KHR FanFiction *Special Fic to XANXUS* ‘TANTI AUGURI A TE’

KHR FanFiction

*Special Fic to XANXUS*

‘TANTI AUGURI A TE’
……

‘X’ ในภาษาอิตาลีนั้นอ่านได้ว่า ‘dieci’ (ดิเอซี) แปลว่า ‘สิบ’

และในชื่อของใครคนหนึ่งก็มีเลขสิบอยู่ถึงสองตัว

‘…XANXUS…’

ชายที่น่าจะได้ตำแหน่งวองโกเล่รุ่นที่สิบไปครอง ชื่อของเขามีเลขสิบเป็นส่วนประกอบ รวมไปถึงวันเกิดที่มีส่วนประกอบของเลขสิบด้วย นั่นก็คือวันที่สิบเดือนสิบ

แต่เขากลับไม่ได้เป็นวองโกเล่รุ่นที่สิบ ถึงแม้ชีวิตเขาจะเกี่ยวข้องกับเลขสิบมากแค่ไหนก็ตาม…

เลขสิบ เป็นเลขที่ราวกับต้องการจะกำหนดชีวิตเขา แต่สุดท้ายกลับไม่เคยสร้างปาฏิหาริย์อะไรให้เขาเลย…

…….

นาฬิกาข้อมือเรือนหรูบอกเวลาเที่ยงคืนตรง

แซนซัสนั่งเหยียดขาอยู่บนโซฟาสีเลือดหมูตัวยาว นัยน์ตาสีทับทิมเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าสีดำสนิทนอกหน้าต่าง วิสกี้ในแก้วช็อตเคลื่อนที่ไปตามแรงของมือแกร่งที่ขยับไปมาเบาๆ

ขณะที่บอสแห่งวาเรียกำลังปล่อยใจไปกับวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่างและเหล้าชนิดโปรด จู่ๆร่างกายของเขาก็ชาไปทั้งร่าง ก่อนที่จะค่อยๆสลายหายไปเป็นละอองแสงสีแดงที่ลอยเด่นอยู่ในความมืดมิด แก้ววิสกี้เมื่อไร้ผู้ถือหล่นลงกระแทกพรมหนา ของเหลวสีเข้มในแก้วค่อยๆไหลซึมพื้นพรมราคาแพง น้ำแข็งก้อนใหญ่ในแก้วช็อตเริ่มละลายเพราะอุณหภูมิห้อง

วันที่10 ตุลาคม ค.ศ.20XX เวลา0.00นาฬิกา

แซนซัส บอสใหญ่แห่งหน่วยลอบสังหารหายตัวไปจากปราสาทวาเรียอย่างไร้ร่องรอย..

……

แซนซัสวัย24ขมวดคิ้วมุ่น ร่างกายของเขาหายชาแล้ว แต่ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือเขาอยู่ที่ไหน…? และมาอยู่ที่นี่ด้วยวิธีใด?

คนผมดำหรี่ตาลงอย่างพินิจพิเคราะห์ สถานที่ที่เขาอยู่ ณ ที่นี้เป็นห้องขนาดกว้างที่ถูกปูด้วยพรมชั้นดีสีแดง ให้ความรู้สึกโอ่โถงราวกับเป็นห้องรับรองแขกของคฤหาสน์หลังหนึ่ง มีเครื่องเรือนไม้เพียงหนึ่งเดียวคือนาฬิกาลูกตุ้มขนาดใหญ่ติดผนัง ใจกลางของห้องมีชุดโซฟาหนังสีครีมวางอยู่ โคมระย้าขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่บนเพดานให้ความสว่างไสวไปทั่ว

ขณะที่บอสแห่งวาเรียกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงความสงสัย ฉับพลัน เสียงดัง ‘ตุบ’ ก็ดังขึ้นติดกันสองครั้ง แซนซัสหันขวับไปมองตามต้นเสียง ไฟโทสะในมือลุกโชนขึ้นราวกับพร้อมจะโจมตีศัตรูผู้มาใหม่

ทว่า

แซนซัสนิ่งไปชั่วครู่หลังจากที่เห็นร่างของผู้มาเยือนทั้งสอง ร่างหนึ่งเป็นเด็กชายวัยไม่เกินสิบขวบที่มีใบหน้าเหมือนกับเขาในสมัยเด็ก ส่วนอีกคนดูท่าว่าจะแกกว่าเขาซักสิบปีได้ แต่แววตาดุดันและใบหน้าที่มีแผลเป็นขนาดใหญ่นั้นทำให้เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่แค่ไม่อยากเชื่อก็เท่านั้น เพราะมันยากเกินกว่าที่จะทำใจเชื่อได้…

