GoH FanFiction [ Q x Han Dae-Wi ] ‘Let me eat you(r delicious foods)’

GoH FanFiction

Q x Han Dae-Wi

‘Let me eat you(r delicious foods)’

………

“…อร่อยสู้ฝีมือหมอนั่นไม่ได้เลยแฮะ”

ชายหนุ่มร่างสูงเขี่ยเส้นสปาเก็ตตี้ในจานไปมา เขายกมือเรียกบริกรชายคนหนึ่งเพื่อชำระค่าอาหาร ก่อนจะเดินล้วงกระเป๋าออกไปจากภัตตาคารสุดหรูท่ามกลางความงุนงงของบริกรหนุ่มที่เห็นว่าอาหารหลายจานนั้นเหลืออยู่บานเบอะ

ชายหนุ่มผมเขียวในเชิ้ตขาวหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดก่อนจะนึกถึงใบหน้าของใครบางคนที่เคยมาขอให้เขาสอนวิชาให้อยู่พักหนึ่ง พอการแข่งขันจบลงโดยมีจิน โมริเป็นผู้ชนะการประลอง เจ้าเด็กคนนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรจากเขาอีก อาหารอร่อยๆฝีมือฮาน เดวิที่เคยได้กินทุกครั้งก็เป็นอันหายไปจากสารบบชีวิตเขา พอลองได้กินอาหารฝีมือหมอนั่นล่ะก็ ไม่ว่าอาหารร้านดังๆที่ไหนก็ไม่สามารถเทียบได้เลย

คิดถึง…ฮาน อ๊ะ ไม่สิ คิดถึงอาหารฝีมือหมอนั่นต่างหาก

“ให้ตายสิ…” Qถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปล่อยควันนิโคตินออกมาจากปอด น่าประหลาด ทั้งๆที่ปกติก็เคยชินกับการอยู่คนเดียวแท้ๆ พอเจ้าเด็กหน้าไร้ความรู้สึกนั่นมาอยู่ด้วยซักพักกลับไม่รู้สึกรังเกียจอะไร หนำซ้ำยังรู้สึกถูกชะตาอีก ทว่า เมื่อมีพบย่อมมีจาก ตลอดเวลาไม่กี่วันที่ผ่านมา หนุ่มผมเขียวกลับต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกบางอย่างที่ไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้…

รู้แค่ว่า…เขายังอยากให้ฮาน เดวิอยู่ข้างๆเขาต่อ

เจ้าเด็กหน้าตายที่ชอบทำเป็นไม่สนใจอะไรแต่ความจริงแล้วกลับตรงกันข้าม เขาสนใจทุกอย่างแต่ไม่พูดออกมา โดยเฉพาะยิ่งถ้าเป็นเรื่องของเพื่อนพ้องล่ะก็ หมอนั่นยอมทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือเพื่อน…

ถึงจะเป็นคนเงียบๆ แต่ความจริงแล้วกลับน่าสนใจกว่าที่คิด

ถึงแม้พวกเขาจะไม่ค่อยได้คุยกันมากไปกว่าเนื้อหาการสอน แต่Qกลับชอบแอบมองอีกคนในระหว่างการฝึกอยู่เสมอ เด็กหนุ่มเป็นคนตั้งใจ ขยันและทุ่มเท ยิ่งไปกว่านั้น บางทีก็เผลอทำอะไรน่ารักๆโดยที่ไม่รู้ตัวเลยซักนิด.. อย่างเช่นตอนโดนสัตว์อัญเชิญของตนเลียแล้วก็ได้แต่นั่งทำหน้านิ่ง ปล่อยให้เจ้ามังกรหน้าตาประหลาดประจบต่อไป พอเห็นอย่างนั้นหนุ่มโสดผมเขียวก็อดขำไม่ได้

น่าเอ็นดูซะจริง…

ที่สำคัญ พอเห็นว่าเด็กหนุ่มลูบหัวเจ้ามังกรหน้าประหลาดแล้วมองด้วยสายตาอ่อนโยน Qก็บอกได้เลยว่าถึงแม้เขาจะพยายามทำหน้าตายมากเพียงใด สุดท้ายแล้วก็ปกปิดความอ่อนโยนและจิตใจที่ดีงามไว้ไม่มิดอยู่ดี อา…นี่ล่ะนะ เจ้าสาวในอนาคตของเขา…

หนุ่มผมเขียวอดขยี้หัวตัวเองแรงๆไม่ได้เมื่อจู่ๆก็นึกอะไรพิลึกๆขึ้นมา เจ้าสาวอะไรกันล่ะ เจ้าเด็กนั่นมันเป็นผู้ชาย แล้วเขาก็ไม่ได้ชอบผู้ชายซะหน่อย ผู้ชายคนอื่นก็เฉยๆ แต่…แต่กับเด็กหนุ่มคนนี้….

มันเป็นความรู้สึกที่เรียกได้ว่าไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อน….

“อ้าว คุณQ สวัสดีครับ” 

คนถูกเรียกสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อคนที่กำลังคิดถึงดันโผล่มาพอดี Qมองฮาน เดวิในชุดนักเรียนที่ถือถุงวัตถุดิบลดราคาจากซุปเปอร์บริเวณนั้นอยู่ในมือ ชายหนุ่มคิดอะไรได้จึงถือโอกาสทำตามแผนทันที

“ไปทำอาหารให้ฉันหน่อย”

“…” เด็กหนุ่มผมดำนิ่งคิด ก้มมองวัตถุดิบก่อนจะยิ้มอย่างลำบากใจ “คงต้องไปซื้อวัตถุดิบเพิ่มซะแล้วล่ะครับ”

“งั้นก็รีบๆสิ” คนตัวสูงกว่าเอ่ยอย่างวางอำนาจ ฮาน เดวิพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปในซุปเปอร์อีกรอบโดยมีQเดินตามหลังไปติดๆ เด็กหนุ่มม.ปลายหยิบนั่นหยิบนี่ซักพักก็เดินไปจ่ายเงิน แต่หนุ่มผมเขียวเร็วกว่า เขาคว้าบัตรเครดิตแล้วยื่นให้พนักงานแคชเชียร์ 

ฮาน เดวิมองQด้วยสายตาขอบคุณ แค่นั้นก็ทำให้หนุ่มโสดเชิ้ตขาวอารมณ์ดีไปตลอดทางกลับบ้านเลยทีเดียว

เมื่อมาถึงที่พักอาศัยของตน เจ้าของบ้านเปิดประตูแล้วเดินเข้าไปตามความเคยชิน ฮาน เดวิแอบเหลือบมองห้องหับและเครื่องเรือนต่างๆที่ตกแต่งอย่างมีรสนิยม ปกติแล้วเวลาซ้อมพวกเขาก็ซ้อมกันที่ตึกCOAXตลอด ดังนั้นครั้งนี้จึงถือเป็นครั้งแรกของเด็กหนุ่มที่ได้เข้ามาในบ้านของอาจารย์ชั่วคราวคนนี้เลยทีเดียว

“นี่ห้องครัว ทำอะไรก็ทำไป ฉันจะรอกินอยู่ที่โต๊ะ” ร่างสูงเดินไปนั่งรอที่โต๊ะตามที่กล่าวไว้แต่ก็อดชะเง้อมองแผ่นหลังของหนุ่มม.ปลายที่กำลังผูกผ้ากันเปื้อนอยู่ไม่ได้ กลิ่นหอมของสปาเกตตี้อบอวลไปทั่วห้องครัวและลามไปถึงห้องกินข้าว กรรมการหนุ่มสูดกลิ่นนั้นอย่างพึงพอใจ ไม่นานนักกลิ่นอาหารกลิ่นอื่นก็ลอยตามมา

ฮาน เดวิเดินเข้าออกมาจากห้องครัวพร้อมกับอาหารหลายจานบนถาดกว้าง เด็กหนุ่มผมดำค่อยๆบรรจงวางมันลงบนโต๊ะไม้ตัวยาว Qมองทุกการกระทำของเด็กหนุ่มก่อนจะกวักมือเรียกให้อีกฝ่ายเข้าไปใกล้ๆตน หนุ่มหน้าตายเห็นดังนั้นจึงเดินเข้าไปหาอีกคนด้วยความสงสัย จากนั้นเขาก็ถูกชายหนุ่มตวาดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

“ฉันหิว”

“เอ่อ…อาหารก็อยู่บนโต๊ะ…”

“ไม่ใช่” ร่างสูงเอ่ยเสียงดังพร้อมกระชากคอเสื้อของหนุ่มม.ปลาย ฮาน เดวิงุนงงเล็กน้อน ก่อนที่หัวสมองของเด็กหนุ่มจะว่างเปล่าไปชั่วขณะเมื่อถูกจู่โจมด้วยสัมผัสอ่อนนุ่มที่ราวกับว่าต้องการจะกลืนกินเขาเข้าไปทั้งตัว

เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มถูกจูบ แถมยังเป็นจูบจากผู้ชายที่ตนคิดว่าแข็งแกร่งจนถึงขั้นต้องออกปากขอให้เขาช่วยสอนตน

ในที่สุดQก็ปล่อยให้ริมฝีปากของคนอายุน้อยกว่าเป็นอิสระ ชายหนุ่มผมเขียวรวบเอาร่างสูงที่ยังคงช็อกอยู่เข้ามากอด “นายคืออาหารของฉัน ฮาน เดวิ”

“นายต้องอยู่กับฉัน…”

“เป็นของฉัน…”

เด็กหนุ่มหัวใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ อะไรกัน เคยเสี่ยงตายมามากมาย แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่รู้สึกตื่นเต้นขนาดนี้มาก่อน 

ฮาน เดวิรู้สึกได้ถึงน้ำเสียงโหยหาและวงแขนแกร่งที่กอดตนไว้แน่นราวกับเด็กเอาแต่ใจ เด็กหนุ่มยิ้มอย่างอ่อนใจ ในความคิดของเด็กหนุ่ม ถึงแม้ว่าQจะเป็นคนที่ทำอะไรตามอำเภอใจและมีนิสัยก้าวร้าว แต่ก็เป็นคนที่รักเพื่อน…เหมือนกับเขา พออยู่ด้วยกันก็รู้สึกว่าเข้ากันได้ แถมยังเป็นคนที่น่าพึ่งพาอีกด้วย เป็นผู้ชายที่ลึกๆแล้วก็เป็นคนที่อบอุ่นอ่อนโยน…

“อย่าเอาแต่เงียบสิ พูดอะไรบ้างเจ้าเด็กบ้านี่”

“จะให้พูดอะไรล่ะครับ…” ฮาน เดวิหน้าแดงเล็กน้อยแต่ก็พยายามควบคุมเสียงให้อยู่ในโทนปกติ ถึงแม้จะรู้สึกเขินมากเพียงใดก็ตาม

“…..” 

“…..” 

“เอาเถอะ…” สุดท้ายชายหนุ่มก็พึมพำออกมาเบาๆ 

ถึงแม้ทั้งคู่จะต่างฝ่ายต่างเงียบไปอีกซักพักใหญ่ๆ แต่ก็ยังคงกอดกันแนบแน่นไม่ยอมปล่อย

ถึงจะไม่มีคำพูดเอ่ยเอื้อนคำว่า’รัก’ แต่ทั้งสองคนก็สามารถรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ผ่านหัวใจที่กำลังเต้นอยู่ในอกนั่นเอง…

………..

