Dàomù bǐjì FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x อู๋เสีย ] ‘ชาดอกเก๊กฮวยขาวจากหังโจว’

Dàomù bǐjì FanFiction

Hēi xiā zi x Wú Xié (เฮยเสีย)

‘ชาดอกเก๊กฮวยขาวจากหังโจว’

…….

“เฮยเสียจื่อ”

“ว่าไงครับนายน้อย”

ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบของห้องพักหลังร้านขายวัตถุโบราณของผมในเมืองหังโจว ผมกับชายหนุ่มชุดดำสวมแว่นกันแดดนั่งเผชิญหน้ากันโดยมีโต๊ะไม้ตัวเล็กๆตัวหนึ่งคั่นกลาง

“คิดยังไงถึงซื้อชาดอกเก๊กฮวยขาวหังโจวมาฝากคนหังโจว……..”

“ก็ผมอยากลองดื่มดูนี่นา” เจ้าของแว่นกันแดดสีดำยักไหล่เล็กน้อยก่อนจะค่อยๆยกถ้วยชาขึ้นดื่มลิ้มรสชายี่ห้อดัง

“ได้ข่าวว่านายซื้อมาฝากฉันไม่ใช่เรอะ” ผมมองชายหนุ่มด้วยสายตาเอือมระอาก่อนจะยกชาขึ้นซดบ้าง ไอ้อร่อยน่ะมันก็อร่อยอยู่หรอก แต่มันไม่แปลกใหม่เลยน่ะสิ อุตส่าห์มาตั้งไกลก็ช่วยซื้ออะไรที่มันไม่มีขายหรือหาซื้อยากในหังโจวมาให้หน่อยจะได้ไหม

“นอกจากอยากลองดื่มก็มีอีกเหตุผลนึงครับ พอเห็นรูปดอกเก๊กฮวยสีขาวบนซองชาก็ทำให้นึกถึงคุณขึ้นมา” นายแว่นดำวางถ้วยชาลงบนโต๊ะก่อนจะรินชาจากในกาเติมลงในถ้วยที่ว่างเปล่าใบนั้น

ผมมองควันจางๆเหนือถ้วยชาของเขาแล้วถามออกไปอย่างไม่คิดอะไรมาก

“นึกถึงผู้ชายอกสามศอกตอนที่มองดอกเก๊กฮวยสีขาวเนี่ยนะ นอกจากสายตาไม่ดีแล้วยังสมองไม่ดีอีกเหรอ”

“นายน้อย คุณด่าผมตรงๆก็ได้นะครับ จะพูดยาวๆเยิ่นเย้อไปทำไม” เฮยเสียจื่อมุมปากกระตุกนิดหน่อยแต่สุดท้ายก็ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่แตกต่างจากรอยยิ้มเสแสร้งของเขา

“นายมันโง่” ผมด่าเขาออกไปตรงๆตามคำขอ

“โง่แล้วรักรึเปล่าล่ะครับ” นายแว่นดำเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ ถึงแม้ผมจะเบะปากกับคำพูดของเขาแต่หัวใจกลับเต้นตูมตามอย่างไม่มีเหตุผล

อีกแล้ว…เป็นอย่างนี้อีกแล้ว…

“ทำไมนายถึงได้ชอบทำเสียงอย่างนั้นกันนะ ฟังดูไม่จริงใจเลย” ผมแสร้งถอนหายใจ ขณะเริ่มต้นหัวข้อสนทนาเรื่องใหม่โดยที่ไม่ทันได้คิดว่าผมเคยถามเรื่องนี้กับเขาไปแล้ว

สิ่งที่ผมเกลียดที่สุดก็คือน้ำเสียงหยอกล้อที่ซุกซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงไว้ของชายที่ชื่อเฮยเสียจื่อ ถึงแม้จะเคยขอให้เขาเลิกทำเสียงแบบนั้นแต่หมอนั่นก็หัวเราะเบาๆแล้วยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

‘มันเป็นสไตล์ครับนายน้อย’

สไตล์พ่อง… ผมเคยเกือบจะด่าออกไปแบบนั้นแต่ก็ฝืนกลืนคำด่ากลับเข้าไปในคอเพราะเห็นว่ายังไม่สนิทกันดี

และคราวนี้เขาก็ยังคงตอบคำถามผมด้วยประโยคเดิมๆ

“มันเป็นสไตล์ครับนายน้อย”

“สไตล์พ่อง..”