“พวกแกเป็นใคร ไอ้สวะ” เจ้าของเสียงแหลมเล็กเป็นคนพูดขึ้นก่อนคนแรก ในน้ำเสียงที่แม้จะมีท่าทีอวดเบ่งวางอำนาจ แต่ผู้ใหญ่ทั้งสองก็ฟังออกว่าท่ามกลางความหยิ่งยโสนั้นมีความหวาดระแวงแอบแฝงอยู่

“ฉันคือแก แล้วก็แก ตอนอายุ34” ชายหนุ่มร่างสูงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำวางอำนาจ พร้อมๆกับหันไปมองเด็กชายและชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่าตน

แซนซัสวัย24ปีสำรวจตัวเองในอนาคต เขาเปลี่ยนทรงผม แต่ยังคงแต่งตัวด้วยเครื่องแบบของวาเรียเช่นเดิม

“พวกแกคือตัวฉันในอนาคตงั้นเหรอ” เด็กชายมองผู้ใหญ่สองคน…มองอนาคตของตัวเองที่เต็มไปด้วยแผลเป็นทั่วร่าง

“…แล้วทำไมฉันถึงต้องมาอยู่ที่นี่กับอดีตและอนาคตของตัวเองด้วย” แซนซัสวัย24ปีพึมพำเสียงต่ำ ถึงแม้จะพอคาดเดาได้ว่าเขาอยู่ที่ไหน แต่ก็ยังตอบไม่ได้อยู่ดีว่าตนเองเดินทางมาด้วยวิธีใด

สิ้นเสียงพึมพำของแซนซัส จู่ๆแสงสว่างจากโคมระย้าก็ดับลง ราวกับเป็นสัญชาตญาณ ไฟโทสะในมือของแซนซัสทุกช่วงอายุลุกโชนขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่จะมีใครได้พูดอะไร เสียงปริศนาของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้น และตามมาด้วยเสียงอีกหลายๆเสียงที่พูดเหมือนกันบ้างต่างกันบ้าง

‘แฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยู แซนซัส’

‘โอทันโจบิโอเมเดโตะ’

‘ขอให้มีความสุขมากๆนะคุณบอส’

ภาพของเหล่าผู้คนนิรนามปรากฏขึ้นเป็นแสงสีขาวจางๆโดดเด่นในความมืด บ้างก็กำลังวาดรูปเหมือนของเขาแล้วเขียนอวยพร บ้างก็กำลังจรดนิ้วมือลงบนคีย์บอร์ดอย่างบ้าคลั่ง บ้างก็นำแก้วช็อตใส่วิสกี้มาจัดวางแล้วถ่ายรูป บ้างก็อบขนมเค้กก้อนใหญ่ที่เขียนอวยพรเขาบนหน้าเค้ก

“…..” แซนซัสทั้งสามคนมองทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังดำเนินอยู่ด้วยสายตาแปลกใจระคนสงสัย จริงอยู่ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของเขา แต่ทว่าพวกเขาทั้งหลายไม่รู้จักคนพวกนี้เสียหน่อย… นี่มันเรื่องอะไรกันแน่…

“มันคือปาฏิหาริย์..”

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ชวนสับสน เสียงของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้น แซนซัสทั้งสามช่วงวัยละความสนใจจากภาพเรืองแสงและเสียงคำอวยพรวันเกิดที่ยังคงปรากฏขึ้นรอบๆห้อง นัยน์ตาสีแดงสามคู่จ้องมองไปยังต้นเสียงพร้อมๆกัน

“ปาฏิหาริย์ของเลขสิบที่อยู่ในชื่อของพวกเจ้า”

เจ้าของเสียงเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีรูปร่างสูง ตาสีเขียว และมีเรือนผมสีดำยาวพอที่จะมัดไว้เป็นผมหางม้าเล็กๆ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเขียวขี้ม้าที่ถูกทับด้วยสูทตัวนอกสีดำ เข้าชุดกับกางเกงขายาวสีดำและรองเท้าหนังราคาแพง

แซนซัสในวัยเด็กมองหน้าผู้มาเยือนด้วยสีหน้าเอือมระอา

“นี่คือตัวฉันในอนาคตอีกคนงั้นเหรอ”

“ไม่ใช่” คนที่ตอบคำถามกลับไม่ใช่ชายปริศนา แซนซัสวัย24ปีจ้องเขม็งไปที่ผู้มาใหม่พร้อมกับเอ่ยเหตุผลที่สนับสนุนความคิดของตน