ความจริงแล้วฟิคนี้มันมาจากมโนล้วนๆค่ะแงงงง555555555ช่วยด้วยยยยยยยยเอาจริงๆหลงรักสองคนนี้มากเลยนะคะ แล้วสองคนนี้ดันมาบังเอิญเกี่ยวข้องกันอีกโอ๊ยยยฟหกด้ๆ้ๆผู้ชายเซ็กซี่รักเพื่อนอย่างคุณQกับผู้ชายมุ้งมิ้งรักเพื่อนอย่างเดวิคือแบบบฟหกเหเๆ้ห่ *สครีมหนักมาก* ความจริงเราอวยสองคนนี้เคะทั้งคู่ แต่ก็แต่งฟิคนี้จนได้เพราะเวลาอยู่ด้วยกันแล้วน่ารักกกกกโอ๊ยยยยย เป็นคู่ที่ไม่ค่อยพูดแต่ความจริงแล้วก็เป็นห่วงกันเงียบๆฟฟฟฟ เอาจริงๆให้อารมณ์พี่น้องมากกว่า แต่จะความสัมพันธ์แบบไหนก็คือดี คือชอบบบฮืออออ////// คราวหน้าจะลองแนวพี่ชายหวงน้องอาจารย์เอ็นดูศิษย์ และอื่นๆอีกมากมายของสองคนนี้ฮือออ///// *เขินตัวแตก*

ขอบคุณที่อ่านจนจบและขอให้สนุกกับฟิคนะคะ:)

ผม ณ ช่วงเวลาที่เรียกว่า ‘ปัจจุบัน’

ทุกครั้งที่ผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ผมเห็นอนาคตของตัวเองเสมอ ไม่ใช่ว่าผมอยากเป็นนักบิน อยากเป็นสจ๊วตอะไรทั้งนั้น

แต่ผมมองเห็นเมฆ…นั่นล่ะ อนาคตของผม

เจ้าก้อนปุกปุยสีขาวเหล่านั้นลอยเอื่อยไปมาตัดกับสีครามสดใสของท้องฟ้า ผมจินตนาการมันเป็นรูปร่างต่างๆ แต่ไม่นานนัก รูปร่างเหล่านั้นก็เปลี่ยนไป กลายเป็นสิ่งที่ผมไม่ได้คาดคิดไว้เลยในตอนแรก

อนาคตของผมก็เหมือนกับก้อนเมฆเหล่านั้น มันแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรตายตัวในโลกใบนี้ ที่คุณเห็นว่าหลายๆสิ่งหลายๆอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิม นั่นก็เพราะว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงไป มันก็แค่นั้น

สุดท้ายแล้วพอมัวแต่เงยหน้ามองฟ้า ผมก็เดินสะดุดล้มจนได้ ความเจ็บปวดดึงผมกลับสู่โลกปัจจุบัน โลกที่ผมอาศัยอยู่ ณ ตอนนี้ เวลานี้

นั่นไง เพราะมัวแต่จ้องมองในสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้ สุดท้ายก็ละเลยสิ่งรอบตัวที่จับต้องได้ในตอนนี้เท่านั้น กลายเป็นว่าการสนใจอนาคตมากกว่าปัจจุบันดันกลายเป็นการทำลายความสุข ณ ช่วงเวลาปัจจุบันของผมไปซะได้…

ผมปัดฝุ่นที่ขากางเกงสองสามครั้ง ขณะเดียวกันนั้นก็แว่วเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากที่ไกลๆ ผมเดินตามเสียงนั้นไป สุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ที่หน้าท่อระบายน้ำทรงสี่เหลี่ยม ผู้คนบริเวณนั้นต่างเลี่ยงที่จะสนใจชายวัยกลางคนที่เดินตกท่อ ผมกลั้นหายใจเล็กน้อยก่อนจะช่วยเข้าไปดึงเขาขึ้นมา กลิ่นน้ำเน่าเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว เขาขอบคุณผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะขอตัวไปล้างเนื้อล้างตัว

ผมมองตามแผ่นหลังสกปรกของเขาไป จากนั้นก็มองท่อที่เปิดฝาทิ้งไว้ คิดว่าแถวนี้น่าจะมีการซ่อมท่อล่ะมั้ง…

ท่อน้ำก็ไม่ต่างอะไรไปจากอดีต…

คนเรามีที่มาที่ไปไม่เหมือนกัน ประสบการณ์ต่างๆจึงแตกต่างกันออกไป แน่นอนว่าอดีตของแต่ละคนก็เช่นกัน

แต่ทว่า ไม่ว่าอดีตจะต่างกันเพียงไร สุดท้ายแล้ว ถ้าเรามัวแต่ยึดติดกับอดีตที่ผิดพลาด หรือมัวแต่ลุ่มหลงกับสิ่งดีๆที่มันผ่านมาแล้ว จนไม่สนใจปัจจุบันของเรา สุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นอดีตแบบไหนมันก็สามารถย้อนกลับมาทำลายเราได้ทั้งนั้น

ผมผละออกไปจากบริเวณนั้น เดินบนถนนปูนสีมอซอด้วยความระมัดระวัง มองทุกอย่างด้วยความพอดี มองก้อนเมฆเพื่อนหาเป้าหมาย มองพื้นถนนเพื่อระวังไม่ให้ตกลงไปในห้วงอดีต มองไปรอบตัวบ้างเพื่อหาเพื่อนร่วมทาง ยิ้มและทักทายเขา ก่อนจะก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน

นี่ล่ะ…ปัจจุบันของผม

………..

Gintama FanFiction [ Sakata Gintoki x Hijikata Toushirou ] ‘Smoke & Love’

Gintama FanFiction

Sakata Gintoki x Hijikata Toushirou

‘Smoke & Love’

……….

มีไอ้เบื๊อกที่ไหนซักตัวเคยเตือนผมไว้ว่า ‘ถ้าสูบบุหรี่มากๆล่ะก็ จะทำให้ตายเร็วนะ’ ในตอนนั้นผมที่กำลังสูบบุหรี่อยู่จึงคีบบุหรี่ออกจากปาก ก่อนจะอัดควันนิโคตินใส่หน้ามันเต็มๆ

‘มันเรื่องของฉันว่ะ’ ผมพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไป เสียงไอค่อกแค่กจากการสำลักควันค่อยๆเลือนหายไปเรื่อยๆ

ผมในตอนนั้นอารมณ์เสียเล็กน้อยที่ถูกขัดจังหวะ แต่ผมในตอนนี้กลับรู้สึกหงุดหงิดมาก มากเสียจนแทบจะเอาบุหรี่ทั้งซองยัดปากไอ้ตัวปัญหาที่ตอนนี้เริ่มตามราวีชีวิตผมอีกครั้ง ถ้าไม่ติดว่าช่วงนี้เอโดะหาซื้อบุหรี่ยากเพราะนโยบายปลอดบุหรี่ของป๋ามัตสึไดระก็คงทำไปแล้ว ยังดีนะที่พอจะหลงเหลือพื้นที่ให้สิงห์อมควันอย่างผมอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นคงต้องเปลืองตังค์ออกไปซื้อบุหรี่นอกโลกแบบคราวที่แล้วอยู่บ่อยๆ

ท่ามกลางความมืดของเอโดะที่ประดับประดาไปด้วยแสงไฟของร้านรวงต่างๆในยามราตรี ในขณะที่ผมกำลังคิดหาวิธีอื่นปิดปากไอ้คนกวนโมโหคนหนึ่ง เจ้าหมอนั่นก็เอ่ยประโยคเดิมซ้ำเป็นรอบที่สอง

“สูบบุหรี่มันไม่ดีนะ โองุชิคุง”

“ใครคือโองุชิคุงวะ ไอ้เจ้าหัวหงอก เลิกเรียกฉันแบบนั้นซะที” ผมแยกเขี้ยวใส่ไอ้นักรับจ้างสารพัดที่ทำหน้าปลาตายกวนประสาทใส่ชาวบ้านได้ทั้งวี่ทั้งวัน ถ้าเอ็งว่างขนาดนั้นก็ไปหางานทำสิวะ จะว่าไปไอ้โองุชินี่มันใคร สงสัยมานานมากแล้วว่าหน้าตาเป็นยังไง มันจะหน้าตาเหมือนผมขนาดนั้นเลยเรอะ ผมมั่นใจนะว่าตัวเองไม่ได้หน้าโหลอะไรขนาดนั้น

“สูบบุหรี่มันไม่ดีนะ โองุชิคุง”

“นั่นมันเรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวอะไรกับแกโว้ย ไสหัวไปซะก่อนฉันจะจับแกยัดตะรางข้อหารบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่” ความจริงแล้วผมก็ไม่เชิงว่ากำลังทำงานอยู่หรอก ระดับรองหัวหน้าแห่งชินเซนงุมิไม่จำเป็นต้องออกมาเดินตรวจตราความเรียบร้อยในเมืองด้วยตัวเอง แต่ก็แค่อยากสำรวจให้ทั่วว่ายังพอมีที่ไหนขายบุหรี่อย่างเปิดเผยอยู่บ้าง ปรากฏว่าไม่มี

“สูบบุหรี่มันไม่ดีนะ โองุชิคุง”

“แล้วเอ็งจะพูดซ้ำทำซากอะไรฟร้าาาาา!!!!” สุดท้ายผมก็โมโหจนได้ พวกติดนิโคตินส่วนใหญ่จะหงุดง่ายอยู่แล้ว ซากาตะ กินโทกิกระตุกยิ้มพอใจเล็กน้อย ไอ้หัวหยักศกแกล้งส่ายหน้าไปมาอย่างระอาใจ ตอนแรกก็ว่าจะทำเป็นไม่สนใจพวกบ๊องๆแท้ๆ แต่ท่าทางแบบนั้นชวนหงุดหงิดโคตรๆเลยฟ่ะ! พับผ่าเหอะ!

“งั้นตอนนี้ยังไม่ต้องเลิกก็ได้ แต่ช่วยเลี้ยงซีคิดส์ฉันหน่อยสิ”

“ฉันอ่านบูมว้อย ถ้าแกอยากอ่านซีคิดส์ก็ไปซื้อเองเด้!”

“งั้น….เดินไปส่งฉันที่ร้านหน่อยสิ”

“อะไรของแกวะ…”

“เอาน่า.. ระหว่างนั้นน่ะจะเล่าเรื่องของโองุชิคุงให้ฟังนะ ไม่อยากรู้เหรอว่าโองุชิคงน่ะหน้าตาเป็นยังไง~” พอถูกอีกคนล่อด้วยคำถามที่ค้างคาใจมานานมาก ผมก็เลยยอมเดินตามอีกคนไปอย่างง่ายดาย

“เอ้า รีบๆบอกมาได้แล้วเฟ้ย” ผมเดินตามหลังมันอยู่ไม่กี่ก้าว บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แสงสว่างจากร้านรวงต่างๆค่อยๆหายไป ไอ้หมอนี่จะเดินไปไหนกันนะ…

“สนใจเรื่องของโองุชิคุงขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ม ไม่ใช่อย่างนั้น!! ก็แกชอบเรียกฉันด้วยชื่อนั้นอยู่ตลอดเลยนี่หว่า มันน่าสงสัยโว้ย!” ผมแก้ตัวเสียงดัง ใครจะไปยอมรับกันล่ะว่าเรื่องนี้คาใจผมมานานแล้วจนถึงขนาดที่ว่าสั่งให้ยามาซากิไปสืบดู โองุชิคุงนั่นมันใคร ทำไมไอ้หน้าปลาตายถึงเรียกผมด้วยชื่อนั้น ผมอดคิดไม่ได้จริงๆว่ามันมองผมเป็นตัวแทนของใครหรือเปล่า…

“นั่นสินะ จะว่าไปโองุชิคุงนี่มันใครหว่า”

“ไหงงั้นล่ะเฮ้ย!!!!” ผมตบมุกดังลั่น ชิโร่ยาฉะทำหน้านึกอะไรบางอย่างอยู่ซักพักก่อนจะหันมาพูดกับผม “แต่ฉันรู้จักแก”

ผมหยุดเดินกะทันหัน “แกจะไปรู้อะไร…”

“…ท่านรองปีศาจปากไม่ตรงกับใจ ชอบเก๊กนิ่งเพราะกลัวเสียฟอร์ม ไอ้บ้ามายองเนสที่เสพติดนิโคตินจนปอดจะพังเข้าซักวัน อ่านแต่บูมทั้งๆที่ความจริงแล้วซีคิดส์สนุกกว่าเยอะ”

“หลังๆนั่นมันความคิดเห็นของแกเองทั้งนั้นเลยนี่หว่า!! แล้วไอ้หน้าๆที่พูดมานั่นน่ะผิดหมดเลยเฟ้ย ใครปากไม่ตรงกับใจวะ!!”

