KnB FanFiction [ Aomine Daiki x Momoi Satsuki ] ‘SWOT Analysis’

KnB FanFiction

Aomine Daiki x Momoi Satsuki

‘SWOT Analysis’

………..

แสงแดดอ่อนๆยามบ่ายส่องกระทบร่างเด็กหนุ่มโดดเรียนคนหนึ่งที่นอนเหยียดกายอยู่บนดาดฟ้าของตึกเรียน อาโอมิเนะ ไดกิหรี่ตามองท้องฟ้าสีครามที่ประปรายไปด้วยก้อนเมฆสีขาวปุกปุย

‘ดูจะเด้งดึ๋งดีแฮะ…’

คนผิวเข้มชูแขนข้างขวาขึ้นก่อนจะทำท่าขยำๆก้อนเมฆก้อนหนึ่งซึ่งเขาอุปโลกน์ไปเองว่าเป็น’หน้าอก’ของผู้หญิง…

“มาอยู่ที่นี่เองเหรอ ไดจัง”

“….” อาโอมิเนะลดแขนลงขณะมองร่างบอบบางของเด็กสาวเพื่อนสนิทที่กำลังเดินเข้ามาหาตน

“โดดเรียนมันไม่ดีนะ กลับห้องกันเถอะ” โมโมอิ ซัทสึกิถอนหายใจอย่างเอือมระอา เส้นผมสีชมพูยาวถึงกลางหลังปลิวสะบัดไปตามแรงลม

อาโอมิเนะอ้าปากหาวหนึ่งครั้งก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเอื่อยๆ

“…ไม่เอา”

“กะแล้วเชียว…” เด็กสาวมองอีกฝ่ายอย่างชั่งใจ “ถ้าไดจังจะนอนอยู่ที่นี่ล่ะก็ ฉันเองก็จะอยู่ที่นี่ด้วย”

“…ตามใจ” โมโมอิถอนหายใจเฮือกใหญ่ คงเพราะตั้งแต่ที่พ่ายแพ้ให้กับเซย์ริน อีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ยอมตามใจบ้างซักวันก็คงไม่เป็นไร…

อาโอมิเนะ ไดกิเหลือบมองเพื่อนสมัยเด็กของตนที่นั่งลงบนพื้นดาดฟ้าจริงๆด้วยความรู้สึกประหลาดใจ ปกติแล้วต่อให้ฟ้าจะถล่มดินจะทลาย คนอย่างซัทสึกิก็ต้องลากเขาไปเรียนให้ได้ ไม่มีทางปล่อยให้ทำตามอำเภอใจอย่างนี้หรอก

โมโมอิหยิบแผ่นชาร์ตบอร์ดประจำตัวขึ้นมาจากกระเป๋าหนังสือแล้วเริ่มเขียนอะไรขยุกขยิกลงไป ก็สมกับเป็นเธอดี ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ อาโอมิเนะแอบเหลือบมองใบหน้าของเด็กสาวเพื่อนสมัย ก่อนที่นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มจะค่อยๆไล่ลงมาเลื่อยๆ จากใบหน้าขาวเนียน ค่อยๆเลื่อนมาเป็นอีกหน้าหนึ่ง……’หน้าอก’

“อ๊ะ มีอะไรเหรอไดจัง” โมโมอิเงยหน้าขึ้นจากแผ่นชาร์ตบอร์ดเมื่อรู้สึกว่าถูกจ้องมอง อาโอมิเนะสะดุ้งน้อยๆก่อนจะทำเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง

“เธอเขียนอะไรลงไปในนั้นน่ะ”

“ก็พวกข้อมูลน่ะ ฉันเขียนข้อมูลกับการพัฒนาของซากุราอิคุงค้างเอาไว้ เขียนเสร็จแล้วจะลองวิเคราะห์ดู” เด็กสาวตอบด้วยสีหน้าเริงร่า

“งั้นเอามาดูหน่อย” อาโอมิเนะว่าพลางลูกขึ้นนั่ง ก่อนจะแย่งชาร์ตบอร์ดสีเข้มมาจากมือเด็กสาว เขาพลิกไปที่หน้าข้อมูลของตัวเอง พบว่ามีตัวอักษรลายมือของเพื่อนสมัยเด็กเขียนอยู่ยุ่บยั่บไปหมด อาจจะเยอะกว่าของสมาชิกในทีมคนอื่นๆเสียด้วยซ้ำ

“เขียนอะไรของเธอเยอะแยะไปหมดเลยเนี่ย”

“วิเคราะห์ค่าSWOTของนายไง”

“สะ..สะอะไรนะ?”

“สวอทย่ะ เป็นวิธีวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งแบบนึงที่ใช้กันในองค์กร แต่ฉันเอามาประยุกต์ใช้กับทีม” โมโมอิว่าพลางโน้มตัวเข้าไปชี้ตัวอักษรย่อตัวหนึ่งให้ดู กลิ่นหอมอ่อนๆจากเรือนผมสวยที่เคลื่อนไหวไปมาอยู่ในระยะประชิดทำเอาอาโอมิเนะใจเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อย

“S มาจาก Strengths แปลว่าจุดแข็ง และจุดแข็งที่ว่านี่ก็ต้องอยู่ในตัวนายด้วย ไม่ใช่มาจากคนอื่น”

“จุดแข็ง…?”

“ใช่ อย่างเช่นความเร็ว ความแข็งแกร่งของร่างกาย….”

อาโอมิเนะฟังผ่านๆหู ความสามารถของตนนั้นคนผมน้ำเงินย่อมรู้ดีอยู่แล้ว ป่วยการที่จะรับฟังจากปากของอีกคน แต่ที่เขาสนใจก็คือในเมื่ออีกฝ่ายสามารถใช้SWOTวิเคราะห์จุดแข็งของเขาได้ เขาเองก็น่าจะสามารถทำได้เช่นกัน แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องบาสเก็ตบอล…

ถ้าวิเคราะห์ตามแบบของคนที่เพิ่งรู้จักวิธีSWOT อาโอมิเนะก็สามารถตอบตัวเองได้ว่าจุดแข็งของเขาคืออะไร สิ่งๆนั้นก็คือ…ความรักอันมั่นคงที่มีต่อโมโมอิ ซัทสึกินั่นเอง

เป็นความรักที่เกิดขึ้นจากความผูกพัน ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ความรู้สึกในใจเขาเปลี่ยนไป…

“ต่อมาก็ W มาจาก Weaknesses หมายถึงจุดอ่อน จุดอ่อนของไดจังก็คือไม่ยอมไปซ้อมเนี่ยแหละ! แถมขาดทีมเวิร์คด้วย!”

“โฮ่ยๆ ของอย่างนั้นมันใช่จุดอ่อนซะที่ไหนเล่า คนอย่างฉันไม่มีจุดอ่อนซะหน่อย”

อาโอมิเนะพูดด้วยน้ำเสียงยานคางก่อนจะลองวิเคราะห์ตัวเองต่อ จุดอ่อนของเขา…จุดอ่อนของเขาก็คือความรู้สึกกลัว…กลัวว่าซักวันหนึ่งซัทสึกิจะจากเขาไป ทั้งๆที่เหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้น แต่เขากลับสลัดความรู้สึกนั้นออกจากหัวไม่ได้เลย

“ต่อไปก็ O มาจาก Opportunities แปลว่าโอกาส ไม่ได้เกี่ยวกับตัวไดจังแล้ว แต่ว่ามาจากปัจจัยอื่น”

โอกาส….. ถ้าซัทสึกิเลิกมองเท็ตสึเมื่อไหร่ นั่นคงเป็นโอกาสของเขา…

“สุดท้ายก็T มาจาก Threats แปลว่า อุปสรรค เกิดจากปัจจัยภายนอกเหมือนกับโอกาส”

อุปสรรคของเขาตอนนี้…

คุโรโกะ เท็ตสึยะ…

“พอเราวิเคราะห์แบบนี้ได้แล้วก็รู้เลยใช่มั้ยล่ะว่าต่อไปจะแก้ปัญหาแล้วก็พัฒนาจุดแข็งของเราต่อไปยังไง”

“ต้องคิดเรื่องของคนอื่นแบบนั้น เธอนี่ทำแต่งานน่าเบื่อแฮะ” อาโอมิเนะทำน้ำเสียงเบื่อหน่ายเช่นปกติ เพื่อปกปิดความรู้สึกหน่วงๆในหัวใจ คนผมน้ำเงินหลับตาลง ได้ยินเสียงบ่นกระปอดกระแปดของอีกฝ่าย แต่เขาไม่สนใจแล้ว

ในเมื่อยิ่งคิดยิ่งเจ็บ เขายังไม่อยากแสดงความผิดปกติให้เพื่อนสมัยเด็กเห็น จึงได้แต่ทำตัวให้ปกติที่สุดเท่าที่ทำได้

