Kaitou Kid FanFiction [ Hakuba Saguru x Kuroba Kaito ] ‘Tantei’

Kaitou Kid FanFiction

Hakuba Saguru x Kuroba Kaito

‘Tantei’

……

ครั้งแรกที่ผมได้เผชิญหน้ากับเขา ความรู้สึกบางอย่างก็พุ่งพล่านอยู่ในอกอย่างยากที่จะระงับได้ ความรู้สึกที่อยากจะฉีกกระชากหน้ากากจอมโจรของเจ้านั่นด้วยมือของตัวเอง

จอมโจรคิดเป็นโจรที่แต่งกายในชุดขาวไม่ต่างจากอาแซน ลูแปง สีขาวเด่นของเสื้อผ้านั้นทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาต้องการอะไร และภายใต้สีหน้าที่ลึกลับอ่านไม่ออกนั่น เขาซ่อนความรู้สึกแบบไหนเอาไว้กันแน่นะ

ตั้งแต่เมื่อไหรกันที่ฮาคุบะ ซางุรุคนนี้เอาแต่คิดถึงเรื่องของหมอนั่น อยากเจอ อยากไขว่คว้าไว้ให้ได้ อยากจะดึงหมอนั่นลงมาจากฟ้าแล้วกอดให้แน่นๆ ไม่ให้หนีไปไหนได้

สมกับที่เป็นจอมโจรคิด เขาขโมยหัวใจของผมไปแล้ว

……
ท่ามกลางความมืดมิดที่ไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆ ผมวิ่งไล่ตามร่างในชุดขาวที่ค่อยๆเคลื่อนที่ห่างจากผมไปเรื่อยๆ
‘หยุด! หยุดเดี๋ยวนี้นะจอมโจรคิด!!’
‘ลาก่อนครับ คุณนักสืบ’

จอมโจรหนุ่มส่งยิ้มลึกลับให้ผมก่อนที่ร่างของเขาจะเลือนหายไป 

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นบนเตียงนุ่ม ทั้งร่างชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ

เมื่อไหร่กันนะที่ผมจะจับเขาได้ เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วเขาก็หนีผมไปได้ ผมเหลือบมองกุญแจมือที่วางอยู่ข้างๆหัวเตียงแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ กว่าจะได้ใช้มันจับเจ้าคิดก็คงอีกนานเลยทีเดียว

ผมนึกทบทวนเรื่องราวในความฝัน ลางสังหรณ์บางอย่างของผมบอกว่านักมายากลใต้แสงจันทร์คนนั้นจะหายไปก่อนที่ผมจะได้จับเขา หมอนั่นกำลังหนีผมไป ทอดทิ้งผมไว้พร้อมๆความรู้สึกผูกพันบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นในใจผม

ผมตัดสินใจลุกจากเตียงแล้วเดินไปที่ระเบียง ผลักบานประตูให้เปิดออกแล้วก้าวเท้าออกไปสัมผัสกับอากาศเย็นสบายยามค่ำคืน เหม่อมองท้องฟ้าสีดำที่มืดมิด ทันใดนั้นเอง ผมเหลือบไปเห็นร่างสูงโปร่งในชุดขาวที่ร่อนลงบนดาดฟ้าของอาคารใกล้ๆ จอมโจรคิดใช้มือซ้ายกดบริเวณแขนข้างขวาไว้แน่น ของเหลวสีแดงสดเปรอะเปื้อนถุงมือสีขาวสะอาด เขาทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง 

หมอนั่น…บาดเจ็บ?! ถูกยิง?
ผมรีบวิ่งลงบันไดไปในทันที มุ่งหน้าไปที่อาคารแห่งนั้น ตรงดิ่งไปที่ดาดฟ้า ถีบประตูดาดฟ้าเสียงดังแล้วพุ่งเข้าไปหาอีกคนอย่างไร้สติ
“สวัสดีอีกครั้งนะครับ คุณนักสืบ” จอมโจรคิดเอ่ยยิ้มๆ แต่ผมไม่ยิ้มไปด้วย
“ใครทำร้ายนาย?! ปกติสารวัตรนากาโมริไม่เคยยิงนายนี่” 

“อา…ผมกับสารวัตรเลิกเล่นไล่จับกันตั้งแต่เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนแล้วน่ะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขาหรอก” จอมโจรคิดว่าพลางส่ายหน้าไปมา 

“แล้วถ้าอย่างนั้น…”
“ศัตรูของจอมโจรไม่ได้มีแค่นักสืบกับตำรวจหรอกนะครับ” ร่างสูงโปร่งล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้ววางบางสิ่งบางอย่างลงบนพื้นดาดฟ้า
อัญมณีเม็ดงามที่เขาเพิ่งขโมยมานั่นเอง
“นี่ไม่ใช่ที่ผมต้องการ ยังไงก็ฝากเอาไปคืนด้วยนะครับ คุณนักสืบ” 
“ถ้านายยอมมอบตัวล่ะก็ ทางตำรวจต้องช่วยนายจัดการเจ้าพวกที่ลอบทำร้ายนายได้แน่ๆ!”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับใครที่ไหนเลย คุณนักสืบ มันเป็นเรื่องส่วนตัวที่ผมตั้งใจจะเผชิญหน้ากับมันอยู่แล้ว”

“ไว้ถ้าผมทำสำเร็จเมื่อไหร่ก็จะไม่มีจอมโจรคิดมากวนใจคุณอีกแน่นอน หรือต่อให้ผมทำพลาดไป บางทีผมอาจจะไม่มีชีวิตมากวนใจทั้งคุณแล้วก็สารวัตรเลยก็ได้ล่ะมั้ง” น้ำเสียงสบายๆของจอมโจรคิดทำเอาผมหยุดหายใจไปชั่วครู่ ภาพในความฝันเริ่มปรากฏเด่นชัดในความทรงจำของผม 
“แต่นั่นมันก็เป็นเรื่องของอนาคต ยังไงซะผมก็ยังมีเรื่องที่ต้องทำอยู่นี่นะ เอาเป็นว่าลาก่อนนะครับ หวังว่าจะได้เจอกันใหม่”
“เดี๋ยวก่อน!!!” ผมวิ่งไปหมายจะคว้าร่างเขาไว้ แต่จอมโจรคิดเร็วกว่า หมอนั่นทิ้งตัวลงจากดาดฟ้า ส่งยิ้มลึกลับให้ผมก่อนจะบินจากไปในที่สุด
ผมที่คว้าได้แต่เพียงอากาศทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง คว้าไว้ไม่ได้อีกแล้ว 
ผมมองตามคนที่กำลังโบยบินอยู่บนท้องฟ้า ภายใต้สีหน้าที่คาดเดาไม่ได้นั่นจะมีความรู้สึกแบบไหนซ่อนอยู่กันนะ

บ่าทั้งสองข้างของจอมโจรคิดแบกรับอะไรไว้บ้างกันนะ…

ผมไม่มีทางรู้ได้เลย…
แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ ผมรู้ว่าที่แท้จริงแล้วผมไม่ได้ไล่ตามจอมโจรคิดเพราะเป็นงานของนักสืบ แต่ว่าเป็นเพราะหัวใจของผมที่หลงรักเจ้าจอมโจรนั่นต่างหาก

……..

กร๊าซซ ฟิคเรื่องนี้ตามมาติดๆหลังจากที่แต่งเรื่องก่อนหน้านี้(Tonight)เสร็จค่ะฟฟฟฟฟฟ เป็นมุมมองของฮาคุบะที่มองจอมโจรคิด ในความรู้สึกเราคู่นี้มันอารมณ์เหมือนคนนึงพยายามจะหนีหัวใจตัวเองส่วนอีกคนก็พยายามไล่ตามหัวใจตัวเอง เพราะนักสืบกับจอมโจรเป็นเหมือนเส้นขนานที่ไม่มีทางมาบรรจบกันได้ ยิ่งคิดมีเรื่องแก้แค้นให้พ่อเข้ามาเกี่ยวด้วยนี่ยิ่งแล้วใหญ่งือออ ก็ได้แต่หวังว่าทั้งคู่จะลงเอยกันในเร็ววันนะคะแงงงฟฟฟฟฟ
ยังไงก็ตาม ขอให้สนุกกับฟิคค่ะ:)

Advertisements

Kaitou Kid FanFiction [ Hakuba Saguru x Kuroba Kaito ] ‘Tonight’

Kaitou Kid FanFiction

Hakuba Saguru x Kuroba Kaito

‘Tonight’

…..

ครั้งหนึ่งเคยมีคนถามผมว่า สิ่งที่ผมทำลงไปทั้งหมดนั้นมันเพื่ออะไรกันแน่ แต่งกายด้วยชุดสีขาว ส่งสารเตือนก่อนล่วงหน้า พอขโมยอัญมณีล้ำค่าได้แล้วก็บินหนีไป 

ผมได้แต่ยิ้มบางๆก่อนจะผลักไสให้คนที่ถามคำถามนั้นไปหาคำตอบเอาเอง 

ภายใต้โป๊กเกอร์เฟสที่ปิดบังความรู้สึกของคุโรบะ ไคโตะไว้ ความรู้สึกของผมในตอนนั้นก็ไม่ต่างอะไรไปจากคนช่างสงสัยคนนั้น เมื่อไหร่กันนะที่ผมจะได้กลายเป็นคนธรรมดาๆเสียที 

คำถามนี้ถ้าหากว่าผมนำไปถามพระเจ้า เกรงว่าท่านเองก็คงผลักไสให้ผมไปหาคำตอบเอาเองเช่นกัน

……..

ท่ามกลางความมืดมิดที่ถูกแต่งแต้มด้วยแสงไฟหลากสีจากบรรดาตึกน้อยใหญ่และเสาไฟต่างๆ ผมยืนอยู่บนดาดฟ้าตึกสูงแห่งหนึ่ง เหม่อมองพระจันทร์เต็มดวงสีเหลืองนวลที่ส่องแสงอ่อนโยนตัดกับฟากฟ้ายามราตรี ชูอัญมณีเม็ดงามขึ้นด้วยแขนข้างที่ถนัด หรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อไม่เห็นสิ่งที่คาดหวังว่าจะได้เห็น

ไม่ใช่….เจ้าสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมตามหา….

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเก็บเจ้าสิ่งนั้นลงในกระเป๋าเสื้อนอกสีขาวบริสุทธิ์ ความรู้สึกบางอย่างล้นปรี่อยู่ในอก

พอทีเถอะ…เมื่อไหร่มันจะจบ

ไม่อยากทรมานอยู่อย่างนี้อีกต่อไปแล้ว

ใครก็ได้ ช่วยด้วย

ผมทรุดตัวนั่งลงบนพื้นดาดฟ้าอย่างอ่อนแรง ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงประตูดาดฟ้าถูกผลักให้เปิด เสียงหอบแฮ่กของเจ้านักสืบน่าหมั่นไส้เรียกสติผมให้เตรียมเผชิญหน้ากับเขา ให้ตายสิ รู้อย่างนี้น่าจะรีบกลับ ไม่น่าโอ้เอ้เลย ผมประมาทฮาคุบะมากเกินไป ไม่นึกเลยว่าเขาจะตามหาผมเจอได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้

ถึงแม้จะหนีไปได้เลยในตอนนี้ แต่จอมโจรคิดต้องไม่ทำอะไรที่ดูจะเป็นการเสียศักดิ์ศรีของโจมโจรขนาดนั้น ผมยันตัวลุกขึ้นจากพื้นแม้ว่าเพิ่งจะนั่งไปได้แค่ไม่กี่วินาทีก็ตาม

“สวัสดีอีกครั้งครับ คุณนักสืบ”

“น่าแปลกนะ จอมโจรอย่างนายก็มีเรื่องให้ต้องกลุ้มใจด้วยเหรอ” ฮาคุบะ ซางุรุเอ่ยพลางจ้องมองใบหน้าของผมอย่างไม่กระพริบตา ผมสะดุ้งเล็กน้อยกับความผิดพลาดที่เผลอแสดงอารมณ์เจ็บปวดเมื่อครู่ออกไป ก่อนจะรีบร้อนสวมโป๊กเกอร์เฟสเพื่อปกปิดความรู้สึกต่างๆอีกครั้งแล้วส่งยิ้มบางๆให้อีกฝ่าย

“ไม่ว่ามนุษย์คนไหนต่างก็มีเรื่องที่ต้องคิดนะครับ คุณนักสืบ อย่างเช่นว่า…คุณจะใส่กุญแจข้อมือผมได้หรือเปล่า” 

“อีกไม่นานหรอก” ฮาคุบะเอ่ยอย่างมั่นใจ ผมแอบเบ้ปากในใจเมื่อได้ยินคำพูดของคนผมสีน้ำตาลอ่อน จะหลงตัวเองไปถึงไหนกันนะ ไอ้เจ้าคนน่าหงุดหงิดนี่

“มั่นใจในตัวเองเหลือเกินนะครับ แต่เรื่องนั้นน่ะไม่มีวันเป็นไปได้แน่ๆ ยังไงก็ตาม ผมขอคืนสิ่งนี้ให้คุณก็แล้วกัน” ผมว่าพลางวางเป้าหมายในการขโมยของวันนี้ลงบนพื้น ถอยหลังไปเล็กน้อยตั้งใจจะหงายหลังทิ้งตัวลงจากตึก ทว่า คำพูดของฮาคุบะกลับทำให้ขาของผมหยุดชะงักไปชั่วคราว

“เมื่อกี๊นี้ยังทำท่าว่าจะนั่งกินลมชมวิวอยู่ที่นี่อีกนานเลยไม่ใช่เหรอ ดูเหมือนว่านายจะจงใจหนีหน้าฉันนะ คุณจอมโจร” 

“ไม่มีประโยชน์อะไรที่จอมโจรจะต้องอยู่ที่นี่กับนักสืบนานๆหรอกครับ ในเมื่อแนวทางของพวกเรามันเป็นเส้นขนาน” ผมที่ยังคงสวมโป๊กเกอร์เฟสเอาไว้ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกที่ฟังดูลึกลับน่าค้นหา ใช่ น้ำเสียงของจอมโจรคิด

“สรุปก็คือจะหนีหน้าสินะ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผมหมายความว่า…”

“ช่างเถอะ วันนี้จะปล่อยนายไปวันนึงก็แล้วกัน แต่นั่งคุยกันก่อนสิ” ฮาคุบะว่าพลางนั่งลงบนพื้นดาดฟ้า ผมเลิกคิ้วอย่างชั่งใจ หมอนั่นจะวางแผนอะไรไว้รึเปล่านะ

“ถ้านายเป็นสุภาพบุรุษ ฉันเองก็เป็นสุภาพบุรุษเหมือนกัน แค่นั่งคุยเฉยๆเองนี่นา รับรองว่าไม่จับนายตอนที่เผลอหรอก”

“….” ผมตัดสินใจเดินไปนั่งข้างเขาเงียบๆ ทันทีที่ผมนั่ง ฮาคุบะก็เริ่มชวนผมคุย

“ทำไมนายถึงมาเป็นจอมโจรคิดล่ะ”

“เกรงว่าคำถามนั้นผมคงตอบคุณไม่ได้หรอกครับ คุณนักสืบ”

“ถ้าอย่างนั้นนายกำลังไม่สบายใจเรื่องอะไรอยู่ล่ะ ก่อนหน้านี้น่ะ”

“จอมโจรเองก็มีเรื่องที่ต้องแบกรับอยู่เหมือนกันนะครับ” ผมเอ่ยยิ้มๆก่อนจะเงยหน้ามองดวงจันทร์ที่ทอแสงสีนวลอยู่บนผืนฟ้า

ใช่แล้ว…ในการเป็นจอมโจรคิดนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย 

เพราะจุดประสงค์หลักในการเป็นจอมโจรคิดของผมนั้นคือการตามหาเจ้าพวกคนร้ายที่ฆ่าพ่อ ผมจึงต้องเป็นจอมโจรคิดเพื่อเรียกความสนใจจากพวกมัน สุดท้ายก็ได้ล่วงรู้ถึงเป้าหมายของพวกมัน นั่นคือการตามหาแพนโดร่า และแน่นอนว่าแพนโดร่ากลายเป็นเป้าหมายของผมไปด้วย

ผมไม่ได้เป็นจอมโจรคิดเพียงเพราะอยากเล่นสนุก

แต่เพราะผมอยากแก้แค้นต่างหาก

การแก้แค้นของผมเป็นเรื่องที่อันตราย ผมจึงตั้งใจที่จะไม่บอกใครแม้แต่เพื่อนสมัยเด็กที่ผมไว้ใจอย่างอาโอโกะ เพราะไม่อยากให้เธอมาพัวพันกับเรื่องอันตรายเหล่านี้ไปด้วย แน่นอนว่าคนอื่นๆเองก็เช่นกัน

ผมยังคงทำตัวร่าเริงไปตามปกติเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ ไม่มีใครรู้ว่าผมค่อยๆถอยห่างจากพวกเขาทีละก้าว จงใจสร้างระยะห่างนั้นขึ้นมาเพื่อปกปิดความลับและกีดกันคนเหล่านั้นไม่ให้ล่วงรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้

ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าการเป็นจอมโจรชื่อกระฉ่อนของโลกมันช่างโดดเดี่ยวขนาดนี้ ถ้าไม่มีคุณปู่จิอิคอยช่วยเหลืออยู่ละก็ ผมคงเครียดและกังวลกว่าเดิมแน่ๆ

และเพราะงานของผมมันอันตราย ย่อมหมายความว่าผมจะทำพลาดไม่ได้

ถ้าผมพลาด ไม่แน่ว่าคนที่เกี่ยวข้องกับผมคนอื่นๆจะพลอยโดนลูกหลงไปด้วย

ผมเผลอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ โดยที่ลืมไปเลยว่าไม่ได้อยู่ที่นั่นคนเดียว มือหนาของฮาคุบะเอื้อมมาจับมือของผมเบาๆ

“ถ้าจับมืออย่างนี้แล้วจะช่วยให้สบายใจขึ้นนะ”

“….” ผมกลั้นขำก่อนจะกันไปเงยหน้ามองคนสูงกว่าแล้วยิ้มขอบคุณออกมาจากใจจริง ยิ้มที่เลือนหายไปอย่างรวดเร็วราวกับว่าเป็นยิ้มต้องห้ามสำหรับจอมโจร

“อย่าใส่กุญแจมือผมก็แล้วกันครับ คุณนักสืบ”

“วางใจเถอะ ฉันไม่โกหกหรอก”

ผมยิ้มบางๆก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าสีดำ

เอาเถอะ ถึงแม้ว่าโดยทั่วไปแล้วภาพของยอดนักสืบกับจอมโจรนั่งจับมือกันโดยมีอัญมณีที่ถูกขโมยมาวางอยู่ไกลๆราวกับว่าถูกลืมจะเป็นภาพที่ตลกไปหน่อย 

แต่สำหรับผมแล้ว

นี่น่ะ เป็นภาพที่น่าจดจำที่สุดเลยล่ะครับ

……….