“แล้วก็….” ซากาตะ กินโทกิเมินเฉยต่อคำพูดผม ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป

“เป็นไอ้บ้าที่ชอบเอาตัวเองไปเสี่ยงตลอด ชอบฝืนทำอะไรใหญ่ๆด้วยตัวคนเดียว คิดว่าทำแบบนั้นแล้วมันดีหรือไง”

ซากาตะ กินโทกิหันมาเผชิญหน้ากับผม ผมมองคนตัวสูงเท่ากันแล้วหรี่ตาลงเล็กน้อย “นั่นมันเรื่องของฉัน”

ด้วยความรวดเร็ว เจ้าหัวหยักศกคว้าบุหรี่ในปากผมไป ผมมองบุหรี่ที่รองเท้าบูทสีดำถูกเหยียบย่ำ ขยี้เสียจนเละ

“อะไรของแกวะ จะหาเรื่องกันหรือไง” ผมเริ่มสังหรณ์ใจแปลกๆ บรรยากาศรอบๆตัวมันเปลี่ยนไป…

“ฉันก็แค่อยากให้แกหยุดทำร้ายตัวเองซะที ท่านรองหัวหน้าปีศาจ” ใบหน้าของหมอนั่นขยับเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ ผมอยากจะถอยหลังหนี แต่กลัวว่าจะเสียฟอร์มก็เลยยืนนิ่งเป็นเชิงว่าท้าทาย ถึงจะไม่รู้ว่ามันตั้งใจจะทำอะไรก็เถอะ แต่ใครมันจะไปกลัวไอ้หมอนี่กันวะ อย่างน้อยต้องไม่ใช่ผมคนนึงล่ะ!

“คิดจะทำอะไรของแก” ผมถามเสียงเข้มเพื่อลดความประหม่าให้ตัวเอง อ ไอ้หัวลูกโป่งนี่! ใกล้เกินไปแล้วว้อย!!

“……” กินโทกิไม่ตอบ หลังจากนั้นผมเองก็ต้องเป็นฝ่ายเงียบบ้าง เมื่อจู่ๆริมฝีปากของอีกฝ่ายประกบกับริมฝีปากของผม

ราวกับโลกหยุดหมุน เข็มนาฬิกาหยุดเดิน ราวกับว่าจู่ๆร่างกายก็ลืมวิธีการหายใจไปซะอย่างนั้น….

ในที่สุดผมก็ได้สติ ผมผลักหมอนั่นออกไปเบาๆราวกับว่าไร้เรี่ยวแรงที่จะทำอะไรทั้งนั้น อะไรวะ มนุษย์เราแค่จูบกันก็เสียพลังงานขนาดนี้เลยเรอะ

“ทำไมต้องคิดว่าชีวิตตัวเองไร้ค่า ทำอะไรไม่กลัวตายขนาดนั้นด้วยก็ไม่รู้”

“ทุกการกระทำของแก…มันบ่งบอกว่าแกละเลยชีวิตตัวเองมากแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆอย่างสูบบุหรี่ ไปจนถึงบ้าระห่ำลุยกับศัตรูด้วยตัวคนเดียว”

“ฉันน่ะ…ไม่ชอบเลย”

“ฉันรักแกว่ะ ถึงได้เจ็บปวดทุกครั้งที่แกทำอย่างนั้น”

ผมยืนนิ่ง ปล่อยให้ไอ้บ้าน้ำตาลสารภาพทุกสิ่งทุกอย่างในใจออกมาจนหมด ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ใบหน้าของผมถึงได้ร้อนวูบวาบอย่างน่าประหลาด รวมไปถึงไอ้อาการหัวใจที่เต้นรัวขนาดนี้ด้วย ร่างกายของผมกำลังผิดปกติ หัวใจของผมเองก็เช่นกัน…

“ทุกครั้งที่มีเรื่องไม่สบายใจ ฉันจะสูบบุหรี่…” ผมเริ่มเอ่ยปากพูด “เพราะทุกครั้งที่สูบก็จะรู้สึกโล่ง ยังกับว่าปัญหาหนักอกกับความทุกข์ทุกอย่างมันลอยออกไปกับควันบุหรี่แล้ว”

“มันทำให้ฉันสบายใจ โดยที่ไม่ต้องเล่าให้ใครฟัง”

“ไม่ต้องทำให้คนที่จะมารับฟังเรื่องราวของฉันต้องหนักใจ ฉันไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใคร มันทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเข้มแข็ง…”

“แกก็แค่กำลังหลอกตัวเองอยู่ มันก็เท่านั้นแหละ”

“จะเข้มแข็งต่อหน้าคนอื่นยังไงก็ทำไปเถอะ ขอแค่ไม่ต้องหลอกตัวเองอย่างนั้นตอนที่อยู่กับฉัน ขอแค่พึ่งพาฉัน” เจ้าหัวหยักศกรวบผมเข้าไปกอด ผมลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะซบหน้าลงบนไหล่ของหมอนั่น

งั้นเหรอ…นี่น่ะคือความรู้สึกที่เรียกว่า’รัก’งั้นเหรอ…

ควันของบุหรี่ มันช่างเลือนลาง นำพาความทุกข์ของผมไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ไม่หมดไม่สิ้น แต่หมอนี่…ซากาตะ กินโทกิ นักรับจ้างสารพัดหน้าปลาตายนี่….

เหอะ…ถึงจะน่าอายก็เถอะ แต่ก็ต้องยอมรับล่ะนะ

ผมรักเขา มากกว่าที่รักบุหรี่ซะอีก…

………….

พอได้ยินว่าวันนี้เป็นวันรณรงค์เรื่องการสูบบุหรี่ของญี่ปุ่น ก็เลยนึกถึงท่านรองฯพอดีเลยค่ะ แล้วก็ลองนึกเล่นๆว่าลองเขียนฟิคให้ท่านรองฯดีมั้ยน้า~ ไม่เคยเขียนคู่กินฮิจิมาก่อนเลยด้วย เคยเขียนแต่คอนโด้ฮิจิ และนั่นมันก็หลายปีมาแล้ว.___. จู่ๆก็อยากเขียนจังงง…..

และมันก็เลยออกมาเป็นอย่างนี้ค่ะ|||Orz ปุบปับฉุกละหุกมากกร๊ากกกก5555555

เอาเป็นว่าขอให้สนุกกับฟิคและชีวิตในเดือนกุมภาฯนะคะ:)

KnB FanFiction [ Kagami Taiga x Hyuuga Junpei ] ‘Crepuscular rays’

KnB FanFiction

Kagami Taiga x Hyuuga Junpei

‘Crepuscular rays’

………….

ไฟสามารถเผาผลาญกลืนกินมนุษย์จนวอดวาย ในขณะที่พระอาทิตย์สามารถทรมานมนุษย์จนแทบขาดใจ

ไฟให้ความอบอุ่นแก่มนุษย์ในยามที่หนาวเหน็บ ในขณะที่พระอาทิตย์สาดแสงอ่อนโยนให้กำลังใจมนุษย์เพื่อเริ่มต้นวันใหม่

ทั้งไฟและดวงอาทิตย์สามารถสื่อถึงความสว่างไสว ร้อนแรง มีชีวิตชีวา และอบอุ่น แน่นอนว่าถ้าสองอย่างนี้สามารถสื่อความหมายที่เหมือนๆกันได้ มนุษย์ที่มีนิสัยเหมือนไฟกับมนุษย์ที่มีนิสัยเหมือนกับดวงอาทิตย์ก็สามารถสื่อใจถึงกันได้เช่นกัน..

สื่อใจ…สื่อรัก…

………..

เสียงลูกบาสตกกระทบพื้นพร้อมๆกับเสียงหอบหายใจของฮิวงะ จุนเปย์ที่ดังขึ้นเป็นระยะๆ กัปตันเซย์รินล้มตัวลงนอนแผ่กับพื้นสนามสตรีทบาส เหลือบมองลูกบาสที่กลิ้งไปมาแล้วถอนหายใจ

‘ถึงจะชู้ตลงทุกลูก แต่แค่นี้น่ะไม่มีทางเก่งขึ้นได้หรอก..

เพราะงั้นต้องลุก! ลุกสิฟะ ลุกขึ้นยืน..!’

ฮิวงะพยายามดันตัวเองขึ้นจากพื้น แต่สังขารที่อ่อนล้ากลับไม่ยอมทำตามคำสั่ง ความเหนื่อยล้าเกาะกุมไปทั่วร่าง การซ้อมตั้งแต่หกโมงเช้าถึงหกโมงเย็นนั้นหนักหนากว่าที่เขาคาดคิดไว้ซะอีก

“กัปตัน…?”

จู่ๆเสียงเรียกที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น ฮิวงะจ้องมองร่างสูงใหญ่ที่กำลังก้มมองเขาแล้วยื่นมือส่งให้

“ไหวมั้ยครับนั่น”

“แต๊งกิ้วฟ่ะ คากามิ” คนส่วมแว่นจับมือนั้นแล้วดันตัวขึ้นช้าๆ ในที่สุดก็ยืนขึ้นได้ในสภาพที่โงนเงน แต่ถึงแม้จะยืนยืดตัวตรง ร่างของเขาก็ยังคงสูงไม่เท่ารุ่นน้องปีหนึ่งตรงหน้าเสียที

“มาทำอะไรแถวนี้ล่ะ?”

“ซื้อเบอเกอร์น่ะครับ” คากามิว่าพลางใช้มืออีกข้างชูถุงกระดาษสีน้ำตาลที่อัดแน่นไปด้วยแฮมเบอร์เกอร์หลายห่อ ฮิวงะถอนหายใจให้กับความสามารถกระเพาะหลุมดำของรุ่นน้องเฮือกใหญ่

“จะว่าไป..ปล่อยมือฉันได้แล้วเฟ้ย!”

“ขืนปล่อยเดี๋ยวกัปตันก็ล้มลงไปกันพอดี สภาพร่อแร่อย่างนี้ยังโวยวายได้เหมือนเดิมก็ถือว่าโชคดีสุดๆแล้วครับ”

“อ้าวเฮ้ย นี่นายดูถูกฉันเรอะ แค่นี้จิ๊บๆน่า!” ฮิวงะสะบัดมือที่จับเขาเอาไว้อย่างแน่นหนา แต่ทันทีที่ออกแรงสะบัด ร่างของเขาก็แทบจะล้มลง ดีทีคากามิใช้มืออีกค่างประคองไหล่เขาเอาไว้

“…….”

ในขณะที่ฮิวงะนิ่งไปเพราะไม่รู้ว่าจะแก้ตัวยังไงกับผลลัพธ์ที่หักหน้าตัวเองอย่างเหนือคาด เบอร์สิบเซย์รินส่ายหน้าพร้อมกับถอนหายใจเบาๆก่อนจะถามว่า

“อย่างนี้กัปตันเดินกลับบ้านไหวไหมครับ”

“…..นั่งพักซักหน่อยก็โอเคแล้ว”

“งั้นเดี๋ยวผมนั่งเป็นเพื่อน” คากามิที่ดูจะเริ่มชินบ้างแล้วกับการใช้คำสุภาพกับรุ่นพี่พูด พร้อมๆกับประคองอีกคนไปนั่งบนม้านั่งใกล้ๆ

“นายกลับไปก่อนก็ได้มั้ง เดี๋ยวฉันหายเหนื่อยเมื่อไหร่ก็กลับไปเองล่ะน่า..”

“ก็แล้วเมื่อไหร่จะหายล่ะครับ”

“ไม่รู้ฟ่ะ……”

“….”

“….”

ท่ามกลางความเงียบที่แทรกตัวเข้ามาในบทสนทนา คากามิก็เอ่ยขึ้นมาเบาๆ

“กัปตัน”

“อะไร…?”

“เอาซักหน่อยมั้ยครับ?” คนตัวใหญ่ว่าพลางยื่นเบอร์เกอร์ให้เขาห่อนึง ฮิวงะขมวดคิ้วมองลูกทีมแล้วส่ายหน้าไปมา

“ยิ่งกินก็ยิ่งหิวน้ำ”

“งั้นเดี๋ยวผมไปซื้อน้ำให้” คากามิลุกขึ้นจากม้านั่งแล้วเดินไปยังตู้ขายน้ำอัตโนมัติที่อยู่ไม่ไกลนัก ฮิวงะทำหน้าเอือม ไอ้เจ้านี่ ทั้งๆที่เขาดุด่าบังคับข่มขู่มันบ่อยขนาดนั้น…. แต่ทำไมยังอุตส่าห์ทำดีกับเขาขนาดนี้..

เจ้าคนประหลาดที่ดูทึ่มๆแต่กลับมีลักษณะนิสัยหลายๆอย่างตรงกับเขา ใจร้อน ชอบใช้กำลัง ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ พูดง่ายๆคือ’บ้า’..

