Dàomù bǐjì FanFiction [ เซี่ยอวี่ฮัว x เฮยเสียจื่อ ] ‘Moonlight’

Dàomù bǐjì FanFiction

Xiè yǔ huā x Hēi xiā zi  (ฮัวเฮย)

‘Moonlight’

…..

ท่ามกลางความมืดมิดที่ถูกตัดด้วยแสงไฟหลากสีสันแห่งกรุงปักกิ่ง ผมเดินเล่นอย่างสบายอารมณ์เพื่อซึมซับบรรยากาศที่แตกต่างจากในสุสานโบราณที่เพิ่งกลับมาได้ไม่นานมานี้

ผมขยับแว่นกันแดดคู่ใจเล็กน้อย เจ้าแว่นตานี่ถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของผม พวกคนในวงการคว่ำกรวยเรียกผมว่าเฮยเสียจื่อที่แปลว่านายบอดดำก็เพราะแว่นกันแดดที่ผมมักสวมใส่ปกปิดดวงตาของตนอยู่เป็นประจำ ซึ่งผมก็ยอมให้พวกเขาเรียกผมด้วยชื่อนั้นมาตลอดอย่างเต็มใจ

หลายครั้งที่มีคนถามผมว่าสวมแว่นกันแดดในที่มืดๆแล้วไม่ใช่ว่าจะมองไม่เห็นยิ่งกว่าเดิมหรือ ผมได้แต่หัวเราะเบาๆกับประโยคคำถามนั้นแล้วตอบไปอย่างไม่ใส่ใจนัก ‘สวมไว้เห็นชัดกว่าไม่สวม’ จากนั้นก็ไม่อธิบายอะไรต่อ

ดังนั้น ถึงแม้ตอนนี้จะเป็นเวลากลางคืนแต่ผมก็ยังคงใส่แว่นกันแดดอยู่ สงสัยว่าตัวผมในสูทดำทั้งชุดกับแว่นตาดำคงเป็นจุดสนใจอยู่พอควร ผมรู้สึกได้ถึงสายตามากมายที่มองมาทางผม ผมยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจพร้อมกับเดินต่อไป ด้วยความที่ผมไม่ได้มาปักกิ่งซักพักใหญ่ๆ ร้านรวงต่างๆเปลี่ยนไปมากทีเดียว ในตอนแรกผมตั้งใจจะไปหาอะไรดื่มนิดหน่อยที่ร้านเหล้าเจ้าประจำแต่กลับพบว่าร้านนั้นย้ายไปแล้ว ผมถอนหายใจอย่างนึกเสียดายก่อนจะเดินต่อไปอย่างไร้จุดหมาย สอดส่ายสายตาหาร้านที่ดูจะเข้าท่าเข้าทาง พูดง่ายๆก็คือหาร้านที่ขายเหล้าราคาถูกที่สุดนั่นเอง

และในขณะที่ผมกำลังมองร้านร้านหนึ่งอย่างพินิจพิจารณา เสียงหวานคุ้นหูของใครคนหนึ่งก็แว่วเข้ามาในโสตประสาทของผม

“สวัสดี เฮยเสียจื่อ”

“อ้าว นึกว่าเสียงของสาวงามที่ไหนเรียกผม ที่แท้ก็คุณชายเซี่ยนี่เอง” ผมยักคิ้วให้เขาก่อนจะลอบสังเกตอีกฝ่าย คนคนนั้นยังคงสวมเชิ้ตชมพูเหมือนอย่างคราวแรกที่ผมเจอ แถมยังไร้ซึ่งคนคุ้มกัน 

“ลมอะไรหอบนายมาถึงปักกิ่งกันล่ะ” เขาถามยิ้มๆ ทำทีเป็นไม่สนใจคำพูดหยอกล้อของผม

“ไม่ใช่ลมหรอกครับ หัวใจต่างหาก” ผมจงใจส่งยิ้มกวนอารมณ์ให้เขา นานๆทีจะได้เจอกันแถมยังไม่ได้เจอกันในฐานะลูกน้อง-นายจ้าง ผมกับเขาตอนนี้จึงถือได้ว่าเราสองคนมีสถานะเท่าเทียมกัน ดังนั้นไม่จำเป็นต้องทำตัวสุภาพอ่อนน้อมอะไรกับเขามากมายนักก็ได้ 

