะล้างคราบเลือดเล็กๆหลายจุดบนพื้นถนนสีมอซอ

ผมคว้าซองบุหรี่ราคาถูกขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อหนังสีดำ โชคดีที่มันยังไม่เปียกมาก หยิบไฟแช็กขึ้นมา คาบบุหรี่ไว้ในปากแล้วจุดไฟ ควันบุหรี่สีขาวขุ่นลอยออกมาจากปลายบุหรี่ที่กำลังลุกไหม้

ท่ามกลางความเงียบ ชายวัยกลางคนเริ่มชวนผมคุย น่าประหลาด ทั้งที่ไม่มีแรงจะทำอะไรทั้งนั้นแต่ก็ยังชวนผมคุย สู้เก็บแรงไว้เดินไปแจ้งความไม่ดีกว่าหรือไงนะ

‘พ่อหนุ่ม เธอชื่ออะไรหรือ’

‘เฮยเสียจื่อ’ ที่น่าประหลาดใจกว่านั้นก็คือผมดันบ้าจี้ไปคุยกับเขาเสียอย่างนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่การตอบออกไปสั้นๆก็ตามที

‘บ้านเธออยู่แถวนี้ใช่ไหม เดี๋ยวพอฝนหยุดตกแล้วฉันจะไปส่งนะ แล้วก็จะไปขอบคุณครอบครัวของเธอด้วย’

‘ผมไม่มีครอบครัวหรอก’

ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผมพูดประโยคนี้ออกไป พอรู้สึกตัวก็แทบจะกัดลิ้นตัวเองให้ขาดที่เผลอพูดอะไรไม่สมกับเป็นผมออกไปอย่างนั้น ทว่า ชายวัยกลางคนกลับทำเพียงแค่ยิ้มอ่อนโยน เขาเอื้อมมือมาลูบหัวผมที่นั่งสูบบุหรี่อยู่ข้างๆอย่างเบามือ

อุ่นจัง…

แค่ถูกลูบหัวแล้วก็ถูกมองด้วยสายตาอ่อนโยนนั่น ผมก็รู้สึกอบอุ่นในใจอย่างน่าประหลาด

‘ถ้าอย่างนั้นมาเป็นลูกชายฉันไหมล่ะ?’

ผมสำลักควันบุหรี่ไอโขลกออกมาอย่างน่าอาย บุหรี่ในปากร่วงหล่นลงพื้นแต่ผมไม่สนใจมัน ชายวัยกลางคนลูบหลังผมอย่างทำอะไรไม่ถูก เขาละล่ำละลักเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

‘เสียจื่อ เป็นอะไรหรือเปล่าลูก’

‘ด เดี๋ยวสิ ผมยังไม่ได้ยอมรับลุงเป็นพ่อเลยนะ!’

‘วันหลังอย่าสูบบุหรี่นะเสียจื่อ มันไม่ดีต่อสุขภาพ’ ชายวัยกลางคนดึงผมเข้ามากอด น่าแปลก ถึงแม้ว่าตัวผมในตอนนี้จะสะบักสะบอมด้วยฤทธิ์บาดแผล แต่กลับสู้แรงของชายวัยกลางคนคนนี้ไม่ได้

ไม่สิ….น่าจะเรียกว่าตัวผมนั้นหมดแรงไปในทันทีเมื่อได้รับสัมผัสอบอุ่นนั้น

บ้าชะมัด…

“บ้าชะมัด….”

“คราวนี้อะไรของพี่อีกล่ะ พี่เสียจื่อ” อู๋เสีย น้องชายบุญธรรมของผมทำหน้าไม่พอใจ ผมที่จมไปกับเรื่องเก่าๆในอดีตอีกครั้งส่งยิ้มแห้งๆให้เขา

“ขอโทษที เมื่อกี๊เผลอคิดอะไรเพลินๆอีกแล้วน่ะ จะว่าไปเสี่ยวเสียทำท่าเหมือนมีเรื่องอยากจะพูดนะ มีอะไรก็ว่ามาสิ”

“ก็พี่ไม่ฟัง…..”

ผมยิ้มแหยๆก่อนจะยกชาที่เคยร้อนขึ้นจิบแก้เก้อ ระหว่างนั้นน้องชายบุญธรรมผู้เป็นเจ้าของร้านวัตถุโบราณแห่งนี้ก็เริ่มเอ่ยปากเล่า

“เสี่ยวฮัวเอาอีกแล้ว…”

“……” ผมบีบถ้วยกระเบื้องในมือแรงขึ้นเล็กน้อย คุณชายบ้านสกุลเซี่ยนั่นเอาอีกแล้ว! มาจีบน้องชายผมได้ไง ถึงจะเป็นน้องชายบุญธรรมก็เถอะ

เฮยเสียจื่อคนนี้เป็นโจรจุดสุสาน เป็นลูกที่ถึงแม้จะแสดงออกอย่างเย็นชาแต่ก็เชื่องกับเตี่ย เป็นลูกน้องลับๆที่พึ่งพาได้ของอาสาม เป็นหลานที่อยู่ในกรอบเมื่ออยู่ในสายตาของอารอง แล้วก็เป็นพี่ชายที่หวงน้องชายมากกว่าชีวิตของตัวเอง

น้องชายข้าใครอย่าแตะ!

