Dàomù bǐjì AU FanFiction [ เซี่ยอวี่ฮัว x เฮยเสียจื่อ ] ‘Death Game’

Dàomù bǐjì AU FanFiction

Xiè yǔ huā x Hēi xiā zi (ฮัวเฮย)

‘Death Game’

……..

“เฮยเสียจื่อ! ข้างหลัง!!”

ผมเอี้ยวตัวหลบมีดพับแหลมคมได้เฉียดฉิว ก่อนจะกระชากสไลด์ปืนแล้วเหนี่ยวไกยิงอย่างไม่ลังเล

‘ปัง!’

เลือดสีแดงไหลทะลักออกจากอกซ้ายของศัตรู ร่างนั้นล้มลงแทบเท้าผมราวกับตุ๊กตาหมดลาน ผมหอบหายใจเล็กน้อย กวาดตามองไปรอบด้านก็พบว่าคุณชายยืนอยู่ไม่ไกลนัก กำลังเก็บอาวุธจากศพที่เกลื่อนกลาดไปทั่วบริเวณนี้

ชื่อของผมคือเฮยเสียจื่อ ส่วนคนที่เรียกชื่อผมเมื่อครู่นี้ชื่อเซี่ยอวี่ฮัว คุณชายสกุลเซี่ยที่โชคร้ายไม่ต่างจากผม ในโลกที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน เขาเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมที่สามารถพึ่งพาได้มากที่สุด

ผมแย่งมีดพับมาจากศพก่อนจะเก็บเข้ากระเป๋า ขณะเดียวกันก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า อีกไม่นานนักพระอาทิตย์ก็น่าจะขึ้น เป็นสัญญาณให้เห็นว่าพวกผมสามารถยื้อชีวิตได้อีกหนึ่งวัน น่าจะผ่านมาหลายเดือนแล้วที่ผมกับคุณชายติดแหง็กอยู่ในสถานที่แห่งนี้ สถานที่ที่ ‘เขา’ บอกว่ามันเป็นสนามประลอง มีเพียงผู้ชนะคนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถออกไปจากที่นี่ได้

ไม่มีใครรู้ว่าคนที่คอยบงการเกมมรณะนี้อยู่เบื้องหลังคือใคร มีเป้าหมายอะไร และสถานที่แห่งนี้อยู่ในส่วนใดบนโลกใบนี้ สิ่งที่รู้ในตอนนี้ก็คือ พวกเราอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งที่มีน้ำ มีต้นไม้ มีสัตว์ป่า และมีอาวุธ

ก่อนหน้าที่จะต้องเข้าร่วมเกมบ้าๆนี่ผมจำได้ว่ากำลังคุยงานกับคุณชาย แล้วจู่ๆก็วูบไปโดยที่ไม่มีสาเหตุ ตื่นมาอีกทีก็นอนอยู่บนพื้นดินแข็งๆของเกาะนี้เสียแล้ว…

จากนั้นก็มีเสียงประกาศอธิบายสถานการณ์ว่าทุกคนต้องร่วมเล่นเกมนี้เท่านั้นจึงจะมีโอกาสรอดชีวิตออกไป และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมกับคุณชายที่ถูกจับมาด้วยก็ร่วมมือกันเพื่อหาทางออกจากที่นี่ เรื่องที่บอกว่ามีเพียงผู้ชนะเพียงคนเดียวเท่านั้นจึงจะออกไปได้น่ะเอาไว้ก่อน สองหัวอย่างไรเสียก็ย่อมดีกว่าหัวเดียว เอาไว้ฆ่าคนอื่นหมดจนเหลือแค่สองคนสุดท้ายแล้วค่อยคิดทีหลังก็ยังไม่สาย

“เฮยเสียจื่อ พวกนี้มีเสบียง” คุณชายว่าพลางชูห่อผ้าห่อหนึ่งให้ผมดู ผมทำจมูกฟุดฟิดแล้วจำแนกชนิดอาหารในห่อผ้าอย่างรวดเร็ว

“เนื้อหมูป่ารมควันงั้นรึ ดีจัง ช่วงนี้ไม่เจอหมูป่าเลย ผมกินแต่ปลาจนหน้าจะเป็นปลาอยู่แล้ว”

“มีเยอะซะด้วยล่ะ อย่างน้อยก็น่าจะเก็บเอาไว้กินได้อีกหลายวันโดยที่ไม่ต้องหาเพิ่ม”

“อา…จะว่าไป ตอนนี้บนเกาะทั้งหมดเหลือกี่คนแล้วเหรอครับคุณชาย” ผมเดินเอาเท้าเขี่ยๆศพแล้วเก็บทุกอย่างที่น่าจะพอมีประโยชน์ใส่กระเป๋า

เกาะแห่งนี้สามารถหาอาวุธได้ง่ายมากราวกับมีคนตั้งใจเอามาวางไว้ตามพงหญ้า แต่เพราะเหตุนั้นส่วนใหญ่จึงได้มีแต่อาวุธไร้คุณภาพ ยิ่งหาง่ายยิ่งไร้คุณภาพ แต่ถ้าบางคนมีดวงก็จะสามารถหาอาวุธดีๆได้อย่างง่ายดาย ซึ่งคนคนนั้นไม่ใช่ผม การค้นตัวศพหลังจากที่สู้กันแล้วจึงจำเป็นมากสำหรับคนที่ไม่มีดวงหาอาวุธดีๆได้เองอย่างเช่นผม

ส่วนคุณชายพกอาวุธคู่ใจของตัวเองติดตัวตลอดเวลา ผมรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยตอนที่รู้ว่าเขาแยกส่วนพลองเก็บไว้กับตัวทุกครั้งเวลาออกไปทำธุระ ส่วนผมนั้นเวลาคุยงานจะไปตัวเปล่า ไม่พกอะไรเลยนอกจากซองบุหรี่และโทรศัพท์ไว้ติดต่อเท่านั้น แน่นอนว่ากระเป๋าตังค์ก็ไม่พก เพราะเป็นหน้าที่ของผู้ว่าจ้างที่จะต้องเป็นฝ่ายเลี้ยงอาหารนี่นา

“เท่าที่ลองนับเฉพาะศพที่พวกเราเห็น รวมเจ้าพวกนี้ไปด้วยก็….” คุณชายเว้นวรรคเล็กน้อยก่อนจะสรุปออกมาอย่างรวดเร็ว

“ถ้ารวมพวกเราด้วยบนเกาะนี้ก็จะเหลืออยู่ประมาณ22คน”

“เห…ใกล้จะหมดแล้วแฮะ เจ้าเสียงประกาศนั่นบอกว่าพอเหลือแค่สองคนก็จะปรากฏวงเวทย์ที่จะพาออกจากที่นี่ ถ้าอย่างนั้นนี่ก็ใกล้ความเป็นจริงขึ้นมาแล้วล่ะ” ผมจิ๊กบุหรี่ในซองของศพที่อยู่ใกล้ตัวขึ้นมาจุดไฟ สูบเอาควันนิโคตินเข้าไปเต็มปอดแล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมา มองควันสีจางผ่านเลนส์แว่นกันแดดด้วยสายตาเหม่อลอย

“ดูท่าว่านายคงคิดออกแล้วสินะว่าถ้าเหลือกันแค่สองคนจะทำยังไงต่อจากนั้น”

“ขออุบเอาไว้ก่อนละกันครับ” ผมหัวเราะเบาๆก่อนจะลงมือค้นตัวศพต่อพร้อมกับเปลี่ยนเรื่องคุย

“คนพวกนี้มีของดีเยอะเหมือนกันนะครับ” นอกจากมีดสั้นราคาถูกแล้วก็ดูเหมือนว่าอย่างอื่นจะเป็นของดีหมด

“น่าเสียดายนะที่ไม่มีชีวิตได้ใช้แล้ว” คุณชายเอ่ยด้วยน้ำเสียงไพเราะแต่ใจความของคำพูดนั้นทำเอาผมอดยิ้มเจื่อนๆไม่ได้

“ถ้าอย่างนั้นเรากลับไปพักที่ริมน้ำกันเถอะครับ เดี๋ยวกะแรกผมเฝ้าให้เอง ระหว่างนั้นคุณชายไปอาบน้ำพักผ่อนเถอะ เหนื่อยกันมาทั้งคืนแล้ว”

“อืม” คุณชายพยักหน้า ระหว่างที่เดินกลับจุดพัก ผมเงยหน้ามองแสงสีทองที่เริ่มปกคลุมท้องฟ้า ถอดแว่นกันแดดออกชั่วเสี้ยววินาทีเพื่อดื่มด่ำกับความงามของทัศนียภาพยามเช้า ก่อนจะลอบมองคุณชายที่เดินอยู่ข้างกัน ถึงแม้ว่าเนื้อตัวของเขาจะเปรอะเปื้อนไปด้วยเหงื่อไคลและเลือดของศัตรู แต่ผมก็ยังรู้สึกได้ถึงความงดงามของเขา

ชั่วพริบตานั้น ผมก็รู้สึกโล่งอก

ดีจังเลยนะ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ผมคิดอย่างนั้นก่อนจะสวมแว่นกันแดดคู่ใจ ยิ้มออกมาจากใจท่ามกลางแสงทองสวยงามของรุ่งอรุณ

……

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว แต่จำนวนของศัตรูนั้นเริ่มลดลงเรื่อยๆ ผมยังคงเหนี่ยวไกปืนอย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่พลองของคุณชายก็ฉกชิงเอาชีวิตของฝ่ายตรงข้ามมาอย่างง่ายดาย พวกเราประสานงานกันอย่างดีเยี่ยมจนผมอดคิดไม่ได้ว่าถ้าได้ลงสุสานกับเขาเราอาจเป็นคู่หูนักคว่ำกรวยที่โด่งดังที่สุดในวงการก็เป็นได้

ผมโยนปืนขนาด.45ที่กระสุนหมดทิ้งแล้วหยิบกระบอกใหม่ที่บรรจุแม็กกาซีนเตรียมไว้แล้วขึ้นมาถือ กระชากสไลด์ปืนแล้วเหนี่ยวไก ลูกตะกั่วพุ่งไปปลิดชีพศัตรูอย่างแม่นยำเช่นเคย ผมกระหน่ำยิงต่อเนื่องไปเรื่อยๆจนกระสุนหมด จากนั้นจึงทรุดตัวนั่งลงบนพื้น คุณชายที่จัดการกับศัตรูคนสุดท้ายบนเกาะเสร็จเรียบร้อยเดินมาหาผม

“ไหวรึเปล่าเฮยเสียจื่อ”

“สบายมากครับ ว่าแต่หมดแล้วใช่ไหม…”

“อื้ม เหลือแค่พวกเราแล้วล่ะ วงเวทย์นั่นก็โผล่มาแล้วด้วย” คุณชายชี้นิ้วเรียวไปยังทิศทางฝั่งตรงกันข้ามกับที่ที่ผมนั่ง ผมมองตามนิ้วของคุณชายไปก็พบว่ามีลายอักขระโบราณที่อ่านไม่ออกเรืองแสงสีขาวอ่อนๆอยู่บนพื้น

“ทีนี้….ต้องมีคนตายคนนึงสินะครับ อีกคนถึงจะรอด” ผมเหลือบมองปืนที่กระสุนหมดแล้วถอนหายใจเบาๆ หยิบมีดราคาถูกที่ชิงมาจากศัตรูเมื่อหลายวันก่อนขึ้นมามอง

เฮยเสียจื่อถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะเป็นผู้ชายที่ใช้ชีวิตโลดโผนไม่กลัวตาย แต่เมื่อได้รู้จักกับเซี่ยอวี่ฮัว ‘ความไม่กลัวตาย’ นั้นก็ถูกอะไรบางอย่างเปลี่ยนไปให้กลายเป็น ‘ความกระตือรือร้นในการที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้’ ไปเสียได้

ถ้าผมตาย ผมก็จะไม่ได้เห็นหน้าเขาอีก ดังนั้นผมจึงห้ามตายเด็ดขาด ที่ผ่านมาผมคิดอย่างนี้มาตลอด จนกระทั่งได้ร่วมเล่นเกมมรณะ ความคิดของผมจึงเริ่มเปลี่ยนไป

ถ้าต้องมีคนใดคนนึงตาย เพื่อที่จะให้อีกคนรอด ผมคิดว่าคนที่สมควรตายคือตัวผมเอง และคนที่รอดก็ต้องเป็นคุณชาย ไม่ว่าเขาจะยอมหรือไม่ยอมก็ตาม แต่ผมก็อยากให้เกมนี้จบลงโดยที่เขาเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว

“ฝากใช้ชีวิตที่เหลือในส่วนของผมด้วยนะครับคุณชาย”

ผมเงื้อมีดหมายจะแทงทะลุอกซ้ายแต่ทันใดนั้นพลองของคุณชายก็ฟาดเปรี้ยงลงบนหัวผม มีดในมือของผมหล่นร่วงลงบนพื้นดินก่อนจะถูกคุณชายเตะออกไปไกล ผมเอามือกุมหัวตัวเองพร้อมกับครางออกมาอย่างเจ็บปวด รู้สึกได้ถึงหยาดน้ำตาแห่งความเจ็บปวดที่รื้นอยู่บริเวณนัยน์ตา

“อูย เจ็บนะครับคุณชาย ลำพังแค่พลองของคุณฆ่าผมให้ตายในคราวเดียวไม่ได้หรอกนะ”

“นายคิดว่าฉันจะยอมให้นายตายหรือไง”

“แต่ผมไม่ยอมให้คุณตายหรอก เพราะงั้นผมเลยต้องตายไง”

“ก็แล้วใครบอกว่าฉันจะยอมตาย ถ้าต้องมีการเสียสละแบบโง่ๆล่ะก็ฉันไม่ยอมหรอก” คุณชายถอนหายใจ ผมเลิกคิ้วมองใบหน้าของคนงามแล้วเอ่ยถามเบาๆ

“ถ้าอย่างนั้นคุณคิดจะทำยังไง ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่กันแค่สองคนจนกว่าจะแก่ตายอย่างนั้นหรือ”

“แบบนั้นก็ไม่เลวนะ โลกที่มีแต่นายน่ะ ฉันชอบ”

ผมสะอึกเล็กน้อยกับคำตอบของเขา จู่ๆก็รู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า ให้ตายสิ คนคนนี้นี่นะ ทำไมถึงได้…ชอบทำให้ผมเขินทุกที…

“อย่าล้อเล่นน่า คุณคิดจะทิ้งชีวิตศิวิไลซ์แล้วอยู่กับผมที่นี่น่ะนะ ไม่ดีมั้งคุณชาย…”

“ว่าไปนั่น งานการฉันก็มี ถึงจะอยากทำอย่างนั้นมากแค่ไหนแต่ยังไงก็ต้องกลับไปอยู่ดี” พอคุณชายพูดแบบนี้ผมก็ค่อยโล่งใจหน่อย ผมหันไปถามเขาอีกครั้ง

“ถ้าอย่างนั้นคุณจะทำยังไง ในเมื่อกฎของเกมมันบอกไว้ว่า…”

“เราก็จะทำตามกฎ และเราจะรอดกลับไปแค่คนเดียว”

“แต่จะทำยังไง….”

คุณชายยิ้มหวาน ค่อยๆเขยิบเข้ามาใกล้ผมแล้วตอบคำถามด้วยน้ำเสียงซุกซน

“รวมร่างกันให้เราสองคนกลายเป็นหนึ่งเดียวกันสิ เฮยเสียจื่อ”

ห๊ะ……..

คุณชายไม่รอช้า เขาฉีกเสื้อผ้าผมออก ดึงผมที่ยังงงๆไปยังวงเวท ผลักผมลงกับพื้นแล้วจึงเริ่มจัดการกับกางเกง

“ดะ เดี๋ยวครับคุณชาย! ใจเย็นๆนะครับ ไม่สิ ถ้าจะทำก็ให้ผมอยู่ด้านบน”

“นายอยู่ด้านล่างไปน่ะถูกแล้ว”

“คุณชาย!!!!”

เรื่องราวหลังจากนั้นผมขอไม่เล่าเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของตัวเอง แต่ด้วยวิธีบ้าๆของคุณชาย ในที่สุดพวกเราก็กลับมาได้….

คุณชายเป็นคนฉลาด และก็เป็นคนที่บ้ามากคนหนึ่ง

แต่ที่บ้ากว่าก็คือเกมบ้าๆที่ยอมรับความคิดบ้าๆนั่น….

ทุกวันนี้ผมก็ยังคิดอยู่ คนที่ควบคุมอยู่เบื้องหลังจะทำหน้ายังไงเมื่อเห็นเกมมรณะอันสุดแสนจะน่ากลัวของตนกลายเป็นหนังเรทxน่าสะพรึงที่สุดแสนจะสะเทือนขวัญและพรหมจรรย์ของผมเหลือเกิน

แต่ที่บ้าที่สุดก็คงจะผมล่ะมั้ง ทำไมถึงได้พอใจกับความคิดบ้าๆและฉากจบบ้าๆนี่นักก็ไม่รู้…

แม่งงงงง บ้าที่สุด!!!

……….

ตอนที่กำลังสระผมอยู่จู่ๆก็มีความคิดแล่นเข้ามาในหัวค่ะ ถ้าคุณชายกับพี่เฮยไปเล่นพวกเดธเกมแบบในนิยายจะเป็นยังไงกันนะ ขณะที่กำลังมีฉากเสียสละซาบซึ้งใจของพี่เฮยอยู่ในหัว จู่ๆคุณชายก็พูดขึ้นมาว่า ‘ถ้าสองคนออกไปไม่ได้ก็มารวมร่างให้เป็นคนเดียวสิ’ หลังจากที่ขำกับความคิดบ้าๆอยู่พักนึงก็ตัดสินใจที่จะลองเขียนดูค่ะ จะได้เอาไว้เรียกการ์ดพี่เฮยในเกมเต้ามู่ด้วย (ปรากฏว่าพี่แกหนีหนักกว่าเดิม—)  ตอนเขียนนี่ตบมุกใส่ตัวเองเป็นล้านรอบว่า ‘รวมร่างพ่อ_ง’ คุณชายนี่สมกับเป็นคุณชายจริงๆฟฟฟฟฟ /ผวาing

Dàomù bǐjì AU FanFiction [ เซี่ยอวี่ฮัว x เฮยเสียจื่อ ] ‘Sniper’

Dàomù bǐjì AU FanFiction

Xiè yǔ huā x Hēi xiā zi (ฮัวเฮย)

‘Sniper’

……..