ไคโตะคลุงงงงโอ๊ยยยยยฟหดดห่ๆ่ไๆสไวพวพว บ้าจริงงงง น่าสงสารรรแงงงง ฟิคนี้เกิดขึ้นมาได้ด้วยอารมณ์ดราม่ายามดึกที่เกิดขึ้นชั่ววูบแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็วค่ะฟฟฟฟฟ ปกติก็เห็นไคโตะคลุงเขาดูอารมณ์ดีเวลาขโมย แต่พอลองคิดว่าถ้าเป็นแบบในฟิคนี้ล่ะ? ไคโตะคลุงที่โดดเดี่ยวคงไม่กล้าปรึกษาเรื่องนี้กับคุณปู่จิอิแน่ๆ คงกลัวว่าคุณปู่จิอิจะต้องขอให้ยกเลิกการแก้แค้น เพราะคุณปู่จิอิใจดี พอเห็นไคโตะคลุงทุกข์ใจก็ต้องทำแบบนั้นแน่ๆ สุดท้ายแล้วก็เลยกลายเป็นว่าแบกอะไรไว้มากเกินไป จนฮาคุบะต้องเข้ามาช่วยปลอบนี่ล่ะค่ะ 

เอาเป็นว่า ขอให้สนุกกับฟิคนะคะ:)

KnB FanFiction [ Kiyoshi x Hyuuga ] ‘The Teacher’

*ฟิคเก่าย้ายจากDek-Dค่ะ

KnB FanFiction

Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei

‘The Teacher’

………

“ญี่ปุ่นยุคโบราณจะเน้นล่าสัตว์ เริ่มทำการเพาะปลูก ต่อมาก็เป็นยุคนารา ยุคนี้เริ่มรับศาสนาพุทธ ศิลปะวิทยาการ อย่างเช่นตัวอักษรจากจีน ส่วนยุคเฮอันเป็นยุคของขุนนางในราชสำนัก เป็นยุคทองของศิลปะวิทยาการ มีการแต่งนวนิยายเล่มแรกของโลกก็คือเคนจิโมโนกาตาริ…… เฮ้ย! คิโยชิ ฟังอยู่รึเปล่าฟะนั่น?!!”

“อ๋าๆ ฟังอยู่ๆ”

คิโยชิ เท็ปเปย์เงยหน้าขึ้นจากจานกระเบื้องที่บรรจุโดรายากิไว้แน่นเอี้ยด นัยน์ตาสีอ่อนสบเข้ากับนัยน์ตาสีเข้มหลังเลนส์แว่นที่เปี่ยมไปด้วยความไม่พอใจจนร่างกายเผลอสะดุ้งไปเองเล็กน้อย

“จู่ๆก็มาบอกให้ช่วยติวประวัติศาสตร์ให้ ฉันก็ช่วยแล้วไง!! ตั้งใจฟังหน่อยสิฟะ!!”

ฮิวงะ จุนเปย์โวยวายก่อนจะคว้าเอาโดรายากิในจานมากัดเล็กน้อย ร่างสูง178เซนนั่งบนพื้นห้อง เอนหลังพิงกับขอบเตียง ขณะที่คิโยชินั่งห่างออกไปเล็กน้อยโดยมีตำราเรียนและจานขนมวางคั่นกลาง

“อ่า… ต่อเลยเถอะฮิวงะ เมื่อกี๊ฉันฟังอยู่จริงๆนะ” คิโยชิคว้าเอาโดรายากิมาคาบไว้แล้วพูดเสียงอู้อี้ ใช่ เขาฟังอยู่จริงๆ เพียงแต่ไม่มีอะไรเข้าหัวเลยแม้แต่น้อย

“…งั้นต่อนะ! ยุคคามาคุระกับยุคมุโรมาจิมีการรบเกิดขึ้น อำนาจตกอยู่กับโชกุนเท่านั้น เริ่มมีการติดต่อกับชาติตะวันตกบ้าง อย่างเช่นฮอลันดากับโปรตุเกส แล้วศาสนาคริสต์เองก็เริ่มเข้ามาในช่วงนี้…”

เซ็นเตอร์ของทีมเซย์รินพยักหน้าหงึกหงักพร้อมกับจดสิ่งที่อีกฝ่ายพูดลงในสมุดโน้ตเล่มบาง กัปตันทีมแอบยิ้มเล็กน้อยที่เห็นอีกฝ่ายตั้งใจเรียนก่อนจะสาธยายต่ออย่างมุ่นมั่น

“ยุคเอโดะเป็นยุคที่วัฒนธรรมชาวเมืองเฟื่องฟู บ้านเมืองสงบสุข แล้วก็ปิดประเทศ ส่วนยุคเมจิเริ่มมีการเปิดประเทศเข้าสู่ยุคใหม่ วัฒนธรรมตะวันตกหลั่งไหลเข้ามา แล้วเอโดะก็เปลี่ยนชื่อเป็นโตเกียว…..”

“อย่างนี้นี่เอง ยอดไปเลยนะฮิวงะเนี่ย อ่านหนังสือรอบเดียวก็พูดออกมาได้ขนาดนี้”

“ก็คนมันชอบนี่นา ว่าแต่อย่าชวนคุยสิฟะ! อีกนิดเดียวก็จบแล้วเนี่ย!”

คนผมดำดุก่อนจะเริ่มสาธยายต่อ แต่คราวนี้สายตาของนักเรียนร่างใหญ่ไม่ได้จดจ่ออยู่ที่สมุดโน้ตหรือแม้แต่โดรายากิของโปรด ใบหน้าของคนสอนต่างหากที่ถูกจ้องมองอย่างไม่เกรงใจ ทว่าคนถูกมองกลับไม่รู้ตัวเลยซักนิด เพราะกำลังหลับตา หัวเกยอยู่บนที่นอน ทบทวนความทรงจำต่างๆที่มีอยู่ ริมฝีปากบางขยับขึ้นลงเอ่ยเอื้อนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นต่อไปอย่างไม่รู้เบื่อ

“ยุคไทโชญี่ปุ่นแผ่ขยายอาณาเขตไปต่างประเทศ ยุคโชวะเกิดสงครามโลกครั้งที่2..”

คิโยชิค่อยๆเคลื่อนย้ายกองหนังสือออกไปห่างๆ เลื่อนจานโดรายากิออกไปอย่างแผ่วเบา ร่างสูง193เซนฯค่อยๆเขยิบเข้าไปใกล้คนที่ยังคงหลับตาพูดฉอดๆ ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ…

“…จนกระทั่งถึงยุคเฮเซ”

ฮิวงะลืมตาขึ้นทันทีเมื่อจบเนื้อหาที่เจ้าตัวสรุปมาแต่ประเด็นสำคัญ แต่ทว่าภาพเพดานห้องที่แสนคุ้นตากลับกลายเป็นใบหน้าของใครบางคนที่ใกล้เสียจนปลายจมูกเกือบจะแตะกัน

“!!!!!”

“มีเศษโดรายากิติดอยู่ที่แก้มน่ะฮิวงะ” คิโยชิว่าพลางใช้ปลายลิ้นเลียเศษขนมออกให้อย่างมีน้ำใจ แต่คนถูกเลียกลับนั่งตัวแข็งทื่อ ใบหน้าร้อนวาบ นัยน์ตาเบิกกว้างจ้องมองคนตัวใหญ่ด้วยสายตาเหมือนทำอะไรไม่ถูก

“อืม โดรายากิร้านนี้อร่อยเนอะ วันหลังซื้อมาอีก– อุ๊บ!!”

ใบหน้าของคิโยชิหันขวับไปตามแรงหมัดของฮิวงะ ร่างสูงกำยำเซไปเล็กน้อย สุดท้ายก็ลงไปนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ที่พื้นห้อง ฝ่ายกัปตันเซย์รินเห็นดังนั้นจึงลุกไปกระชากคอเสื้ออีกคนแล้วเงื้อหมัดจะต่อยอีกรอบ แต่มีหรือคนถูกต่อยจะยอมโดนต่อยซ้ำสอง มือใหญ่กำข้อมือของอีกฝ่ายไว้แน่น

“ฮิวงะ…”

“อะ.. ไอ้บ้า! ปล่อยนะเฟ้ย!!!” คนที่เคยได้เปรียบพยายามสะบัดข้อมือออกจากอีกฝ่าย แต่กลับไม่ได้ผล ฮิวงะยอมปล่อยมือที่จับคอเสื้อของอีกคนไว้แน่นแล้วใช้มือนั้นแงะมือของคิโยชิออกไป ร่างสูง193เซนฯมองความทุลักทุเลของอีกคนแล้วยิ้มบางๆ ก่อนจะเอนตัวนอนลงบนพื้นห้องพร้อมๆกับกระชากร่างที่กำลังง่วนอยู่กับการแกะข้อมือออก ส่งผลให้คนใส่แว่นเสียการทรงตัว เผลอปล่อยมือที่กำลังงัดแงะ และล้มลงมาซบแผ่นอกกว้างของอีกฝ่าย

“ไอ้บ้าคิโยชิ นี่คิดจะทำอะไรฟะ ปล่อยซะทีเซ่! ฉันไม่ต่อยแกแล้วก็ได้!!”

“ไม่ล่ะ ขออยู่อย่างนี้ต่ออีกหน่อยนะฮิวงะ”

คิโยชิทำเสียงอ้อน ฮิวงะกัดฟันกรอดพยายามใช้มือข้างที่เป็นอิสระดันตัวขึ้นจากอีกฝ่าย สุดท้ายเมื่อคิโยชิกระชากแขนอีกทีก็ล้มไปกระแทกแผ่นอกอีกฝ่ายเหมือนเดิม แถมรอบนี้คิโยชิยังเอาแขนอีกข้างมาวางพาดไว้บนหลังของคนขี้โวยวายอีกต่างหาก

“นะ อยู่อย่างนี้ซักพักเถอะ..”

“ชิ….. งั้นก็เรียนต่อกันทั้งอย่างนี้ละกัน!!”

ว่าแล้วฮิวงะเริ่มประมวลความรู้ในหัว คิโยชิเหวอไปสองวินาทีก่อนจะอดหัวเราะกับท่าทีของอีกฝ่ายไม่ได้

“ฮิวงะเนี่ยตลกจังนะ แต่แบบนี้อาจจะจำได้ดีกว่าเดิมก็ได้”

“เฮอะ อยากอยู่อย่างนี้ก็อยู่ไป ถ้าฉันยังเล่าเรื่องเซนโกกุจิไดไม่จบก็อย่าได้ลุกเป็นอันขาด! เมื่อยตายไปซะเถอะ!!”

“อา.. เข้าใจแล้ว แต่ว่าเริ่มเมื่อยแล้วแฮะ… ขอนอนตะแคงละกันนะ ยังไงก็ยังอยู่ท่าเดิม แต่เปลี่ยนจากเป็นนอนตะแคง แล้วฉันก็ปล่อยข้อมือนายแล้วด้วย” คิโยชิว่าพลางพลิกตัวไปด้านขวามือ สองแขนกว้างกอดร่างเล็กกว่าตนแน่น ฮิวงะอยากโวยวายมากว่าแบบนั้นใช้ได้ที่ไหน แต่สุดท้ายก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วรีบทำหน้าที่อาจารย์ต่อ ไม่อย่างนั้นเกรงว่าจะมืดค่ำเสียก่อน

“เซนโกกุจิไดเป็นยุคสงครามกลางเมืองระหว่างกลางคริสต์ศตวรรษที่15ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่17 มีสาเหตุมาจากการเสื่อมอำนาจลงของระบอบโชกุนตระกูลอะชิกางะที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้..”

คิโยชินอนฟังอีกคนเล่าเรื่องแล้วยิ้มกว้าง ไม่ใช่ว่าเรื่องที่เล่ามันสนุกหรือว่าเขาจำได้ดียิ่งกว่าเดิม แต่เป็นเพราะได้นอนกอดฮิวงะอยู่อย่างนี้ต่างหาก…

“ถ้าพูดถึงเซนโกกุจิไดล่ะก็ มันก็มีคนให้นึกถึงอยู่3คน นั่นก็คือโตกุงาวะ อิเอยาสึ กับโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ แล้วก็โอดะ โนบุนางะ อ๊ะ!! เห็นอย่างนี้แต่ฉันก็ชอบโนบุนางะนิดหน่อย ยุทธการนากาชิโนะนั่นยอดเยี่ยมไปเลย!! แสดงถึงความฉลาดเจ้าเล่ห์ได้ดีจริงๆ ถึงคนรุ่นหลังจะมองว่าโอดะเป็นปีศาจ แต่ฉันว่าถ้ามองในมุมกลับกันแล้วหมอนั่นก็เป็นวีรบุรุษคนสำคัญนะ แถมประวัติก็สุดๆไปเลย..!!! จะว่าไปมังกรตาเดียวดาเตะมาซามุเนะก็สุดยอด!! ฉันล่ะชอบความบ้าดีเดือดของหมอนั่นชะมัด! ทัพทาเคดะกับยูคิมูระเองก็เจ๋งใช่เล่น!! นับถือในสปิริตความเป็นซามูไรของคนพวกนั้นมากๆเลยล่ะ!! แต่ถ้าพูดถึงมังกรแห่งเอจิโกะ อุเอสึกิ เคนชิน… มันก็ต้องนึกถึงนาโอเอะ คาเนสึกุคนนั้นอยู่แล้ว!!!”

ฮิวงะรัวชื่อนักรบออกมารัวๆจนคิโยชิมึนตึ้บ นัยน์ตาหลังเลนส์แว่นส่องประกายระยิบระยับ คิโยชิมองตามสายตาของฮิวงะไปเรื่อยๆจนพบว่าจุดโฟกัสของกัปตันทีมอยู่ที่หุ่นฟิdเกอร์นักรบบาซาระที่วางอวดโฉมอยู่ในตู้โชว์ ทั้งร่างของนักรบถูกหุ้มไปด้วยเกราะ และที่ดึงดูดสายตาของเซนเตอร์ร่างยักษ์ได้ดีที่สุดคือตัวอักษรคำว่า ‘รัก’ (愛) ที่โดดเด่นอยู่บนชิ้นส่วนหมวกเกราะ

“คาเนสึกุน่ะ เป็นคนที่ยึดถือหลักความยุติธรรมเพื่อปกป้องประเทศให้พ้นจากภัยสงคราม แล้วก็ยึดถือหลักความรักกับความเมตตาผ่านอุปสรรคนานาเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม!!! เจ๋งไปเลยใช่มั้ยล่ะ นี่ล่ะวีรบุรุษ!!!”

“อา.. ฉันรู้สึกว่าที่เจ๋งสุดๆน่ะฮิวงะนะ รู้ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นลึกสุดๆ” คิโยชิเอ่ยยิ้มๆกับคนที่เริ่มเหนื่อยเพราะพูดมากเกินไป คนถูกชมหน้าแดงเล็กน้อยก่อนจะรีบบอกปัดไปทันที ความจริงแล้วถ้าเป็นคนอื่นชมเขาอาจจะช่วยยกยอตัวเองด้วยก็ได้ แต่นี่เป็นคิโยชิ….. ถูกคิโยชิชมน่ะไม่เหมือนกับถูกคนอื่นชมหรอกนะ….

“แต่ฮิวงะก็เก่งแค่เรื่องHIS(S)TORYล่ะนะ แล้วOur Storyล่ะ?”

“นะ นี่มันมุก?!! คิโยชิ!! นายติดโรคมุกแป้กของอิซึกิมาแล้วเรอะ?!!! ไม่สิ ไม่ใช่แค่แป้ก แต่มันยังเสี่ยวอีกต่างหาก เหนือกว่าอิซึกิอีก!” ฮิวงะอ้าปากพะงาบๆมองคนเล่นมุกที่ยิ้มแฉ่งอย่างเบิกบานที่มุกตัวเองประสบความสำเร็จ(?)

“ก็นิดหน่อยนะ~ ฉันอ่านสมุดมุกของอิสึกิมาตั้ง108เล่มเชียวนะ แต่ก็คิดได้แค่มุกนี้มุกเดียวนั่นแหละ”

“108เล่ม… ไม่สิ ประเด็นคือนายอ่านจบหมดได้ไงฟะ?!!!”

“ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่นไง ฉันพยายามได้ดีใช่ไหมล่ะ?”

“……เออ พยายามได้ดี…” ฮิวงะถึงกับพูดไม่ออก ถ้าเป็นเขาเจอแค่เล่มหนึ่งเข้าไปคงช็อคตายเพราะความไม่ฮาสุดๆ แต่นี่คิโยชิกลับทนอ่านถึงเล่มที่108เพื่อหามุกมาเล่นกับเขา…

ไอ้หมอนี่มันบ้าหรือมันโง่กันแน่เนี่ย?!!

แต่ก็น่าจะทั้งคู่ละมั้ง…..

“แล้วก็นะฮิวงะ จากนี้ไปมาทำตามหลักของนาโนเอะ คิเนสึกิคนนั้นเถอะ แต่เป็นหลักตามความเข้าใจของฉันนะ”

“นาโอเอะ คาเนะสึกุเฟ้ยยย!!! พูดชื่อให้ถูกก่อนสิฟะไอ้โง่!! ว่าแต่ทำตามหลักที่นายเข้าใจ..? นี่นายเข้าใจว่ายังไงกันแน่ฟะ?!!”