และนั่นคือคติประจำใจของผม

ถึงแม้ผมจะปฏิเสธที่จะใช้นามสกุลของตระกูลอู๋ แต่ผมคิดว่าพวกเขาเป็นครอบครัวของผมจริงๆ ครอบครัวที่ผมรักและเคารพมากที่สุด โดยเฉพาะน้องชายบุญธรรมของผมที่ผมสาบานกับตัวเองว่าต่อให้ตายก็ต้องปกป้องเขาให้ได้

“วางใจเถอะเสี่ยวเสีย เดี๋ยวพี่จะจัดการหมอนั่นให้เอง” ผมตบบ่าน้องชายที่รักก่อนจะยิ้มบางๆ ไม่ว่าจะเจอเรื่องหนักหนาแค่ไหนผมก็ควบคุมอารมณ์ของตนแล้วยิ้มเย้ยหยันมันได้เสมอ แต่ถ้าเป็นเรื่องของเสี่ยวเสีย ผมกลับควบคุมอารมณ์ไว้ไม่ได้เลย คำสัญญาที่ผมให้ไว้กับปู่บุญธรรมก่อนตายยังคงดังก้องอยู่ในหัว

‘ผมสัญญาว่าจะปกป้องและดูแลเสี่ยวเสียให้ดีที่สุด’

หลังจากที่พูดคุยกับน้องชายเสร็จผมก็มุ่งหน้าไปยังโรงแรมที่คุณชายเซี่ยพักทันที ทั้งๆที่กะว่าจะกลับมาพักผ่อนใช้เวลาเล่นกับเสี่ยวเสียให้เต็มที่แท้ๆแต่กลับมีเรื่องหงุดหงิดน่ารำคาญใจเกิดขึ้นเสียได้ แถมยังเกิดขึ้นทุกครั้งที่ผมแวะมาหังโจวเสียด้วย

“สวัสดี เฮยเสียจื่อ น่าแปลกใจนะที่นายมาหาฉันในเวลาแบบนี้” คุณชายเซี่ยเปิดประตูออกมาต้อนรับผมหลังจากที่ผมกดกริ่งเรียกแล้วบอกชื่อไป ใบหน้าอันงดงามของคุณชายระงับอารมณ์โกรธของผมได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ย้ำว่าเล็กน้อยจริงๆ

“สวัสดีครับคุณชาย ต้องขอโทษที่มารบกวนคุณในเวลาใกล้ค่ำอย่างนี้” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่ในใจนั้นเดือดปุดๆ

“คงจะเป็นเรื่องของน้องชายอีกล่ะสิ” ร่างบางเอ่ยด้วยรอยยิ้มงดงาม มือนุ่มวางลงบนบ่าของผมอย่างแผ่วเบา

“ยังไงก็เข้ามาคุยกันข้างในเถอะ”

“……” ผมพยักหน้าเงียบๆ ปิดประตูแล้วเดินตามหลังอีกฝ่ายเข้าไปในห้อง กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้ประสาทสัมผัสที่ตึงเครียดของผมผ่อนคลายลง ผมถือวิสาสะหย่อนตัวลงบนโซฟาสีแดง เผชิญหน้ากับคุณชายที่นั่งลงทีหลังพร้อมกับน้ำที่น่าจะเป็นเก๊กฮวย ผมหยิบแก้วขึ้นมาดมกลิ่น เก๊กฮวยขาวหังโจวอย่างที่คิดจริงๆด้วย…

“เอาล่ะครับคุณชาย ผมว่าผมบอกคุณไปหลายครั้งแล้วนะครับว่าคุณไม่ควรยุ่งวุ่นวายกับน้องชายผมมากเกินไป” ผมพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ จิบน้ำเก๊กฮวยที่อีกฝ่ายเอามาเสิร์ฟโดยที่ไม่รอคำเชิญใดๆทั้งสิ้น

“เฮยเสียจื่อ ถ้าสมมติว่านายชอบคนคนหนึ่งอยู่นายจะยอมแอบชอบเขาอยู่ฝ่ายเดียวหรือไง นายก็ต้องทำอะไรบ้าง ถูกไหม”

“นั่นมันก็ใช่ แต่ว่าผมไม่ยอมหรอกนะครับ คุณจะทำแบบนั้นกับใครก็ได้ที่ไม่ใช่เสี่ยวเสีย”