ที่สำคัญ การได้หยอกล้อคนงามที่ไร้ซึ่งคนคุ้มกันก็เหมือนกับการได้โบนัสหลังเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนัก เรื่องอะไรผมจะปล่อยโอกาสนี้ไปง่ายๆกันล่ะ ถึงแม้เขาจะเป็นผู้ชายแต่ก็เรียกได้ว่าเป็นคนที่สวยมากคนหนึ่ง ผมไม่สนใจเพศของเขาหรอก ยังไงซะก็แค่หยอกเล่นๆไม่ได้กะว่าจะจริงจังอะไรซักหน่อย

สำหรับคนเดนตายอย่างผมนั้น การได้ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวไร้ซึ่งพันธะผูกพันทางใจใดๆถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่ต้องท่องจำให้ขึ้นใจ

เซี่ยอวี่ฮัว หรือ เซี่ยอวี่เฉิน คุณชายเก้าแห่งตระกูลเซี่ยฟังคำพูดของผมแล้วก็ได้แต่ยิ้มบางๆ ผมเดาว่าเขาคงกำลังควบคุมอารมณ์เกรี้ยวกราดในใจอยู่แน่ น่าสนุกนี่คุณชาย ถ้าอย่างนั้นผมขอแหย่คุณไปเรื่อยๆละกันนะ ปฏิกิริยาของคนอย่างคุณท่าทางจะทำให้ค่ำคืนของเฮยเสียจื่อคนนี้สนุกสนานไม่เลวเลยทีเดียว

“จะว่าไปคุณชายเซี่ยออกมาทำอะไรคนเดียวตอนกลางคืนงั้นเหรอครับ บอดี้การ์ดของคุณล่ะ” ผมลองถามหยั่งเชิงอีกฝ่ายดูเผื่อว่าถ้าคนคุ้มกันของเขาอยู่ใกล้ๆผมคงต้องขอตัวจากการเล่นสนุกคืนนี้ ผมมาที่นี่เพื่อมาพักผ่อนไม่ได้มาเพื่อมีเรื่องทะเลาะ คนตั้งเยอะตั้งแยะขนาดนั้นถึงแม้ว่าผมอาจจะรับมือไหวแต่ก็คงบาดเจ็บน่าดู ถ้าเลือกได้ก็ไม่ขอเสี่ยงดีกว่า

ทว่า คำตอบของคุณชายคนกลับทำให้ผมลอบยิ้มมุมปากเล็กน้อย

“ฉันออกมาเดินเล่นคนเดียว ถ้าไม่รังเกียจจะมาเดินด้วยกันไหม”

“ไม่ปฏิเสธอยู่แล้วครับ” ผมหัวเราะเบาๆ ตอนแรกผมกะจะลองชวนเขาไปดื่มด้วยกันแล้วก็หยอกเขาไปเรื่อยๆ แต่เขากลับเป็นฝ่ายชวนผมเสียเอง ผมเหลือบมองใบหน้าของอีกฝ่ายเล็กน้อยก็พบว่าคุณชายจ้องตอบผมอย่างท้าทาย ราวกับกำลังดูถูกผมว่าไม่มีทางทำให้เขาระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างน่าอายได้

“ถ้าอย่างนั้นเราเดินไปเรื่อยๆก็แล้วกัน เบื่อแล้วก็ค่อยแยกย้ายกันกลับ” คนเชิ้ตชมพูกล่าวก่อนจะก้าวเดินนำหน้าผม ผมเดินตามเขาจนทัน พวกเราเดินกันไปเรื่อยๆคุยกันไปเรื่อยเปื่อยซึ่งส่วนใหญ่ผมจะเป็นคนชวนคุยเสียมากกว่า น่าประหลาดใจที่เขาทนฟังคำหยอกล้อของผมไปตลอดทางโดยไม่แสดงความหงุดหงิดเลยแม้แต่น้อย ทุกครั้งที่ผมจงใจกวนประสาทเขา สิ่งที่เขาทำมีเพียงยิ้มบางๆแล้วไม่พูดอะไร ปล่อยให้ผมชวนคุยต่อไปจนผมรู้สึกเบื่อ