ผมเคยได้ยินมือสังหารคนหนึ่งกล่าวเอาไว้ว่า การลั่นไกปืนนั้นถือได้ว่าเป็นงานที่ยากที่สุดของมือปืน

นั่นสินะ…ถึงแม้เขาคนนั้นจะตายไปแล้วเหลือแต่เพียงตำนานให้พลซุ่มยิงรุ่นหลังได้ทำความรู้จัก แต่คำพูดของเขายังคงมีชีวิตอยู่ในใจของใครหลายๆคน รวมถึงตัวผมด้วยเช่นกัน

ชื่อของผมคือเฮยเสียจื่อ ไม่มีงานเบื้องหน้า มีแต่งานเบื้องหลังกับงานเบื้องหลังยิ่งกว่า ผมเป็นโจรขุดสุสานที่รับจ๊อบพิเศษเป็นพลซุ่มยิง…หรือที่เรียกกันว่า ‘สไนเปอร์’ เป็นทั้งโจรที่ปล้นสมบัติจากคนตาย และฉกชิงวิญญาณของคนเป็น

“อย่าจุดบุหรี่ นายอยากให้คนคุ้มกันพวกนั้นรู้ตำแหน่งของพวกเรางั้นเหรอ”

“อึก…ขอโทษที เผลอไปหน่อย” สปอตเตอร์ที่ถูกใช้ให้มาทำงานคู่กับผมเป็นครั้งแรกเก็บบุหรี่ลงหลังจากที่ถูกผมดุ ผมละสายตาจากพลชี้เป้ามือใหม่ก่อนจะเพ่งมองชายวัยกลางคนที่กำลังพูดคุยธุรกิจอยู่ในภัตตาคารหรูหราแห่งหนึ่งใจกลางกรุงปักกิ่งผ่านลำกล้องคุณภาพดี

ผมยืนยันเป้าหมายกับคู่หูที่ต้องมาทำงานร่วมกันก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ

จากนั้นจึงเหนี่ยวไก

“มิชชั่นคอมพลีต ได้เวลาหนีแล้ว” ผมที่นอนหมอบอยู่กับพื้นนิ่งๆมาหลายชั่วโมงค่อยๆยันตัวขึ้น ในขณะที่เพื่อนร่วมงานเก็บของอย่างรวดเร็ว เสียงโหวกเหวกโวยวายพร้อมด้วยเสียงรถตำรวจและรถพยาบาลดังกึกก้องไปทั่วยืนยันความสำเร็จของภารกิจได้เป็นอย่างดี

ผมสะพายกระเป๋า หลังจากตรวจสอบแล้วว่าไม่มีหลักฐานอะไรหลงเหลืออยู่ในตึกร้างที่ใช้ซุ่มยิงแห่งนี้จึงหันไปตบไหล่สปอตเตอร์มือใหม่เบาๆ ความเครียดที่ซุกซ่อนไว้ในใจเบาบางลง

“ทำได้ดีมาก”

และนี่คือชีวิตสไนเปอร์ของผม อีกด้านหนึ่งของโจรขุดสุสานที่ทำตัวลึกลับด้วยการสวมแว่นกันแดดตลอดเวลา

หลังจากที่แยกย้ายกับสปอตเตอร์โดยที่ผมไม่คิดจะถามชื่อเสียงเรียงนามของเขาเลยสักนิด ผมหยิบแว่นกันแดดขึ้นมาสวมแล้วเดินแบกไรเฟิลคู่ใจที่ซ่อนอยู่ในกล่องเก็บกีต้าร์สีดำไปยังร้านเหล้าเก่าๆแห่งหนึ่ง ทันทีที่ก้าวขาเข้าไปในตัวร้านซอมซ่อก็เห็นร่างของผู้ว่าจ้างนั่งอยู่ด้านในสุดของร้าน ผมยิ้มบางๆ พยักหน้าทักทายอย่างมีมารยาท

“เรียบร้อยดีใช่ไหม?”

“มีหรือจะพลาด ถ้าพลาดผมคงไม่มีหน้ามาหาคุณหรอก” ผมหัวเราะเบาๆ นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับอีกฝ่ายก่อนจะวางสัมภาระพิงกำแพงร้าน เอียงคอมองอีกคนแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ

“ปกติแล้วคุณจะโอนเงินให้ผมหลังจากเสร็จภารกิจหนึ่งวันไม่ใช่เหรอ ทำไมคราวนี้ถึงได้รวดเร็วนักล่ะครับ แถมยังส่งสปอตเตอร์ไปช่วยผมอีก”

“เขาช่วยได้เยอะไหม”

“ไม่เลย วันหลังไม่ต้องส่งมาอีกนะ ผมชอบฉายเดี่ยว คุณก็รู้”

“หมอนั่นเป็นลูกน้องที่ฉันเพิ่งเอามาฝึกใหม่ ปกติใช้ทำงานธรรมดา เพิ่งลองเอามาใช้งานลอบฆ่าก็ครั้งนี้นี่แหละ” นายจ้างของผมว่าพลางยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบ ผมเลิกคิ้วสงสัย ถึงขนาดที่ต้องเอาคนมาฝึกเพิ่ม ดูท่าว่าในอนาคตเขาน่าจะเจอกับปัญหาที่ไม่น่าจะขอยืมมือคนนอกได้จึงต้องใช้คนในแก๊งค์เท่านั้น

“คุณไปมีปัญหากับเจ้าพ่อที่ไหนหรือไง” ผมยกมือสั่งเครื่องดื่มกับบริกร นายจ้างรอจนบริกรตาปรือคนนั้นเดินจากไปพร้อมกับรายการเครื่องดื่มจึงเริ่มเปิดปากพูด

“ไม่ใช่เจ้าพ่อหรอก…” เขาว่าพลางหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งให้ผมดู ผมขมวดคิ้วทันทีเมื่อเห็นคนในรูปใบนั้น

“นี่มัน…คุณชายเซี่ย? ผมเคยร่วมงานกับเขาครั้งสองครั้ง นี่คุณมีปัญหากับเขางั้นหรือ”

“อา…เซี่ยอวี่ฮัวเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ของฉัน ถ้าเขาตาย ธุรกิจของฉันจะดีขึ้นมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น…ฝากด้วยล่ะ เฮยเสียจื่อ”

“อืม…. ถึงจะเสียดายใบหน้าสวยๆของเขาก็เถอะ แต่เดี๋ยวผมจะจัดการให้ก็แล้วกัน

ขอเพิ่มจากครั้งนี้เป็นเท่าตัวได้ไหม?” ผมยักยิ้มเจ้าเล่ห์ ผู้ว่าจ้างพยักหน้าอย่างว่าง่าย ดูท่าว่าคุณชายเซี่ยจะเป็นก้างชิ้นโตสำหรับเขาเลยทีเดียว

“นายไปเตรียมตัวให้พร้อม อีกสองวันฉันจะนัดหมอนั่นมาเจรจาธุรกิจ รายละเอียดเดี๋ยวจะส่งไปให้อีกที”

ผมพยักหน้า ดื่มเหล้าที่เพิ่งมาเสิร์ฟจนหมดในรวดเดียวก่อนจะเอ่ยกับเขาด้วยสีหน้าจริงจัง

“ผมพูดจริงๆนะ ถ้าคุณอยากให้งานสำเร็จควรให้ผมฉายเดี่ยว ไม่เอาสปอตเตอร์แล้ว”

เขาหัวเราะดังลั่นร้าน รับปากผมเป็นมั่นเป็นเหมาะ พวกเราต่างคนต่างชนแก้วฉลองความสำเร็จในวันนี้ และฉลองเผื่อในส่วนของวันข้างหน้าไปด้วย เพราะเฮยเสียจื่อไม่มีวันพลาด

ถ้าผมหมายตาวิญญาณใคร ผมก็ต้องขโมยมาให้ได้ นั่นคือสิ่งที่ผู้ว่าจ้างส่วนใหญ่เข้าใจ และผมเองก็ยินดีที่จะให้พวกเขาเข้าใจกันเช่นนั้น

ผมเก็บรูปถ่ายของคุณชายเซี่ยลงกระเป๋า หลังจากที่ดื่มจนพอใจแล้วก็เผ่นแน่บออกจากร้าน ปล่อยให้ผู้ว่าจ้างของผมจ่ายค่าเหล้าและอาหารทั้งหมดคนเดียว

“เห็นทีงานนี้คงต้องจริงจังหน่อยแล้ว” ผมพึมพำกับตัวเองขณะเดียวกันก็กระชับสัมภาระแน่น ไรเฟิลคู่ใจพร้อมกล้องเล็งยังคงนอนอย่างสงบนิ่งราวกลับเจ้าหญิงนิทราที่รอเจ้าชายมาจุมพิตปลุก

ถึงแม้ว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นผมจะสามารถพูดเรื่องเลวร้ายอย่างการฆ่าด้วยสีหน้าที่สนุกสนาน แต่ลึกๆในใจกลับรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องสนุกเลยแม้แต่น้อย

จะถือปืนใจต้องนิ่ง แต่ถ้าจะซุ่มยิงคน ทั้งร่ายกายและจิตใจต้องนิ่งและแข็งเป็นก้อนหิน ถ้าหากว่าเรื่องที่ยากที่สุดก็คือการเหนี่ยวไก เรื่องที่ทรมานที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่เห็นว่าหนึ่งชีวิตของเหยื่อถูกฉกชิงไปเป็นที่เรียบร้อย

ผมเหม่อมองท้องฟ้าสีดำยามค่ำคืน หลายครั้งที่ผมเคยอยากเลิกทำอาชีพนี้เป็นงานพิเศษ เงินดีก็จริงแต่ต้องแลกกับความเครียดมหาศาลเลยทีเดียว ถึงแม้จะไม่ใช่คนดีอะไรแต่ผมก็เรียกได้ว่าเป็นคนค่อนข้างขี้ใจอ่อนคนหนึ่ง ถึงเปลือกนอกจะดูแข็งแกร่งไม่สนใจใคร แต่ก็ไม่ได้โหดร้ายพอที่จะมีความสุขกับการมองร่างของเป้าหมายล้มลงด้วยฝีมือของตัวเอง

เรื่องของการล้างมือนั้นผมได้แต่คิดแต่ก็ไม่ได้ตัดสินใจจริงจัง จุดประสงค์ในการเป็นสไนเปอร์ของผมไม่ได้เป็นเพราะขัดสนเรื่องเงินทอง แต่เป็นเพราะ….

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่

บางที… ด้วยจุดประสงค์ที่เอาแต่ใจตัวเองแบบนี้ ในสายตาคนอื่น ผมอาจจะเป็นแค่ไอ้งี่เง่าคนหนึ่งก็เป็นได้

………

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับโกหก

ผมที่เพิ่งคุยเรื่องภารกิจใหม่ได้ไม่กี่วันก็ต้องจับพลัดจับผลูมาอยู่บนตึกร้างหลังเดิม หลังจากที่วางขาตั้งปืนลงกับพื้นปูนสีมอซอก็คิดอะไรไปเรื่อย เหลืออีกห้าชั่วโมงก่อนจะถึงเวลาทำงาน ถึงจะอยากออกไปหาอาหารอร่อยๆกินก็คงไม่เหมาะ

ถ้าเข้าที่กำบังแล้วก็ต้องอยู่ที่นั่นไปจนกว่าจะจบภารกิจ นั่นคือกฎเหล็กของสไนเปอร์ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

อาหารที่กินได้ก็มีแต่พวกที่ย่อยง่ายๆ ผมฉีกซองขนมปังจากร้านสะดวกซื้อแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ ลอบมองออกไปทางช่องยิง ภัตตาคารที่ผมใช้เป็นที่สังหารเหยื่อเมื่อคราวก่อนปรากฏขึ้นสู่สายตาของผมอีกครั้ง

ผมเคี้ยวขนมปังจนหมด จิบน้ำตามนิดหน่อยเพื่อให้หายฝืดคอ จากนั้นจึงถอดแว่นกันแดดคู่ใจออก เริ่มนอนหมอบลงบนพื้น จากนี้ไปผมต้องนอนนิ่งๆอย่างนี้ไปอีกหลายชั่วโมงจนกว่าจะได้เวลาปฏิบัติภารกิจ แค่คิดก็เมื่อยแล้ว ดังนั้น สไนเปอร์ที่ดีจึงต้องมีความอึดและความอดทนมากเป็นพิเศษ สองอย่างที่กล่าวมานั้นเป็นคุณสมบัติข้อที่สำคัญมากที่สุดพอๆกับเรื่องยิงแม่นเลยทีเดียว

ผมนอนนิ่งๆอยู่อย่างนั้น ปรับจังหวะลมหายใจให้ช้าลง เหตุผลที่ผมชอบทำงานคนเดียวมากกว่าทำงานร่วมกับสปอตเตอร์ก็คงเป็นเพราะต้องการสมาธิ ถ้าจะเหนี่ยวไกจิตใจในตอนนั้นต้องไม่ใช่มนุษย์ ดังนั้นผมจึงไม่อยากสื่อสารกับมนุษย์คนไหนก่อนที่จะเหนี่ยวไก ไม่อยากให้ความเป็นมนุษย์เกาะกุมหัวใจผมในเวลาที่กำลังจะลั่นไกปืน

การอยู่คนเดียวจะทำให้สภาวะจิตใจเปลี่ยนจากมนุษย์กลายเป็นปีศาจได้เร็วขึ้น นี่ไม่ใช่กฎเหล็กที่สไนเปอร์ทุกคนต้องปฏิบัติ แต่เป็นกฎที่ผมตั้งให้ตัวเองปฏิบัติเท่านั้น งานคราวที่แล้วทำผมแทบจะประสาทกินเพราะดันมีมือใหม่อยู่ข้างๆ แต่จะแสดงออกมากไปก็ดูจะไม่เป็นมืออาชีพเท่าไหร่นัก ผมจึงทำได้แค่สูดลมหายใจลึกๆแล้วเหนี่ยวไกในฐานะของมนุษย์คนหนึ่ง…ไม่ใช่ปีศาจดังที่ตั้งใจไว้

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ผมยังคงจ้องมองสถานการณ์ผ่านลำกล้องปืน ร่างบอบบางของคุณชายเซี่ยในเชิ้ตสีชมพูก้าวขาลงจากรถยุโรปคันหรู ผมปรับลำกล้องปืนมองตามการเดินอย่างสง่างามของเขา ในที่สุดเขาก็เดินไปยังโต๊ะของที่ถูกผู้ว่าจ้างของผมจองไว้ ผมเห็นพวกเขาทักทายกันเล็กน้อยตามธรรมเนียมของนักธุรกิจแล้วก็ได้แต่ยิ้มบางๆ พึมพำออกมาเบาๆ

“การทำธุรกิจนี่ต้องสวมหน้ากากจริงๆด้วยสินะ”

ผมเหลือบมองนาฬิกาดิจิตอลที่ข้อมือ เหลือเวลาอีกประมาณครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาลงมือ อุปกรณ์พร้อม เป้าพร้อม ที่เหลือก็น่าจะมีแต่ใจของผมเท่านั้นที่ต้องปรับสภาพกันหน่อย

กลัวอะไรกันล่ะ เฮยเสียจื่อ แค่เหนี่ยวไกออกไปเหมือนทุกทีก็พอแล้ว เป้าหมายที่นายต้องจัดการก็มีแต่พวกเลวๆไม่ใช่หรือไง ตายไปก็ไม่เห็นจะมีใครเดือดร้อน

ผมไม่ใช่คนดี เป็นแค่คนที่ใจอ่อนผิดเวลาก็เท่านั้น ใจดีกับใจอ่อนมันไม่เหมือนกัน ใจดีคือคุณจะไม่ฆ่าใคร หรือถ้าเผลอฆ่าไปก็ต้องรู้สึกผิดบาปไปตลอดชีวิต ส่วนใจอ่อนก็คือก่อนฆ่าคุณอาจลังเล แต่เมื่อฆ่าไปแล้วคุณจะไม่คร่ำครวญทีหลัง

เสียงร้องเตือนเบาๆของนาฬิกาดิจิตอลดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของบรรยากาศในตึกร้าง ผมเหนี่ยวไกไรเฟิลคู่ใจอย่างทุกที

‘เปรี้ยง’

เลือดสีแดงสาดกระเซ็นไปทั่ว ผมมองเลือดสีแดงที่พุ่งเป็นน้ำพุพร้อมๆกับไขสมองที่ทะลักออกมาอย่างน่าสะอิดสะเอียน ผ่อนลมหายใจลงเมื่อเห็นว่างานของผมเสร็จสิ้นลงแล้ว

ในเมื่อเหนี่ยวไกออกไปก็แปลว่าที่ซ่อนตัวของผมตอนนี้ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว ผมเก็บไรเฟิลลงกระเป๋าด้วยจิตใจที่ด้านชา สวมแว่นกันแดด ทางหนีทีไล่มันก็มีอยู่ แต่ผมคิดว่าเก็บแค่นายใหญ่มันไม่พอหรอก จากนี้ไปจะไม่ใช่หน้าที่ในส่วนงานแล้ว ผมขอทำตามใจตัวเองบ้างล่ะ

ผมลุกขึ้นยืนแล้วบิดขี้เกียจไปมา เสียงฝีเท้าหลายสิบคู่ดังสะท้อนไปทั่วตึก ผมยืนรอคนเหล่านั้นอย่างสงบ

“แก!!!”

ผมมองคนที่วิ่งนำหน้าเข้ามาพร้อมกับอาวุธปืน ริมฝีปากยักยิ้มบางๆ

“แกทำงานพลาด!! แกยิงเจ้านาย…แกยิงลุงของฉัน!!!!”