“ถ้าอย่างนั้น….” คุณชายเซี่ยยักยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ผม มือเรียวช้อนคางผมขึ้นมาแล้วเอ่ยเบาๆ

“ถ้าเป็นนายก็ได้ใช่ไหม”

“………” ผมใบ้กินไปครู่ใหญ่ คุณชายเซี่ยหัวเราะเบาๆก่อนจะนั่งลงบนโซฟาตามเดิม มองผมที่กำลังสรรหาคำพูดตอบโต้กลับไปอย่างยากลำบาก

บ้าชะมัด ปกติผมเป็นฝ่ายแหย่คนอื่นอยู่เสมอโดยเฉพาะเสี่ยวเสีย แต่พอเป็นฝ่ายถูกแหย่บ้างกลับได้แต่นิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูก

“ขี้เล่นเหมือนกันนะครับคุณชาย” ผมกระแอมเรียกความมั่นใจเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไป ให้ตายสิ ร้ายกาจจริงๆเลยนะคนคนนี้เนี่ย…

“ฉันเห็นนายชอบแหย่เสี่ยวเสียก็เลยลองทำดูบ้าง สนุกดีเหมือนกันแฮะ แกล้งนายแล้วสนุกกว่าจริงๆนั่นแหละ”

มุมปากของผมกระตุกเล็กน้อยเมื่อได้ฟังถ้อยคำของอีกฝ่าย แล้วทำไมจู่ๆผมถึงกลายเป็นเป้าหมายแทนน้องชายไปแล้วล่ะ….

“นี่คุณไม่ได้รักน้องชายผมจริงๆใช่ไหม ถ้างั้นก็คุยกันง่ายหน่อย ในเมื่อคุณไม่ได้รักเขา—-”

“อืม ฉันรักพี่ชายของเขาน่ะ ก็เลยแกล้งน้องเพื่อให้พี่สนใจ”

“ห๊ะ…………”

จู่ๆก็พูดอะไรของคุณออกมาน่ะ….

“แย่จัง เผลอพูดออกไปซะแล้ว” คุณชายเซี่ยเอามือปิดปากแล้วเอียงคออย่างไร้เดียงสา แต่ผมกำลังช็อกเลยไม่ได้รู้สึกอะไรกับความน่ารักของอีกฝ่าย

“ก็อย่างที่พูดไปน่ะนะเฮยเสียจื่อ ฉันรักนายก็เลยร่วมมือกับเสี่ยวเสียวางแผนนี้ขึ้นมา เพื่อจะได้เจอหน้านายบ่อยๆ ความจริงแผนการอ้อมค้อมนี้เป็นความคิดของน้องชายนายนั่นแหละ”

ว…ว่าไงนะ?!!!

ผมนึกถึงใบหน้าของน้องบุญธรรมแล้วรู้สึกรวดร้าวไปทั้งใจ เสี่ยวเสีย ทำไมถึงหลอกพี่ชายคนนี้ได้ลงคอ….

“แต่ฉันจะไม่อ้อมค้อมอีกต่อไปแล้ว เฮยเสียจื่อ” คุณชายลุกขึ้นมาจากโซฟา ร่างบางเดินเข้ามาใกล้ผมที่นั่งพิงเบาะนุ่มอย่างหมดแรง เขาโน้มหน้าลงแล้วกระซิบข้างๆหูผมเบาๆ

“จากนี้ไปทนการรุกจีบของฉันให้ดีก็แล้วกัน”

“เดี๋ยวสิครับ คุณคิดจะเป็นภรรยาของผมจริงๆหรือไง คิดผิดคิดใหม่ได้นะคุณชาย ถึงจะเป็นลูกบุญธรรมของสกุลอู๋แต่ผมไม่เหมาะกับคุณหรอกนะ” ผมเค้นเรี่ยวแรงทั้งหมดตอบกลับไป จิตใจของผมกำลังห่อเหี่ยวที่ถูกน้องชายแสนรักหลอก ถึงจะไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแต่แค่เสี่ยวเสียชูนิ้วกลางใส่ผมก็แทบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่แล้ว

หัวใจของพี่จ๋ามันเปราะบางนะ…

“นายสิภรรยา เอาเถอะ พูดไปตอนนี้นายก็น่าจะยังไม่เข้าใจ ต่อไปเดี๋ยวก็รู้เองล่ะนะ” คุณชายยิ้มหวานหยดย้อยแต่ผมรู้สึกได้ถึงอันตรายบางอย่างที่แอบแฝงอยู่ในรอยยิ้มนั้น

แต่เอาเถอะ ถ้าเป้าหมายไม่ใช่เสี่ยวเสียก็ถือว่าเป็นเรื่องดีล่ะมั้ง…

ผมจิบน้ำเก๊กฮวยในแก้วเพื่อระงับความแห้งผากในลำคอ คุณชายเซี่ยมองหน้าผมแล้วยิ้มบางๆ ผมรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าจึงเบนสายตามองไปทางอื่น

ถึงจะแปลกใจที่จู่ๆคนที่เขาตั้งใจจะจีบดันกลายเป็นผมไปเสียได้ แต่ก็ช่างมันเถอะ

“ฉันจะเป็นสามีนายให้ดู”

ผมนึกถึงร่างบอบบางของเขาแล้วหลุดหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้

ก็ขอให้ทำได้อย่างที่ปากพูดละกันครับ

……..