“อื้ม! ฉันน่ะไม่เข้าใจความเมตตาเพื่อบ้านเมืองอะไรนั่นหรอกนะ แต่ว่านาโอเอะ คาเนสึกุเนี่ยเป็นเทพแห่งความรักอะไรทำนองนี้ใช่มั้ยล่ะ งั้นเรามารักกันเพื่อนาโอเอะ คาเนสึกุกันเถอะนะ”

“เฮะ…?”

“มารักกันนะฮิวงะ~”

“ไอ้บ้าคิโยชิ!!!! วันนี้ฉันจะกรอกหูแกเรื่องนาโอเอะ คาเนสึกุทั้งวันเลยเฟ้ย!!! เฮ้ย!! ก้มหน้าลงมาทำไมฟะ ออกไปเลยไป๊!!”

ท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวายในห้องนอนของกัปตันทีมเซย์ริน แม้จะไม่มีใครสังเกต แต่ตัวอักษรบนหมวกเกราะของนาโอเอะ คาเนสึกุกลับสะท้อนแสงแดดจนเป็นประกายงดงามจับตา…

สะท้อนออกมาเป็นคำว่า ‘รัก’ คำเดียวเท่านั้นแต่มีนิยามล้านอย่าง

คำว่า ‘รัก’ ที่สะท้อนออกมาจากใจของคนทั้งสอง คิโยชิ เท็ปเปย์และฮิวงะ จุนเปย์

…………………….

ช่วงนี้เพิ่งหัดเล่นWpค่ะ กำลังทยอยเอาฟิคจากคลังในDek-Dลงอยู่ อาจจะยังงงๆกับระบบ แต่คิดว่าเดี๋ยวก็โอเคขึ้นค่ะ ฟฟฟฟฟฟ จะฟิคเก่าฟิคใหม่ก็ให้สนุกกับฟิคนะคะ❤️

KnB FanFiction [ Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei ] ‘Magic & Love’

KnB FanFiction

Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei

‘Magic & Love’

………..

เวทมนตร์เป็นสิ่งวิเศษ

เวทมนตร์ทำให้มนุษย์ยิ้มได้ สนุกสนาน มีความสุข เปี่ยมไปด้วยความหวัง หรือบางทีก็บันดาลให้มนุษย์สิ้นหวัง ท้อแท้ เจ็บปวดและทรมานในเวลาเดียวกัน..

เช่นเดียวกับความรัก…

…….

“คิโยชิ.. ฉัน.. อ่า เอ่อ.. ช่างมันเถอะ!! พรุ่งนี้เจอกัน!!”

หลังจากที่อ้ำอึ้งอยู่นาน ฮิวงะ จุนเปย์ก็เลือกที่จะไม่พูดความในใจออกไปเช่นเคย ปล่อยให้คนรอฟังทำหน้าสงสัยเหมือนทุกครั้ง

“…วันนี้จะกลับคนเดียวอีกแล้วเหรอ”

“แหงล่ะ ใครจะอยากกลับพร้อมกับนายกันเล่า!”

กัปตันเซย์รินตวาดเสียงดังขณะนั่งง่วนผูกเชือกรองเท้า คิโยชิ เท็ปเปย์ก้มมองแผ่นหลังของคนตัวเล็กกว่าบนพื้นห้องชมรมอย่างไม่เข้าใจ ช่วงสี่วันที่ผ่านมาดูเหมือนว่าฮิวงะมีธุระอะไรบางอย่างกับเขา และพยายามจะพูดออกมาก็ต่อเมื่ออยู่ด้วยกันสองคนเท่านั้น

แต่จู่ๆก็เฉไฉไปคุยเรื่องอื่นบ้าง เดินหนีไปบ้าง บางทีก็โวยวายใส่เขาบ้าง ถ้าสังเกตดีๆก็จะเห็นว่าทุกครั้งที่กำลังจะบอกบางอย่างกับเขา ทั้งแก้มและใบหูของฮิวงะจะกลายเป็นสีแดงเรื่อๆ คิโยชิรู้ดีว่าไม่ควรคิดไปเอง แต่สุดท้ายก็อดเข้าข้างตัวเองไม่ได้อยู่ดี

ถ้าเขามีเวทมนตร์ที่สามารถอ่านใจคนได้ก็คงจะดี..

“ฮิวงะ..”

“อ.. อะไร”

“จันทร์หน้ามีสอบย่อยประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น พรุ่งนี้ช่วยมาติวให้หน่อยได้มั้ย”

“….เอางั้นก็ได้” คนถูกขอร้องตอบกลับเสียงห้วนโดยที่ยังก้มหน้าก้มตายุ่งอยู่กับเชือกรองเท้า แค่ฟังดูก็รู้แล้วว่าไม่ได้ห้วนเพราะไม่สนใจ แต่กำลังพยายามเต็มที่ไม่ให้เผลอทำเสียงสั่นต่างหาก

“งั้นก็.. พรุ่งนี้เจอกันนะ ที่บ้านฉัน” คิโยชิยิ้มให้กับแผ่นหลังนั้นขณะที่เก็บของไปด้วย ฮิวงะพยักหน้าก่อนจะลุกขึ้นแล้ววิ่งผลักประตูชมรมออกไปอย่างรีบร้อน

“ระวังล้มนะฮิวงะ!”

เซ็นเตอร์ร่างยักษ์ตะโกนไล่หลังอีกคนไป เสียงฝีเท้าสะท้อนก้องอยู่บนระเบียงทางเดินพักหนึ่งก่อนจะค่อยๆแผ่วลงไปเรื่อยๆ เหลือแต่เพียงความเงียบที่เริ่มแผ่เข้าปกคลุมห้องชมรมบาสเก็ตบอล คิโยชิเก็บผ้าขนหนูลงกระเป๋าเป็นอย่างสุดท้ายก่อนจะปิดไฟห้องชมรมแล้วเดินออกไปอย่างเชื่องช้า ราวกับต้องการจะสูดกลิ่นไอของใครบางคนที่ยังหลงเหลืออยู่ ณ ที่แห่งนั้นให้นานที่สุด..

…..

วันเสาร์ เวลา 15.00น.

ฮิวงะนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นห้อง เสื้อยืดสีเขียวตัวโปรดเลิกขึ้นเห็นกล้ามเนื้อท้องเล็กน้อย กองหนังสือวิชาประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น สมุดจด กระดาษ และฟิคเกอร์นักรบไม่กี่ตัววางเกลื่อน คิโยชิเหลือบมองสภาพของอีกคนแล้วยิ้มกว้าง ความจริงคนที่มีสภาพอนาถอย่างนั้นน่าจะเป็นเขามากกว่า แต่เพราะฮิวงะดันสอนไปโวยวายไป แถมยังอุตส่าห์ขนฟิคเกอร์จากบ้านมาอธิบายประกอบการสอน สุดท้ายคนที่เหนื่อยทั้งๆที่เริ่มติวไปได้แค่สองชั่วโมงครึ่งจึงต้องนอนหอบแฮ่กอยู่แบบนี้

“ระหว่างที่ฉันกำลังพักนายก็ทำแบบฝึกหัดพวกนั้นไปซะ! อย่าอู้!!” คนผมดำตีหน้าโหดทั้งๆที่ยังเหนื่อย พร้อมๆกับชี้ไปทางกองหนังสือที่กองๆอยู่บนโต๊ะไม้นั่งพื้น ท่าทางตลกๆแบบนั้นทำเอาคนตัวใหญ่ต้องกลั้นขำแล้วรีบตีสีหน้าให้ปกติมากที่สุด

“อา.. เข้าใจแล้ว” คิโยชิมองกองหนังสือเหล่านั้นแล้วกลืนน้ำลายหนึ่งอึก มือหยาบกร้านจากการเล่นบาสค่อยๆสุ่มหยิบหนังสือออกมาเล่มหนึ่งก่อนจะค่อยๆพลิกหน้ากระดาษแล้วเริ่มทำไปทีละข้อ

กัปตันเซย์รินลอบมองอีกฝ่าย ในใจเริ่มกระอักกระอ่วน ความรู้สึกบางอย่างตกตะกอนอยู่ภายในใจ ความรู้สึกที่อยากบอกออกไปแต่ก็ไม่กล้า ส่วนหนึ่งก็เพราะเขินอาย ฟอร์มจัด และหวาดกลัว… หวาดกลัวคำตอบของอีกคน….

‘ขี้กลัวอย่างนี้ไม่สมกับเป็นนายเลยนะ ฮิวงะคุง! โอ๊ยยย ทำไมผู้ชายถึงได้เป็นแบบนี้กันหมดเลยนะ ไม่เห็นเข้าใจเลย!’

เสียงของโค้ชสาวผู้ทรงอิทธิพลของเซย์รินดังขึ้นในหัวของกัปตันทีม ใช่แล้ว นี่คือบทสนทนาระหว่างเขากับไอดะ ริโกะเมื่อหลายคืนก่อนนั่นเอง

‘อะไรของเธอฟะ! ยังไม่ได้บอกเลยนะเฟ้ยว่าเป็นฉัน แค่ยกตัวอย่างเพื่อนในห้องที่จู่ๆก็มาระบายให้ฟังเท่านั้นเอง!’ คนโทรไปปรึกษารีบกลบเกลื่อนความจริงก่อนจะกำโทรศัพท์มือถือแน่นขึ้นเล็กน้อย

‘ก็อย่างที่ว่านั่นล่ะนะ พอจะมีวิธีช่วยหมอนั่นไหม’

‘หือ.. วิธีช่วยงั้นเหรอ ก็สารภาพออกไปตรงๆสิ ไม่เห็นต้องอาย เป็นผู้ชายซะเปล่ามามัวขงมัวเขินคิดเล็กคิดน้อยอะไรอยู่ได้ น่ารำคาญย่ะ’ คำตอบของอีกฝ่ายแทงใจดำฮิวงะเข้าอย่างจังจนเจ้าตัวเผลอร้อนรนแก้ตัวออกไป

‘มะ ไม่ได้เขินเฟ้ย! เอ๊ะ.. เอ่อ.. อะ เอาเป็นว่าหมอนั่นไม่ได้เขินก็แล้วกัน… แล้ววิธีอื่นล่ะ..’

‘อืม.. มันก็มีอีกวิธีนึงนะ เป็นความเชื่อของพวกผู้หญิงน่ะ ที่ว่ากันว่าถ้าเขียนชื่อคนที่แอบชอบลงบนยางลบแล้วใช้จนหมดโดยไม่ทำหายก็จะสมหวังน่ะ’

‘…อึ๋ย ไร้สาระสุดๆเลยแฮะ มันจะได้ผลเรอะ นี่เธอกำลังล้อฉันเล่นอยู่ใช่มั้ยเนี่ย’

‘อย่าบอกนะว่าฮิวงะคุงลืมเรื่องคากามิคุงกับดินสอของมิโดริมะคุงไปแล้ว… ไม่ลองก็ไม่รู้หรอก มีเพื่อนคนนึงโทรมาปรึกษาฉันเหมือนฮิวงะคุงนี่แหละ ลองแนะนำวิธีนี้ไปก็เห็นว่าจะลองทำดูน่ะ ฮิวงะคุงเองก็ไปบอกเพื่อนขี้กลัวให้ลองไปทำดูนะ’

บทสนทนาของเขากับริโกะไม่ได้จบลงเพียงแค่นี้ แต่สาระสำคัญที่เขาต้องการรู้จบแค่นั้น ฮิวงะไม่ใช่คนประเภทที่ต้องพึ่งคนอื่น แต่เรื่องแบบนี้เขาไม่ถนัดรับมือด้วยเลยซักนิด คำว่าศักดิ์ศรีที่ค้ำคออยู่ทำให้ทุกอย่างดูยุ่งยาก แต่สุดท้ายความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในสมอง ประจวบหมวบเหมาะกับมองเห็นยางลบก้อนใหม่ที่ยังถูกห่ออยู่ภายใต้พลาสติกใสบางๆก้อนหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะทำการบ้าน บังเอิญดีแท้ที่เมื่อตอนเย็นเขาเพิ่งแวะซื้อยางลบก้อนใหม่แทนก้อนเก่าที่หายไปพอดี…

ใช่ว่าเรื่องพวกนี้มันจะแม่นไปซะทุกอย่างนี่ แค่ยางลบก้อนนึงจะไปกำหนดหัวใจใครได้..

อวัยวะที่ซับซ้อนขนาดนั้น…ขนาดเจ้าของเองยังทำอะไรไม่ได้มากเลย…

ฮิวงะแกะห่อพลาสติกบางๆอออก่อนจะดึงปลอกกระดาษออกมา ตวัดลายมือเป็นชื่อ ‘คิโยชิ เท็ปเปย์’ แล้วเอาปลอกกระดาษมาปิดไว้เหมือนเดิม

เหตุการณ์นั้นผ่านมาแล้วหลายวัน ก่อนหน้าที่เขาเริ่มคิดจะสารภาพรักอย่างจริงจัง ดูเหมือนเขาจะลืมนึกถึงยางลบก้อนนั้นไปเลย…

ยางลบที่ตอนนี้อยู่ในมือคิโยชิ..

“เฮ้ย!!! คิโยชิโว้ยยยยย หยุดเลยนะ!!!! อย่ายุ่งกับยางลบนั่น!!”

ฮิวงะตาแทบถลนออกจากเบ้า (ถ้าไม่มีแว่นคิดว่าคงหล่นมากองบนพื้น..) คนนอนแผ่รีบเด้งตัวขึ้นมาแล้วแย่งยางลบในมือของอีกฝ่ายไปทันที คิโยชิมองคนหายใจหอบแล้วกระพริบตาปริบๆเป็นเชิงสงสัย

“เอ๋.. ห้ามใช้ยางลบเหรอฮิวงะ”

“เออ!! ห้ามใช้เด็ดขาดเลยด้วย!!!”

“งั้นไม่ใช้ก็ได้ แต่ขอยางลบคืน..”

“จะบ้าเรอะ! นี่มันยางลบฉัน!!”

“เอ๋ แต่ว่า.. ถ้าจำไม่ผิดนั่นของฉัน…” คิโยชิมองยางลบในมือฮิวงะแล้วหันไปมองอีกก้อนนึงที่กล่นอยู่บนพื้น ฮิวงะเริ่มหน้าถอดสี ทำไมยางลบทั้งสองก้อนถึงได้เหมือนกันขนาดนี้!!

หนุ่มนักบาสสองคนมองหน้ากัน คิโยชิก้มหยิบยางลบบนพื้นมาเพ่งพินิจอยู่ครู่หนึ่ง ต่างฝ่ายต่างก้มลงแกะปลอกกระดาษออก ลายมือคุ้นตาปรากฏอยู่บนผิวยางลบสีขาวสะอาด ชื่อที่คุ้นเคย…

นั่นมันชื่อเขาไม่ใช่เรอะ?!!

ทั้งคู่ต่างก็เงยหน้ามองกัน ฮิวงะหน้าแดงก่ำ ขณะที่คิโยชิหน้าแดงเล็กน้อยแต่ยิ้มกว้างอย่างยินดี

บางทีนี่อาจจะเป็นเวทมนตร์..

เวทมนตร์ทำให้คนบินได้

ความรักทำให้คนรู้สึกมีความสุขราวกับลอยได้

เวทมนตร์ทำให้สื่อสารกันผ่านโทรจิตได้

ความรักทำให้หัวใจสองดวงของคนสองคนเชื่อมติดกันได้….

เวทมนตร์ก็คือความรัก ความรักก็คือเวทมนตร์

ไม่มีใครรู้ว่าเวทมนตร์มีอยู่จริงหรือไม่…

แต่ความรักมีอยู่จริง…

………..

หวาาาา จบแล้ววว จบแบบนี้แหละค่ะฟฟฟฟ สั้นไปสินะะะ |||Orz หลังจากที่ไม่ได้เขียนฟิคมานานพบว่ามือฝืดขึ้นเยอะค่ะ ฟฟฟฟฟ ขอให้สนุกกับฟิคนะคะ❤️

KnB FanFiction [Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei ] ‘Precious Love’

KnB FanFiction

Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei

‘Precious Love’

………

ไม่ใช่แค่แก้วแหวนเงินทองเท่านั้น แต่ความสุขในชีวิต…ก็ถือว่าเป็นสมบัติล้ำค่าอย่างหนึ่ง…

นอกจากความสุขแล้ว ยังมีบางสิ่งที่ถือว่าเป็นสมบัติล้ำค่าที่พระผู้เป็นเจ้ามอบให้มนุษยชาติ…

‘ความรัก’นั่นเอง…

………

“…กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ราชอาณาจักรเซย์รินอันเกรียงไกร ประกอบด้วยเมืองเล็กเมืองน้อยมากมาย แต่ละเมืองต่างก็มีตำนานและที่มาของตน และหนึ่งในนั้น เมืองบาสเก็ตบอลชายซึ่งปกครองโดยเจ้าเมืองฮิวงะ จุนเปย์เองก็มีเรื่องราวเล่าขานกันสืบมาเนิ่นนานเช่นกัน…

นั่นคือ’ตำนานสมบัติแห่งความสุข’….

ว่ากันว่าหากใครได้ครอบครองสมบัติเหล่านั้นจะมีความสุขไปตลอดชีวิต…..”

ไอดะ ริโกะกระแอมเบาๆเป็นสัญญาณการจบเรื่องเล่าที่เล่นเอาสมาชิกชมรมบาสเก็ตบอลคิ้วกระตุกกันเป็นแถบๆ โดยเฉพาะคนที่ถูกเอ่ยชื่อว่าเป็นเจ้าเมืองดูเหมือนจะเงิบหนักกว่าใครทั้งหมดในที่นั้น

“แล้ว… มันอะไรฟะนั่น ไอ้เรื่องเมื่อกี๊เนี่ย…” กัปตันเซย์รินถามพลางทำหน้าเอ๋อใส่โค้ชสาว จู่ๆก็เรียกรวมพลแล้วมายัดเยียดเรื่องแปลกๆใส่หัวสมองทุกคนเนี่ยนะ… ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่ฮิวงะที่สงสัยอยู่คนเดียว เสียงจากลูกทีมคนอื่นๆก็ค่อยๆประดัวประเดเข้ามาจนริโกะต้องเป่านกหวีดเสียงดัง ทำเอาโรงยิมกลับมาสงบสุขดังเดิม

“ฟังนะ ถึงเรื่องเมื่อกี๊จะเป็นเรื่องแต่ง แต่นั่นคือภารกิจของพวกนาย ฉันแอบซ่อนสมบัติไว้ทั่วทั้งโรงเรียนแล้ว พวกนายจับคู่กันแล้วไป-หา-มา-ซะ!! สามทุ่มครึ่งต้องมาเจอฉันที่นี่ ตรงนี้..!”