แต่น่าแปลก… ทั้งๆที่เป็นแค่รุ่นน้องปีหนึ่งบ้าๆคนหนึ่ง ทั้งๆที่หมอนั่นออกจะบ้า แต่ทำไมถึงเป็นคนบ้าที่เปล่งประกายได้ขนาดนั้น…

หัวใจของฮิวงะเต้นเร็วขึ้นกว่าเดิม

ทำไมกันนะ…

“เอ้า นี่ครับ”

เสียงของคากามิที่ดังขึ้นทำเอาฮิวงะสัดึ้งเล็กน้อย เจ้าของคิ้วอันเป็นเอกลักษณ์เดินกลับมาหาคนบนม้านั่ง มือแกร่งยื่นกาแฟกระป๋องให้คนอายุมากกว่า ฮิวงะเงยหน้ามองอย่างชั่งใจก่อนจะรับกาแฟกระป๋องนั้นมาพร้อมกับเอ่ยขอบคุณห้วนๆ โดนรุ่นน้องเลี้ยงกาแฟไม่ใช่สิ่งที่คนที่ตั้งมั่นในระบอบอาวุโสชอบใจนัก แต่ตอนนี้เขากระหายน้ำมาก รับๆไปก่อนเดี๋ยวค่อยใช้เงินคืนให้คงไม่เสียศักดิ์ศรีอะไรมากมายนักหรอก

แสงสีทองของพระอาทิตย์ยามเย็นส่องกระทบใบหน้าของคนสวมแว่น คากามิเผลอจ้องอยู่ซักพักจึงเบนสายตาหลบไปทางอื่นแล้วนั่งลงข้างๆ พยายามควบคุมหัวใจที่เต้นโครมครามอยู่ในอก

ทั้งๆที่ตอนแรกไม่เคยสนใจ ไม่เคยชอบใจ ไม่เคยมีความรู้สึกดีๆด้วยเลยแท้ๆ……..

ฮิวงะ จุนเปย์ กัปตันที่ชอบอ้างเรื่องระบบอาวุโส ชอบขู่ด้วยรอยยิ้ม ชอบหาว่าเขาเป็นไอ้บ้า คนขี้โวยวาย คนที่คิดจะแอบดูผู้หญิงแช่ออนเซ็น คนที่ชู้ตบาสได้แม่นยำ แล้วก็เป็นคนที่หยิ่งในศักดิ์ศรีมากเสียด้วย…

พอรู้ตัวอีกทีก็เผลอหลงเสน่ห์คนที่เหมือนพระอาทิตย์คนนั้นไปแล้ว…

คากามิเหลือบมองฮิวงะที่กำลังดื่มกาแฟ เจ้าของความส190เซนติเมตรลังเลเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจพูดขึ้นมาว่า

“กัปตัน ผมน่ะชอบบาสที่สุดเลยครับ”

“เออ แล้วไง เรื่องนั้นนายไม่บอกฉันก็รู้เฟ้ย”

“แต่ชอบพระอาทิตย์มากกว่า”

พระอาทิตย์จะมีลักษณะเป็นทรงกลมเหมือนลูกบาส ถึงบางทีจะร้อนแรงจนแสบตา เจิดจ้าจนแสบผิว แต่บางครั้งก็ให้ความรู้สึกอ่อนโยน อบอุ่น และงดงาม…ดังเช่นแสงของดวงอาทิตย์ยามเย็นในขณะนี้

“ผม…รักกัปตันครับ”

‘แคร้ง!’

ฮิวงะปล่อยกาแฟหลุดจากมือ กระป๋องอลูมิเนียมกระแทกพื้นเสียงดัง ของเหลวสีน้ำตาลเข้มเหลือบดำเจิ่งนองไปทั่วบริเวณนั้น

ราวกับโลกหยุดนิ่ง หัวสมองของกัปตันเซย์รินตื้อไปชั่วขณะ ใบหน้าของคนสวมแว่นร้อนวาบ นัยน์ตาสีเข้มสีเข้มปนเปไปด้วยความรู้สึกหลายหลาย ตระหนกตกใจ ตื่นเต้น ….และยินดี

“คะ คากามิ นาย….” คนถูกสารภาพรักเรียกชื่ออีกคนด้วยน้ำเสียงสั่นเทา และก่อนที่จะได้พูดอะไรมากกว่านั้น คากามิ ไทกะก็รวบตัวฮิวงะเข้ามากอดทันที

สัมผัสผิวกายของฮิวงะแตกต่างจากบาสเกตบอล ถึงแม้จะมีความแข็งในแบบของผู้ชายมัธยมปลาย ไม่ต่างอะไรไปจากความแข็งของลูกบาส แต่กลับสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมา ความอบอุ่นที่ต่อให้กอดลูกบาสร้อยลูกก็ไม่มีวันแทนที่ได้

“ขอโทษนครับกัปตัน! ผม…” คากามิรีบปล่อยอีกคนออก คนร่างใหญ่แทบอยากจะเอาแฮมเบอร์เกอร์ในถุงกระแทกหัวตัวเอง เผลอพูดความในใจออกไปแบบนั้น….. พวกเขามันผู้ชายทั้งคู่ จากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น ระยะห่างของเขากับกัปตันทีมจะมากขึ้นหรือเปล่า…?

ทว่า

ถึงแม้เขาจะปล่อยอีกคน แต่ฮิวงะยังคงซุกใบหน้าของตนอยู่บนแผงอกล่ำ กัปตันเซย์รินเบือนหน้าไปทางอื่น พูดด้วยน้ำเสียงที่งึมงำจนแทบฟังไม่ได้ใจความ แต่คากามิกลับได้ยินชัดเจน

“ได้อยู่อย่างนี้น่ะ…ก็ไม่เลวหรอก”

ถึงแม้จะไม่เห็นใบหน้า แต่แค่เห็นใบหูสีแดงก่ำของอีกคน คากามิ ไทกะก็เดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังเขิน…

คากามิยิ้มกว้างแล้วกอดอีกฝ่ายแน่น ท่ามกลางแสงสีทองของพระอาทิตย์ยามเย็น ความรู้สึกของไฟและพระอาทิตย์ได้สื่อถึงกันแล้ว

ความรู้สึก…ที่เรียกว่ารัก

…….

อร่ากกกกก จบแล้วววว เป็นฟิคที่ดองมาตั้งแต่ช่วงสอบไฟนอลของเทอมแรก จนตอนนี้ปิดเทอมใหญ่แล้วค่ะฟฟฟฟฟ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ปล่อยๆมันไปจากไหซักทีเถอะเนอะฟฟฟฟฟฟ ขอให้สนุกกับฟิคและชีวิตในช่วงเดือนกุมภาฯนะคะ:)

KnB FanFiction [ Aomine Daiki x Kuroko Tetsuya ] ‘Our love’

KnB FanFiction

Aomine Daiki x Kuroko Tetsuya

‘Our love’

…….

อัลเบิร์ต ไอสไตน์ได้กล่าวไว้ว่า

‘Nothing happens until something moves.

ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ โดยปราศจากการเริ่มต้น’

แน่นอนว่า…ความรักก็เช่นกัน

……

‘ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ที่ผมเริ่มหลงรักคนคนนั้น…’

“โฮ่ย! เท็ตสึ เหม่ออะไรอยู่น่ะ”

ท่ามกลางแสงสีส้มแดงของพระอาทิตย์ยามเย็น คุโรโกะสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อจู่ๆถูกมือหนาของอาโอมิเนะขยี้เรือนผมสีฟ้านั้นอย่างเอ็นดู ร่างสูง155เซนถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะหันไปดุอีกคนเสียงเนือยๆ “อย่าสิครับ ผมยุ่งหมดแล้ว”

“ก็นายเอาแต่เหม่อนี่นา คิดถึงใครอยู่กันล่ะ หืม?” อาโอมิเนะ ไดกิในชุดนักเรียนม.ต้นเทย์โคยิ้มน้อยๆ คุโรโกะ เท็ตสึยะส่ายหน้า จะให้บอกได้ยังไงว่ากำลังคิดถึงคนที่เดินอยู่ข้างๆนั่นแหละ…

“จะว่าไป วันนี้นี่มีแต่คนจับมือกันแฮะ” อาโอมิเนะชวนคุยด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ คุโรโกะมองไปรอบๆตัวแล้วจึงพยักหน้าเห็นด้วย

“นั่นสิครับ มีแต่คู่รัก สมกับที่เป็นวันวาเลนไทน์จริงๆนะครับ”

“……” อาโอมิเนะนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะคว้ามือเรียวขาวของคนข้างๆมาจับไว้ เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าเหลือบมองใบหน้าของคนตัวสูงกว่าที่เป็นสีแดงระเรื่อตัดกับสีผิวเข้ม

“อาโอมิเนะคุง…?”

“อ๊ะ?! เอ้อ…จับมือกันนะ เท็ตสึ”

“ก็จับอยู่ไม่ใช่เหรอครับ…” คุโรโกะยิ้มบางๆก่อนจะกุมมืออีกฝ่ายเช่นกัน

ทั้งคู่เดินจับมือกันเงียบๆ อาโอมิเนะรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย ให้ตายสิ น นี่เขากำลังทำอะไรอยู่เนี่ย ที่ทำอยู่ตอนนี้น่ะ…ไม่ต่างจากคู่รักวาเลนไทน์เลยไม่ใช่หรือไง?! ….จะว่าไงดีล่ะ พอรู้ตัวอีกทีก็ไปจับมือเท็ตสึเข้าซะแล้ว…

“อาโอมิเนะคุงครับ”

“อ๊ะ โอ้ ว่าไง!” เจ้าของชื่อสะดุ้งโหยง คุโรโกะกระพริบตามองเอซแห่งทีมปาฏิหาริย์ก่อนจะใช้มืออีกข้างชี้ไปยังสวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบริเวณที่พวกเขายืนอยู่มากนัก

“ไปที่นั่นกันได้ไหมครับ”

“เอ๋…มันก็ได้อยู่หรอก” คนผิวเข้มพยักหน้างงๆ

สวนสาธารณะแห่งนั้นว่างเปล่าไร้ซึ่งผู้คน อาโอมิเนะและคุโรโกะจับมือกันมองภาพของม้านั่งที่สะท้อนแสงสีส้มยามเย็น ซักพัก คุโรโกะจึงลากอาโอมิเนะไปยังม้านั่งนั้น ท่าเดินของคนตัวเล็กนั้นมาดมั่นราวกับว่าได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว

“โฮ่ย เท็ตสึ..?” อาโอมิเนะมองอีกคนด้วยสายตาไม่เข้าใจ

“อาโอมิเนะคุงครับ”

“?”

“ผมมีอะไรจะให้อาโอมิเนะคุง…” คุโรโกะว่าพลางยื่นบางสิ่งบางอย่างที่เป็นกล่องสีน้ำเงินให้อีกคน อาโอมิเนะรับกล่องปริศนานั้นมางงๆ

“เท็ตสึ ไอ้นี่น่ะ…?”

“ช็อกโกแลตวาเลนไทน์ไงล่ะครับ” ใบหน้าขาวของคุโรโกะเริ่มขึ้นสีเล็กน้อย อาโอมิเนะทำหน้าเหวอไปซักพักก่อนจะยิ้มกว้าง มือหนาคว้าร่างของอีกคนเข้ามากอด

“ขอบคุณนะเท็ตสึ!”

“อ อาโอมิเนะคุงครับ กอดแน่นไปแล้วครับ”

“ก็คนมันดีใจนี่นา” อาโอมิเนะหัวเราะร่า คุโรโกะถอนหายใจก่อนจะยิ้มบางๆ

“เฮ้อ….” คุโรโกะถอนหายใจอย่างหมดแรง นึกไม่ถึงว่าแค่ให้ช็อกโกแลตมันจะเหนื่อยขนาดนี้ ถ้าไม่ถูกกอดอยู่เขาคงเซไปหาม้านั่งแล้ว

“อาโอมิเนะคุงครับ”

“ว่าไง”

“เมื่อตอนที่ผมเหม่อแล้วอาโอมิเนะคุงถามว่าคิดถึงใครอยู่ ผมคิดถึงอาโอมิเนะคุงอยู่ครับ”

“…บ บ้ารึเปล่า ตัวจริงก็อยู่ตรงนี้แล้วแท้ๆเชียวนะ” อาโอมิเนะกอดคนในอ้อมแขนแน่นกว่าเดิม สายลมเย็นพัดผ่านอย่างแผ่วเบา พร้อมๆกับน้ำเสียงจริงจังของอาโอมิเนะที่ดังขึ้น

“ฉัน…รักนายนะเท็ตสึ รักมากๆ”

“ผมเองก็เหมือนกันครับ…” คุโรโกะกระซิบเบาๆ

ไม่สำคัญหรอกว่าความรักของคนทั้งคู่นั้นเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ ที่สำคัญกว่าคือความรักที่มีในตอนนี้…และในอนาคต….