‘ขอโทษนะครับคุณหนู แต่ผมคงปล่อยให้คุณกอดน้องชายผมไม่ได้หรอกนะครับ ถึงคุณจะเป็นสาวสวยก็เถอะ’

มุมปากของผมกระตุกเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ผมเงยหน้ามองเจ้าของแว่นกันแดดแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

‘ฉันเป็นผู้ชาย…’

ผมเหมือนได้ยินเสียงแว่นร้าวจากอีกฝ่าย อู๋เสีย ญาติห่างๆของผมที่เป็นคนต้นเรื่องเดินหลบเข้าไปในบ้านพัก ปล่อยให้ผมยืนเผชิญหน้ากับชายแปลกหน้าเพียงลำพัง

‘ถ้าอย่างนั้นยิ่งให้เข้าใกล้เสี่ยวเสียไม่ได้เด็ดขาด’ อีกฝ่ายพึมพำออกมาเบาๆแต่ผมไม่สนใจคำพูดนั้น ถ้าจำไม่ผิดญาติของผมเขาเป็นลูกคนเดียวไม่ใช่หรือไงแล้วนี่งอกมาจากไหนอีกคนละเนี่ย หรือว่าเป็นลูกเมียเก่า?

ผมนึกถึงละครน้ำเน่าช่วงเย็นแล้วพยักหน้าหงึกหงัก ทว่า อีกฝ่ายที่ดูเหมือนว่าจะเดาความคิดของผมออกเลยรีบอธิบายทั้งๆที่ผมยังไม่ได้ถาม

‘ผมเป็นพี่ชายบุญธรรมของเสี่ยวเสีย’

อ้อ…

ผมพยักหน้าอีกครั้ง และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เจอกับพี่ชายที่หวงน้องได้น่าหมั่นมากที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จักมา

ชื่อของหมอนั่นคือเฮยเสียจื่อ ทุกครั้งที่ผมมาเยี่ยมอู๋เสียที่หังโจวเขาก็จะเสนอหน้าเข้ามาแทรกกลางระหว่างบทสนทนาของพวกเราทุกครั้งจนผมหงุดหงิด ทว่า จากที่ตอนแรกก็แค่ไม่อยากใส่ใจเจ้าคนไม่รู้หัวนอนปลายเท้าคนนี้ ไปๆมาๆผมกลับรู้สึกว่า สีหน้าร้อนใจที่ปิดไม่มิดของเขานั้น…น่ารักดี

ปกติแล้วเฮยเสียจื่อเป็นคนที่สวมหน้ากากปิดบังความรู้สึกได้อย่างแนบเนียนจนผมเห็นแล้วรู้สึกนับถือในระดับหนึ่ง ทว่า ความร้อนรนที่พยายามซุกซ่อนนั้นกลับเผยให้เห็นว่า ความจริงแล้วเขาไม่ใช่คนแข็งแกร่งอย่างที่พยายามแสดงออกให้คนอื่นเห็นเลยแม้แต่น้อย

อยากเห็นอีกด้านหนึ่งของนายจังเลยนะ…

และด้วยความอยากรู้อยากเห็นในตอนนั้น ผมไม่รู้ตัวเลยว่าระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาหัวใจของผมก็ได้ล่องลอยไปอยู่กับเขาเสียแล้ว

คนตระกูลเซี่ยอย่างเซี่ยอวี่ฮัว ถ้าอยากครอบครองใครล่ะก็ ไม่มีทางอยู่เฉยๆหรอก

ในเมื่อเรื่องที่กระตุ้นให้ผมและเฮยเสียจื่อได้พบกันก็คืออู๋เสีย ผมจึงบอกความรู้สึกของผมออกไป และในตอนนั้น อู๋เสียก็เสนอแผนที่จะช่วยให้ผมกับนายแว่นดำได้มีโอกาสใกล้ชิดกัน

มันเป็นแผนการเด็กๆสมกับที่อู๋เสียเป็นคนคิด ทว่า ถึงแม้เซี่ยอวี่ฮัวจะเป็นคนที่ใจเย็นและรอบคอบมากแค่ไหน แต่กับเรื่องนี้ เรื่องของเฮยเสียจื่อ ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด

ผมต้องได้ครอบครอง ทั้งเรือนร่าง…รวมถึงหัวใจของเขาด้วย

……..