“ผมไม่ได้ทำงานพลาดซักหน่อย คุณสปอตเตอร์มือใหม่” ผมหัวเราะเบาๆ พวกเขาเป็นญาติกันอย่างที่คิดจริงๆด้วย จากนั้นผมจึงยกมือขึ้นอย่างจำยอม

“ยังไงคุณกับคนของคุณก็ฆ่าผมได้ทันทีอยู่แล้ว อยากฟังเหตุผลรึเปล่าล่ะ”

“ฉันยังมีเวลาอีกเหลือเฟือ ถ้าแกคิดตุกติกเมื่อไหร่ฉันยิงทิ้งแน่”

“วางใจเถอะ ผมไม่หนีหรอก เพราะหนียังไงก็คงหนีไม่พ้นอยู่ดี” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆแล้วเริ่มต้นเล่าเรื่อง

“ถ้าคุณอยู่ในวงการนี้ล่ะก็ คงพอจะได้ยินชื่ออู๋ซันเสิ่งสินะ…”

เจ้าหนุ่มสปอตเตอร์ที่เคยทำงานร่วมกับผมขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินชื่อที่ไม่ว่าใครในวงการขุดสุสานก็ต้องรู้จัก ผมไม่อยากให้เขาเดาความเกี่ยวโยงของผมและอู๋ซันเสิ่งไปเองมั่วซั่วจึงเอ่ยต่อไปว่า

“ถ้าคุณรู้จักเขา คุณจะรู้ว่าเขาเลี้ยงหมาบ้าไว้ตัวหนึ่งชื่อพานจื่อ เป็นหมาที่ซื่อสัตย์มาก” ผมเอ่ยยิ้มๆ

“ทีนี้ก็เข้าเรื่องล่ะนะ….คุณลุงของคุณพลาดไปตรงที่ไม่รู้ว่า เซี่ยอวี่ฮัวเองก็เลี้ยงหมาบ้าแบบนั้นไว้เหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้บอกใคร

หมาบ้าตัวนั้นไม่ได้ถูกล่ามให้เดินตามต้อยๆ แต่กลับถูกปล่อยเป็นอิสระ ไม่จำเป็นต้องล่ามโซ่ไว้ไม่ให้ห่างกาย แต่เมื่อถึงเวลา มันจะเลิกเที่ยวเล่นแล้วทำหน้าที่ของมัน กำจัดศัตรูทุกคนของเจ้านาย”

เมื่อผมพูดถึงตรงนี้ อดีตสปอตเตอร์หน้าซีดเผือดสั่งให้ยิงผมทันที ทว่า ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้เหนี่ยวไกปืนก็ถูกคนของคุณชายที่ลอบขึ้นตึกมาเงียบๆเก็บไปหมดเสียก่อน

ผมหลบอยู่หลังเสา หลับตาลงแล้วเฝ้ารอให้เสียงห่ากระสุนเงียบลง กลิ่นคาวเลือดฉุนกึกในจมูก ระหว่างนั้นก็นั่งคิดอะไรไปในใจเงียบๆ

จุดประสงค์ของผมในการเป็นสไนเปอร์….ก็เพื่อมาสืบข่าวเกี่ยวกับคุณชายแล้วหาทางปกป้องเขาก็เท่านั้น แหล่งข่าวในวงการนี้น่ะรวดเร็วและแม่นยำยิ่งกว่าแหล่งข่าวที่อื่นเสียอีก และเพื่อที่จะสืบข่าววงใน สุดท้ายก็ต้องกลายเป็นว่ามารับจ๊อบเป็นสไนเปอร์เพื่อความสมจริงด้วย

อาจจะฟังดูงี่เง่าที่ต้องฆ่าคนเป็นร้อยเพื่อปกป้องคนเพียงหนึ่งคน แต่ถ้าคนคนนั้นเป็นคนสำคัญล่ะก็ ผมก็ยอมถูกคนอื่นตราหน้าว่าเป็นไอ้งี่เง่าล่ะนะ

เสียงสาดกระสุนหยุดลงแล้ว ผมเดินออกจากเสาที่กำบัง เหลือบมองสภาพเละเทะของตึกแล้วยิ้มเจื่อนๆ คนของคุณชายนี่ยังโหดเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ

“คุณรีบไปพบคุณชายเถอะ” ชายชุดดำคนหนึ่งเอ่ยกับผมขณะดึงเครื่องมือทำความสะอาดที่ซ่อนไว้กันโดนลูกหลงจากปืนขึ้นมาเพื่อเตรียมทำลายหลักฐาน ผมมองคนชุดดำคนอื่นที่เริ่มลากศพไปกองรวมกันแล้วตบไหล่เขาเบาๆ

“ฝากด้วยนะ”

จากนั้นผมก็เดินหันหลังให้ลานประหารแห่งนั้น ดันแว่นกันแดดขึ้นเล็กน้อย สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดฟอดใหญ่ มุ่งหน้ากลับคฤหาสน์หลังงามของคุณชายทันที

“คุณชายยยยยยย”

ผมพุ่งตรงเข้าไปกอดคุณชายแล้วหลับตาลง สูดกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ชวนให้รู้สึกสบายตัวอย่างน่าประหลาด

“เฮยเสียจื่อ” คุณชายเอ่ยชื่อผมด้วยน้ำเสียงไพเราะ ผมรู้สึกได้ถึงลางไม่ดีอะไรบางอย่างเลยรีบปล่อยเขาทันที

“มีอะไรรึเปล่าครับคุณชาย…”

“ตอนที่นายยิงหัวเจ้าหมอนั่น เลือดมันกระเด็นมาโดนฉัน” คุณชายยิ้มหวานให้ผมที่กำลังเหงื่อแตกพลั่กๆ

คุณชายรักความสะอาดมากแค่ไหน คนที่ตัดสินใจอยู่กับเขามาเป็นเวลาหลายปีย่อมต้องรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้วและยิ่งต้องจำใส่ใจไว้เสมอ

“มานี่เลย” คุณชายคว้าข้อมือผมด้วยเรี่ยวแรงมหาศาลผิดกับรูปร่างบอบบาง ผมกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอเมื่อตระหนักได้ว่าบทลงโทษที่ผมจะได้รับคืออะไร

“คุณชาย….วันนี้ผมนอนหมอบนิ่งๆมาทั้งวันแล้วนะครับ” ผมครางออกมาอย่างสิ้นหวัง

“นายหมอบกับพื้นมาทั้งวันคงจะเบื่อ ฉันก็อยากให้นายนอนหงายบ้าง”

ผมเบ้ปากกับคำพูดตอแหลของคุณชายก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่

ความอึดและอดทนไม่ได้เป็นแค่คุณสมบัติที่สำคัญของสไนเปอร์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอาชีพเบื้องหลังอีกอาชีพหนึ่งของผมด้วย อาชีพที่คุณชายเป็นคนมอบให้ผม และคุณสมบัติดังกล่าวของสไนเปอร์ก็เป็นคุณสมบัติสำคัญของอาชีพนี้ด้วย

ชื่อของผมคือเฮยเสียจื่อ ไม่มีงานเบื้องหน้า มีแต่งานเบื้องหลังกับงานเบื้องหลังยิ่งกว่า ผมเป็นโจรขุดสุสานที่รับจ๊อบพิเศษเป็นพลซุ่มยิง…หรือที่เรียกกันว่า ‘สไนเปอร์’ แต่ก็มีอาชีพเบื้องหลังที่สุดที่ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นอาชีพหรือว่าอะไร เป็นตำแหน่งงั้นหรือ…?

ช่างเถอะ สรุปง่ายๆก็แล้วกัน ผมเป็นคนรักของคุณชาย…

ผมเป็นทั้งหัวขโมยที่ฉกชิงสมบัติจากคนตาย เป็นโจรที่ปล้นวิญญาณของคนเป็น ด้วยเหตุนี้สวรรค์เลยลงโทษให้ผมได้เป็นผู้เสียหายกับเขาบ้าง หลังจากที่คอยพรากสิ่งสำคัญจากคนอื่นอยู่ตลอดเวลา ทั้งสมบัติจากสุสานและชีวิตของเหยื่อ

สมบัติชิ้นสำคัญของผมที่ถูกพรากไป…

ก็คือพรหมจรรย์…

ผมถูกพรากพรหมจรรย์…..โดยเซี่ยอวี่ฮัว

……….

ที่มาของฟิคนี้คือแค่อยากเห็นพี่เฮยในมาดสไนเปอร์เฉยๆค่ะแงงง55555 แล้วก็เอาไว้เรียกการ์ดพี่เฮยในเกมเต้ามู่ด้วย—/พี่แกจะมาหาหรือจะหนีล่ะเนี่ยฟฟฟฟฟ สาระของฟิคเรื่องนี้มีอยู่แค่นั้นแหละค่ะ เมื่อคืนดันไปอ่านตอนที่1ของหนังสือNon-Fictionแนวๆวิทยาศาตร์เล่มนึงมาค่ะ (เรื่อง 500ล้านปีแห่งความรักเล่ม1 ของคุณหมอชัชพลที่ดองไว้นานมากแล้วเพิ่งหยิบมาอ่าน—) แล้วเค้ายกคดีประหลาดที่มีสไนเปอร์ซุ่มเล็งยิงผู้บริสุทธิ์ ในตอนนั้นก็คิดเล่นๆว่าอยากเห็นพี่เฮยในมาดสไนเปอร์จังน้า ตอนนอนหมอบอยากจะลองตีก้นดูจัง—/แค่กกก ก็เลยวางหนังสือลงแล้วหาข้อมูลสไนเปอร์อยู่พักนึงค่ะ จากนั้นก็ลองเขียนดูตอนนั้นเลย พล็อตเพลิตอะไรไม่มี ระหว่างนั้นที่รัวนิ้วโป้งกดแป้นพิมพ์ไอโฟนก็คิดไปว่าจะให้จบยังไงดีหนอ สุดท้ายก็มาจบที่พรหมจรรย์…… จบในแบบที่ฮัวเฮยควรจะเป็นฟฟฟฟฟฟ

Dàomù bǐjì FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x อู๋เสีย ] ‘ชาดอกเก๊กฮวยขาวจากหังโจว’

Dàomù bǐjì FanFiction

Hēi xiā zi x Wú Xié (เฮยเสีย)

‘ชาดอกเก๊กฮวยขาวจากหังโจว’

…….

“เฮยเสียจื่อ”

“ว่าไงครับนายน้อย”

ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบของห้องพักหลังร้านขายวัตถุโบราณของผมในเมืองหังโจว ผมกับชายหนุ่มชุดดำสวมแว่นกันแดดนั่งเผชิญหน้ากันโดยมีโต๊ะไม้ตัวเล็กๆตัวหนึ่งคั่นกลาง

“คิดยังไงถึงซื้อชาดอกเก๊กฮวยขาวหังโจวมาฝากคนหังโจว……..”

“ก็ผมอยากลองดื่มดูนี่นา” เจ้าของแว่นกันแดดสีดำยักไหล่เล็กน้อยก่อนจะค่อยๆยกถ้วยชาขึ้นดื่มลิ้มรสชายี่ห้อดัง

“ได้ข่าวว่านายซื้อมาฝากฉันไม่ใช่เรอะ” ผมมองชายหนุ่มด้วยสายตาเอือมระอาก่อนจะยกชาขึ้นซดบ้าง ไอ้อร่อยน่ะมันก็อร่อยอยู่หรอก แต่มันไม่แปลกใหม่เลยน่ะสิ อุตส่าห์มาตั้งไกลก็ช่วยซื้ออะไรที่มันไม่มีขายหรือหาซื้อยากในหังโจวมาให้หน่อยจะได้ไหม

“นอกจากอยากลองดื่มก็มีอีกเหตุผลนึงครับ พอเห็นรูปดอกเก๊กฮวยสีขาวบนซองชาก็ทำให้นึกถึงคุณขึ้นมา” นายแว่นดำวางถ้วยชาลงบนโต๊ะก่อนจะรินชาจากในกาเติมลงในถ้วยที่ว่างเปล่าใบนั้น

ผมมองควันจางๆเหนือถ้วยชาของเขาแล้วถามออกไปอย่างไม่คิดอะไรมาก

“นึกถึงผู้ชายอกสามศอกตอนที่มองดอกเก๊กฮวยสีขาวเนี่ยนะ นอกจากสายตาไม่ดีแล้วยังสมองไม่ดีอีกเหรอ”

“นายน้อย คุณด่าผมตรงๆก็ได้นะครับ จะพูดยาวๆเยิ่นเย้อไปทำไม” เฮยเสียจื่อมุมปากกระตุกนิดหน่อยแต่สุดท้ายก็ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่แตกต่างจากรอยยิ้มเสแสร้งของเขา

“นายมันโง่” ผมด่าเขาออกไปตรงๆตามคำขอ

“โง่แล้วรักรึเปล่าล่ะครับ” นายแว่นดำเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ ถึงแม้ผมจะเบะปากกับคำพูดของเขาแต่หัวใจกลับเต้นตูมตามอย่างไม่มีเหตุผล

อีกแล้ว…เป็นอย่างนี้อีกแล้ว…

“ทำไมนายถึงได้ชอบทำเสียงอย่างนั้นกันนะ ฟังดูไม่จริงใจเลย” ผมแสร้งถอนหายใจ ขณะเริ่มต้นหัวข้อสนทนาเรื่องใหม่โดยที่ไม่ทันได้คิดว่าผมเคยถามเรื่องนี้กับเขาไปแล้ว

สิ่งที่ผมเกลียดที่สุดก็คือน้ำเสียงหยอกล้อที่ซุกซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงไว้ของชายที่ชื่อเฮยเสียจื่อ ถึงแม้จะเคยขอให้เขาเลิกทำเสียงแบบนั้นแต่หมอนั่นก็หัวเราะเบาๆแล้วยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

‘มันเป็นสไตล์ครับนายน้อย’

สไตล์พ่อง… ผมเคยเกือบจะด่าออกไปแบบนั้นแต่ก็ฝืนกลืนคำด่ากลับเข้าไปในคอเพราะเห็นว่ายังไม่สนิทกันดี

และคราวนี้เขาก็ยังคงตอบคำถามผมด้วยประโยคเดิมๆ

“มันเป็นสไตล์ครับนายน้อย”

“สไตล์พ่อง..”

คราวนี้ผมด่าออกไปจริงๆ เฮยเสียจื่อหัวเราะลั่นแต่ผมรู้สึกได้ทันทีว่าเขาหัวเราะออกมาจากใจจริง ไม่ใช่เสียงหัวเราะที่ดังออกมาจากลำคอแต่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆเหมือนที่เจ้าตัวมักจะเสแสร้งทำ

ผมจิบชาระหว่างที่รอเฮยเสียจื่อหยุดหัวเราะก่อนจะนึกสงสัยในใจ ผมแค่ด่าเองนะ มันตลกขนาดนั้นเลยเหรอ แต่สุดท้ายก็เมินเฉยต่อคำถามนั้นไปแล้วหันไปสนใจหัวข้อที่เรายังคุยกันค้างไว้อยู่

“นายยังไม่ได้ตอบฉันเลยว่าทำไมเห็นดอกเก๊กฮวยขาวแล้วนึกถึงฉัน”

เฮยเสียจื่อนิ่งไปเล็กน้อยราวกับว่ากำลังเรียบเรียงคำตอบในหัว

“คุณเหมาะกับสีขาว พอเห็นดอกเก๊กฮวยขาวก็เลยนึกถึงคุณไง ที่สำคัญดอกเก๊กฮวยขาวยังมีอยู่แค่ที่หังโจวด้วย ที่อื่นมีแต่ดอกสีเหลืองๆ” เฮยเสียจื่อเว้นวรรคเล็กน้อย จิบน้ำชาในถ้วยครู่หนึ่งแล้วจึงวางถ้วยเปล่าลงบนโต๊ะก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า

“คุณเองก็มีอยู่แค่ที่หังโจวเท่านั้นแถมยังเหมาะกับสีขาว ไม่แปลกหรอกที่ผมจะนึกถึงคุณตอนที่เห็นมัน”

“เข้าใจเปรียบเทียบดีนี่” ผมจิบชาอุ่นๆขณะนั่งฟังเฮยเสียจื่ออธิบาย งั้นเหรอ อู๋เสียแห่งหังโจวกับดอกเก๊กฮวยขาวหังโจวมีรายละเอียดที่ทำให้นึกถึงกันอยู่…

แต่รายละเอียดที่ว่ามันก็ไม่ใช่อะไรที่สะดุดตานัก ถ้าเป็นผมคงคิดแค่กว้างๆว่าดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงแล้วก็คงไม่สนใจแน่ คงไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งอย่างนายแว่นดำล่ะมั้ง…

“นายว่าฉันเหมาะกับสีขาวจริงๆเหรอ ใส่เสื้อสีดำอย่างนายอาจจะเหมาะกว่าก็ได้ล่ะมั้ง” ผมว่าพลางวางถ้วยชาลงกับโต๊ะ ตัดสินใจที่จะไม่บอกเขาไปว่าถ้าใส่เสื้อสีขาวจะทำให้ดูอ้วนกว่าความเป็นจริง การสวมเสื้อสีทึบๆอาจซ่อนพุงน้อยๆของผมได้ดีกว่า ด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดมาตลอดว่าความจริงแล้วผมอาจจะเหมาะกับสีเข้มๆมากกว่าสีโทนอ่อนก็เป็นได้

“ไม่หรอก คุณน่ะเหมาะกับสีขาว เวลาที่เห็นอะไรขาวๆผมก็จะนึกถึงคุณตลอดเลย” เฮยเสียจื่อรินชาให้ผมแล้วจึงรินให้ตัวเอง ผมพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณก่อนจะจิบชาถ้วยนั้นหนึ่งอึก

“แปลว่านายเห็นอะไรสีขาวก็นึกถึงฉันหมดงั้นสิ กระดาษ แผ่นซีดีเปล่า ทิชชู่ หรือว่าแม้แต่ชุดชั้นในสีขาว?”

เฮยเสียจื่อแทบจะพ่นน้ำชาใส่หน้าผม เขาอดทนกลืนอย่างยากลำบากก่อนจะปล่อยก๊ากออกมาเสียงดัง อะไรกันล่ะนั่น หัวเราะง่ายเกินไปแล้ว! ถ้าเป็นนายอ้วนเขาต้องตบมุกผมด้วยมุกที่เหนือกว่า แต่นายแว่นดำกลับหัวเราะตั้งแต่มุกแรก ว่าแต่มันตลกตรงไหนล่ะเนี่ย ผมไม่เข้าใจเขาเลยจริงๆ…

“นายน้อย คุณรู้ตัวมั้ยว่าคุณทำอะไรก็ตลกไปหมด”

“นายจะบอกว่าฉันควรปิดกิจการแล้วไปเล่นตลกคาเฟ่งั้นเหรอ บ้าสิ อย่างนั้นเตี่ยฉันฆ่าฉันตายแน่”

เฮยเสียจื่อสูดหายใจเข้าลึกๆหลังจากที่หัวเราะอยู่นานพอสมควร ช่วงแรกๆที่เจอกันเขาก็ชอบมองผมแล้วยิ้มๆจนผมนึกว่าเขาเป็นคนสติไม่เต็ม แต่ถ้าสังเกตดีๆ ผมรู้สึกว่าเขาไม่ค่อยยิ้มและหัวเราะอย่างจริงๆใจกับใครเท่าไหร่นัก นอกจากผมคนเดียว…

ถึงแม้จะไม่อยากยอมรับเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึก…ดี

“ผมจะมองอะไรก็นึกถึงหน้าคุณ จะทำอะไรก็คิดถึงคุณทุกเวลานั่นแหละ” เฮยเสียจื่อพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่จริงจังเช่นเคยแต่กลับทำให้ใจผมเต้นรัวเร็วผิดจังหวะอย่างน่าประหลาด

อีกแล้ว…เป็นอย่างนี้อีกแล้ว…

ในขณะที่ผมกำลังสับสน เสียงโทรศัพท์มือถือของอีกฝ่ายก็ดังขึ้น เจ้าของแว่นกันแดดสีดำรับสายแล้วพูดตอบรับไปสั้นๆสองสามคำจากนั้นจึงกดตัดสาย เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงแล้วยืนขึ้นบิดขี้เกียจไปมา

“ผมมีงานด่วนคงต้องรีบกลับทันที เอาไว้เดี๋ยวผมจะซื้อชายี่ห้อนี้มาฝากอีกละกันครับ”

“ไม่ต้องเลย” ผมทำทีเป็นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอือมระอาพร้อมๆกับมองส่งแผ่นหลังของเขา จิบชาอีกเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ทันทีที่ไร้ร่างของเฮยเสียจื่อบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ความคิดของผมก็เริ่มฟุ้งซ่านขึ้นมาทันที

ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่ที่ผ่านมาผมรู้สึกได้ถึงสายตาเป็นห่วงเป็นใยที่ซ่อนอยู่หลังแว่นกันแดดนั่น

รู้สึกได้ว่าถึงแม้เขาจะจงใจสร้างระยะห่างระหว่างเรา แต่พอเผลอทีไรก็เป็นเขาเองนั่นแหละที่มักจะยืนอยู่ข้างกายผมเสมอ และทันทีที่รู้ตัว เฮยเสียจื่อก็จะรีบถอยไปข้างหลัง คอยเฝ้ามองอยู่ห่างๆแทนที่จะยืนอยู่เคียงข้างกัน

เฝ้ามองด้วยสายตาเจ็บปวดเบื้องหลังแว่นกันแดด

ไม่รู้ว่าทำไม แต่ผมรู้สึกไม่ชอบใจเลย รู้สึกเจ็บที่หัวใจอย่างไม่มีสาเหตุ….

