ดอกไม้สีครามกับความทรงจำ

ดอกไม้สีครามกับความทรงจำ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนที่แสนห่างไกล เด็กหญิงวัยเก้าปีในชุดเดรสวันพีซสีขาวคนหนึ่งกำลังนั่งพิงโคนต้นแอปเปิล นัยน์ตากลมโตสีมรกตเหม่อมองไปยังทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่ประดับประดาไปด้วยดอกไม้ปริศนาสีฟ้าสวย ก่อนจะก้มหน้าวาดรูปทุ่งดอกไม้เบื้องหน้าอย่างตั้งใจ สายลมอ่อนๆพัดผ่านเด็กหญิงและต้นแอปเปิล เสียงใบไม้เสียดสีกันเบาๆดังขึ้น และตามมาด้วยเสียงร้องของเด็กหญิงเมื่อเธอเห็นกระดาษแผ่นน้อยปลิวไปตามสายลม สองเท้าเล็กๆรีบวิ่งตามในทันที แต่วิ่งไปได้ไม่เท่าไหร่ร่างเล็กก็ต้องหยุดหอบหายใจกลางทาง สายลมยังคงพัดเอื่อยๆ เด็กหญิงเบะปากร้องไห้ แต่สัมผัสอบอุ่นของใครคนหนึ่งสามารถสะกดน้ำตาของเธอไว้ได้ มือแกร่งของชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆลูบหัวเธออย่างอ่อนโยน เขานั่งยองๆข้างๆเด็กหญิง มืออีกข้างหนึ่งยื่นกระดาษขาวที่ยังคงมีรูปของดอกไม้ปริศนาที่ยังวาดไม่เสร็จดีให้อีกฝ่าย เขายิ้มน้อยๆเมื่อพบว่าเด็กหญิงเริ่มยิ้มออก

“ขอบคุณค่ะพี่ชาย” เธอเอ่ยขอบคุณเขาด้วยน้ำเสียงสดใส นัยน์ตาสีเขียวมรกตจับจ้องไปที่ใบหน้าของผู้ช่วยเหลือ ชายคนนี้มีเรือนผมสีทองสว่างที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยเพราะแรงลม นัยน์ตาสีฟ้าครามของเขานั้นงดงามราวกับอัญมณี …ราวกับสีของดอกไม้ปริศนาที่รายล้อมไปทั่วทุ่ง

“เธอรู้จักดอกไม้พวกนี้หรือเปล่า?” จู่ๆชายหนุ่มก็ถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ เมื่อเห็นเขาทิ้งตัวนั่งลงบนผืนดิน เด็กหญิงจึงนั่งลงข้างๆกัน มือข้างหนึ่งถือแผ่นกระดาษในมือไว้ตลอดเพราะกลัวว่ามันจะลอยหนีเธอไปอีก สายลมยังคงไม่หยุดทำหน้าที่ ทั้งเรือนผมสีทองของเขาและเรือนผมสีน้ำตาลยาวสลวยของเธอเคลื่อนไหวตามแรงของมัน

“ไม่รู้จักค่ะ มันคือดอกอะไรเหรอคะ”

“ดอกฟอร์เก็ตมีน็อต หรือเรียกว่าดอกแวววิเชียรก็ได้ สวยใช่ไหมล่ะ” ชายหนุ่มตอบพลางเด็ดดอกไม้สีครามสวยขึ้นมาดอกหนึ่ง เขาเหม่อมองมันอยู่ครู่เดียวก่อนจะเอ่ยถามเด็กหญิงด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟังว่า

“รู้จักตำนานของฟอร์เก็ตมีน็อตไหม แม่หนูน้อย”

“เอ๋ ตำนานเหรอคะ น่าสนใจจัง พี่ชายเล่าให้ฟังหน่อยสิคะ” เด็กหญิงตัวน้อยตาเป็นประกาย ขึ้นชื่อว่าตำนานย่อมเป็นเรื่องน่าสนุกสำหรับเด็กตัวน้อยพอๆกับนิทานก่อนนอนอยู่แล้ว

“…ได้สิ” ชายหนุ่มผมทองตอบเบาๆก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงชวนฟัง

“นานมาแล้ว ขณะที่อัศวินหนุ่มและคนรักของเขากำลังเดินชมจันทร์ด้วยกัน หญิงสาวเหลือบไปเห็นดอกไม้ปริศนาดอกหนึ่งขึ้นอยู่ริมตลิ่ง จึงขอร้องให้อัศวินช่วยลงไปเก็บให้ อัศวินทำตามคำขอ แต่ทว่า…”

เสียงของชายหนุ่มเงียบหายไปครู่หนึ่ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะเริ่มเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนเช่นเดิม แต่ลึกๆแล้วเด็กหญิงกลับรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่แอบซ่อนอยู่ในน้ำเสียงน่าฟังนั้น

“…ระหว่างที่อัศวินกำลังก้มเก็บดอกไม้ เขาลื่นไถลลงไปในแม่น้ำ เขาว่ายน้ำไม่ได้เพราะเสื้อเกราะมีน้ำหนักมาก แต่ก่อนที่จะจมน้ำ เขาได้โยนดอกไม้ปริศนาดอกนั้นให้กับคนรักพร้อมกับพูดว่า ‘อย่าลืมฉัน’ (Forget Me Not) จากนั้นร่างของเขาก็จมหายไปในแม่น้ำนั้น… ดอกไม้ดอกนั้นเลยมีชื่อว่าดอกฟอร์เก็ตมีน็อต ตามคำพูดสุดท้ายของอัศวินคนนั้น…”

ความเงียบแผ่บรรยากาศเข้าปกคลุมบริเวณนั้นทันทีที่ชายหนุ่มเล่าจบ แม้แต่สายลมที่พัดเอื่อยๆตลอดการเล่าเรื่องยังไม่มีทีท่าว่าทำหน้าที่ต่อ ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากน้อยๆของเด็กหญิง นัยน์ตาสีฟ้าตวัดมองร่างเล็กที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆก่อนจะลูบหัวอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา

“ไม่ชอบหรือ?” ชายหนุ่มเอ่ยถาม

“ทำไมคุณอัศวินถึงต้องตายด้วยล่ะคะ” เด็กหญิงเงยหน้าที่เปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำตาขึ้นมามองชายหนุ่ม

“ไม่รู้สิ…” เขาตอบสั้นๆก่อนจะยื่นดอกฟอร์เก็ตมีน็อตให้เด็กหญิง พร้อมกับเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่เจือไปด้วยความอบอุ่น

“ถึงตอนจบของตำนานจะไม่ได้จบอย่างมีความสุข แต่เธอกับผมก็ยังมีความสุขดี ยังมีความสุขที่ได้พบกัน หรือว่าเธอไม่มีความสุขที่ได้พบกับผม…?”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ! หนูดีใจมากที่ได้เจอพี่ชาย พี่ชายเล่าอะไรให้หนูฟังตั้งหลายอย่างแถมยังช่วยหนูอีก หนูน่ะมีความสุขมากๆเลยนะคะ!!” เด็กหญิงว่าพลางรับดอกฟอร์เก็ตมีน็อตจากอีกอีกฝ่ายมาถือไว้ ในใจนึกอายที่ตัวเองเสียมารยาทตะโกนความในใจออกไป เธอน่าจะตอบเขาดีๆ ไม่ใช่ตะโกนใส่พี่ชายผมทองเสียงดังแบบนั้น

“นึกว่าเธอจะโกรธที่ผมเล่าเรื่องเศร้าๆให้ฟังเสียอีก ขอบคุณมากนะที่ไม่โกรธ ความจริงแล้วผมไม่ค่อยอยากเล่าเรื่องแบบนี้ให้เด็กๆฟัง ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเล่าเรื่องที่สนุกๆ แต่ความทรงจำในหัวของผมมีแค่เรื่องของดอกฟอร์เก็ตมีน็อตเท่านั้น…”

จู่ๆเสียงเรียกของพ่อแม่เด็กสาวก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณให้เด็กหญิงและชายหนุ่มต้องบอกลากัน แม้ว่าเด็กหญิงจะยังไม่อยากกลับก็ตาม

“ดูเหมือนว่าเธอคงต้องไปแล้วสินะ” ชายหนุ่มว่าพลางดันตัวเองขึ้นจากพื้นหญ้า เด็กหญิงลุกตามบ้างก่อนจะถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย

“เราจะได้เจอกันอีกมั้ยคะ?”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมไม่มีทางลืมเธอแน่นอน เธอเองก็อย่าลืมผมนะ แม่สาวน้อย” ชายหนุ่มยิ้มให้เธอเป็นครั้งสุดท้าย สายลมพัดมาวูบหนึ่ง จู่ๆร่างของเขาก็หายไปต่อหน้าต่อตาเด็กหญิงเสียแล้ว

“เอ๋ พี่ชายผมทองหายไปไหนแล้ว พี่ชายคะ!”

ไร้เสียงตอบรับจากชายหนุ่ม เด็กหญิงจึงตะโกนลั่นทุ่งดอกไม้สีคราม เสียงของเธอดังก้องไปทั่ว ราวกับว่าตั้งใจจะให้ดอกฟอร์เก็ตมีน็อตทุกดอกเป็นพยาน

“หนูจะไม่ลืมพี่ชายผมทองนะคะ!!!”

ชายหนุ่มผมทองคนหนึ่งยืนมองแผ่นหลังเล็กๆของเด็กหญิงวัยเก้าปีที่กำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปหาผู้ปกครองของเธอ แผ่นหลังนั้นค่อยๆไกลออกไปเรื่อยๆ ไกลออกไปจากทุ่งดอกฟอร์เก็ตมีน็อตของเขา

ชายหนุ่มเบนสายตาออกมาจากภาพนั้น ในตอนนี้เขามีความทรงจำแรกที่ไม่เกี่ยวอะไรกับดอกฟอร์เก็ตมีน็อตอยู่ในหัวสมองแล้ว นั่นคือความทรงจำเกี่ยวกับเด็กหญิงคนนั้น… เด็กหญิงที่ตะโกนลั่นทุ่งดอกฟอร์เก็ตมีน็อตว่าจะไม่ลืมเขา

เขาเองก็ไม่มีทางลืมเธอเช่นกัน…

ท่ามกลางสายลมที่พัดเอื่อยๆ ชายเสื้อเชิร์ตสีขาวของเขาสะบัดตามแรงลมเล็กน้อย อัศวินผู้โชคร้ายคนนั้นก็คือเขาเอง ตำนานที่เขาเล่าให้เด็กหญิงฟังคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเขา อัศวินหนุ่มลืมอดีตทุกอย่างทันทีที่หมดลมหายใจ และกลายเป็นวิญญาณสิงสถิตอยู่ที่แม่น้ำแห่งนั้น วันเวลาแปรเปลี่ยน แม่น้ำและพื้นที่บริเวณนั้นกลายสภาพเป็นทุ่งดอกฟอร์เก็ตมีน็อต…

เด็กหญิงนัยน์ตาสีมรกตเป็นคนแรกที่เข้าไปในทุ่งกว้าง และได้พูดคุยกับเจ้าของตำนานดอกไม้สีครามสวย เป็นคนแรกที่เข้ามาเหยียบผืนดินแห่งนี้เมื่อแปรสภาพเสร็จสมบูรณ์…

วิญญาณหนุ่มนอนแผ่บนพื้นหญ้า ค่อยๆปิดเปลือกตาลงช้าๆ สายลมอ่อนยังคงพัดผ่าน เขายิ้มน้อยๆกับเหตุการณ์ในวันนี้ แล้วพึมพำกับตัวเองเบาๆ

“อย่าลืมผมนะ…”

……….

 

Advertisements

Guardian Corporation Ft.สโนไวท์กับผู้ชาย…เอ้ย คนบาปทั้งเจ็ด FanFiction [สโนไวท์กับหมาป่าและคนบาปทั้งเจ็ด ตอน บทเรียนครั้งสำคัญ]

สโนไวท์กับหมาป่าและคนบาปทั้งเจ็ด

ตอน บทเรียนครั้งสำคัญ

(ฟิึคส่งพุนิก้าแมกกาซีน ภายใต้นามปากกาnightmare666ค่ะ]

