Dàomù bǐjì FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x อู๋เสีย ] ‘Black and White’

Dàomù bǐjì FanFiction

Hēi xiā zi x Wú Xié (เฮยเสีย)

‘Black and White’

…..

ผมจำแนกมนุษย์บนโลกใบนี้ออกเป็นสองสี นั่นก็คือสีขาวและสีดำ โดยที่แต่ละคนจะมีความเข้มความอ่อนของทั้งสองเฉดสีแตกต่างกันไป

ชื่อของผมคือเฮยเสียจื่อ แน่นอนว่าคนอย่างผมย่อมต้องเป็นคนประเภท ‘สีดำ’ อย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ใช่สีเทา เทาเข้ม หรือสีดำอ่อนดังเช่นมนุษย์ปกติธรรมดาทั่วๆไป

ผมดึงบุหรี่ในซองขึ้นมาจุด สูดอัดควันนิโคตินเข้าไปเต็มปอดขณะลอบมองเข้าไปในร้านขายวัตถุโบราณแห่งหนึ่ง ณ เมืองหังโจว ร่างของชายหนุ่มวัยสามสิบคนหนึ่งยืนอยู่หน้าเคาท์เตอร์ กำลังรับซื้อวัตถุโบราณที่ผมไม่รู้จัก

ชายคนนั้นคือเถ้าแก่น้อยของร้าน คนที่ผมเคยเรียกเขาว่านายน้อยสาม อู๋เสีย

จนถึงตอนนี้ผมก็ยังเรียกเขาเช่นนั้น ผมนึกมาตลอดว่าการเรียกใครด้วยชื่อที่ฟังดูสุภาพหรือให้เกียรติคนอื่นจะช่วยสร้างระยะห่างได้ดี ดังนั้นจึงปฏิบัติตามหลักการข้อนี้อย่างเคร่งครัด ไม่ได้เพื่อเป็นการให้เกียรติคนอื่น แต่เพื่อกันพวกเขาออกห่างจากตัวเอง

ผมเห็นลูกค้าเดินออกจากร้านด้วยสีหน้าพึงพอใจ นายน้อยสามบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับเข้าไปหลังร้าน

ผมละสายตาจากเคาท์เตอร์ที่เงียบสงบ เหม่อมองควันสีขาวขุ่นของบุหรี่ราคาถูกที่ถูกพ่นออกมาจากปาก ถ้าผมเป็นคนประเภท ‘สีดำ’ ล่ะก็ นายน้อยก็เป็นคนประเภท ‘สีขาว’

สีขาวเป็นสีที่ผมคิดว่าหาได้ค่อนข้างยากในระดับหนึ่ง เขาไม่ใช่สีขาวที่สว่างไสวจนแสบตา แต่เป็นสีขาวที่คนมีปัญหาด้านสายตาอย่างผมสามารถจ้องนานๆได้อย่างสบายใจ สีขาวที่เรียบง่ายแต่กลับมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างน่าประหลาด

เป็นสีขาวที่ละลายสีดำสนิทของผมยามเข้าใกล้เขา ละลายกำแพงในใจที่สูงตระหง่าน และเริ่มละลายหัวใจของผม

ตัวผมอยู่ท่ามกลางสีดำสกปรกทุกวัน เมื่อได้พบเจอและพูดคุยกับนายน้อยครั้งแรกผมจึงรู้สึกสนใจเขา สีขาวของเขาทำให้ผมสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทันทีที่เสร็จงาน ผมก็จะรีบดิ่งมาหังโจวเพื่อแอบมองเขา และเป็นเพราะส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยมีลูกค้า ผมจึงหอบเอาวัตถุโบราณที่ได้จากการลงสุสานมาขาย เพื่อหาข้ออ้างเจอหน้าเขา เรื่องราวดำเนินอยูาอย่างนี้ไปได้พักใหญ่ๆ ผมก็ตกหลุมรักเขาไปเรียบร้อยแล้ว

ผมตัดสินใจออกจากที่ซ่อนแล้วเดินไปที่ร้าน ลูกจ้างของนายน้อยเดินไปเรียกเขาที่หลังร้าน ระหว่างนั้นผมวางลังไม้ที่แบกมาด้วยลงบนเคาท์เตอร์ มองคนประเภท ‘สีขาว’ ที่หาวปากกว้างขณะเดินออกมา