ทำไมถึงได้หนีฉันล่ะ ทำไมถึงไม่ยืนอยู่ข้างๆฉัน…

ถ้ายืนมองจากตรงนั้นไกลๆแล้วมันทรมานก็มายืนข้างๆกันสิ มาอยู่ข้างๆฉันนี่

พอรู้ตัวอีกที ผมก็กำลังจิบน้ำชาที่ถูกปรุงรสเพิ่มเติมด้วยน้ำตาที่กำลังไหลริน

บ้าจริง…นี่ผมเป็นอะไรไป ทำไมถึงได้…รู้สึกเจ็บปวดขนาดนี้กันนะ

คงไม่ได้…หลงรักเจ้าแว่นกันแดดนั่นจริงๆใช่มั้ย? อู๋เสีย…

……….

ตอนที่เห็นหัวข้อเดย์ลี่ครั้งแรกก็รู้สึกตันมากค่ะ เพราะเพิ่งเขียนหัวข้อแบล็คไปแล้วในเนื้อเรื่องของฟิคนั้นก็มีเนื้อหาที่คิดว่าถ้าใส่ในหัวข้อไวท์แล้วต้องโอเคแน่ๆ แต่ก็เขียนไปแล้วนี่นะ… และขณะที่กำลังนึกๆถึงอะไรที่พอจะโยงกับสีขาวได้ ด้วยความที่ตีหนึ่งตีสองเป็นช่วงเวลาที่เกิดความคิดอะไรแปลกๆมากที่สุดก็ทำให้นึกถึงโฆษณาชายี่ห้อหนึ่งขึ้นมา…เพีxxริคุ ชาเก๊กฮวยขาวจากหังโจว.. จากนั้นก็เลยกลายเป็นฟิคเรื่องนี้นั่นเองค่ะ หลังจากที่เขียนในมุมมองพี่เฮยก็อยากจะลองเขียนในมุมมองของนายน้อยบ้างค่ะ (ท้ายๆอาจจะรีบจบไปหน่อยเพราะเริ่มตัน—/แค่กกก) พี่เฮยที่ขอรักเขาข้างเดียวไม่ต้องการให้เขารักตอบกับนายน้อยที่กำลังสับสนในการกระทำของพี่เฮยและเริ่มหลงรักพี่เฮยโดยไม่รู้ตัวนี่มันช่าง….อาาาาา ไม่ดราม่าคู่นี้ซักครั้งจะได้ไหมฮือออออฟฟฟฟฟฟฟ

Dàomù bǐjì FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x อู๋เสีย ] ‘Black and White’

Dàomù bǐjì FanFiction

Hēi xiā zi x Wú Xié (เฮยเสีย)

‘Black and White’

…..

ผมจำแนกมนุษย์บนโลกใบนี้ออกเป็นสองสี นั่นก็คือสีขาวและสีดำ โดยที่แต่ละคนจะมีความเข้มความอ่อนของทั้งสองเฉดสีแตกต่างกันไป

ชื่อของผมคือเฮยเสียจื่อ แน่นอนว่าคนอย่างผมย่อมต้องเป็นคนประเภท ‘สีดำ’ อย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ใช่สีเทา เทาเข้ม หรือสีดำอ่อนดังเช่นมนุษย์ปกติธรรมดาทั่วๆไป

ผมดึงบุหรี่ในซองขึ้นมาจุด สูดอัดควันนิโคตินเข้าไปเต็มปอดขณะลอบมองเข้าไปในร้านขายวัตถุโบราณแห่งหนึ่ง ณ เมืองหังโจว ร่างของชายหนุ่มวัยสามสิบคนหนึ่งยืนอยู่หน้าเคาท์เตอร์ กำลังรับซื้อวัตถุโบราณที่ผมไม่รู้จัก

ชายคนนั้นคือเถ้าแก่น้อยของร้าน คนที่ผมเคยเรียกเขาว่านายน้อยสาม อู๋เสีย

จนถึงตอนนี้ผมก็ยังเรียกเขาเช่นนั้น ผมนึกมาตลอดว่าการเรียกใครด้วยชื่อที่ฟังดูสุภาพหรือให้เกียรติคนอื่นจะช่วยสร้างระยะห่างได้ดี ดังนั้นจึงปฏิบัติตามหลักการข้อนี้อย่างเคร่งครัด ไม่ได้เพื่อเป็นการให้เกียรติคนอื่น แต่เพื่อกันพวกเขาออกห่างจากตัวเอง

ผมเห็นลูกค้าเดินออกจากร้านด้วยสีหน้าพึงพอใจ นายน้อยสามบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับเข้าไปหลังร้าน

ผมละสายตาจากเคาท์เตอร์ที่เงียบสงบ เหม่อมองควันสีขาวขุ่นของบุหรี่ราคาถูกที่ถูกพ่นออกมาจากปาก ถ้าผมเป็นคนประเภท ‘สีดำ’ ล่ะก็ นายน้อยก็เป็นคนประเภท ‘สีขาว’

สีขาวเป็นสีที่ผมคิดว่าหาได้ค่อนข้างยากในระดับหนึ่ง เขาไม่ใช่สีขาวที่สว่างไสวจนแสบตา แต่เป็นสีขาวที่คนมีปัญหาด้านสายตาอย่างผมสามารถจ้องนานๆได้อย่างสบายใจ สีขาวที่เรียบง่ายแต่กลับมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างน่าประหลาด

เป็นสีขาวที่ละลายสีดำสนิทของผมยามเข้าใกล้เขา ละลายกำแพงในใจที่สูงตระหง่าน และเริ่มละลายหัวใจของผม

ตัวผมอยู่ท่ามกลางสีดำสกปรกทุกวัน เมื่อได้พบเจอและพูดคุยกับนายน้อยครั้งแรกผมจึงรู้สึกสนใจเขา สีขาวของเขาทำให้ผมสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทันทีที่เสร็จงาน ผมก็จะรีบดิ่งมาหังโจวเพื่อแอบมองเขา และเป็นเพราะส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยมีลูกค้า ผมจึงหอบเอาวัตถุโบราณที่ได้จากการลงสุสานมาขาย เพื่อหาข้ออ้างเจอหน้าเขา เรื่องราวดำเนินอยูาอย่างนี้ไปได้พักใหญ่ๆ ผมก็ตกหลุมรักเขาไปเรียบร้อยแล้ว

ผมตัดสินใจออกจากที่ซ่อนแล้วเดินไปที่ร้าน ลูกจ้างของนายน้อยเดินไปเรียกเขาที่หลังร้าน ระหว่างนั้นผมวางลังไม้ที่แบกมาด้วยลงบนเคาท์เตอร์ มองคนประเภท ‘สีขาว’ ที่หาวปากกว้างขณะเดินออกมา

“วันนี้มีอะไรมาขายฉันล่ะ” นายน้อยถาม

“ไหอะไรซักอย่าง ผมเห็นว่ามันสวยดีเลยขอแบ่งมาขายคุณ”

“ถ้าเป็นของไม่มีราคาฉันไม่รับซื้อนะ นายเอามันไปทำลายทิ้งด้วย อย่ามาทิ้งที่ร้านฉัน” นายน้อยพูดติดตลกก่อนจะเปิดฝาลังออกเพื่อประเมินราคาของที่อยู่ข้างใน ผมจ้องมองใบหน้าของเขาอย่างเหม่อลอย เผลอพึมพำออกมาเบาๆโดยไม่รู้ตัว

“สีขาว….”

“หืม? สีขาวอะไรของนาย จู่ๆก็พูดออกมาแบบนั้น” นายน้อยเลิกคิ้วสงสัย ผมสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะตอบปัดไปอย่างกวนๆ

“ไม่มีอะไร ผมแค่เดาเฉยๆว่ากางเกงในของคุณน่าจะสีขาว”

พอผมพูดออกไปแบบนั้นนายน้อยก็แทบจะทุ่มไหใส่หัวผม ความจริงแล้วพูดอย่างนี้จะถือว่าเป็นการคุกคามทางเพศอย่างหนึ่งรึเปล่านะ ผมไม่ค่อยรู้กฎหมายเสียด้วย แต่จะให้อธิบายทฤษฎีสีของมนุษย์ให้เขาฟังมันก็ดูแปลกๆ ผมจึงได้แต่ยักไหล่แล้วส่งยิ้มกวนประสาทให้เขา นายน้อยเบ้ปากอย่างเอือมระอาก่อนจะหันไปสนใจไหใบนั้นต่อ

“อืม…ฉันให้ซักแสนสอง นายนี่ตาถึงจริงๆนะ”

“เรียกว่าเซ้นส์อาจจะเหมาะกว่าล่ะมั้งครับ” ผมขยับแว่นกันแดดเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าคุณจะรับซื้อเจ้านี่ใช่ไหม”

นายน้อยพยักหน้า ผมยิ้มบางๆก่อนจะเอ่ยชวนอีกคนอย่างอารมณ์ดี

“จริงสิ ถ้าอย่างนั้นผมเลี้ยงข้าวคุณดีกว่า ไหนๆก็ได้เงินมาตั้งแสนสองนี่นะ” ผมดีดนิ้วดังเป๊าะ ส่วนนายน้อยได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมๆ

“นายนี่มัน…ความจริงฉันก็ไม่ได้รังเกียจของฟรีหรอกนะ แต่หัดๆเก็บเงินซะบ้างสิ—” จู่ๆนายน้อยก็หยุดพูดกะทันหัน ผมกระพริบตาปริบๆ มองคนที่จู่ๆก็เงียบไปด้วยสายตานึกสงสัย

“มีอะไรรึเปล่าครับ?”

จู่ๆเขาก็ดึงแขนผมเข้าไปดูใกล้ๆ พึมพำออกมาเบาๆ “เลือด…?”

“มีเลือดติดอยู่ที่แขนเสื้อนาย…ไม่สิ ทั้งตัวเลยนี่!!” ผมก้มมองเชิ้ตสีดำติดกระดุมของตัวเอง นึกย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จะมาหังโจวแล้วยิ้มนิดๆ

“ก่อนมาหาคุณผมมีเรื่องวิวาทกับพวกนักเลงท้องถิ่นนิดหน่อยน่ะครับ อย่าไปใส่ใจเลย”

“ไปทะเลาะกันอีท่าไหนเนี่ย เลือดกระเด็นเต็มตัวขนาดนี้”

“นายน้อยช่างสังเกตดีจัง ดูออกยากขนาดนี้ยังจะเห็นอีก” ผมหัวเราะเบาๆแต่อีกฝ่ายไม่ตลกไปด้วย

“คงไม่ได้ไปฆ่าใครตายใช่ไหม…”

“ไม่ได้ฆ่าครับ แค่สั่งสอนไปนิดหน่อย” ผมโกหกด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม นายน้อยถอยหลังไปเล็กน้อยก่อนจะโบกมือไล่ผม

“ถ้าอย่างนั้นนายกลับโรงแรมไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไป ออกไปกินข้าวในสภาพอย่างนี้เดี๋ยวก็โดนเข้าใจผิดหรอก เดี๋ยวฉันรออยู่ที่ร้าน”

“คร้าบๆ” ผมยิ้มเผล่ก่อนจะรับเงินแล้วหันหลังเดินออกไปจากร้าน นายน้อยเองก็หายกลับไปหลังร้านตามเคย ผมย้อนนึกถึงเหตุการณ์วิวาทที่ฉางซาแล้วถอนหายใจออกมา รู้สึกผิดเล็กน้อยที่โกหกนายน้อยไปแบบนั้น

“ผมทำเพื่อคุณนะ นายน้อย…” ผมพึมพำออกมาเบาๆ ซุกมือทั้งสองข้างไว้ในกระเป๋ากางเกงขณะก้าวขาเดินกลับโรงแรม ภาพของตัวผมที่ใช้มีดสั้นซัดใส่จุดตายของคนพวกนั้นอย่างแม่นยำจนเลือดกระเซ็นโดนเสื้อผ้า ถ้าคนพวกนั้นไม่คิดจะทำอะไรหยาบช้าอย่างนั้นก็คงไม่ตาย

‘เอ็งว่าถ้าจับหลานชายของอู๋ซันเสิ่งไปเรียกค่าไถ่จะได้ซักเท่าไหร่วะ?’

ประโยคที่ผมได้ยินในร้านเหล้ายังคงดังก้องอยู่ในหัว ผมหยิบบุหรี่ในปากออกแล้วขยี้มันอย่างหงุดหงิด ถ้าคิดจะทำอะไรนายน้อยสามอู๋เสียล่ะก็ต้องข้ามศพผมไปก่อน

เพราะเขาเป็นคนสำคัญของผม…

นายน้อยเป็นสีขาวที่ดูไม่สูงส่งจนเกินไปนัก ดูอ่อนแอและไร้ประโยชน์ แต่กลับเปล่งประกายแสงสีนวลอ่อนโยนออกมายามปกป้องคนอื่น

เขาเป็นสีขาวที่ผมสามารถจับต้องได้แต่ก็ต้องหักห้ามใจตัวเองเอาไว้ ถึงแม้จะอยากผูกสัมพันธ์แนบชิดมากขนาดไหนก็พยายามกันตัวเองออกห่าง บอกตัวเองว่าทำได้แต่มองดูเขาจากมุมมืดเท่านั้น คนอย่างนายน้อยไม่สมควรมาเกลือกกลั้วกับสีดำสกปรกอย่างผม ไม่สมควรที่จะรับรู้ตัวตนอันดำมืดของผม

ผมเหมาะที่จะอยู่ตัวคนเดียว อยู่ในสภาวะที่ไร้ซึ่งความผูกพันใดๆ คู่ควรกับความโดดเดี่ยวแต่ลึกๆแล้วผมก็ไม่ชอบใจความรู้สึกแปลกๆที่เกิดขึ้นบ่อยๆในยามที่ผมอ่อนแอและไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร…ความรู้สึกที่เรียกว่า ‘เหงา’

ลู่ซูได้กล่าวไว้ว่า คนที่เชื่อมั่นในตนเองมากเกินไปนั้น เป็นคนที่โดดเดี่ยวอ้างว้างที่สุด ผมเป็นอย่างที่ลู่ซูบอก เชื่อมั่นในฝีมือและความสามารถของตนเองอย่างถึงที่สุดจนไม่เชื่อใจใคร แต่นั่นก็เป็นแค่เหตุผลส่วนหนึ่ง แท้จริงแล้วผมกลัวความผูกพันต่างหาก จึงได้ปิดกั้นใจตัวเองไว้อย่างแน่นหนา

ทว่า แม้ผมจะไม่เปิดใจยอมรับใคร เจ้าของสีขาวอันเป็นเอกลักษณ์กลับทำลายกำแพงสูงตระหง่านในใจของผมลงโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ถึงวีรกรรมของตนเองเลยแม้แต่น้อย

ผมเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อในห้องพักก่อนจะเดินกลับไปที่ร้านของนายน้อยอีกครั้ง

ผมถือวิสาสะเดินเข้าไปหลังร้าน ท่ามกลางความเงียบสงบของร้านขายวัตถุโบราณ นายน้อยนอนหลับอยู่บนเก้าอี้ตัวยาว เสียงกรนเบาๆของเขาทำให้ผมเผลอยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มที่ไม่เหมาะกับคนอย่างผมถ้าหากเพื่อนโจรสุสานด้วยกันได้มาเห็นก็คงช็อกน่าดู ผมโน้มหน้าเข้าไปใกล้ๆกับใบหน้าของอีกฝ่าย มองรูปหน้าดูดีที่หลับไม่ได้สติ สายตาของผมค่อยๆเลื่อนไปจับจ้องอยู่ที่ริมฝีปากบาง

รู้สึก…อยากจูบ…

ผมเงยหน้าขึ้นก่อนจะส่ายหน้าไปมาเรียกสติตัวเอง ไม่ควรทำอย่างนั้นไม่ใช่หรือไง เฮยเสียจื่อ ตั้งสติหน่อย อย่าเอาเปรียบนายน้อยอย่างนั้นสิ

แต่สีดำก็ยังคงเป็นสีดำ ผมไม่ใช่นักบุญที่ตัดความอยากออกไปจากใจได้สำเร็จ ปลายนิ้วชี้ของผมแตะสัมผัสริมฝีปากบางเบาๆ จากนั้นจึงจุมพิตปลายนิ้วนั้นอย่างเศร้าหมอง

ผมเอาแต่ใจตัวเองได้แค่นี้เท่านั้น ต้องไม่มากไปกว่านี้อีกแล้ว..

“นายน้อย ตื่นเถอะครับ ไปหาอะไรทานกันเถอะ” ผมปลุกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอยู่ครู่หนึ่งเขาจึงลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก ผมหัวเราะเบาๆก่อนจะรอเขาไปล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อย เป้าหมายอยู่ที่ภัตตาคารโหลวว่ายโหลว ร้านขึ้นชื่อของเมืองหังโจวนั่นเอง

“เรียบร้อยแล้วล่ะ ไปกันเถอะ” นายน้อยบิดขี้เกียจขณะเดินนำหน้าผมออกจากร้าน ผมเดินตามเขาไปอย่างไม่รีบร้อน ระหว่างนั้นก็เหลือบมองไปรอบข้าง คล้ายกับคนคุ้มกันที่กำลังปกป้องเจ้านายของตน

ผมหยิบบุหรี่ถูกๆของตนขึ้นมาจุดไฟ สูบมันฟอดใหญ่แล้วพ่นออกมา ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นของเมืองหังโจว แผ่นหลังของนายน้อยสะท้อนอยู่ในเลนส์แว่นกันแดดสีดำของผม

เพราะสีดำไม่อาจเคียงคู่สีขาว ผมจึงทำได้แต่เฝ้ามองและคุ้มครองเขาอยู่เบื้องหลังเท่านั้น คอยปกป้องดูแลเขาอยู่อย่างลับๆ เพราะเขาเป็นอู๋เสีย…สีขาวที่ผมรัก

……..