อาโอมิเนะ ไดกิจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งนิทรา ถึงแม้จะหลับเพื่อหนีความจริงอันแสนจะเจ็บปวดของการแอบรักได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่สุดท้าย….เขาก็ยังคงเจ็บปวดอยู่ดี…

…………

‘น้องไนท์รู้จักการวิเคราะห์สวอทไหมจ๊ะ’

และนี่คือจุดเริ่มต้นของพล็อตSWOT Analysisนั่นเองค่ะ ช่วงปิดเทอมเราต้องสอบทุนของก.พ. รุ่นพี่เราก็เลยแนะนำว่าให้ลองเอาไปใช้วิเคราะห์ในข้อสอบดู เผื่อเค้าจะให้เราเขียนวิเคราะห์ผลดีผลเสียของการเปิดอาเซียนอะไรงี้ (สุดท้ายแล้วเราจำเข้าห้องสอบค่ะ ฮาา) ทีนี้ดันสงสัยว่ามันเอาไปใช้กับองค์กรได้ แล้วมันเอาไปใช้กับทีมได้รึเปล่า? ก็เลยกลายมาเป็นแบบนี้ค่ะ อันนี้ร่างพล็อตคร่าวๆเสร็จก็ดองค้างไว้ตั้งแต่ช่วงสอบ พอมาแต่งต่อปุ๊บก็ไปต่อไม่ถูกเลยค่ะ เหมือนไม่ได้เขียนฟิครักเขาข้างเดียวแบบนี้มานานแล้ว ยังไงก็ขอให้สนุกกับฟิคนะคะ:)

KnB FanFiction *Special KnB FanFiction for Halloween Event* [ Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei ] ‘Halloween Kiss’

KnB FanFiction

*Special KnB FanFiction for Halloween Event*

Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei

‘Halloween Kiss’

……..

31 ตุลาคม ค.ศ.20XX

ช่วงเวลาตีสี่เป็นเวลาที่ผู้คนธรรมดายังคงท่องเที่ยวอยู่ในห้วงแห่งความฝัน แต่ในขณะเดียวกัน ใครบางคนเริ่มงัวเงียลุกขึ้นมาจากเตียงไปแต่งตัวเตรียมไปโรงเรียน

ฮิวงะ จุนเปย์ไม่รู้จัก’เวลาKGB’

KGBก็คือหน่วยสืบราชการรับของสหภาพโซเวียต ช่วงเวลาที่พวกKGBปฏิบัติมักเป็นช่วงเวลาประมาณตีสี่ เป็นช่วงที่ไม่ดึกเกินไปและไม่เช้าเกินไป ดังนั้นเวลาKGBก็คือเวลาตีสี่ธรรมดาๆนั่นเอง

ฮิวงะ จุนเปย์ไม่ได้รู้อะไรลึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ตะวันตก เขาเชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมากกว่า ช่วงเวลาที่KGBออกปฏิบัติภารกิจเขาก็ไม่เคยรู้จัก แต่สาเหตุที่ทำให้เขาต้องฝืนตื่นตั้งแต่เช้ามืดก็เป็นเพราะเขามีนัด

ก็ไม่เชิงว่าเป็นนัด แต่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นกิจวัตรประจำวันมากกว่าที่จะต้องวิ่งไปโรงเรียนตอนเช้าพร้อมๆกับคิโยชิ เท็ปเปย์

บ้านก็ไม่ได้ใกล้กันเลย แต่ยังจะอุตส่าห์ตื่นแต่เช้ามายืนรอเขาอยู่หน้าบ้านซึ่งเปิดกิจการร้านตัดผมได้ทุกวี่ทุกวัน

“อรุณสวัสดิ์ ฮิวงะ”

คิโยชิในชุดวอร์มยิ้มร่า ฮิวงะหาวใส่แทนการทักทายก่อนจะบิดขี้เกียจอยู่พักหนึ่ง

“เอ้า พร้อมแล้ว! ไปกันเถอะ” กัปตันเซย์รินเริ่มออกวิ่ง ตามมาด้วยเซนเตอร์ของทีมที่ไล่ตามมาติดๆ ทั้งสองคนวิ่งตีคู่กันไปเรื่อยๆเช่นทุกเช้าที่ผ่านมา

“ฮิวงะ วันนี้เป็นวันฮาโลวีนล่ะ”

“แล้วไงฟะ ก็คงเหมือนกับปีที่แล้วที่โดนบังคับกินขนมอันตรายของยัยนั่นน่ะแหละ” ฮิวงะตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายพร้อมกับทำหน้าละเหี่ยใจ คิโยชิหัวเราะกับท่าทางตลกๆของอีกคน

“วันนี้วันปล่อยผีใช่มั้ยล่ะ ถึงตอนนี้จะยังเช้าอยู่แต่ก็น่าจะมีวิญญาณอยู่แถวๆนี้—”

“พะ พูดอะไรฟะ จะไปมีได้ยังไงเล่า!” ฮิวงะแทบจะกระโดดถีบอีกคนให้กระเด็นไปไกลๆสุดขอบโลก ไอ้บ้าคิโยชิ! นี่จงใจแกล้งกันใช่มั้ยถึงได้พูดเรื่องผีกันในวันปล่อยผีเนี่ย!

“นายเนี่ยเชื่ออะไรเป็นเด็กๆเลยนะ ผีเผอน่ะมีที่ไหนกัน” คนสวมแว่นพูดอวดเก่งกลบเกลื่อนความหวาดกลัวที่เริ่มตกตะกอนในใจ ถึงเวลานี้จะเป็นเวลาเช้า แต่ก็ยังเป็นเช้าที่สลัวๆ อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ตัวอะไรจะโผล่มาเวลานี้ก็ได้…

ทั้งคู่จบบทสนทนาเรื่องฮาโลวีนเอาไว้แค่นั้นก่อนจะขึ้นบทสนทนาทั่วๆไป ขณะที่กำลังวิ่งๆอยู่ นัยน์ตาสีเข้มหลังเลนส์แว่นก็เหลือบไปเห็นร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง สองขาของชู้ตติ้งการ์ดเซย์รินหยุดเดินก่อนที่จะลากคนตัวใหญ่กว่าเข้าไปในร้านแห่งนั้น

“จะซื้ออะไรงั้นเหรอ ฮิวงะ”

“จู่ๆก็อยากกินขนมน่ะ แวะซื้อซักหน่อยคงไม่ไปซ้อมสายหรอก ใช่มั้ยล่ะ?” ฮิวงะว่าพลางหยิบๆขนมจากชั้นวางสินค้า

“เอ๋… แต่ปกตินายไม่ซื้อ อ๊ะ หรือว่า…” คิโยชิยิ้มน้อยๆก่อนจะเอ่ยเสริมว่า “นายจะซื้อขนมไปให้ทุกคนเหรอ ก็วันนี้มันวันฮาโลวีนนี่นะ”

“…ขืนไม่ซื้อไปก็ต้องกินฝีมือริโกะน่ะสิฟะ ฉันยังไม่อยากเห็นใครกลายเป็นผีในวันปล่อยผีนะ” ฮิวงะบ่นงึมงำก่อนจะหอบสินค้าที่เลือกหยิบมาหลายถุงไปจ่ายเงิน คิโยชิเดินตามอีกฝ่ายต้อยๆจนกระทั่งเดินออกจากร้าน

“เฮ้ คิโยชิ”

“หืม? อะไรเหรอ”

ฮิวงะหยิบห่อโดรายากิออกจากถุงร้านสะดวกซื้อ กัปตันเซย์รินฉีกห่อออกแล้วจึงยัดขนมใส่ปากอีกฝ่าย

“ฉันเลี้ยง”

“….” คิโยชิกระพริบตาปริบๆมองคนที่รีบเดินหนี เมื่อเห็นว่าใบหูทั้งสองข้างของอีกฝ่ายปรากฏสีแดงๆขึ้นมาเล็กน้อยราวกับว่ากำลังเขิน คนผมสีอ่อนรีบจัดการขนมในปากให้เรียบร้อยก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปหากัปตันทีม คว้าไหล่อีกฝ่ายไว้แล้วจึงดังให้หันมาทางตน

“อะ อะไร…?” ฮิวงะทำหน้างง

“ฉันเองก็มีอะไรที่อยากจะให้ฮิวงะเหมือนกัน แต่คงต้องขอก่อนนะ”

“อะไรของนายฟะนั่น” ฮิวงะเหลือบมองมือหนาที่จับไหล่ของตนไว้แน่นทั้งสองข้าง ใบหน้าที่จริงจังของคิโยชิทำเอาหัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ

พระอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า แสงแดดอ่อนๆของพระอาทิตย์ยามเช้าส่องกระทบร่างของคนทั้งสอง แสงแดดอ่อนๆที่น่าจะไม่มีความร้อนใดๆ แต่กลับกระตุ้นให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอย่างน่าประหลาด

“พูดว่าTrick or Treatสิฮิวงะ จะได้เข้ากับบรรยากาศฮาโลวีนหน่อย”

“……..Trick or Treat?”