ที่ผ่านมาผมก็คิดอยู่ว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาก็จริงแต่พอเจอเหตุการณ์อย่างนี้แล้วผมว่าเขาไม่ธรรมดามากกว่าที่ผมคิด ความอดทนเป็นเลิศจนน่านับถือ หรือไม่ก็แปลความได้อีกอย่างว่าเขาชอบให้ผมหยอกเขาอย่างนี้ อืม ถ้าเป็นอย่างหลังก็ถือว่าเขาไม่ธรรมดาจริงๆนั่นล่ะ…

ผมกับคุณชายเดินมาเรื่อยจนมาหยุดอยู่ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง กลางสวนมีอ่างน้ำพุขนาดกลางประดับอยู่ สวนหย่อมนี้มีต้นไม้ล้อมรอบอยู่อย่างพอเหมาะพอดี ดูไม่โล่งเตียนและไม่รกเกินไป ผมเห็นคุณชายเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนจึงเงยหน้ามองตาม พบว่าคืนนี้ถึงแม้จะไรซึ่งแสงดาวแต่กลับสว่างไสวด้วยแสงนวลจากพระจันทร์เต็มดวง

“สวยดีนะว่าไหม” คุณชายเอ่ยเบาๆ

“ถ้าเทียบกันแล้วสู้ความงามของคุณไม่ได้เลยนะครับ” ผมยิ้ม ร่างบางเองก็แย้มยิ้มเช่นกัน เขายิ้มเงียบๆอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาถามอะไรบางอย่าง นัยน์ตาคู่สวยสบเข้ากับดวงตาของผมหลังเลนส์แว่นกันแดด

“นายจะอยู่ที่นี่จนถึงเมื่อไหร่”

“ก็คงอยู่ใช้เงินอีกซักพักน่ะครับ คุณชายมีธุระอะไรกับผมรึเปล่า?” ผมกระพริบตาปริบๆหลังฟังคำถามของอีกคนแล้วเริ่มขบคิด หรือว่าเขาจะจ้างอะไรผม ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆคงต้องทำตัวจริงจังขึ้นมาบ้างแล้วล่ะนะ

แต่คุณชายก็ไม่ได้คิดจะจ้างอะไรผม เขาบอกเพียงแค่ว่าถ้ายังไม่กลับพรุ่งนี้ค่ำๆก็ให้มาเจอกันที่นี่แล้วเดินเล่นกันเหมือนอย่างที่ทำในวันนี้ จากนั้นเขาก็หันหลังเดินจากไป ปล่อยให้ผมมองตามแผ่นหลังนั่นอย่างงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก

ประหลาดคน 

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังคงมาที่นี่ในคืนวันถัดมา ด้วยความที่เขาไม่ได้นัดเวลาไว้ทำให้ผมมาช้ากว่าเขาสิบนาที คุณชายเซี่ยไม่ได้ว่าอะไรเพียงแค่เดินนำหน้าผมไปเงียบๆ ผมรีบเดินตามเขาให้ทันแล้วก็ชวนคุยหยอกล้อไม่ต่างจากคืนแรกที่เราเดินด้วยกัน

พอรู้ตัวอีกที ผมก็พักอยู่ปักกิ่งมาได้ห้าเดือนกว่าแล้ว

ปกติแล้วผมไม่ใช่คนที่พักนานอะไรถ้าไม่บาดเจ็บรุนแรงผมพักไม่กี่อาทิตย์ก็พร้อมไปลงดินต่อ ทว่า ถึงแม้จะมีคำชวนจากพวกคนในวงการให้ไปร่วมงานด้วยกันอีกครั้งผมกลับปฏิเสธไปอย่างง่ายดาย เพื่อนฝูงเดนตายของผมโทรมาแซวว่าผมมาติดสาวปักกิ่งหรือไงถึงได้ไม่ยอมรับงาน ผมได้แต่หัวเราะแล้วตอบเขาไปว่า ‘อาจจะใช่’

แต่แท้จริงแล้วผมรู้ดีที่สุดว่าทำไมผมถึงอยู่ที่นี่นานขนาดนี้

ผมจุดบุหรี่ ใช้สองนิ้วคีบใส่ปากพลางสูดเข้าไปฟอดใหญ่แล้วจึงค่อยๆพ่นควันออกมา ผมเงยหน้ามองดวงจันทร์เต็มดวงแล้วยิ้มบางๆ แสงสีเหลืองนวลของมันทำให้ผมนึกถึงใบหน้าของใครบางคนที่เดินเล่นด้วยกันกับผมทุกคืน