จ จบแล้วค่ะฟฟฟฟ ฟิคเฮยเสียเรื่องที่สองของเรา เรื่องนี้พี่เฮยก็ยังทำตัวเป็นพระรองแสนดีเหมือนเดิม (ถ้าเป็นฮัวเฮยพี่แกก็เป็นนางเอกแสนดี๊แสนดี—) เพิ่งค้นพบตัวเองค่ะว่าชอบพี่เฮยระทมทุกข์แบบนี้—/แค่กกก ชื่อฟิคสิ้นคิดมาก ความจริงเรื่องนี้เราเขียนตอนตีหนึ่งกว่าๆเพราะจู่ๆก็คึกอะไรไม่รู้แล้วค่อยมาเกลา(แบบขี้เกียจๆ)อีกทีตอนสายๆ (…) อาจจะงงๆเบลอๆไปบ้างต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ /-\

Dàomù bǐjì AU FanFiction [ เซี่ยอวี่ฮัว x เฮยเสียจื่อ ] ‘ผู้กล้าตัวร้ายกับนายจอมมาร’

Dàomù bǐjì AU FanFiction

Xiè yǔ huā x Hēi xiā zi (ฮัวเฮย)

‘ผู้กล้าตัวร้ายกับนายจอมมาร’

…..

‘เจ้าจักถูกดาบศักดิ์สิทธิ์แทง สงครามแห่งผู้กล้าแลจอมมารจักยุติลงเมื่อเจ้าถูกแทงด้วยดาบแห่งผู้กล้าเซี่ย’

และนั่นคือคำทำนายที่ทายาทจอมมารรุ่นสุดท้ายอย่างผมได้รับจากญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งในวันที่ผมเกิด คำทำนายนั้นฝังอยู่ในหัวของผมตั้งแต่ในวัยที่ยังจำความไม่ได้จนกระทั่งตอนนี้อายุอานามก็ปาไปร้อยกว่าปีแล้ว ถึงแม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจากยังดูหนุ่มแน่นอยู่ก็ตาม

ชื่อของผมคือเฮยเสียจื่อ เพราะเกิดมาพร้อมกับคำทำนายที่บ่งบอกถึงหายนะของวงศ์ตระกูลจึงถูกรังเกียจจากเครือญาติ ความอัปมงคลของผมนำมาซึ่งความตายของญาติๆที่พ่ายแพ้ในการต่อสู้กับเหล่าผู้กล้ารุ่นก่อน ในที่สุด ผมในวัยไม่กี่สิบปีก็ถูกนำไปทิ้งไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

และถึงแม้ว่าผมจะผมเติบโตขึ้นในสังคมมนุษย์ แต่ผมก็ยังคงไม่ลืมชาติกำเนิดของตัวเอง ผมแยกตัวออกห่างจากผู้คน สร้างกำแพงให้ตัวเอง สวมใส่แว่นตาสีดำเพื่อปกปิดความรู้สึกต่างๆที่ไม่ควรมี บางทีผมอาจจะอยู่ร่วมกับมนุษย์มากเกินไปจนกลายเป็นว่าติดนิสัยใจอ่อนมาจากพวกมนุษย์แล้วก็เป็นได้ มันเป็นความรู้สึกที่ปีศาจไม่ควรมี โดยเฉพาะปีศาจที่เป็นทายาทจอมมารอย่างผม

จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าคำทำนายของผมนั้นเรียกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเป็นคำทำนายที่ดีหรือไม่ดีกันแน่ อาจจะไม่ดีสำหรับวงศ์ตะกูลของผม แต่พอลองมาคิดๆดูแล้ว สงครามระหว่างจอมมารกับผู้กล้าที่ยืดเยื้อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นนี่ถ้าจบลงได้ซะทีก็เป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่หรือไง ชีวิตหลังจากที่ถูกคมดาบของผู้กล้าจะเป็นยังไงผมก็ไม่อยากจะใส่ใจแล้ว 

ถึงแม้จะไม่ได้ติดต่อกับทางครอบครัวมานานแต่ผมก็จับสัมผัสได้ว่าพวกเขาถูกฆ่าหมดแล้ว ทว่า ทั้งๆที่เครือญาติทั้งหมดถูกเหล่าผู้กล้าฆ่ายกครัวแต่ผมกลับไม่รู้สึกอะไรมากเป็นพิเศษ ในใจรู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด ทั้งๆที่สายเลือดเดียวกันล้มตายไปกลับไม่มีความแค้นใดๆในจิตใจของผมเลย

ความรู้สึกเมินเฉยต่อความผูกพันเป็นหลักฐานชั้นดีที่ยืนยันว่าตัวผมยังคงเป็นปีศาจอยู่ และการที่จอมมารรุ่นก่อนหน้าถูกฆ่าแล้วก็หมายความว่าทายาทอย่างผมก็ได้รับตำแหน่งนี้ไปโดยปริยาย

ปัจจุบันนี้ผมได้แต่ใช้ชีวิตโลดโผนรอวันที่สงครามจะจบไปวันๆ ผมรวมหัวกับพวกโจรขุดสุสานแล้วแบ่งสมบัติกับคนพวกนั้น นับญาติกับพวกเดนตายได้อย่างไม่คิดอะไรมาก มนุษย์พวกนั้นก็ไม่ต่างอะไรไปจากปีศาจอย่างผม พูดให้ถูกก็คือมนุษย์ทุกคนก็ไม่ต่างอะไรไปจากปีศาจ เพียงแต่ว่ามนุษย์ที่ผมคลุกคลีอยู่ด้วยนั้นมีความเป็นปีศาจสูงกว่าคนทั่วไปมากจึงทำให้ผมเข้ากับพวกเขาได้ดีไม่เลว เพียงแค่รับด้านมืดในจิตใจของพวกเขาได้ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขแล้ว

ผมยังคงรอคอยผู้กล้าเซี่ยอย่างสงบ ลางสังหรณ์ของผมบอกว่าอีกไม่นานนักพวกเราก็น่าจะได้พบกัน จะตายก็ได้ ไม่ตายก็ดี ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปจนกว่าจะหมดอายุขัย ผมเป็นคนที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิตอะไร ดังนั้นอนาคตจะเป็นยังไงก็ขอยกให้ผู้กล้าเซี่ยเป็นคนตัดสินใจละกัน ถึงแม้ใจจะเอนเอียงไปที่ความตายมากกว่าก็เถอะ ชีวิตยืนยาวที่ไม่สามารถยึดติดอะไรไปตลอดชีวิตแบบนี้มันน่าเบื่อเกินไปแล้ว

แต่เอาเป็นว่าจะเป็นหรือตาย ผมก็ยินยอมน้อมรับคำตัดสินของเขาแต่โดยดี

ชีวิตไร้จุดหมาย ไร้ซึ่งพันธะใดๆยึดเหนี่ยว หยุดนิ่งท่ามกลางกระแสเวลาที่เคลื่อนไปข้างหน้า นั่นล่ะคือจอมมารรุ่นสุดท้าย เฮยเสียจื่อ

ณ ร้านเหล้าแห่งหนึ่ง ผมสูบบุหรี่ฟอดใหญ่ก่อนจะค่อยๆปล่อยควันออกมาอย่างไม่ใส่ใจป้ายห้ามสูบบุหรี่ของทางร้าน ท่ามกลางควันบุหรี่ที่ฟุ้งไปทั่วบริเวณ ผมขยับแว่นกันแดดเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างของใครคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น ควันของบุหรี่ชั้นเลวไม่สามารถกลบกลิ่นหอมเย้ายวนอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาได้ ในขณะเดียวกันนั้นลางสังหรณ์แห่งจอมมารของผมก็เริ่มทำงาน 

“คุณเป็นใคร? จะจ้างงานผมงั้นหรือ?” 

ทันทีที่เขาเปิดปากแนะนำตัว โลกของผมหยุดนิ่งไปชั่วครู่ ทันทีที่ได้สติผมก็ส่งยิ้มบางๆพร้อมกับยื่นมือไปสัมผัสกับอีกฝ่ายอย่างมีมารยาท

“ถ้าอย่างนั้นก็…ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ คุณชายเซี่ย”

……

เซี่ยอวี่เฉิน หรือชื่อที่คนส่วนใหญ่คุ้นชินกันก็คือเซี่ยอวี่ฮัวนั้นงดงามเหลือเกิน ถึงแม้ว่าการใช้คำว่างดงามบรรยายรูปร่างหน้าตาของผู้ชายด้วยกันจะทำให้ผมรู้สึกขัดแย้งอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วผมก็คิดว่าเหมาะกับเขาดี

ความงามของเขาต่างจากโสเภณีคนอื่นที่ผมเคยรู้จักมาทั้งหมด ความสูงศักดิ์ในชาติสกุลของเขาทำให้ความงามของเขามีคุณค่า ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆตามประสาคนบ้านๆก็คงเรียกได้ว่าสง่างามราวกับนางพญาหรือราชินี

จอมมารเดนตายกับผู้กล้าที่งดงามจนแม้แต่ดอกไม้ยังอายอย่างนั้นหรือ เป็นจุดจบของสงครามที่ไม่เลวเลยนี่นา แต่ก่อนตายผมก็อยากจะหาความสุขครั้งสุดท้ายใส่ตัวซะหน่อย

ว่ากันว่าการถูกจดจำเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความสุขที่สุด ผมไม่ค่อยเข้าใจความหมายของมันหรอกแต่ถ้านั่นคือสิ่งที่ดีผมก็อยากจะได้รับมันบ้าง และถ้าอยากจะมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของใครซักคนไปตลอดล่ะก็ ผมเลือกคุณชายเซี่ยแทนพวกเพื่อนลงสุสานของผมละกัน ขอแค่คนเดียวเท่านั้นที่จะจดจำผม แค่คนเดียวก็พอ

ขอแค่ถูกจดจำ แค่นี้ชีวิตของผมที่เกิดมาก็น่าจะมีความหมายมากแล้ว

เฮยเสียจื่อถึงแม้จะแอบใจอ่อนกับเรื่องของคนดีๆในบางครั้งแต่ก็แค่ใจอ่อนยอมช่วยเหลือเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะมีจิตใจดีงามอะไร ก็แค่ความรู้สึกสมเพชเวทนาที่นานๆทีจะก่อตัวขึ้นมาในใจบ้าง ในกรณีของคุณชายเซี่ยก็เช่นกัน

ผมก็แค่อยากฉีกหน้ากากของเขาออกมา อยากทำให้เขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสมกับที่เป็นคนรวย ใช้ชีวิตดีๆเผื่อในส่วนของผมบ้าง ขอของแลกเปลี่ยนนิดๆหน่อยๆเป็นการถูกจดจำก็น่าจะโอเค 

ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจที่จะแกล้งพูดคุยหยอกล้อเขา แล้วก็เฝ้ารอรับคมดาบแห่งความตายในภายหลัง 

หลังจากนั้นมาผมก็คอยกระเซ้าเย้าแหย่คุณชายเซี่ยมาโดยตลอด แรกเริ่มผมยังพอจะมีความเคารพอยู่บ้าง แต่ช่วงหลังๆนี้ผมก็ไม่ค่อยสนใจสิ่งที่เรียกว่ามารยาทเท่าไหร่แล้ว

“คุณชายยยย คิดถึงคุณจังเลยครับ” ผมวิ่งเข้าไปกอดคออีกคนอย่างสนิทสนม คุณชายเพียงแค่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอากับการกระทำของผม แต่เมื่อผมมองลึกเข้าไปในดวงตางดงามคู่นั้นแล้วก็อดยิ้มมุมปากนิดๆไม่ได้ ถึงจะทำท่ารำคาญผมแต่ก็กำลังชอบใจอยู่ไม่ใช่หรือไง

“ได้อาบน้ำบ้างหรือเปล่า เฮยเสียจื่อ ตัวเหม็นเชียว” 

ผมหัวเราะกับคำพูดของเขา ยิ้มบางๆแล้วตอบกลับไปว่า

“พอแบ่งเงินเสร็จผมก็รีบมาหาคุณชายที่ปักกิ่งเลยนะ น้ำเนิ้มอะไรไม่ได้อาบหรอก ว่าแต่ไปหาอะไรดื่มฉลองกันหน่อยมั้ยครับ เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง”

“ถ้าเป็นเหล้าถูกๆฉันไม่ดื่มนะ”

“คุณชายนี่ล่ะก็” ผมหัวเราะลั่น จากนั้นก็ชวนเขาคุยเรื่องเฮฮาไปตลอดทาง

ตอนแรกผมตั้งใจจะทำให้เขาลดกำแพงล่องหนระหว่างคนอื่นลง ฉีกกระชากหน้ากากของเขาออก แต่สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ที่ผมต้องการให้เกิดกับเขาดันย้อนกลับมาหาผมเสียเอง

กลายเป็นผมเปิดรับเขาเข้ามาในหัวใจโดยไม่ทันรู้ตัว

แย่ชะมัด รู้สึกไม่อยากตายซะแล้วสิ

ผมเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของคุณชายพลางลอบยิ้มเศร้า จบทุกอย่างภายในคืนนี้เลยดีมั้ยนะ คุณชายเปลี่ยนไปแล้ว สีหน้าของเขาดูผ่อนคลายกว่าเดิม มองโลกที่แสนโหดร้ายด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่สายตาที่ว่างเปล่าชินชากับมัน แต่เป็นสายตาที่เปี่ยมไปด้วยประกายชีวิต บางทีภารกิจของผมอาจจะสำเร็จแล้วก็ได้ ภารกิจช่วยคนที่น่าสงสารเพื่อแลกกับการถูกจดจำ แค่นี้ก็น่าจะได้เวลาที่ต้องบอกลาเขาแล้ว

ผมกับคุณชายตัดสินใจไปดื่มกันที่ร้านอาหารในโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง โชคดีที่ลงดินครั้งนี้ผมได้ส่วนแบ่งมาเยอะพอควร ดังนั้นจึงเดินยืดอกเข้าไปในร้านได้อย่างสบายใจ

“คุณชาย เชื่อเรื่องตำนานจอมมารกับผู้กล้าไหม” ผมลิ้มรสเหล้าชั้นดี เคลิ้มกับสัมผัสนุ่มลิ้นอยู่ครู่ใหญ่จึงถามอีกฝ่ายไปเช่นนั้น

“ทำไมจู่ๆถึงถามเรื่องนั้นล่ะ” คุณชายฮัวถามกลับ ผมได้แต่หัวเราะเบาๆแล้วเอ่ยต่อไปว่า

“ก็ถ้าผมอยากจะบอกคุณว่าผมเป็นจอมมาร คุณเป็นผู้กล้า คุณต้องฆ่าผม คุณจะเชื่อผมไหม?”

“เป็นนายจริงๆด้วย” 

ผมสะดุ้งเมื่อเห็นว่าเขาถอนหายใจแล้วเงยหน้ามองผม รอยยิ้มงดงามปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวาน

“ฉันสงสัยมาตลอด นายเป็นจอมมารที่ฉันตามหาจริงๆด้วย เฮยเสียจื่อ”

“อะไรกัน คุณรู้เรื่องแล้วงั้นก็ค่อยคุยกันง่ายหน่อย” ผมหัวเราะพลางยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ นั่นสินะ ถ้าผมรู้ว่าเขาสืบสายเลือดผู้กล้า ถึงแม้ผมจะปลอมตัวเป็นมนุษย์ยังไงเขาก็น่าจะสงสัยผมอยู่ดี

“โปรดอย่าลืมผม แล้วก็ช่วยฆ่าผมที คุณผู้กล้าสกุลเซี่ย”

………

“ก็แล้วทำไมฉันต้องฆ่านายด้วย?” 

“เอ๋ ก็คุณเป็นผู้กล้าไง จอมมารจะตายก็ต้องตายด้วยคมดาบผู้กล้าเท่านั้น ไม่อย่างนั้นผมต้องนั่งเซ็งรอวันหมดอายุขัยไปอีกพันปีเลยนะ” ผมพยักหน้าหงึกๆ

“นายอยากตายอย่างนั้นหรือ เฮยเสียจื่อ” คุณชายถามเรียบๆ “อยู่กับฉันไม่มีความสุขหรือไง”

“สุขที่สุดในชีวิตของผมเลยล่ะครับ” ผมหัวเราะ ขยับแว่นกันแดดเล็กน้อยก่อนจะพึมพำเบาๆ “สุขจนผมเริ่มไม่อยากตายแล้วล่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงขอให้ฉันฆ่านายล่ะ?” 

“………” ผมจุดบุหรี่ซองล่ะไม่กี่หยวนขึ้นสูบ สูบเอาควันชั้นเลวของมันเข้าไปแล้วค่อยๆปล่อยออกมาช้าๆ บริกรทำท่าจะเดินเข้ามาห้ามแต่คุณชายยัดเงินใส่มือเขาพร้อมกับไล่เขาไปไกลๆ 

ผมยิ้มขำๆกับการยัดเงินของคุณชายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นส่งยิ้มเศร้าๆให้เขา

“ยิ่งอยู่ใกล้คุณ ผมก็ยิ่งรักคุณ คุณคิดว่าถ้าเราอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ วันใดวันหนึ่งถ้าคุณตายไปต่อหน้าต่อตาผม คิดว่าผมจะทนอยู่ต่อไปอีกพันปีโดยไม่มีคุณได้ไหม?”

“สามปีมานี้ผมมีความสุขมามากเกินพอแล้ว ควรจะจบอะไรหลายๆอย่างได้แล้วล่ะ”

“ก็ได้ ฉันจะฆ่าจอมมาร ฉันจะเอาดาบศักดิ์สิทธิ์แทงนาย” คุณชายถอนหายใจโบกมือไปที่อาหารบนโต๊ะ “กินกันก่อนเถอะแล้วค่อยคุยเรื่องนี้ทีหลัง”

ผมหัวเราะพร้อมกับดับบุหรี่ลง เริ่มต้นหยอกล้อคุณชายต่อราวกับว่าเรื่องที่พวกเราคุยกันเป็นเพียงแค่เรื่องล้อเล่นเรื่องหนึ่ง 

หลังจากที่จัดการอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนเกลี้ยง คุณชายก็เดินไปเปิดห้องที่เคาท์เตอร์โรงแรม ผมเป่าปากแซวเขาว่าเลือกลานประหารได้หรูสมกับเป็นเขาดีแท้ คุณชายเพียงแค่ยิ้มบางๆกับคำแซวของผม

“จะว่าไปคุณชายนี่พกดาบติดตัวตลอดเลยเหรอครับ ผมนึกว่าพกแต่พลองซะอีก” ผมถามถึงอาวุธสังหารขณะเดินตามเข้าเข้าไปในห้องพักสุดหรู

“เฮยเสียจื่อ นายรู้หรือเปล่า ตอนที่ฉันรู้ว่านายเป็นจอมมารฉันดีใจมากเลย” คุณชายยิ้มบางๆพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ผม กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาทำให้หัวใจผมเต้นผิดจังหวะอย่างไม่อาจควบคุมได้

“ทำไมถึงได้ดีใจขนาดนั้นล่ะครับ” ผมเขยิบถอยหลังไปเล็กน้อย 

“คำทำนายของฝั่งนายว่าไงบ้าง”

“เจ้าจักถูกดาบศักดิ์สิทธิ์แทง สงครามแห่งผู้กล้าแลจอมมารจักยุติลงเมื่อเจ้าถูกแทงด้วยดาบแห่งผู้กล้าเซี่ย” ผมท่องคำพูดที่ฝังอยู่ในหัวผมออกไปพร้อมกับยักไหล่ “ทำไมจู่ๆก็อยากรู้เรื่องแบบนี้ล่ะครับ? แล้วนั่นจู่ๆคุณถอดเสื้อผมทำไม…”

ผมมองมือเรียวขาวที่กำลังแกะกระดุมเสื้อผ้าผมแล้วกระชากมันออก ผลักผมที่กำลังมึนงงลงบนเตียงนิ่ม

“เจ้าจักใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งสกุลเซี่ยแทงจอมมารอย่างสุขสม น้ำแห่งผู้กล้าจักชำระล้างสายเลือดจอมปีศาจ” 

ผมเลิกคิ้วอย่างสงสัยในคำพูดของเขา แต่พอเห็นเขาเริ่มเปลือยท่อนล่างของเราทั้งคู่ผมก็ยิ้มแหย

“เฮ้ๆ คุณชายครับ อย่าบอกนะว่า…..” 

