The Project โครงการต้านความตาย

เรื่องสั้นดองข้ามปีตั้งแต่ปี2012 เพิ่งปะติดปะต่อเสร็จแบบงงๆเมื่อวันที่ 3 สิงหา ปี2014

……………………………………………..

The Project  โครงการต้านความตาย

มนุษย์ทุกคนล้วนต้องตาย แต่อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อพวกเขาสามารถหนีจากความตายได้… The Project โครงการเพื่อชีวิตที่เป็นอมตะจึงเริ่มต้นขึ้น

“อมตะงั้นเรอะ?มนุษย์เนี่ยนะจะเป็นอมตะ…”ผมพึมพำกับตัวเอง ในมือมีใบปลิวรับสมัครตัวทดลองยา’อมตะ’ในโปรเจ็คที่ต่อต้านกฎแห่งธรรมชาติครั้งใหญ่

มนุษย์จะลุกขึ้นสู้…กับสิ่งที่เรียกว่าความตาย?

ผมเดินฝ่าฝูงชนในยามค่ำคืนเพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยนั้น มุ่งตรงไปยังสถานที่ทำการวิจัย มันไม่ได้อยู่ไกลจากตัวเมืองมากนัก จึงสามารถเดินรับลมเย็นยามค่ำคืนไปเรื่อยๆจนถึงที่หมายได้อย่างสบายๆ และทันทีที่ผมมาถึงศูนย์วิจัยแห่งนั้น ผมก็พบว่าไม่ได้มีแค่ผมเพียงคนเดียวที่มายังที่แห่งนี้ ผู้คนอีกนับร้อยคนเองก็มารวมตัวกันที่นี่เช่นเดียวกับผม

มีทั้งคนที่สงสัย และคนที่อยากมีชีวิตอันเป็นนิรันดร์ปะปนกันไป…

แต่ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่ก็ใช่ว่าจะรับผู้สมัครทุกคน พวกเขาไล่ให้ผู้คนกว่าครึ่งกลับไป และคัดเลือกเฉพาะผู้มีสภาพร่างกายแข็งแรงเท่านั้น ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเสียด้วย เมื่อผ่านการตรวจร่างกายกันอย่างเข้มงวดแล้ว ผมจึงได้รับใบสมัครเข้าร่วมโปรเจ็คนี้

ผมกรอกข้อมูลลงในช่องทั้งหมดแล้วส่งให้เจ้าหน้าที่

“เตโช? เตโช กษิรเดช? อายุ23?” เขาทวนชื่อและอายุของผมด้วยความสงสัย ผมพยักหน้าเป็นเชิงว่าข้อมูลที่ถามมานั้นถูกต้อง เขาจึงก้มหน้าลงไปจัดการกับกรุ๊ปเลือดและประวัติส่วนตัวอื่นๆต่อ

“รู้มั้ยว่าคุณหน้าเด็กมากเลย ตอนแรกผมนึกว่าคุณเป็นเด็กมหาลัยปีหนึ่งซะอีก”เจ้าหน้าที่ชวนคุยในขณะที่ยื่นเอกสารฉบับหนึ่งให้ผมเซ็นยินยอม ผมยิ้มน้อยๆก่อนจะถามออกไปว่า

“แล้วคุณคิดว่าชื่อกับนามสกุลผมแปลกมั้ยครับ?”

“แปลกสิ แปลกมากด้วย แต่ผมเคยเจอคนที่ชื่อแปลกกว่าคุณมาแล้ว ชื่อของเขาถ้าเอามาเรียงต่อกัน มันก็เหมือนกับเป็นประโยคเลยล่ะ”

“อ๋อ อย่างนั้นเองหรือครับ”ผมยิ้มน้อยๆพร้อมกับตวัดปากกาไปมาสองสามที จากนั้นก็วางปากกาลงแล้วยืนรออีกฝ่ายจัดหาเอกสารอื่นๆให้

“พรุ่งนี้คุณเริ่มงานได้เลยนะครับ ขอให้โชคดี”

เข็มฉีดยาบรรจุของเหลวสีใสไร้กลิ่นฉีดเข้าที่ต้นแขนข้างซ้ายของผม ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นเข้ามาในหัวครู่หนึ่ง ก่อนจะมลายหายไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เสร็จแล้วค่ะ คุณเตโช”พยาบาลสาวยิ้มน้อยๆพร้อมกับปิดพลาสเตอร์ให้อย่างเบามือ

“ของคุณครับ”ผมยิ้มตอบพลางมองเธอจัดการกับแขนเสื้อยืดตัวเก่งที่เคยเลิกขึ้นไปถึงหัวไหล่ ซึ่งตอนนี้มันคืนสภาพกลับมาเป็นเช่นเดิมแล้ว

“คุณไม่กลัวเลยเหรอคะ?”จู่ๆเธอก็เอ่ยถามเบาๆ ผมมองหน้าเธอ ในใจนึกสงสัย

“กลัวอะไรเหรอครับ?”