…………

จบแหล่ววววว เป็นฟิคฟ้าดำฟิคแรกที่ได้ลองเขียนค่ะ เพราะเป็นรีเควสของสาวน้อยหน้าตาดีคนนึง โอ้วววว ตอนแรกก็ไม่คิดว่ามันไม่น่าจะยากมาก เพราะเราก็ก๊าวคู่นี้อยู่แล้ว แต่พอลองมาเขียนดูจริงๆ…อื้อหือ ยากเว้ย… เป็นอะไรที่บอกไม่ถูกมากฟหหฟดหดๆเๆ เอาจริงๆพล็อตเบาหวิวมากค่ะ ไม่มีอะไรเลย แค่สารภาพรักให้ช็อกโกแลตกันระหว่างทางกลับบ้าน(….) ดูธรรมดานะ แต่เพราะอะไรธรรมดาๆนี่แหละเลยคิดอะไรไม่ธรรมดาๆไว้ต่อยอดได้ช่วงไวท์เดย์(….) /ข้าม/ โอเค เอาเป็นว่าขอให้สนุกกับฟิคนะคะ ไว้วันหน้าฟ้าใหม่จะมาใส่อะไรให้มันยาวๆค่ะ แอร่กกกก

LH FanFiction [ Krusty x Shiroe ] ‘The Theory of Love’

LH FanFiction

Krusty x Shiroe

‘The Theory of Love’

………

ณ ห้องทำงานของหัวหน้ากิลด์ล็อกฮอไรซัน

ชิโรเอะขีดเขียนอะไรบางอย่างลงในเอกสารใบสุดท้ายก่อนจะวางปากกาลง ชายหนุ่มสวมแว่นเปิดลิสต์รายชื่อเพื่อนพร้อมกับไล่ปลายนิ้วไปเรื่อยๆจนกระทั่งหยุดอยู่ที่รายชื่อของใครคนหนึ่งซึ่งขาดการติดต่อมาได้ซักพักใหญ่แล้ว

ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ หัวหน้ากิลด์ล็อกฮอไรซันถอนหายใจ ทั้งเป็นห่วง ทั้งคิดถึง และสิ้นหวัง…

จนถึงตอนนี้ ชิโรเอะก็ยังไม่รู้ว่าตนเองควรจะทำอย่างไรดีเพื่อติดต่อกับครัสตี้ให้ได้ เขาลองทุกทางแล้วเท่าที่คนอย่างเขาสามารถทำได้ แต่มันก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น ที่ถูกสร้างเพิ่มขึ้นมีเพียงแค่ความรู้สึกเจ็บปวดแปลกๆเท่านั้น ชิโรเอะไม่รู้ว่าจะนิยามมันว่าอย่างไร รู้แค่ว่าบางที…มันก็ทำให้เขาร้องไห้ออกมาอย่างหยุดไม่ได้เมื่อจินตนาการว่าหัวหน้ากิลด์DDDนั้นจะหายไปตลอดกาล…

เมื่อครั้งที่ครัสตี้ยังอยู่ในอากิบะ ชิโรเอะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข เพียงแค่ได้พูดคุย ได้แอบมอง ได้แลกเปลี่ยนความคิด แค่นั้นก็มีความสุขแล้ว ถึงแม้หลังๆความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่จะก้าวหน้าไปมากกว่านั้นมากแต่แค่เรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านั้นก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ชวนยิ้มสำหรับชิโรเอะอยู่ดี

เวลาว่างๆ ชิโรเอะมักหมกตัวอยู่ในห้องทำงานเพื่อสะสางงานเอกสารของสภาโต๊ะกลมและเอกสารต่างๆของกิลด์ เมื่อไหร่ที่เหนื่อย เขาจะวางปากกาลง ฟุบหน้าลงกับโต๊ะแล้วคิดถึงใบหน้าของใครบางคน บางครั้งก็เผลอเหม่อให้คนอื่นเห็นจนโดนนาโอสึกุแซวอยู่บ่อยๆว่ากำลังตกอยู่ในห้วงรัก

ความรักคืออะไรกันนะ…

ถ้าว่ากันตามความหมายที่นักวิทยาศาสตร์เป็นผู้กำหนด ความรักก็คือเครื่องมือที่ธรรมชาติฝังไว้ในสมองของสัตว์เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์

ชิโรเอะเข้าใจเช่นนั้นมาตลอด ทุกอย่างบนโลกล้วนเกิดขึ้นเพราะมีเหตุผลของมัน แน่นอนว่าความรักก็เช่นกัน

ความรัก…เกิดขึ้นได้ยังไงกันนะ…

เอนแชนท์เตอร์หนุ่มนึกถึงงานวิจัยเรื่องความรักที่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รับรองที่เคยอ่านผ่านๆตาเมื่อนานมาแล้ว

ดร.เฮเลน ฟิชเชอร์ ได้กล่าวไว้ว่า ห้วงความรักของมนุษย์แบ่งเป็น3ตอน โดยจะมีฮอร์โมนที่แตกต่างกันมาร่วมแสดงบทบาทในแต่ละตอน เรียกว่าทฤษฎีรัก3ตอน”

ตอนที่ 1 ช่วงเกิดตัณหา
ตัณหาราคะถูกขับโดยฮอร์โมนเพศ 2 ตัว คือ เทสโทสเทอโรนและเอสโตรเจน เทสโทสเทอโรนเป็นฮอร์โมนที่ไม่ได้พบเฉพาะในผู้ชายเท่านั้น แต่ผู้หญิงก็มีเช่นกัน ฮอร์โมนเพศสองตัวนี้เองที่ช่วยควบคุมอาการ’อยากได้’ของมนุษย์

ตอนที่ 2 ช่วงคลั่งรัก
เป็นช่วงที่ทำให้ชีวิตมนุษย์ผิดเพี้ยนไป ไม่รับรู้ ไม่สนใจสิ่งรอบกาย ไม่กิน ไม่นอน เอาแต่นั่งฝัน เพ้อละเมอถึงคนรัก อาการต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ถูกควบคุมโดยกลุ่มสารสื่อประสาทที่เรียกว่า โมโนอะมิเนส ซึ่งประกอบด้วย
: โดพามีน ช่วยให้สมองตื่นตัว เช่นเดียวกับนิโคตีนและโคเคอีน
: นอร์เอพิเนฟรีน หรือก็คือ อะดรีนาลิน เป็นตัวการทำให้เหงื่อแตกและหัวใจเต้นรัวยามตื่นเต้น
: เซโรโทนิน หนึ่งในสารสำคัญที่ทำให้เกิดอาการ ซึม เศร้า เหงา…เพราะรัก

ชิโรเอะหยุดคิดเล็กน้อย ถ้าอย่างนั้น…แปลว่าเขากำลังอยู่ในช่วงที่สองอย่างนั้นหรือ… ไม่สิ มันมากกว่านั้น ถึงจะเป็นความรักแบบลับๆ แต่มันมากกว่านั้น…

ตอนที่ 3 ช่วงผูกพัน
เป็นช่วงที่เกิดการตกลงใช้ชีวิตคู่และสร้างครอบครัว ฮอร์โมนสองตัวสำคัญคือ
: ออกซีโทซิน พบว่าออกซีโทซินจะถูกขับออกมาเมื่อมีความสัมพันธ์ทางเพศที่ลึกซึ้ง ยิ่งลึกซึ้งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งผูกพันมากเท่านั้น ตามคำกล่าวของทฤษฎี
: วาโซเพรสซิน เป็นตัวรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย จะถูกขับออกมาเมื่อร่างกายขาดน้ำ ความตึงเครียดสูง ความดันเลือดสูง
หรือเมื่อคู่รักมีความสัมพันธ์ทางเพศ และมีอีกหน้าที่นึงคือสร้างความยึดมั่นในคู่รักของตน

เมื่อนึกถึงช่วงที่สาม ชิโรเอะหน้าแดงแปร๊ด ความทรงจำเลือนลางระหว่างเขากับครัสตี้ผุดขึ้นมาในหัว จนต้องคว้าหนังสือเล่มโตแถวๆนั้นมาตีหัวตัวเองหนึ่งทีเรียกสติ

ยิ่งลึกซึ้ง…ยิ่งผูกพัน หลายๆคนอาจเถียงว่าคนเราไม่จำเป็นต้องมีอะไรกันลึกซึ้งก็ผูกพันกันตลอดไปได้

อย่างไรก็ตาม การทดลองลดวาโซเพรสซินกับหนูแห่งทุ่งหญ้าแพรรีซึ่งเป็นหนึ่งในร้อยละ 3 ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่จับคู่อยู่กินกันแบบผัวเดียวเมียเดียวตลอดช่วงชีวิตทำให้เกิดผลบางอน่างขึ้นได้

หนูแห่งทุ่งหญ้าแพรรี่นั้น ถ้าคู่ของพวกมันตายอีกตัวก็จะตรอมใจตายตามไปในไม่ช้า โดยไม่คิดจะมีใหม่ นักวิทยาศาสตร์จึงทดลองให้ยาที่ลดปฏิกริยาของวาโซเพรสซินในหนูตัวผู้ ปรากฏว่าหนูตัวผู้ตัวนั้นเริ่มมีอาการเย็นชา ห่างเหินคู่รัก และไม่แสดงอาการหึงหวงเมื่อมีหนูหนุ่มตัวอื่นๆเข้ามายุ่ง การทดลองนี้จึงสรุปผลได้ว่า วาโซเพรสซินที่ถูกขับออกมายามมีเพศสัมพันธ์นั้นทำให้คนเรายึดมั่นในคู่รักของตนจริงๆ

ชิโรเอะฟุบหน้าลงกับโต๊ะทำงานที่ท่วมท้นไปด้วยกองเอกสาร แถบรายชื่อของครัสตี้ยังคงปรากฏอย่างเด่นชัด ราวกับว่าวายร้ายใส่แว่นนั้นจงใจเปิดทิ้งเอาไว้อย่างนั้นเพื่อเป็นตัวแทนของคนที่ขาดการติดต่อไป

ชิโรเอะลองนึกทบทวนอีกหลายทฤษฎีของความรักที่เขาเคยค้นคว้ามาในช่วงที่เพิ่งเริ่มตกหลุมรักครั้งแรก สุดท้ายจอมวางแผนก็เลิกคิด เพราะถึงไม่จำเป็นต้องมีทฤษฎีอะไรมายืนยัน ความรู้สึกของเขาก็แสดงออกอย่างชัดเจนอยู่ดีว่าเขารู้สึกอย่างไรกับครัสตี้ แต่ที่ถามกับตัวเองหลายๆรอบว่าสิ่งนี้คือความรักใช่ไหม ก็เพราะคงอยากจะทดลองทฤษฎีที่คิดเลียนแบบการทดลองฤทธิ์ของวาโซเพรสซินกระมัง

ยิ่งลึกซึ้ง…ยิ่งผูกพัน

แล้วถ้ายิ่งยืนยันว่ามันคือความรัก….ความรักจะเพิ่มมากกว่านี้รึเปล่านะ…

หรือว่าถึงแม้จะไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่มีครัสตี้อยู่ในใจ ไม่ว่ายังไงความรักก็ยังเพิ่มขึ้นอยู่ดี?

ชิโรเอะถอดแว่นออกแล้ววางมันลงบนแผ่นเอกสารแผ่นหนึ่ง หลับตาลงแล้วผล็อยหลับไปในที่สุด

……………….