“พร้อมให้ผู้กล้าแทงหรือยังจอมมาร” คุณชายเอ่ยยิ้มๆพลางกดข้อมือผมทั้งสองข้างไว้ เฮ้ย นี่คุณชายแรงเยอะขนาดนี้เลยเรอะ แถมพอแก้ผ้าแล้วยังรู้สึกเลยว่าร่างกายเขาหนากว่าที่ผมคิดมาก

พวกซ่อนรูปสินะ…

“ดะ เดี๋ยวนะคุณชาย คุณจะบอกว่าดาบแห่งผู้กล้าในคำทำนายคือฮัวน้อยของคุณ แล้วน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านั่น…………”

“ผู้ใหญ่ที่บอกคำทำนายเล่าให้ฉันฟังอย่างนั้น เพราะอย่างนั้นฉันถึงได้ดีใจที่นายเป็นจอมมารไง”

“เอ่อ เดี๋ยวสิคุณชาย ผมขอกลับคำได้ไหม แบบว่าคุณไม่ต้องแทงผมแล้ว เดี๋ยวผมแทงคุณแทน”

“ฉันไม่อนุญาต”

“เฮ้ย คุณชายครับ ใจเย็นๆนะ คือผมยังไม่ได้อาบน้ำ….”

“ฉันชอบกลิ่นของนายที่เป็นแบบนี้” 

คุณชายโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้กับผม ใช้ปากคาบแว่นกันแดดออกก่อนจะจูบผม

ฉิบหาย ทำไมเรื่องมันกลับตาลปัตรได้ขนาดนี้กันวะเนี่ย….

นี่มันวิธีปราบจอมมารของคัมภีร์ฉบับไหนกัน ถ้าผมรู้ที่มาผมจะไปเผามันให้ไหม้เลยคอยดู

ผมสาปแช่งเจ้าของคำทำนายอยู่พักหนึ่งก่อนจะค่อยๆคล้อยตามลีลาของคุณชายไปเรื่อยๆ เสียงก่อนด่าในใจถูกแทนที่ด้วยเสียงครางอย่างสุขสม

และแล้ว ชีวิตของจอมมารเดนตายของผมก็ยุติลงนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ถูกแทนที่ด้วยตำแหน่งมนุษย์ธรรมดาที่เป็นแฟน(สาว)ของคุณชายเซี่ยอวี่ฮัว…

ในตอนแรกผมอยากตายเพราะรู้สึกเบื่อการใช้ชีวิตอยู่อย่างไร้เป้าหมาย หลังจากที่ได้เจอกับคุณชายผมก็ไม่อยากตาย อยากอยู่กับเขา แต่ก็ไม่อยากเห็นเขาตายก่อนผม จึงตัดสินใจจะตายก่อนเขา ผมเตรียมใจรับความตายมาเนิ่นนาน แต่สุดท้ายสิ่งที่จบสงครามยืดเยื้อนี่กลับกลายเป็นฮัวน้อยของคุณชายงั้นเรอะ…

แม่ง…..หักมุมจนผมพูดอะไรไม่ออกเลย ให้ตายเถอะ

………

จบแล้วแบบงงๆค่ะแงงง555555 คือเรื่องนี้เขียนค้างไว้ตอนดึกๆกะว่าจะดราม่าแว่นระทม ผ่านไปสองวันก็รู้สึกว่าอยากเขียนอะไรรั่วๆมากกว่า ก็เลยหักมุมจบอย่างนี้ #เกลียดตัวเองมากแงงง5555555 ผ่านไปสองวันนี่ต่ออารมณ์ไม่ถูกไปพักใหญ่ๆเลยค่ะ ใจเรานึกแต่จะจบแบบนี้55555 อ่านย้อนไปก็งงไปว่าตาเฮยจะดราม่าไปทำไมฟฟฟฟ นางเอกมากเหรอออ อยากโละแก้แต่ก็เขียนมากลางเรื่องแล้ว ต่อก็ต่อฟฟฟฟฟ สุดท้ายก็เลยกลายมาเป็นแบบนี้ค่ะ อ่านแล้วรู้สึกว่าเฮยนางเอกมาก /ยื่นน้ำส้มให้—- 

ปล.ช่วงนี้ภาษาอาจจะงงๆกว่าเดิมเพราะไม่ค่อยได้แต่งฟิคอ่านนิยายอะไรแล้วค่ะ ติดเกมเต้ามู่นั่นแหละแงงง55555 บ้าจริง หากอ่านแล้วสับสนต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

ปลล.เพิ่งอ่านภาคหลักจบสิบเล่มไม่นานมานี้ คาร์หลักๆเราเลยยังมโนเองและไม่คงที่ ใครมีข้อมูลอะไรมาดิสคัสเพิ่มเติมกันได้นะคะ กำลังอยู่ในช่วงเก็บข้อมูล55555

Dàomù bǐjì FanFiction [ เซี่ยอวี่ฮัว x เฮยเสียจื่อ ] ‘Bicycle’

Dàomù bǐjì FanFiction

Xiè yǔ huā x Hēi xiā zi (ฮัวเฮย)

‘Bicycle’

……

“เฮยเสียจื่อ มัวแต่ยืนนิ่งทำไม รีบๆมานั่งเร็วเข้า”

ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย ณ สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่ง ผมยิ้มเจื่อนๆมองคุณชายฮัวที่กำลังนั่งคร่อมอยู่บนจักรยานเช่าสีชมพูหวานแหววก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธทันที

“ไม่ล่ะครับ งานนี้ผมขอผ่าน”

“เฮยเสียจื่อ” เสียงหวานที่เอ่ยเอื้อนออกมาทำเอาผมขนลุกไปทั้งตัว 

ชื่อของผมคือเฮยเสียจื่อ ผมเป็นโจรขุดสุสานฝีมือดีที่หาตัวจับได้ยาก เป็นหนึ่งในพวกเดนตายที่ทำอะไรต่ำช้าและใช้ชีวิตอย่างโลดโผนไปวันๆ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถทำให้คนอย่างผมหวาดกลัวได้ยกเว้นเซี่ยอวี่ฮัว คุณชายเก้าแห่งสกุลเซี่ยที่กำลังบังคับผมให้ซ้อนท้ายจักรยานสีหวานนั่น

“ผมตัวใหญ่กว่าคุณ ขืนให้ผมซ้อนแล้วคุณชายพาผมล้มก็แย่สิครับ” ผมยักคิ้วให้ร่างบางแต่อีกฝ่ายกลับเมินเฉยต่อคำพูดของผม

“ตอนเด็กๆฉันเคยปั่นจักรยานให้คนที่ตัวโตกว่านายซ้อนท้ายมาตั้งหลายคนแล้ว” คุณชายว่าพลางส่งยิ้มหวานหยดย้อย “กะอีแค่นายคนเดียว คนที่ฝึกเรื่องการทรงตัวมาตั้งแต่เด็กอย่างฉันจะรับน้ำหนักไม่ได้เชียวหรือ?”

ผมร้อง ‘อ๋อ’ ออกมาเมื่อได้ยินคำอธิบายของคุณชาย เหตุผลของเขาเข้าท่ามากทีเดียว ผมเชื่อว่าคุณชายต้องเป็นมือโปรในด้านการบังคับจักรยานแน่ๆ ถ้าเป็นคนอื่นก็คงคล้อยตามคำพูดของเขา แต่ว่าคนคนนั้นต้องไม่ใช่ผม

ผมเหลือบมองจักรยานเช่าคันนั้นแล้วส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว “ยังไงก็ไม่ขึ้นครับ”

“หืม? น่าแปลกใจจัง ปกตินายไม่ค่อยยืนกรานอะไรหนักแน่นอย่างนี้นี่ เมื่อคืนฉันก็อุตส่าห์ไม่ทำให้นายเจ็บแท้ๆ นายไปทำอะไรลับหลังฉันมาหรือไง?” น้ำเสียงเย็นเยียบของคุณชายทำให้ผมเหงื่อแตกพลั่กๆ ผมหัวเราะแห้งๆแล้วตอบไปตามจริง

“หัวใจของผมมีแต่คุณชายคนเดียวเท่านั้นล่ะครับ ว่าแต่…สัญญามาก่อนนะว่าเรื่องที่ผมจะบอกคุณชายต้องไม่เล่าให้ใครฟัง”

คุณชายเลิกคิ้วสงสัยแค่ก็พยักหน้ารับปากผม “ฉันสัญญา รีบๆพูดมาได้แล้ว”

ผมเหลือบมองไปทางอื่นราวกับต้องการจะหลบสายตาของคนตรงหน้า พึมพำออกไปเบาๆ

“ผมซ้อนท้ายจักรยานไม่เป็น”

“……” คุณชายเงียบไปซักพักก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง ใบหน้าของผมร้อนผ่าว ให้ตายสิ สุดท้ายผมก็บอกความลับที่น่าขายหน้าสุดๆให้คนร้ายกาจอย่างคุณชายฮัวไปจนได้ เฮยเสียจื่อผู้เก่งกาจบุกรุกสุสานอย่างห้าวหาญไม่กลัวตายกลับซ้อนท้ายจักรยานไม่เป็น รู้ถึงไหนอายถึงนั่นแน่ๆ

และแน่นอนว่าแค่ซ้อนท้ายยังทำไม่เป็น มั่นใจได้เลยว่าผมก็ขี่จักรยานให้ใครซ้อนไม่เป็นเช่นกัน

ผมอยากจะโวยวายให้คุณชายหยุดหัวเราะแต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คุณชายเป็นคนประเภทยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ผมจึงต้องจำยอมยืนอยู่นิ่งๆทั้งๆที่อยากโวยใจจะขาด

โจรขุดสุสานอย่างผมไม่ได้ยึดถือวิถีสโลว์ไลฟ์ในการดำรงชีพซะหน่อย จะให้ผมนั่งซ้อนท้ายจักรยานฆ่าบ๊ะจ่างหรือไง

ในที่สุดคุณขายก็หยุดขำ นิ้วเรียวปาดหยดน้ำจากหางตาออกไปก่อนจะลูบหัวผมที่กำลังทำสีหน้าไม่พอใจอยู่เงียบๆ 

“ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นเรากลับกันเถอะ”

“อ้าว คุณไม่ขี่จักรยานแล้วเหรอครับ เดี๋ยวผมนั่งรอก็ได้” ผมกระพริบตาปริบๆอย่างไม่เข้าใจ ปกติแล้วเซี่ยอวี่ฮัวไม่ใช่คนอ่อนโยนหรือใจดีอะไร เพียงแค่ใจอ่อนกับผมในบางเวลาเท่านั้น ดังนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของเขาผมจึงอดประหลาดใจไม่ได้

คุณชายเอื้อมมือข้างหนึ่งมาจูงมือผม ข้างหนึ่งจูงจักรยานกลับไปที่บริเวณร้านเช่า ระหว่างนั้นก็เอ่ยปากพูดออกมาเบาๆ

“คืนนี้ฉันจะขี่นายแทนจักรยาน”

“……ถ้าอย่างนั้นผมยอมซ้อนท้ายจักรยานคุณก็ได้”

“ไม่ล่ะ ฉันเปลี่ยนใจแล้ว”

ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นที่สุดแสนจะโรแมนติกในสายตาของคนทั่วไป ผมกลับมองไม่เห็นถึงความงดงามของดวงตะวันที่กำลังจะลาลับขอบฟ้าเลยแม้แต่น้อย

ให้ตายเถอะ ผมยอมรับแล้วว่าทักษะการซ้อนจักรยานแม่งเป็นอะไรที่โคตรสำคัญต่อการดำรงชีวิตของเฮยเสียจื่อจริงๆ

…………

เมื่อคืนเห็นหัวข้อเดย์ลี่เป็นจักรยาน(20/04/15)เลยลองจดๆพล็อตไว้แล้วมาเขียนอีกทีตอนเช้าค่ะแงง555555 สั้นๆตามประสาคนขี้เกียจและสมองตันเนอะ—-/แค่กกกกก สารภาพตามตรงว่าเราก็ซ้อนท้ายจักรยานใครไม่เป็นค่ะ ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ยากมากกกก(ก.ไก่ล้านตัว) แต่พอพูดให้เพื่อนฟังกลับโดนหาว่ากากซะงั้น ;3; บู่ววววว ก็เลยรู้สึกว่ากลายเป็นเรื่องน่าอายไปเลยฟฟฟฟฟฟ

ปล.ที่ปักกิ่งนี่มีสวนที่มีจักรยานให้เช่าขี่เหมือนสวนรถไฟมั้ยนะ—- /มโนว่ามีไปแล้ว55555

ปลล.ช่วงนี้ติดเกมพอมาเขียนฟิคทีนี่เรียบเรียงประโยคไม่ถูกเลย ;-; 

Dàomù bǐjì FanFiction [ เฮยเสียจื่อ x อู๋เสีย ] ‘Sunglasses’

Dàomù bǐjì FanFiction

Hēi xiā zi x Wú Xié (เฮยเสีย)

‘Sunglasses’

……

“นายยังสวมแว่นกันแดดนี่เหมือนเดิม ไม่เบื่อหรือไง” 

ผมเลิกคิ้วเล็กน้อยมองคนตัวเล็กกว่าที่เดินอยู่ข้างๆผม “ผมเคยบอกนายน้อยไปแล้วนี่นา สวมไว้เห็นชัดกว่าไม่สวมนะครับ” 

ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆยามบ่าย ณ เมืองหังโจว ผมที่ถูกคนในวงการคว่ำกรวยเรียกกันว่าเฮยเสียจื่อกำลังเดินเล่นกับอู๋เสีย นายน้อยสามแห่งสกุลอู๋ที่ตอนนี้ต้องกลายมาเป็นไกด์จำเป็นให้ผม สาเหตุที่ผมมาที่หังโจวก็เพราะว่าต้องการมาพักร้อนหลังจากที่ลงดินติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ และวิธีชาร์จแบตชีวิตที่ได้ผลที่สุดก็คือแวะมากวนประสาทหยอกล้อนายน้อยสามเล่นนั่นเอง

เริ่มแรกผมคิดว่าเขาเป็นคนที่น่าสนใจจึงเข้าไปชวนคุย พออยู่ด้วยแล้วรู้สึกสนุกดี ก็เลยกลายเป็นว่าหลังจากที่ทำงานเสร็จทุกครั้งผมก็จะรีบรับเงินส่วนแบ่งจากการแบ่งของแล้วเดินทางไปหังโจวทันที สุดท้ายผมก็เปลี่ยนความหวาดระแวงของนายน้อยกลายเป็นความรำคาญได้ในที่สุด

“ประมาณว่าสวมแว่นกันแดดขับรถตอนกลางคืนแล้วเห็นถนนชัดขึ้นงั้นเหรอ” นายน้อยขมวดคิ้วทำหน้าครุ่นคิด ผมที่ไม่รู้จะสรรหาคำไหนที่ใกล้เคียงความจริงมาอธิบายให้เขาจึงพยักหน้าพร้อมกับตอบรับไปสั้นๆ

“ก็ประมาณนั้นครับ” 

“อย่างนี้นี่เอง แล้วนี่คราวนี้นายจะพักอยู่กี่วันกันล่ะ” เจ้าของฉายาเทียนเจินถาม

“อาจจะซักอาทิตย์นึง คุณเตรียมเลี้ยงข้าวผมทุกมื้อได้เลย”

“ตอนแรกๆนายก็เลี้ยงข้าวฉันนะ แล้วทำไมตอนนี้ทำมาเป็นงก” นายน้อยว่าพลางเขม่นตามองผม ท่าทางนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากผมได้เป็นอย่างดี 

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา นายน้อยสามอู๋เสียเป็นคนแรกที่ทำให้ผมหัวเราะออกมาจากใจจริง ไม่ได้เสแสร้งเล่นละครเหมือนตอนที่อยู่กับคนอื่น

หัวใจที่ปิดตายของผมไม่รู้ว่าถูกเปิดออกตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นก็คือ เขาเข้าไปอยู่ในใจผมตั้งแต่เมื่อไหร่..

ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะตายวันตายพรุ่งเมื่อไหร่ก็เลยตั้งใจจะทำตัวลึกลับไม่ผูกสัมพันธ์กับใคร ยิ่งรู้สึกดีต่อกันก็ยิ่งเจ็บปวด ดังนั้น การใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวไร้ซึ่งพันธะผูกพันทางใจใดๆถือเป็นกฎสำคัญที่เฮยเสียจื่อคนนี้เป็นผู้ร่างขึ้นมา แต่สุดท้ายกฎนี้ก็ได้ถูกทำลายลงเพราะนายน้อยสามและหัวใจของผมเอง

นายน้อยสามเป็นคนที่สว่างไสว แต่ความสว่างไสวของเขาไม่ได้เจิดจ้าจนถึงขั้นแสบตาเหมือนดวงอาทิตย์ เขาเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่มีด้านที่อ่อนโยนแล้วก็เจ้าเล่ห์ ดังนั้นเขาจึงไม่ใช่พระอาทิตย์ แต่เป็นแสงสว่างเล็กๆที่คอยนำทางผมในยามที่มืดมิดไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆ เป็นเหมือนกับดวงดาวบนผืนฟ้ายามค่ำคืน

แสงดาวที่คอยนำทางผมให้พบเจอแต่สิ่งที่เรียกว่าความสุข

เพียงแค่ได้มองเขา ไม่จำเป็นว่าเขาต้องมองผม แค่นั้นผมก็มีความสุข

“แหม ผมก็ล้อคุณเล่นไปงั้นแหละ” ผมยิ้มแป้นก่อนจะออดอ้อนอีกคนอย่างอารมณ์ดี “อย่าโกรธผมเลย มื้อนี้เดี๋ยวผมเลี้ยงเหมือนเดิมก็ได้ แต่ขอแลกกับบุหรี่ของคุณหนึ่งมวนนะ” 

“นายนี่มัน…” นายน้อยสามมองผมอย่างเอือมๆ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยอมยื่นซองบุหรี่ยี่ห้อหวงเฮ่อโหลวให้ผม นายน้อย คุณนี่ช่างใจอ่อนไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ

ผมหยิบบุหรี่ชั้นดีของนายน้อยออกมาหนึ่งมวนก่อนจะล้วงหยิบไฟแช็คจากกระเป๋าเสื้อแล้วจุดบุหรี่ สูดเอานิโคตินเข้าปอดเฮือกใหญ่แล้วค่อยๆปล่อยออกมาช้าๆ บุหรี่ส่วนใหญ่ของพวกโจรขุดสุสานจะเป็นบุหรี่ถูกๆซองละไม่กี่หยวน ผมเองก็สูบของถูกๆพวกนั้นเช่นกัน ถึงแม้จะได้เงินมาเยอะจากการลงดินในแต่ละครั้งแต่ยังไงก็ทำใจซื้อบุหรี่แพงๆไม่ลงจริงๆ

ผมมักขอบุหรี่ของนายน้อยสูบเป็นประจำจนเขาเบื่อที่จะสรรหาคำจิกกัดแนวอู๋เสียสไตล์มากัดผมแล้ว ทั้งๆที่ความจริงแล้วผมก็มีเหตุผลของผม ผมไม่ได้อยากสูบบุหรี่ชั้นดีแต่ผมแค่อยากสูบบุหรี่ของนายน้อยสาม เป็นการเตือนตัวเองอย่างหนึ่งไม่ให้รุกล้ำเข้าไปใกล้เขามากกว่านี้

ผมตั้งใจว่าผมจะไม่มีวันแตะต้องหัวใจของเขาเพื่อไม่ให้เขาต้องเจ็บปวดในวันที่คนเดนตายอย่างผมจากไป 

ผมทำได้มากสุดแค่สูบบุหรี่ของเขา เดินเล่นเป็นเพื่อน แวะมาหาบ้าง หยอกล้อบ้าง แต่ไม่ทำอะไรไปมากกว่านั้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมอ่อนข้อให้ความรู้สึกของตนสุดๆแล้ว ถ้าใช้ไม้แข็งอย่างการตัดใจไปเลยคงจะเจ็บปวดยิ่งกว่าการเจออันตรายในสุสานอีก ดังนั้นผมจึงใช้ไม้อ่อนกับตัวเอง ขีดเส้นเขตแดนไว้แล้วถอยออกมา คอยมองนายน้อยจากที่ตรงนี้ ดูแลอยู่ตรงนี้ แต่ไม่เข้าไปใกล้ให้เขารู้สึกตัว

ผมพยายามปลดปล่อยความรู้สึกทั้งหมดไปกับควันบุหรี่ แต่พยายามไปก็เท่านั้น บุหรี่ช่วยผมได้แค่พักเดียว หลังจากนั้นผมก็กลายเป็นนายแว่นดำผู้ทุกข์ระทมอยู่ในห้วงรักต่อ

ผมแค่นยิ้มเหยียดหยามความอ่อนแอของตัวเอง แว่นกันแดดของผมนอกจากจะช่วยกันแดดแล้วยังช่วยปกปิดความรู้สึกหลายๆอย่างที่สื่อในดวงตาของผมด้วย ช่วยปกปิดความอ่อนไหวทั้งหมด ซ่อนมันไว้ไม่ให้ใครรับรู้

“นานน้อย คุณอาจจะไม่เชื่อ แต่สวมแว่นกันแดดมันช่วยให้ผมเห็นอะไรชัดขึ้นจริงๆ” ผมพึมพำเบาๆ นายน้อยหันมามองผมด้วยสีหน้างุนงง

“นายจะย้ำซ้ำๆทำไม ฉันรู้แล้วน่า”

“ก็ผมไม่รู้จะคุยอะไรนี่นา คุณไม่ชวนผมคุยเลย ผมหมดมุกแล้วนา”

“เรียกร้องความสนใจชะมัด เด็กจริงๆเลยนายเนี่ย” นายน้อยส่ายหน้าแล้วไปมาทำท่าราวกับว่าเป็นผู้ใหญ่ดุเด็ก ผมหัวเราะพลางฟังเสียงคุยจ้อนินทาลูกจ้าง นินทาอารอง นินทาอาสาม นินทานายอ้วน นินทาจางฉี่หลิง บ่นทุกคนให้ผมฟังอย่างเปิดเผย

จะเรียกว่าไร้เดียงสาหรือร้ายเดียงสาดีล่ะเนี่ย

ผมเหม่อมองใบหน้าด้านข้างของอีกคนแล้วยิ้มบางๆ

นายน้อย คุณอาจจะไม่เชื่อ แต่สวมแว่นกันแดดมันช่วยให้ผมเห็นอะไรชัดขึ้นจริงๆ

โดยเฉพาะคุณ ยิ่งผมมองคุณตัวตนของคุณก็ยิ่งเด่นชัดอยู่ในใจผม และถึงแม้ว่าจะหันหน้าหนี แต่ตัวตนอันเด่นชัดของคุณก็ไม่ยอมเลือนหายไปซักที 

และความรู้สึกในใจของผมก็ชัดเจนขึ้นด้วยเช่นกัน

ความรู้สึกห่วงใยและอยากปกป้องคุณอย่างลับๆ

ความรู้สึกที่เกิดจากความรัก…

……..

จบแหล่วววฟฟฟฟฟฟ สั้นและเวิ่นเว้อมากไปนิด55555 โอยยยคู่นี้ดีงามมากค่ะ กรี๊ดมากฟฟฟฟ///// นี่เริ่มมโนตั้งแต่ตอนที่ในนินายภาคหลักบอกว่านายแว่นชอบมาชวนนายน้อยคุยช่วงผจญภัยในทะเลทรายแงงง บรรทัดเดียวก็เริ่มมโนได้ (…) แล้วก็ตอนช่วยชีวิตจากงูอีกฟฟฟฟ แล้วนี่ก็แอบไปเห็นแปลภาคซาไห่มาแล้วอีกแงงง ยังไม่ได้อ่านแต่รู้สึกได้ว่าต้องดีงามมากแน่ๆโฮรลลลฟฟฟฟฟฟ

ปล.ไม่รู้ว่าจะตรงคาร์มั้ย มีอะไรแนะนำได้นะคะ แอบรู้สึกว่านายแว่นในฟิคเรามันละมุนๆไปหน่อยฟฟฟฟฟฟ

Dàomù bǐjì FanFiction [ เซี่ยอวี่ฮัว x เฮยเสียจื่อ ] ‘Moonlight’

Dàomù bǐjì FanFiction

Xiè yǔ huā x Hēi xiā zi  (ฮัวเฮย)

‘Moonlight’

…..

ท่ามกลางความมืดมิดที่ถูกตัดด้วยแสงไฟหลากสีสันแห่งกรุงปักกิ่ง ผมเดินเล่นอย่างสบายอารมณ์เพื่อซึมซับบรรยากาศที่แตกต่างจากในสุสานโบราณที่เพิ่งกลับมาได้ไม่นานมานี้

ผมขยับแว่นกันแดดคู่ใจเล็กน้อย เจ้าแว่นตานี่ถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของผม พวกคนในวงการคว่ำกรวยเรียกผมว่าเฮยเสียจื่อที่แปลว่านายบอดดำก็เพราะแว่นกันแดดที่ผมมักสวมใส่ปกปิดดวงตาของตนอยู่เป็นประจำ ซึ่งผมก็ยอมให้พวกเขาเรียกผมด้วยชื่อนั้นมาตลอดอย่างเต็มใจ

หลายครั้งที่มีคนถามผมว่าสวมแว่นกันแดดในที่มืดๆแล้วไม่ใช่ว่าจะมองไม่เห็นยิ่งกว่าเดิมหรือ ผมได้แต่หัวเราะเบาๆกับประโยคคำถามนั้นแล้วตอบไปอย่างไม่ใส่ใจนัก ‘สวมไว้เห็นชัดกว่าไม่สวม’ จากนั้นก็ไม่อธิบายอะไรต่อ

ดังนั้น ถึงแม้ตอนนี้จะเป็นเวลากลางคืนแต่ผมก็ยังคงใส่แว่นกันแดดอยู่ สงสัยว่าตัวผมในสูทดำทั้งชุดกับแว่นตาดำคงเป็นจุดสนใจอยู่พอควร ผมรู้สึกได้ถึงสายตามากมายที่มองมาทางผม ผมยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจพร้อมกับเดินต่อไป ด้วยความที่ผมไม่ได้มาปักกิ่งซักพักใหญ่ๆ ร้านรวงต่างๆเปลี่ยนไปมากทีเดียว ในตอนแรกผมตั้งใจจะไปหาอะไรดื่มนิดหน่อยที่ร้านเหล้าเจ้าประจำแต่กลับพบว่าร้านนั้นย้ายไปแล้ว ผมถอนหายใจอย่างนึกเสียดายก่อนจะเดินต่อไปอย่างไร้จุดหมาย สอดส่ายสายตาหาร้านที่ดูจะเข้าท่าเข้าทาง พูดง่ายๆก็คือหาร้านที่ขายเหล้าราคาถูกที่สุดนั่นเอง

และในขณะที่ผมกำลังมองร้านร้านหนึ่งอย่างพินิจพิจารณา เสียงหวานคุ้นหูของใครคนหนึ่งก็แว่วเข้ามาในโสตประสาทของผม

“สวัสดี เฮยเสียจื่อ”

“อ้าว นึกว่าเสียงของสาวงามที่ไหนเรียกผม ที่แท้ก็คุณชายเซี่ยนี่เอง” ผมยักคิ้วให้เขาก่อนจะลอบสังเกตอีกฝ่าย คนคนนั้นยังคงสวมเชิ้ตชมพูเหมือนอย่างคราวแรกที่ผมเจอ แถมยังไร้ซึ่งคนคุ้มกัน 

“ลมอะไรหอบนายมาถึงปักกิ่งกันล่ะ” เขาถามยิ้มๆ ทำทีเป็นไม่สนใจคำพูดหยอกล้อของผม

“ไม่ใช่ลมหรอกครับ หัวใจต่างหาก” ผมจงใจส่งยิ้มกวนอารมณ์ให้เขา นานๆทีจะได้เจอกันแถมยังไม่ได้เจอกันในฐานะลูกน้อง-นายจ้าง ผมกับเขาตอนนี้จึงถือได้ว่าเราสองคนมีสถานะเท่าเทียมกัน ดังนั้นไม่จำเป็นต้องทำตัวสุภาพอ่อนน้อมอะไรกับเขามากมายนักก็ได้ 

ที่สำคัญ การได้หยอกล้อคนงามที่ไร้ซึ่งคนคุ้มกันก็เหมือนกับการได้โบนัสหลังเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนัก เรื่องอะไรผมจะปล่อยโอกาสนี้ไปง่ายๆกันล่ะ ถึงแม้เขาจะเป็นผู้ชายแต่ก็เรียกได้ว่าเป็นคนที่สวยมากคนหนึ่ง ผมไม่สนใจเพศของเขาหรอก ยังไงซะก็แค่หยอกเล่นๆไม่ได้กะว่าจะจริงจังอะไรซักหน่อย

สำหรับคนเดนตายอย่างผมนั้น การได้ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวไร้ซึ่งพันธะผูกพันทางใจใดๆถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่ต้องท่องจำให้ขึ้นใจ

เซี่ยอวี่ฮัว หรือ เซี่ยอวี่เฉิน คุณชายเก้าแห่งตระกูลเซี่ยฟังคำพูดของผมแล้วก็ได้แต่ยิ้มบางๆ ผมเดาว่าเขาคงกำลังควบคุมอารมณ์เกรี้ยวกราดในใจอยู่แน่ น่าสนุกนี่คุณชาย ถ้าอย่างนั้นผมขอแหย่คุณไปเรื่อยๆละกันนะ ปฏิกิริยาของคนอย่างคุณท่าทางจะทำให้ค่ำคืนของเฮยเสียจื่อคนนี้สนุกสนานไม่เลวเลยทีเดียว

“จะว่าไปคุณชายเซี่ยออกมาทำอะไรคนเดียวตอนกลางคืนงั้นเหรอครับ บอดี้การ์ดของคุณล่ะ” ผมลองถามหยั่งเชิงอีกฝ่ายดูเผื่อว่าถ้าคนคุ้มกันของเขาอยู่ใกล้ๆผมคงต้องขอตัวจากการเล่นสนุกคืนนี้ ผมมาที่นี่เพื่อมาพักผ่อนไม่ได้มาเพื่อมีเรื่องทะเลาะ คนตั้งเยอะตั้งแยะขนาดนั้นถึงแม้ว่าผมอาจจะรับมือไหวแต่ก็คงบาดเจ็บน่าดู ถ้าเลือกได้ก็ไม่ขอเสี่ยงดีกว่า

ทว่า คำตอบของคุณชายคนกลับทำให้ผมลอบยิ้มมุมปากเล็กน้อย

“ฉันออกมาเดินเล่นคนเดียว ถ้าไม่รังเกียจจะมาเดินด้วยกันไหม”

“ไม่ปฏิเสธอยู่แล้วครับ” ผมหัวเราะเบาๆ ตอนแรกผมกะจะลองชวนเขาไปดื่มด้วยกันแล้วก็หยอกเขาไปเรื่อยๆ แต่เขากลับเป็นฝ่ายชวนผมเสียเอง ผมเหลือบมองใบหน้าของอีกฝ่ายเล็กน้อยก็พบว่าคุณชายจ้องตอบผมอย่างท้าทาย ราวกับกำลังดูถูกผมว่าไม่มีทางทำให้เขาระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างน่าอายได้

“ถ้าอย่างนั้นเราเดินไปเรื่อยๆก็แล้วกัน เบื่อแล้วก็ค่อยแยกย้ายกันกลับ” คนเชิ้ตชมพูกล่าวก่อนจะก้าวเดินนำหน้าผม ผมเดินตามเขาจนทัน พวกเราเดินกันไปเรื่อยๆคุยกันไปเรื่อยเปื่อยซึ่งส่วนใหญ่ผมจะเป็นคนชวนคุยเสียมากกว่า น่าประหลาดใจที่เขาทนฟังคำหยอกล้อของผมไปตลอดทางโดยไม่แสดงความหงุดหงิดเลยแม้แต่น้อย ทุกครั้งที่ผมจงใจกวนประสาทเขา สิ่งที่เขาทำมีเพียงยิ้มบางๆแล้วไม่พูดอะไร ปล่อยให้ผมชวนคุยต่อไปจนผมรู้สึกเบื่อ

ที่ผ่านมาผมก็คิดอยู่ว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาก็จริงแต่พอเจอเหตุการณ์อย่างนี้แล้วผมว่าเขาไม่ธรรมดามากกว่าที่ผมคิด ความอดทนเป็นเลิศจนน่านับถือ หรือไม่ก็แปลความได้อีกอย่างว่าเขาชอบให้ผมหยอกเขาอย่างนี้ อืม ถ้าเป็นอย่างหลังก็ถือว่าเขาไม่ธรรมดาจริงๆนั่นล่ะ…

ผมกับคุณชายเดินมาเรื่อยจนมาหยุดอยู่ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง กลางสวนมีอ่างน้ำพุขนาดกลางประดับอยู่ สวนหย่อมนี้มีต้นไม้ล้อมรอบอยู่อย่างพอเหมาะพอดี ดูไม่โล่งเตียนและไม่รกเกินไป ผมเห็นคุณชายเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนจึงเงยหน้ามองตาม พบว่าคืนนี้ถึงแม้จะไรซึ่งแสงดาวแต่กลับสว่างไสวด้วยแสงนวลจากพระจันทร์เต็มดวง

“สวยดีนะว่าไหม” คุณชายเอ่ยเบาๆ

“ถ้าเทียบกันแล้วสู้ความงามของคุณไม่ได้เลยนะครับ” ผมยิ้ม ร่างบางเองก็แย้มยิ้มเช่นกัน เขายิ้มเงียบๆอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาถามอะไรบางอย่าง นัยน์ตาคู่สวยสบเข้ากับดวงตาของผมหลังเลนส์แว่นกันแดด

“นายจะอยู่ที่นี่จนถึงเมื่อไหร่”

“ก็คงอยู่ใช้เงินอีกซักพักน่ะครับ คุณชายมีธุระอะไรกับผมรึเปล่า?” ผมกระพริบตาปริบๆหลังฟังคำถามของอีกคนแล้วเริ่มขบคิด หรือว่าเขาจะจ้างอะไรผม ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆคงต้องทำตัวจริงจังขึ้นมาบ้างแล้วล่ะนะ

แต่คุณชายก็ไม่ได้คิดจะจ้างอะไรผม เขาบอกเพียงแค่ว่าถ้ายังไม่กลับพรุ่งนี้ค่ำๆก็ให้มาเจอกันที่นี่แล้วเดินเล่นกันเหมือนอย่างที่ทำในวันนี้ จากนั้นเขาก็หันหลังเดินจากไป ปล่อยให้ผมมองตามแผ่นหลังนั่นอย่างงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก

ประหลาดคน 

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังคงมาที่นี่ในคืนวันถัดมา ด้วยความที่เขาไม่ได้นัดเวลาไว้ทำให้ผมมาช้ากว่าเขาสิบนาที คุณชายเซี่ยไม่ได้ว่าอะไรเพียงแค่เดินนำหน้าผมไปเงียบๆ ผมรีบเดินตามเขาให้ทันแล้วก็ชวนคุยหยอกล้อไม่ต่างจากคืนแรกที่เราเดินด้วยกัน

พอรู้ตัวอีกที ผมก็พักอยู่ปักกิ่งมาได้ห้าเดือนกว่าแล้ว

ปกติแล้วผมไม่ใช่คนที่พักนานอะไรถ้าไม่บาดเจ็บรุนแรงผมพักไม่กี่อาทิตย์ก็พร้อมไปลงดินต่อ ทว่า ถึงแม้จะมีคำชวนจากพวกคนในวงการให้ไปร่วมงานด้วยกันอีกครั้งผมกลับปฏิเสธไปอย่างง่ายดาย เพื่อนฝูงเดนตายของผมโทรมาแซวว่าผมมาติดสาวปักกิ่งหรือไงถึงได้ไม่ยอมรับงาน ผมได้แต่หัวเราะแล้วตอบเขาไปว่า ‘อาจจะใช่’

แต่แท้จริงแล้วผมรู้ดีที่สุดว่าทำไมผมถึงอยู่ที่นี่นานขนาดนี้

ผมจุดบุหรี่ ใช้สองนิ้วคีบใส่ปากพลางสูดเข้าไปฟอดใหญ่แล้วจึงค่อยๆพ่นควันออกมา ผมเงยหน้ามองดวงจันทร์เต็มดวงแล้วยิ้มบางๆ แสงสีเหลืองนวลของมันทำให้ผมนึกถึงใบหน้าของใครบางคนที่เดินเล่นด้วยกันกับผมทุกคืน

สาเหตุที่ทำให้ผมอยู่ที่ปักกิ่งก็คือเขา…เซี่ยอวี่ฮัว

ช่วงแรกๆผมเป็นฝ่ายชวนคุยอยู่ฝ่ายเดียว แต่ไม่นานนักเขาก็ตอบผมมากขึ้น ดีไม่ดีก็จิกกัดผมด้วย ผมรู้สึกว่าการได้คุยกับเขา เดินด้วยกันแบบนี้ก็เป็นเรื่องที่เพลิดเพลินใจไม่เลว ไปๆมาๆผมก็เริ่มรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างพลันเปลี่ยนแปลงไป

ผมตกหลุมรักเขาเข้าซะแล้ว

ในตอนแรกผมไม่กล้าเรียกสิ่งนี้ว่าความรัก ผมไม่เชื่อว่าผมจะรักใครเป็น มันอาจจะเป็นอารมณ์หลงใหลชั่วครู่ก็ได้ หลังจากที่ไตร่ตรองอาการ ‘มองอะไรก็เห็นเป็นหน้าคุณชาย ห่วงแต่คุณชาย คิดถึงแต่คุณชาย อยากปกป้องคุณชาย ไม่อยากให้คุณขายเสี่ยงอันตราย’ อยู่หลายเดือน สุดท้ายแล้วผมก็ได้ข้อสรุปว่านี่ไม่ใช่อาการหลงใหล แต่มันคือความรัก และนี่คือสิ่งที่ผมยอมรับได้ในที่สุดหลังจากที่หลอกตัวเองมานาน

คุณชายเซี่ยเป็นคนฉลาดและงดงาม เขาเป็นคนที่น่าสนใจ ร้ายกาจและรอบคอบ แต่ถึงอย่างนั้นพออยู่ด้วยกันแล้วผมรู้สึกจิตใจสงบอย่างบอกไม่ถูก แล้วก็เป็นคนที่ค่อนข้างปิดใจ ไม่ต่างอะไรจากผม นั่นอาจจะเป็นสิ่งแรกที่ทำให้ผมรู้สึกสงสารเขาราวกับเห็นเงาสะท้อนของตัวเองที่โดดเดี่ยวและเงียบเหงา สุดท้ายแล้วความใจอ่อนที่นานๆทีจะมีก็ทำให้ผมยอมแสดงความจริงใจต่อเขา 

นานวันเข้า ความรู้สึกสงสารก็หายไป แปรเปลี่ยนเป็นความรักไปจนได้….. 