“คุณไม่กลัวเหรอคะ ว่ายานี้อาจจะผิดพลาดขึ้นมาก็ได้ ถ้ามันช่วยให้คุณตายเร็วขึ้น แทนที่จะเป็นอมตะล่ะ?”

ผมกระพริบตาปริบๆมองอีกฝ่ายที่เอ่ยคำพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาราวกับเรื่องที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงแค่เรื่องประโลมโลกที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

“คุณหัวเราะอะไรกันคะ นี่มันไม่ใช่เรื่องน่าตลกเลยสักนิด” พยาบาลสาวถามด้วยสีหน้างงงวย ใช่สิ เธอต้องไม่เข้าใจอยู่แล้ว เพราะผมก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเลยนี่ครับ

“อ่า ขอโทษด้วยครับ แต่เดิมทีผมก็ชอบเรื่องเสี่ยงดวงอยู่แล้วด้วย เลยคิดแค่ว่านี่เป็นการเสี่ยงดวงครับ ก็การเสี่ยงในเรื่องแบบนี้มันทำให้ชีวิตดูมีรสชาติดีออก”ผมยิ้มบางๆ ก่อนจะลุกจากเก้าอี้ มือข้างขวาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบเอาเหรียญบาทขึ้นมาหนึ่งเหรียญ งัดมันให้สูงแหวกอากาศด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ ผมมองมันหมุนไปมาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรับมันไว้ด้วยมือข้างเดิมเมื่อมันหล่นลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลก ผมกำมันไว้หลวมๆ แล้วแบมือยื่นให้คู่สนทนาดู

“จะหัวหรือจะก้อย เดี๋ยวพวกเราก็จะรู้เองละครับ นี่ละ คือความเร้าใจของการเสี่ยงดวง”

ผมเดินออกมาจากห้องพยาบาลที่ใช้ในการรับวัคซีนอมตะ เดินวนหาโต๊ะม้าหินว่างๆแล้วนั่งอยู่แถวนั้นซักพัก เหม่อมองไปทั่วบริเวณรอบนอกของศูนย์วิจัยแห่งนี้ จากนี้ไปผมยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในรั้วของศูนย์วิจัยแห่งนี้อีกหนึ่งสัปดาห์ รับวัคซีนทุกหลังมื้ออาหาร คงไม่มีใครว่าอะไรหากผมจะขอนั่งหลับอยู่ ณ ที่ตรงนี้เพื่อพักสายตาชั่วครู่ เพราะเมื่อคืนกว่าจะตรวจร่างกายและจัดการเอกสารทุกอย่างเสร็จก็ดึกมากแล้ว แต่ขณะที่ผมกำลังจะก้มหน้าฟุบกับโต๊ะนั้น เสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้นขัดจังหวะการพักผ่อนของผม

“อะไรกัน ฉีดยาเสร็จปุ๊บก็จะตายเลยรึไง”

ผมเงยหน้ามองผู้พูด เขาเป็นชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันกับผม เขาฉีกยิ้มกวนๆ ผมสีน้ำตาลเปลือกไม้ของเขาสะท้อนกับแสงแดดจนส่องประกายระยิบระยับ ใบหน้าหล่อเหลาน่าดู

“ผมยังไม่ตายง่ายๆหรอกครับ”ผมเอ่ยยิ้มๆพลางมองร่างสูงใหญ่ที่ถือวิสาสะนั่งลงตรงข้ามกับผม

“นี่นายก็อยากเป็นอมตะงั้นเหรอ อยากเป็นจนต้องเสี่ยงกับการเอาชีวิตมาทิ้งเนี่ยนะ?”

“ผมรักการเสี่ยงดวง แล้วคุณล่ะครับ? อยากได้มากเลยเหรอ ไอ้ชีวิตอมตะนั่นน่ะ?”