“Treat” คิโยชิยิ้มร่า ร่างสูงค่อยๆโน้มตัวลงมาจุมพิตที่ริมฝีปากของอีกฝ่าย

เวลาเหมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ

คิโยชิถอนริมฝีปากออก ฮิวงะยังคงแข็งค้าง ใบหน้าของชู้ตติ้งการ์ดเบอร์สี่ร้อนวาบ หัวใจเต้นโครมครามยิ่งกว่าเสียงกลอง

“ไอ้บ้า” ฮิวงะชกอกอีกฝ่ายแรงๆแก้เขินก่อนจะวิ่งหนีไปเพื่อหลบซ่อนความเขินอาย คนถูกทำร้ายนิ่งไปชั่วครู่เมื่อพบว่าฮิวงะชกมาที่บริเวณอกซ้ายของเขา บริเวณที่กล้ามเนื้อหัวใจกระตุกไปมา

ขอคิดเข้าข้างตัวเองไปได้ไหมนะ ว่านั่นเป็นหมัดที่มาจากหัวใจของอีกคน ส่งตรงถึงหัวใจของเขา….

คิโยชิ เท็ปเปย์ยิ้มกว้าง ก่อนจะออกวิ่งตามคนสวมแว่นไปทันที

“รอฉันด้วยสิ ฮิวงะ”

“แน่จริงก็ตามให้ทันสิ ไอ้บ้าคิโยชิ”

ทั้งสองคนวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนานท่ามกลางบรรยากาศยามเช้ามืดที่เงียบสงบ

ฮาโลวีน อาจจะเรียกได้ว่าเป็นวันปล่อยผี

ทว่า

จะเป็นวันปล่อยผีหรืออะไรก็ตาม ความรักของคนสองคนนั้นเกิดขึ้นทุกวันเสมอ และจะเกิดขึ้น…ตลอดไป…..

………..

หลังจากที่แต่งฟิคเรื่องก่อนหน้าเป็นเวลาเกือบ2อาทิตย์ แต่เรื่องนี้ใช้เวลาประมาณ20นาทีค่ะ เพราะใช้เวลาแค่นั้นเลยออกมาสั้นขนาดนี้ เอาจริงๆคืออยากทำอะไรให้พี่ฮิวงะหลังจากที่ไปตกหลุมแว่นวายร้ายชิโรเอะมานานค่ะ นานแล้วเหมือนกันที่ไม่ได้กลับมาเขียนคู่นี้ รู้สึกคิดถึงจังฟฟฟฟฟฟ

ยังไงก็ตาม ขอให้สนุกกับฟิคซักนิดนึงก็ยังดีนะคะ:)

KnB FanFiction [ Murasakibara Atsushi x Aomine Daiki ] ‘Trick or Treat’

KnB FanFiction

Murasakibara Atsushi x Aomine Daiki

‘Trick or Treat’

******Rate : NC******

………

มุราซากิบาระ อัตสึชิในชุดลำลองตัวโปรดยืนอยู่ ณ สนามบาสร้างผู้คนแห่งหนึ่ง ถึงแม้จะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ว่าตนโผล่มา ณ สถานที่แห่งนี้ได้อย่างไร แต่คนตัวใหญ่ก็เลือกที่จะตั้งสติแล้วเดินสำรวจไปทั่วสนาม

“ไง มุราซากิบาระ”

เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยดังขึ้น คนผมม่วงหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อพบร่างของอาโอมิเนะ ไดกิ อดีตเพื่อนร่วมทีมปาฏิหาริย์กึ่งนั่งกึ่งนอนเหยียดขาอยู่บนพื้นสนาม แผ่นหลังพิงไปที่รั้วตาข่ายเหล็กเกรอะสนิมเล็กน้อย เขาสวมเครื่องแบบของโรงเรียนโทโอที่ค่อนข้างยับ ริมฝีปากเหยียดยิ้ม ข้างกายคนผิวเข้มมีลูกบาสลูกหนึ่งวางอยู่

“มิเนะชิน… ทำไมทั้งฉันทั้งนายถึงได้มาอยู่ในที่แบบนี้ด้วยกันล่ะ”

“นายกำลังฝัน มุราซากิบาระ ฝันที่เกิดจากปาฏิหาริย์ในวันฮาโลวีน”

ปาฏิหาริย์ที่ทำให้พวกเขาได้เจอกัน…

“ฮาโลวีน…? มีปาฏิหาริย์ในคืนปล่อยผีอย่างนี้ด้วยเหรอ”

“ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องนั้นหรอก รู้แค่ว่าตอนนี้มันกำลังเกิดขึ้นกับนายก็พอ อ้อ เกิดขึ้นกับฉันด้วย” อาโอมิเนะถอดเสื้อนอกสีเข้มของตนออกแล้วโยนมันลงไปบนพื้น นัยน์ตาสีน้ำเงินจ้องเขม็งไปยังอดีตเพื่อนร่วมทีมราวกับกำลังท้าทายอีกฝ่าย

“…ฉันชอบฮาโลวีน เพราะพอถึงวันนี้ทีไรจะได้กินขนมเยอะกว่าปกติ”

“แล้วไง ใครจะสนเรื่องขนมของนายกัน มาเริ่มแข่งกันได้แล้วน่า” อาโอมิเนะบิดขี้เกียจ ใช่แล้ว อุตส่าห์ได้มีโอกาสเจอกับมุราซากิบาระทั้งที อาคิตะไม่ได้อยู่ใกล้โตเกียวมากขนาดที่นั่งรถไปไม่กี่นาทีก็ถึงซะหน่อย

เจอคนที่เคี้ยวยากอย่างมุราซากิบาระ ไฟนักกีฬาในตัวอาโอมิเนะก็ติดพรึ่บทันที ทำตัวขี้เกียจไปเรื่อยๆบางทีก็น่าเบื่อเหมือนกัน

คนผิวเข้มคว้าลูกบาสมาถือไว้ขณะที่ลุกขึ้นยืน มุราซากิบาระส่ายหน้าน้อยๆพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่าย

“ฮาโลวีนทั้งทีก็ต้องกินขนมสิมิเนะชิน ยิ่งปีนี้ขนมที่อยากกินมานานดันมาอยู่ตรงหน้าซะด้วย

“…นี่นายหมายความว่าไง?”

ระยะห่างระหว่างทั้งคู่หดสั้นลง ใกล้เสียจนปลายจมูกสัมผัสกัน ใกล้กันเสียจนอาโอมิเนะหัวใจเต้นผิดจังหวะ คนตัวสูงกว่าก้มหัวลงกระซิบข้างๆหูของอีกฝ่ายเบาๆ

“ขอกินนายหน่อยนะ มิเนะชิน”

“อะ….ไอ้…..” อาโอมิเนะนิ่งค้างไปชั่วครู่ ก่อนจะควบคุมสติตนแล้วเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงกวนๆแบบไม่คิดอะไร

“นายกินฉันไม่ได้หรอก เพราะฉันต่างหากที่จะเป็นฝ่ายกินนาย”

“มิเนะชิน เป็นขนมน่ะต้องถูกกินนะ”

ใบหน้าของมุราซากิบาระเคลื่อนเข้าไปใกล้อีกฝ่าย นัยน์ตาสีม่วงทอประกายความหิวกระหายในบางสิ่งอย่างชัดเจน อาโอมิเนะสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็พยายามทำหน้านิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถึงแม้จะควบคุมสีหน้าได้ กลับบังคับให้หัวใจตนเองเลิกเต้นโครมครามอยู่ในอกไม่ได้เลย….

“ฉันไม่ใช่ขนมว่ะ เลิกบ้าแล้วก็ออกไปห่างๆได้แล้ว” เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน

เมื่อเห็นว่ามุราซากิบาระยังคงยืนอยู่ที่เดิม อาโอมิเนะจึงผลักอีกฝ่ายแรงๆ คนถูกผลักเซไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“นายกลัวงั้นเหรอมิเนะชิน หรือว่าเขิน…?”

“พูดบ้าๆ!!” หมัดของอาโอมิเนะพุ่งไปที่ใบหน้าของคนผมม่วง มุราซากิบาระคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของอีกคนก่อนที่หมัดนั้นจะปะทะกับใบหน้าของเขา หมัดอีกข้างพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงแต่ก็ถูกคว้าไว้ได้เช่นกัน

“ฉันไม่อยากรออีกแล้ว มิเนะชิน ฉันอยากกินนายจะแย่อยู่แล้ว”

อาโอมิเนะถูกดันติดรั้วเหล็ก คนผิวแทนกัดฟันกรอด สมองที่ไม่ค่อยจะได้ใช้กำลังคิดหนักว่าจะหลบหนีจากสถานการณ์นี้ได้ยังไง ไม่ใช่ว่าเขารังเกียจมุราซากิบาระ แต่แค่ไม่อยากรู้สึกแปลกๆจนสูญเสียความเป็นตัวเองไป ซึ่งความรู้สึกที่ว่านั้น…… เขาอาจจะกำลังเขินอีกฝ่ายอยู่ก็เป็นได้…

ถึงจะชอบอ่านนิตยสารลามก แต่นั่นก็เปรียบได้แค่คนเก่งทฤษฎี ใช่ว่าจะเชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติ… พอจู่ๆต้องยุ่งกับเรื่องแบบนี้จะใครมันจะไปทำใจได้ เดี๋ยวขอกลับไปตั้งหลักก่อนก็แล้วกัน

“มุราซากิบาระ ปกติเวลาจะรับขนมไปกินในวันฮาโลวีนเขาต้องพูดอะไรกันก่อนไม่ใช่รึไง”

ใบหน้าของมุราซากิบาระหยุดเคลื่อนที่เข้าอีกคนไปชั่วขณะ เขายิ้มก่อนจะรีบถามทันที ราวกับเด็กที่ถูกล่อลวงด้วยขนมหวาน

“Trick or Treat?”