“คิดอะไรอยู่” น้ำเสียงไพเราะของคุณชายเรียกสติผมที่กำลังเหม่อลอย 

“คุณนี่เหมือนกับดวงจันทร์เลยนะครับคุณชาย” ผมยิ้มบางๆแล้วหลับตาลงครู่หนึ่ง

งดงาม ส่องสว่างน่าหลงใหล…ทว่ากลับมองได้สบายตา ไม่แสบตาจนเกินไป

“ถ้าฉันเป็นดวงจันทร์ล่ะก็ นายคิดว่าอะไรอยู่บนดวงจันทร์งั้นเหรอ เฮยเสียจื่อ” คุณชายถาม

“กระต่ายล่ะมั้งครับ?” ผมพูดติดตลก คุณชายเซี่ยเดินเข้ามาใกล้ผม ระยะห่างระหว่างเราลดลงจนผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ กลิ่นหอมจางๆของน้ำหอมแบรนด์ดังทำให้หัวใจผมเต้นเร็วจนควบคุมไม่ได้

“ถ้าบนดวงจันทร์มีกระต่าย ในใจฉันก็มีนาย”

“หา…….” ผมนิ่งไปสามวินาที เอาล่ะสิ ที่ผ่านมาเอาแต่หยอดมุกใส่เขา เจอแบบนี้ทำเอาผมไปต่อไม่ถูกเลย พอเห็นสีหน้าอึ้งๆของผมคุณชายก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ผมรู้สึกเสียหน้าจึงกระแอมเสียงดังหวังจะเปลี่ยนเรื่องแต่คุณชายไม่สนใจ เขากระชากคอเสื้อผม ผมที่ไม่ทันได้ระวังตัวถูกเรี่ยวแรงมหาศาลที่ขัดกับรูปร่างเล็กๆนั่นดึงจนเสียหลัก ริมฝีปากของเราประกบกันอย่างเนิ่นนาน

ราวกับโลกหยุดหมุน เข็มนาฬิกาหยุดเดิน หัวใจหยุดเต้นไปชั่วครู่ ในที่สุดคุณชายก็ปล่อยมือจากคอเสื้อผม ผมเซไปข้างหลังเล็กน้อยอย่างมึนๆแต่ก็ตั้งหลักได้อย่างงงๆ เฮยเสียจื่อคนนี้ผ่านการจูบมามากมายนัก แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่หัวใจเต้นแรงเลือดสูบฉีดไปทั่วร่างขนาดนี้

ผมรีบตั้งสติ ลอบสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกประหม่า…ไม่สิ มันไม่ใช่ความประหม่า หรือว่านี่น่ะเหรอคือสิ่งที่เรียกว่าความเขิน แต่ไม่ว่าไอ้ความรู้สึกนี้มันจะเรียกว่าอะไรก็ตาม สภาพจิตใจของผมในตอนนี้เรียกได้ว่าเสียเปรียบสุดๆ

“คุณชาย ผมมีเรื่องต้องบอกคุณ ผมคงเดินเล่นเป็นเพื่อนคุณอีกต่อไปไม่ได้แล้ว ผมต้องกลับไปทำงานแล้ว ถือโอกาสร่ำลากันตรงนี้เลยละกันครับ” ผมตัดสินใจพูดสิ่งที่ซักซ้อมมาทั้งวัน คุณชายเซี่ยฟังดังนั้นก็เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพูดในสิ่งที่ผมคาดไม่ถึง

“ฉันรักนาย”

“….” คราวนี้ผมอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก 

“ถ้านายไม่บอกรักฉันบ้าง ฉันก็จะทำทุกอย่างเพื่อขังนายไว้ในปักกิ่ง ขังไว้ในคฤหาสน์ของฉัน” เขาแสยะยิ้ม กอดอกแล้วฟังคำบอกรักของผม

น่าประหลาด ที่ผ่านมาผมสามารถบอกรักใครต่อใครได้อย่างง่ายดายเพราะผมรู้ว่ามันเป็นเพียงแค่ลมปาก แต่คราวนี้เป็นเรื่องจริง ผมรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ถ้าผมกับเขาต่างมีความรักต่อกันเรื่องราวหลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อไป ผมนึกภาพในอนาคตไม่ออกเลย

หลังจากที่ผมยอมรับหัวใจตัวเองว่าผมรักเขา ผมก็ตั้งใจว่าผมจะบอกลาเขาแล้วใช้เวลาที่เหลือลบล้างความรู้สึกนี้ไปให้หมด ตั้งใจจะหนี แต่เขากลับรั้งผมไว้ ทำให้ผมไม่อยากหนีแม้ว่าจำเป็นจะต้องหนีก็ตาม

พวกเดนตายอย่างผมอีกไม่นานก็คงตาย ไม่ควรมีพันธะผูกพันใดๆกับใครก็ตามบนโลกใบนี้ นี่คือกฎเหล็กที่ผมตั้งให้ตัวเองปฏิบัติตาม สุดท้ายแล้วก็เป็นผมนี่เองที่ละเมิดมัน

ผมขยับแว่นกันแดดเล็กน้อย เอ่ยออกไปเบาๆ

“ความรักของคุณอาจจะเป็นแค่ความรู้สึกชั่ววูบก็ได้นะครับคุณชาย”

“ไม่หรอก นายอย่ามาเปลี่ยนเรื่อง บอกรักฉันซะ”

“คุณนี่นะ…” ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเหลือเกินที่ใส่แว่นกันแดดไว้ อย่างน้อยอีกฝ่ายก็มองไม่เห็นความหวั่นไหวในดวงตาของผม

“ผม..ผมรักคุณ แต่ผมไม่อยากให้คุณรักผมเลย”

“นายก็รู้ นายห้ามคนอย่างฉันไม่ได้หรอก”

เขาดึงผมเข้าไปจูบอีกครั้ง ท่ามกลางแสงสีเหลืองนวลของดวงจันทร์ที่โดดเด่นตัดกับสีดำของผืนฟ้ายามราตรี ผมหลับตาลงอย่างสับสน

ผมคิดว่าความรักช่างเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ แต่พวกเราไม่ควรรักกันเลยจริงๆ

…………

จ จบแล้วฟฟฟฟฟ ฟิคนี้เป็นฟิคเต้ามู่ฟิคแรกของเราเลยค่ะ ความจริงแล้วเราติ่งคู่ฮัวเฮยมาตั้งแต่ก่อนอ่านนิยายอีก เพราะว่าได้ไปอ่านฟิคของพี่จิ้ง  (https://www.facebook.com/kuramajoy1) แล้วชอบมากกกกก ติดมากกกกแงงงฟฟฟฟฟ ก็เลยบอกตัวเองว่าไว้อ่านจบเมื่อไหร่จะเขียนฟิคคู่นี้เป็นคู่แรก ซึ่งตอนนี้ก็ได้เขียนแล้ว นายเฮยตอนโดนคุณชายจู่โจมดูงงๆ แต่เราตอนเริ่มเขียนนี่งงกว่าค่ะ เขียนมาแบบไม่มีสติสุดๆฮือออ ข้อมูลก็น้อยนิดมากเพราะเพิ่งอ่านจบแค่ภาคหลักสิบเล่ม โอ้มายก้อด พึ่งกาวอย่างเดียวค่ะตอนนี้ฟฟฟฟฟ ใครมีแหล่งข่าวอะไรเพิ่มเติมเพิ่มความเมากาวมั้ยคะ— /แค่กกก

ยังไงก็ตาม ขอให้เข้าใจและสนุกกับฟิคบ้างก็ยังดีนะคะฟฟฟฟฟ 

LH FanFiction [ Naotsugu x Shiroe ] ‘Lonely White’

LH FanFiction

Naotsugu x Shiroe

‘Lonely White’

……

สีขาว

หมอนั่นน่ะ…สีขาว

สีขาวที่เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงสว่างสดใสจะจืดจางไป แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางความมืดกลับเปล่งประกายอย่างน่าหลงใหล

และเป็นสีขาว…ที่โดดเดี่ยว

…..

ผมเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของเพื่อนสนิทที่กำลังทำหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง คิ้วของชิโระขมวดกันเป็นปมจนน่ากลัว ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องแบบไหนกันที่ทำให้เขาเครียดได้ขนาดนี้

“คิดอะไรอยู่งั้นเหรอ ชิโระ”

“นิดหน่อยน่ะ เกี่ยวกับเรื่องกลับโลกเดิม…” ชิโระ หรือที่คนอื่นๆเรียกกันว่าจอมวายร้ายสวมแว่นตาตอบเบาๆ 

ขณะนี้พวกผม นาโอทสึกุและชิโรเอะแห่งกิลด์ล็อกฮอไรซอนกำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นของตึกกิลด์ เครื่องดื่มที่ร้อนจนควันขึ้นวางอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้าพวกผมคนละแก้ว 

“นั่นสินะ จากข้อมูลของโรเอะ2อะไรนั่นก็ทำให้เรื่องนี้ดูลึกลับกว่าเดิมเยอะเลย” ผมพึมพำ

“…..” ชิโระไม่ตอบ หมอนั่นถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะยกถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบ

“จะว่าไปนะชิโระ น่าแปลกใจชะมัดที่คนอย่างนายสร้างอีกไอดีเป็นร่างผู้หญิงน่ะ สร้างตามสเป็คผู้หญิงที่ชอบรึเปล่า?”

ชิโระสำลักกาแฟอึกใหญ่หลังจากที่ผมพูดจบ โฮ่ยๆ แซวเล่นๆแต่ดันเป็นเรื่องจริงงั้นเหรอเนี่ย ผมมองคนที่กำลังไอค่อกแค่กสลับกับร้องลั่นเพราะความร้อนของเครื่องดื่มแล้วก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนอย่างสำนึกผิด

“ใช่ที่ไหนกันเล่า! คิดอะไรของนายเนี่ย นาโอทสึกุ”

“จ้าๆ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ แต่ก็นะ ร้ายไม่เบาเลยแฮะ สมกับที่เป็นโรคจิตแบบแอบๆ”

“ก็บอกว่าไม่ใช่— เฮ้ย! จู่ๆทำอะไรของนายเนี่ย…?” ชิโระผงะถอยหลังหนีผมเล็กน้อยเมื่อจู่ๆผมดันยื่นหน้าเข้าไปใกล้หมอนั่น ผมยิ้มกว้างขณะมองคนที่กำลังงุนงง ก่อนจะเอื้อมสองมือไปจับหมับเข้าที่ไหล่บางทั้งสองข้างของอีกฝ่าย บีบนวดไปมาพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“นายน่ะ เผลอแบกอะไรไว้คนเดียวอีกแล้วนะรู้ตัวมั้ย”

“…..” 

“ถ้าแบกอะไรไว้มากๆคนเดียวอีกล่ะก็ เดี๋ยวไหล่ก็ได้พังจริงๆหรอก” ผมเตือนเขาด้วยความหวังดี ชิโระเงียบไปซักพักก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ 

ผมละมือข้างหนึ่งจากไหล่ของเขาแล้วเปลี่ยนไปขยี้เรือนผมสีน้ำเงินเข้มนั้นอย่างเอ็นดู 

ชิโระน่ะ เหมาะกับสีขาวสมชื่อจริงๆ

สีขาวที่จืดจางในเวลาปกติ เด่นชัดในยามที่เผชิญกับปัญหาที่มืดมิด แต่ไม่ว่าจะเวลาไหนก็โดดเดี่ยว 

เป็นคนที่ไม่อยากสนิทสนมกับใคร แต่กลับช่วยเหลือคนที่ไม่อยากสนิทสนมเหล่านั้น เอาเหตุผลทางศีลธรรมมาบังหน้า ทั้งๆที่ความจริงแล้วลึกๆก็แค่เหงาและอยากเป็นเพื่อนกับคนอื่นๆ แต่ก็หวาดกลัวที่จะไว้ใจหรือพึ่งพาใคร สร้างกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นไว้ระหว่างตนกับผู้อื่น

และนั่นคือชิโระ…ชิโรเอะที่ผมรู้จักตั้งแต่ตอนที่เอลเดอร์เทลส์ยังเป็นแค่เกมปกติ เขาเป็นคนที่พึ่งพาได้ คนที่ไม่พึ่งใคร คนที่ร้ายกาจ แต่ก็ไร้เดียงสา 

เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่ผมมองว่าเขาน่ารัก…

“ผมยุ่งหมดแล้วน่า” ชิโระบ่นงึมงำแต่ก็ยอมให้ผมลูบหัวเขาต่อไป ผมหัวเราะเสียงดังก่อนจะดึงคนตัวเล็กกว่าเข้ามากอดแน่น 

“นี่ ชิโระ ตอนเข้ามาอยู่ในโลกนี้แรกๆนายบอกว่าร่างนี้สูงกว่าร่างจริงๆของนายสินะ”

“อืม ตอนเจอกันในโลกจริงนายก็ดูสูงกว่าตอนอยู่ในโลกนี้ คงเพราะตอนนี้ฉันสูงขึ้นสินะ ว่าแต่ปล่อยฉันเถอะ นาโอทสึกุ” ชิโระทำเสียงลำบากใจ ดูท่าว่าคงกลัวใครมาเห็นเข้าสินะ อายอะไรกันล่ะนั่น ก็เรื่องของพวกเราน่ะ ไม่ว่าใครก็ดูออกไม่ใช่เหรอ

ความสัมพันธ์ที่มากกว่าเพื่อนสนิท…

“เปล่า ก็แค่คิดว่าจะสูงแค่ไหนก็น่ารัก กอดถนัดมือดี” ผมว่าพลางซุกหน้าลงแถวซอกคอของอีกฝ่าย ชิโระสะดุ้งน้อยๆ เขาบ่นงึมงำอะไรซักอย่างที่ผมไม่ได้ยิน แต่ถึงผมได้ยินผมก็ไม่ปล่อยเขาไปหรอก

ชิโระน่ะ…ถึงแม้ว่าช่วงนี้จะเปิดใจกับทุกคนมากขึ้น ลดกำแพงล่องหนนั่นลง แต่นิสัยเดิมที่ชอบจัดการอะไรคนเดียวเป็นอะไรที่แก้ไขได้ยาก 

ถ้าชิโระมีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ผมก็มีความตั้งใจที่จะช่วยเขาอย่างเต็มที่ 

“ปล่อยได้แล้วน่า” 

“เอ้าๆ ยอมแค่นี้ก็ได้” ผมบ่นอย่างเสียดาย ค่อยๆคลายอ้อมกอดปล่อยให้อีกคนเดินหนีกลับเข้าไปในห้องทำงาน แล้วสุดท้ายผมก็อดหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีไม่ได้เมื่อเห็นว่าหลังหูของชิโระนั้นขึ้นสีแดงจางๆ

ที่สำคัญ ผมรู้สึกว่าเขาเดินตรงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ดูผ่อนคลายมากขึ้น ราวกับว่าภาระบางอย่างบนบ่านั้นเบาลง

ชิโระน่ะ เหมาะกับสีขาว

สีขาวที่จืดจางในเวลาปกติ เด่นชัดในยามที่เผชิญกับปัญหาที่มืดมิด 

แต่ตอนนี้เขาไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว

เป็นสีขาวที่น่ามองและสวยงามยิ่งกว่าสีใดๆ

เป็นสีขาวที่ผมรัก

………..

ฟิคนี้มันเริ่มมาจากแนวความคิดที่ว่า ‘สีขาวเป็นสีที่โดดเด่น แต่ก็ดูโดดเดี่ยวอย่างบอกไม่ถูก’ ค่ะ เกิดจากการมองภาพแผ่นหลังของพี่ชิโระนานๆแล้วก็รู้สึกว่ามันดูโดดเดี่ยวยังไงก็ไม่รู้ สุดท้ายก็ทนไม่ได้จับมาเขียนฟิคซะเลย ซึ่งเป็นฟิคในมุมมองของนาโอทสึกุค่ะ 

ฟิคนี้อาจจะสั้นไปหน่อย อาจจะเรียกได้ไม่เต็มปากว่าเป็นฟิค ดูเป็นอะไรที่มโนเวิ่นเว้อซะมากกว่า ยังไงก็ตาม ขอให้สนุกและเข้าใจกับเจ้าสิ่งที่เราพยายามจะสื่อนะคะ:)