“โฮ่ยๆ เดี๋ยวสิฟะ ไม่ตลกเลยนะเฟ้ย! นี่มันมืดแล้–”

“เห~ มีปัญหาอะไรกับกิจกรรมคลายเครียดของฉันงั้นเหรอ ฮิว~งะ~คุง~”

“เอ่อ.. เปล่าๆ! ไม่มีอะไร!! งั้นก็ไปกันเถอะ คิโยชิ” ฮิวงะยิ้มเจื่อนก่อนจะรีบคว้าแขนเสื้อคนที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดแล้วลากออกไปจากโรงยิม ฝ่ายคนอื่นๆเห็นดังนั้นจึงเริ่มจับคู่กันบ้าง ริโกะถอนหายใจดังๆก่อนจะยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา..

ขณะนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง…

-GAME START-

…….

ณ อาคารเรียนที่มืดสนิทไร้ซึ่งแสงไฟ ฮิวงะ จุนเปย์อาศัยแสงสว่างจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือในการส่องทาง เสียงฝีเท้าที่สะท้อนก้องระเบียงทางเดินทำเอาคนสวมแว่นขนลุกชัน ความจริงแล้วห้องเรียนและห้องชมรมบางห้องยังมีแสงสว่างเล็ดลอดออกมาอยู่บ้าง แต่พวกเขาดันเดินมาโผล่ยังชั้นเรียนร้างผู้คนซะนี่..

“ให้ตายสิยัยนั่น… โรงเรียนตั้งกว้างใหญ่ แล้วอย่างนี้จะเริ่มหายังไงล่ะฟะ ไม่ตลกเลยซักนิด” ฮิวงะบ่นงึมงำทำหน้าเหยเกขณะที่พยายามเดินเบียดคิโยชิอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน คนโดนเบียดกระพริบตาปริบๆก่อนจะเอ่ยถามออกไปซื่อๆ

“ฮิวงะ กลัวเหรอ?”

“มะ ไม่ได้กลัวเฟ้ย!!”

“เห.. นั่นสินะ มืดขนาดนี้จะกลัวก็ไม่แปลกล่ะนะ งั้นจะจับมือฉันก็ได้นา” คนตัวใหญ่ยิ้มบางก่อนจะยื่นมือให้อีกคน แต่กลับถูกปฏิเสธกลับมาอย่างไม่ไยดี

“ชะ ใช่ที่ไหนเล่า! คนอย่างฉันไม่กลัวอะไรอยู่แล้ว!! จะ จับมงจับมืออะไร.. น่าอายเป็นบ้า..”

ถึงจะมองเห็นหน้าอีกคนไม่ชัด แต่ก็พอจะเดาจากน้ำเสียงได้ว่าฮิวงะต้องกำลังหน้าแดงอยู่แน่ๆ คิโยชิยิ้มกว้างก่อนจะคว้ามือของอีกคนมาจับไว้แน่น

“ฮิวงะไม่กลัวแต่ฉันกลัว งั้นขอจับมือหน่อยนะ”

“ช่วยไม่ได้นะ เห็นแด่ว่านายกลัว ฉันจะยอมให้จับมือก็แล้วกัน! แต่ความจริงแล้วฉันไม่กลัวหรอก!” ฮิวงะโวยเสียงสูงก่อนจะเบียดเข้ามาหาอีกคนมากกว่าเดิม เขาไม่ใช่คนกลัวความมืด แต่กลัวสิ่งที่แฝงมากับความมืดต่างหากที่ทำลายความกล้าหาญเลือดร้อนที่มีเสียจนหมดสิ้น

ถึงแม้เซย์รินจะเป็นโรงเรียนสร้างใหม่ ตำนานอะไรก็ยังไม่ค่อยมี แต่อะไรที่คนยังไม่เจอไม่ค้นพบก็ใช่ว่าจะไม่มีเสมอไป…

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฮิวงะเดินในอาคารเรียนมืดๆแห่งนี้พร้อมกับคิโยชิ แต่คราวนี้ต่างไปตรงที่คราวนี้ไม่มีอิสึกิกับคุโรโกะโผล่มาด้วยเหมือนกับครั้งที่แล้วที่ตามหาเจ้าเบอร์สองในโรงเรียน มันก็ดีอยู่หรอกที่ไม่มีใครมากวนโอ๊ยเล่าเรื่องผีให้เขาฟังจนหลอน หรือไม่ก็ไม่มีคนที่จืดจางโผล่มาเงียบๆจนเขาแทบจะหัวใจวายตายไปหลายรอบแล้วถ้าหากไม่ใช่คนแข็งแรง

การเดินกับคิโยชิ…เป็นสิ่งที่ฮิวงะไม่พึงปรารถนาอย่างแรง ยิ่งต้องแสดงความอ่อนแอของตนเองต่อหน้าคนคนนั้น..

แต่ถึงจะไม่พึงปรารถนาอย่างไร บางส่วนในจิตใจของเขากลับต้องการไออุ่นจากคิโยชิเพื่อช่วยผ่อนคลายอาการหวาดกลัว

ฮิวงะเป็นคนเข้มแข็ง และคิดอยู่เสมอว่าตนเป็นคนเข้มแข็ง ทันทีที่รู้สึกได้ว่าตัวเองอ่อนแอเขาจึงไม่รีรอที่จะกำจัดความรู้สึกนั้นออกไปจากตัว ฮิวงะไม่ชอบความอ่อนแอของตนเอง ขณะเดียวกันก็เลยพาลเกลียดสิ่งที่ทำให้เขาอ่อนแอลงเรื่อยๆ

ไม่ใช่ร่างกายอ่อนแอ แต่เป็นจิตใจต่างหากที่พร้อมจะอ่อนยวบยาบละลายติดพื้นเป็นยางมะตอยทุกครั้งที่ได้เห็นหน้าของคิโยชิ..

ที่บอกว่าเกลียดนักเกลียดหนา ก็คงเป็นเพราะเกลียดที่คนตรงหน้าทำให้เขาหวั่นไหว เกลียดที่ทำให้เขาไม่ใช่ตัวของตัวเองทุกทีที่สบตาด้วย เกลียดที่ทำให้คนแข็งแรงอย่างเขารู้สึกอยากพึ่งพาพึ่งพิงอยู่ตลอดเวลา…

ฮิวงะไม่ใช่คนที่ชอบพึ่งพาคนอื่นมากนัก ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง เว้นถ้าแต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องแบกรับร่วมกันถึงจะประสบความสำเร็จเท่านั้นถึงจะยอมรับพลังของคนอื่นเพื่อประโยชน์ของทุกคน…

คนผมน้ำตาลเห็นร่างสูงน้อยกว่าตนเดินเหม่อจึงสะกิดเบาๆ แต่เมื่อไม่ได้ผลจึงโน้มใบหน้าลงไปใกล้อีกฝ่าย ปล่อยให้แรงดึงดูดจากตัวของฮิวงะดึงให้เขาทิ้งสัมผัสอ่อนนุ่มลงบนริมฝีปากของอีกคนเบาๆ ฮิวงะสะดุ้งเล็กน้อยราวกับเจ้าหญิงนิทราที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการจุมพิตของเจ้าชาย อาจจะแตกต่างเพียงแค่เจ้าหญิงออโรร่าไม่ได้สวมแว่นและไม่ได้แยกเขี้ยวใส่คนที่ปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นมาเจอกับความจริง ณ ปัจจุบัน

แน่นอนว่าเป็นการปลุกให้ตื่นจากภวังค์ ไม่ใช่ปลุกให้อวัยวะบางส่วนตื่นตัว…

“ทำบ้าอะไรของนายฟะเนี่ย!”

“ก็นายเหม่อนี่นา เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตอบ” คิโยชิรีบแก้ตัวก่อนจะเฉไฉเปลี่ยนเรื่องอย่างเร่งด่วน

“ได้ยินเสียงอะไรรึเปล่าน่ะ ฮิวงะ” จู่ๆร่างสูงใหญ่ก็ปั้นหน้าขรึม เปลี่ยนอารมณ์ไวเสียจนฮิวงะเอ๋อไปชั่วเสี้ยววินาที

“นะ นายได้ยินเสียงอะไร” กัปตันเซย์รินเผลอหลบหลังอีกคนโดยที่ไม่ทันรู้สึกตัว หน้าซีดเผือดเพราะความรู้สึกหวาดกลัวที่เริ่มลุกลามเกาะกุมหัวใจอย่างรวดเร็ว

“ฉันได้ยินเหมือนว่ามันจะเป็นเสียง…”

“สะ เสียงอะไรฟะ มะ ไม่แน่นายอาจจะหูฝาดไปเองก็ได้นะเฟ้ย!”

“ไม่หรอก ได้ยินจริงๆนา….. เสียงหัวใจ มันดังบอกฉัน~ ว่าเธอคือคนนั้น~ ที่เคยตามหา~”

“……………….” ฮิวงะสตันท์ไปห้าวินาทีเต็มๆก่อนจะรวบรวมแรงกายแรงใจทั้งหมดเตะป้าบเข้าให้กลางแผ่นหลังของคนเล่นมุก

“ไอ้บ้าเอ๊ย!! ตกอกตกใจหมดเลยเฟ้ย!!!! เล่นบ้าอะไรของนายฟะเนี่ย!!!”

“เหวออ!” คิโยชิถลาไปข้างหน้าตามแรงถีบด้วยอารมณ์โกรธของอีกคนจนเกือบล้มคะมำกับพื้นแต่โชคดีที่ทรงตัวไว้ได้

“อันตรายนาฮิวงะ ตรงนี้มีหลุมอยู่ด้วย”

“หลุมบ้าหลุมบออะไรของนายฟะ!?! โดนเตะทีนี่เพี้ยนไปเลยเรอะ?!!”

“ไม่ได้เพี้ยนนา มีหลุมจริงๆ… หลุมรักไง” ว่าแล้วคิโยชิก็ยิ้มกว้าง ทำเอาฮิวงะที่ตอนนี้เขินหน้าแดงไปทั้งหน้าแทบจะโวยวายจรฝนโรงเรียนแตก แต่อีกประโยคของคิโยชิก็ทำเอาหัวใจของเขากระตุกวูบ หมดแรงไปชั่วขณะ

“ทีนี้ก็หายกลัวแล้วเนอะ ดีใจจังเลยนะฮิวงะ”

“นี่นาย….”

“ก็เห็นนายกลัวนี่นา ความจริงก็อยากจับมือนายต่ออีกหน่อยหรอกนะ แต่นั่นน่ะนายไม่เต็มใจใช่มั้ยล่ะ เพราะงั้นก็เลยคิดว่าฮิวงะน่าจะกำลังลำบากใจอยู่…” น้ำเสียงของคิโยชิดูซึมไปอย่างเห็นได้ขัด

“ถ้ามันทำให้นายลำบากใจล่ะก็… ขอโทษนะ”

“……ไอ้บ้า” ฮิวงะบ่นงึมงำในความมืดก่อนจะใช้ความกล้าทั้งหมดที่มีจับมือคิโยชิแน่นแล้วกึ่งลากกึ่งจูงให้เดินต่อ

เซ็นเตอร์เซย์รินยิ้มบางๆ ถึงจะมองเห็นใบหน้าของอีกคนไม่ชัดแต่คิดว่าคงกำลังทำหน้ามุ่ยอยู่แน่ๆ แล้วใบหูก็คงแดงแจ๋…

ความจริงเขาไม่ได้รู้สึกน้อยใจตามที่สื่ออกไปหรอก ก็แค่อยากลองอ้อนฮิวงะดูเท่านั้น..

แต่ก็ดูเหมือนว่าแผนจะสำเร็จลุล่วงไปได้ดีเกินคาด…

……

เสียงฝีเท้ายังคงดังก้องไปทั่ว ชมรมต่างๆเหลืออยู่เริ่มทยอยกลับไปกันหมดแล้ว คิโยชิและฮิวงะเดินสำรวจทุกห้องทุกมุมของอาคารเรียน คอยโทรถามความเคลื่อนไหวของคู่อื่นไปด้วย แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าสมาชิกชมรมบาสเก็ตบอลชายทุกคนจะเจอสมบัติที่โค้ชสาวจอมเฮี้ยบบอกกล่าวไว้

“อา… เหลือแต่ที่นี่ทีเดียวแล้วสินะ..”

ฮิวงะยืนล้วงกระเป๋ากางเกง นัยน์ตาหลังเลนส์แว่นจ้องเขม็งไปที่ประตูห้องแล็บชีววิทยา ใบหน้าซีดเผือดเมื่อเผลอนึกจินตนาการถึงเรื่องสยองขวัญที่มักเป็นเรื่องกล่าวขวัญในหมู่เด็กมัธยม

“นี่ๆฮิวงะ รู้รึเปล่าว่าห้องชีวฯน่ะมีตำนา–”

“ระ โรงเรียนเพิ่งสร้างเฟ้ย! มะ ไม่มีของแบบนั้นอยู่หรอกน่า เงียบไปเลยอิสึกิ!!!”

“จะว่าไปนะฮิวงะ ที่นี่น่ะปีที่แล้วที่มีเด็กปีหนึ่งชมรมชีวฯตา–”

“เงียบว้อย!! เงียบไปเลยโคงะ!!”

“กัปตันครับ ยังไงก็เปิ– ”

“ว้ากกกก!!! นะ นายเองเรอะคุโรโกะะ?! มาจากไหนฟะ?!”

“กัปตัน!! ยะ อย่าเพิ่งเปิด…ครับ!! อย่าเพิ่งเปิด!!”

“สั่งฉันเรอะคากามิ งั้นจะเปิดเดี๋ยวนี้เลยเฟ้ย!!”

“กัปต๊านนนน~~” ฟุริฮาตะที่ยืนเกาะหลังคุโรโกะอยู่ส่งสายตาวิงวอนใส่ แต่ฮิวงะทำใจแข็งมองข้ามไป มือที่กำลังจะเลื่อนประตูสั่นน้อยๆ แต่กลับมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ใจเขาหยุดสั่นแล้วกลับมาสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด มือแกร่งของคิโยชิวางลงบนไหล่เขาเบาๆ สัมผัสนั้นอบอุ่น…และอ่อนโยนจนทำให้เขาเผลอผ่อนคลายไปโดยไม่รู้ตัว

ประตูห้องชีวฯถูกเปิดออก กลิ่นอับผสมปนเปกับกลิ่นสารเคมีเล็กน้อยโชยเข้าจมูกคนเปิดประตู ฮิวงะเหลือบมองคิโยชิเป็นเชิงขอบใจก่อนจะเดินอย่างระมัดระวังเข้าไปข้างในโดยมีสมาชิกคนอื่นตามมาด้วย

“นี่ๆฟุริ รู้รึเปล่า ห้องนี้น่ะ– ”

“เงียบไปเลยเฟ้ยอิสึกิ!!” ฮิวงะหันไปตวาดรองกัปตันทีมที่ตอนนี้เริ่มหันไปคุยกับรุ่นน้องปีหนึ่ง ความจริงถ้าคุยกันเรื่องอื่นก็จะไม่ว่าอะไรหรอก แต่ดันมาคุยในเรื่องที่ทำเอากัปตันอย่างเขากลัวหัวหดนี่มัน…

แม้จะเล็กน้อย แต่ฮิวงะเขยิบเข้าไปใกล้คิโยชิอีกครั้ง

ถึงแม้จะไม่ชอบความรู้สึกที่ต้องไปพึ่งพาคนอื่น แต่ทั้งความกลัวและความเป็นห่วงที่มีต่ออีกคนทำให้เขาถึงต้องมายืนอยู่ข้างๆหมอนั่น… หมอนั่นที่ทำให้เขาหวั่นไหวทุกครั้ง…

“แล้วนี่สวิตช์ไฟอยู่ไหนเนี่ย เฮ้ย พวกนายซักคนอะหาสวิตช์ทีสิ”

“ฮิวงะ”

“อะไรฟะ คิโยชิ”

“นั่นโครงกระดูกล่ะ..”

“ไม่.. ฉันไม่หัน ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น มันเป็นมุกสินะ…”

“ไม่ใช่มุกนา… คนอื่นๆก็เห็น” คิโยชิชี้ไปยังเพื่อนร่วทีมที่ตอนนี้กระจุกกันอยู่ชิดกำแพง ฮิวงะหน้าซีดเผือดก่อนจะค่อยๆเขยิบเบียดคนข้างๆมากกว่าเดิม

“อืออ…..”

เสียงผู้หญิง?!!!

ได้ข่าวว่าในห้องนี้มันมีแต่ผู้ชาย…

แล้วเสียงผู้หญิงมาจากไหนฟะ หรือความจริงแล้วหนึ่งในเจ้าพวกนี้จะมีใครคนนึงเป็นผู้หญิงแต่แฝงตัวอยู่ที่นี่เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง?!!

ขณะที่จินตนาการของกัปตันเซย์รินกำลังฟุ้งซ่าน จู่ๆมือเรียวขาวของใครคนหนึ่งก็แตะเข้าที่แขนของฮิวงะ คนถูกแตะหันขวับไปมองมือคิโยชิที่ยังคงขนานกับลำตัว ก่อนจะเกิดข้อสงสัยขึ้นมาในใจ

มือใคร…?

หรือว่า….

หัวสมองของฮิวงะว่างเปล่าไปชั่วขณะ..

“ว้ากกกกกกก!!!!!!”

“ฮิวงะะะ เกิดอะไรขึ้นนน”

“กัปต๊านนน ไม่เป็นไรใช่มั้ยครับบบบ!!!”