แอร่กกกก เขียนจบจนได้ ช่างเป็นฟิคที่มีสาระอะไรเยี่ยงนี้ฟฟฟฟฟฟ ความจริงไม่น่าเรียกว่าฟิคนะ มีแต่พี่ชิโระโผล่คนเดียวเลย ครัสตี้หายฟฟฟฟฟฟ น่าจะเรียกว่าเป็นการเวิ่นมากกว่า;w;
ปล.ข้อมูลเพิ่มเติมเล็กน้อยค่ะ สารออกซีโทซิน จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการขับน้ำนม และเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมารดาและทารกด้วยค่ะ ในเรื่องไม่ได้เขียนไปด้วยเพราะจู่ๆก็นึกภาพพี่ชิโระกำลังให้นมลูก…อืม ทำลายความดราม่าที่พยายามจะดราม่ายังไงก็ไม่รู้ เลยเอามาเขียนไว้ในนี้แทนค่ะ (ฮา) ขอบคุณแรงบันดาลใจ หนังสือ500ล้านปีของความรัก โดยคุณหมอเอ้ว///// ความจริงยังไม่ได้ซื้อเลยค่ะ กะว่าสอบเสร็จจะไปเหมามาสองเล่มเลย (ได้ข่าวว่าอีกเล่มยังดองไว้—) ขอบคุณสำหรับข้อมูลจากเว็บ http://www.novabizz.com/NovaAce/Physical/Science-of-Love.htm และ http://www.vcharkarn.com/varticle/36850 รวมถึง http://www.bbc.co.uk/science/hottopics/love/ ด้วยค่ะ:)

ขอให้สนุกกับฟิคและมีความสุขกับชีวิตในช่วงนี้นะคะ:)

KnB FanFiction [ Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei ] ‘Our night before Valentine’s day’

KnB FanFiction

Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei

‘Our night before Valentine’s day’

……..

พอขึ้นเดือนกุมภาฯ ภาพของคนกุมมือกันก็กลายเป็นภาพที่หาดูได้ง่ายจนน่าหงุดหงิดสำหรับหลายๆคน

ฮิวงะ จุนเปย์เองก็เช่นกัน

“เดือนกุมภาฯมันก็แค่เดือนที่สองต่อจากมกราฯ! เดือนแห่งความรักอะไรกัน ไร้สาระชะมัด!!”

“วาเลนไทน์เองก็ด้วย!!! ตื่นเต้นกับวันพรรค์นั้นเป็นเด็กๆไปได้เนอะฮิวงะเนอะ! ก็แค่วันธรรมดา!!”

โคงาเนอิ ชินจิเองก็บ้าจี้โวยวายตามกัปตันทีมด้วย

“พรุ่งนี้วาเลนไทน์แล้วมันยังไงเล่า!! ก็แค่วันของพวกงี่เง่าเท่านั้นแหละน่า!!” ทั้งคู่ประสานเสียงกันอย่างคับแค้นใจ

“ตาสองคนนั้นน่ะ รีบๆมาซ้อมซะทีสิยะะ!!” เสียงตะโกนของโค้ชสาวแห่งเซย์รินทำเอาสองหนุ่มโสดรีบลุกจากม้านั่งริมสนามแล้วแยกย้ายกันไปซ้อมทันที ระหว่างซ้อมฮิวงะไม่วายวิ่งไปบ่นใส่อิซึกิที่กำลังเลี้ยงลูกบาสอยู่

“ฉันเบื่อหน้านายว่ะอิซึกิ ทำไมไอ้มุกแป้กอย่างนายถึงได้ช็อกโกเลตเยอะกว่าชาวบ้านชาวช่องเค้าฟะ ปีนี้ขอให้ไม่ได้ซักกล่อง!”

“ก็แหม ทุกคนชอบมุกของฉันไงล่ะฮิวงะ เสียใจด้วยนะ เดี๋ยวฉันเอามาแบ่งเหมือนปีที่แล้วๆมาละกัน” อิซึกิ ชุนขยิบตาหยอกล้อคนสวมแว่นก่อนจะพาสลูกต่อให้รุ่นน้องปีหนึ่งอย่างคากามิ ไทกะที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก

“อะ…นายนี่มัน!!” ฮิวงะคิ้วกระตุกนิดๆ อยากจะตบมุกแต่ตอนนี้กำลังอิจฉาอยู่เลยคิดอะไรไม่ค่อยออก สุดท้ายก็เลยเปิดโหมดคลัชไทม์ระบายอารมณ์ด้วยการชู้ตบาสแทน หลังจากที่การซ้อมจบลงแล้วกัปตันทีมถึงกับนั่งหอบข้างสนามเพราะใช้แรงในการบ่นเรื่องวาเลนไทน์ระหว่างซ้อมมากเกินไปนั่นเอง

“เอ้า ฮิวงะ ดื่มน้ำก่อนสิ” เซ็นเตอร์ร่างยักษ์นั่งยองๆข้างชู้ตติ้งการ์ดผมสั้น คนถูกเรียกรับกระบอกน้ำไปจากอีกฝ่ายแล้วดื่มอย่างรวดเร็วจนสำลักน้ำ ลำบากคิโยชิต้องมาคอยลูบๆหลังให้

“เอ้อ จริงสิฮิวงะ ขากลับแวะซื้อของกับฉันหน่อยได้รึเปล่า?”

“แค่กๆๆ ดะ ได้ แค่กๆๆ” ฮิวงะตอบอย่างยากลำบาก คิโยชิยิ้มบางๆก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือให้อีกคนจับเพื่อช่วยพยุงขึ้นมา โดยที่ท่าทีของทั้งคู่นั้นอยู่ในสายตาของเพื่อนรวมทีมคนอื่นโดยตลอด

“เชื่อมะ เจ้าพวกนั้นต้องพากันไปร้านช็อกโกเลตแน่” โคงาเนอิเขย่งเท้ากระซิบกระซาบกับมิโตเบะที่ยืนเงียบๆเช่นเคย อิซึกิส่ายหน้าเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มอย่างเอือมๆ

“เมื่อไหร่จะคบกันจริงๆซะทีนะ เจ้าพวกนั้น”

“ถ้าฮิวงะคุงเลิกเป็นคนปากไม่ตรงกับใจเมื่อไหร่เรื่องก็จะง่ายขึ้นเยอะเลยล่ะ” ริโกะถอนหายใจเฮือกใหญ่

“แต่จุดนั้นก็เป็นเสน่ห์ของกัปตันนะครับ” คุโรโกะ เท็ตสึยะยิ้มน้อยๆ

“ช่างหัวตานั่นเถอะ เอ้าๆ ไปอาบน้ำกันได้แล้วจะได้กลับกันซะที” โค้ชสาวตัดบทพร้อมกับโบกมือไล่หนุ่มๆทั้งหลายให้สลายการชุมนุม ณ บัดนี้ เสียงครางอย่างไม่พอใจของสมาชิกหลายๆคนทำให้ไอดะ ริโกะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วว่า ผู้ชายเองก็เป็นเพศที่ช่างคุยช่างเมาท์ไม่ต่างอะไรไปจากผู้หญิงเอาเสียเลย

สาวม.ปลายเพียงหนึ่งเดียวในชมรมบาสเซย์รินหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านขณะนั่งรอสมาชิกคนอื่นๆบนม้านั่ง อ่านๆไปได้ซักพัก เสียงฝีเท้าของคนสองคนก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงโวยวายที่แว่วมาแต่ไกล

“ก็บอกแล้วไงว่ามาซามุเนะน่ะ—”

“ฉันว่าโคลัมบัสน่ะ—”

ริโกะริมฝีปากกระตุกเล็กน้อย ตาสองคนนี้คุยเรื่องอะไรกันอยู่ล่ะนั่น คุยกันไปคนละทางเลยไม่ใช่รึไง…

“อ้าว ริโกะ จะว่าไปก็พอดีเลยนา ตัดสินให้หน่อยสิว่าคนในประวัติศาสตร์คนไหนเจ๋งสุด ระหว่างโคลัมบัสกับมาซามุเน—-” คิโยชิยิ้มกว้างในขณะที่ฮิวงะยืนกอดอก

“นั่นสิ เธอว่าไงก็ว่าตามนั้น ต้องเป็นมาซามุเนะแหงๆเลยใช่มั้ยล่ะ”

“นี่พวกนายเถียงอะไรกันยะ… งั้นฉันตัดสินให้เองละกันจะได้แฟร์ๆ คนที่เจ๋งที่สุดก็คือนิโคลา เทสลา โอเค จบนะ รีบๆกลับไปได้แล้ว ได้ยินแว่วๆว่ายังมีที่ที่ต้องแวะอีกไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวก็กลับบ้านดึกหรอก” โค้ชสาวถอนหายใจพลางส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ทั้งคิโยชิและฮิวงะมองหน้ากันงงๆ

“ค…ใครฟะ หมอนั่นน่ะ” ฮิวงะทำหน้าเหวอ

“ก็คนที่คิดค้นระบบไฟฟ้ากระแสสลับไง” ริโกะตอบสั้นๆ

“อะเระ…..” คิโยชิเองก็เหวอไม่ต่างไปจากกัปตันเช่นกัน

“ก็คนที่นำเสนอรากฐานของWireless Power Transmissionที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่19ไง หัดอ่านหนังสือบ้างสิยะเจ้าพวกโง่นี่”

“ใครโง่กันฟะ?! ก ก็แค่ไม่ถนัด!!! กลับกันเถอะคิโยชิ จะแวะซื้อของไม่ใช่รึไง?” กัปตันเซย์รินโวยวายก่อนจะรีบลากคนตัวใหญ่กว่าไปเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับ เด็กสาวผมสั้นพ่นลมหายใจดัง’หึ’ก่อนจะกลับไปนั่งอ่านหนังสือที่เดิมอีกครั้ง เสียงโวยวายของกัปตันทีมค่อยๆไกลออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเงียบหายไปในที่สุด

ถึงไอดะ ริโกะจะไม่ได้ยินแล้ว แต่คิโยชิ เท็ปเปย์ยังคงได้ยินอยู่เต็มสองรูหู

“ยัยบ้านั่น! ด่าฉันว่าโง่เรอะ ให้ตายสิ!” ฮิวงะยังคงบ่นไปตามประสา ฝ่ายคิโยชิได้แต่เดินตามอีกคนด้วยสีหน้าเบิกบาน

“เอาน่าๆ ก็ริโกะฉลาดกว่าพวกเรานี่นา”

“ไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นเลยเฟ้ย!”

“งั้นก็รีบไปกันเถอะ พอถึง’ที่นั่น’แล้วฮิวงะต้องอารมณ์ดีแน่ๆเลย” คิโยชิส่งยิ้มให้กับคนที่เริ่มทำหน้าสงสัย

“นี่นายคงไม่ได้พาฉันไปที่แปลกๆนะ ไหนบอกแค่ซื้อของไง”

“ก็ไปซื้อของนั่นแหละ” คนตัวใหญ่พูดยิ้มๆ ฮิวงะรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย คิโยชิในวันนี้…ดูจะอารมณ์ดีผิดปกตินะ? ปกติก็เป็นคนยิ้มง่ายอยู่แล้ว แต่พอเป็นวันนี้ยิ่งดูจะอารมณ์ดีเข้าไปใหญ่…

“จะว่าไป ฮิวงะเนี่ยอยากได้ช็อกโกเลตจากใครเหรอ? เห็นบ่นเรื่องช็อกโกเลตตลอดเวลาที่ซ้อมเลยนี่นา” คิโยชิหันไปถามยิ้มๆ ฮิวงะเหงื่อตกเล็กน้อยก่อนจะเหลือบมองไปอีกทางแล้วตอบปัดๆไป

“ฉันบ่นทั้งวันเฟ้ย ม ไม่ได้บ่นแค่ตอนซ้อมซะหน่อย จะผู้หญิงคนไหนให้ก็ดีใจทั้งนั้นแหละ”

คิโยชิยิ้มบางๆ ท่าทีแบบนี้ของอีกคนแสดงว่ากำลังโกหกอยู่แน่ๆ ถ้าเขาขอคิดไปเองว่าฮิวงะกำลังบอกใบ้อะไรบางอย่างให้คนบางคนในทีมจะได้ไหมนะ ขอคิดไปเองว่าคนคนนั้นก็คือคิโยชิ เท็ปเปย์…ได้รึเปล่านะ

ฮิวงะที่พูดเรื่องเดิมๆซ้ำไปซ้ำมาแถมยังพูดแค่ช่วงซ้อม อย่างนี้น่ะ…เหมือนกับเด็กๆที่กำลังเรียกร้องความสนใจเลยไม่ใช่รึไง?