ในเวลาที่มีปัญหา คนที่จะเป็นที่พึ่งให้เราได้ก็คือคนในครอบครัว

“เสียจื่อ มีอะไรหรือเปล่า โทรมาหาเตี่ยตอนดึกๆแบบนี้”

“เตี่ย….” ผมครางออกมาเบาๆเมื่อได้ยินเสียงแหบๆคุ้นเคยของชายแก่ท่าทางใจดี ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาผมจะพยายามทำตัวเฉยชากับเตี่ยเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น  แต่เมื่อมีปัญหาอะไรผมจะนึกถึงเขาเป็นคนแรกเสมอ
“เสียจื่อ ใจเย็นๆ ค่อยๆเล่า…”

“…..ไม่หรอก ไม่มีอะไร ผมอยากได้ยินเสียงเตี่ยเฉยๆ เดี๋ยวผมต้องไปทำงานแล้ว อวยพรผมหน่อย” ผมแนบโทรศัพท์ชิดแก้ม คำอวยพรของพ่อบุญธรรมช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าในตัวได้เป็นอย่างดี

“เอาล่ะ เรียบร้อยแล้วใช่ไหม เฮยเสียจื่อ” น้ำเสียงไพเราะของคุณชายดังขึ้นข้างๆใบหูของผม ผมกดตัดสายแล้ววางมือถือลงบนโต๊ะวางโคมไฟข้างเตียง ซุกหน้าลงกับหมอนนุ่มอย่างหมดแรง

“คุณชาย…คุณไม่เหนื่อยบ้างเหรอ นี่ก็หลายยกแล้วนะครับ”

ผมนี่เหนื่อยจนต้องโทรไปขอกำลังใจจากญาติๆแล้วเนี่ย คุณชายนี่แรงดีไม่มีตกจริงๆ

“เอาล่ะ ทีนี้ก็พักพอแล้วนะ ได้เวลามาต่อกันแล้วล่ะ”

“ดะ เดี๋ยวก่อนคุณชาย! ผมต้องโทรหาเสี่ยวเสีย อารอง แล้วก็อาสามก่อนถึงจะมีแรง..อ๊ะ! โทรหาเฮียพานด้วย! โอ้ แล้วก็ๆ…”

“แก้ตัวน้ำขุ่นๆ นายก็แค่เอาพวกเขามาเป็นข้ออ้างให้ตัวเองได้มีโอกาสพักหายใจบ้างใช่ไหมล่ะ แต่นายก็รู้นี่ว่าฉันเป็นคนยังไง”

“คุณชาย!!!”

ผมย้อนนึกถึงความคิดของตัวเองเมื่อตอนที่ถูกเขาสารภาพรัก ขอให้ทำได้อย่างที่ปากพูดอะไรกันเล่า….

ไม่น่าประมาทเซี่ยอวี่ฮัวเลยจริงๆ

……

โฮรกกก ในที่สุดก็จบแบบงงๆแงงง555555 เคยอยากเขียนให้พี่เฮยเป็นบราคอนมานานแล้วค่ะ แล้วก็อยากเขียนโมเมนต์พ่อลูกด้วยฟฟฟฟฟฟฟ หลังจากที่อยู่ในมโนมานานก็ได้ขุดออกมาเขียนซะที ความจริงที่อยู่ในใจเป็นแค่แก๊กสั้นๆค่ะ แต่เอามายืดให้มันเป็นฟิคได้ยังไงก็ไม่รู้ สุดท้ายก็กลายมาเป็นฟิคนี้แงงง555555555 น่ารักกกกฮือออออออออ เป็นการสนองนี้ดตัวเองอีกแล้ว—-/แค่กกกกก

Dàomù bǐjì FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x อู๋เสีย ] ‘ตัวจริง’

Dàomù bǐjì FanFiction

Hēi xiā zi x Wú Xié (เฮยเสีย)

‘ตัวจริง’

……

ท่ามกลางสายฝนที่กำลังโปรยปราย ผมเผลอคีบบุหรี่ขึ้นมาสูบอย่างเหม่อลอยโดยที่ไม่ทันระลึกได้ว่ายังไม่ได้จุดไฟ สายตาจับจ้องไปยังรถยุโรปหรูหราคันหนึ่งที่จอด ณ บริเวณหน้าร้านขายวัตถุโบราณแห่งหนึ่งในเมืองหังโจว

คนที่ก้าวลงจากรถคันนั้นมีคนคุ้มกันคอยกางร่มและเปิดประตูให้ เขาเป็นชายหนุ่มร่างบางและมีเอกลักษณ์ประจำตัวก็คือเสื้อเชิ้ตสีชมพู เป็นคนที่ไม่ว่าใครในวงการคว่ำกรวยก็ต้องรู้จัก