“อาร์ค…เจ้าทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ รู้มั้ยว่าคะแนนของน้ำค้างหายไปตั้งเท่าไหร่!”เสียงด่าของอัลเฟรดทิ่มแทงเข้าไปในหัวใจของอาร์ค ทำให้เทพหนุ่มคอตกปีกลู่ ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆทั้งสิ้น หลังจากที่ด่าเสร็จ ประโยคต่อมาของท่านจ้าวแห่งสวรรค์ก็ทำเอาอาร์คถึงกับน้ำตาตก และสะอื้นออกมาเบาๆ
“ต่อไปนี้ข้าจะจ้างบอดี้การ์ดตนอื่นมาปกป้องน้ำค้างแทน เจ้าไม่ต้องทำอะไรแล้วทั้งนั้น แค่จับตาดูอยู่เฉยๆก็พอ เข้าใจมั้ย?! ดูไว้ให้ชัดๆเลยนะ หน้าที่ของบอดี้การด์น่ะ”
“เข้าใจ…ขอรับ…งั้นข้าขอตัวก่อนนะขอรับ…”อาร์คตอบรับเสียงเบา ก่อนจะรีบบอกลาอัลเฟรดแล้วรีบวิ่งหนีออกไปจากห้องทำงานของจ้าวแห่งสวรรค์ทันที ฝ่ายชายหนุ่มวัยสี่สิบปีในชุดสูทขาวได้แต่ถอนหายใจ ขณะที่มองตามแผ่นหลังของเทพหนุ่มไปจนลับตา
“อ่า…ท่านอัลเฟรดขอรับ”เด็กหนุ่มเลขาฯนามสมิตตี้เหลือบมองนามบัตรของบริษัทบอดี้การ์ดที่อัลเฟรดลงทุนโทรไปว่าจ้างด้วยตนเอง
“บริษัทนี้เหรอขอรับท่านอัลเฟรด…”
“อื้ม…บริษัทนี้แหละที่จะสอนวิถีแห่งบอดี้การ์ดให้อารค์…การ์ดเดี้ยน คอปเปอเรชัน…”
…….
ณ ทางเข้า โรงเรียน Snow International School เวลา 5:45น.
บรรยากาศภายในโรงเรียนยังคงเงียบเหงาเพราะเป็นเวลาเช้าตรู่เกินกว่านักเรียนจะตื่น ชายหนุ่มลองคนยืนพิงกำแพงอยู่หน้าโรงเรียน คนหนึ่งมีดวงตาสีออดส์อาย มีปอยผมสีเงิน ส่วนอีกคนหล่อเหลาและค่อนข้างสุภาพพอควร
“เฮ้ แคปเปอร์ ไหนอ่ะหนูน้อยหมวกแดงของพวกเรา”อคินเอ่ยถามคู่หู ขณะเดียวกันก็พยายามมองหาเด็กสาววัยสิบหกปีคนหนึ่งจากภาพถ่ายที่ได้รับมาจากผู้ว่าจ้างลึกลับ
‘ภาพของสโนไวท์…หรือ น้ำค้างนั่นเอง’
“อยู่ในห้องเรียนแล้วล่ะ”แคปเปอร์ตอบคู่หูสั้นๆก่อนจะก้มลงมองนาฬิกาข้อมือของตนเป็นครั้งที่ร้อย อคินเริ่มโวยวาย
“แล้วพาฉันมายืนรอยัยนั่นหน้าโรงเรียนทำไมเล่า?! เข้าไปข้างในกันเร็ว!”
“แล้วใครบอกล่ะว่าฉันรอหนูน้อยหมวกแดงอยู่”ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก สร้างความสงสัยให้คู่หูตาสองสีเป็นอย่างมาก
“งั้นนายรอใครอยู่ล่ะ…”
“จัดการเก็บศัตรูของหนูน้อยหมวกแดงไปเลยไม่ง่ายกว่าเหรอ ยังไงๆซะเราก็รู้ความลับของเจ้าพวกนั้นอยู่แล้วนี่…”
แคปเปอร์เหลือบมองรูปภาพทั้งเจ็ดใบที่ถูกส่งมาพร้อมกับข้อมูลอีกหนึ่งปึก แน่นอนว่าผู้ที่ให้ความอนุเคราะห์เรื่องข้อมูลจะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากผู้ว่าจ้างลึกลับของพวกเขา
อคินแสยะยิ้มหลังจากที่ได้ล่วงรู้แผนการของคู่หู
“ฮึๆ บาปทั้งเจ็ดกับอสูรงั้นเหรอ…งานนี้นี่นอกจากจะเงินดีแล้วยังน่าสนุกอีกเนอะ…ว่ามั้ยแคปเปอร์”
……..
“เฮ้ยๆ อวาไรซ์ ไอ้สองคนนั่นที่ยืนเท่อยู่หน้าโรงเรียนนั่นใครฟระ…น่าอิจฉาจริงๆ เพราะงั้นนายต้องมายืนกับฉัน เอาให้สองคนนั้นอิจฉาไปเลย~~~”พอพูดจบเอ็นวี่ก็ฉุดข้อมืออวาไรซ์แล้วลากอีกฝ่ายไปยืนเท่ข้างๆคู่หูบอดี้การ์ด แต่แทนที่อคินและแคปเปอร์ คู่หูสุดเก่งแห่งการด์เดี้ยนคอปเปอเรชันจะอิจฉาตามที่เอ็นวี่คาดการณ์ไว้ ทั้งสองเพียงแค่มองหน้ากันอย่างงงๆ…
“อิจฉาล่ะซี้~~~พวกนายน่ะยืนยังไงก็ไม่เท่เท่าฉันร้อก”
‘อะไรของมันฟระ…’อคินและแคปเปอร์นึกในใจพร้อมกัน
“อะไรของนายฮะ?! เจ้าพวกบาปโง่”
คำพูดของอคินทำเอาจ้าวแห่งความโลภ เจ้าของความริษยาและเจ้าแห่งบาปทั้งสี่ที่ตามมาสมทบถึงกับอ้าปากค้าง เดาได้เลยว่า…
…สวรรค์ส่งคนมาปกป้องน้ำค้างอีกแล้ว?!
“พวกนายคือคนที่สวรรค์ส่งมาคุ้มครองยัยน้ำค้างเรอะ”ราธว่าพลางจ้องหน้าอคินอย่างหาเรื่อง ส่วนอคินก็จ้องตอบอย่างท้าทาย
“สวรรค์เหรอครับ…?แต่ถ้าบาปทั้งเจ็ดมีจริง สวรรค์ก็คงมีเหมือนกันสินะ…เอาล่ะ พวกผมยืนรอพวกคุณกันมาตั้งนานแล้ว…ขออนุญาตบิดขี้เกียจซักรอบสองรอบละกัน”
……..
เทพหนุ่มมองการไล่ฆ่าของสองบอดี้การ์ดอย่างตื่นตระหนก…
“Oh My God!!” เขาอุทานออกมาได้แค่นั้น
‘จะทำยังไงดี ท่านอัลเฟรดบอกให้จับตาดูอยู่เฉยๆ…แต่ว่า’
ขณะที่อาร์คกำลังกลุ้มใจ กลัตโทนี่ก็สะดุดขาตัวเองล้มลง…
ในที่สุดอาร์คก็ทนข่มความดีในตัวไม่ไหว….
‘เคร้ง’
มีดของอคินกระทบกับบาเรียป้องกันของอาร์ค กลัตโทนี่ที่หลับตาปี๋เพราะความกลัวค่อยๆลืมตาขึ้นมาทีละนิด ขณะเดียวกัน บาปตนอื่นๆก็ค่อยๆเดินมาหลบหลังอาร์ค หลังจากที่รู้ว่าพลังของอาร์คสามารถช่วยชีวิตของพวกเขา
“สิ่งที่พวกท่านกำลังกระทำอยู่นั้นมันไม่ได้เรียกว่าการ’ปกป้อง…”
“ใครว่าล่ะครับ…นี่แหละคือวิธีการปกป้องของการ์ดเดี้ยน คอปเปอเรชัน”แคปเปอร์ยิ้มบางๆ
อคินชักปืนคู่ใจออกมา
“เริ่มน่าเบื่อซะแล้วสิ ทำให้มันจบๆเลยดีกว่า”
‘กริ๊งๆๆ~~~~’ แคปเปอร์มองโทรศัพท์มือถือของตน ชายหนุ่มขมวดคิ้วเมื่อเห็นชื่อของผู้โทรเข้า เขารีบกดรับทันที
ซักพัก แคปเปอร์ก็โวยวายเสียงดัง อคินหันไปมองคู่หู
“อะไรของนาย แล้วเจ้านั่นว่าไงบ้าง”
“ยกเลิกการว่าจ้าง…ยกเลิกงาน…”
‘แล้วเงินของฉันล่ะ!!’อคินเดาว่าแคปเปอร์คงโวยวายแบบนั้นอยู่ในใจ…
“ใจเย็นก่อน…ผมยังพูดไม่จบ”เสียงของอัลเฟรดดังลอดออกมาจากโทรศัพท์ อาร์คเผลมองตามเสียงของเจ้าแห่งสวรรค์ อดนึกเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าอัลเฟรดจะตั้งใจมาช่วยตน
“ครับ?”บอดี้การ์ดหนุ่มผมดำขมวดคิ้ว
“แต่ผมจะจ่ายค่าจ้างให้คุณเหมือนเดิม แถมค่าเสียเวลาให้ด้วย ขอแค่อย่ามายุ่งกับภารกิจนี้อีก” แคปเปอร์ตาวาว นึกถึงจำนวนเงินมากมายที่จะได้รับ เขาจึงตอบตกลงในทันที
“กลับกันเถอะอคิน~อ้อ ลาก่อนนะครับคุณบาปทั้งหลายกับคุณคนแปลกหน้าผมหงอก”
ผมหงอก…คาดว่าทั้งอคินและอาร์คคงตงิดใจสุดๆกับคำๆนี้…
“แบบนี้เค้าเรียกว่าผมเงินหรอกเฟ้ย/ขอรับ!!”
แล้วสองนักฆ่า…ไม่สิ สองบอดี้การ์ดก็เดินจากไป เหลือเพียงบาปทั้งหกและเทวดาอีกหนึ่งตน
……
“นี่…พวกนายน่ะ” อคินและแคปเปอร์หันไปมองเจ้าของเสียงพร้อมกัน ใบหน้าของอคินมีเครื่องหมายคำถามปรากฏ ส่วนแคปเปอร์ยิ้มน้อยๆ “ว่าไงครับคุณไพรด์ ถ้าคิดจะแก้แค้นให้กับพวกเพื่อนๆของคุณล่ะก็ เสียใจด้วยนะครับ เพราะผู้ว่าจ้างยกเลิกภารกิจคุ้มครองหนูน้อยหมวกแดงไปแล้ว”
“เปล่า ฉันแค่จะมาบอกพวกนายว่า ยัยน้ำค้างนั่นไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง…แต่เป็นสโนไวท์ต่างหาก สโนไวท์ที่จะต้องแปดเปื้อนบาปอัตตาของฉันเท่านั้น…”
“งั้นเหรอครับ”แคปเปอร์ยิ้มน้อยๆ
“งั้นก็ลาก่อนนะครับ…คุณบาปอัตตา”
“ลาก่อน…อสูร”
……….
“อะไรกัน…ที่แท้ท่านอัลเฟรดก็ต้องการจะให้ข้าเรียนรู้การปกป้องน้ำค้างจากบอดี้การ์ดมือโปรสองคนนั่นเหรอขอรับ?!”
“…สองตนหรอก”สมิตตี้แย้งเบาๆ
“ใช่…แต่ข้าคิดผิดไป นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะใช้วิธีนั้น”อัลเฟรดไม่สนใจคำพูดของสมิตตี้ หันกลับไปมองหน้าอาร์คแล้วพึมพำเบาๆ
“ข้าขอโทษที่คาดการณ์ผิดไปหมด ทำให้เจ้าตกอยู่ในอันตรายจนได้…” อาร์คตัวแข็งทื่อ ก่อนจะรีบพูดอย่างร้อนรน “ไม่หรอกขอรับ เป็นเพราะข้ามันไม่เอาไหน ทำให้ท่านต้องลำบาก ข้าขอโทษขอรับ!”
สมิตตี้มองฉากที่ต่างฝ่ายต่างโทษตัวเอง พลางยกน้ำชาขึ้นมาจิบ…
“งั้นเจ้าก็รีบไปขัดขวางภารกิจของบาปทั้งเจ็ดซะ อย่าทำพลาดอีกล่ะ”
“ขอรับ”อาร์ครับคำเสียงใสก่อนจะรีบวิ่งออกไปจากห้องในทันที
“เฮ้อ…จบซักที ว่าแต่ท่านอัลเฟรดเองก็มีมุมแบบนี้ด้วยนะขอรับ ค่อยดูสมกับเป็นเทพหน่อย…จ๊ากก เจ็บๆ พอแล้วๆ อย่าเหนี่ยววงแหวนของกระโผมมมมม!!”

……………

 

ShinRei Ft.สโนไวท์กับผู้ชาย…เอ้ย คนบาปทั้งเจ็ด FanFiction [เรวินกับสโนไวท์และคนบาปทั้งเจ็ด ตอน นักมายากลผู้ยากจะคาดเดา]

เรวินกับสโนไวท์และคนบาปทั้งเจ็ด
ตอน นักมายากลผู้ยากจะคาดเดา

(ฟิคที่ส่งพุนิก้าแม็กกาซีนในนามปากกา nightmare666ค่ะ)

………………………

“ท่านอัลเฟรดขอรับ! ในที่สุดข้าก็มีแผนปกป้องน้ำค้างแผนต่อไปแล้วขอร้าบบบบบบ~”คำพูดที่ใส่ทำนองเพี้ยนๆเข้าไปให้พอฟังเป็นเพลงลอยเข้ามาในหูของเจ้าแห่งสวรรค์ แต่ก็ลอยออกไปแทบจะในทันทีเมื่อเจ้าตัวจับใจความของเนื้อเพลงได้

“ก็มีอาร์คช่วยดูแลอยู่แล้วไม่ใช่รึไง”อัลเฟรดว่าพลางขยับขยับเมาส์เลื่อนอ่านผลคะแนนล่าสุดของน้ำค้างด้วยสีหน้าเรียบเฉย สมิตตี้ขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยใบหน้าขุ่นเคือง

“แต่คะแนนความนิยมของน้ำค้างตกลงไปเยอะเลยนี่ขอรับ ข้าว่าควรจะหากำลังเสริมช่วยผลักดันให้คะแนนความนิยมของน้ำค้างเพิ่มขึ้นบ้างนะขอรับ!!”