“วันนี้มีอะไรมาขายฉันล่ะ” นายน้อยถาม

“ไหอะไรซักอย่าง ผมเห็นว่ามันสวยดีเลยขอแบ่งมาขายคุณ”

“ถ้าเป็นของไม่มีราคาฉันไม่รับซื้อนะ นายเอามันไปทำลายทิ้งด้วย อย่ามาทิ้งที่ร้านฉัน” นายน้อยพูดติดตลกก่อนจะเปิดฝาลังออกเพื่อประเมินราคาของที่อยู่ข้างใน ผมจ้องมองใบหน้าของเขาอย่างเหม่อลอย เผลอพึมพำออกมาเบาๆโดยไม่รู้ตัว

“สีขาว….”

“หืม? สีขาวอะไรของนาย จู่ๆก็พูดออกมาแบบนั้น” นายน้อยเลิกคิ้วสงสัย ผมสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะตอบปัดไปอย่างกวนๆ

“ไม่มีอะไร ผมแค่เดาเฉยๆว่ากางเกงในของคุณน่าจะสีขาว”

พอผมพูดออกไปแบบนั้นนายน้อยก็แทบจะทุ่มไหใส่หัวผม ความจริงแล้วพูดอย่างนี้จะถือว่าเป็นการคุกคามทางเพศอย่างหนึ่งรึเปล่านะ ผมไม่ค่อยรู้กฎหมายเสียด้วย แต่จะให้อธิบายทฤษฎีสีของมนุษย์ให้เขาฟังมันก็ดูแปลกๆ ผมจึงได้แต่ยักไหล่แล้วส่งยิ้มกวนประสาทให้เขา นายน้อยเบ้ปากอย่างเอือมระอาก่อนจะหันไปสนใจไหใบนั้นต่อ

“อืม…ฉันให้ซักแสนสอง นายนี่ตาถึงจริงๆนะ”

“เรียกว่าเซ้นส์อาจจะเหมาะกว่าล่ะมั้งครับ” ผมขยับแว่นกันแดดเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าคุณจะรับซื้อเจ้านี่ใช่ไหม”

นายน้อยพยักหน้า ผมยิ้มบางๆก่อนจะเอ่ยชวนอีกคนอย่างอารมณ์ดี

“จริงสิ ถ้าอย่างนั้นผมเลี้ยงข้าวคุณดีกว่า ไหนๆก็ได้เงินมาตั้งแสนสองนี่นะ” ผมดีดนิ้วดังเป๊าะ ส่วนนายน้อยได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมๆ

“นายนี่มัน…ความจริงฉันก็ไม่ได้รังเกียจของฟรีหรอกนะ แต่หัดๆเก็บเงินซะบ้างสิ—” จู่ๆนายน้อยก็หยุดพูดกะทันหัน ผมกระพริบตาปริบๆ มองคนที่จู่ๆก็เงียบไปด้วยสายตานึกสงสัย

“มีอะไรรึเปล่าครับ?”

จู่ๆเขาก็ดึงแขนผมเข้าไปดูใกล้ๆ พึมพำออกมาเบาๆ “เลือด…?”

“มีเลือดติดอยู่ที่แขนเสื้อนาย…ไม่สิ ทั้งตัวเลยนี่!!” ผมก้มมองเชิ้ตสีดำติดกระดุมของตัวเอง นึกย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จะมาหังโจวแล้วยิ้มนิดๆ

“ก่อนมาหาคุณผมมีเรื่องวิวาทกับพวกนักเลงท้องถิ่นนิดหน่อยน่ะครับ อย่าไปใส่ใจเลย”

“ไปทะเลาะกันอีท่าไหนเนี่ย เลือดกระเด็นเต็มตัวขนาดนี้”

“นายน้อยช่างสังเกตดีจัง ดูออกยากขนาดนี้ยังจะเห็นอีก” ผมหัวเราะเบาๆแต่อีกฝ่ายไม่ตลกไปด้วย

“คงไม่ได้ไปฆ่าใครตายใช่ไหม…”