“ก็อยากได้น่ะสิ ไม่งั้นจะเสี่ยงชีวิตมาทำเรื่องแบบนี้เรอะ”เขาตอบตรงๆ

“งั้นเหรอครับ….แต่มนุษย์จะสามารถก้าวผ่านความตายไปได้จริงๆน่ะเหรอครับ?”ผมเอ่ยออกมาเบาๆ เพราะนี่คือสาเหตุที่แท้จริงที่ผมมาที่นี่ มาเพื่อพิสูจน์ข้อสงสัย การเสี่ยงดวงมันก็แค่อีกเหตุผลหนึ่งเท่านั้น เพื่อพิสูจน์ว่าผลที่ผมทายจะถูกหรือไม่…

“ก็ต้องได้อยู่แล้ว!”

“ทำไมล่ะครับ?”ผมถามด้วยความสงสัย อะไรกันที่ทำให้บุคคลลึกลับเบื้องหน้าของผมเชื่ออย่างนั้น?

“ก็เพราะเซนส์มันบอกน่ะสิ!!”

เอ๋….? ซะ เซนส์งั้นเหรอครับ?

“เอ่อ…”ผมถึงกับนึกประโยคที่จะพูดออกไปไม่ออก เขาช่างแตกต่างจากมนุษย์ธรรมดาๆจริงๆครับ เล่นเอาผมอึ้งไปเลย….

“ก๊ากกกก ฮ่าๆๆๆ หน้านายตลกเป็นบ้าเลย!!”เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมาจนโต๊ะข้างๆหันมามอง ผมรีบปรับเปลี่ยนสีหน้าให้ดูปกติที่สุดก่อนจะถามคำถามกลบเกลื่อนความอาย ตอนนี้ผมรู้สึกได้ว่าใบหน้าของผมนั้นร้อนผ่าวไปหมด

“อ่า…แล้วนี่คุณชื่ออะไรเหรอครับ?”

“ชาล”เขาเลิกหัวเราะแล้วตอบผมสั้นๆ “แล้วนายล่ะชื่ออะไร?” เขาถามบ้าง

“เตโชครับ”ผมเองก็ตอบสั้นๆบ้าง

“ฮ่าๆๆ ชื่อแปลกชะมัด ฉันว่าชื่อฉันแปลกแล้วแท้ๆ!!”เขาหัวเราะเสียงดัง ผมทำทีเป็นไม่สนใจแล้วฟุบหน้าลงกับโต๊ะ

“งั้นคุณชาลครับ รบกวนปลุกผมเมื่อถึงเวลาอาหารเย็นด้วยนะครับ”

เวลา 19.00นาฬิกา ณ ห้องปฐมพยาบาลเบื้องต้น

สัญชาตญาณระวังภัยปลุกผมให้ตื่นขึ้นจากห้วงนิทรา ในขณะนี้ผมกำลังนอนแผ่อยู่บนเตียงนุ่มๆสีขาวสะอาด โดยมีร่างๆหนึ่งคร่อมอยู่บนตัวผม ผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจเย็นเฉียบที่ใกล้ต้นคอผมเข้ามาเรื่อยๆ…
“!?”

ผมใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักบุคคลปริศนาออกไป อีกฝ่ายสบถเสียงดัง และเสียงนั้นก็ช่างคุ้นหูผมเหลือเกิน

“คุณชาล?!”

“ชิ!! อะไรกัน…ล้มเหลวงั้นเหรอ….”ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเปลือกไม้เบะปาก เขาล้มกลิ้งอยู่บนพื้น เสื้อผ้าตัวเดิมกับเมื่อตอนกลางวันซึ่งก็คือเสื้อยืดสีดำกับกางเกงขาสามส่วนสีครีมนั้นมีรอยยับและรอยเปื้อนสีแดงเป็นหย่อมๆ… มันสดเสียจนผมตกใจ

ผมสูดกลิ่นนั้นเป็นการพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของตนเองแล้วขมวดคิ้ว

“เลือด?”

“ใช่…เลือดนี่แหละ”เขาทวนคำตอบของผมด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย “แต่วางใจได้ นั่นไม่ใช่เลือดของนาย แล้วก็ไม่ใช่เลือดของฉันด้วย” เขาเสริม

“แล้วเมื่อกี๊นี้คุณจะทำอะไรผม?!” นี่ล่ะ…คือสิ่งที่ผมสงสัยที่สุดในตอนนี้ ถ้าเขาไม่ตอบผมคงคาใจไปตลอดชีวิตแน่

“ก็แค่ให้ของขวัญสำคัญกับนาย…”

“งั้นผมขอไม่รับนะครับ…”ผมปฏิเสธทันควัน จะอะไรก็แล้วแต่ แต่ผมไม่ยอมรับของที่ได้มาจากคนที่พยายามจะทำอะไรกับซอกคอของผมหรอกนะครับ…

“ทำไมล่ะ นี่น่ะเป็นสิ่งที่นายยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อมาที่นี่เลยนะ หึๆๆ”ชาลหัวเราะเสียงเย็น ผมเบิกตากว้างเมื่อพบว่าใบหน้าของเขาเริ่มบิดเบี้ยวไปทีละน้อย…

“มาให้ฉันมอบชีวิตอมตะให้นายซะที!!”