เซี่ยอวี่ฮัวพร้อมด้วยคนคุ้มกันสองคนเดินเข้าไปในร้าน ผมเพิ่งรู้สึกตัวว่าบุหรี่ที่คาอยู่ในปากนั้นยังไม่ได้จุดไฟจึงหยิบมันออกมา เก็บมันลงกระเป๋ากางเกงแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าครึ้มฝน

ชื่อของผมคือเฮยเสียจื่อ เป็นโจรขุดสุสานที่ทำตัวลึกลับและเรียกได้ว่ามีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง ความจริงแล้วในเวลานี้ผมควรจะทำงานเสี่ยงชีวิตหาสมบัติอยู่ในสุสานที่ใดที่หนึ่ง ไม่ใช่มายืนสังเกตการณ์ร้านขายวัตถุโบราณแห่งนี้อยู่อย่างลับๆ

ผมเลิกมองท้องฟ้าขมุกขมัวแล้วเหลือบตามองไปยังหน้าร้านขายวัตถุโบราณของนายน้อย เฝ้ามองต่อไปเรื่อยๆอย่างที่เคยทำเป็นปกติทุกครั้งเมื่อเดินทางมาหังโจว ทำเพียงแค่มองหน้าร้านของอีกฝ่ายแต่ไม่เคยเสนอหน้าเข้าไปเลย

เมื่อไหร่กันนะที่ผมตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะค่อยๆเลือนหายไปจากความทรงจำของเขา บางทีอาจจะตั้งแต่นึกทบทวนอะไรหลายๆอย่าง ตั้งแต่ตอนที่ตอกย้ำคำพูดเสียดแทงใจให้ตัวเองฟังว่าตัวผมนั้นไม่คู่ควรกับเขามากถึงมากที่สุด

เฮยเสียจื่อคนนี้เป็นแค่ผู้ชายเดนตายที่ใช้ชีวิตอย่างโลดโผนไปวันๆ ขลุกอยู่ในวงการสีดำจนถอนตัวไม่ขึ้นโดยที่ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ไปได้อีกนานเท่าไหร่ เป็นแค่ผู้ชายที่อาจจะชักนำอันตรายมาสู่คนสำคัญ เพราะฉะนั้นจึงเป็นคนที่สมควรทรมานอยู่กับความโดดเดี่ยว มากกว่าที่จะดึงคนอื่นติดร่างแหไปด้วย

โดยเฉพาะถ้าคนคนนั้นเป็นนายน้อย…เป็นอู๋เสีย เป็นคนที่ผมรัก…

ผมปล่อยให้ตัวเองยืนตากฝนต่อไปเรื่อยๆ ไม่สนใจเม็ดฝนที่ทำให้ผมสีดำค่อนข้างยุ่งเหยิงลู่ลงจนดูแปลกตา น่าแปลกที่ไอเย็นของอากาศทำให้ร่างกายของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากอย่างผมสั่นสะท้านอย่างที่ไม่ควรจะเป็น หรือวันนี้ควรพอแค่นี้ดี อากาศก็เย็นลงแล้ว ถึงจะมองหน้าร้านของนายน้อยไปเรื่อยๆก็ใช่ว่าผมจะคิดถึงเขาน้อยลงนี่นา

แต่ถึงจะรู้อย่างนั้น ผมก็ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ มองข้ามรถยุโรปคันหรูแล้วจับจ้องประตูร้านต่อไปเรื่อยๆ ถึงแม้จะตระหนักได้ว่าการแอบมองร้านขายวัตถุโบราณของเขาทุกครั้งที่มาหังโจวจะไม่ค่อยช่วยให้ผมคิดถึงเขาน้อยลงเท่าไหร่ แต่ผมก็ยังคงทำแบบนี้อยู่ซ้ำๆ ว่ากันว่าคนที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยวด้วยก็คือคนโง่มีความพยายามในการทำเรื่องโง่ๆ ถ้าผมในเวลาปกติเจอคนที่แอบรักใครแต่ไม่อยากเข้าไปอยู่ในใจเขาเลยได้แต่มองร้านของเขาอย่างนี้ ผมเองก็คงไม่อยากยุ่งกับคนพพรค์นั้นเท่าไหร่นัก

ในที่สุดคุณชายเซี่ยก็เดินออกจากร้านโดยที่มีนายน้อยเดินตามมาส่ง สายตาของผมจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของนายน้อย ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นไปทั่วอก

ไม่ได้นะเฮยเสียจื่อ นายห้ามเดินออกไปเด็ดขาด คนอย่างนายมองเขาได้แค่ฝ่ายเดียว แต่ห้ามเข้าไปอยู่ในระยะสายตาของเขา ได้ยินไหม นายไม่มีสิทธิ์ได้รับความรู้สึกอะไรจากเขาทั้งนั้น