สาเหตุที่ทำให้ผมอยู่ที่ปักกิ่งก็คือเขา…เซี่ยอวี่ฮัว

ช่วงแรกๆผมเป็นฝ่ายชวนคุยอยู่ฝ่ายเดียว แต่ไม่นานนักเขาก็ตอบผมมากขึ้น ดีไม่ดีก็จิกกัดผมด้วย ผมรู้สึกว่าการได้คุยกับเขา เดินด้วยกันแบบนี้ก็เป็นเรื่องที่เพลิดเพลินใจไม่เลว ไปๆมาๆผมก็เริ่มรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างพลันเปลี่ยนแปลงไป

ผมตกหลุมรักเขาเข้าซะแล้ว

ในตอนแรกผมไม่กล้าเรียกสิ่งนี้ว่าความรัก ผมไม่เชื่อว่าผมจะรักใครเป็น มันอาจจะเป็นอารมณ์หลงใหลชั่วครู่ก็ได้ หลังจากที่ไตร่ตรองอาการ ‘มองอะไรก็เห็นเป็นหน้าคุณชาย ห่วงแต่คุณชาย คิดถึงแต่คุณชาย อยากปกป้องคุณชาย ไม่อยากให้คุณขายเสี่ยงอันตราย’ อยู่หลายเดือน สุดท้ายแล้วผมก็ได้ข้อสรุปว่านี่ไม่ใช่อาการหลงใหล แต่มันคือความรัก และนี่คือสิ่งที่ผมยอมรับได้ในที่สุดหลังจากที่หลอกตัวเองมานาน

คุณชายเซี่ยเป็นคนฉลาดและงดงาม เขาเป็นคนที่น่าสนใจ ร้ายกาจและรอบคอบ แต่ถึงอย่างนั้นพออยู่ด้วยกันแล้วผมรู้สึกจิตใจสงบอย่างบอกไม่ถูก แล้วก็เป็นคนที่ค่อนข้างปิดใจ ไม่ต่างอะไรจากผม นั่นอาจจะเป็นสิ่งแรกที่ทำให้ผมรู้สึกสงสารเขาราวกับเห็นเงาสะท้อนของตัวเองที่โดดเดี่ยวและเงียบเหงา สุดท้ายแล้วความใจอ่อนที่นานๆทีจะมีก็ทำให้ผมยอมแสดงความจริงใจต่อเขา 

นานวันเข้า ความรู้สึกสงสารก็หายไป แปรเปลี่ยนเป็นความรักไปจนได้….. 

“คิดอะไรอยู่” น้ำเสียงไพเราะของคุณชายเรียกสติผมที่กำลังเหม่อลอย 

“คุณนี่เหมือนกับดวงจันทร์เลยนะครับคุณชาย” ผมยิ้มบางๆแล้วหลับตาลงครู่หนึ่ง

งดงาม ส่องสว่างน่าหลงใหล…ทว่ากลับมองได้สบายตา ไม่แสบตาจนเกินไป

“ถ้าฉันเป็นดวงจันทร์ล่ะก็ นายคิดว่าอะไรอยู่บนดวงจันทร์งั้นเหรอ เฮยเสียจื่อ” คุณชายถาม

“กระต่ายล่ะมั้งครับ?” ผมพูดติดตลก คุณชายเซี่ยเดินเข้ามาใกล้ผม ระยะห่างระหว่างเราลดลงจนผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ กลิ่นหอมจางๆของน้ำหอมแบรนด์ดังทำให้หัวใจผมเต้นเร็วจนควบคุมไม่ได้

“ถ้าบนดวงจันทร์มีกระต่าย ในใจฉันก็มีนาย”

“หา…….” ผมนิ่งไปสามวินาที เอาล่ะสิ ที่ผ่านมาเอาแต่หยอดมุกใส่เขา เจอแบบนี้ทำเอาผมไปต่อไม่ถูกเลย พอเห็นสีหน้าอึ้งๆของผมคุณชายก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ผมรู้สึกเสียหน้าจึงกระแอมเสียงดังหวังจะเปลี่ยนเรื่องแต่คุณชายไม่สนใจ เขากระชากคอเสื้อผม ผมที่ไม่ทันได้ระวังตัวถูกเรี่ยวแรงมหาศาลที่ขัดกับรูปร่างเล็กๆนั่นดึงจนเสียหลัก ริมฝีปากของเราประกบกันอย่างเนิ่นนาน