“ในเมื่อเจ้าพูดถึงขนาดนั้น…ไหนเจ้าลองอธิบายแผนของเจ้ามาซิ”เจ้าแห่งสวรรค์ถอนหายใจอย่างเอือมระอากับความดื้อด้านของเลขาคนสนิทก่อนจะละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ไปสบตากับเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปี

“ถ้าอยากให้คะแนนความนิยมของน้ำค้างดีก็ต้องเชิญคนที่เด่นดังและมีเสน่ห์มาช่วยประชาสัมพันธ์และอยู่กับน้ำค้างซักพักไงล่ะขอรับ”สมิตตี้เสนอความคิดด้วยสีหน้าระรื่น ส่วนอัลเฟรดซึ่งกำลังรับฟังอย่างตั้งใจนั้นเลิกคิ้วอย่างสนเท่ห์

“แล้วใครล่ะ ที่เจ้าจะให้มาทำหน้าที่นี้น่ะ”

สมิตตี้เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสดใส

“เรวิน สมิท ไงล่ะขอรับ”

“เฮ้อ~ว่างชะมัด”เอ็นวี่บ่นกระปอดกระแปดพร้อมกับใช้เท้าเขี่ยตัวเลซีเนสที่กลิ้งอยู่แถวๆนั้นเล่นแก้เซ็ง

“จริงของนายอะ อ้าว นั่นมันไพรด์ไม่ใช่เหรอ ไพรด์~~”อวาไรซ์ที่บังเอิญเงยหน้าจากกระปุกหมูขึ้นมาเจอไพรด์เข้าพอดีจึงร้องทักทาย ส่วนห้าบาปที่เหลือก็หยุดทำกิจกรรมของตัวเองแล้วหันไปมองบาปอัตตาที่เดินเฉิดฉายมาหาพวกตนที่ศาลาส่วนตัว

“ชิ คิดว่าเดินเข้ามาแบบนั้นหล่อนักรึไง!”เอ็นวี่เริ่มหาเรื่อง ส่วนลัสต์ที่เลิกใส่ใจกับการทาครีมกันแดดเอ่ยถาม

“นายมาที่นี่ทำไมเหรอไพรด์ หรือว่ามาเพราะอยากยลโฉมความงามของฉันกัน”

“ก็แค่ทนเห็นพวกนายโง่ต่อไปไม่ไหว”ไพรด์ยักไหล่ก่อนจะหยิบไอพอดทัชขึ้นมาแล้วโชว์ให้เหล่าคนบาปทั้งหกดูพร้อมกัน

“นั่นมัน…แบบสอบถามความนิยมนี่? แล้วนายเอามาให้พวกเราดูทำไม”อวาไรซ์เลิกคิ้ว ส่วนกลัตโทนี่กับราธยื่นหน้าเข้าไปดูใกล้ๆ

“เฮ้ย?! ไม่จริงน่า คะแนนความนิยมของยัยน้ำค้างนั่นสูงขึ้นกว่าเดิม?! น่าโมโหจริงๆ!! ว้ากกกกก”ราธเบิกตากว้างแล้วโวยวายด้วยความตกใจ ส่วนไพรด์เก็บไอพอดทัชลงกระเป๋าสะพายด้วยมาดเท่ๆ แล้วจึงเอ่ยต่อว่า

“ทางสวรรค์เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ตัวช่วยของยัยนั่นคราวนี้ก็คงไม่ธรรมดาอีกแน่ๆ ระวังไว้ให้ดีละกัน”

ว่าแล้วไพรด์ก็เชิดหน้าเดินจากไป ปล่อยให้หกบาปที่เหลือนั่งมองหน้ากันไปมา ในที่สุดลัสต์ก็ตัดสินใจเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาว่า

“ไปหาน้ำค้างกันเถอะ”

“อืม/โอ้!!”

บาปที่เหลือขานรับ

“คุณน้ำค้างมาให้อาหารเจ้าพวกนี้เป็นประจำเลยสินะครับ”เรวิน สมิทยิ้มร่าพลางมองร่างของเด็กสาวผมสั้นเทอาหารในกล่องให้เหล่าลูกหมาทั้งหลาย

“คุณนี่ใจดีจริงๆ นี่ถ้ามีให้โหวตคะแนนความนิยมให้โหวตละก็ ผมคงโหวตให้คุณเป็นคนแรกเลยละมั้งครับ และถ้าใครไม่โหวตคุณผมคงจะโกรธมากแน่ๆ”ชายหนุ่มยิ้มให้น้ำค้างก่อนจะหันไปยิ้มและขยิบตาให้กล้องที่กำลังถ่ายทอดสดชีวิตประจำวันของเด็กสาวอยู่

…แน่นอนว่าตอนนี้ผลโหวตของน้ำค้างคงพุ่งกระฉูด แต่เรื่องนั้นเด็กสาวผู้แสนดีไม่มีทางรู้แน่…

“เอ่อ ไม่ถึงขนาดนั้นละมั้งคะ ว่าแต่ คุณเรวินคะ….”น้ำค้างอึกอักเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจถามออกไปตรงๆ

“คือ…ทำไมจู่ๆคุณถึงได้อยากมาทำความรู้จักกับฉันล่ะคะ คือ…เราก็ยังไม่เคยเจอกันมาก่อนเลยแท้ๆ แถมยังมาช่วยฉันไว้อีก…”เด็กสาวอายุสิบหกนึกถึงตอนที่เธอกำลังข้ามถนนสายเล็กๆที่เงียบสงัดไร้ซึ่งผู้คน แล้วจู่ๆก็มีรถสิบล้อเหยียบคันเร่งพุ่งเข้ามาหาเธอ แต่สุดท้าย เธอกลับรอดมาได้เพราะมีคนคว้าร่างของเธอกระโจนหนีรถคันนั้นได้ทันเวลาพอดี และคนๆนั้นก็คือเรวิน สมิท เด็กหนุ่มนักมายากลชื่อก้องโลกที่เธอเคยเห็นอยู่ครั้งหนึ่งในโทรทัศน์นั่นเอง

“อ๋อ ก็ผมอยากรู้จักกับคุณน้ำค้างนี่ครับ”เรวินยิ้มมุมปาก นัยน์ตาที่ยากจะคาดเดาความรู้สึกทอประกายล้อแสงแดดเล็กน้อย และด้วยมุมกับองศาที่เป๊ะจนมองยังไงก็หล่อด้วยมาดลึกลับของนักมายากลหนุ่ม ทำให้เจ้าแห่งบาปริษยาถึงกับกัดฟันกรอดๆจนฟันแทบหัก ส่วนอวาไรซ์นั้นกำลังสุมหัวกับราธและกลัตโทนี่ จ้องมองคะแนนความนิยมของน้ำค้างที่เพิ่มสูงเรื่อยๆ เพราะการประชาสัมพันธ์แบบลับๆเมื่อหลายนาทีก่อนของเรวิน

“เป็นเพราะหมอนั่นแหงๆ”ลัสต์เอ่ยขณะที่กำลังมองเลซีเนส ซึ่งกลิ้งอยู่ไม่ไกลมากจากที่ๆพวกเขาซ่อนตัวเพื่อดูความเคลื่อนไหวของฝ่ายสวรรค์อยู่

ขณะที่พวกบาปทั้งหกกำลังวิเคราะห์สถานการณ์ เรวินก็เหลือบมองไปยังพุ่มไม้ที่ขยุกขยิกไปมา เด็กหนุ่มยิ้มน้อยๆแล้วกล่าวกับน้ำค้างว่า

“จะเป็นอะไรมั้ยครับถ้าผมขอตัวไปทำธุระตอนนี้เลย ลาก่อนนะครับ”พูดจบเขาก็ตวัดมือในอากาศ เสกดอกกุหลาบสีแดงสดหลายดอกออกมายื่นให้น้ำค้าง ซึ่งแน่นอนว่ามายากลมุขนี้ได้ใจเหล่าสาวๆที่ดูถ่ายทอดสดชีวิตประจำวันของน้ำค้างไปเต็มๆ

“อ่า ค่ะ ลาก่อนนะคะ”เด็กสาวรับดอกกุหลาบมางงๆ ฝ่ายเรวินพอเห็นว่าน้ำค้างรับดอกไม้ไปแล้วก็ยิ้มน้อยๆให้เด็กสาว แล้วหันไปยิ้มให้กล้องแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินหลบเข้าไปในอาคารเรียนที่อยู่แถวๆนั้น แล้วหยุดยืนรออะไรบางอย่าง…ยืนรอบาปทั้งหมดอย่างสงบเสงี่ยม

“ชะ….มุกเมื่อกี๊ของหมอนั่นทำให้ตอนนี้คะแนนความนิยมของยัยน้ำค้างเพิ่มแบบถล่มทลายเลย!!”ราธบ่นอุบขณะที่มองไปยังเว็บไซด์ประกาศคะแนนความนิยมด้วยอารมณ์คุกกรุ่น ส่วนเอนวี่นั้นโดนอวาไรซ์จับมัดตัวไว้อย่างแน่นหนาจึงไม่สามารถโผล่ไปทำร้ายเรวินได้

“ตามหมอนั่นไปกันเถอะ”อวาไรซ์ปาดเหงื่อแล้วชี้ไปยังทางที่เรวินเดินไป แน่นอนว่าบาปทั้งห้าที่เหลือตอบตกลงแทบจะพร้อมเพรียงกันในทันที

แต่มีเพียงเอนวี่เท่านั้นที่คำตอบแตกต่างจากคนอื่น

“เดี๋ยวเซ่่!! แก้มัดให้ฉันก่อนนนนนนนนน!!!”

“มากันแล้วสินะครับ”เรวิน สมิทยิ้มทักทายขณะที่กำลังสับไพ่รอเพลินๆ

“เฮอะ!! ทำอย่างนั้นคิดว่าเท่นักรึไง!!!”เอนวี่ที่พร้อมจะกระโดดเข้าไปฆ่าอีกฝ่ายได้ทุกเมื่อแยกเขี้ยวขู่ ฝ่ายเรวินเอียงคอสงสัยแล้วยิ้มยียวน

“ทำไมเหรอครับ ผมทำอะไรผิดไปรึเปล่าครับ คุณบาปริษยา”

“อ๊ากกกกกก แก๊กกกกกกกกก~!!!?!”

“ใจเย็นไว้เอนวี่~”ลัสต์่แยกตัวไปปลอบให้เอนวี่สงบอยู่นาน จนทำให้อวาไรซ์อดนึกเซ็งว่าน่าจะทิ้งเอนวี่ไว้แถวๆนั้นตั้งแต่แรก ไม่น่าแก้มัดแล้วพามาด้วยเลย

ฝ่ายนักมายากลหนุ่มเห็นภาพนั้นก็อดยิ้มไม่ได้

“ไม่สมกับเป็นเจ้าแห่งบาปกันเลยนะครับ”

“พูดงี้ก็สวยเด้!!”ราธถลาจะวิ่งเข้าไปต่อยอีกฝ่าย แต่เด็กหนุ่มผิวคล้ำกลับหลบได้อย่างเฉียดฉิว

“โว้วๆ ใจเย็นๆสิครับ คุณบาปโทสะ”เรวินเอนตัวหลบซ้ายทีขวาที จนกระทั่งอวาไรซ์ทนดูไม่ได้จึงจับราธไปมัดไว้กับเสาแถวๆนั้น ดังนั้น ผู้ที่เหลืออยู่ในตอนนี้มีเพียง อวาไรซ์ กลัตโทนี่ และเลซีเนสเท่านั้น

“อ้าว แล้วคุณบาปอัตตาไปอยู่ที่ไหนกันล่ะครับเนี่ย เป็นหัวหน้าแท้ๆแต่กลับให้ลูกน้องออกหน้าซะงั้น”

“อยู่นี่”ไพรด์ที่จู่ๆเดินมาจากไหนก็ไม่รู้ตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาเย็นชาตวัดมองเรวินตั้งแต่หัวจรดเท้า

“เฮ้ย ไพรด์ มาได้ไงอะ”กลัตโทนี่มองไพรด์ที่ก้าวอาดๆมายืนประจันหน้ากับเรวิน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเด็กน้อนกินขนมหวานมากไปรึเปล่าถึงได้ตาฝาดมองเห็นแบ็คกราวน์สายฟ้าฟาดเปรี้ยงๆอยู่ด้านหลังของไพรด์

“อืม คุณต่างไปจากที่ผมคิดไว้อีกนะครับเนี่ย อ๊ะ รับนี่ไปสิครับ ของที่ระลึกที่เราได้เจอกันเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายไงครับ อ้อ จริงสิ ลืมแนะนำตัวไปซะได้ ผมชื่อเรวิน สมิทครับ แต่คุณไม่ต้องแนะนำตัวก็ได้ เพราะผมรู้จักคุณแล้ว”เรวินเดินเข้ามาใกล้กับบาปอัตตาจนอีกฝ่ายสามารถสัมผัสได้ถึงลมหายใจของตน เด็กหนุ่มผิวคล้ำยิ้มมุมปาก ก่อนจะยื่นไพ่ให้หนึ่งใบ ซึ่งไพรด์ก็ยื่นมือไปรับมาเงียบๆ

‘ไพ่โจ๊กเกอร์…?’

“นายมาที่นี่เพราะสวรรค์จ้างมาสินะ”บาปอัตตาเอ่ยเบาๆพลางจ้องมองเรวินที่สูงพอๆกับตน

“ครับ งานง่ายๆที่ได้ค่าจ้างเยอะขนาดนี้ใช่ว่าจะหาได้ง่ายนี่ครับ แถมทำแค่วันเดียวเอง”เด็กหนุ่มนักมายากลผิวปากเมื่อเอ่ยจบ แล้วจึงถอยหลังออกห่างจากไพรด์เล็กน้อย ส่วนเอนวี่ที่ได้ยินเสียงผิวปากลอยมาตามลมก็บ่นพึมพำ

“เชอะ คิดว่าผิวปากมันทำยากนักรึไง ฉันก็ทำได้!” จากนั้นเจ้าแห่งบาปริษยาก็เริ่มเป่าลมออกจากปากจนน้ำลายกระเด็นใส่ลัสต์ที่ยืนอยู่ข้างๆ

“ยี้ มันสกปรกนะเอนวี่ เดี๋ยวฉันก็สิวขึ้นหรอก”ลัสต์พยายามอย่างยิ่งที่จะจับเอนวี่หันหลังให้ตัวเอง แต่เอนวี่กลับพยายามที่จะหันหน้าใส่ลัสต์และเป่าปากให้อีกฝ่ายดูอย่างเต็มที่

“ดูสิลัสต์ ฉันเก่งใช่มะ”ชายหนุ่มเอ่ยก่อนที่จะเป่าปากต่อ ทำเอาลัสต์ถึงกับอยากร้องไห้

“ขอร้องเลยนะเบบี๋ นายน่ะเงียบๆไปเถอะ”

“ฮ่าๆๆ เอาเป็นว่ายินดีที่ได้รู้จักนะครับ คุณบาปทั้งเจ็ด แล้วก็ลาก่อนนะครับ พวกเราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว”นักมายากลหนุ่มหัวเราะร่าพร้อมกับโค้งตัวงามๆหนึ่งที ก่อนจะหายตัวไปพร้อมกับเสียงระเบิด เจ้าแห่งบาปอัตตาหรี่ตามองกลุ่มควันที่ลอยไปมา ก่อนจะหมุนตัวกลับไปมองกลุ่มคนบาปที่อยู่ในกิริยาบทที่แตกต่างกันออกไปแล้วจึงเดินจากไปอย่างไม่ไยดี มือข้างขวาเก็บไพ่ที่ได้รับมาใส่กระเป๋ากางเกง

“ไม่สบอารมณ์ชะมัด…”ไพรด์พึมพำ คำพูดของเรวินยังคงดังอยู่ในหัว

‘…เป็นหัวหน้าแท้ๆแต่กลับให้ลูกน้องออกหน้าซะงั้น’