“Treat”

สิ้นเสียงคำตอบรับของตน อาโอมิเนะก็รวบรวมแรงทั้งหมดไว้ที่ขาขวาแล้วถีบอีกฝ่ายออกไปสุดแรงเกิด เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาโอมิเนะวิ่งไปที่ประตูทางออก ถึงแม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าจะหนีออกไปจากที่นี่ยังไงจนกว่าจะหมดเวลาที่ใครบางคนเคยบอกเขาไว้ ใครบางคนที่มอบปาฏิหาริย์นี้ให้กับทั้งเขาและมุราซากิบาระ

เขาแค่อยากพบมุราซากิบาระ อยากเล่นบาส อยากพูดคุย คิดไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะออกมาเป็นแบบนี้….

ขณะที่อาโอมิเนะกำลังวิ่งอยู่นั้น มุราซากิบาระที่มีช่วงขายาวกว่าก็ออกวิ่งแล้วกระโจนเข้าใส่เขาจนล้มกระแทกพื้น อาโอมิเนะครางเบาๆ เด็กหนุ่มหลับตาลงชั่วครู่เพื่อสะกดกั้นความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วร่าง เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าใบหน้าของมุราซากิบาระอยู่ห่างเพียงแค่ไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้น

“นายตอบฉันแล้วนะ เพราะงั้นก็คงได้เวลาซะทีล่ะ”

ร่างของคนผิวแทนถูกลากกลับไปที่เดิม ริมฝีปากของอาโอมิเนะถูกบดขยี้อย่างรวดเร็วและรุนแรง มือหนากระชากเนกไทออกจากชุดนักเรียนของอีกฝ่ายก่อนจะนำไปใช้มัดข้อมือสีเข้มทั้งสองข้างเข้ากับร่องรั้วตาข่ายเหล็ก เสื้อนักเรียนที่ยับยู่ยี่ยิ่งกว่าเดิมถูกกระชากออก ตามด้วยเข็มขัดและตะขอกางเกงที่ถูกปลด อาโอมิเนะดิ้นพล่านทั้งที่ถูกมัด แต่กลับสู้แรงมุราซากิบาระไม่ได้ซักนิด

“แฮ่ก…อะ ไอ้มุรา…ซากิ…บาระ…แฮ่ก..”

หลังจากที่ถูกปลดปล่อยจากริมฝีปากของคนตัวใหญ่กว่า อาโอมิเนะหอบแฮ่กเพราะขาดอากาศ ปนกับเรียกชื่อของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเคืองแค้น ทั้งๆที่กำลังไม่พอใจกับการกระทำอันอุกอาจ แต่ใบหน้าของคนผมน้ำเงินกลับเป็นแดงเรื่อตัดกับสีผิว

มุราซากิบาระประทับรอยฟันที่บริเวณซอกคอสีเข้ม ทำเหมือนทุกครั้งที่กำลังกัดขนม เลียหยดเลือดที่ซึมออกมาจากบาดแผลเหมือนกับทุกครั้งที่กำลังเลียน้ำหวาน ยิ่งได้ยินเสียงร้องท้วงของอีกฝ่ายเขาก็ยิ่งไม่หยุด ไม่สิ…..เขาหยุดตัวเองไม่ได้แล้ว….

มือหนาที่มีไว้ป้องกันการทำคะแนนจากทีมตรงข้ามลูบไล้ผิวกายหยาบที่เต็มแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ จากแผ่นหลังค่อยๆเลื่อนลงมาที่สะโพกเปล่าเปลือย และค่อยๆเลื่อนไปกุมส่วนอ่อนไหวของอีกฝ่ายไว้แล้วหยอกเย้าอยู่ซักพัก และจู่ๆ ขาทั้งสองข้างของคนตัวเล็กกว่าก็ถูกจับแยกออกจากกัน

กางเกงขาสามส่วนสีครีมและกางเกงชั้นในถูกเจ้าของเรือนผมสีม่วงถอดออกตามลำดับ นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มดุจห้วงทะเลลึกเบิกกว้างเมื่อตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร

อาโอมิเนะสบถคำหยาบออกมาอย่างโกรธแค้น

“พร้อมนะ มิเนะชิน”

“ถ้าแกเข้ามา…..ฉันจะฆ่าแกแน่” อาโอมิเนะจ้องเขม็งเข้าไปในตาของอีกคนพร้อมกับกดเสียงต่ำเป็นเชิงขู่ มุราซากิบาระยิ้มน้อยๆกับคำขู่นั้นอย่างอารมณ์ดี

“มิเนะชินรู้จักรึเปล่า ที่บอกว่ายิ่งห้ามก็เท่ากับว่ายิ่งยุน่ะ”

ฉับพลัน คนผิวแทนรู้สึกได้ถึงสิ่งแปลกปลอมบางอย่างที่มีขนาดใหญ่กำลังบุกรุกเข้ามาในร่างกายของตน อะไรบางอย่างที่ทั้งร้อนและแข็ง…

ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นไปทั่วร่าง เขากัดฟันทนไว้ที่จะไม่แสดงความรู้สึกของตนออกมา แต่สุดท้ายเสียงร้องอันแหบพร่าของอาโอมิเนะก็ดังขึ้นอย่างเก็บไม่อยู่

“อย่าเกร็งสิ มิเนะชิน แบบนี้ฉันเข้าไปลำบากนะ”

มุราซากิบาระแนะนำก่อนจะเร่งขยับแก่นกายของตนให้เข้าไปลึกกว่าเดิมอีกหลายครั้ง ครั้งแล้ว…ครั้งเล่า เพื่อกระตุ้นให้อีกฝ่ายร้องออกมาให้เขาได้ยิน

“อึก!…อ…อ๊าาา!”

มุราซากิบาระยิ้มพร้อมๆกับมองคนที่ตนทั้งรักและหลงใหลด้วยสายตาอ่อนโยน

“ทนอีกนิดนะ มิเนะชิน”

“อึ้ก… แฮ่ก… มะ มุรา…ซา..กิ..บา…ระ..” อาโอมิเนะเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงแหบพร่า คนถูกเรียกพรมจูบไปที่แก้มสีแดงเรื่อของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบาราวกับว่ากำลังปลอบโยน

“ฉันรักนายนะ มิเนะชิน”

“…..” คนถูกสารภาพรักไม่ส่งเสียงตอบกลับไป ถึงแม้จะยังรู้สึกว่าปลดปล่อยออกมาได้แค่นิดเดียว แต่สำหรับครั้งแรก แค่อาโอมิเนะ ไดกิไม่ผลักไสเขาก็น่าจะเพียงพอแล้ว

ร่างสูงสองร้อยเจ็ดเซนติเมตรค่อยๆถอนกายออกจากอีกฝ่าย เอนกายนอนลงบนพื้นสนามแล้วคว้าคนข้างๆมากอดไว้แน่น มุราซากิบาระหลับไปด้วยความสบายใจ ในขณะที่อาโอมิเนะหอบหายใจด้วยความอ่อนเพลีย ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการมีอะไรกันครั้งแรกจะเหนื่อยและเจ็บขนาดนี้ และที่สำคัญ ครั้งแรกของเขาดันเป็นผู้ชายด้วยกันซะด้วย แถมยังเป็นคนที่เขาเผลอหลงรักไปตอนไหนก็ไม่รู้…

อาโอมิเนะรู้สึกหน้าร้อนวาบ จากนี้ไปจะมีอะไรเปลี่ยนไปไหมนะ…. สถานะของทั้งเขาและมุราซากิบาระจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหนกัน

“เป็นปาฏิหาริย์ที่ดีรึเปล่าล่ะ เจ้ามนุษย์”

เสียงปริศนาที่จู่ๆก็ดังขึ้นปลุกอาโอมิเนะให้ตื่นจากห้วงความคิด เด็กหนุ่มผิวเข้มมองผู้มาเยือนใหม่ก่อนจะเค้นเสียงถามอีกฝ่าย

“จบแล้วใช่มั้ย ปาฏิหาริย์นี่น่ะ”