“ไอ้สวะนี่ไม่มีแผล…”

“ถูกต้องแล้ว ข้าไม่ใช่พวกเจ้า และข้าก็มีเวลาไม่มากที่จะมาคุยเรื่องพวกนี้ด้วย” ชายปริศนากล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลนพร้อมๆกับเดินไปนั่งที่โซฟาสีน้ำตาลเข้มเหลือบดำ นัยน์ตาสีเขียวดุดันทอประกายในความมืด

“พวกเจ้าถูกชักจูงมาที่นี่เพราะปาฏิหาริย์ของเลขสิบในชื่อ เลขสิบที่ไม่ได้ช่วยให้เจ้าได้เป็นวองโกเล่รุ่นที่สิบ”

แซนซัสในวัยเด็กเอียงคอสงสัย ในขณะที่แซนซัสวัย24ปีและวัย34ปีจ้องเขม็งไปที่ผู้พูด

“แก…” หนึ่งในนั้นพึมพำออกมาเบาๆ

“โชคชะตาคงเห็นใจพวกเจ้าที่จะต้องแบกเลขสิบไว้ในชื่อถึงสองตัว แต่กลับไม่ได้รับสืบทอดตำแหน่ง ถึงได้มอบปาฏิหาริย์ในคืนวันเกิดให้แบบนี้” ชายปริศนาเอ่ยด้วยน้ำเสียงวางอำนาจที่เริ่มจะมีกระแสความหงุดหงิดเจือปน ทำไมเขาต้องเจียดเวลามานั่งอธิบายอะไรแบบนี้ให้เจ้าพวกเด็กรุ่นหลังฟังด้วยนะ… แต่เดิมทีการอธิบายอะไรก็ไม่ใช่หน้าที่ของคนอย่างเขาอยู่แล้ว หน้าที่ของเขาคือการออกคำสั่งต่างหาก

“และปาฏิหาริย์ที่ว่า ก็คือการนำพวกเจ้าในแต่ละช่วงเวลามาเจอกัน เพื่อรับรู้ถึงคำอวยพรของเหล่าผู้คนจากต่างโลก”

“ต่างโลก…?” แซนซัสวัยเด็กและวัย24ปีทวนคำพูดของอีกฝ่ายเบาๆ ส่วนวัย34ปีถามกลับไปว่า

“ต่างโลกที่ว่านั่น…หรือว่าจะเป็นโลกคู่ขนาน…?”

“ประมาณนั้น พวกเขารับรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับวองโกเล่ และผู้คนจำนวนหนึ่งก็ชื่นชมพวกเจ้า”

แซนซัสวัย34ปีเหลือบมองภาพของคนเหล่านั้นที่ยังคงปรากฏขึ้นพร้อมกับคำพูดอวยพร บางคนก็ชมในเรื่องรูปร่างของเขา บางคนก็ชมในเรื่องนิสัยของเขา ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นเสียงของผู้หญิงโดยส่วนใหญ่

“ข้าอธิบายจบแล้ว เชิญพวกเจ้าเพลิดเพลินกับปาฏิหาริย์ของพวกเจ้าต่อไปก็แล้วกัน” ว่าแล้วร่างของชายปริศนาก็สลายหายไปทันทีที่พูดจบ เหลือแต่เพียงบุคคลคนเดียวกันในแต่ละช่วงเวลา กับห้องมืดมิดที่กำลังฉายภาพเหล่าคนจากต่างโลก

‘สุขสันต์วันเกิดนะคะป๋าแซน’

เสียงเด็กผู้หญิงนิรนามทำเอาแซนซัสวัยผู้ใหญ่สองคนคิ้วกระตุก ‘ป๋า’ที่ว่านี่หมายความว่ายังไง….. อายุของพวกเขายังไม่ถึงวัยที่จะเป็น‘ป๋า’เสียหน่อย

‘ถึงป๋าจะนิสัยป่าเถื่อนดุร้าย แต่ป๋าแซนก็รักวองโกเล่มาก’

‘เรารักป๋าตรงนั้นล่ะ’

เสียงของเด็กผู้หญิงนิรนามเงียบลงเป็นเสียงสุดท้าย ภาพและเสียงคำอวยพรที่ได้ยินมาตลอดระยะเวลาหนึ่งพลันหายไป ท่ามกลางความเงียบและความมืด เสียงนาฬิกาลูกตุ้มก็ตีบอกเวลา ผ่านมาสิบนาทีแล้วสำหรับปาฏิหาริย์ของพวกเขาในคืนนี้