เสียงลูกทีมที่ยังไม่รู้ถึงสิ่งปกติดังขึ้นเรื่อยๆ ฮิวงะได้แต่หันไปกอดซุกคิโยชิอย่างลืมตัว

“พะ พวกนายหนีไป!!!! มือ!!! เมื่อกี๊นี้มือผะ–”

“โธ่ ฮิวงะคุง! นี่ฉันเอง”

เสียงๆเดียวหยุดการกระทำทุกอย่างได้…

เสียงของไอดะ ริโกะ…

ไฟห้องแล็บชีวฯสว่างขึ้นมาในทันที หลังจากที่มีคนคลำหาสวิตช์ไฟเจอ ฮิวงะแยกตัวออกจากคิโยชิด้วยใบหน้าแดงก่ำก่อนจะรีบโวยวายกลบเกลื่อน

“นี่มันหมายความว่ายังไง พวกเราค้นหาไปทั่วโรงเรียนแล้วนะ ไม่เห็นเจออะไรที่เธอเอามาซ่อนไว้เลย!!! แล้วนี่เธอมาทำอะไรตรงนี้…”

“ก็ฉันไม่ได้ซ่อนนี่ พวกนายหาเจอได้ก็แปลกแล้ว อ้อ ที่มาอยู่ตรงนี้ก็เพราะรอพวกนายที่โรงยิมนานมาก ทำไมไม่เห็นมีใครมาซักคนเลยยะ มันเกินเวลาที่นัดไว้มาตั้งครึ่งชั่วโมง….”

“งั้นก็สรุปว่าไม่มีอะไรสินะ”

“ใช่ ฉันไม่ได้ซ่อนสมบัติไว้ แต่สมบัติของเซย์รินน่ะมีอยู่ตั้งแต่ทีแรกแล้ว” ริโกะยิ้มอ่อนๆ ก่อนจะเฉลยคำพูดที่ค้างคาด้วยเสียงดังฟังชัด

“สมบัติของเซย์รินน่ะ ก็คือพวกนายทุกคนยังไงล่ะ”

“………”

“ที่จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมา ครึ่งนึงคืออยากให้พวกนายแหกปากบ้างจะได้หายเครียด ส่วนอีกครึ่งก็แค่อยากบอกพวกนายอย่างนี้”

“ริโกะ…”

ฮิวงะกำลังซึ้ง เพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆต่างก็กำลังหาหาคำพูดหลังจากที่อินกับคำพูดของโค้ชสาวอยู่

“ฮิวงะ..” จู่ๆคิโยชิก็ก้มลงกระซิบข้างหูอีกคน ริมฝีปากเผยอขึ้นลงช้าๆ

“พวกเราเป็นสมบัติของทีม แต่นายล่ะ สนใจเป็นสมบัติของฉันมั้ย”

“อะ… ไอ้เจ้าบ้าคิโยชิ!!!!” ฮิวงะเผลอตะโกนออกมาเสียงดัง ส่วนคิโยชิยิ้มร่า ท่ามกลางสายตางุนงงของหลายๆคนที่มองมา อิสึกิมองฮิวงะแล้วเริ่มเล่นมุกแป้กให้ฟุคุดะ คาวาฮาระ ฟุริฮาตะ และสึจิดะฟัง คุโรโกะกำลังปลอบขวัญคากามิที่นังคงช็อกอยู่ ส่วนโคงะกำลังชี้ไม้ชี้มือไปที่ฮิวงะแล้วหัวเราะก๊ากกับมิโตเบะ

ริโกะมองภาพเหล่านั้นแล้วยิ้มออกมา

“เอ้า กลับกันเถอะ”

นี่ล่ะ สมบัติล้ำค่าแห่งเซย์ริน…

ในขณะที่คิโยชิเองก็เหลือบมองฮิวงะแล้วยิ้มออกมาเช่นกัน

นี่ล่ะ สมบัติล้ำค่าของเขา..

…………..

อร๊ายยยย จบแล้วค่ะฟหหกฟดดฟดฟแงงงง ขอบคุณเพลงคำตอบของหัวใจ โดยคุณปั๊ป โปเตโต้ด้วยนะคะ 555555 เป็นตอนที่พยายามคิดสุดๆว่าจะเขียนยังไงดีให้มันตลกๆ แต่สุดท้ายก็ออกมาเป็นแบบนี้|||Orz ตอนนี้ได้รับอิทธิพลมาจากดราม่าซีดีเยอะอยู่ค่ะ ตอนที่ตามหาเบอร์สองในโรงเรียนกันนั่นเอง พี่ฮิวงะกลัวผีได้น่ารักมากค่ะแงงงง ฟฟฟฟฟฟฟ โอยยย อยากสครีมอีกหลายๆรอบ แต่คิดว่าอย่าดีกว่า เอาเป็นว่าขอให้สนุกกับฟิคนะคะ เรื่องหน้าเจอกันค่า ฟฟฟฟฟ

KnB FanFiction [ Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei ] ‘a rainy day’

*ฟิคเก่าย้ายจากDek-Dค่ะ

KnB FanFiction

Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei

‘a rainy day’

……..

สำนวนภาษาอังกฤษแอบซ่อนอยู่รอบตัวเรามากมาย แม้แต่วลีธรรมดาอย่าง’a rainy day’ก็ยังเป็นสำนวนที่แปลว่า’ช่วงเวลาที่ขัดสน,วันที่ยากลำบาก’ แต่’a rainy day’ของใครบางคนอาจไม่ได้มีความหมายโดยนัยหรือมีความหมายลึกซึ้งอะไรขนาดนั้น

ก็แค่วันธรรมดาๆที่มีฝนตก แล้วได้เดินกลับบ้านพร้อมกับใครอีกคน ภายใต้ร่มคันเดียวกันเท่านั้นเอง…

……..

ณ บริเวณตู้เก็บรองเท้าโรงเรียนมัธยมปลายเซย์ริน

“อา.. ฝนดันตกซะได้นะ”

คิโยชิ เท็ปเปย์เหม่อมองท้องฟ้าแล้วพึมพำออกมาเบาๆ ก็รู้อยู่ว่าช่วงนี้เป็นหน้าฝน แต่เขาก็ยังคงลืมเอาร่มมาอยู่ดี เห็นทีว่าคงไม่แคล้วว่าต้องเดินตากฝนกลับบ้านเสียแล้ว

ทั้งๆที่วันนี้เลิกซ้อมเร็วแท้ๆเชียว แทนที่จะได้เดินกลับบ้านสบายๆไหงถึงกลายเป็นว่ามีอุปสรรคอย่างอื่นเสียได้..

“ลืมเอาร่มมาเรอะ งั้นก็กลับด้วยกันสิ”

คิโยชิหันไปมองเจ้าของน้ำเสียงคุ้นเคยแล้วยิ้มกว้าง กัปตันเซย์รินยืนเอาร่มพาดไหล่ไว้ขณะที่เริ่มบ่นด้วยน้ำเสียงเอือมระอา

“ให้ตายสิ แค่ร่มยังลืมเลยนะเนี่ย นี่มันหน้าฝนนะหัดจำๆไว้ซะบ้างสิ ถ้าตัวเปียกกลับบ้านไปมีหวังไม่สบายกันพอดี!”

“แต่นายเองก็ลืมเอาร่มมานี่นา… นั่นน่ะเพิ่งซื้อที่ร้านสะดวกซื้อเมื่อเช้าสินะ ที่นายมาซ้อมเกือบไม่ทันเวลา…”

“ช่างมันเถอะน่า!! ยังไงก็ทั้งมาทันทั้งมีร่ม ผลลัพธ์ก็ออกมาดีนี่นา!!! พูดมากเดี๋ยวปั๊ดให้เดินตากฝนกลับซะเลย!” ฮิวงะ จุนเปย์โวยวายเสียงดังก่อนจะกางร่มเตรียมพร้อมรับมือกับเม็ดฝน แต่มือใหญ่ของคิโยชิกลับดึงสายสะพายกระเป๋าของอีกฝ่ายไว้จนร่างของคนถูกดึงเซถลาไปชนกับตน

“ฮิวงะ ปิดซิปกระเป๋าไม่แน่นนะ” ว่าแล้วเซ็นเตอร์ของทีมก็ก้มลงไปปิดกระเป๋าให้คนตัวสูงน้อยกว่า เจ้าของกระเป๋ารู้สึกหน้าร้อนวาบกับการเอาใจใส่ของคนตัวใหญ่ แต่ก็สามารถเรียกสติของตนกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว

“ฉันว่าเรารีบกลับกันดีกว่านะ วันนี้ยัยนั่นอุตส่าห์ให้เลิกเร็วทั้งที รีบๆกลับไปพักเหอะ”

“อื้ม เข้าใจแล้วล่ะ” คิโยชิยิ้มซื่อขณะมองเจ้าของร่มจัดการกับร่มใสร้านสะดวกซื้อ นัยน์ตาสีอ่อนเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน แต่เป็นความอ่อนโยนที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง แตกต่างจากเวลาที่เขามองคนอื่น…

ความรู้สึกที่เรียกว่าความรัก..

ฮิวงะที่กางร่มเรียบร้อยแล้วกระตุกแขนเสื้อคิโยชิเบาๆ สองหนุ่มนักบาสผลักประตูกระจกใสออกไปสูดกลิ่นชื้นของสายฝนที่กระหน่ำตกลงมา เนื่องจากร่มไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก และไซส์ตัวของคิโยชิค่อนข้างสูงใหญ่กว่ามาตรฐานคนญี่ปุ่นธรรมดาๆ ทั้งคู่จึงต้องเดินเบียดกันภายใต้ร่มคันเดียว ซึ่งทำเอาคนผมดำหัวใจเต้นตึกตัก

แต่ทั้งๆที่เป็นอย่างนั้น จู่ๆกัปตันทีมกลับรู้สึกว่าคนข้างๆไม่ค่อยเดินเบียดตนเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว ดีไม่ดียังคอยดึงตัวเขาให้เข้ามาอยู่ในร่มมากขึ้น

ฮิวงะหันขวับไปมองคนตัวสูงที่ยืนอยู่ข้างๆอย่างนึกสงสัย ก่อนจะอ้าปากค้างแล้วรีบดึงอีกฝ่ายเข้ามาในร่มทันทีเมื่อพบคำตอบที่ทำให้ตนข้องใจ

“ไอ้บ้า!! อย่าออกไปนอกร่มสิฟะ เห็นมั้ยว่าเปียกไปครึ่งซีกแล้วเนี่ย!” เจ้าของร่มโวยวายเสียงดังใส่คนเปียกที่ได้แต่ยิ้มน้อยๆแล้วตอบไปว่า

“แต่ถ้าไม่ทำอย่างนี้ฮิวงะจะเปียกเอานะ ดูสิ ฝนกระเด็นโดนไหล่ขนาดนั้น”

ฮิวงะเหลือบมองเสื้อนักเรียนตัวเองแล้วคิ้วกระตุก โอเค เสื้อเขาเปียกก็จริง แต่ถ้าเทียบกับคนที่เปียกไปครึ่งตัวแล้วมันก็เทียบกันไม่ได้อยู่ดี!

“แล้วนายไม่ยิ่งกว่าเรอะ?!! ให้ตายสิ ทำอะไรไม่คิดจริงๆ…” เจ้าของความสูง178เซนฯถอนหายใจเฮือกใหญ่กับการกระทำของอีกฝ่าย แต่คนถูกบ่นกลับยิ้มกว้างรับคำบ่นของอีกคนเต็มที่

“ฮิวงะเป็นห่วงฉันสินะ ดีใจจังเลยแฮะ”

“ก็ต้องเป็นห่ว– เฮ้ย ใครเป็นห่วงแกกันฟะ!! ไม่ได้เป็นห่วงซะหน่อย ก็แค่เป็นคนมีมนุษยธรรม!!” ฮิวงะที่เรียกสติตนเองกลับมาได้ทันเถียงฉอดๆ ไม่มีทางที่คนเป็นกัปตันอย่างเขาจะยอมรับว่าเป็นห่วงอีกฝ่ายง่ายๆหรอก เสียฟอร์มหมด!! แล้วก็ไม่มีทางยอมให้รอยยิ้มของอีกฝ่ายมาละลายหัวใจตัวเองง่ายๆหรอก…

เพราะงั้นถึงได้ไม่กล้าพูดอะไรให้อีกฝ่ายได้ใจแล้วยิ้มออกมาบ่อยๆ แบบนั้นมันเป็นการทำร้ายหัวใจตัวเองทางอ้อมชัดๆ เต้นบ่อยขนาดนั้นขืนหลุดจากอกมาชมโลกภายนอกจะทำยังไง?!!

“ฮิวงะนี่ปากหนักจริงนะ” คิโยชิเอ่ยยิ้มๆขณะลอบมองใบหน้าที่เริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆของอีกฝ่าย

อีกแล้ว.. ฮิวงะทำตัวน่ารักอีกแล้ว…

ทำไมถึงได้ทำอะไรก็น่ารักไปหมด…

คิโยชิและฮิวงะต่างเดินเงียบๆเพราะแต่ละคนกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด แต่จู่ๆเสียงจากโลกภายนอกก็ดูเหมือนจะเรียกสติคนใส่แว่นให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ชู้ตติ้งการ์ดคนเก่งเหลือบมองต้นเสียงที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ คู่รักหนุ่มสาวมัธยมต้นเดินจับมือกันแน่น ทั้งสองคนเบียดตัวกันอยู่ภายในร่มคันเดียวกันเช่นเดียวกับเขาและคิโยชิ

“…..” ฮิวงะมองส่งแผ่นหลังของคนทั้งคู่ไปจนสุดสายตาก่อนจะตัดสินใจทำตามเด็กรุ่นน้องสองคนนั้นบ้าง

แต่ก็ไม่กล้า สุดท้ายก็ได้แต่ทำในสิ่งที่คล้ายกันแทน…

“หือ ฮิวงะ..?”

คิโยชิมองมือของอีกคนที่ตอนนี้กำแขนเสื้อนักเรียนของตนไว้แน่น ถึงแม้จะไม่เข้าใจว่าฮิวงะคิดจะทำอะไร แต่ที่แน่ๆเขารู้ว่าท่าทางของอีกฝ่ายตอนนี้น่ารักน่าเอ็นดูเหมือนเด็กๆมาก

“ก็แค่กลัวว่านายจะออกไปตากฝนอีก… เลยจับไว้แน่นๆ..”

กัปตันเซย์รินบ่นงึมงำในลำคอ ขณะเดียวกันก็เบือนหน้าหนีเพื่อนซ่อนหน้าแดงๆของตนจากอีกฝ่าย คนถูกจับเสื้อเบิกตากว้าง ร่มในมือที่อาสาถือให้แทบจะหล่นลงกับพื้น

น่ารัก…….

ฮิวงะ… น่ารักจัง…

“ฮิวงะ..”

“…อะไรฟะ?”

“ปล่อย…”

“เฮะ..?”

“ปล่อยเถอะ”

คิโยชิพูดพลางทำหน้าจริงจัง ฮิวงะหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยก่อนจะยอมปล่อยแขนเสื้อของอีกฝ่ายแต่โดยดี แต่ทันทีที่แขนเสื้อของคนตัวใหญ่เป็นอิสระ มือใหญ่ของเซ็นเตอร์เซย์รินก็คว้าหมับเข้าที่มือของคนใส่แว่น ก่อนที่ใบหน้าคมคายจะก้มลงมากระซิบข้างๆหูคนตัวเล็กกว่า

“ฉันอิจฉาแขนเสื้อนะ จับมือกันอย่างนี้ดีกว่า”

“อะ… ไอ้บ้า!!!”

ท่ามกลางหยาดฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด หนุ่มนักบาสสองคนเดินจับมือภายใต้ร่มคันเดียวกัน แบ่งปันไออุ่นซึ่งกันและกันในวันที่หนาวเย็นเพราะไอฝน

บางครั้งชีวิตของคนเราก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้ ขอแค่ให้ได้มีความสุขกับชีวิตประจำวันธรรมดาๆ และมีใครอีกคนเดินจับมือเดินเคียงข้างกันไปนานๆก็เพียงพอแล้ว…

……

แด่วันธรรมดาที่ฝนตก วันธรรมดาที่มีความสุขของคนสองคน

วันฝนตกที่เป็นแค่วันฝนตกธรรมดาๆ ไม่มีสิ่งใดแอบแฝงอยู่

วันธรรมดาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก..

……

ไม่ต่องสงสัยค่ะว่าทำไมสั้น คือสั้นอย่างนี้ทุกฟิค ฟฟฟฟฟ แรงบันดาลใจจากฝนคลุงที่อยู่ดีๆก็ตกค่ะ ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ❤️

KnB FanFiction [ Kiyoshi Teppei , Hyuuga Junpei & Izuki Shun] “ใกล้แค่ไหนก็คือไกล”

KnB FanFiction

Kiyoshi Teppei , Hyuuga Junpei & Izuki Shun

“ใกล้แค่ไหนก็คือไกล”

…..