ราวกับโลกหยุดหมุน เข็มนาฬิกาหยุดเดิน หัวใจหยุดเต้นไปชั่วครู่ ในที่สุดคุณชายก็ปล่อยมือจากคอเสื้อผม ผมเซไปข้างหลังเล็กน้อยอย่างมึนๆแต่ก็ตั้งหลักได้อย่างงงๆ เฮยเสียจื่อคนนี้ผ่านการจูบมามากมายนัก แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่หัวใจเต้นแรงเลือดสูบฉีดไปทั่วร่างขนาดนี้

ผมรีบตั้งสติ ลอบสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกประหม่า…ไม่สิ มันไม่ใช่ความประหม่า หรือว่านี่น่ะเหรอคือสิ่งที่เรียกว่าความเขิน แต่ไม่ว่าไอ้ความรู้สึกนี้มันจะเรียกว่าอะไรก็ตาม สภาพจิตใจของผมในตอนนี้เรียกได้ว่าเสียเปรียบสุดๆ

“คุณชาย ผมมีเรื่องต้องบอกคุณ ผมคงเดินเล่นเป็นเพื่อนคุณอีกต่อไปไม่ได้แล้ว ผมต้องกลับไปทำงานแล้ว ถือโอกาสร่ำลากันตรงนี้เลยละกันครับ” ผมตัดสินใจพูดสิ่งที่ซักซ้อมมาทั้งวัน คุณชายเซี่ยฟังดังนั้นก็เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพูดในสิ่งที่ผมคาดไม่ถึง

“ฉันรักนาย”

“….” คราวนี้ผมอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก 

“ถ้านายไม่บอกรักฉันบ้าง ฉันก็จะทำทุกอย่างเพื่อขังนายไว้ในปักกิ่ง ขังไว้ในคฤหาสน์ของฉัน” เขาแสยะยิ้ม กอดอกแล้วฟังคำบอกรักของผม

น่าประหลาด ที่ผ่านมาผมสามารถบอกรักใครต่อใครได้อย่างง่ายดายเพราะผมรู้ว่ามันเป็นเพียงแค่ลมปาก แต่คราวนี้เป็นเรื่องจริง ผมรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ถ้าผมกับเขาต่างมีความรักต่อกันเรื่องราวหลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อไป ผมนึกภาพในอนาคตไม่ออกเลย

หลังจากที่ผมยอมรับหัวใจตัวเองว่าผมรักเขา ผมก็ตั้งใจว่าผมจะบอกลาเขาแล้วใช้เวลาที่เหลือลบล้างความรู้สึกนี้ไปให้หมด ตั้งใจจะหนี แต่เขากลับรั้งผมไว้ ทำให้ผมไม่อยากหนีแม้ว่าจำเป็นจะต้องหนีก็ตาม

พวกเดนตายอย่างผมอีกไม่นานก็คงตาย ไม่ควรมีพันธะผูกพันใดๆกับใครก็ตามบนโลกใบนี้ นี่คือกฎเหล็กที่ผมตั้งให้ตัวเองปฏิบัติตาม สุดท้ายแล้วก็เป็นผมนี่เองที่ละเมิดมัน

ผมขยับแว่นกันแดดเล็กน้อย เอ่ยออกไปเบาๆ

“ความรักของคุณอาจจะเป็นแค่ความรู้สึกชั่ววูบก็ได้นะครับคุณชาย”

“ไม่หรอก นายอย่ามาเปลี่ยนเรื่อง บอกรักฉันซะ”

“คุณนี่นะ…” ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเหลือเกินที่ใส่แว่นกันแดดไว้ อย่างน้อยอีกฝ่ายก็มองไม่เห็นความหวั่นไหวในดวงตาของผม

“ผม..ผมรักคุณ แต่ผมไม่อยากให้คุณรักผมเลย”

“นายก็รู้ นายห้ามคนอย่างฉันไม่ได้หรอก”