อยากจะให้เขาซื้อช็อกโกเลตให้ในวันวาเลนไทน์….งั้นเหรอ…

คิโยชิหยุดความคิดเข้าข้างตัวเองก่อนจะคุยต่อไปตามปกติ

“ถ้าผู้หญิงคนไหนให้ก็ดีใจ งั้นแปลว่าริโกะให้ก็ดีใจสินะ”

“ยัยนั่นไม่ใช่ผู้หญิงฟ่ะ…. แล้วใครมันจะไปดีใจฟะ ถ้าได้วัตถุประหลาดที่พยายามจะปลอมตัวให้เป็นช็อกโกเลตมาน่ะ ก็แค่ช็อกโกเลตวอนนาบี”

“ฮะๆ ถ้าริโกะได้ยินเข้าคงโมโหน่าดูเลยล่ะ” คิโยชิยิ้มกว้างจนฮิวงะชักจะใจคอไม่ดี

“อย่าไปบอกยัยนั่นนะเฟ้ย!”

“ไม่บอกหรอก ถ้าไม่เผลอน่ะนะ”

“นายนี่มัน…!”

“อ๊ะ ถึงแล้วล่ะ” คิโยชิหยุดยืนหน้าร้านขายขนมแห่งหนึ่ง ฮิวงะกลืนคำด่าที่ค้างอยู่ที่ปากลงในลำคอแล้วเริ่มสังเกตร้านที่ตนไม่เคยมา ร้านขนมหวานเล็กๆตกแต่งอย่างน่ารัก ยิ่งช่วงนี้เป็นเทศกาลแห่งความรักก็เลยมีเครื่องตกแต่งร้านรูปหัวใจประดับประดาเต็มไปหมด คิโยชิผลักประตูเข้าไปด้วยท่าทีสบายๆ ผิดกับฮิวงะที่เริ่มเกร็งเล็กน้อย

“โฮ่ยๆ คิโยชิ นายมาผิดร้านรึเปล่าฟะ หรือว่านายโดนนิโคลาอะไรนั่นของโค้ชทำลายสมอง?!”

“ไม่หรอกๆ ถูกร้านแล้วล่ะ เค้าว่ากันว่าช็อกโกเลตของร้านนี้อร่อยที่สุดน่ะ” คิโยชิเอ่ยยิ้มๆก่อนจะลากฮิวงะไปยังชั้นวางสินค้าที่มีแพ็กเกจเป็นรูปหัวใจสีชมพูสดใสวางอยู่อย่างเป็นระเบียบ ซึ่งกัปตันเซย์รินคาดว่าของข้างในคงเป็นช็อกโกเลต มือหนาของคิโยชิเอื้อมไปหยิบของชิ้นนั้นมายื่นให้อีกคนดู

“ฉันอยากกินอันนี้ ซื้อให้หน่อยนะ ฮิวงะ”

“เฮะ………?”

“ซื้อให้หน่อยนะ” คิโยชิยิ้มอ่อนๆ ฮิวงะที่กำลังงุนงงกับสถานการณ์เบื้องหน้าทำหน้าเหวออย่างไม่เข้าใจ

“อะไรของนายฟะ….”

“อ้าว ก็วาเลนไทน์ไง ผู้หญิงต้องให้ช็อกโกเลตผู้ชายนี่นา ไม่ใช่เหรอ?” คิโยชิเอียงคอถาม ฮิวงะคิดตามไปได้ซักพักก็แทบเอากระเป๋าฟาดหน้าอีกคน

“ฉันไม่ใช่ผู้หญิงโว้ย!! แล้วก็…. อะ.. ไอ้นั่นน่ะ นายต้อง…ให้ฉัน…….ไม่ใช่รึไง…..” ทั้งๆที่ประโยคแรกออกจะเสียงดัง แต่ประโยคหลังคนสวมแว่นกลับเสียงค่อยลงอย่างเห็นได้ชัด

“อา…แต่ฉันก็ไม่ใช่ผู้หญิงนะ ที่สำคัญ ฉันคิดว่าถ้าเป็นฮิวงะให้อาจจะเหมาะกว่าก็ได้ ก็ฮิวงะน่ารักนี่นา” เซนเตอร์ร่างยักษ์ยิ้มบางๆ ฮิวงะอยากเถียงอีกฝ่ายมากแต่กำลังเขินอยู่เลยนึกอะไรไม่ค่อยออก สมองตื้อตันไปหมด หัวใจเองก็เหมือนกัน…เต็มไปด้วยความรักจนตื้อไปหมด….

“ว วันนี้ไม่ใช่วาเลนไทน์ซะหน่อย นายนี่มันหลงวันจริงๆ”

“วาเลนไทน์คือวันแห่งความรัก งั้นวันไหนๆที่มีฮิวงะอยู่ข้างๆก็คือวันวาเลนไทน์นั่นแหละนะ ก็ฉันน่ะ…รักฮิวงะทุกวันนี่นา” คิโยชิยิ้มอ่อนโยนให้อีกคน คนที่ถูกสารภาพรักถึงกับไปต่อไม่ถูก ตื่นเต้นยิ่งกว่าแอบดูผู้หญิงอาบน้ำ ดีใจยิ่งกว่าตอนที่ฟิกเกอร์นักรบลดราคาเสียอีก

“อ…เอามานี่! เดี๋ยวไปจ่ายเงินให้” ฮิวงะคว้ากล่องช็อกโกเลตในมือของอีกคนแล้วรีบเดินไปที่เคาทน์เตอร์ชำระเงิน คิโยชิกระพริบตาปริบๆเมื่อแอบเห็นหลังหูสีแดงเรื่อของอีกคน ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างแล้วรีบก้าวยาวๆตามไป

“รอด้วยสิ ฮิวงะ~”

ท่ามกลางบรรยากาศในร้านที่เริ่มหวานชื่นสมกับที่เป็นร้านขนมหวาน เจ้าของร้านมองส่งแผ่นหลังของลูกค้านักเรียนชายมัธยมปลายทั้งสอง รอจนเสียงกระดิ่งกรุ๊งกริ๊งเงียบไปจึงเดินไปลดอุณหภูมิแอร์ทุกเครื่องในร้าน

เป็นธรรมดาที่ความรักของวัยรุ่นมันช่างเร่าร้อน อยอุ่นและหวานชื่น แต่ยังไงก็ไม่ควรมาอบอุ่นอะไรกันในร้าน…ช็อกโกเลตละลายหมด

ขาดรักในร้านขนมน่ะเรื่องเล็ก แต่ขาดทุนนี่เรื่องใหญ่นะ…..

………………….

สงสารคุณเจ้าของร้าน555555555 ตอนแรกก็ว่าจะเขียนให้เป็นแนวโรแมนติกคอมเมดี้นะคะ อารมณ์คู่หูคูฮา แต่หลังๆมันกลายเป็นคอมเมดี้อย่างเดียวไปซะแล้ว55555555

ขอให้สนุกกับฟิคและชีวิตในช่วงเดือนกุมภาฯนะคะ:)

Kaitou Kid FanFiction [ Hakuba Saguru x Kuroba Kaito ] ‘Valetine’s day’

Kaitou Kid FanFiction

Hakuba Saguru x Kuroba Kaito

‘Valetine’s day’

…..

ผมคือจอมโจรคิด

สุภาพบุรุษจอมโจรที่เปรียบได้กับลูแปงแห่งยุคเฮย์เซย์

“ส่งเพชรคืนมาซะ คิด นายหนีไม่พ้นแล้ว”

ท่ามกลางความเงียบสงบในยามค่ำคืน ผมที่กำลังนำอัญมณีที่ขโมยมาส่องกับแสงจันทร์ตามปกติถูกขัดจังหวะด้วยเสียงของนักสืบหนุ่มจากลอนดอนผู้แต่งตัวไม่ต่างจากโฮล์ม ผมหันไปมองเขาที่อาจหาญมาเผชิญหน้ากับจอมโจรอย่างผมเพียงลำพังบนดาดฟ้าตึกสูงใจกลางเมืองแล้วแสร้งยิ้ม

“สวัสดีครับ คุณนักสืบ”

“นายทำอย่างนี้ไปทำไม” ฮาคุบะ ซางูรุถามผมด้วยวลีเด็ดหลังจับคนร้ายได้ของเขา แน่นอนว่าผมยังไม่ถูกจับ ผมจึงมีสิทธิที่จะไม่ตอบคำถามนั้น

“เอาเถอะ คืนนี้ผมไม่อยากมาเสียเวลามาทะเลาะกับคุณ แล้วนี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการซะด้วย ฝากคุณไปคืนสารวัตรนากาโมริด้วยละกันครับ ป่านนี้เขาคงกำลังคลั่งอยู่ล่ะมั้ง” ผมฉีกยิ้มอารมณ์ดี วางเพชรลงกับพื้นดาดฟ้าก่อนจะยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา ฮาคุบะขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะบอกเวลาผม

“ห้าทุ่มห้าสิบเก้านาที ห้าสิบวินาที”

“เอ๋…งั้นเหรอครับ นาฬิกาผมเร็วไปสินะ งั้นป่านนี้ก็คงได้เวลาแล้วล่ะมั้ง” ผมหยิบบางสิ่งออกมาจากใต้สูทสีขาว ก่อนจะโยนมันให้นักสืบหนุ่มที่เบี่ยงตัวหลบไปตามปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติของร่างกาย ผมหัวเราะกับท่าทีของเขา

ฮาคุบะเหลือบตามองของที่ผมให้เขาอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะเดินไปหยิบสิ่งนั้นขึ้นมาพินิจพิจารณา

“ช็อคโกแลตงั้นเหรอ… นี่นาย….”

เสียงฝีเท้าของพวกตำรวจดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผมยิ้มให้ฮาคุบะแล้วเอ่ยกับเขาว่า

“สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะครับ คุณนักสืบ”

ปัง!

เสียงประตูดาดฟ้าถูกถีบให้เปิดออกเรียกรอยยิ้มจากโป๊กเกอร์เฟสของผมได้อีกครั้ง สารวัตรนากาโมริพุ่งเข้ามาพร้อมกับเสียงตะโกนกระโชกโฮกฮากและปืนพกสีดำในมือ

“มอบตัวซะ!! คิด!!!!”

“สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะครับ สารวัตรนากาโมริ”

ผมดีดนิ้วดังเป๊าะ ควันสีชมพูพวยพุ่งออกมาทั่วบริเวณต่างๆที่ผมติดตั้งไว้บนดาดฟ้านี้ เสียงตำรวจน้อยใหญ่สำลักควันกันค่อกแค่กทำให้ผมยิ้มกระหยิ่ม ผมอาศัยความชุลมุนพร้อมกับม่านควันนี้ปลอมตัวเพื่อหลบอย่างรวดเร็ว ทว่า โชคก็ไม่ได้เข้าข้างผมเท่าไหร่นัก ผมประมาทฮาคุบะมากเกินไป…

“หยิบหน้ากากกันควันขึ้นมาใส่เร็ว!!” เสียงสั่งลูกน้องของสารวัตรทำเอาผมกุมขมับ ถ้าเป็นสารวัตรนากาโมริคงไม่รอบคอบอย่างนี้แน่ นี่น่ะคำแนะนำของไอ้นักสืบขี้เก็กนั่นชัดๆ!!!

“ชิ…” ผมกัดฟันกรอด ก้มตัวลงต่ำแล้วหลบหลีกตำรวจทุกคน พุ่งเข้าหาสารวัตรนากาโมริ ยัดช็อกโกแลตอีกกล่องใส่เสื้อนอกเขาแล้ววิ่งหนีลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว ผมได้ยินเสียงฮาคุบะดังแว่วมาจากไกลๆ

“หนีไปได้แล้วครับ!”