ร่างของแซนซัสทั้งสามเรืองแสงสีแดงน้อยๆ ร่างกายรู้สึกชาแปลกๆ เป็นสัญญาณว่าได้เวลากลับไปอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง

“เฮ้ย ไอ้หนู” จู่ๆแซนซัสวัย24ปีก็หันไปเรียกเด็กชายผมดำที่อาจจะหายไปเป็นคนแรก

“สุขสันต์วันเกิดว่ะ”

“สุขสันต์วันเกิด” แซนซัสวัย34ปีก็ร่วมอวยพรเช่นเดียวกัน

“ฮื่อ… สุขสันต์วันเกิด” เด็กชายแซนซัสมองตนเองในวัยผู้ใหญ่ทั้งสองคนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะสลายหายไป เหลือเพียงละอองสีแดง

“สุขสันต์วันเกิดว่ะ”

“เช่นกัน”

แซนซัสสองคนจ้องหน้ากัน ถึงแม้ว่าคำอวยพรต่างๆตะสลายหายไปแล้ว และร่างกายของพวกเขาก็กำลังจางลงเรื่อยๆ ทว่า กลับมีรอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากของคนทั้งคู่

“ก็เป็นปาฏิหาริย์ที่ไม่เลวนักหรอก”

แล้วร่างของทั้งคู่ก็สลายหายไป กลายเป็นละอองแสงสีแดงเปล่งประกายอยู่ในห้องที่มืดสนิท ทิ้งไว้แต่เพียงความเงียบงัน และความรู้สึกบางอย่างที่บอสแห่งวาเรียทั้งสามช่วงอายุทิ้งไว้ให้แก่กลุ่มคนจากต่างโลก และหวังว่าจะสามารถส่งถึงจิตใจคนเหล่านั้นได้ ความรู้สึกที่เรียกได้ว่าแทบไม่เคยเกิดขึ้นเลยในหัวใจที่ด้านชา…

‘ขอบคุณ’

………………….

กรี๊ดดดดดดดดดป๋าแซนขาาาา เราได้รับความรู้สึกของป๋าแล้วนะคะฟฟฟฟฟ รักป๋านะ รักๆๆๆ โอยยย เขินจังงง ไม่เคยเขียนฟิครีบอร์นมาก่อนเลย เนื่องจากเราไม่ได้ชิพคู่ไหนกับป๋าเป็นพิเศษ เลยลังเลอยู่นานมากว่าจะเขียนฟิคอะไรให้ป๋าดี สุดท้ายก็ออกมาเป็นแบบนี้แหละค่าา 5555 ขอมโนเข้าข้างตัวเองหน่อยเถอะว่าคนอย่างป๋าก็รู้สึกขอบคุณใครเป็น แต่ป๋าก็แค่ไม่กล้าพูดออกมาก็เท่านั้น ไอ้คำสารภาพรักป๋านั่นคือความจริงจากใจเราเองค่ะ ตอนแรกไม่ชอบเลยย คนอะไรโหดเหี้ยมฟฟฟฟฟ แต่ไปๆมาๆ เราก็รู้สึกเห็นใจตาโหดคนนี้ คือตอนทรยศรุ่นที่9เพราะรู้ความจริงว่าตัวเองไม่ใช่ลูกแท้ๆนี่คนคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่นะ? กำลังเสียใจที่ถูกหลอกรึเปล่า? และนั่นก็เริ่มเป็นจุดเปลี่ยนให้เรามองตาคนนี้หลายด้านยิ่งขึ้น พอเราเห็นภาคอนาคตที่สู้กับจิล เราก็รู้สึกเลยว่าป๋าเท่ขึ้นมาก(อันนี้นับรวมหน้าตาด้วย5555) ถึงจะเหี้ยมโหด ถึงจะไม่ยอมรับสึนะในฐานะรุ่นที่10 แต่ถ้าวองโกเล่เดือดร้อนล่ะก็ ตาคนนี้จะไม่ยอมอยู่เฉยแน่ๆ คืออ่านตอนนั้นแล้วแบบ แสดงว่าความรักของแซนซัสที่มีต่อวองโกเล่เป็นของจริง มองในแง่ของเราป๋าอาจจะมองเห็นเหมือนที่นี่เป็นบ้านรึเปล่านะ อืม นี่เราเพ้ออะไรเยอะแยะเนี่ย มองป๋าแซนในแง่ดีไปหน่อยหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่อย่างน้อยก็เป็นตัวละครสีเทาเข้มตัวนึงที่เรารักมากเลยล่ะค่ะ

ยังไงก็ตามแต่ ขอให้สนุกกับฟิคนะคะ:)

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s