“ยังไม่ถึงเวลา แต่เจ้าไม่ต้องกังวลไป ยังไงข้าก็ต้องส่งพวกเจ้าทั้งคู่กลับไปอยู่ดี” ผู้มาเยือนเอ่ยด้วยท่าที่สบายๆ เขามีรูปร่างหน้าตาและน้ำเสียงถอดแบบมาจากอาโอมิเนะ ไดกิราวกับฝาแฝด สวมชุดนักเรียนโทโอที่ค่อนข้างยับ ในมือสีแทนข้างขวามีโคมไฟที่ทำจากหัวผักกาดขนาดใหญ่ถืออยู่

“เอาเป็นว่าขอให้มีความสุขกับปาฏิหาริย์ที่เจ้าร้องขอละกัน แล้วก็นะ… ขอบคุณมาก”

ปีศาจแจ็คยิ้มให้เขาก่อนจะหายตัวไป เป็นรอยยิ้มที่มาจากใจ รอยยิ้มที่ไม่น่าจะมาจากปีศาจเจ้าเล่ห์เช่นนั้น

อาโอมิเนะหลับตาลง ภาพการทำสัญญากับปีศาจในวันฮาโลวีนปรากฏขึ้นในหัว แจ็คเป็นปีศาจ ปีศาจเจ้าของตำนานJack O’ Lanternที่ต้องเดินทางในความมืดอย่างโดดเดี่ยวพร้อมกับตะเกียงหัวผักกาด ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงต้องการร่างของมนุษย์ขนาดที่จะยอมช่วยให้ความปรารถนาของมนุษย์เป็นจริง

อาโอมิเนะให้แจ็คยืมร่างของเขาหนึ่งวัน ในขณะเดียวกันแจ็คก็มอบปาฏิหาริย์ให้กับเขา อีกไม่นานเขาก็คงต้องแยกจากมุราซากิบาระ ส่วนแจ็คก็ต้องร่อนเร่ในความมืดต่อไป รอคอยฮาโลวีนปีหน้าที่จะได้มีโอกาสทำสัญญากับมนุษย์อีกครั้ง

พอคิดว่าอีกนานกว่าจะได้เจอกับคนที่ตัวเองรักก็รู้สึกปวดร้าวจิตใจอย่างน่าประหลาด อาโอมิเนะซุกหัวแนบกับแผ่นอกของมุราซากิบาระแล้วจึงหลับตาลง ท่ามกลางความเงียบที่เข้าปกคลุม อาโอมิเนะประทับริมฝีปากลงบนอกกว้าง ใบหน้าเป็นสีแดงเรื่อ ถึงแม้จะไม่อยากยอมรับ แต่มันก็เป็นความจริง เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำเงินอึกอักเล็กน้อยก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ

“ฉันก็รักนาย… มุราซากิบาระ”

……………..

อา… จบแล้วค่ะ เพิ่งเคยเขียนฟิคเรทครั้งแรก ไม่นึกว่ามันจะฟหดๆ้้ก่กากาปทกสๆนกีพืกาดสพยเวอสมดืำ /นอนตาย เป็นฟิคที่เขียนนานที่สุดเท่าที่เคยเขียนมาเลยค่ะ;-: ส่วนใหญ่เสียเวลาไปกับเวลาทำใจให้สงบก่อนแต่งและเวลาบิวท์อารมณ์ขณะแต่ง สุดท้ายก็เลยออกมาแหม่งๆอย่างที่เห็นค่ะ|||Orz ปกติเขียนแต่ใสๆ พอได้ลองมาเขียนฉากแบบนี้นี่นับถือคนเขียนNCยิ่งกว่าเดิมอีกค่ะ ฟฟฟฟฟฟ อนึ่ง ที่เอาเรื่องปาฏิหาริย์มาเกี่ยวด้วยนี่เพราะงงๆกับไทม์ไลน์ในอนิเมะค่ะ คิดว่าช่วงนี้ในชีวิตจริงคงจะเจอกันลำบาก ก็เลยกลายมาเป็นแบบนี้ฟฟฟฟฟฟฟ

ยังไงก็ตามแต่ ขอให้สนุกกับฟิคนะคะ:) สุขสันต์วันฮาโลวีนค่า:3

KnB FanFiction [ Murasakibara Atsushi x Aomine Daiki ] ‘Jack O’ Lantern’

KnB FanFiction

Murasakibara Atsushi x Aomine Daiki

‘Jack O’ Lantern’

……….

มุราซากิบาระ อัตสึชิในสมัยม.ต้นกระพริบตาปริบๆ

เบื้องหน้าของคนตัวสูงคือขนมรสใหม่บนชั้นวางสินค้าที่มีแพ็กเกจเป็นรูปลวดลายฟักทองผีเตรียมต้อนรับเทศกาลฮาโลวีน มือหนาเอื้อมไปหยิบขนมถุงนั้นมาใส่ลงตะกร้าปนกับขนมหวานอื่นๆ ขณะที่คนผมม่วงกำลังเลือกขนมอยู่นั้น เสียงคุ้นเคยของใครบางคนก็ดังขึ้น

“ไง มุราซากิบาระ”

“มิเนะชิน มาซื้อขนมเหรอ” มุราซากิบาระในชุดเครื่องแบบของเทย์โคก้มหน้ามองเพื่อนร่วมโรงเรียน ก่อนจะเบนสายตาไปมองข้างกายของอีกฝ่ายที่ไร้ซึ่งวี่แววของคุโรโกะ เท็ตสึยะและคิเสะ เรียวตะ

“ว่าจะมาซื้อกราเวียร์เล่มใหม่ แต่เห็นนายเข้าพอดีก็เลยมาทัก” อาโอมิเนะ ไดกิว่าพลางโบกนิตยสารในมือไปมา มุราซากิบาระพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ก่อนจะหันไปเลือกขนมต่อ

“ทำไมวันนี้กลับคนเดียวล่ะ ปกติเห็นนายกลับพร้อมกับอาคาชินี่” อาโอมิเนะพูดพร้อมๆกับเหลือบมองขนมในตะกร้าของอีกฝ่าย นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นบางสิ่งบางอย่างอยู่ในนั้น

“อาคาชินรีบกลับน่ะ เห็นว่ามีธุระ มิเนะชินเองก็กลับคนเดียวเหมือนกันนี่ คุโรชินกับคิเสะชินล่ะ”

“คิเสะไปถ่ายแบบ เท็ตสึโดนซัทสึกิลากไปซื้อของเข้าชมรม ความจริงน่าจะเป็นข้ออ้างไปเดทกันมากกว่า จะว่าไปแล้ว มุราซากิบาระ..” คนผิวเข้มตอบก่อนจะถือวิสาสะล้วงมือลงไปหยิบของในตะกร้าขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ขนมแพ็กเกจฮาโลวีนถูกหยิบขึ้นมาจ่อหน้ามุราซากิบาระ

“นายช่วยหยิบให้อีกซองทีสิ เห็นแล้วคิดถึงตอนที่เล่นละครวันฮาโลวีนสมัยประถมเลย ฉันโดนบังคับให้เล่นบทแจ็คล่ะ”

“แจ็ค…? แจ็คผู้ฆ่ายักษ์เกี่ยวอะไรกับฮาโลวีนเหรอ มิเนะชิน” คนผมม่วงเอียงคอสงสัย ขณะเดียวกันก็เอื้อมมือไปหยิบขนมให้อีกคนตามคำขอ

“แจ็คผู้ฆ่ายักษ์อะไรกันเล่า แจ็คกับโรสต่างหาก”

“แจ็คชินกับโรสชินสินะ ไม่รู้จักเลยล่ะ สองคนนี้เป็นใครกันเหรอมิเนะชิน”

“โฮ่ยๆ นี่ฉันแค่พูดเล่น… นายเชื่อจริงๆดิ ไม่ใช่ทั้งสองแจ็คที่ว่ามานั่นล่ะ แจ็คในตำนานJack O’ Lanternต่างหาก” อาโอมิเนะผู้ร่าเริงรับขนมมาจากคนตัวสูงกว่า ภาพฟักทองผีในช่วงเทศกาลฮาโลวีนบนถุงขนมกระตุ้นความทรงจำในวัยเยาว์ให้เด่นชัดขึ้น

“แล้วตำนานนั่นมันเป็นยังไงเหรอ” มุราซากิบาระเอ่ยถาม ขณะเดียวกันก็แอบเหลือบมองคนผมน้ำเงินที่ตาเป็นประกายระยิบระยับ มิเนะชินร่าเริงอยู่เสมอ ตอนม.ปลายก็คงร่าเริงแบบนี้ล่ะมั้ง เป็นคนที่กระตือรือร้น ต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง

“สั้นๆง่ายๆก็เป็นเรื่องของคนเจ้าเล่ห์โกงความตาย สุดท้ายก็ต้องเร่ร่อนพร้อมกับตะเกียงผักกาดนั่นแหละ”