คราวนี้ผมด่าออกไปจริงๆ เฮยเสียจื่อหัวเราะลั่นแต่ผมรู้สึกได้ทันทีว่าเขาหัวเราะออกมาจากใจจริง ไม่ใช่เสียงหัวเราะที่ดังออกมาจากลำคอแต่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆเหมือนที่เจ้าตัวมักจะเสแสร้งทำ

ผมจิบชาระหว่างที่รอเฮยเสียจื่อหยุดหัวเราะก่อนจะนึกสงสัยในใจ ผมแค่ด่าเองนะ มันตลกขนาดนั้นเลยเหรอ แต่สุดท้ายก็เมินเฉยต่อคำถามนั้นไปแล้วหันไปสนใจหัวข้อที่เรายังคุยกันค้างไว้อยู่

“นายยังไม่ได้ตอบฉันเลยว่าทำไมเห็นดอกเก๊กฮวยขาวแล้วนึกถึงฉัน”

เฮยเสียจื่อนิ่งไปเล็กน้อยราวกับว่ากำลังเรียบเรียงคำตอบในหัว

“คุณเหมาะกับสีขาว พอเห็นดอกเก๊กฮวยขาวก็เลยนึกถึงคุณไง ที่สำคัญดอกเก๊กฮวยขาวยังมีอยู่แค่ที่หังโจวด้วย ที่อื่นมีแต่ดอกสีเหลืองๆ” เฮยเสียจื่อเว้นวรรคเล็กน้อย จิบน้ำชาในถ้วยครู่หนึ่งแล้วจึงวางถ้วยเปล่าลงบนโต๊ะก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า

“คุณเองก็มีอยู่แค่ที่หังโจวเท่านั้นแถมยังเหมาะกับสีขาว ไม่แปลกหรอกที่ผมจะนึกถึงคุณตอนที่เห็นมัน”

“เข้าใจเปรียบเทียบดีนี่” ผมจิบชาอุ่นๆขณะนั่งฟังเฮยเสียจื่ออธิบาย งั้นเหรอ อู๋เสียแห่งหังโจวกับดอกเก๊กฮวยขาวหังโจวมีรายละเอียดที่ทำให้นึกถึงกันอยู่…

แต่รายละเอียดที่ว่ามันก็ไม่ใช่อะไรที่สะดุดตานัก ถ้าเป็นผมคงคิดแค่กว้างๆว่าดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงแล้วก็คงไม่สนใจแน่ คงไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งอย่างนายแว่นดำล่ะมั้ง…

“นายว่าฉันเหมาะกับสีขาวจริงๆเหรอ ใส่เสื้อสีดำอย่างนายอาจจะเหมาะกว่าก็ได้ล่ะมั้ง” ผมว่าพลางวางถ้วยชาลงกับโต๊ะ ตัดสินใจที่จะไม่บอกเขาไปว่าถ้าใส่เสื้อสีขาวจะทำให้ดูอ้วนกว่าความเป็นจริง การสวมเสื้อสีทึบๆอาจซ่อนพุงน้อยๆของผมได้ดีกว่า ด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดมาตลอดว่าความจริงแล้วผมอาจจะเหมาะกับสีเข้มๆมากกว่าสีโทนอ่อนก็เป็นได้

“ไม่หรอก คุณน่ะเหมาะกับสีขาว เวลาที่เห็นอะไรขาวๆผมก็จะนึกถึงคุณตลอดเลย” เฮยเสียจื่อรินชาให้ผมแล้วจึงรินให้ตัวเอง ผมพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณก่อนจะจิบชาถ้วยนั้นหนึ่งอึก

“แปลว่านายเห็นอะไรสีขาวก็นึกถึงฉันหมดงั้นสิ กระดาษ แผ่นซีดีเปล่า ทิชชู่ หรือว่าแม้แต่ชุดชั้นในสีขาว?”

เฮยเสียจื่อแทบจะพ่นน้ำชาใส่หน้าผม เขาอดทนกลืนอย่างยากลำบากก่อนจะปล่อยก๊ากออกมาเสียงดัง อะไรกันล่ะนั่น หัวเราะง่ายเกินไปแล้ว! ถ้าเป็นนายอ้วนเขาต้องตบมุกผมด้วยมุกที่เหนือกว่า แต่นายแว่นดำกลับหัวเราะตั้งแต่มุกแรก ว่าแต่มันตลกตรงไหนล่ะเนี่ย ผมไม่เข้าใจเขาเลยจริงๆ…

“นายน้อย คุณรู้ตัวมั้ยว่าคุณทำอะไรก็ตลกไปหมด”

“นายจะบอกว่าฉันควรปิดกิจการแล้วไปเล่นตลกคาเฟ่งั้นเหรอ บ้าสิ อย่างนั้นเตี่ยฉันฆ่าฉันตายแน่”

เฮยเสียจื่อสูดหายใจเข้าลึกๆหลังจากที่หัวเราะอยู่นานพอสมควร ช่วงแรกๆที่เจอกันเขาก็ชอบมองผมแล้วยิ้มๆจนผมนึกว่าเขาเป็นคนสติไม่เต็ม แต่ถ้าสังเกตดีๆ ผมรู้สึกว่าเขาไม่ค่อยยิ้มและหัวเราะอย่างจริงๆใจกับใครเท่าไหร่นัก นอกจากผมคนเดียว…