รถยุโรปค่อยๆแล่นฝ่าสายฝนไปอย่างนุ่มนวล นายน้อยกำลังหันหลังกลับเข้าไปในร้าน ก่อนที่สมองจะได้สั่งการอะไร ขาของผมก็พาผมออกจากที่ซ่อนตัวโดยอัตโนมัติ มือข้างขวาเอื้อมไปข้างหน้าราวกับจะไขว่คว้าแผ่นหลังนั้นไว้ แผ่นหลังของนายน้อยที่สะท้อนอยู่ในเลนส์แว่นกันแดดสีดำคู่ใจ

“เฮยเสียจื่อ”

“อ๊ะ…” ผมได้สติขึ้นมาทันที รีบลดมือที่ทำท่าจะคว้าอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นเอาไว้ นายน้อยที่น่าจะรู้สึกได้ถึงเสียงฝีเท้าของผมยืนมองผมอยู่หน้าร้าน ส่วนผมยืนอยู่กลางถนน ระยะห่างของพวกเราถือว่าไม่ไกลเท่าไหร่นัก แต่ก็เรียกได้ว่าไม่ใกล้จนเกินไป

“ยืนเซ่ออะไรอยู่ตรงนั้น เปียกหมดแล้วไม่ใช่หรือไง รีบๆเข้ามาสิ” นายน้อยกวักมือเรียกผมที่กำลังยืนอึ้ง ถึงแม้จะอยากเดินเข้าไปกอดใจจะขาดแต่ก็ไม่สมควรทำอย่างนั้น

ผมยิ้มบางๆให้อีกฝ่ายก่อนจะค่อยๆถอยหลังออกไปช้าๆ ฝืนสู้กับความรู้สึกของตัวเองแล้วหันหลังเดินหนี น่าแปลก ทั้งๆที่น้ำฝนที่เกาะอยู่ตามร่างกายที่เปียกโชกนั้นให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก แต่น้ำฝนที่ไหลอาบแก้มผมกลับอุ่นเหลือเกิน

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”

ในขณะที่ผมกำลังก้าวขาหนักอึ้งพาตัวเองกลับโรงแรม นายน้อยก็ทำในสิ่งที่ผมคาดไม่ถึง เขาวิ่งข้ามถนนหน้าร้านมาแล้วกระโจนใส่ผมที่หลบไม่ทัน แต่ถึงจะมีสติหลบทันผมก็คงเลือกที่จะไม่หลบอยู่ดี เพราะถ้าผมหลบ คนที่เป็นฝ่ายเจ็บตัวจะมีแต่เขาคนเดียว

ด้วยเหตุนั้นจึงกลายเป็นว่าเราสองคนกลิ้งหลุนๆเขาไปในเขตพื้นดินเล็กๆที่ถูกทิ้งร้างข้างทาง ผมครางออกมาเบาๆอย่างมึนหัว นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย ขณะที่กำลังจะหันไปต่อว่าการกระทำที่ไม่รู้จักคิดของอีกคนที่กำลังคร่อมผมอยู่ นายน้อยก็ดึงแว่นกันแดดของผมออก อุณหภูมิของสายฝนทำให้ความร้อนรนและความตกใจของผมมลายหายไป

“นายน้อย เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอกครับ กลับเข้าร้านไปเถอะ”

“นาย…ตาแดงๆนะ”

“ช่างผมเถอะครับ แต่ถ้าคุณไม่รีบกลับเข้าร้านเดี๋ยวจะเป็นหวัดนอนซมเอานะ” ผมผลักเขาออกเบาๆแล้วลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก เผชิญหน้ากับนายน้อยที่ยืนกอดอกด้วยท่าทางที่เหมือนกับว่าเขากำลังโมโห

“ทำไมช่วงนี้ไม่ค่อยโผล่หัวมาเลย ไร้ฝีมือจนหาอะไรมาขายฉันไม่ได้หรือไง”

“อืม…ช่วงนี้มือตกน่ะครับ” ผมเออออไปอย่างไม่คิดอะไรมากนัก ตั้งใจจะเดินหนีแต่นายน้อยดันเข้ามากอดผมไว้แน่น

“นายน้อย…?”