ชาลกระโจนใส่ผม เขี้ยวเล็กๆสีขาวของเขาส่องประกายเมื่อต้องแสงไฟนีออน ผมกระโดดผลุงออกจากเตียงแล้วรีบวิ่งไปที่ประตูในทันที แต่เมื่อผมผลักประตูให้เปิดออก ขาของผมกลับไม่ยอมเดินต่อ หัวสมองว่างเปล่า สิ่งที่สะท้อนอยู่บนนัยน์ตาของผม คือซากศพ…ซากศพที่ซอกคอมีรอยแผลเหวอะหวะ!! กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปทั่วบริเวณนั้น….

“อึก!”ผมกลั้นหายใจแล้วตั้งท่าจะวิ่งออกจากห้อง แต่ช้าเกินไป ชาลใช้จังหวะที่ผมยืนนิ่งดึงผมเข้าไปในห้องนั้น หลังของผมชนกับแผงอกของเขา สองแขนแกร่งรัดรอบตัวผมแน่น จากนั้น คมเขี้ยวสีขาวก็ฝังลงมาบนคอของผม…

ราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง โลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ ผมถูกผลักเอาไปเบาๆ ดูเหมือนชาลจะมอบความเป็นอมตะให้ผมเรียบร้อยแล้ว ผมทรุดตัวลงนั่งกับพื้น เอนหลังพิงผนังห้อง ได้ยินเสียงของอีกฝ่ายเอ่ยเบาๆ และใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผมพยายามเพ่งมอง ตอนนี้เขานั่งยองๆอยู่เบื้องหน้าของผม

“รู้รึเปล่าว่าชื่อของฉันมีความหมายว่าอะไร?”

“….”ผมไม่ตอบ นั่งฟังเขาพูดไปเรื่อยๆ เพราะเหมือนว่าเขาจะพูดกับตัวเองมากกว่าจะพูดให้ผมฟัง…

“ชื่อของฉันแปลว่าใยแมงมุม…น่าตลกดีเนอะ เพราะชื่อนี้รึเปล่านะ ที่ทำให้ฉันต้องถูกพันธนาการไว้กับสิ่งที่เรียกว่าอมตะน่ะ ตอนอายุสิบสองฉันโดนแวมไพร์กัด จากนั้นฉันก็กลายเป็นสัตว์ประหลาดแบบนี้มาตลอด อยู่กลางแสงแดดก็ไม่ได้ กินอาหารอย่างที่คนอื่นกินก็ไม่ได้….. แตกต่างจากคนอื่นตลอดเลย”

“…”

“ที่สำคัญคือฉันเริ่มฆ่าสิ่งมีชีวิตอื่น ออกล่าผู้อ่อนแอมาเป็นอาหาร เริ่มจากสัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ แล้วก็มนุษย์…”

“….”ผมยังคงเงียบแล้วฟังอีกฝ่ายพูดต่อไปเรื่อยๆ

“ไม่เข้าใจเลย ว่าทำไมคนพวกนั้นถึงอยากได้ชีวิตอมตะกันนัก คิดจะอยู่กันไปกี่ปีกัน หนีความตายแบบนั้นคิดว่าดีแล้วรึไง!”