“อ๊ะ แต่หลังๆก็เปลี่ยนมาใช้ฟังทองแทนอย่างที่เห็นในปัจจุบันน่ะนะ เรียกได้ว่าแจ็คเป็นต้นกำเนิดของวันฮาโลวีนเลยล่ะ” อาโอมิเนะว่าพลางมองถุงขนมในมือแล้วหัวเราะเบาๆ

“เพราะว่าเป็นบทของคนไม่ดี เพื่อนๆในห้องก็เลยเกี่ยงกัน สุดท้ายฉันฏ็โดนครูยังคับให้เล่นล่ะ ตอนแรกก็ไม่อยาก แต่พอแสดงเสร็จเพื่อนในห้องก็เอาขนมมาขอบคุณเยอะมาก มันน่าประทับใจตรงนั้นแหละ”

“เห… ดีจังเลยแฮะ ได้ขนมเยอะแยะเลย” มุราซากิบาระว่าพลางหยิบขนมใส่ตะกร้าต่อ อาโอมิเนะที่เห็นว่าขนมเริ่มเยอะเกินไปแล้วรีบห้ามทันที

“โฮ่ยๆ นายซื้อเยอะเกินไปแล้วนะ พรุ่งนี้ค่อยมาซื้อใหม่ก็ได้นี่”

“ไม่ได้ซื้อไปกินคนเดียวซะหน่อย จะแบ่งให้มิเนะชินกินด้วยต่างหาก”

คนผิวเข้มอ้าปากค้าง

“คนอย่างนายยอมแบ่งขนมให้คนอื่นกินด้วยเหรอเนี่ย ไม่อยากจะเชื่อเลย!”

“ถ้าเป็นคนสำคัญล่ะก็นะ ฉันต้องแบ่งให้อยู่แล้ว”

อาโอมิเนะหัวใจเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อย

ในสายตาของเขา มุราซากิบาระ อัตสึชิเป็นคนที่มีพรสวรรค์ เป็นคนกินเก่ง เป็นคนที่เฉื่อยชาแต่กลับทรงพลังเวลาอยู่ในสนามแข่ง เป็นคนที่ไม่ชอบบาส แต่กลับเล่นบาสได้ดี เป็นคนที่เขาไม่ได้สนิทด้วยมากนัก แต่กลับไว้ใจที่จะฝากห่วงบาสไว้กับคนคนนั้น แล้วเดินหน้าทำประตูอย่างไร้กังวลพร้อมกับคนอื่นๆ

“ก็มิเนะชินเป็นแจ็คนี่นา แจ็คทำให้เกิดวันฮาโลวีน ฮาโลวีนมีขนมเยอะแยะ เพราะงั้นมิเนะชินที่เป็นแจ็คก็เลยเป็นคนสำคัญของฉัน” มุราซากิบาระอธิบายอย่างพาซื่อ อาโอมิเนะกระพริบตาปริบๆก่อนจะหัวเราะออกมาดังๆ

“งั้นนายก็เป็นคนสำคัญของฉันเหมือนกัน เพราะแบ่งขนมให้ฉันกินนี่นา” เด็กหนุ่มผมน้ำเงินเอานิตยสารกราเวียร์ฟาดแขนอีกคนเบาๆ ก่อนจะลากคนตัวสูงกว่าไปจ่ายเงิน เพื่อไม่ให้มุราซากิบาระเหมาขนมหมดร้านไปเสียก่อน

อาโอมิเนะยิ้มบางๆ

ได้คุยกับมุราซากิบาระแบบนี้…ก็ไม่เลวเหมือนกัน…

เช่นเดียวกับคนข้างๆที่กำลังคิดเช่นเดียวกัน

ได้คุยกับมิเนะชิน…สนุกดีแฮะ…

สองหนุ่มม.ต้นเดินออกจากร้านสะดวกซื้อพร้อมๆกับถุงพลาสติกใบใหญ่เต็มสองมือ อาโอมิเนะคว้าขนมในถุงออกมาห่อหนึ่งแล้วฉีกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกัดเข้าไปคำนึงดัง ‘กรุบ’

“โฮ่ อร่อยนี่นา”

“ขอชิมหน่อยนะมิเนะชิน” มุราซากิบาระก้มหน้าลงมางับขนมวาฟเฟิลสี่เหลี่ยมกรุบกรอบไปเกือบครึ่งชิ้น อาโอมิเนะสะดุ้งน้อยๆ ก่อนจะถอนหายใจเมื่อเห็นสาเหตุที่อีกฝ่ายต้องทำเช่นนี้ ก็ถือของอยู่เต็มสองมือเลยนี่นะ… จะแย่งไปกินด้วยมือก็คงกระไรอยู่…

“อร่อยจริงๆด้วย รสช็อกโกเลตเนี่ย ว่าแล้วก็ชักจะสงสัย…”

“สงสัยอะไรเรอะ?”

“มิเนะชินสีเหมือนช็อกโกเลตเลย จะอร่อยเหมือนช็อกโกเลตรึเปล่า? นี่ๆ ขอลองชิมหน่อยได้มั้ย” มุราซากิบาระเอียงคอถาม อาจจะแค่แกล้งถามเล่นๆ แต่ปฏิกิริยาของคนข้างๆทำเอาคนผมม่วงอยากลองชิมขึ้นมาจริงๆ

“จะบ้าเรอะ! กินได้ที่ไหนกันเล่า ก็ผิวคนธรรมดาเนี่ยแหละ!”

“มิเนะชิน… พูดแบบนี้มันยิ่งอยากลองนะ”

ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่สัญจรไปมา มุราซากิบาระก้มลงไปงับดั้งจมูกของอาโอมิเนะเบาๆ คนถูกงับนิ่งไปเล็กน้อย ราวกับโลกหยุดหมุน เจ้าของนัยน์ตาสีม่วงถอนริมฝีปากออกช้าๆ อาโอมิเนะยังคงแข็งค้างเป็นหิน

“เป็นแค่เนื้อธรรมดาจริงๆด้วย แต่ก็ถือว่าใช้ได้นะ มิเนะชิน”

“ใช้ได้อะไรเล่า …นายนี่บ้ากว่าที่ฉันคิดอีก!” คนผิวเข้มหน้าแดงเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็แก้แค้นคืนด้วยการเอากราเวียร์ในถุงร้านสะดวกซื้อฟาดไหล่ของอีกฝ่ายไปหนึ่งที

ท่ามกลางแสงอาทิตย์สีทองที่ทอดยาวลงมาจากฟากฟ้ายามเย็น เด็กหนุ่มสองคนเดินกลับบ้านด้วยกันอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน อาโอมิเนะหยิบขนมแพ็กเกจฮาโลวีนที่ตนซื้อมาแล้วฉีกซองออกอย่างเบามือ คนผิวเข้มกัดแผ่นขนมปังกรอบเคลือบช็อกโกเลตแล้วเคี้ยวกรุบๆ ก่อนจะยื่นส่วนที่เหลือจ่อปากอีกคน พร้อมกับหันหน้าหนีไปมองทางอื่น

“ถึงจะเร็วไปนิดหน่อยก็เถอะ แต่ฉันขอพูดก่อนเลยละกัน Trick or Treat”

มุราซากิยิ้มบางๆ ก้มลงกัดขนมต่อจากอีกคนอย่างไม่นึกรังเกียจ

“Treat”

………………

แอร่กกกก จบแล้วค่ะ เป็นครั้งแรกจริงๆที่ได้เขียนฟิคม่วงฟ้า คือตอนแรกเราเคยคิดเล่นๆนะคะ แอบก๊าวด้วยนิดนึงเพราะชอบโฮ่เคะ แต่พอมีโดมีฟิคม่วงฟ้าจากสาวน้อยคนนึงส่งมาถวายในไลน์เท่านั้นแหละ อื้อหือออ เรานี่ตกหลุมคู่นี้ไปแล้วค่ะฟฟฟฟฟฟฟฟฟ ทำไมมันน่ารักกกกกกกรี๊ดดดดดดโอยยยยยยยยยฟฟฟฟฟฟฟ สุดท้ายก็กลายมาเป็นฟิคอย่างที่ทุกท่านเห็นนั่นแล(ฮา) สาเหตุที่ต้องให้เป็นช่วงตอนอยู่เทย์โคก็เพราะว่า เรางงๆกับช่วงเวลานิดหน่อย ก็เลยจับยัดให้สองคนนี้อยู่โรงเรียนเดียวกันไปเลย555555 ปล.ตอนแต่งคือเห็นภาพโฮ่ยิ้มโฮ่รั่ว โฮ่ในฟิคก็เลยกลายเป็นแบบนี้ฟฟฟฟฟฟ ไม่ดูใสหน่อมแน้มไปใช่มั้ยคะฟฟฟฟฟ

เอาเป็นว่า ขอใหสนุกกับฟิคนะคะ:)

KHR FanFiction *Special Fic to XANXUS* ‘TANTI AUGURI A TE’

KHR FanFiction

*Special Fic to XANXUS*

‘TANTI AUGURI A TE’
……

‘X’ ในภาษาอิตาลีนั้นอ่านได้ว่า ‘dieci’ (ดิเอซี) แปลว่า ‘สิบ’

และในชื่อของใครคนหนึ่งก็มีเลขสิบอยู่ถึงสองตัว

‘…XANXUS…’

ชายที่น่าจะได้ตำแหน่งวองโกเล่รุ่นที่สิบไปครอง ชื่อของเขามีเลขสิบเป็นส่วนประกอบ รวมไปถึงวันเกิดที่มีส่วนประกอบของเลขสิบด้วย นั่นก็คือวันที่สิบเดือนสิบ

แต่เขากลับไม่ได้เป็นวองโกเล่รุ่นที่สิบ ถึงแม้ชีวิตเขาจะเกี่ยวข้องกับเลขสิบมากแค่ไหนก็ตาม…

เลขสิบ เป็นเลขที่ราวกับต้องการจะกำหนดชีวิตเขา แต่สุดท้ายกลับไม่เคยสร้างปาฏิหาริย์อะไรให้เขาเลย…

…….