“อิซึกิ”

“ฮื่อ เดี๋ยวทำเวรเสร็จแล้วจะรีบไป ฝากบอกริโกะด้วยล่ะว่าไม่สายแน่ๆ” เจ้าของชื่อพยักหน้าก่อนจะลงมือกวาดขยะบนพื้นห้องเรียนต่อ เมื่อเห็นอีกฝ่ายเข้าใจคำพูดของตนผิด ฮิวงะ จุนเปย์จึงรีบแก้ไขความเข้าใจผิดของเพื่อนร่วมทีมทันที

“ไม่ใช่อย่างนั้นเฟ้ย วันนี้ริโกะบอกว่าให้งดซ้อมตอนเย็นหนึ่งวัน” กัปตันเซย์รินเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติในแบบฉบับของตนพร้อมๆกับเดินไปนั่งที่โต๊ะนักเรียนว่างๆตัวหนึ่ง

“รีบๆเข้าล่ะ”

“เข้าใจแล้ว”

ฮิวงะมองอิซึกิกวาดห้องต่อไปเรื่อยๆ ทักทายเวรในห้องคนอื่นๆบ้างเล็กน้อย นัยน์ตาสีเข้มหลังเลนส์แว่นเหม่อมองไปยังร่างของรองกัปตันที่ไม่ว่าจะทำกริยาอะไรก็เรียกได้ว่างดงาม ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ฮิวงะ จุนเปย์ไม่ได้มองว่าอิซึกิ ชุนเป็นแค่เพื่อนสนิทอีกต่อไป หากแต่มองในฐานะของคนที่กำลังมีความรัก…

ความรักเป็นสิ่งที่งดงาม แต่ยิ่งรักมากกลับยิ่งเจ็บมากเป็นเท่าตัว

อิซึกิ…ดวงจันทร์ของเขาอยู่ตรงนั้น อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับห่างไกลเหลือเกิน

ถึงแม้จะไม่มีใครมองเห็นในเวลาที่ท้องฟ้าเจิดจ้าและในคืนที่มืดมิด แต่ฮิวงะกลับมองเห็นดวงจันทร์ทุกเวลา มองเห็นอยู่เสมอ นีล อารม์สตรองเดินทางไปดวงจันทร์ ได้ไปสัมผัสพื้นผิวดวงจันทร์ทั้งๆที่ระยะทางไกลจากโลกมาก แต่อิซึกิ…ดวงจันทร์ที่อยู่ข้างๆกายเขา ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร เขากลับไม่เคยได้ย่างกรายเข้าไปในหัวใจของอีกคนเลย

นัยน์ตาคมสวยของอิซึกิจับจ้องไปที่แผ่นหลังของใครบางคนตลอดเวลา ใครบางคนที่ไม่ใช่เขา…

“อยู่ที่นี่เอง ฮิวงะ กลับกันเถอะ”

“คิโยชิ…”

“อ้าว อิซึกิ ทำเวรอยู่เหรอ อย่างนี้นี่เอง..” คิโยชิ เท็ปเปย์พยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะเดินไปนั่งข้างๆฮิวงะ

“เย็นนี้เดินกลับด้วยกันทั้งหมดเลยนะ”

“นายกลับไปก่อนก็ได้นะเฟ้ย คงอีกนานล่ะมั้งนั่–”

ฮิวงะยังพูดไม่ทันจบอิซึกิก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน

“ไม่หรอกๆ จะเสร็จแล้วล่ะ กลับด้วยกันก็ได้”

“……” ฮิวงะเหลือบมองนัยน์ตาของอิซึกิที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยตั้งแต่คิโยชิปรากฏตัว

นี่ไง สาเหตุหลักๆที่ทำให้เขาไม่ค่อยชอบขี้หน้าคิโยชิเท่าไหร่…

ก็อิซึกิน่ะ…ชอบคิโยชินี่นา…

บ้าชะมัด…คว้าไว้ไม่ได้อีกแล้ว…

ต่อให้ตั้งใจวิ่งแค่ไหนก็ไม่สามารถลดระยะห่างระหว่างหัวใจของทั้งเขาและอิซึกิลงได้….

ฮิวงะหน้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เจ้าตัวก็ฝืนสีหน้าด้วยการหันมาเขม่นใส่คิโยชิชั่วครู่ก่อนจะหันหน้าหนี แสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เซนเตอร์ร่างยักษ์กระพริบตาปริบๆ ฮิวงะเนี่ยน้า…ทำไมชอบทำให้เขากลุ้มใจอยู่เรื่อย..

แต่ถึงอย่างนั้น…

น่า…รัก…

แต่ว่านะเป็นไปไม่ได้หรอก… ไม่ว่าจะยังไงก็เป็นไปไม่ได้…

คิโยชิตระหนักได้ดีถึงเรื่องนี้ ขนาดNASAยังไม่สามารถทำโครงการลงจอดบนดวงอาทิตย์ แล้วอย่างเขาจะเขาไปอยู่ในใจของคนที่สว่างจ้าเหมือนพระอาทิตย์อย่างฮิวงะได้อย่างไร ถึงแม้จะได้สัมผัสกับความอบอุ่นของดวงอาทิตย์อยู่ทุกวัน แต่สุดท้ายแล้ว หัวใจของเขาก็ต้องทนหนาวเหน็บอยู่กับความหวังลมๆแล้งๆที่ไม่มีวันเป็นไปได้…

ก็เพราะฮิวงะน่ะ…ชอบอิซึกินี่นา…

เพราะว่าฮิวงะชอบอิซึกิ เขาถึงได้รู้สึกหนาวเหน็บอยู่อย่างนี้ ทั้งๆที่อยู่ด้วยกันตลอดเวลาแท้ๆ แต่ใจของฮิวงะกลับมีแต่อิซึกิตลอดเวลา..

หนาวเหลือเกิน…

หนาว…

คิโยชิฝืนยิ้มเศร้าๆปลอบใจตัวเอง โดยที่ไม่รู้ตัวแม้แต่นิดว่ามีนัยน์ตาคมคู่หนึ่งกำลังแอบมองตนอยู่ ทุกอากัปกิริยาที่แสดง ทุกหน่วยอารมณ์ที่สื่อผ่านใบหน้า ดวงตา ริมฝีปาก…

ความรู้สึกที่ไม่ต่างอะไรไปจากอิซึกิในตอนนี้…

น่าแปลกนัก…

ทั้งๆที่ต้นไม้ใหญ่ไม่มีวันเคลื่อนที่ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา อิซึกิกลับพบว่าต้นไม้ไม่ได้อยู่กับเขาเลย เขายืนอยู่ในเงาของร่มไม้มาโดยตลอด แต่เขาไม่ได้ยืนอยู่ใต้ร่มไม้สีเขียวขจี ราวกับต้นไม้นั้นยืดเงามาบังแสงให้เขาเพียงอย่างเดียว…

ไม่เคยได้รับรู้ถึงความสดชื่นและความมีชีวิตชีวาที่แผ่ออกมา

สัมผัสได้เพียงแต่ความว่างเปล่าและความเจ็บปวดในหัวใจของตนเอง…

นั่นก็เพราะว่าคิโยชิน่ะ…ชอบฮิวงะ…

ทำไมคนที่ยืนอยู่ใต้ร่มไม้ถึงเป็นฮิวงะ ทำไมถึงไม่ใช่เขา…

อยากจะเล่นมุกตอนนี้ให้ตัวเองขำ แต่ตอนนี้สมองของเขาตื้อตันเหลือเกิน…

“เสร็จแล้วล่ะ”

ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัดเพราะสมาขิกทีมเซย์รินทุกคนล้วนจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง เพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆของอิซึกิวางมือจากอุปกรณ์ทำความสะอาดแล้วพากันแยกย้ายกลับบ้านไปตามปกติ คิโยชิได้สติก่อนเป็นคนแรกจึงสะกิดฮิวงะเบาๆแล้วเรียกชื่ออิซึกิ อิซึกิรีบเก็บของแล้วจึงเดินตามฮิวงะและคิโยชิที่เดินออกมารอข้างนอกห้องอยู่ก่อนแล้ว

“เอ้า กลับกันเถอะนะ”

“ฮื่อ”

เสียงฝีเท้าของสามสหายค่อยๆเบาลงเรื่อยๆจนกระทั่งเหลือเพียงแต่ความเงียบ และความเจ็บปวดของความรักที่ไม่มีวันเป็นจริงได้

คิโยชิ ฮิวงะ และอิซึกิ ภายใต้หน้ากากที่ปกปิดความเจ็บปวด พวกเขายังคงทำตัวไปตามประสาเพื่อนรักเยี่ยงปกติ ถึงแม้จะอยู่ใกล้กันแค่ไหน แต่ความจริงแล้ว…ความรู้สึกของพวกเขา…ช่างห่างไกลกันเหลือเกิน…

……….

จบไปแบบงงๆนะคะฟฟฟฟฟ เป็นฟิคที่ได้ไอเดียมาจากวิชาโลกและดาราศาสตร์ค่ะ.____. ช่วงที่คิดได้เป็นช่วงที่กำลังอยู่ในมรสุมแกทแพทแต่ที่โรงเรียนก็ดันสอบย่อยวิทย์ค่ะ ก็เลยต้องวางหนังสือแล้วมานั่งอ่านแทน แล้วพออ่านๆไปเรื่อยๆก็เริ่มเกิดจินตนาการฟุ้งซ่านค่ะ แล้วก็แตกแขนงมาเรื่อยๆจนกลายเป็นฟิค…ไม่สิ อาจจะไม่ใช่ฟิค เหมือนกับเป็นการนำเสนอแง่มุมความเจ็บปวดของแต่ละคนมากกว่า ทำไมมันช่างเวิ่นเว้อขนาดนี้ฟฟฟฟฟฟ

ยังไงก็ตาม ขอให้สนุกกับ..เอ่อ เรื่องเวิ่นเว้อในช่วงแกทแพทที่ดองเค็มมาเขียนช่วงหลังกีฬาสีนะคะ:)

แด่ ‘เขา’ พระอาทิตย์แห่งเซย์ริน #HBDtoHyuugaJunpei16/5/14

แด่ ‘เขา’ ….พระอาทิตย์แห่งเซย์ริน

………

ทินกรลีลาศรับอรุณ

อ่อนละมุนยามเช้าจิตแจ่มใส

ถึงเที่ยงวันรุ่มร้อนหฤทัย

ตกเย็นไปทอแสงนวลชวนจับตา

หน้าที่ของดวงตะวันคือสาดแสง

กระตุ้นแรงทั้งกายใจให้หรรษา

เป็นศูนย์กลางสรรพสิ่งชั่วทุกครา

แต่ทว่าใครใคร่รู้ถึงจุดดำ

ภายใต้แสงร้อนแรงดั่งเพลิงโหม

มันซ่อนโฉมปิดกายาไม่น่าขำ

จุดสีดำคือกังวลฝังจิตจำ

ยังคงย้ำย่ำเหยียบเฝ้าเตือนใจ

หากจะเปรียบหนึ่งอาทิตย์หนึ่งมนุษย์

เหมาะสมสุดคือฮิวงะจุนเปย์ไหม

เป็นกัปตันเซย์รินนามเกรียงไกร

ชู้ตลงไปสามแต้มคะแนนดี

หนุ่มSGเบอร์สี่ผู้สวมแว่น

วิ่งโลดแล่นเล่นเก่งสมศักดิ์ศรี

ชายผมดำผู้จริงจังทุกนาที

คลัชต์ไทม์นี้จบทุกอย่างเพียงดัดคอ

เรย์อัลเลนฟิคเกอร์และนัตโตะ

อิสึกิริโกะเพื่อนรักหนอ

คิโยชิมิตรซื่อตรงไม่คดงอ

ไม่รีรอเป็นผู้นำให้ทุกคน

ทั้งลูกทีมเพื่อนสนิทเขาแอบห่วง

แคร์ทุกช่วงแต่ภายนอกทำไม่สน

ทั้งที่ใจกังวลยิ่งชีพตน

ดูชอบกลแต่ผู้อื่นกลับเข้าใจ

เป็นศูนย์กลางลูกทีมทุกชีวิต

ใครจะคิดเคยนึกเคยสงสัย

เป็นผู้นำต้องแบกรับสิ่งใด

หนักเพียงไรซ่อนไว้เสมอมา

ความกังวลฝังอยู่ทั่วทั้งจิต

เหนื่อยเนืองนิตย์เมื่อยล้าทั้งแขนขา

อยากจะล้มตัวนอนแล้วหลับตา

ลืมบรรดาภาระถ่วงหัวใจ

แต่ทว่าทำได้เพียงนึกคิด

ผิดจริตห้ามตนไว้มิเฉไฉ

เพราะหน้าที่นั้นเหนือสิ่งอื่นใด

เพื่อชิงชัยไขว่คว้าฝันแต่โดยดี

ท่ามกลางความหาญกล้าที่แผดเผา

ความขลาดเขลาหลบซ่อนเพราะศักดิ์ศรี

ไม่สำแดงออกมาทางวจี

แต่เพื่อนซี้รู้ได้โดยฉับพลัน

เป็นธรรมดาที่ตื่นสนามแข่ง

ต้องแก่งแย่งชิงมาซึ่งความฝัน

แบกความหวังแบกรับชื่อกัปตัน

สิ่งเหล่านั้นคือภาระของจุนเปย์

จุดดำคือความกังวลในหน้าที่

ทำไม่ดีกลัวว่าพาทีมเป๋

หลังจากที่เดินตรงอาจเดินเซ

ทีมรวนเรเพราะผู้นำไม่เก่งจริง

แต่สุดท้ายกัปตันได้เรียนรู้

จงต่อสู้แต่อย่าแบกซึ่งทุกสิ่ง

ไม่มีใครอยากสบายเป็นเหมือนปลิง

ต่างอยากเหนื่อยช่วงชิงนำชัยมา

อยากเล่นบาสที่เปี่ยมด้วยความสุข

สุดสนุกกับผองเพื่อนคนหรรษา

ทีมเซย์รินอยู่ด้วยกันมีแต่ฮา

แต่บางครามุกก็แป้กไปบ้างเอย

…………

จบแบบกากๆค่ะแงงง ถถถถถ อารมณ์ชั่ววูบโดยแท้ |||Orz ขอให้อ่านแล้วเข้าใจนะคะ แค่นั้นเราก็ดีใจแล้ววว~

KnB FanFiction [ Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei ] ‘LOVE’

*ฟิคเก่าย้ายจากDek-Dค่ะ

KnB FanFiction

Kiyoshi Teppei X Hyuuga Junpei

‘LOVE’

……

วันนี้ก็ยังคงเป็นหนึ่งวันธรรมดาๆสำหรับฮิวงะ จุนเปย์ นักเรียนปี2 กัปตันชมรมบาสเก็ตบอลเซย์รินที่ใช้ชีวิตเยี่ยงนักเรียนม.ปลายทั่วไป ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี เวลาว่างส่วนใหญ่ก็อุทิศให้กับกิจกรรมชมรม ไม่ต่างจากนักเรียนคนอื่นๆ

และแม้แต่เรื่องรักๆในวัยเรียนก็ยังธรรมดาได้อย่างน่าอัศจรรย์…

ไม่ใช่ความรักที่พระ-นางฐานะแตกต่างกัน ไม่ใช่ความรักของคนที่อยู่ไกลกันแต่กลับโคจรมาใกล้เพราะพรหมลิขิต แต่เป็นความรักแบบธรรมดาที่หาได้ทั่วไป…

‘…รักที่เกิดจากความใกล้ชิดและความเชื่อใจ…’

เสียงลูกบาสตกกระทบพื้นดังก้องไปทั่วโรงยิมของโรงเรียนมัธยมปลายเซย์ริน เหล่าสมาชิกชมรมบาสเก็ตบอลต่างมีสมาธิอยู่กับเกมส์ โดยมีเด็กสาวคนเดียวในชมรมยืนมองการฝึกซ้อมอยู่เงียบๆ ข้างๆกันนั้นมีนักเรียนชายสวมแว่นยืนกอดอกทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่…

ใช่ ทุกคนยกเว้นกัปตันทีมเซย์รินกำลังเล่นบาสกันอย่างสนุกสนาน…

“ให้ตายสิ! ทำไมฉันถึงลงไปเล่นกับพวกมันไม่ได้ล่ะฟะ ริโกะ!?”

“แล้วใครใช้ให้นายทำแว่นหายกันล่ะยะ!!! พอไม่มีแว่นปุ๊บส่งบอลก็พลาด ชู้ตก็ไม่ลง ทีมเสียกระบวนหมด!!!”

“นะ หนวกหูเฟ้ย!! ยังไม่หายซะหน่อย แค่ลืมเฉยๆว่าวางไว้ที่ไหน!!” ฮิวงะสวนกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้แม้ว่าจะมองไม่เห็นลู่ทางที่จะชนะก็ตาม

“ไม่เอาน่า ฮิวงะ อย่าอารมณ์เสียไปเลยนะ”

จู่ๆร่างสูงใหญ่ของผู้เล่นเบอร์7ก็เดินเข้ามาตบไหล่ของกัปตันเซย์รินอย่างคุ้นเคย เหงื่อที่ชโลมไปทั่วร่างของอีกฝ่ายทำให้ฮิวงะ จุนเปย์เลิกสนใจที่จะดังทุรังเถียงกับโค้ชสาวแล้วส่งผ้าขนหนูให้อีกฝ่าย

“เอ้า! รับไปสิคิโยชิ”

“อื้ม! ขอบคุณนะ” คิโยชิ เทปเปย์ยิ้มร่าขณะรับผ้าขนหนูมาจากร่างเล็กกว่าที่ไม่ใส่แว่นดังเช่นปกติ โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาเกือบสิบคู่คอยจ้องมองพวกเขาอยู่…ซึ่งเจ้าของสายตาเหล่านั้นก็คงหนีไม่พ้นสมาชิกในทีมรวมทั้งโค้ชริโกะเองด้วย

“พวกรุ่นพี่ยังสนิทกันดีเหมือนเดิมเลยนะครับ” คุโรโกะ เท็ตสึยะ หนุ่มน้อยม.ปลายผู้จืดจางที่สุดในทีม(และในเรื่อง)เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มๆสุภาพเรียบร้อย ขัดกับน้ำเสียงร้อนรนระคนตกใจของกัปตันไร้แว่นที่ดังขึ้นแทบจะในทันที

“คุโรโกะ?! นี่นายอยู่ตรงนี้ด้วยเรอะ!!!”

“อยู่มาตั้งแต่แรกแล้วล่ะ…ครับ!” คากามิ ไทกะ เด็กหนุ่มร่างใหญ่ผมสีเพลิงผู้เป็นเพื่อนสนิทกล่าวเสริม ตามมาด้วยอิสึกิ ชุน เด็กหนุ่มปี2ผมดำ เจ้าของฉายา’eagle eyes’ที่เดินมาตบบ่าเพื่อนสนิทเป็นเชิงปลอบแล้วเล่นมุขหน้าตายใส่

“แว่นตาหายน่ะไม่เป็นไร แต่ดูแลแว่นใจให้ดีๆด้วยล่ะ”

“แว่นใจอะไรของนายฟะ อิสึกิ!! นั่นมุขเรอะ..!”

“เอาน่า.. ฮิวงะ กลับกันดีกว่านะ” คิโยชิยิ้มร่าพลางโอบไหล่ร่างสูง(น้อยกว่าตน)อย่างสนิทสนม ฮิวงะได้แต่เหลือบมองแขนของร่างใหญ่อย่างเคืองๆแต่ก็ยอมยืนนิ่งๆให้อีกฝ่ายโอบ

“ให้เวลาเปลี่ยนเสื้อ5นาที! เกิน5นาทีฉันไม่รอ!”