“เกลียดนายจริงๆ…เรวิน สมิท ถึงฉันจะไม่สนใจเจ้าพวกนั้น แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สนใจในศักดิ์ศรีความเป็นหัวหน้าของตัวเองหรอกนะ…เพราะฉันคือบาปอัตตานี่นา…”

…………………

 

Garin FanFiction [การินกับสโนว์ไวท์และคนบาปทั้งเจ็ด ตอน : คู่ต่อสู้ของบาปทั้งเจ็ด]

การินกับสโนว์ไวท์และคนบาปทั้งเจ็ด
ตอน : คู่ต่อสู้ของบาปทั้งเจ็ด

(ฟิคที่ได้ลงพุนิก้าแมกกาซีนค่ะ ไหนๆก็ไหนๆแล้วย้ายมาลงในนี้ซะเลย ฟฟฟฟฟ ปล.นามปากกาที่เราไว้ใช้เขียนฟิคส่งพุนิก้าโดยเฉพาะคือnightmare666ค่ะ)

 

 

“ท่านอัลเฟรด!!! ตอนนี้กราฟของน้ำค้างพุ่งขึ้นสูงอีกแล้วขอรับ”สมิตตี้วิ่งหน้าตื่นมาฟ้องชายหนุ่มวัยสี่สิบปีในชุดสีขาวที่ตอนนี้กำลังนั่งชมนกชมไม้อย่างสบายอารมณ์ เมื่อได้ยินสมิตตี้โวยวายเสียงดัง อัลเฟรดก็ชักอยากจะเหนี่ยววงแหวนสีทองของอีกฝ่ายเล่นขึ้นมากะทันหัน
“อะไรของเจ้าอีกล่ะ”ชายหนุ่มพึมพำ เปลี่ยนจากมองนกมาเป็นมองเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีแทน
“ก็เพิ่งบอกไปเมื่อกี๊ไงขอร้าบบบ ว่ากราฟของน้ำค้างพุ่งขึ้นอีกแล้ว งานนี้ต้องเป็นฝีมือของทางนรกอีกแล้วแน่ๆ ทางเราเองก็ควรจะหาทางโต้กลับไปบ้างนะขอรับ”
“…เฮ้อ เพื่อไม่ให้เจ้าเป็นบ้าไปซะก่อน ข้าจะส่งมนุษย์คนนึงไปจัดการเจ้าพวกนั้นเองละกัน รับรองเอาอยู่แน่” อัลเฟรดถอนหายใจอย่างปลงอนิจจัง แต่ทว่าสมิตตี้กลับคัดค้านเสียงแข็ง
“ไม่ได้นะขอรับ ไม่น่าจะมีใครที่สามารถรับมือกับคนบาปทั้งเจ็ดนั่นได้หรอก ท่านให้ข้าไปแทนดีกว่า” เด็กหนุ่มชุดขาวกำมือแน่น มองหน้าชายหนุ่มวัยสี่สิบด้วยสีหน้าจริงจัง
“เหอะ ข้าว่าถ้าให้เจ้าไปมันก็คงไม่ต่างอะไรไปจากเมื่อก่อนหรอก เจ้ารู้หรือเปล่า ว่าคนที่ข้าจะส่งไปต่อกรกับเจ้าพวกบาปทั้งเจ็ดนั่นคือใคร” อัลเฟรดยิ้มให้กับสีหน้างุนงงของสมิตตี้ก่อนที่จะพูดชื่อของมนุษย์คนนั้นที่ตนมั่นใจในฝีมือของเขา…
“การิน จินตเมธร…”
เมื่อเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีได้ยินชื่อนั้นก็รีบหันไปนั่งตอบคอมเมนต์ของเว็บพันหนามต่อไป โดยไม่หันกลับมาถามอีก เพราะชื่อเสียงประหลาดๆของเด็กหนุ่มนามการินมันไม่ใช่ย่อยเลยทีเดียว….

……………………….

 

“นักเรียนคะ อย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ว่าจะมีนักเรียนตัวแทนของโรงเรียนนิศาพาณิชย์มาเรียนร่วมกับเราสองอาทิตย์ ยังไงก็ช่วยดูแลเขาหน่อยนะคะ เพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียนทั้งสองในเขตเดียวกัน” ผู้อำนวยการโรงเรียน Snow International School ประกาศก้องหน้าเสาธงพลางแอบเหลือบตามองเด็กหนุ่มผมดำในชุดนักเรียนโรงเรียนนิศาพาณิชย์ที่ส่งเสียงหัวเราะเบาๆชวนสยองออกมาทุกครั้งที่เธอพูด เป็นครั้งแรกที่ผู้อำนวยการสาววัยสี่สิบปีรู้สึกขอบคุณเหล่านักเรียนปากหอยปากปูที่เอาแต่ซุบซิบกัน เพราะอย่างน้อย…มันก็ดีกว่าเสียงหัวเราะนั่นเยอะเลยทีเดียว
เมื่อเลิกแถว…
“เดี๋ยวเธอไปเรียนที่ห้องตามที่เขียนในโน้ตนี่นะ” ผู้อำนวยการยื่นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆให้การิน ซึ่งในนั้นเขียนหมายเลขอาคาร หมายเลขชั้นเรียน และหมายเลขห้องไว้แล้วรีบหันหลังเดินจากไปทันที…
เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปียักไหล่อย่างไม่ยี่หระต่อท่าทางของหญิงสาววัยสี่สิบก่อนจะมุ่งหน้าเดินไปที่อาคารเรียนหมายเลข 2 และเดินขึ้นบันไดไปสามชั้น หลังจากที่เดินมาเรื่อยๆ การินก็หยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องเรียนที่เจ็ด…
ห้องเรียนที่สโนวไวท์หรือน้ำค้างเรียนอยู่นั่นเอง…
หึ…หึ…หึ… หวังว่าอีเมลประหลาดๆนั่นคงไม่ได้โกหกหรอกนะว่ามีบาปทั้งเจ็ดอาศัยอยู่ที่นี่ ยิ่งบอกให้มาก่อกวนด้วยนี่ยิ่งน่าสนุกใหญ่ อยากจะรู้จริงๆว่าฝีมือของเจ้าพวกนั้นจะเป็นยังไง แต่น่าเสียดายแฮะที่ยัยแม่มดดันไม่ได้มาด้วย เอาเถอะ ไว้ถ้ามันน่าสนุกจริงๆ เดี๋ยวค่อยโทรเรียกยัยนั่นมาก็ได้…
การินคิดในใจพลางขยับบานประตูเลื่อนติดฟิล์มกรองแสงออก ลมแอร์เย็นฉ่ำที่พัดเข้ามาปะทะหน้าไม่ทำให้ความรู้สึกสนุกของเด็กหนุ่มลดน้อยลงเลย
“เอาล่ะ เดี๋ยวเธอไปนั่งข้างหลังสุดละกัน” อาจารย์ประจำชั้นจัดแจงที่นั่งให้เด็กหนุ่มอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากเสียเวลาสอนอันมีค่าไป ดังนั้นเมื่อกล่าวเสร็จอาจารย์จึงหันไปสอนต่อ ปล่อยให้การินที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งห้องเดินล้วงกระเป๋าไปนั่งฟุบหลับอยู่บนโต๊ะโดยมีหูฟังเสียบอยู่ในหู รอคอยเวลาที่จะเผชิญหน้ากับบาปทั้งเจ็ดอย่างไม่รีบร้อน….

………………………………..

 

“เอ่อ ขอโทษนะคะ นี่ถึงเวลาพักทานข้าวเที่ยงแล้วล่ะค่ะ คุณ…เอ่อ…” น้ำค้างเขย่าตัวเด็กหนุ่มผมดำไม่ทราบชื่อเพราะอาจารย์ไม่ยอมเสียเวลาให้เขาแนะนำตัว แต่ทว่าการินกลับฟุบหลับอยู่บนโต๊ะอย่างไม่มีทีท่าว่าจะตื่นจนเด็กสาวร้อนใจว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้กินข้าวเที่ยง และแน่นอนว่ามันย่อมไม่ดีต่อสุขภาพของเขาแน่นอน
“เอ่อ คุณคะ…คุณคะ..”น้ำค้างยังคงเขย่าตัวอีกฝ่ายต่อไป จนในที่สุดการินก็ปรือตาขึ้นมา เมื่อภาพแรกที่เห็นคือเด็กสาววัยสิบหกปีเจ้าของผมยาวสลวยกับใบหน้าขาวเด่น ใบหน้าหล่อเหลาสไตล์โหดๆ ของการินก็มีเครื่องหมายคำถามปรากฏขึ้น
“เอ่อ ขอโทษนะคะ พอดีว่านี่เป็นเวลาทานข้าวกลางวันแล้วค่ะ ฉันกลัวว่าถ้าคุณไม่รีบไปที่โรงอาหารเดี๋ยวข้าวจะหมดซะก่อนนะค่ะ เอ่อ ว่าแต่คุณชื่ออะไรเหรอคะ ฉันชื่อน้ำค้างค่ะ ยินดีต้อนรับสู่โรงเรียนของพวกเรานะคะ” น้ำค้างเผยยิ้มสดใสพร้อมกับอธิบายเหตุผลที่เธอมาปลุกเขา
เด็กหนุ่มมองนาฬิกาข้อมือ ปรากฏว่าเป็นเวลาเที่ยง… เวลาที่เขาตัดสินใจจะไปดูหน้าคนบาปทั้งเจ็ดตามรูปที่ได้รับมาจากเมลนั่น การินลุกขึ้นยืนก่อนจะหันไปตอบคำถามของเด็กสาวที่ยิ้มสดใสให้เขาด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“การิน…” จากนั้นเด็กหนุ่มก็เดินออกไปจากห้องเรียน โดยไม่หันกลับมามองหน้าเด็กสาวที่ยังยืนเก้ออยู่ในห้องเรียนเพียงลำพัง…
ดูเหมือนว่ายัยนั่นจะเป็นคนที่เมลนั่นต้องการให้เราช่วยเหลือจากบาปทั้งเจ็ด หึ ดูๆไปแล้วก็คล้ายๆกับยัยแม่มดเลยแฮะ…
การินคิดในใจ ริมฝีปากบางแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม…

 
ณ ศาลาที่พวกคนบาปรวมตัวกันอยู่…
“ให้ตายสิ เจ้าตัวแทนโรเรียนนิศาพาณิชย์อะไรนั่นแย่งความเด่นของฉันไปหมดเลย น่าอิจฉาชะมัด!!!” หนุ่มหน้าสวยนามเอ็นวี่บ่นกระปอดกระแปดพลางขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ
“อยากลองต่อยกับมันชะมัดยาดเลย!! ดูท่าทางจะเก่งมิใช่น้อย” ราธตะโกนเสียงดังพลางชูมือที่กำไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
“ได้ข่าวว่าเป็นลูกผู้อำนวยการโรงเรียนนิศาพาณิชย์ น่าจะมีเงินเยอะน่าดู อยากพนันกับหมอนั่นชะมัด” อวาไรซ์ตาเป็นประกาย มองกระปุกออมสินรูปน้องหมูอย่างคึกคะนอง
“…ถ้าหมอนั่นมีอะไรอร่อยๆ ให้กินก็ดีสิ” หนูน้อยกลัตโทนี่เลียอมยิ้มลอลลี่ป๊อปไปพลางนั่งนึกถึงภาพอาหารชนิดต่างๆที่ลอยไปมาในหัว
“….zzzz” ล.ซ.น.หรือเลซีเนสส์ยังคงหลับอุตุอยู่บนตักของลัสต์
“นั่นไง หมอนั่นเดินมานู่นแล้ว อ๊ะ!!! มีพวกดอกไม้งามแอบชายตามองมาเป็นขบวนอีกต่างหาก ฮึ่ม อย่างนี้ต้องมีคุย” ลัสต์ดันตัวของหนุ่มหัวยุ่งออกไปจนกลิ้งโคโล่กับพื้น หนุ่มผมทองเจ้าแห่งบาปราคะเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของการินโดยมีเจ้าแห่งบาปอีกห้าคนเดินตามมาด้วย
“หึ…หึ…หึ…อะไรของพวกแกวะ เสนอหน้ามาหาเองอย่างนี้เลยรึไง” เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีทักพลางมองหกหนุ่มต่างสไตล์ด้วยสีหน้านึกสนุกตามแบบฉบับของเขา
“เฮ้ย พูดงี้หมายความว่าแกก็อยากต่อยกับฉันงั้นสิ มาเด้ เข้ามาเล้ย”ราธผลักหนุ่มผมทองออกไปให้พ้นทางก่อนจะเงื้อหมัดต่อยหน้าการินที่หลบได้ทันหวุดหวิด
“หึ..หึ..หึ…ฉันก็แค่อยากมาดูหน้าตาของพวกบาปทั้งเจ็ดเท่านั้นเอง แต่ดันมีไม่ครบซะงั้น”การินยิ้มแสยะเมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของบาปทั้งหลาย…
…มันรู้ได้ไงวะ… หกบาปเกือบทั้งหมดแทบจะคิดเป็นเสียงเดียวกัน…
“หึ..หึ…หึ…. หึ…หึ…หึ… แกคงเป็น เจ้าแห่งบาปโทสะสินะ ไอ้ผมทองนั่นคงเป็นเจ้าแห่งบาปราคะ ไอ้เด็กอมยิ้มนั่นคงเป็นเจ้าแห่งบาปตะกละ ไอ้หน้าสวยนั่นคงเป็นเจ้าแห่งบาปริษยา ส่วนเจ้านั่นคงเป็นเจ้าแห่งบาปโลภะ ส่วนไอ้ตัวที่นอนหลับอยู่บนพื้นหน้าตาเฉยนั่นคงเป็นเจ้าแห่งบาปเกียจคร้าน…อืม แล้วอัตตาหายไปไหนล่ะพวกแก หืม?” การินมองไปรอบๆ เมื่อสะดุดตาเข้ากับร่างสูงโปร่งของไพรด์ที่เดินมาพร้อมกับน้ำค้าง เด็กหนุ่มผมดำแค่นเสียงหึทีนึงก่อนจะกล่าวสั้นๆแต่ทำให้ทั้งหกบาปรู้สึกไม่ดี…