เขาดึงผมเข้าไปจูบอีกครั้ง ท่ามกลางแสงสีเหลืองนวลของดวงจันทร์ที่โดดเด่นตัดกับสีดำของผืนฟ้ายามราตรี ผมหลับตาลงอย่างสับสน

ผมคิดว่าความรักช่างเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ แต่พวกเราไม่ควรรักกันเลยจริงๆ

…………

จ จบแล้วฟฟฟฟฟ ฟิคนี้เป็นฟิคเต้ามู่ฟิคแรกของเราเลยค่ะ ความจริงแล้วเราติ่งคู่ฮัวเฮยมาตั้งแต่ก่อนอ่านนิยายอีก เพราะว่าได้ไปอ่านฟิคของพี่จิ้ง  (https://www.facebook.com/kuramajoy1) แล้วชอบมากกกกก ติดมากกกกแงงงฟฟฟฟฟ ก็เลยบอกตัวเองว่าไว้อ่านจบเมื่อไหร่จะเขียนฟิคคู่นี้เป็นคู่แรก ซึ่งตอนนี้ก็ได้เขียนแล้ว นายเฮยตอนโดนคุณชายจู่โจมดูงงๆ แต่เราตอนเริ่มเขียนนี่งงกว่าค่ะ เขียนมาแบบไม่มีสติสุดๆฮือออ ข้อมูลก็น้อยนิดมากเพราะเพิ่งอ่านจบแค่ภาคหลักสิบเล่ม โอ้มายก้อด พึ่งกาวอย่างเดียวค่ะตอนนี้ฟฟฟฟฟ ใครมีแหล่งข่าวอะไรเพิ่มเติมเพิ่มความเมากาวมั้ยคะ— /แค่กกก

ยังไงก็ตาม ขอให้เข้าใจและสนุกกับฟิคบ้างก็ยังดีนะคะฟฟฟฟฟ 

Advertisements

3 thoughts on “Dàomù bǐjì FanFiction [ เซี่ยอวี่ฮัว x เฮยเสียจื่อ ] ‘Moonlight’

  1. อูวววว ฮัวเฮยที่แสนจะหายาก นึกว่ามีคนเขียนอยู่กันแค่ 2-3 คนซะอีก T^T / ทำหน้าคนเขียนฮัวเฮยคู่กะจิ้งอยู่สองคน

    ยินดีต้อนรับเข้าแพเล็กๆ แต่แสนจะอบอุ่น(จนร้อนในบางที)นะคะ

    เรื่องนี้น่ารักมากเลย คิดหน้าตอนพี่เฮยทำหน้าเอ๋อๆ ใส่แล้วมันน่ารักกกกกกก คุณชายก็ยังจอมเผด็จการเหมือนเดิมจริงๆ บังคัยตลอดๆ อ่ะ

    • งื้อออขอบคุณที่อ่านนะคะ;////; คุณนกใช่มั้ยคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่า ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะะ นึกภาพประโยคอบอุ่นจนร้อนออกเลยค่ะฮืออ55555 ชอบคุณชายเผด็จการมากค่ะ ชอบตอนเฮยตกอยู่ในสถานการณ์เป็นรองด้วย—-/แค่กกกก

  2. ขอโทษที่เพิ่งมาเม้มคะ พอดีเม้มไปตอนแรกไม่ติดเลยมาเม้มใหม่อีกทีเป็นกำลังใจให้แพน้อยๆฮัวเฮยทุกคนคะ
    แต่งได้น่ารักมุ้งมิ้งกระดิ่งแมวมากเลยคะ
    พระจันทร์มีกระต่ายในใจฉันก้มีนาย นี่มันอะไรกันค่าคุณชายความเสี่ยวระดับทำลายล้างฉบับเซี่ยอวี้อัวใช่ไหมคะ
    อิแว่นจะน่ารักไปไหนน่าฟัดมาก แงงง ขอฟัดแทนคุณชายนะคะ
    คุณชายก็หวานมาก งามไส้เหลือหลาย แงงงงงงง อ่านไปเบาหวานแทบขึ้นเลยคะ
    เป็นกำลังฝจให้แต่งอีกคะ อยากอ่านแง ความมุ้งมิ้งนี่มันอะไร ฟฟฟ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s