สิ้นเสียงกัปตัยเซย์ริน สมาชิกทุกคนในทีมก็เห็นเซ็นเตอร์ร่างยักษ์รับคำอย่างลนลานแล้วรีบวิ่งเข้าห้องเปลี่ยนเสื้อ ฮิวงะกระตุกยิ้มอย่างพอใจก่อนจะหันไปพูดกับสมาชิกในทีมที่เหลือ

“พวกนายเองก็รีบไปเปลี่ยนเสื้อเถอะ จะได้กลับกันซะที ความจริงฉันแกล้งไอ้คิโยชิมัน พวกนายจะเปลี่ยนกันกี่นาทีก็ได้แต่ขอให้เร็วๆหน่อย เดี๋ยวฉันรอ”

“วันนี้ผมกับคากามิคุงขอแยกกลับนะครับ กัปตัน” คุโรโกะเอ่ยขณะที่นั่งยองๆเล่นกับเบอร์2

“ทำไมล่ะ?” กัปตันเซย์รินถามงงๆ ขณะที่ลูกทีมคนอื่นเองก็เริ่มขอแยกกลับบ้าง

“วันนี้นายไม่ใส่แว่นน่ะฮิวงะ พวกเราจะกลับกับฮิวงะที่ใส่แว่นเท่านั้น เพราะงั้นกลับพร้อมกับคิโยชิไปเถอะ ฮิวงะที่ไม่ใส่แว่นน่ะยังไงก็เป็นได้แค่ฮิวงะเท่านั้น” อิสึกิพูดนิ่งๆ ขณะที่มิโตเบะพยักหน้าหงึกๆเป็นเชิงเห็นด้วย โคงาเนะร้อง’ใช่ๆ’แทรก

“ดะ เดี๋ยวเซ่! เหตุผลบ้าอะไรฟระ ก็แค่ไม่ใส่แว่น แล้วทำไม…?!!”

“กัปตันเซย์รินต้องมีแว่นครับ ถึงจะสมบูรณ์ สรุปก็คือพวกเราไม่กลับพร้อมกัปตันที่ไม่มีแว่นหรอกนะครับ” คุโรโกะเอ่ยนิ่งๆ มีเหล่าบรรดาปีหนึ่งในทีมพยักหน้าสนับสนุน

“เดี๋ยวสิ! ทำไมถึงกลายเป็นว่า ‘ไม่ใส่แว่น’ = ‘ไม่กลับด้วย’ไปซะงั้นละเฮ้ย!! ตรรกะบ้าบออะไรฟะเนี่ย!”

“หนวกหูย่ะ!! ตาคนไร้แว่นอย่างนายน่ะกลับพร้อมกับเท็ปเปย์ไปเลยนะ! อ้าว นั่นไงออกมาพอดี” สิ้นเสียงริโกะ สมาชิกทุกคนพร้อมใจกันหันไปมองผู้เล่นเบอร์7ในชุดนักเรียนที่เดินยิ้มร่าออกมาจากห้องเปลี่ยนเสื้อ ในมือใหญ่ถือกระเป๋าเรียนออกมาด้วยสองใบ

“กลับกันเถอะฮิวงะ ฉันเอากระเป๋าออกมาให้นายแล้วด้วย ตอนอยู่ในห้องได้ยินแล้วล่ะว่าพวกนายจะแยกกลับ งั้นฉันกับฮิวงะกลับก่อนนะ เจอกันพรุ่งนี้” คิโยชิกล่าวลาสมาชิกคนอื่นด้วยรอยยิ้มใจดี(แต่ตอนนี้น่าจะเป็นรอยยิ้มดีใจมากกว่าใจดี…)ก่อนจะกึ่งลากกึ่งจูงฮิวงะออกจากโรงยิมไปในทันที

ฮิวงะที่ถูกจูง(ลาก)ออกไปได้แต่อ้าปากพะงาบๆหมายจะเถียง แต่พอเหลือบไปเห็นสมาชิกในทีมรวมทั้งโค้ชต่างโบกมือบ๊ายบายเขากันอย่างพร้อมเพรียงก็พูดอะไรไม่ออก

ไอ้กลับพร้อมกับคิโยชิน่ะเขาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก! แต่คาใจเรื่องแว่นตามากกว่า! แล้วนั่นอะไร ถึงจะมองเห็นไม่ชัดแต่ก็เห็นนะว่าเจ้าพวกนั้นโบกมือได้พร้อมมาก!! อะไรจะรังเกียจกัปตันไร้แว่นได้ขนาดนี้ฟะ!!

“นี่ คิโยชิ ฉันที่ไม่มีแว่นนี่มันแปลกมากเรอะ…”
กัปตันเซย์รินที่ไม่ได้ตระหนักเลยว่าทุกอย่างเป็นเพียงแผนการของใครคนหนึ่งถามด้วยน้ำเสียงไม่เข้าใจ ฝ่ายคนถูกถามได้แต่ยิ้มบางๆแล้วตอบกลับไปว่า

“ฮิวงะก็คือฮิวงะ ถึงจะไม่ใส่แว่นแล้วเปลี่ยนไปย้อมผมสีส้มกับถือดาบเล่มใหญ่ๆไล่ฟันฮอxโล่ว ฉันก็ยังชอบฮิวงะอยู่นะ ชอบมากที่สุดเลยล่ะ”

“ไม่มีทางเปลี่ยนไปได้ขนาดนั้นหรอกโว้ย! ละ แล้วเมื่อกี๊ที่บอกว่าชอบนี่คืออะไรฟระ! อย่าพูดให้ชวนเข้าใจผิดอย่างนั้นเซ่!”

คิโยชิเหลือบมองคนข้างๆแล้วยิ้มกว้าง ไม่รู้ฮิวงะจะรู้ตัวหรือเปล่านะว่าใบหน้าที่ไร้แว่นนั้นแดงก่ำไปทั้งหน้า เห็นแล้วน่ากด… เอ่ย น่าแกล้งเป็นที่สุด

“ยะ ยิ้มอะไรของแกฟะ?! น่าหมั่นไส้!!” ร่างเล็กกว่าเอาศอกกระทุ้งอีกฝ่ายแรงๆก่อนจะก้าวเดินฉับๆทิ้งอีกฝ่ายไว้เบื้องหลัง แต่มีหรือที่เซนเตอร์ร่างยักษ์จะยอมยืนอยู่เฉยๆ คิโยชิเร่งฝีเท้าให้ทันชู้ตติ้งการ์ดของทีม มือแกร่งคว้าข้อมือของกัปตันไร้แว่น พร้อมๆกับที่รอยยิ้มจริงใจสไตล์คิโยชิปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา

“ไม่ได้พูดชวนให้เข้าใจผิดนะ ฉันชอบนายจริงๆนะ ทั้งชอบทั้งรักทั้งหลง…”

“?!!!!” คนที่จู่ๆก็ถูกเพื่อนรวมทีมสารภาพรักชะงักค้าง ใบหน้าที่แดงอยู่แล้วยิ่งแดงก่ำขึ้นไปอีก ร่างที่สูงกว่า193เซนฯไม่รอช้า ฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายยังแน่นิ่งอยู่เลื่อนใบหน้าของตนเข้าใกล้อีกฝ่าย

ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ… จนกระทั่งกลีบริมฝีปากของทั้งคู่ประกบกัน…

ลิ้นร้อนค่อยๆสอดเข้าไปในโพรงปากนุ่ม หนุ่มผมดำสะดุ้งกับการจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะตั้งสติแล้วกระทืบเท้าคนฉวยโอกาสอย่างแรงจนอีกฝ่ายเผลอกัดลิ้นตัวเอง และเป็นฝ่ายผละออกไปในที่สุด

“..มันเจ็บนะ ฮิวงะ”

“กะ ก็กระทืบให้เจ็บไงเล่า! ทำบ้าอะไรของนายเนี่ย!! คิโยชิ!?!?”

“ก็จูบไง หรือว่าถ้านายไม่ชอบที่ปากเดี๋ยวฉันเปลี่ยนที่ก็ได้นะ ตรงซอกคอนายเป็นไง”

“ตรงไหนก็ไม่เอาเฟ้ย!!! เดี๋ยวปั๊ดต่อยเลยนี่!” ฮิวงะโวยวายเสียงดังพร้อมกับชูกำปั้นขู่อีกฝ่าย แต่คิโยชิกลับมองร่างเล็กกว่าอย่างนึกสนุก ไม่ได้เกรงกลัวคำขู่ของอีกฝ่ายเลยซักนิด

“ฉันรักนายนะฮิวงะ”

“ตะ แต่ฉันไม่ได้รักแกเฟ้ย!!”

“ฉันรักนายมากๆเลยนะ”

“กะ ก็บอกว่าฉันไม่ได้รักแก!!!”

“อยากทำอย่างอื่นกับนายด้วยนอกจากจูบ”

“เงียบไปเลยเฟ้ย!!”

“ไม่เงียบหรอก จนกว่านายจะยอมรับความจริงว่านายก็รักฉัน” คิโยชิยิ้มระรื่น ฝ่ายฮิวงะที่ลนลานเพราะเขินก็ยังคงปากไม่ตรงกับใจ เถียงอีกฝ่ายต่อไปเรื่อยๆ

“อย่าคิดไปเองสิฟะ!! ใครจะไปชอบไอ้โง่อย่างแกได้เล่า!!!”

“ก็นายไง~ แล้วถ้ายังปากแข็งอยู่อย่างนี้ฉันก็จะพูดต่อไปเรื่อยๆนะ”

“ไอ้บ้า!!! ไปตายที่ไหนก็ไปเลยไป!!”

“ไม่เอาอะ อยากอยู่ข้างๆนายมากกว่า อยู่แล้วมีความสุขยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์อีก”

“ไอ้บ้าคิโยชิ!!!!฿&@@{#%^**$~~||+=={}#%€€$$>>฿&&!!!!!!!!!”

ท่ามกลางความมืดที่เริ่มโรยตัวปกคลุมเมืองทั้งเมือง แสงไฟจากตึกรามบ้านช่องเริ่มดับลง มีเพียงแสงสีนวลจากเสาไฟข้างทางที่ยังคงมอบความสว่างไสวให้กลับตรอกซอกซอยต่างๆ เสียงบอกรักของใครคนหนึ่งดังขึ้นสลับกับเสียงโวยวายของใครอีกคนเป็นระยะๆ จนกระทั่งกัปตันทีมเซย์รินเริ่มหมดแรงจะเถียง ตรงกันข้ามกับเซนเตอร์ร่างใหญ่ใจดีที่ยิ่งพูดยิ่งคึก…

“กะ ก็ได้!! ฉันยอมแล้ว!! แต่นั่นก็เพื่อให้แกเงียบปากนะเฟ้ย!!! ฉันไม่ได้ชอบไม่ได้รักนายเลยซักนิด!!!” ในที่สุดฮิวงะก็ยอมยกธงขาวยอมแพ้ สูดหายใจเข้าลึกๆแล้วค่อยๆอ้าปากพูดอย่างยากลำบาก

“ฉะ..ฉันรักนาย คิโยชิ..” ร่างสูง(น้อยกว่า180เซนฯ)งึมงำเบาๆพร้อมกับก้มหน้างุดคิโยชิยิ้มอ่อนโยนก่อนจะลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ

“ฉันก็รักนายนะ ฮิวงะ”

“เฮอะ.. คิดว่าฉันจะเชื่อนาย100%รึไงกัน”

“…จะว่าไปฮิวงะยังไม่เก็ตมุขแว่นตาแว่นใจสินะ” จู่ๆคิโยชิก็พูดถึงมุขที่อิสึกิเล่นกับตนช่วงเย็น กัปตันเซย์รินเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยสายตาหมั่นไส้เหลือประมาณ

“จะอวดว่านายเข้าใจไอ้มุขนั่นว่างั้นเหอะ”

“ก็ฉันเป็นคนคิดเองนี่นา ก็ต้องเข้าใจอยู่แล้วสิ” ร่างสูงใหญ่เอ่ยยิ้มๆ ทำเอาฮิวงะถึงกับอ้าปากค้าง

“นะ… นี่แกเองเรอะ!!! เจ้าของมุขแป้กที่แท้จริงน่ะ!!!”

“นั่นไม่ใช่แค่มุขหรอกฮิวงะ มันมาจากความรู้สึกของฉันเชียวนะ” เจ้าของมุขยิ้มบางๆก่อนจะคุ้ยของบางอย่างในกระเป๋าแล้วบรรจงสวมให้อีกฝ่ายเบาๆ

“…นี่มันแว่นตาฉันนี่!!!! ฝีมือนายเองเรอะ?!!!” เจ้าของแว่นเริ่มโวยวายใส่เพื่อนร่วมทีมเสียงดัง เพราะหมอนี่ทำให้เขาอดเล่นบาส แถมยังมองเห็นไม่ชัดทั้งวันอีกต่างหาก!!! แถมยังทำให้เขาโทษตัวเองอยู่ได้ตั้งนานว่าไปวางลืมไว้ที่ไหน

“ทีนี้ก็ใส่แว่นตาเรียบร้อยแล้วนะ นายมองเห็นหน้าฉันชัดเจนแล้ว ส่วนแว่นใจ…” คิโยชิก้มหน้าลง ประทับจุมพิตลงบนแผ่นอกข้างซ้ายของฮิวงะ ทำเอาหนุ่มแว่นผมดำยืนแข็งเป็นหิน

“แว่นใจน่ะ… ใส่แล้วจะได้มองเห็นอะไรหลายๆอย่างด้วยหัวใจชัดเจนขึ้น หัวใจนายจะได้มองเห็นความรู้สึกของฉันที่มีต่อนายได้ชัดๆซะทีนะ ฮิวงะ”

“ถึงแม้ตอนนี้นายจะยังไม่เชื่อ แต่ฉันจะค่อยๆทำให้นายเชื่อเอง… ทั้งเชื่อในตัวฉัน แล้วก็เชื่อใจนายเองด้วย…. อย่าปฏิเสธใจตัวเองอีกเลยนะ ฮิวงะ”

“……….”

ไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากฮิวงะ คิโยชิกลับมายืดตัวตรงเหมือนเดิม เซ็นเตอร์ร่างสูงใหญ่ยืนรอดูปฏิกิริยาของอีกฝ่ายอย่างใจเย็น จนในที่สุด กัปตันเซย์รินก็เริ่มขยับตัว ร่างสูง178เซนฯกอดอีกฝ่ายแน่น ซุกหน้าลงกับแผ่นอกแกร่งของอีกฝ่าย

“…รักนายนะ คิโยชิ”

เสียงของฮิวงะเบาหวิว ถึงจะซุกหน้าเพื่อซ่อนหน้าแดงๆของตัวเองไว้แต่ก็ซ่อนหูที่เป็นสีแดงแจ๋ไว้ไม่มิด ฝ่ายถูกสารภาพรักได้แต่กอดตอบอีกฝ่ายแน่นแล้วยิ้มกว้าง

ท่ามกลางความมืดที่เริ่มโรยตัวปกคลุม มีเพียงแสงไฟและแสงจันทร์เท่านั้นที่ยังทำหน้าที่ให้ความสว่างในค่ำคืนที่เงียบสงัด เด็กหนุ่มม.ปลายสองคนที่เพิ่งสารภาพรักกันไปเดินจับมือกันแน่น คนหนึ่งยิ้มหน้าระรื่น อีกคนหน้าแดงแล้วเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ถึงแม้ว่าจะแสดงออกในท่าทีที่แตกต่างกัน แต่กลับทั้งคู่กลับรู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง ที่เปี่ยมล้นอยู่ในหัวใจของทั้งคู่…

‘รัก..’

……………………

LH x SAO FanFiction *Special Fic* ‘Shiroe & Kirito’

LH x SAO FanFiction

*Special Fic*

‘Shiroe & Kirito’

………..

ก่อนหน้าที่Elder TalesและSAOจะกลายเป็นเกมปิดตายที่กักขังผู้เล่นไว้ในเกม มิตรภาพของนักดาบและจอมเวทก็ถือกำเนิดขึ้น ช่วงเวลาที่ได้ต่อสู้ร่วมกันและได้พูดคุยช่วยเหลือซึ่งกันและกันในโลกแห่งความจริงนั้นกลับกลายเป็นความทรงจำดีๆที่ตราตรึงอยู่ในก้นบึ้งหัวใจของทั้งสองตลอดมา…

……..

“เยี่ยม!”

เด็กหนุ่มม.ต้นยิ้มกว้างเมื่อพบว่าศัตรูในเกมออนไลน์ชื่อดัง’เอลเดอร์เทลส์’ระเบิดกลายเป็นเพียงเศษพิกเซล และดรอปไอเทมมากมายไว้ให้เขาและคู่หู

“ทำได้ดีมาก คิริโตะคุง”

เสียงนุ่มๆอันเป็นเอกลักษณ์ของ’ชิโรเอะ’ดังผ่านเฮดโฟนของคิริงายะ คาสึโตะ เด็กหนุ่มผมดำเอ่ยชมกลับไปในลักษณะเดียวกัน

“ชิโระเอะซังเองก็สุดยอดไปเลยครับ ถ้าไม่ได้เวทฮีลเมื่อกี๊ผมเองก็คงไม่รอด ขอบคุณมากนะครับ”

“ฮะๆ ผมแค่ทำไปตามหน้าที่น่ะ”

เสียงจากอีกฝ่ายทำให้เจ้าของยูสเซอร์เนมคิริโตะยิ้มเมื่อจินตนาการภาพชายอ้วนขี้อายที่นั่งยิ้มดีใจอยู่หน้าคอมเมื่อได้รับคำชมที่ไม่ค่อยจะได้รับเมื่ออยู่ในโลกแห่งความจริง

เกมออนไลน์เป็นโลกเสมือนจริงที่เยียวยาคนไร้ประโยชน์ในชีวิตจริงให้มีความมั่นใจมากขึ้น ไม่แปลกที่ผู้คนมากมายต่างหลงใหลที่จะได้มีชีวิตโลดแล่นอยู่ในที่แห่งนี้ เช่นเดียวกับเพลเยอร์คิริโตะ และเพลย์เยอร์ชิโรเอะ

“เอ่อ ชิโรเอะซัง..”