…มีใครใช้มันมารึเปล่าวะ…ถ้าอย่างนั้นมันก็ต้องรู้เรื่องภารกิจที่ท่านเซรอธสั่งมาน่ะสิ….
“อ้าวๆ พ่อบาปอัตตา ในที่สุดก็มาซักทีนะ หึ…หึ..หึ…”
“อ้าว คุณการิน ทานข้าวเที่ยงเสร็จแล้วเหรอคะ” น้ำค้างโพล่งขึ้นมาด้วยความเป็นห่วงว่าเด็กหนุ่มจะยังไม่ได้ทานข้าวเที่ยง และเพราะด้วยความเป็นคนดีจัดนี้เอง บาปทั้งเจ็ดจึงตรัสรู้ได้ว่าศัตรูที่จะมาต่อกรกับพวกตนนั้นไม่ใช่ธรรมดา…
…การิน จินตเมธร….เด็กหนุ่มผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือระบือไกลไปทั่วทุกภพ…
“หึ…หึ…หึ.. ฉันนึกว่าพวกนายจะมีน้ำยามากกว่านี้ซะอีกนะเนี่ย นึกว่าจะมาแบบเบลเซบับ หรือว่าลูซิเฟอร์ซะอีก… ที่ไหนได้… น่าเบื่อแบบนี้คงไม่ต้องเรียกยัยแม่มดมาแล้วมั้งเนี่ย เพราะมันไม่มีเค้าแววความสนุกเลยซักนิดเดียว น่าผิดหวังจริงๆเลยนะ หึ…หึ…หึ…”การินไม่พูดพล่ามทำเพลงควักตุ๊กตาคุณไสยจากกระเป๋ากางเกง เส้นผมสีทองยาวสลวยถูกกระชากออกมาจากหนังหัวของลัสต์เป็นกระจุกๆ และถูกมัดไว้ด้วยสายสิญจน์สีขาวแน่นหนาให้ติดกับตัวตุ๊กตา
“โอ้วววว ไม่นะ เส้นผมสีทองสุดสวยของช้านนนนนน” ลัสต์กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง น้ำตาไหลออกมาจากนัยน์ตาสีน้ำเงินสวยมีเสน่ห์ มือเรียวสวยทั้งสองข้างกุมหนังหัวบริเวณที่แหว่งไปแน่น
“หึ จบเกมกันตรงนี้แหละ เริ่มจากแกก่อนละกันไอ้หัวทอง ความจริงแล้วฉันอยากเล่นงานไอ้หัวแดงก่อนเพราะสีมันเหมือนกับสีผมของไอ้ศาสดาปาหี่นั่น แต่ถ้าเริ่มที่แก น่าจะสนุกที่สุดนะ หึ..หึ…” การินแสยะยิ้มเหี้ยม ปากพึมพำคาถาที่ฟังไม่รู้เรื่อง เมื่อท่องคาถาจบ เล็บของเด็กหนุ่มผมดำก็จิกเข้าไปที่หน้าของตุ๊กตาจนเป็นรอย
“อ๊ากกก เจ็บ ฉันจะเสียโฉมมั้ยเนี่ย ฮือๆ” ลัสต์กุมหน้าไว้ เลือดสีแดงไหลซึมออกมาจากร่องมือ ห้าหนุ่มที่เหลือมองหน้ากันเลิ่กลั่กไม่รู้จะทำยังไงดี ส่วนไพรด์ได้แต่มองตุ๊กตาในมือของการิน…โดยไม่คิดจะทำอะไรเลย…
“ตายแล้ว ทำไมคุณลัสต์ถึงเลือดไหลคะ” น้ำค้างผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรได้แต่มองหน้าคนนั้นทีคนนู้นทีอย่างเลิ่กลั่ก เมื่อเห็นดังนั้นไพรด์ที่ยืนอยู่ข้างๆจึงตอบคำถามของน้ำค้างแทนคนอื่นที่ยืนทำอะไรไม่ถูก
“หมอนั่นโดนการินทำร้าย…” ..คำพูดสั้นๆง่ายๆได้ใจความของไพรด์ทำให้เด็กสาวตกใจมากเพราะด้วยความเป็นคนดีจัด
“หยุดเถอะนะคะคุณการิน ไม่ว่าคุณจะทำร้ายคุณลัสต์ยังไงก็เถอะ หยุดเถอะค่ะ” น้ำค้างอ้อนวอนทั้งน้ำตา ขณะเดียวกันก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าสีชมพูอ่อนให้ลัสต์ไปเช็ดเลือด
“หึ…หึ…หึ…พวกแกทำให้ความหวังที่ฉันตั้งไว้ต้องสูญเปล่าหมดเพราะนึกว่าพวกแกจะเก่งกว่านี้ แต่เห็นแก่ว่าสโนวไวท์ขอมาบวกกับฉันยังไม่ได้กินข้าวและไม่มีอารมณ์จะเล่นกับพวกแกแล้ว ดังนั้น เดี๋ยวเราค่อยมาเล่นกันใหม่ในคราวหน้าละกัน…อย่าลืมสิว่าฉันยังอยู่ที่นี่ได้อีกเป็นสองอาทิตย์นะ หึ…หึ…หึ…” การินเก็บตุ๊กตาลงในกระเป๋า คลายคาถาแล้วเดินจากไป ส่วนน้ำค้างรีบเดินไปดูแผลของลัสต์ที่ใบหน้าแล้วบอกให้เขารีบไปห้องพยาบาลซะ แต่แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องบอกลัสต์ก็วิ่งแน่บไปแล้ว
ณ ศาลาประจำการของหกหนุ่ม…แต่คราวนี้พิเศษกว่าเดิมเพราะมีไพรด์มาร่วมวงด้วย…
“ฝ่ายสวรรค์ต้องส่งการินมาข่มขู่พวกเราแน่ ทำไงดีล่ะ”ลัสต์เบ้ปากเพราะไม่ชินกับการที่มีปลาสเตอร์ปิดที่แก้มซ้าย โชคดีที่การินแค่หยอกเล่นลองเชิงไม่งั้นคงไม่จบแค่รอยแผลเล็กๆแบบนี้แน่…
“อืม ยังไงซะก็ทนแค่สองอาทิตย์เองน่า ไม่น่าจะนานมากนี่ เอ๊ะ จะว่าไปการินก็อยู่ห้องเดียวกับนายนี่นาลัสต์ พนันได้เลยว่าหมอนั่นต้องเหม็นขี้หน้านายแน่” อวาไรซ์เขี่ยหัวเลซีเนสส์ไปพลางเลียอมยิ้มที่แย่งมาจากกลัตโทนี่ไปพลาง
“เฮ้อ สองอาทิตย์งั้นเหรอ เพราะหมอนั่นอยู่ที่โรงอาหาร ฉันก็เลยไม่กล้าเข้าไปกินข้าวเลย” กลัตโทนี่บ่นงึมงำอยู่ในลำคอพลางควักอมยิ้มลอลลี่ป๊อปอันใหม่ขึ้นมาอมแทนอันที่ถูกอวาไรซ์แย่งไป
“……………..”  ไพรด์ไม่พูดอะไร ในใจของหนุ่มแห่งบาปอัตตากำลังครุ่นคิดเรื่องของเด็กหนุ่มนามการิน…บางครั้งสวรรค์อาจกำลังลองเชิงพวกเขาอยู่ก็ได้ ถึงได้ส่งการินมาอยู่แค่สองอาทิตย์ เพราะฝ่ายนั้นเชื่อมั่นว่าไม่ว่ายังไงน้ำค้างก็ไม่มีทางแพ้บาปทั้งเจ็ดอย่างพวกเขาแน่……
“…อยู่บนโลกพวกเราซี้ซั้วใช้เวทไม่ได้ด้วย ไม่งั้นฉันจะเสกให้ก้นของหมอนั่นไฟลุกพรึ่บเลย” ราธพึมพำ หากพวกเขาใช้เวทมนต์อย่างโจ่งแจ้งบนโลกมนุษย์ ก็เท่ากับว่าเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง แผนการของเซรอธก็อาจจะล่มเอาง่ายๆ และถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆพวกเขาไม่ตายดีแน่
“ชิ น่าอิจฉามันชะมัด หมอนั่นแย่งความเด่นไปหมดเลย ทั้งๆที่เป็นแค่คนที่มีรังสีมืดมนอยู่รอบตัวแท้ๆ” เอ็นวี่บ่นบ้าง แต่นึกไม่ถึงว่าจะมีคนตอบกลับมา
“ต.ฉ.ว.พ.หม.น.ป.บ.น.หล.ค.ถ.ด.ช.” เลซีเนสส์พึมพำเสร็จก็นอนหลับอุตุบนตักลัสต์ต่อ
“เฮ้ หมอนั่นพูดว่าไงอ่ะ” ราธหันไปถามลัสต์ที่ตอนนี้กำลังยุ่งอยู่กับการหาชื่อเครื่องสำอางมาลบลอยแผลบนใบหน้าแทนใช้ปลาสเตอร์โดยใช้ไอพอดทัชที่เซรอธให้มาและอาศัยฟรีไวไฟของโรงเรียน
“แต่ฉันว่าเพราะหมอนั่นเป็นแบบนั้นแหละคนถึงได้ชอบ… พูดว่าเงี้ย” ลัสต์เงยหน้าขึ้นจากรายชื่อเครื่องสำอางครู่หนึ่งก่อนจะก้มลงไปอ่านต่อ
“อ้อ ที่แท้นายก็แค่ต้องการจะตอบเอ็นวี่สินะ นึกว่านายจะเสนอความคิดอะไรซะอีก” ราธพึมพำ นึกเสียใจที่หวังกับเลซีเนสส์ไว้มากเกินไป
“แล้วนายคิดว่าไงล่ะไพรด์” อวาไรซ์หันไปถามไพรด์ นานๆ ทีไพรด์จะมานั่งด้วยกันกับพวกเขา อย่างน้อยก็น่าจะชวนคุยอะไรบ้าง
“…ไม่จำเป็นต้องบอกพวกนาย…”  ไพรด์ไม่ตอบคำถามของอวาไรซ์ได้แต่พูดเปรยขึ้นเรียบๆครั้งหนึ่งแล้วเดินจากไป
“ยังไงก็ตาม การินไม่ใช่คนธรรมดา ระวังตัวไว้เถอะเจ้าพวกสมองกลวง”

……………………………………..

 

“หึ…หึ…หึ…แกมันเจ้าบาปอัตตานี่หว่า เสนอหน้ามาให้ฉันเล่นอีกแล้วเหรอ”การินเงยหน้าจากก๋วยเตี๋ยวไก่สูตรเด็ดขึ้นมามองสีหน้านิ่งเรียบของไพรด์ด้วยแววตานึกสนุก
“ฉันก็แค่มาทำความรู้จักกับนายเฉยๆ ไม่ง่ายนะที่ฉันจะยอมคุยกับใครแบบนี้”  ไพรด์มองหน้าการิน ความจริงแล้วเขาก็แค่ต้องการมาสังเกตพฤติกรรมของอีฝ่ายเท่านั้นแหละ ความคิดที่ว่าอีกฝ่ายอยู่ระดับเดียวกับเขาไม่อยู่ในหัวไพรด์เลยซักนิด…
“นั่นสินะ ยังไงฉันกับแกก็ยังต้องเห็นหน้ากันไปอีกสองอาทิตย์ น่าสนุกจังเลยเนอะลูซิเฟอร์ หึ…หึ…หึ…” การินทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไป ปล่อยให้ไพรด์นั่งมองชามก๋วยเตี๋ยวไก่ที่กินเสร็จแล้วอยู่คนเดียว…
“นั่นสินะ อีกสองอาทิตย์…ช่างยาวไกลเหลือเกินนะ” ไพรด์พึมพำกับตัวเองเบาๆก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายไป…โดยไม่หันกลับมามองชามก๋วยเตี๋ยวที่ถูกทิ้งเอาไว้อีกเลย…

 

 

********************************************

 

Gintama FanFiction [Kondo Isao x Hijikata Toushirou] ‘Smoke&Tear’

*ฟิคเก่าย้ายจากDek-Dค่ะ*

Gintama FanFiction

Kondo Isao x Hijikata Toushirou

Smoke&Tear
……….

…รอยยิ้มของเขาสว่างไสวราวกับดวงตะวันที่มิอาจเอื้อมคว้า ทั้งยังใสซื่อและไร้ซึ่งพิษสงใดๆ…

…นัยน์ตาคู่นั้นเต็มไปด้วยประกายแห่งชีวิต ทั้งยังให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด…

ขอเพียงแค่ได้อยู่ข้างกายของเขา ได้ปกป้องเขาหรือจะได้เป็นเพียงแค่ลูกน้องของเขา ผมก็มีความสุขมากพอแล้ว แม้ใจจริงแล้วอยากจะเป็นมากกว่านั้นก็ตาม…

“โทชิ~ ฉันคิดถึงคุณโอทาเอะมากๆเลย เพราะงั้นไปหาอะไรดื่มกันเถอะ!” คุณคอนโด้ที่พรวดพราดเข้ามาในห้องทำงานของผมเอ่ยพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง ส่วนผมในตอนนี้ได้แต่มองหัวหน้าตัวเองด้วยสายตาละเหี่ยใจ

“นี่คุณไม่คิดจะทำงานทำการบ้างเลยเหรอครับคุณคอนโด้… วันๆเอาแต่ไปตามก้นผู้หญิง อย่างนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน”ถึงจะบ่นไปอย่างนั้นแต่ผมก็วางปากกาลงบนแผ่นเอกสาร ก่อนจะลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจหลังจากที่นั่งทำงานหลังขดหลังแข็งมาหลายชั่วโมงติดกัน คุณคอนโดเห็นดังนั้นจึงปรี่เข้ามากอดคอผมพร้อมกับชวนคุยเรื่องของแม่สาวนั่นอย่างออกรส ผมรู้สึกเจ็บจี๊ดในใจนิดๆแต่ก็ทนกัดฟันเออออห่อหมกตามน้ำไปเรื่อยจนกระทั่งพวกเราสองคนเดินไปถึงร้านที่เธอคนนั้นทำงานอยู่ ผมถอนหายใจก่อนจะจุดบุหรี่แล้วยืนเงียบๆอยู่หน้าร้าน เพราะถ้าเข้าไปคงไม่มีประโยชน์อะไร ผมไม่ต้องการจะเห็นภาพบาดตาบาดใจนั่นหรอกนะ… ภาพที่คุณคอนโด้ตามตื๊อแม่นั่นทำให้ผมเจ็บทุกครั้งที่คิดถึงมัน…

ผมปล่อยให้คุณคอนโด้วิ่งเข้าร้านไปอย่างรวดเร็ว แต่แล้วหัวหน้าของผมก็กระเด็นออกจากร้านมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน….