“ถ้าอย่างนั้นจู่ๆก็อย่าหายไปเลยสิ ถึงจะไม่มีธุระอะไรก็มาหาฉันได้ไม่ใช่หรือไง”

“อา…เรื่องนั้น….” ผมยิ้มเศร้าๆ ไม่รู้จะพูดตอบอีกไปว่าอย่างไรดี

“นายก็รู้ดีนี่ ถ้าฉันสนิทกับใคร ฉันก็จะเป็นห่วงคนคนนั้นมาก ต่อให้เขาหนีฉันก็จะยิ่งตามไป สุดท้ายแล้วถ้ายังหนีอยู่ฉันก็จะเลิกตาม เพราะเคารพในการตัดสินใจของเขา”

นายน้อยเว้นวรรคอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า “แต่ถ้าฉันรักใคร ฉันก็จะไล่ตามคนคนนั้นไปเรื่อยๆ ถึงแม้เขาจะหนีฉัน ฉันก็จะตามไปให้ถึงที่สุด ต่อให้ต้องตายฉันก็จะไม่เลิกตาม”

“ต่อให้ต้องเจอกับอะไร ต่อให้นายจะหนีฉันไปตายที่ไหนฉันก็จะตามไปตายอยู่ข้างๆนาย” นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายความมุ่งมั่นเสียจนผมพูดอะไรไม่ออก

อย่าว่าแต่หนีเขาเลย แค่หนีหัวใจตัวเองผมยังทำไม่ได้เสียด้วยซ้ำ……

“คุณเป็นตัวจริงของผม นายน้อย แต่ผมไม่มีควรเป็นแม้แต่ตัวสำรองของคุณ”

คุณเป็นที่ผมรัก แต่ผมไม่ต้องการให้คุณรักผม ถึงแม้การให้ความรักโดยไม่ได้อะไรตอบแทนจะเป็นเรื่องที่ทรมานมากแค่ไหนก็ตาม

“ทำไม! ทำไมฉันถึงจะรักนายบ้างไม่ได้ ทั้งๆที่ฉันน่ะ…” นายน้อยกอดผมแน่นกว่าเดิม ร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความโกรธ

“ทั้งๆที่ฉันน่ะรักนาย รักที่สุด!!”

“…….” ผมได้พูดอะไรไม่ออก ในหัวรู้สึกว่างเปล่า ทั้งๆที่ผมพยายามหนี แต่เขากลับไล่ตามอย่างไม่คิดชีวิต

นายน้อย ทำไมคุณถึงได้ดื้ออย่างนี้นะ…

“นายน้อย คุณไม่ต้องกังวลหรอกนะครับ เพราะถึงแม้คุณจะมองไม่เห็น แต่ผมไม่หนีคุณไปไหนไกลหรอก”
ผมยังคงยืนอยู่ตรงนี้ อยู่ใกล้ๆคอยเฝ้ามองคุณมาตลอด…..

“เพราะฉะนั้น……” ผมลูบหัวเขาเบาๆแล้วยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน

“ไม่ต้องเสี่ยงวิ่งตามหาผมหรอกครับ”

ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาต่อเนื่องของเมืองหังโจว นายน้อยยังคงกอดผมแน่นไม่ยอมปล่อยจนผมกลัวว่าเขาจะเป็นหวัด สุดท้ายจึงต้องยอมให้เขาลากเข้าไปในร้านอย่างจนใจ ระหว่างที่ถูกลาก ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยตาเปล่า ไร้ซึ่งแว่นกันแดดปกปิด หยาดน้ำฝนอุ่นๆไหลอาบแก้ม หัวใจพองโตอย่างน่าประหลาด

ทั้งๆที่ไม่ควรจะยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงคำสารภาพรักของนายน้อย ทั้งๆที่ควรจะไปจากที่นี่ แต่ผมกลับละเลยความแน่วแน่ที่มีมาตั้งแต่แรกแล้วทำตามที่หัวใจตัวเองต้องการ

ในขณะที่ในหัวของผมกำลังสับสน ความรู้สึกบางอย่างกลับเด่นชัดอยู่ในใจเฉกเช่นเมื่อก่อน ถึงแม้จะมีหลายๆเรื่องที่ผมไม่รู้ว่าควรจะจัดการอย่างไรต่อไปดี แต่ก็มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ดี รู้ดีมากกว่าใครบนโลกใบนี้

ผมรู้ว่าตัวเองรักนายน้อยมากขนาดไหน

รักอย่างที่ไม่สามารถจะรักใครได้อีก….

……….

จ จบแล้วค่ะฟฟฟฟฟ พอเห็นเดย์ลี่หัวข้อนี้ปุ๊บก็นึกถึงหัวข้อ ‘ตัวสำรอง’ ที่เขียนค้างไว้ไม่จบซะทีเพราะสงสารพี่เฮย;-; ก็เลยเอามาดัดแปลงให้ซอฟต์ลงนิดนึงค่ะ สุดท้ายก็ทำร้ายพี่เฮยไม่ลงจริงๆฮือออ;-; ให้พี่เขาช้ำมาหลายฟิคแล้ว ขอให้ได้มีความสุขบ้างเถอะ ซักนิดนึงก็ยังดีฟฟฟฟฟ นายน้อยตรงไปตรงมาเหมือนเด็กๆมากค่ะ กู๊ดจ๊อบบบ จากนี้ไปความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเป็นยังไงก็แล้วแต่พลังจิ้นของทุกคนเลยค่ะ ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ;///;