“ดีสิครับ… ถ้าหนีจากความตายได้ พวกเราก็จะได้ทำสิ่งที่อยากทำไปตลอดชีวิตไง…. คุณเองก็ควรจะมองโลกในแง่ดีอย่างนี้บ้างนะ”ผมยิ้มน้อยๆพลางพยามยามดันตัวลุกขึ้นยืน ชาลลุกขึ้นตาม

ผมเงยหน้ามองใบหน้าของแวมไพร์หนุ่มก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ

“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เองสินะ ไอ้โครงการอะไรนี่น่ะ มันไม่ได้คิดจะช่วยให้ทุกคนเป็นอมตะอยู่แล้ว มันก็แค่โครงการที่จะหาเหยื่อมาสังเวยให้คุณเท่านั้น และยาที่ฉีดเข้าไปก็เพื่อกระตุ้นให้เลือดของพวกผมมีรสชาติอร่อยมากขึ้นก็เท่านั้น ไม่ต่างไปจากผงชูรส ความจริงต้องปรุงประมาณ1อาทิตย์ตามระยะเวลาของโปรเจ็คนี้ แต่คุณดันใจร้อนรอไม่ไหวสินะ แบบนี้ข้อแก้ตัวที่มีผู้เสียชีวิตจากโปรเจ็คก็ต้องเปลี่ยนเวลาใหม่น่ะสิครับ..”

“นี่นายรู้ได้ยังไง…”

“เพราะผมไม่ใช่คนธรรมดาน่ะสิครับคุณชาล ทีนี้ผมก็รู้สาเหตุแล้วว่าทำไมที่นี่ถึงเกิดการสังหารหมู่ขึ้น วิญญาณของผู้คนถึงได้มาร้องทุกข์กันที่ยมโลก และเนื่องจากแวมไพร์อย่างคุณเป็นผีดิบ จึงไม่มีวิญญาณ การตรวจหาสาเหตุการตายจากไอวิญญาณที่ตกค้างอยู่บนร่างกายของเหยื่อเลยแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย”ผมตอบพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่าย เคียวยมทูตสีดำสนิทโผล่ขึ้นมาในมือข้างขวา ผมบังคับมันให้ปลายของคมเคียวสีดำสนิทนั้นจ่อคอของแวมไพร์หนุ่มในระยะประชิด นัยน์ตาสีดำสนิทของผมเริ่มเปลี่ยนสี จากสีดำเป็นแดง มันเรืองแสงอยู่ในความมืด

“นะ นี่แกไม่ใช่มนุษย์อยู่แล้วอย่างนั้นเหรอ!”ชาลแยกเขี้ยวถาม ผมจึงได้แต่ยิ้มมุมปากแล้วเริ่มกดปลายเคียวให้สัมผัสกับลำคอของอีกฝ่ายมากขึ้น

“ใช่ครับ พอกันทีกับการแสดงห่วยๆ ผมคือยมทูตจากหน่วยสืบสวนแห่งยมโลก สาเหตุการตายที่ไม่ปกติของวิญญาณคืองานของผม ผมน่ะทำคดีพวกนี้มามาก ถึงได้รู้ว่าการตายที่ไม่ปกตินี่เป็นฝีมือของปีศาจ แต่เคสที่โดนแวมไพร์ฆ่านี่ก็ไม่ค่อยจะได้เจอแฮะ เพราะแวมไพร์น่ะถือเป็นปีศาจที่หาได้ยากมากๆ ตอนที่เห็นบาดแผลของวิญญาณก็ยังตกใจอยู่เลย”

ใช่แล้ว ที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นเพียงแค่การแสดงฉากหนึ่งเท่านั้น

“แล้วรู้รึเปล่าว่าโทษของการฆ่าสิ่งมีชีวิตคืออะไร?” ผมถามเสียงต่ำ มือเริ่มกดคมเคียวลงบนลำคอของอีกฝ่ายจนเลือดสีแดงไหลเอื่อยๆออกจากบาดแผลเล็กๆเหล่านั้น

“ฆ่าเลยสิ ฉันไม่กลัวหรอก” ชาลกล่าวเสียงเรียบ นัยน์ตาสีน้ำตาลนั้นไร้ซึ่งความรู้สึกหวาดกลัว แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกกระหายในบางสิ่งบางอย่าง…

บางสิ่งบางอย่างที่เรียกว่าความตาย…
“รู้รึเปล่าว่าทำไมคุณถึงไม่มีความสุข รู้รึเปล่าว่าทำไมคุณถึงอยากหลุดพ้นจากความเป็นอมตะนี้” ผมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะค่อยๆเลื่อนริมฝีปากของตนเข้าไปกระซิบข้างๆใบหูของอีกฝ่าย

“นั่นเพราะว่าคุณยัง’ไม่ปล่อยวาง’ยังไงล่ะ”

เมื่อกล่าวจบผมรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีถีบอีกฝ่ายจนตัวลอย ผมมองร่างที่กระเด็นไปกระแทกกับผนังห้องด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาด ความจริงแล้วผมควรจะฆ่าเขาให้เสร็จๆแล้วก็กลับยมโลกไปรับงานใหม่ แต่ผมกลับฆ่าเขาไม่ลง…