“เฮ้อ เป็นไงบ้างครับคุณคอนโด้”ผมตีหน้าตายเดินเข้าไปถามอาการของอีกฝ่าย ทั้งที่ในใจนั้นร้อนรนอยากจะเข้าไปช่วยพยุงแล้วลากกลับหน่วยเลยด้วยซ้ำ

“อูย คุณโอทาเอะนี่เขินขนาดนี้เชียวเหรอ แรงเขินของผู้หญิงนี่ไม่ธรรมดาเลยเนอะ สมกับเป็นคุณโอทาเอะที่ฉันรักจริงๆ!!”คุณคอนโด้ยันตัวขึ้นมาจากพื้นก่อนจะวิ่งเข้าไปในร้านอีกครั้งด้วยสีหน้าฮึกเหิม แม้ว่าจะรู้ล่วงหน้าว่าผลจากการกระทำนี้จะเป็นเช่นไรก็ตาม

“คุณโอทาเอะคร้าบบบบบบ~!!”

แต่คราวนี้คุณคอนโด้ไม่ถูกขับไสไล่ส่งออกมา คงเป็นเพราะผู้จัดการเข้ามาไกล่เกลี่ยแล้วช่วยลากไปนั่งโต๊ะไกลๆล่ะมั้ง… ผมพ่นควันบุหรี่ออกมาอย่างเสียอารมณ์ ตอนนี้ผมเริ่มอยากกลับแล้ว ผมไม่อยากเข้าไปข้างในแม้ว่าคุณคอนโด้จะเป็นคนชวนผมมาก็ตาม

ผมยังคงยืนรออยู่ที่เดิม ในร้านนั้นเต็มไปด้วยเสียงเฮฮาสนุกสนาน ผมได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกอย่างมีความสุขของคุณคอนโด้ดังลอดมาด้วย อืม อย่างนี้น่ะดีแล้วสินะ…

คุณคอนโด้มีความสุขแท้ๆ แต่ทำไมผมถึงเจ็บอย่างนี้….

เจ็บจนอยากจะร้องไห้…

ดูเหมือนคุณคอนโด้จะยังไม่ลืมว่าหนีบผมมาด้วยเลยตะโกนเรียกอยู่หลายครั้ง แต่ผมตะโกนกลับไปว่า”ขอตัวกลับก่อนครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมารับ ยามาซากิเพิ่งโทรมาบอกผมว่ามีงานด่วนพิเศษ” คุณคอนโด้จึงยอมปล่อยให้ผมกลับไปทำงาน แต่ความจริงแล้วผมยังไม่อยากกลับหน่วย สิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือการหาสถานที่เงียบๆ ที่สามารถปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาได้อย่างอิสระโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาเห็น

นานแล้วสินะ ที่เจ้าของฉายา’รองหัวหน้าปีศาจ’อย่าง’ฮิจิคาตะ โทชิโร่’คนนี้ไม่ได้ร้องไห้อีกเลยเวลาเจอกับเรื่องหนักหัวลำบากใจ ทั้งๆที่ปัญหาใหญ่ขนาดนี้ผมยังทำใจยอมรับและหาทางแก้ไขได้ แต่ปัญหาหัวใจตัวเองกลับแก้ไขไม่ได้….

ผมมันบ้า…

บ้าที่ไปหลงรักเขา… หลงรักคอนโด้ อิซาโอะคนนั้น…

ท่ามกลางความวุ่นวายของมหานครเอโดะยามค่ำคืน ผมเดินผ่านร้านรวงต่างๆ ผ่านแสงสีไปเรื่อยๆจนกระทั่งรอบด้านตกอยู่ในความมืดมิดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ ร้านเหล้าข้างทางแห่งหนึ่งดึงดูดใจผมได้ในทันที ความเงียบของมันเป็นสิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดในเวลาและสถานการณ์เช่นนี้

การดื่มเผื่อลืมความเจ็บปวดคือสิ่งที่ผมจำเป็นต้องทำ พอผ่านพ้นคืนนี้ไปผมต้องกลายไปเป็นรองหัวหน้า เป็นรองผู้นำของชินเซ็นงุมิ ผมไม่สามารถแสดงความอ่อนแอใดๆให้ลูกน้องเห็นได้ เพราะฉะนั้นคืนนี้ผมต้องกำจัดความรู้สึกนี้ออกไปให้หมด เช่นเดียวกับทุกคืนที่ผมมักเดินออกไปสูบบุหรี่บริเวณรอบๆห้องพัก หรือไม่ก็แอบหนีออกไปดื่มข้างนอกเงียบๆคนเดียว เหตุผลที่ผมสูบบุหรี่อย่างหนัก ก็เพราะต้องการจะปลดปล่อยความรู้สึกต่างๆออกไปโดยไม่ให้ใครล่วงรู้ ยิ่งเจ็บเท่าไหร่ก็ยิ่งสูบ ยิ่งเศร้าเท่าไหร่ก็ยิ่งสูบ สูบเพื่อที่จะระบายความรู้สึกต่างๆออกไปพร้อมๆกลับกลุ่มควัน อำพรางความรู้สึกเหล่านั้นไว้ไม่ให้ใครล่วงรู้…

ผมไม่กล้าสารภาพความรู้สึกในใจนี้ออกไป เพราะกลัวว่าคุณคอนโด้จะรังเกียจผม ผมกลัวเหลือเกิน…

“ยินดีต้อนรับ”

ผมเดินเข้าไปนั่งในร้านเหล้าแห่งนั้น เจ้าของร้านเดินงัวเงียมาหาผมพร้อมกับขวดเหล้าหลายขวดและจอกเต็มมือ ผมฝืนกระตุกยิ้มเล็กน้อยแทนคำขอบคุณก่อนจะรับขวดเหล้าพร้อมกับจอกมารินเหล้าให้กับตัวเอง จรดจอกเล็กๆนั้นกับริมฝีปาก กล้ำกลืนของเหลวรสฝาดลงไปในลำคอ รู้สึกได้ถึงความเค็มที่ผสมปนเปอยู่กับรสฝาดๆของสุราที่คุ้นชิน

ผมปล่อยให้น้ำตาอุ่นๆไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง ซดเหล้าต่อไปเงียบๆ จนในที่สุดก็ทนไม่ไหว จึงได้ร้องไห้ฟูมฟายราวกับคนบ้า แต่ดูเหมือนว่าเจ้าของร้านคงจะเข้าใจสภาพจิตใจของผมในตอนนี้จึงได้เดินถือขวดเหล้ามาวางบนโต๊ะแล้วเดินจากไป ผมมองขวดสีขาวเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเทของเหลวที่บรรจุอยู่ในนั้นลงท้อง สลับกับร้องไห้ไปเรื่อยๆ…

สิ่งที่ผมพอจะทำได้ในตอนนี้มีเพียงแค่ระบายมันออกมาเท่านั้น ปล่อยให้ความรู้สึกทั้งหลายระเบิดออกมาจากตัว ปล่อยมันออกมาให้มากที่สุด เพื่อที่พรุ่งนี้จะได้พร้อมเผชิญหน้ากับวันใหม่ที่ไม่รู้จบ เสียงฟูมฟายของผมยังคงเป็นสิ่งเดียวที่ดังก้องสะท้อนไปมาอยู่บนถนนสายเล็กๆที่มืดมิด และมันยังคงดังต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงเวลาย่ำรุ่ง

เวลาที่ผมจะกลับไปทนทุกข์กับความรู้สึกเช่นเดิม…

กลับไปอดทนอดกลั้น…

กลับไปกลายเป็น’รองหัวหน้าปีศาจ’ ทนทุกข์ทรมานอยู่ในห้วงแห่งความรักที่ไม่มีวันจะสมหวังอีกครา…

ทนทุกข์…ตลอดไป…

อ่ากกกกก ฟิคเก่าที่ขุดคุ้ยจากโน้ตในเฟสบุคและเว็บเด็กดีค่ะ พอดีเพิ่งได้เข้าเฟสในคอมก็เลยเพิ่งก๊อปจากโน้ตมาลงในนี้แทน ฟฟฟฟฟฟฟฟฟ เป็นคู่ที่แรร์มากกกกถึงมากที่สุดในไทยเลยสินะคะ ฟฟฟฟฟฟฟฟ จำได้ว่าช่วงนั้นไปอ่านฟิคอังกฤษเรื่องนึงบวกกับความพีคที่มีอยู่แต่เดิมแล้วก็เลยกลายออกมาเป็นแบบนี้.. แต่ที่จบเศร้าแบบนี้ก็คงเพราะอารมณ์ช่วงนั้นแปรปรวนอยู่ด้วยค่ะ ฟฟฟฟฟฟฟฟ เหมือนสาเหตุจะเป็นหนึ่งในซีรี่ส์คุณชายชื่อดังของช่องสา— (พอดีเราติดละคร…) เอาเป็นว่าขอให้สนุก(?)กับฟิคเรื่องนี้นะคะ…

 

Hetalia FanFiction [England X Japan] ‘I love you’

*ฟิคเก่าย้ายจากDek-Dค่ะ*

Hetalia FanFiction

England X Japan

‘I love you’

….

เรื่องบางเรื่องก็แค่พูดยาก..

ไม่ใช่ว่าไม่อยากพูดซะหน่อย!!

….

ประตูห้องถูกเลื่อนเปิดอย่างร้อนรน น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยปลุกให้ใครคนหนึ่งซึ่งกำลังอยู่ในห้วงนิทราตื่นขึ้นมาบนโลกแห่งความจริง

“เป็นยังไงบ้างญี่ปุ่น อาการดีขึ้นรึยัง?”

ชายหนุ่มผมทองเจ้าของคิ้วหนาถามร่างเล็กผมดำที่นอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่น หนุ่มเอเชียลืมตามองผู้มาเยือนเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต้อนรับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

“สวัสดีครับคุณอังกฤษ อุตส่าห์มาเยี่ยมผมถึงที่นี่…”

“พอๆ ไม่ต้องพูดแล้ว เดี๋ยวอาการก็ทรุดลงกว่าเดิมหรอก ว่าแต่นายนี่เป็นหนักกว่าที่คิดแฮะ เดี๋ยวฉันเรียกหมอ..” หนุ่มผมทองรีบก้าวฉับๆมานั่งลงข้างๆฟูกของอีกฝ่าย มือขาวสไตล์ผู้ดีอังกฤษเตรียมจะคว้าเอาวิทยุสื่อสารตัวเก่งขึ้นมาใช้แต่เสียงของร่างเล็กกลับดังขัดขึ้นก่อน

“อา.. ไม่เป็นไรหรอกครับคุณอังกฤษ แค่เป็นไข้น่ะครับ แค่ไข้หวัดเล็กน้อย พักผ่อนซักพักก็หายแล้วล่ะครับ”

“อึก.. ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ยังไงฉันก็…” อังกฤษผงะเล็กน้อยเพราะเกือบจะหลุดความในใจออกไป บ้าจริง! เกือบจะหลุดคำว่า’เป็นห่วง’ออกไป!!

เจ้านัยน์ตาสีมรกตมองคนป่วยที่บัดนี้นอนขดตัวเป็นก้อนกลมๆอยู่ใต้ผ้าห่มแล้วนอนหันข้างมาหาตน ดูท่าว่าเจ้าตัวจะหนาวมาก ทั้งๆที่อากาศภายนอกก็ไม่ได้หนาวอะไรขนาดนั้นแท้ๆ…

“ญี่ปุ่น หนาวเหรอ?”

“…นิดหน่อยครับคุณอังกฤษ”

“……..” อังกฤษลังเลเล็กน้อยก่อนจะล้มตัวลงนอนบนพื้นห้อง แขนยาวภายใต้สูทเนื้อดีคว้าเอาร่างเล็กมากอดไว้แน่น ญี่ปุ่นสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะยอมโผล่เสี้ยวหน้าของตนออกมาจากผ้าห่ม นัยน์ตาสีดำกระพริบตามองร่างสูงที่ยังไม่ยอมคลายอ้อมกอดอุ่น

“เอ่อ..? คุณอังกฤษครับ นี่มัน…”

“เผื่อนายจะอุ่นขึ้นไง!”

“แต่ผมเป็นหวัดอยู่ แบบนี้คุณอังกฤษอาจจะติดหวัด…”

“ก็แค่หวัด เห็นอย่างนี้ฉันน่ะแข็งแรงนะญี่ปุ่น!”

“อา… คุณอังกฤษนี่ดื้อเหมือนกันนะครับ เหมือนเด็กๆเลย” เจ้าของเรือนผมดำยิ้มนิดๆกับความรั้นของอีกฝ่ายก่อนจะยอมซุกหน้าลงกับแผ่นอกแข็ง หนุ่มต่างชาติหลับตาลงพร้อมกับก้มหน้าลงสูดกลิ่นหอมอ่อนๆจากเรือนผมนุ่มสลวยของร่างเล็ก ทั้งคู่นิ่งเงียบไปชั่วขณะ ราวกับกำลังโหยหาและเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในหัวใจของตน…

จนกระทั่งญี่ปุ่นเป็นฝ่ายเรียกชื่ออีกฝ่ายขึ้นมา

“คุณอังกฤษครับ”

“ว่าไง”

“รู้สึกดี..จังเลยครับ…”

“อา.. เหมือนกันล่ะน่า..”

“คุณอังกฤษครับ”

“หืม?”

“..รักคุณอังกฤษนะครับ”

“อืม…ฉันเองก็…รัก… อ๊ะ เฮ้ยย เดี๋ยวสิ นะ นี่นายพูดอะไรออกมาน่ะญี่ปุ่น!?!!” อังกฤษสะดุ้งตื่นเต็มตา เมื่อกี๊กำลังเคลิ้มๆ จ..จู่ๆญี่ปุ่นพูดอะไรออกมาน่ะ?!!

รัก..? ญี่ปุ่นรักเขางั้นเหรอ…..?!!!