“ไม่ได้ฆ่าครับ แค่สั่งสอนไปนิดหน่อย” ผมโกหกด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม นายน้อยถอยหลังไปเล็กน้อยก่อนจะโบกมือไล่ผม

“ถ้าอย่างนั้นนายกลับโรงแรมไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไป ออกไปกินข้าวในสภาพอย่างนี้เดี๋ยวก็โดนเข้าใจผิดหรอก เดี๋ยวฉันรออยู่ที่ร้าน”

“คร้าบๆ” ผมยิ้มเผล่ก่อนจะรับเงินแล้วหันหลังเดินออกไปจากร้าน นายน้อยเองก็หายกลับไปหลังร้านตามเคย ผมย้อนนึกถึงเหตุการณ์วิวาทที่ฉางซาแล้วถอนหายใจออกมา รู้สึกผิดเล็กน้อยที่โกหกนายน้อยไปแบบนั้น

“ผมทำเพื่อคุณนะ นายน้อย…” ผมพึมพำออกมาเบาๆ ซุกมือทั้งสองข้างไว้ในกระเป๋ากางเกงขณะก้าวขาเดินกลับโรงแรม ภาพของตัวผมที่ใช้มีดสั้นซัดใส่จุดตายของคนพวกนั้นอย่างแม่นยำจนเลือดกระเซ็นโดนเสื้อผ้า ถ้าคนพวกนั้นไม่คิดจะทำอะไรหยาบช้าอย่างนั้นก็คงไม่ตาย

‘เอ็งว่าถ้าจับหลานชายของอู๋ซันเสิ่งไปเรียกค่าไถ่จะได้ซักเท่าไหร่วะ?’

ประโยคที่ผมได้ยินในร้านเหล้ายังคงดังก้องอยู่ในหัว ผมหยิบบุหรี่ในปากออกแล้วขยี้มันอย่างหงุดหงิด ถ้าคิดจะทำอะไรนายน้อยสามอู๋เสียล่ะก็ต้องข้ามศพผมไปก่อน

เพราะเขาเป็นคนสำคัญของผม…

นายน้อยเป็นสีขาวที่ดูไม่สูงส่งจนเกินไปนัก ดูอ่อนแอและไร้ประโยชน์ แต่กลับเปล่งประกายแสงสีนวลอ่อนโยนออกมายามปกป้องคนอื่น

เขาเป็นสีขาวที่ผมสามารถจับต้องได้แต่ก็ต้องหักห้ามใจตัวเองเอาไว้ ถึงแม้จะอยากผูกสัมพันธ์แนบชิดมากขนาดไหนก็พยายามกันตัวเองออกห่าง บอกตัวเองว่าทำได้แต่มองดูเขาจากมุมมืดเท่านั้น คนอย่างนายน้อยไม่สมควรมาเกลือกกลั้วกับสีดำสกปรกอย่างผม ไม่สมควรที่จะรับรู้ตัวตนอันดำมืดของผม

ผมเหมาะที่จะอยู่ตัวคนเดียว อยู่ในสภาวะที่ไร้ซึ่งความผูกพันใดๆ คู่ควรกับความโดดเดี่ยวแต่ลึกๆแล้วผมก็ไม่ชอบใจความรู้สึกแปลกๆที่เกิดขึ้นบ่อยๆในยามที่ผมอ่อนแอและไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร…ความรู้สึกที่เรียกว่า ‘เหงา’

ลู่ซูได้กล่าวไว้ว่า คนที่เชื่อมั่นในตนเองมากเกินไปนั้น เป็นคนที่โดดเดี่ยวอ้างว้างที่สุด ผมเป็นอย่างที่ลู่ซูบอก เชื่อมั่นในฝีมือและความสามารถของตนเองอย่างถึงที่สุดจนไม่เชื่อใจใคร แต่นั่นก็เป็นแค่เหตุผลส่วนหนึ่ง แท้จริงแล้วผมกลัวความผูกพันต่างหาก จึงได้ปิดกั้นใจตัวเองไว้อย่างแน่นหนา

ทว่า แม้ผมจะไม่เปิดใจยอมรับใคร เจ้าของสีขาวอันเป็นเอกลักษณ์กลับทำลายกำแพงสูงตระหง่านในใจของผมลงโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ถึงวีรกรรมของตนเองเลยแม้แต่น้อย

ผมเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อในห้องพักก่อนจะเดินกลับไปที่ร้านของนายน้อยอีกครั้ง

ผมถือวิสาสะเดินเข้าไปหลังร้าน ท่ามกลางความเงียบสงบของร้านขายวัตถุโบราณ นายน้อยนอนหลับอยู่บนเก้าอี้ตัวยาว เสียงกรนเบาๆของเขาทำให้ผมเผลอยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มที่ไม่เหมาะกับคนอย่างผมถ้าหากเพื่อนโจรสุสานด้วยกันได้มาเห็นก็คงช็อกน่าดู ผมโน้มหน้าเข้าไปใกล้ๆกับใบหน้าของอีกฝ่าย มองรูปหน้าดูดีที่หลับไม่ได้สติ สายตาของผมค่อยๆเลื่อนไปจับจ้องอยู่ที่ริมฝีปากบาง

รู้สึก…อยากจูบ…

ผมเงยหน้าขึ้นก่อนจะส่ายหน้าไปมาเรียกสติตัวเอง ไม่ควรทำอย่างนั้นไม่ใช่หรือไง เฮยเสียจื่อ ตั้งสติหน่อย อย่าเอาเปรียบนายน้อยอย่างนั้นสิ

แต่สีดำก็ยังคงเป็นสีดำ ผมไม่ใช่นักบุญที่ตัดความอยากออกไปจากใจได้สำเร็จ ปลายนิ้วชี้ของผมแตะสัมผัสริมฝีปากบางเบาๆ จากนั้นจึงจุมพิตปลายนิ้วนั้นอย่างเศร้าหมอง

ผมเอาแต่ใจตัวเองได้แค่นี้เท่านั้น ต้องไม่มากไปกว่านี้อีกแล้ว..

“นายน้อย ตื่นเถอะครับ ไปหาอะไรทานกันเถอะ” ผมปลุกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอยู่ครู่หนึ่งเขาจึงลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก ผมหัวเราะเบาๆก่อนจะรอเขาไปล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อย เป้าหมายอยู่ที่ภัตตาคารโหลวว่ายโหลว ร้านขึ้นชื่อของเมืองหังโจวนั่นเอง

“เรียบร้อยแล้วล่ะ ไปกันเถอะ” นายน้อยบิดขี้เกียจขณะเดินนำหน้าผมออกจากร้าน ผมเดินตามเขาไปอย่างไม่รีบร้อน ระหว่างนั้นก็เหลือบมองไปรอบข้าง คล้ายกับคนคุ้มกันที่กำลังปกป้องเจ้านายของตน

ผมหยิบบุหรี่ถูกๆของตนขึ้นมาจุดไฟ สูบมันฟอดใหญ่แล้วพ่นออกมา ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นของเมืองหังโจว แผ่นหลังของนายน้อยสะท้อนอยู่ในเลนส์แว่นกันแดดสีดำของผม

เพราะสีดำไม่อาจเคียงคู่สีขาว ผมจึงทำได้แต่เฝ้ามองและคุ้มครองเขาอยู่เบื้องหลังเท่านั้น คอยปกป้องดูแลเขาอยู่อย่างลับๆ เพราะเขาเป็นอู๋เสีย…สีขาวที่ผมรัก

……..

จ จบแล้วค่ะฟฟฟฟ ฟิคเฮยเสียเรื่องที่สองของเรา เรื่องนี้พี่เฮยก็ยังทำตัวเป็นพระรองแสนดีเหมือนเดิม (ถ้าเป็นฮัวเฮยพี่แกก็เป็นนางเอกแสนดี๊แสนดี—) เพิ่งค้นพบตัวเองค่ะว่าชอบพี่เฮยระทมทุกข์แบบนี้—/แค่กกก ชื่อฟิคสิ้นคิดมาก ความจริงเรื่องนี้เราเขียนตอนตีหนึ่งกว่าๆเพราะจู่ๆก็คึกอะไรไม่รู้แล้วค่อยมาเกลา(แบบขี้เกียจๆ)อีกทีตอนสายๆ (…) อาจจะงงๆเบลอๆไปบ้างต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ /-\

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s