ผมเดินเข้าไปกระชากหลังคอเสื้อของอีกฝ่ายที่หมดสติไปแล้ว นัยน์ตาสีแดงพินิจมองชาลอย่างครุ่นคิด

“อย่างคุณตอนนี้น่ะยังตายไม่ได้หรอก แวมไพร์กลายพันธ์ที่เริ่มทนต่อแสงแดดอ่อนๆได้นานกว่าปกติน่ะหายากจะตาย ถ้าผมขอลดโทษและเอาตัวคุณไปเป็นหนูทดลองอาจจะสาสมกับสิ่งที่คุณทำไว้มากกว่าล่ะมั้ง…”

ไม่ใช่ว่าผมจะเป็นยมทูตที่มีความดีในหัวใจ ไม่ใช่ว่าผมอยากจะช่วยเขาจากใจจริง ใช่…ผมแค่เสียดายชีวิตของเขาก็เท่านั้น

ไม่ใช่ว่าอยากจะช่วยอะไรซักหน่อย…

“ถ้าคุณยังพะวงอยู่กับเรื่องในอดีต ไม่ว่าคุณจะเป็นอมตะหรือไม่ คุณก็ไม่มีทางมีความสุขอยู่ดี ตราบใดที่ยังไม่ปล่อยวางอดีตก็ไม่มีทางเริ่มต้นใหม่อย่างมีความสุขได้” ผมเอ่ยทิ้งท้ายกับร่างไร้สติของแวมไพร์หนุ่มก่อนจะก้มตัวแตะร่างนั้นเบาๆ จากนั้นร่างของทั้งผมกับเขาก็ค่อยๆสลายหายไป และไปปรากฏกายอยู่ที่ยมโลกในเวลาต่อมา…

……

หนังสือพิมพ์ในมือถูกวางลง ภาพข่าวการสังหารหมู่ ณ ศูนย์วิจัยความเป็นอมตะยังคงตราตรึงอยู่ในนัยน์ตาทั้งสองข้างของผม ผู้เข้าร่วมเป็นตัวทดลองเสียชีวิตจำนวน49คน สูญหาย1คน ซึ่งคงจะเป็นผม.. และลูกชายของผู้อำนวยการเองก็สูญหายไปด้วยเช่นกัน….

“คราวนี้เล่นซะเป็นข่าวเลยแฮะ ทีคราวที่แล้วล่ะปิดปากเงียบเชียว มีแต่ฝั่งคนตายเท่านั้นที่รู้…” ผมพึมพำก่อนจะหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน ทอดกายลงบนพื้นดาดฟ้าของตึกสูงแห่งหนึ่ง ไม่สนใจเสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

“ให้ตายสิ ทำไมถึงต้องมาอยู่ในที่แบบนี้ด้วยก็ไม่รู้ ห้องทำงานหรูๆมีก็ไม่ยอมอยู่ ชอบการเตร็ดเตร่ในโลกมนุษย์มากหรือไง” ชาลบ่นพึมพำก่อนจะนั่งลงข้างๆ ผมที่กำลังดื่มด่ำกับความเงียบสงบยามค่ำคืนคิ้วกระตุกเล็กน้อย

“ก็แล้วตามมาทำไมล่ะครับ คุณกลายเป็นลูกน้องผมตามคำสั่งของเบื้องบนก็จริงแต่ผมไม่ได้สั่งให้คุณตามติดผมทุกฝีเก้าเสียหน่อย”

“นายเนี่ยนะ พอเปิดเผยตัวจริงแล้วทำตัวเย็นชาชะมัด” ชาลทำหน้าเอือมใส่ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรี

“สวยดีนะ.. พอได้มองอย่างนี้น่ะ”

“ทำเป็นพูดไป ช่วยพูดอะไรให้มันสมกับที่เป็นแวมไพร์หน่อยได้มั้ยครับเนี่ย”

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความสงบเงียบที่ผมโหยหานั้นสลายหายไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ลูกน้องคนใหม่ชวนผมคุยนู่นนี่นั่นไปเรื่อยจนน่ารำคาญ อยากจะลุกขึ้นไปเตะอัดท้องซักป้าบนึงแต่ก็ขี้เกียจลุก..

ผมหลับตาลง

เอาเถอะ…

บรรยากาศแบบนี้…ก็ไม่เลวหรอกมั้ง..

…..End…..
 

Advertisements