อังกฤษหน้าแดงก่ำ หมายความว่าหัวใจของพวกเขาทั้งคู่ตรงกันพอดีงั้นเหรอ…….?!! นะ นี่มันโชคดีสุดๆไปเลยไม่ใช่รึไง!!!

ที่ผ่านมา เขานึกว่ามีแต่ตัวเองที่แอบรักอีกฝ่ายอยู่ข้างเดียวซะอีก….. จีซัส!! นี่มันน่าตกใจยิ่งกว่ายูนิคอรน์ที่บ้านเขาคลอดลูกซะอีก!!!

“เอ่ออ… ฉะ ฉันเองก็….”

แต่ถึงจะดีใจ สถานการณ์ชวนกระอักกระอ่วนนี่มันอะไรกัน?! พูดออกไปเซ่! สารภาพรักออกไปเลย มัวอายมัวกลัวอะไรอยู่เล่า!!

อังกฤษได้แต่ลนลานอยู่ในใจ ส่วนคนบอกรักได้แต่รอฟังคำพูดของอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเหมือนคนที่รู้คำตอบของอีกฝ่ายอยู่แล้ว

“ว่าไงครับคุณอังกฤษ ผมรอฟังอยู่นะครับ” ญี่ปุ่นมองหน้าแดงๆของอีกคนแล้วกลั้นขำไว้แทบไม่อยู่ อย่างที่คิดไว้เลย อังกฤษที่เป็นคนดื้อรั้นขนาดนั้น พอจี้จุดตรงๆถึงกับไปต่อไม่ถูกเลยทีเดียว…

“ฉัน…”

“ชักช้านะครับ” ญี่ปุ่นเอ่ยยิ้มๆพร้อมกับบรรจงแหวกคอเสื้ออีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล ริมฝีปากบางประทับลงไปบนแผ่นอกเปลือยเปล่าของอีกคนเบาๆ

“!!!!!!”

อังกฤษชะงักค้าง ปล่อยให้ญี่ปุ่นตราตรึงสัมผัสอ่อนหวานลงบนอกของตนด้วยสีหน้าตกตะลึง

ในที่สุดหนุ่มเอเชียก็ถอนริมฝีปากออกไป ร่างเล็กอมยิ้มน้อยๆก่อนจะเงยหน้ามองคนที่ยังนิ่งค้างอยู่ด้วยสายตาขำขัน

“ผมมอบความกล้าให้แล้วนะครับ กล้าพูดออกมาหรือยัง…?”

“อืม… รักนายนะญี่ปุ่น..”

“แปลว่าวิธีนี้ได้ผลสินะครับเนี่ย”

“ใช่.. ได้ผลเกินคาดเลยล่ะ ระวังจะไม่จบอยู่แค่ที่สารภาพรักล่ะ หึๆ..” อังกฤษแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ ร่างสูงลุกขึ้นจากพื้น บิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะปลดกระดุมเสื้อนอกของตนออกทีละเม็ด ญี่ปุ่นยิ้มเจื่อนมองอีกฝ่ายก่อนจะรีบห้ามอีกฝ่ายเสียงสั่น

“ดะ เดี๋ยวนะครับคุณอังกฤษ!! ผะ ผมไม่สบายอยู่นะครับ!!”

“เห… ไม่ได้หรอกนะญี่ปุ่น นาย’ปลุก’ฉันตื่นเต็มที่แล้วนา… ไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะอ่อนโยนกับคนป่วยอย่างนายอย่างที่สุภาพบุรุษพึงกระทำกับคนรักเลยล่ะ”

“เดี๋ยวสิครับ! ผมแค่ปลุกความกล้าของคุณอย่างเดียวเองนะ อย่างอื่นไม่เกี่ยว!”

“ไม่ต้องห่วง ฉันจะอ่อนโยนกับนายนะ…”

“ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นครับ!”

“อุ๊บ.. ฮะๆ นายนี่ตลกจังแฮะ เชื่อเป็นตุเป็นตะเลยนี่นา!” อังกฤษปิดปากหัวเราะก่อนจะคว้าเสื้อเชิร์ตสีขาวมากลัดกระดุมทีละเม็ดๆ ส่วนเสื้อนอกสีดำที่วางอยู่บนพื้นก็หยิบมาใส่อย่างคล่องแคล่ว

“คะ.. คุณอังกฤษ! ผมโกรธนะครับ!”

“โกรธที่ไม่ทำจริงๆน่ะเหรอ งั้นถ้านายอยาก..”

“ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นครับ! แต่หมายถึงโกรธที่มาหลอกกันแบบนี้ต่างหาก ตกอกตกใจหมดครับ…”

ญี่ปุ่นงึมงำอยู่ในลำคอ อังกฤษยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยว่า

“แน่นอนว่าฉันไม่ฉวยโอกาสทำแบบนั้นหรอกน่า สุภาพบุรุษอย่างฉันต้องถามความสมัครใจและความพร้อมของร่างกายนายก่อน”

“…” พวงแก้มเนียนใสของญี่ปุ่นปรากฏสีแดงเรื่อๆ ความเป็นสุภาพบุรุษของอังกฤษนี่เองที่ทำให้ร่างเล็กใจเต้นตึกตักได้เสมอ

“แต่ว่า.. ตอนนี้น่ะขอไอ้นี่ไปก่อนนะ โทษฐานที่มาทำให้หน้าอกฉันเสียบริสุทธิ์”

ชายหนุ่มผมทองโน้มตัวลงไปหาคนป่วยที่นอนแหมะอยู่บนฟูก ริมฝีปากอ่อนนุ่มของทั้งคู่ประกบกันอยู่ชั่วครู่ แต่เนิ่นนานสำหรับคนสองคน ญี่ปุ่นหลับตาลงเพื่อจดจำรสสัมผัสของอีกฝ่าย

รสชาติของอังกฤษ..

กลิ่นของอังกฤษ..

ในที่สุดชายหนุ่มต่างชาติก็ถอนริมฝีปากออกอย่างแผ่วเบา นัยน์ตาสีมรกตทอดมองอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน มือขาวเนียนลูบไล้ปอยผมสีดำนุ่มสลวยดุจแพรไหม

ริมฝีปากของทัคู่เอื้อนเอ่ยคำว่ารักออกมาเบาๆในภาษาของแต่ละคน…

“I love you”

“あなたを愛しています。”

ถึงจะเอ่ยออกมากันคนละภาษา แต่คนสองคนแค่สบตากันกลับเข้าใจในความหมายที่แต่ละคนสื่อได้เป็นอย่างดี

‘รัก’

………..

ฉันรักนายนะ ญี่ปุ่น….

ผมรักคุณนะครับ.. คุณอังกฤษ….

และจะรัก…ตลอดไป…

………..

ฟิคเก่าค่ะ ค้างอยู่ในเครื่องเลยเอามาลง ฟฟฟฟฟ ความจริงเราไม่ได้อวยคู่นี้เลยค่ะตอนแรก แต่พอรับเขียนฟิคคู่แรร์เท่านั้นแหละ ผ่านมาสองปีหลังจากที่ประกาศก็มีนักอ่านใจกล้าท่านหนึ่งมาขอให้เราช่วยเขียนคู่นี้ให้ ช่วงปิดเทอมยังว่างๆอยู่ก็เลยลองไปตามล่าอ่านโดเสพแฟนอาร์ตเพื่อบิวท์อารมณ์ค่ะ ผลออกมาเลยเป็นงี้ ฟฟฟฟฟฟ

 

KnB FanFiction [ Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei ] ‘The Past’

KnB FanFiction

Kiyoshi Teppei x Hyuuga Junpei

‘The Past’

……..

เรื่องราวไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับทุกคนได้เสมอ…

“ว้ากกกกกกก!!!”

ฮิวงะ จุนเปย์แหกปากร้องเสียงดังลั่นเมื่อจู่ๆเขาก็ร่วงลงมาจากฟ้าอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้เพียงว่าอยู่ดีๆเขาก็ถูกพื้นดินปฏิเสธแล้วส่งไปให้ท้องฟ้าจัดการแทน…

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นฟระะะะะะ?!!!!”

กัปตันเซย์รินในชุดนักเรียนโหวกเหวกโวยวายอย่างไร้สติ สภาพพื้นดินที่มีต้นหญ้าสีเขียวๆแซมอยู่เล็กน้อยค่อยๆปรากฏใกล้สายตาเขาเข้ามาเรื่อยๆ คนสวมแว่นตัดสินใจถอดแว่นออกแล้วหลับตาปี๋ แม้จะอยากรอดแต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เขาหล่นลงในพื้นที่โล่งแจ้ง ความหวังที่จะฉวยจับกิ่งไม้หรือมีพรมหญ้ารกๆเป็นเบาะกันกระแทกนั้นเป็นศูนย์

แต่ทว่า..

‘ตุ้บ!’

“ฮึบบ!”

‘กร๊อบ’

“เฮะ..?!!!”

คนตกลงมาสนใจเสียงดัง’กร๊อบ’ที่บ่งบอกว่ากระดูกเขาได้รับการกระทบกระเทือน มากกว่าที่จะสนใจว่าทำไมเขาถึงไม่หล่นลงบนพื้น และเมินเฉยต่อเสียงอีกเสียงหนึ่งอย่างไม่ไยดี…

“อูย… ระบมเลยแฮะ ว่าแต่ ทำไมเรายังไม่ตายฟะ?!”

พอรู้ตัวจึงได้หันหน้ามองไปรอบๆ ร่างของเขาลอยอยู่นเหนือพื้นดินเกือบสองเมตร ฮิวงะหยิบแว่นขึ้นมาประจำตำแหน่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้

ร่างนั้นอุ้มฮิวงะไว้ในท่าอุ้มเจ้าสาว เกราะเหล็กแข็งแรงทรงพลังอันเป็นเอกลักษณ์ทำเอากัปตันเซย์รินเบิกตากว้าง อ้าปากพะงาบๆ

รูปร่างบึกบึนสูงใหญ่ในชุดเกราะและหมวกเกราะที่คุ้นตาทำให้ฮิวงะนึกถึงหุ่นฟิคเกอร์ทาเคดะ คัตสึโยริของเขาที่ตอนนี้น่าจะยังอยู่ในห้องนอน ทาเคดะ คัตสึโยริเป็นลูกชายของทาเคดะ ชินเง็น ขุนศึกพยัคฆ์บูรพาที่โด่งดังคนนั้นนั่นเอง…

เขาจำเกราะนี้ได้ไม่ผิดแน่ ว่าแต่ทำไมล่ะ…ทำไมลูกชายของขุนศึกที่โด่งดังแบบนั้น..

ทำไมถึงหน้าละม้ายคล้ายคิโยชิ เท็ปเปย์เวอร์ชั่นผู้ใหญ่อย่างนี้ล่ะว้อย?!!

“มนุษย์นำโชค เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ยังไม่หายตระหนกตกใจงั้นรึ.. ทว่าข้าเองก็ตระหนกตกใจไม่แพ้กัน เพียงแค่อธิษฐานขอให้ชนะศึกที่นากาชิโนะนี่ ท่านเทพเจ้าก็ส่งเจ้าลงมาในทันใด ท่านคงส่งเจ้ามาเป็นผู้นำโชคลาภให้กองทัพทาเคดะกระมัง”

ทาเคดะ คัตสึโยริค่อยๆวางร่างของคนในอ้อมแขนลงกับพื้นอย่างนิ่มนวลแล้วนั่งลงข้างๆ ฮิวงะกระพริบตาปริบๆเรียงลำดับเหตุการณ์อย่างมึนงง อยู่ดีๆเขาก็หล่นมาจากฟ้า คัตสึโยริที่หน้าเหมือนคิโยชิมาช่วยรับเขาไว้ เขาไม่กระแทกกับพื้นแต่กระแทกกับเกราะเหล็กของหมอนี่จนระบม และตอนนี้…ดูเหมือนว่าเขาจะหลงมาอยู่ในยุคเซ็นโกคุ…

แถมตอนนี้คัตสึโยริยังเชื่อสนิทใจเลยว่าเขาเป็นคนที่ถูกเทพส่งมา เดี๋ยวสิฟะ! เรื่องหล่นลงมานี่ช่างเถอะเพราะไม่รู้จะแก้ตัวยัง แต่เรื่องนำช่งนำโชคอะไรนี่ผิดแล้ว! เพราะฝ่ายที่จะชนะศึกที่นากาชิโนะคือโอดะ โนบุนะงะที่ยกทัพมาช่วยโตกุกาวะ อิเอยาสึต่างหาก!

แต่ขืนพูดออกไปต้องแย่แน่….

ฮิวงะกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบากก่อนจะถามสถานการณ์ปัจจุบันในตอนนี้อย่างเคร่งเครียด

“เอ่อ… แล้วนี่สถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไงบ้างล่ะ”

“อา…นินจาของข้ารายงานว่าทางฝั่งโตกุกาวะจะส่งสารขอความช่วยเหลือจากโอดะ หากทัพหนุนของโอดะมาถึงสมรภูมิเมื่อใด ข้าจะลองเจรจาหย่าศึกดู…”

“โตดุกาวะอาจจะใช่ แต่โอดะคงไม่ยินยอมแน่ๆ..” ฮิวงะนึกถึงความจริงในประวัติศาสตร์แล้วสีหน้าหม่นลงเล็กน้อย ทาเคดะ คัตสึโยริเป็นซามูไรที่กล้าหาญและเด็ดเดี่ยวไม่แพ้ผู้เป็นพ่อ อนาคตของเขากำลังรุ่งโรจน์หากไม่พ่ายศึกนากาชิโนะครั้งนี้…

คนอย่างฮิวงะ จุนเปย์อยากจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ อยากจะช่วยเหลือคัตสึโยริที่ดันบังเอิญมีใบหน้าละม้ายคล้ายคนสำคัญของเขา…

ไม่อยากเห็นใบหน้าของคนคนนั้นที่กำลังเจ็บปวด… แต่การเปลี่ยนประวัติศาสตรฺสำหรับคตที่รักประวัติศาสตร์อย่างเขาถือเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์ แถมยังจะกลายเป็นว่าลบหลู่เกียรติทั้งผู้แพ้และผู้ชนะได้..