นาฬิกาข้อมือเรือนหรูบอกเวลาเที่ยงคืนตรง

แซนซัสนั่งเหยียดขาอยู่บนโซฟาสีเลือดหมูตัวยาว นัยน์ตาสีทับทิมเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าสีดำสนิทนอกหน้าต่าง วิสกี้ในแก้วช็อตเคลื่อนที่ไปตามแรงของมือแกร่งที่ขยับไปมาเบาๆ

ขณะที่บอสแห่งวาเรียกำลังปล่อยใจไปกับวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่างและเหล้าชนิดโปรด จู่ๆร่างกายของเขาก็ชาไปทั้งร่าง ก่อนที่จะค่อยๆสลายหายไปเป็นละอองแสงสีแดงที่ลอยเด่นอยู่ในความมืดมิด แก้ววิสกี้เมื่อไร้ผู้ถือหล่นลงกระแทกพรมหนา ของเหลวสีเข้มในแก้วค่อยๆไหลซึมพื้นพรมราคาแพง น้ำแข็งก้อนใหญ่ในแก้วช็อตเริ่มละลายเพราะอุณหภูมิห้อง

วันที่10 ตุลาคม ค.ศ.20XX เวลา0.00นาฬิกา

แซนซัส บอสใหญ่แห่งหน่วยลอบสังหารหายตัวไปจากปราสาทวาเรียอย่างไร้ร่องรอย..

……

แซนซัสวัย24ขมวดคิ้วมุ่น ร่างกายของเขาหายชาแล้ว แต่ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือเขาอยู่ที่ไหน…? และมาอยู่ที่นี่ด้วยวิธีใด?

คนผมดำหรี่ตาลงอย่างพินิจพิเคราะห์ สถานที่ที่เขาอยู่ ณ ที่นี้เป็นห้องขนาดกว้างที่ถูกปูด้วยพรมชั้นดีสีแดง ให้ความรู้สึกโอ่โถงราวกับเป็นห้องรับรองแขกของคฤหาสน์หลังหนึ่ง มีเครื่องเรือนไม้เพียงหนึ่งเดียวคือนาฬิกาลูกตุ้มขนาดใหญ่ติดผนัง ใจกลางของห้องมีชุดโซฟาหนังสีครีมวางอยู่ โคมระย้าขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่บนเพดานให้ความสว่างไสวไปทั่ว

ขณะที่บอสแห่งวาเรียกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงความสงสัย ฉับพลัน เสียงดัง ‘ตุบ’ ก็ดังขึ้นติดกันสองครั้ง แซนซัสหันขวับไปมองตามต้นเสียง ไฟโทสะในมือลุกโชนขึ้นราวกับพร้อมจะโจมตีศัตรูผู้มาใหม่

ทว่า

แซนซัสนิ่งไปชั่วครู่หลังจากที่เห็นร่างของผู้มาเยือนทั้งสอง ร่างหนึ่งเป็นเด็กชายวัยไม่เกินสิบขวบที่มีใบหน้าเหมือนกับเขาในสมัยเด็ก ส่วนอีกคนดูท่าว่าจะแกกว่าเขาซักสิบปีได้ แต่แววตาดุดันและใบหน้าที่มีแผลเป็นขนาดใหญ่นั้นทำให้เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่แค่ไม่อยากเชื่อก็เท่านั้น เพราะมันยากเกินกว่าที่จะทำใจเชื่อได้…

“พวกแกเป็นใคร ไอ้สวะ” เจ้าของเสียงแหลมเล็กเป็นคนพูดขึ้นก่อนคนแรก ในน้ำเสียงที่แม้จะมีท่าทีอวดเบ่งวางอำนาจ แต่ผู้ใหญ่ทั้งสองก็ฟังออกว่าท่ามกลางความหยิ่งยโสนั้นมีความหวาดระแวงแอบแฝงอยู่

“ฉันคือแก แล้วก็แก ตอนอายุ34” ชายหนุ่มร่างสูงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำวางอำนาจ พร้อมๆกับหันไปมองเด็กชายและชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่าตน

แซนซัสวัย24ปีสำรวจตัวเองในอนาคต เขาเปลี่ยนทรงผม แต่ยังคงแต่งตัวด้วยเครื่องแบบของวาเรียเช่นเดิม

“พวกแกคือตัวฉันในอนาคตงั้นเหรอ” เด็กชายมองผู้ใหญ่สองคน…มองอนาคตของตัวเองที่เต็มไปด้วยแผลเป็นทั่วร่าง

“…แล้วทำไมฉันถึงต้องมาอยู่ที่นี่กับอดีตและอนาคตของตัวเองด้วย” แซนซัสวัย24ปีพึมพำเสียงต่ำ ถึงแม้จะพอคาดเดาได้ว่าเขาอยู่ที่ไหน แต่ก็ยังตอบไม่ได้อยู่ดีว่าตนเองเดินทางมาด้วยวิธีใด

สิ้นเสียงพึมพำของแซนซัส จู่ๆแสงสว่างจากโคมระย้าก็ดับลง ราวกับเป็นสัญชาตญาณ ไฟโทสะในมือของแซนซัสทุกช่วงอายุลุกโชนขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่จะมีใครได้พูดอะไร เสียงปริศนาของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้น และตามมาด้วยเสียงอีกหลายๆเสียงที่พูดเหมือนกันบ้างต่างกันบ้าง

‘แฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยู แซนซัส’

‘โอทันโจบิโอเมเดโตะ’

‘ขอให้มีความสุขมากๆนะคุณบอส’

ภาพของเหล่าผู้คนนิรนามปรากฏขึ้นเป็นแสงสีขาวจางๆโดดเด่นในความมืด บ้างก็กำลังวาดรูปเหมือนของเขาแล้วเขียนอวยพร บ้างก็กำลังจรดนิ้วมือลงบนคีย์บอร์ดอย่างบ้าคลั่ง บ้างก็นำแก้วช็อตใส่วิสกี้มาจัดวางแล้วถ่ายรูป บ้างก็อบขนมเค้กก้อนใหญ่ที่เขียนอวยพรเขาบนหน้าเค้ก

“…..” แซนซัสทั้งสามคนมองทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังดำเนินอยู่ด้วยสายตาแปลกใจระคนสงสัย จริงอยู่ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของเขา แต่ทว่าพวกเขาทั้งหลายไม่รู้จักคนพวกนี้เสียหน่อย… นี่มันเรื่องอะไรกันแน่…

“มันคือปาฏิหาริย์..”

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ชวนสับสน เสียงของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้น แซนซัสทั้งสามช่วงวัยละความสนใจจากภาพเรืองแสงและเสียงคำอวยพรวันเกิดที่ยังคงปรากฏขึ้นรอบๆห้อง นัยน์ตาสีแดงสามคู่จ้องมองไปยังต้นเสียงพร้อมๆกัน

“ปาฏิหาริย์ของเลขสิบที่อยู่ในชื่อของพวกเจ้า”

เจ้าของเสียงเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีรูปร่างสูง ตาสีเขียว และมีเรือนผมสีดำยาวพอที่จะมัดไว้เป็นผมหางม้าเล็กๆ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเขียวขี้ม้าที่ถูกทับด้วยสูทตัวนอกสีดำ เข้าชุดกับกางเกงขายาวสีดำและรองเท้าหนังราคาแพง

แซนซัสในวัยเด็กมองหน้าผู้มาเยือนด้วยสีหน้าเอือมระอา

“นี่คือตัวฉันในอนาคตอีกคนงั้นเหรอ”

“ไม่ใช่” คนที่ตอบคำถามกลับไม่ใช่ชายปริศนา แซนซัสวัย24ปีจ้องเขม็งไปที่ผู้มาใหม่พร้อมกับเอ่ยเหตุผลที่สนับสนุนความคิดของตน

“ไอ้สวะนี่ไม่มีแผล…”