ผมตั้งใจจะกระโดดหนีออกทางหน้าต่างชั้นสิบสามซึ่งไม่ไกลจากดาดฟ้านักแล้ว’บิน’ออกไป ทว่า เฮลิคอปเตอร์สองสามลำที่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ดันโผล่มาพอดี ลมแบบนี้แฮงไกลเดอร์ผมคงใช้งานไม่ได้ ผมกัดฟันกรอด ได้ยินเสียงฝีเท้าของฮาคุบะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ขอบคุณพระเจ้าที่ตึกนี้เป็นตึกร้างไม่มีแสงไฟ ไม่งั้นแค่เห็นหน้าผมเพียงเสี้ยวเดียวเขาคงจำผมได้แน่

ผมตั้งใจจะใช้ความเร็ววิ่งผ่านเขาไป แต่ฮาคุบะตัวใหญ่กว่าผม ช่วงแขนก็ยาวกว่า หมอนั่นคว้าแขนผมแล้วกอดรวบตัวผมไว้ได้ แผ่นหลังของผมชนกับอกของหมอนั่นอย่างจัง

“จับได้ซะทีนะ” น้ำเสียงมั่นอกมั่นใจของนักสืบหนุ่มทำเอาผมเบ้ปาก

“คุณนักสืบมั่นใจเหรอครับว่าจะจับผมได้จริงๆ” ผมสวมบทโป๊กเกอร์เฟสอีกครั้ง ไม่มีความหวั่นหลงเหลืออยู่ในน้ำเสียง มาดมั่นราวกับว่าไม่มีใครทำอะไรผมได้

“แน่นอน หลักฐานคือฉันที่กำลังจับนายอยู่นี่ไง”

“ผมไม่เรียกมันว่าจับนะครับ น่าจะเรียกว่ากอดจากข้างหลังอาจจะถูกกว่า”

“เอาล่ะ คุยกันแบบนี้มันเสียมารยาทนะว่าไหม ขอดูหน้าคู่สนทนาให้ชัดๆหน่อยเถอะ” ฮาคุบะตัดบทดื้อๆ แรงกอดของหมอนั่นค่อยๆคลายออกผมฉวยโอกาสสะบัดจนหลุด เอื้อมมือไปปิดตาเขา และ….

กลั้นหายใจชั่วครู่ก่อนจะเขย่งปลายเท้าไปจุมพิตอีกฝ่าย…..

จากนั้นผมก็เผ่นหนีไป ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้าของฮาคุบะตามมาอย่างที่คาดเดาไว้ ผมเนียนเป็นตำรวจปนอยู่กับพวกของสารวัตรนากาโมริที่วิ่งตามฮาคุบะลงมาทีหลัง ตำรวจที่ออกมาจากตึกร้างคนแรกโดนตรวจเข้มอยู่คนเดียว ผมส่ายหน้าน้อยๆกับความประมาทก่อนจะหลบออกไปได้ในที่สุด โดยที่ก่อนหน้านั้นได้ยินสารวัตรบ่นงึมงำว่า’ขอบคุณสำหรับช็อกโกเลต’เบาๆ

ผมนึกถึงโน้ตเล็กๆที่แปะอยู่หลังกล่องช็อกโกแลตแล้วยิ้มบางๆ

‘ไล่จับผมมาตั้ง7ปีคงเหนื่อย ทานให้อร่อยนะครับ’

‘ขอโทษที่ไม่ยอมให้จับง่ายๆนะครับ คุณนักสืบ’

อืม…..

วันวาเลนไทน์น่ะ ไม่เห็นจำเป็นว่าผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายให้ซะหน่อย ไม่เห็นจำเป็นว่าจะต้องเกี่ยวกับเรื่องรักๆใคร่ๆของชายหญิง ที่สำคัญ…คงต้องถือว่าเป็นการขอโทษที่สร้างเรื่องวุ่นๆให้พวกเขาด้วยล่ะนะ ผมก็แค่อยากขอโทษสารวัตรแทนพ่อของผม แต่จะส่งให้วันธรรมดาก็คงพิลึกอยู่ ส่วนวันปีใหม่คงเป็นข่าวครึกโครมเกินไปมั้ง ที่สำคัญ มันจะกลายเป็นว่าจะเข้าใจผิดกันไปใหญ่ว่าผมไปยั่วโมโหอีกฝ่ายเสียมากกว่า เพราะแบบนั้นมันดูไม่จริงใจเอาเสียเลย ส่วนฮาคุบะนั่นน่ะ…

ไม่รู้สินะ ก็แค่คิดว่า…หมอนั่นน่ะเป็นคนพิเศษ…

หัวใจผมเต้นรัวเร็วขึ้นเล็กน้อย ผมเริ่มออกวิ่ง วิ่งไปให้ไกลที่สุด ไม่ใช่ไกลจากที่เกิดเหตุ แต่ไกลจากความรู้สึกบางอย่าง…

คำว่ารัก

……………..

เป็นฟิคจอมโจรอัจฉริยะฟิคแรกของเราเลยค่ะ;///; โฮรลลลล คุ้ยรูปแฟนเก่าๆในเครื่องแล้วเจอแฟนอาร์ตไคโตะคุงค่ะ เห็นแล้วคิดถึงมาก ไม่ได้ดูนานแล้ว แถมวันนี้ยังเป็นวันก่อนวาเลนไทน์หนึ่งวัน… ก็เลยกลายเป็นฟิคสดแบบไม่ได้วางแผนอะไรเลยค่ะฟฟฟฟฟ |||Orz ลงก่อนวาเลนไทน์วันนึงละกันเนอะ พรุ่งนี้ไม่ว่างฟฟฟฟฟ

ยังไงก็ตามแต่ ขอให้สนุกกับฟิคและเดือนกุมภาฯนะคะ:)

Garin FanFiction [ รุทร x การิน ] ‘Happy birthday to you’

Garin FanFiction

รุทร x การิน

‘Happy birthday to you’

……..

‘You can’t blame gravity for falling in love.

คุณไม่อาจโทษแรงดึงดูดของโลกได้ เมื่อคุณตกหลุมรักใครสักคน’

คำกล่าวของอัลเบิร์ต ไอสไตน์ผุดขึ้นในสมองของรุทรขณะที่มองรุ่นพี่ที่อายุน้อยกว่าตนกำลังฟุบหลับสนิทอย่างไร้ซึ่งการป้องกันใดๆบนโต๊ะม้าหินอ่อนของโรงเรียนนิศาพาณิชย์ บริเวณนั้นเงียบสงบและมีลมพัดอ่อนๆเย็นสบาย เงาของร่มไม้ใหญ่ช่วยบดบางแสงแดดและมอบความร่มรื่นให้คนสองคน ณ ที่ตรงนั้นได้เป็นอย่างดี

หนุ่มร่างสูงนั่งลงบนม้านั่งตรงข้ามกับคนหลับสนิท ก่อนจะเอื้อมมือไปเกลี่ยเรือนผมสีดำตรงหน้าอย่างเบามือ นัยน์ตาที่ปกติมักเรียบเฉยจนดูน่ากลัวปรากฏแววความอ่อนโยนอย่างที่น้อยคนนักจะได้เห็น

‘ทำไมถึงได้รักคนอย่างนายก็ไม่รู้…’

รุทรถอนหายใจขณะที่มองใบหน้าขาวซีดของการินแล้วยิ้มอย่างอ่อนใจ

การิน คนประหลาดที่ไม่ว่าใครๆต่างก็รังเกียจ ไม่มีใครอยากยุ่งด้วย รุทรเองก็ไม่ได้สนใจอะไรอีกฝ่ายมาก เพราะคิดแค่ว่าเป็นแค่พวกทำตัวมีปัญหา เรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้างไปวันๆ ทว่า โชคชะตากลับเล่นตลก ยิ่งไม่อยากยุ่งเกี่ยวแต่กลับยิ่งได้พบเจอ ยิ่งได้รู้จักกลับยิ่งผูกพัน ยิ่งผ่านปัญหามาด้วยกัน ก็ยิ่งเปิดใจยอมรับกันและกัน

การิน…ความจริงแล้วก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร…

ถึงแม้จะเป็นคนที่ดูแข็งกร้าว แต่ภายในกลับเปราะบางน่าทะนุถนอมเหลือเกิน…

ถึงบ่อยครั้งจะทำเป็นไม่สนใจคนอื่น…แต่ก็ใช่ว่าจะเพิกเฉยจริงๆ

เป็นคนดื้อดึง เอาแต่ใจ แต่ถ้าต้องการอะไรก็จะเด็ดเดี่ยว ไม่ยอมแพ้หรือถอดใจง่ายๆ

รู้ตัวอีกที รุทรก็พบว่าตัวเองตกหลุมรักการินไปซะแล้ว….

จะโทษใครก็ไม่ได้ แน่นอนว่าโทษแรงดึงดูดของโลกก็ไม่ได้เช่นกัน คนที่ผิดก็คือการิน…รวมถึงหัวใจของเขาเองด้วย…

“อือ….”

การินครางเบาๆ รุทรสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบชักมือออกจากเรือนผมของอีกฝ่าย การินค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆอย่างสะลึมสะลือ เด็กหนุ่มรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นรุ่นน้องนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตน

“อ้าว วันนี้โดดเรียนเหรอเนี่ย ไอ้ขี้เก็ก”

“หลับอยู่อย่างเดิมก็ดีแล้ว ไม่น่าตื่นมาเลยจริงๆ” รุทรโต้กลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“…ตอนนี้ฉันเริ่มอารมณ์ไม่ดีแฮะ ออกไปซะก่อนที่ฉันจะหงุดหงิดหน้านิ่งๆของแกแล้วเสกหนังควายใส่” การินหงุดหงิดเล็กน้อย ไอ้บ้านี่นั่งมองเขานานหรือยังนะ รู้อย่างนี้หลับในห้องเรียนอย่างเดิมดีกว่า เพราะอย่างน้อยคนในห้องก็ไม่มีใครสนใจหรือมานั่งจ้องเขาขนาดนี้

ว่าแต่…ทำไมพอคิดเรื่องที่ถูกจ้องนานแล้วต้องแอบดีใจด้วย?

ทำไมต้องดีใจที่มีตัวตนอยู่ในสายตาของไอ้ขี้เก็กนี่ขนาดนั้น…

“ปากไม่ดีเหมือนเคย” รุทรส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ “พูดกับคนที่จะมาอวยพรวันเกิดนายอย่างนี้ได้ยังไงกัน”

การินจ้องอีกฝ่ายเขม็ง “คนอย่างฉันไม่ต้องการคำอวยพรจากไอ้ขี้เก็กอย่างแก”

“พูดมากน่า รับๆไปเถอะ” รุทรลุกจากม้านั่งหินอ่อนแล้วเดินไปหาอีกคนใกล้ๆ การินมองหนุ่มรุ่นน้องด้วยสายตาไม่เข้าใจ

“คิดจะทำอะไรของแกวะ”

รุทรโน้มตัวลงเข้าหาอีกคน มือหนาเชยคางเรียวขึ้นเล็กน้อยก่อนจะประทับจุมพิตลงไปบนริมฝีปากของการิน

ราวกับโลกหยุดหมุน เข็มนาฬิกาหยุดเดิน ทันทีที่ได้สติ การินรีบผลักคนตัวใหญ่ออกไปแรงๆ ใบหน้าที่ปกตินั้นขาวซีดขึ้นสีแดงเรื่อๆบริเวณพวงแก้ม “ท ทำบ้าอะไรของแกวะ!! ไอ้ขี้เก็ก”

รุทรจ้องมองคนเขินแล้วยิ้มมุมปากน้อยๆ “ของขวัญวันเกิดไง มีความสุขมากๆล่ะ”

คนตัวสูงเดินจากไป ทิ้งไว้แต่เพียงเด็กหนุ่มผมดำที่โวยวายอยู่ซักพัก ก่อนจะเดินอย่างหัวเสียไปที่ห้องเรียน ไม่ได้หงุดหงิดที่ถูกจูบ แต่หงุดหงิดที่หัวใจของตัวเองดันเต้นรัวเร็วผิดจังหวะขนาดนี้

“ไอ้ขี้เก็ก!! ไอ้บ้า!!!”

…………

ฟิครุทรxการินฟิคแรกในชีวิตเลยค่ะ;w; สุขสันต์วันเกิดนะการิน เรายังเขียนนายๆม่ค่อยดีเท่าไหร่แต่ก็จะพยายามนะะะ

ของคุณทุกท่านที่ตามอ่านมาถึงตรงนี้ด้วยนะคะ

ขอให้สนุกกับฟิคและชีวิตในเดือนกุมภาฯค่ะ:)