“ว่าไง คิริโตะคุง”

“ความจริงแล้วอาจจะดูเสียมารยาทไปบ้าง แต่ผมอยากนัดเจอกับชิโรเอะซังน่ะครับ คือความจริงแล้วครูประจำชั้นของผมเขาอยากนัดคุยกับผู้ปกครองทุกคนตัวต่อตัว แต่ผมไม่กล้าบอกพ่อแม่…”

พะ…พูดไปจนได้!!

คิริโตะแทบจะเอาหน้าซบลงกับฝ่ามือ ไม่ได้อยากให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ซะหน่อย แต่ช่วงนี้เขาก็แค่ไม่อยากเจอหน้าพ่อแม่ไม่แท้ของเขาก็แค่นั้น…

“อืมม.. ได้สิ คิริโตะคุงอุตส่าห์ขอร้องมาทั้งทีนี่นา จะนัดกันวันไหนล่ะ?”

ชิโรเอะริมฝีปากกระตุกเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจตกปากรับคำ ยังไงช่วงนี้เขาก็กำลังว่างอยู่พอดี แถมยังไม่เคยนัดเจอกับเพื่อนในเกมซักครั้งในชีวิตเลยด้วย ถึงแม้ที่ผ่านมาจะปฏิเสธการนัดพบกับคนอื่นมาตลอดแต่ทว่าคนคนนี้น่ะ… คนคนนี้น่ะคือคิริโตะคุงเชียวนะ

คิริโตะคุง เพลย์เยอร์ยอดฝีมือที่เก่งทั้งเรื่องวางแผนกับเรื่องโจมตีเลยนี่นา… แถมนิสัยก็คล้ายๆกับเขา บางทีอาจจะได้เพื่อนดีๆเพิ่มมาก็เป็นได้

“อ๊ะ เอ๋ ดะ ได้เหรอครับ! งั้นวันเสาร์นี้เจอกันหน้าสถานีxxxนะครับ ประมาณสิบโมง ชิโรเอะซังสะดวกหรือเปล่า?”

“สะดวกสิ อ๊ะ เดี๋ยวต้องออกไปซื้อของหน่อย จะทิ้งเบอร์ไว้ให้ในแชทนะ”

“อ๊ะ ครับผม! ขอบคุณมากครับ!”

เสียงข้อความดังขึ้นก่อนจะตามด้วยเสียงที่บ่งบอกถึงการออกจากเกมของอีกคน คิริโตะบันทึกเบอร์นั้นไว้ด้วยมืออันสั่นเทา

เด็กหนุ่มผมดำลุกออกจากเก้าอี้แล้วทิ้งตัวลงบนเตียง หลับตาลงช้าๆ และเฝ้ารอเวลาที่จะได้พบกับคู่หูในเกมที่อยู่ไกลออกไป…

……

10.00 นาฬิกา

คิริโตะยืนพิงเสาอยู่นอกสถานี ในมือกำโทรศัพท์ที่เปิดหน้าจอค้างไว้ที่เบอร์ของใครคนหนึ่ง ใครคนหนึ่งที่ยอมให้การช่วยเหลือเขา

“จะโทรดีมั้ยนะ…”

คิริโตะพึมพำเบาๆ แต่สุดท้ายก็กดโทรออก จู่ๆเสียงเพลงเปิดในเกมเอลเดอร์เทลส์ก็ดังขึ้นอีกด้านหนึ่งของเสา คิริโตะได้ยินเสียงลนลานของอีกฝ่ายที่รีบกดรับโทรศัพท์

“สวัสดี คิริโตะคุง”

เจ้าของชื่อรีบเดินอ้อมเสาไปหาอีกคน รูปร่างของชิโรเอะที่เด็กหนุ่มเห็นแตกต่างจากที่จินตนาการไว้มากโข

หนุ่มมหาลัยร่างผอมสูง ใส่แว่นตาทรงกลม ท่าทางเงียบๆสุภาพเรียบร้อย…

คนคนนี้คือชิโรเอะซัง…….?

“ชิโรเอะซัง ยินดีที่ได้เจอครับ”

“อ๊ะ.. เธอคือคิริโตะคุงสินะ” หนุ่มมหาลัยเก็บโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋าสะพายก่อนจะหันมาถาม

“งั้นก็ไปกันเลยไหม?”

“ครับ วันนี้ขอฝากตัวด้วยนะครับ”

“อื้มม ทางนี้ก็เช่นกัน”

ทั้งคู่เดินคุยกันไปเรื่อยจนกระทั่งถึงโรงเรียนมัธยมต้นของคิริโตะ น่าประหลาดที่ทั้งสองคนดูเข้ากันได้ดีราวกับเป็นพี่น้องกันจริงๆ

……..

“คุณคือ…?”

“อ๊ะ พี่ชายของคาสึโตะน่ะครับ คิริงายะ เคย์”

ณ ตอนนี้ คุณพี่ชาย คุณน้องชาย กำลังนั่งประจันหน้ากับคุณครูที่ปรึกษา ชิโรเอะกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอก่อนจะยิ้มให้อีกฝ่ายตามมารยาท

“งั้นคิริงายะซัง ครูขอถามถึงพฤติกรรมของคิริงายะคุงตอนอยู่บ้านหน่อยนะ ช่วยเล่าให้ฟังด้วย”

“ตอนอยู่บ้านคาสึโตะก็เล่นเกมด้วยกันกับผม แล้วก็มีออกไปเที่ยวด้วยกันบ้างครับ” ชิโรเอะท่องตามสคริปต์ที่เตี๊ยมกันมากับคิริโตะด้วยสีหน้าท่าทางที่เป็นธรรมชาติ

นี่มันระดับมืออาชีพชัดๆ!

คิริโตะนึกชื่นชมพี่ชายปลอมๆของตนอยู่ในใจ สมแล้วที่เป็นชิโรเอะซังคนนั้น!

“หืม แล้วเรื่องที่บ้านมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

“ไม่มีครับ”

“อืม…..” ฝ่ายตั้งคำถามเหลือบมองสองพี่น้องชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้าอย่างชั่งใจ

“ช่วงหลังๆเห็นคิริงายะคุงซึมๆไปก็เลยเป็นห่วงว่าครอบครัวจะมีปัญหาอะไรรึเปล่า แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีสินะ เพราะวันนี้หน้าตาสดชื่นเชียว”

“พวกเราทะเลาะกันนิดหน่อยน่ะครับ แต่ตอนนี้คืนดีกันแล้ว” คำถามนี้ไม่ได้อยู่ในความคิดของคิริโตะ จึงไม่ได้เตรียมสคริปต์ให้อีกคน ดังนั้นเหตุผลนี้จึงเป็นเหตุผลที่ชิโรเอะตอบไปตามใจตัวเอง

ชิโรเอะซัง! สมจริงเกินไปแล้วนะครับ! พูดด้วยน้ำเสียงธรรมดาๆเหมือนกับเรื่องนั่นเกิดขึ้นจริงเลย! แถมยังนิ่งซะ…. ไม่มีสะดุดเลย!

“อ๋อ… เข้าใจแล้วล่ะ งั้นก็เดินทางกลับกันดีๆล่ะ อย่าทะเลาะกันอีกล่ะ”

“ครับ” สองพี่น้อง(ปลอมๆ)รับคำอาจารย์ก่อนจะโค้งตามมารยาทแล้วเดินออกไปจากห้อง

“สุดยอดเลยครับชิโรเอะซัง!”

“ฮะๆ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่า” ชิโรเอะเกาแก้มแก้เขิน ก่อนจะก้มดูนาฬิกาที่ข้อมือของตน

“เสร็จเร็วกว่ามี่คิดแฮะ งั้นก็ไปหาอะไรกินกันมั้ยคิริโตะคุง รีบกลับหรือเปล่า?”

“ไม่รีบครับ อ๊ะ เดี๋ยวผมเลี้ยงเองนะครับชิโรเอะซัง”

“จะดีเหรอแบบนั้นน่ะ”

“ชิโรเอะซังช่วยผมไว้นี่ครับ ไม่งั้นผมก็คงต้องมาที่นี่กับ….พวกเขา…” คำพูดของเด็กหนุ่มรุ่นน้องทำให้ชิโรเอะอดที่จะลูบหัวปลอบโยนอีกฝ่ายไม่ได้ ทั้งที่ปกติแล้วเขาจะไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับใครก่อนแท้ๆ..

‘พวกเขา’ที่คิริโตะคุงหมายถึง น่าจะเป็น’พ่อแม่’ของเขา… คิริโตะคุงมีปัญหากับทางบ้านจริงๆสินะ?

“เอ่อ… คิริโตะคุง..”

“ผม…ไม่ใช่ลูกแท้ๆของพวกเขา”

ทำไมต้องหลอกลวงกันด้วยนะ….

ทำไม….

แล้วถ้าเกิดวันนึงทุกคนทิ้งเราไป… ทั้งพ่อ แม่ แล้วก็สึกุ…

อย่านะ..!

คิริโตะในวัย14ปีกำหมัดแน่น ชิโรเอะได้แต่ลูบหัวปลอบอีกคนเงียบๆอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างจนปัญญา

“เอ่อ… คือฉันก็ปลอบคนไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ แต่ว่านะคิริโตะคุง”

“แค่ทุกคนรักแล้วก็เป็นห่วงคิริโตะคุงแค่นั้นก็น่าจะพอแล้วไม่ใช่เหรอ เอ้า! ไปกินข้าวกันเถอะ”

พี่ชายจำเป็นคว้าข้อมือของเด็กหนุ่มแล้วกึ่งจูงกึ่งลากออกจากโรงเรียนทันที

คิริโตะเหลือบมองใบหน้าลุกลี้ลุกลนทำอะไรไม่ถูกของชิโรเอะแล้วก็ได้แต่แอบอมยิ้มน้อยๆ จะว่าไปก็จริงอย่างที่อีกฝ่ายพูด บางทีเขาก็กังวลเกินไปว่าซักวันหนึ่งทุกคนอาจจะเขี่ยเขาทิ้งจากครอบครัว เลยตีตัวห่างออกมาเพื่อไม่ให้เจ็บปวดมากไปกว่านี้เมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ

“ชิโรเอะซังกลัวคำว่า’อนาคต’รึเปล่าครับ?”

“หือ? อนาคตน่ะเหรอ ไม่กลัวหรอก” ชิโรเอะยิ้มน้อยๆก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่

“ก็แค่หาทางควบคุมมันให้ได้ก็สิ้นเรื่องแล้วนี่นา เนอะ คิริโตะคุง”

“แต่ว่า.. ถ้าเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุมล่ะครับ..?”

“อืม.. มันก็อธิบายยากเหมือนกันแฮะ แต่เอาเป็นว่าถ้าในกรณีของคิริโตะคุงล่ะก็ อนาคตที่คิริโตะคุงกลัวน่ะ มันไม่มีทางเกิดขึ้นหรอกนะ เชื่อฉันสิ!”

ถึงแม้ชิโรเอะจะไม่ยอมอธิบายเหตุผล แต่คิริโตะกลับถูกคำพูดของเขาชักจูงให้คล้อยตามอย่างง่ายดาย

“หือ ราเม็งร้านนั้นน่าอร่อยแฮะ กินร้านนั้นกันมั้ย”

“ครับ!”

ขณะที่กำลังเดินมุ่งหน้าไปที่ร้าน เสียงของคนเรียกลูกค้าหน้าร้านก็ดังขึ้น

“โปรโมชั่นพิเศษคร้าบ! สั่งอาหารมากกว่าสองอย่างขึ้นไปรับไปเลย รูปถ่ายโพราลอยด์2ใบ ทางเราจะถ่ายให้ฟรีๆ!”

“….”

“….”

“ผม..ไม่ค่อยชอบถ่ายรูป..”

“ฉันเองก็ด้วย…”

ทว่า เสียงประกาศก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“เพื่อเก็บเป็นความทรงจำสุดพิเศษของพวกคุณ!!”

“จะว่าไป..ลองดูก็ดีนะครับ”

“ช่วยไม่ได้นะ…”

ทั้งสองเดินก้าวเข้าไปในร้าน เมื่อถูกกระตุ้นด้วยวลี’ความทรงจำอันแสนวิเศษ’

นานๆที จะถ่ายรูปบ้างก็ไม่เลวนักหรอก..

………

หลายปีต่อจากนั้น

“พี่คะ ลงมาทานข้าวได้แล้วค่ะ”

“อื้ม! เข้าใจแล้วล่ะสึกุ!” เด็กหนุ่มผมดำปาดเหงื่อหลังจากที่นั่งจัดข้าวของเก่าๆอยู่ในห้องนอนส่วนตัว คิริงายะ คาสึโตะในวัย16ปีที่เพิ่งกลับมาจากSAOวางกองนิตยสารเกมลงบนพื้น ตั้งใจว่าจะมาจัดต่อ แต่ทว่า รูปใบหนึ่งที่คั่นอยู่กลางเล่มหนังสือกลับหลุดปลิวออกมา เด็กหนุ่มหยิบมันขึ้นมาดูอย่างสงสัย รูปถ่ายโพลาลอยด์ที่มีเด็กหนุ่มม.ต้นกับเด็กมหาลัยนั่งอยู่ด้วยกันในร้านราเม็ง คนนึงยิ้มเกร็งๆ คนนึงยิ้มบางๆ

คิริโตะยิ้มให้กับชายใส่แว่นในรูป ชายที่รู้จักกันผ่านเกมออนไลน์ จนกระทั่งจับพลัดจับผลูไปนัดเจอกันในชีวิตจริง ชายประหลาดผู้ยังไม่ได้บอกคำตอบเลยว่าเขาจะจัดการอย่างไรกับอนาคตที่อยู่เหนือการควบคุม

คนประหลาดที่เพียงแค่พูดก็ทำให้เขาคลายความกลัวทุกอย่างลงได้…

“จะว่าไปก็ลืมถามชื่อจริงชิโรเอะซังไปเลยแฮะ… เราเองก็ขาดการติดต่อไปนานเหมือนกัน เขายังจะจำเราได้อยู่มั้ยนะ”

คิริโตะสอดรูปลงในนิตยสารเอลเดอร์เทลส์ดังเดิม ก่อนจะแยกไปเก็บในลิ้นชัก ปิดผนึกความทรงจำดีๆไว้ในใจเช่นที่ผ่านมา

…….

“เจ้าหนูชิโระ!”

“หวา!”

ร่างในชุดคลุมสีขาวสะดุ้งโหยงจนแทบเกือบตกจากเก้าอี้ ดีที่อาคัทสึกิมาช่วยจับเก้าอี้ไว้ทัน

“ทำเป็นนั่งเท้าคางหลับตา นึกว่านั่งใช้สมาธิอยู่ซะอีก ที่ไหนได้ แอบหลับซะงั้น!”

“เอ่อ..ขอโทษครับทุกท่าน เมื่อคืนผมคงตรวจเอกสารดึกเกินไปหน่อย” ชิโรเอะเกาท้ายทอยแก้เขิน

“ให้ตายสิ! งั้นเมื่อกี๊ฉันก็ต้องรายงานให้ฟังอีกรอบใช่ไหม!” ไอแซคทุบโต๊ะอย่างหมดความอดทน ชิโรเอะก้มหน้าจ๋อยอย่างรู้สึกผิด

“เอาน่าๆ ปล่อยให้ได้นอนบ้างก็ดีนะ เผื่อชิโรเอะคุงจะคิดอะไรดีๆได้” ครัสตี้ยิ้มบางๆให้เอนแชนท์เตอร์หนุ่มที่มองเขาด้วยสีหน้าซาบซึ้ง ไอแซคจิ๊ปากอย่างหงุดหงิด ส่วนโซจูโร่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ให้กับความโกลาหลที่เริ่มก่อตัวขึ้นเล็กน้อย

“เพื่อเป็นการลงโทษ บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าเมื่อกี๊ฝันถึงเรื่องอะไร!”

“ไหงงั้นล่ะครับ?!”

“จะว่าไปฉันเองก็อยากรู้ฟ่ะ! คนอย่างแกคงฝันว่ากำลังครองโลกนี้ใช่ไหม!”

“ฉันเองก็อยากรู้นะ ชิโรเอะคุง ความฝันของคนที่คาดเดาไม่ได้อย่างชิโรเอะคุงเนี่ย”

“เซมไป! ผมเองก็ด้วยครับ! ต้องเป็นฝันที่สุดยอดมากแน่ๆ!”

“เดี๋ยวสิครับทุกคน! เอ่อ..ความจริงแล้วฝันถึงน้องชายน่ะครับ”

ชิโรเอะยิ้มบางๆ

น้องชาย…ที่ชื่อว่าคิริโตะ….

……………………

จบแล้วค่าาาาฟฟฟฟฟฟ บอกเลยว่ามาจากมโนล้วนๆ มโนแบบตาต่อตาฟันต่อฟันมาก มโนไปเขียนไปไม่มีร่างพล็อต ช่วงนี้จะกล่าวถึงคิริโตะที่ยังไม่ติดอยู่ในSAO จะออกแนวนิสัยเด็กๆหน่อย ตามที่เราคาดเดานิสัยจากการอ่านLNเอา ส่วนชิโรเอะก็เป็นตอนที่ยังไม่ติดอยู่ในเอลเดอร์เทลส์ค่ะ คิดว่าโดยรวมๆแล้วช่วงอายุของทั้งคู่น่าจะห่างกันประมาณนี้ พอคิริโตะออกมาจากSAOได้ ชิโรเอะก็เข้าไปติดอยู่ในเกมแทนค่ะ สุดท้ายแล้วก็เลยไม่ได้เจอกัน แต่ก็ยังไม่ลืมกันอยู่ดีล่ะเนอะ:) ความจริงอยากใส่ดีเทลตอนอยู่ด้วยกันให้มากกว่านี้ |||Orz ไว้โอกาสหน้าฟ้าใหม่จะแวะมาแก้นะคะฟฟฟฟ ขอให้สนุกกับฟิคค่ะ~!