“ถูกต้องแล้ว ข้าไม่ใช่พวกเจ้า และข้าก็มีเวลาไม่มากที่จะมาคุยเรื่องพวกนี้ด้วย” ชายปริศนากล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลนพร้อมๆกับเดินไปนั่งที่โซฟาสีน้ำตาลเข้มเหลือบดำ นัยน์ตาสีเขียวดุดันทอประกายในความมืด

“พวกเจ้าถูกชักจูงมาที่นี่เพราะปาฏิหาริย์ของเลขสิบในชื่อ เลขสิบที่ไม่ได้ช่วยให้เจ้าได้เป็นวองโกเล่รุ่นที่สิบ”

แซนซัสในวัยเด็กเอียงคอสงสัย ในขณะที่แซนซัสวัย24ปีและวัย34ปีจ้องเขม็งไปที่ผู้พูด

“แก…” หนึ่งในนั้นพึมพำออกมาเบาๆ

“โชคชะตาคงเห็นใจพวกเจ้าที่จะต้องแบกเลขสิบไว้ในชื่อถึงสองตัว แต่กลับไม่ได้รับสืบทอดตำแหน่ง ถึงได้มอบปาฏิหาริย์ในคืนวันเกิดให้แบบนี้” ชายปริศนาเอ่ยด้วยน้ำเสียงวางอำนาจที่เริ่มจะมีกระแสความหงุดหงิดเจือปน ทำไมเขาต้องเจียดเวลามานั่งอธิบายอะไรแบบนี้ให้เจ้าพวกเด็กรุ่นหลังฟังด้วยนะ… แต่เดิมทีการอธิบายอะไรก็ไม่ใช่หน้าที่ของคนอย่างเขาอยู่แล้ว หน้าที่ของเขาคือการออกคำสั่งต่างหาก

“และปาฏิหาริย์ที่ว่า ก็คือการนำพวกเจ้าในแต่ละช่วงเวลามาเจอกัน เพื่อรับรู้ถึงคำอวยพรของเหล่าผู้คนจากต่างโลก”

“ต่างโลก…?” แซนซัสวัยเด็กและวัย24ปีทวนคำพูดของอีกฝ่ายเบาๆ ส่วนวัย34ปีถามกลับไปว่า

“ต่างโลกที่ว่านั่น…หรือว่าจะเป็นโลกคู่ขนาน…?”

“ประมาณนั้น พวกเขารับรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับวองโกเล่ และผู้คนจำนวนหนึ่งก็ชื่นชมพวกเจ้า”

แซนซัสวัย34ปีเหลือบมองภาพของคนเหล่านั้นที่ยังคงปรากฏขึ้นพร้อมกับคำพูดอวยพร บางคนก็ชมในเรื่องรูปร่างของเขา บางคนก็ชมในเรื่องนิสัยของเขา ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นเสียงของผู้หญิงโดยส่วนใหญ่

“ข้าอธิบายจบแล้ว เชิญพวกเจ้าเพลิดเพลินกับปาฏิหาริย์ของพวกเจ้าต่อไปก็แล้วกัน” ว่าแล้วร่างของชายปริศนาก็สลายหายไปทันทีที่พูดจบ เหลือแต่เพียงบุคคลคนเดียวกันในแต่ละช่วงเวลา กับห้องมืดมิดที่กำลังฉายภาพเหล่าคนจากต่างโลก

‘สุขสันต์วันเกิดนะคะป๋าแซน’

เสียงเด็กผู้หญิงนิรนามทำเอาแซนซัสวัยผู้ใหญ่สองคนคิ้วกระตุก ‘ป๋า’ที่ว่านี่หมายความว่ายังไง….. อายุของพวกเขายังไม่ถึงวัยที่จะเป็น‘ป๋า’เสียหน่อย

‘ถึงป๋าจะนิสัยป่าเถื่อนดุร้าย แต่ป๋าแซนก็รักวองโกเล่มาก’

‘เรารักป๋าตรงนั้นล่ะ’

เสียงของเด็กผู้หญิงนิรนามเงียบลงเป็นเสียงสุดท้าย ภาพและเสียงคำอวยพรที่ได้ยินมาตลอดระยะเวลาหนึ่งพลันหายไป ท่ามกลางความเงียบและความมืด เสียงนาฬิกาลูกตุ้มก็ตีบอกเวลา ผ่านมาสิบนาทีแล้วสำหรับปาฏิหาริย์ของพวกเขาในคืนนี้

ร่างของแซนซัสทั้งสามเรืองแสงสีแดงน้อยๆ ร่างกายรู้สึกชาแปลกๆ เป็นสัญญาณว่าได้เวลากลับไปอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง

“เฮ้ย ไอ้หนู” จู่ๆแซนซัสวัย24ปีก็หันไปเรียกเด็กชายผมดำที่อาจจะหายไปเป็นคนแรก

“สุขสันต์วันเกิดว่ะ”

“สุขสันต์วันเกิด” แซนซัสวัย34ปีก็ร่วมอวยพรเช่นเดียวกัน

“ฮื่อ… สุขสันต์วันเกิด” เด็กชายแซนซัสมองตนเองในวัยผู้ใหญ่ทั้งสองคนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะสลายหายไป เหลือเพียงละอองสีแดง

“สุขสันต์วันเกิดว่ะ”

“เช่นกัน”

แซนซัสสองคนจ้องหน้ากัน ถึงแม้ว่าคำอวยพรต่างๆตะสลายหายไปแล้ว และร่างกายของพวกเขาก็กำลังจางลงเรื่อยๆ ทว่า กลับมีรอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากของคนทั้งคู่

“ก็เป็นปาฏิหาริย์ที่ไม่เลวนักหรอก”

แล้วร่างของทั้งคู่ก็สลายหายไป กลายเป็นละอองแสงสีแดงเปล่งประกายอยู่ในห้องที่มืดสนิท ทิ้งไว้แต่เพียงความเงียบงัน และความรู้สึกบางอย่างที่บอสแห่งวาเรียทั้งสามช่วงอายุทิ้งไว้ให้แก่กลุ่มคนจากต่างโลก และหวังว่าจะสามารถส่งถึงจิตใจคนเหล่านั้นได้ ความรู้สึกที่เรียกได้ว่าแทบไม่เคยเกิดขึ้นเลยในหัวใจที่ด้านชา…

‘ขอบคุณ’

………………….

กรี๊ดดดดดดดดดป๋าแซนขาาาา เราได้รับความรู้สึกของป๋าแล้วนะคะฟฟฟฟฟ รักป๋านะ รักๆๆๆ โอยยย เขินจังงง ไม่เคยเขียนฟิครีบอร์นมาก่อนเลย เนื่องจากเราไม่ได้ชิพคู่ไหนกับป๋าเป็นพิเศษ เลยลังเลอยู่นานมากว่าจะเขียนฟิคอะไรให้ป๋าดี สุดท้ายก็ออกมาเป็นแบบนี้แหละค่าา 5555 ขอมโนเข้าข้างตัวเองหน่อยเถอะว่าคนอย่างป๋าก็รู้สึกขอบคุณใครเป็น แต่ป๋าก็แค่ไม่กล้าพูดออกมาก็เท่านั้น ไอ้คำสารภาพรักป๋านั่นคือความจริงจากใจเราเองค่ะ ตอนแรกไม่ชอบเลยย คนอะไรโหดเหี้ยมฟฟฟฟฟ แต่ไปๆมาๆ เราก็รู้สึกเห็นใจตาโหดคนนี้ คือตอนทรยศรุ่นที่9เพราะรู้ความจริงว่าตัวเองไม่ใช่ลูกแท้ๆนี่คนคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่นะ? กำลังเสียใจที่ถูกหลอกรึเปล่า? และนั่นก็เริ่มเป็นจุดเปลี่ยนให้เรามองตาคนนี้หลายด้านยิ่งขึ้น พอเราเห็นภาคอนาคตที่สู้กับจิล เราก็รู้สึกเลยว่าป๋าเท่ขึ้นมาก(อันนี้นับรวมหน้าตาด้วย5555) ถึงจะเหี้ยมโหด ถึงจะไม่ยอมรับสึนะในฐานะรุ่นที่10 แต่ถ้าวองโกเล่เดือดร้อนล่ะก็ ตาคนนี้จะไม่ยอมอยู่เฉยแน่ๆ คืออ่านตอนนั้นแล้วแบบ แสดงว่าความรักของแซนซัสที่มีต่อวองโกเล่เป็นของจริง มองในแง่ของเราป๋าอาจจะมองเห็นเหมือนที่นี่เป็นบ้านรึเปล่านะ อืม นี่เราเพ้ออะไรเยอะแยะเนี่ย มองป๋าแซนในแง่ดีไปหน่อยหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่อย่างน้อยก็เป็นตัวละครสีเทาเข้มตัวนึงที่เรารักมากเลยล่ะค่ะ

ยังไงก็ตามแต่ ขอให้สนุกกับฟิคนะคะ:)