ถึงแม้จะไม่อยากยอมรับเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึก…ดี

“ผมจะมองอะไรก็นึกถึงหน้าคุณ จะทำอะไรก็คิดถึงคุณทุกเวลานั่นแหละ” เฮยเสียจื่อพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่จริงจังเช่นเคยแต่กลับทำให้ใจผมเต้นรัวเร็วผิดจังหวะอย่างน่าประหลาด

อีกแล้ว…เป็นอย่างนี้อีกแล้ว…

ในขณะที่ผมกำลังสับสน เสียงโทรศัพท์มือถือของอีกฝ่ายก็ดังขึ้น เจ้าของแว่นกันแดดสีดำรับสายแล้วพูดตอบรับไปสั้นๆสองสามคำจากนั้นจึงกดตัดสาย เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงแล้วยืนขึ้นบิดขี้เกียจไปมา

“ผมมีงานด่วนคงต้องรีบกลับทันที เอาไว้เดี๋ยวผมจะซื้อชายี่ห้อนี้มาฝากอีกละกันครับ”

“ไม่ต้องเลย” ผมทำทีเป็นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอือมระอาพร้อมๆกับมองส่งแผ่นหลังของเขา จิบชาอีกเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ทันทีที่ไร้ร่างของเฮยเสียจื่อบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ความคิดของผมก็เริ่มฟุ้งซ่านขึ้นมาทันที

ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่ที่ผ่านมาผมรู้สึกได้ถึงสายตาเป็นห่วงเป็นใยที่ซ่อนอยู่หลังแว่นกันแดดนั่น

รู้สึกได้ว่าถึงแม้เขาจะจงใจสร้างระยะห่างระหว่างเรา แต่พอเผลอทีไรก็เป็นเขาเองนั่นแหละที่มักจะยืนอยู่ข้างกายผมเสมอ และทันทีที่รู้ตัว เฮยเสียจื่อก็จะรีบถอยไปข้างหลัง คอยเฝ้ามองอยู่ห่างๆแทนที่จะยืนอยู่เคียงข้างกัน

เฝ้ามองด้วยสายตาเจ็บปวดเบื้องหลังแว่นกันแดด

ไม่รู้ว่าทำไม แต่ผมรู้สึกไม่ชอบใจเลย รู้สึกเจ็บที่หัวใจอย่างไม่มีสาเหตุ….

ทำไมถึงได้หนีฉันล่ะ ทำไมถึงไม่ยืนอยู่ข้างๆฉัน…

ถ้ายืนมองจากตรงนั้นไกลๆแล้วมันทรมานก็มายืนข้างๆกันสิ มาอยู่ข้างๆฉันนี่

พอรู้ตัวอีกที ผมก็กำลังจิบน้ำชาที่ถูกปรุงรสเพิ่มเติมด้วยน้ำตาที่กำลังไหลริน

บ้าจริง…นี่ผมเป็นอะไรไป ทำไมถึงได้…รู้สึกเจ็บปวดขนาดนี้กันนะ

คงไม่ได้…หลงรักเจ้าแว่นกันแดดนั่นจริงๆใช่มั้ย? อู๋เสีย…

……….

ตอนที่เห็นหัวข้อเดย์ลี่ครั้งแรกก็รู้สึกตันมากค่ะ เพราะเพิ่งเขียนหัวข้อแบล็คไปแล้วในเนื้อเรื่องของฟิคนั้นก็มีเนื้อหาที่คิดว่าถ้าใส่ในหัวข้อไวท์แล้วต้องโอเคแน่ๆ แต่ก็เขียนไปแล้วนี่นะ… และขณะที่กำลังนึกๆถึงอะไรที่พอจะโยงกับสีขาวได้ ด้วยความที่ตีหนึ่งตีสองเป็นช่วงเวลาที่เกิดความคิดอะไรแปลกๆมากที่สุดก็ทำให้นึกถึงโฆษณาชายี่ห้อหนึ่งขึ้นมา…เพีxxริคุ ชาเก๊กฮวยขาวจากหังโจว.. จากนั้นก็เลยกลายเป็นฟิคเรื่องนี้นั่นเองค่ะ หลังจากที่เขียนในมุมมองพี่เฮยก็อยากจะลองเขียนในมุมมองของนายน้อยบ้างค่ะ (ท้ายๆอาจจะรีบจบไปหน่อยเพราะเริ่มตัน—/แค่กกก) พี่เฮยที่ขอรักเขาข้างเดียวไม่ต้องการให้เขารักตอบกับนายน้อยที่กำลังสับสนในการกระทำของพี่เฮยและเริ่มหลงรักพี่เฮยโดยไม่รู้ตัวนี่มันช่าง….อาาาาา ไม่ดราม่าคู่นี้ซักครั้งจะได้ไหมฮือออออฟฟฟฟฟฟฟ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s