“ข้าได้แต่หวังว่าโอดะคนนั้นคงมีความยึดมั่นในวิถีซามูไรอยู่บ้าง… โอ้.. ข้าลืมแนะนำตัวไปเลยสินะ ข้าคือทาเคดะ คัตสึโยริ ว่าแต่สหายนำโชค เจ้ามีนามว่ากระไรหรือ?”

“เอ่อ…ฮิวงะ ฮิวงะ จุนเปย์” ฮิวงะว่าพลางแหงนหน้ามองท้องฟ้า เทพเจ้าส่งเขามาที่นี่เพื่อมานำโชค…? ไม่หรอก ส่งเขามาดูความเจ็บปวดของอีกคนจนเขาทรมานไปทั้งใจต่างหาก…

“เป็นชื่อที่องอาจยิ่งนัก จุนเปย์เพื่อนข้า ชื่อของเจ้าจะตราตรึงอยู่ในหัวใจข้า ในฐานะมนุษย์นำโชคแห่งสวรรค์ตลอดไป” แม่ทัพคนปัจจุบันแห่งตระกูลทาเคดะลุกขึ้นยืนช้าๆ สายลมอ่อนๆพัดผ่านคนทั้งคู่เบาๆ

“…เอ่อ ว่าแต่ทำไมถึงคิดว่าฉันเป็นมนุษย์ล่ะ อาจจะเป็นเทพเป็นปีศาจแห่งความพ่ายแพ้อะไรก็ได้นี่” ฮิวงะถามออกไปอย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะตอนนี้ในใจของเขากำลังคิดถามตัวเองว่าควรจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ดีหรือไม่

“ก็ข้าเห็นสีหน้าหวาดกลัวของเจ้า ข้าเลยคิดว่าเจ้าน่าจะเป็นมนุษย์ในบังคับบัญชาของท่านเทพมากกว่าน่ะ… อ๊ะ เวลาล่วงเลยมาเช่นนี้ ข้าว่าพวกเราควรกลับได้แล้ว ข้าจะให้คนจัดเตรียมอาหารและเสื้อผ้าให้เจ้า ตกดึกเราจะไปเจรจาหย่าศึกกับฝั่งโตกุกาวะ-โอดะกัน” ทาเคดะ คัตสึโยริว่าพลางยื่นมือให้อีกคนจับเพื่อที่จะช่วยดึงร่างอีกฝ่ายขึ้น ฮิวงะค่อยๆลุกขึ้นมาอย่างโงนเงน ถึงจะไม่มาก แต่ร่างกายเขาก็ได้รับการกระทบกระเทือนอยู่พอควรเลยทีเดียว

“อา..เจ้าเจ็บอยู่นี่นะ งั้นก็ขึ้นมาบนหลังข้าสิ” คัตสึโยริย่อตัวลง ฮิวงะมองแผ่นหลังแกร่งอย่างลังเล แต่สุดท้ายก็ค่อยๆพาสังขารอันบอบช้ำไปนั่งอยู่บนนั้น

“ขะ ขอบคุณ..” ฮิวงะเอ่ยเสียงเบาหวิว คัตสึโยริยิ้มร่าก่อนจะค่อยๆเดินเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนบาดแผลของอีกคน ระหว่างทางมีบทสนทนาเกิดขึ้นบ้าง ฮิวงะพอจะลืมเรื่องเครียดในใจเขาไปได้บ้าง คงเป็นเพราะได้ตะโกนโหวกเหวกใส่คัตสึโยริ บรรยากาศของชายคนนี้…ไม่ต่างอะไรกับคิโยชิซักนิด…

เสียงหัวเราะของคัตสึโยริดังกังวาลอยู่ในหัวเขา มันซ้อนทับกับเสียงของคิโยชิอย่างน่าประหลาด ฮิวงะเงยหน้ามองท้องฟ้า หลังจากนี้ไปชีวิตเขาจะเป็นยังไงต่อไป ต้องติดอยู่ในยุคเซ็นโกคุไปจนวันตาย? หรือว่าอาจจะตายวันนี้ ตายเพราะลูกหลงในสงคราม… ไหนจะเรื่องเปลี่ยนประวัติศาสตร์อีก..

ต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ แต่ที่รู้ๆตอนนี้คือเขาคิดถึงคิโยชิเหลือเกิน….

…..

ณ ที่ตั้งค่ายของทัพพันธมิตรโอดะ-โตกุกาวะ

ฮิวงะ จุนเปย์ในชุดยูคาตะสีดำเรียบๆดันแว่นด้วยสีหน้าเป็นกังวล ในขณะที่ทาเคดะ คัตสึโยริและทหารคนสนิทอีกสองสามคนมีสีหน้าจริงจังเคร่งเครียดไม่แพ้กัน

“นายท่าน! แม่ทัพฝ่ายทาเคดะมาขอเข้าพบขอรับ!”

หลังจากที่แจ้งความประสงค์ ทหารของทางฝ่ายโอดะก็รีบตะโกนบอกนายของตนทันที ทันทีที่ได้ยินเสียงตอบรับ คัตสึโยริก็รีบเดินนำเข้าไปในที่พักของโอดะทันที ฮิวงะเร่งเดินตามอีกคนไปอย่างเป็นห่วง เมื่อเข้ามาในกระโจมค่าย สิ่งแรกที่ฮิวงะกวาดตามองหาคือร่างของโอดะ โนบุนางะ โตกุกาวะ อิเอยาสึ และอาเคจิ มิตสึฮิเดะ บุคคลในประวัติศาสตร์ทั้งสามที่ตนมีฟิคเกอร์เก็บเอาไว้

“อึก.. จะ เจ้า…” คัตสึโยริเป็่นฝ่ายอ้ำอึ้งเมื่อเห็นใบหน้าของหนึ่งในสามขุนพลที่ยิ่งใหญ่ แต่ฮิวงะยิ่งอึ้งกว่า ทำไมโตกุกาวะถึงได้หน้าคล้ายสึจิดะ?!!! แล้วทำไมมิตสึฮิเดะถึงได้หน้าคล้ายอิสึกิ?!! แล้วทำไมโนบุนางะถึงได้หน้าคล้ายเขาได้ล่ะว้อย?!!!

ฮิวงะเหมือนเห็นคัตสึโยริลอบมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปคุยธุระต่อ

“ท่านโอดะ โนบุนางะ ที่ข้ามาในวันนี้ ก็เพื่อมาเจรจาขอหย่าศึก ข้าต้องการแคว้นมิคาวะซึ่งเดิมเป็นของตระกูลทาเคดะคืน หากท่านรับปากข้า ตระกูลทาเคดะขอสัญญาว่าจะไม่รุกรานท่านเป็นเวลา3ปี..”

“เป็นฝ่ายเสียเปรียบแท้ๆยังมีหน้ามาตั้งเงื่อนไขอีกนะ ทาเคดะ คัตสึโยริ นี่น่ะหรือวิถีซามูไรของตระกูลทาเคดะ” โนบุนางะฉีกยิ้มที่ฮิวงะรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด เดี๋ยวสิฟะ! นี่เขาฉีกยิ้มแยงกี้แล้วมันแย่ขนาดนั้นเลยเรอะ?! ถึงว่าสิทำไมคิโยชิกับพวกในทีมถึงได้ขำ…

โฮ่ยๆ อย่าหันไปกลั้นขำสิฟะ! คัตสึโยริ!!!

ฮิวงะที่แอบอยู่หลังทหารคนสนิทของคัตสึโยริแทบจะเข้าไปเตะแม่ทัพผู้ขำไม่ดูเวลาเอาเสียเลย บรรยากาศกำลังเครียดๆเลยนะว้อย!!

“ทาเคดะ คัตสึโยริ! เจ้าน่ะดูแลบ้านเมืองไม่ดีจนผู้คนหนีห่างแล้วยังมีหน้ามาขู่ให้ข้ายกทัพกลับอีก เจ้ามันก็ไม่ต่างจากฝูงโจร!” โนบุนางะตะโกนชี้หน้าด่าอีกฝ่ายอย่างก้าวร้าว ฮิวงะพยักหน้าชื่นชมมาดนั้นของตน ออกจะแข็งแกร่งและเหี้ยมโหดจนทหารที่ยืนบังเขาอยู่แข็งทื่อเพราะแรงกดดัน แต่ทำไมคัตสึโยริกลับมองแล้วลอบหันไปยิ้มทางอื่นล่ะว้อยยย?!!

จะคัตสึโยริหรือคิโยชิมันก็นิสัยไม่ต่างกันเลยนี่หว่า!!! หน็อยแน่!! ไอ้คัตสึโยชิ!!

“ท่านโอดะโปรดใจเย็นก่อน ทั้งข้าและตระกูลทาเคดะหาใช่กองโจรอย่างที่ท่านว่าไม่..”

เวลาแบบนี้นายต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเพราะตระกูลโดนย่ำยีศักดิ์ศรีสิฟะ! คัตสึโยริ นายกลายเป็นคัตสึโยชิแล้วจริงๆเรอะ?!!

“เจ้านี่น่ารำคาญ! พูดไปก็เท่านั้น ข้าไม่ลดตัวลงฟังคำอธิบายของฝูงโจรทาเคดะหรอกเฟ้ย!”

“ทั้งๆที่ข้าอยากจะพักรบ..พบรักกับท่านแท้ๆ… ถ้าท่านอยากรบนัก เราก็มารบกัน! แต่เห็นทีคงจะเป็นรบแรกพัก…รักแรกพบ”

คัตสึโยริหันหลังเดินออกไปจากกระโจมค่ายอย่างงามสง่า ภาพสุดท้ายที่ฮิวงะเห็นคือคิ้วของตนในเวอร์ชั่นผู้ใหญ่กำลังกระตุกขึ้นลงรัวๆ โดนมุกของคัตสึโยริกระแทกหน้าซะขนาดนั้น…กัปตันเซย์รินไม่อยากนึกถึงเวลาที่ตนโมโหเมื่อถูกกวนประสาทซะเท่าไหร่หรอก คาดว่ามันคงร้ายแรงพอๆกับที่โนบุฮิวงะคนนี้เป็นนั่นล่ะ…

ร้ายกาจจริงๆคัตสึโยริ! นี่ล่ะคือสิ่งที่คนซื่อๆอย่างคิโยชิไม่มี มุกที่จู่ๆก็เล่นออกมาได้แบบนั้น..!!

……ว่าแต่ไม่อายบ้างเรอะ?!

ฮิวงะเหลือบมองกระโจมที่เริ่มมีเสียงข้าวของหล่นกระทบพื้น เสียงโวยวายดังแว่วมาตามสายลมเย็นยามค่ำคืน

“ไอ้-เจ้า-ทา-เค-ดะ!!!!!!!”

ฮิวงะรู้สึกเห็นใจโนบุนางะที่หน้าคล้ายตนเลยผลักคัตสึโยริเบาๆเป็นการแก้แค้นแทน การชกหรือเตะร่างของคัตสึโยริที่ห่อหุ้มไปด้วยเกราะเหล็กไม่ใช่วิธีที่ดีแม้เขาจะอยากทำก็ตาม

“นี่…จุนเปย์”

“เรียกฮิวงะสิฟะ!”

“แต่จ้าอยากเรียกจุนเปย์นี่”

“เออๆ” ฮิวงะยักไหล่อย่างขี้เกียจเถียง เขาไม่ได้กำลังเดินอยู่กับคิโยชิ แต่เป็นแม่ทัพแห่งทัพทาเคดะ ถึงจะหน้าตาคล้าย นิสัยคล้าย บรรยากาศคล้าย แต่ก็ยังไม่ใช่คิโยชิของเขาอยู่ดี… เพราะงั้นสิ่งที่ทำกับคิโยชิได้อย่างเช่นการเถียง ก็ใช่ว่าจะทำได้อย่างเชื่อสนิทใจนักว่าอีกฝ่ายไม่ถือโทษโกรธเคืองกันจริงๆ

“จุนเปย์..ข้าว่านะ..”

“…?”

“โอดะ โนบุนางะ….น่ารักดี…”

………

“ไอ้ซามูไรบ้านั่น!! ทั้งๆที่ข้าคิดจะเป็นฝ่ายยั่วโมโหให้มันขาดสติแท้ๆ!!”

โอดะ โนบุนางะปัดแก้วน้ำลงจากโต๊ะอย่างไม่ไยดี เสียงแก้วที่หล่นแตกทำเอามิตสึฮิเดะที่กำลังจดกลอนไฮกุที่นึกไว้ในใจตั้งแต่ยังอยู่ระหว่างการเจรจาหย่าศึกอยู่เงยหน้าขึ้นมามองผู้เป็นนาย โตกุกาวะ อิเอยาสึถอนหายใจก่อนจะเอ่ยปลอบโนบุนางะที่กำลังคลั่งให้เย็นลง

“ใจเย็นก่อนเถิด ท่านโอดะ… แล้วนี่ท่านไปยั่วโมโหทาเคดะแบบนั้นจะไม่แย่เอาหรือ อีกฝ่ายเป็นถึงซามูไรที่ผู้คนนับถือมาก ข้าเกรงว่าพวกเขาจะต่อต้านเรา..”

“เฮอะ! ถ้าคิดจะรวบรวมแผ่นดิน ยังไงก็ต้องปราบพวกซามูไรอยู่แล้วนี่!”

“แต่การยั่วโมโหแบบนั้นมันผิดวิถีซามูไรนะขอรับนายท่าน ถึงท่านทาเคดะจะเกี้ยวท่านกลับก็เถอะ….” มิตสึฮิเดะว่าพลางเหลือบมองอิเอยาสุเป็นเชิงขอทัพหนุน อิเอยาสุได้แต่ส่ายหน้าอย่างจำใจ คนที่กล้าตักเตือนโนบุนางะแล้วยังมีชีวิตรอดก็เห็นจะมีแต่มิตสึฮิเดะเท่านั้น เพราะงั้นเขาไม่ขอเสี่ยงดีกว่า..

“ผิดวิถีซามูไร? เจ้าก็รู้นี่ว่าข้าไม่เคยสนอะไรพรรค์นั้น… ถ้าอยากจะให้ญี่ปุ่นสงบสุข ก็ต้องรวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น.. แต่ตราบที่ซามูไรยังจับอาวุธ สงครามจะไม่มีวันยุติ” นัยน์ตาสีเข้มหม่นลงเล็กน้อย ภาพความโหดร้ายของสงครามยังคงฝังรากลึกอยู่ในสมอง ไม่มีนักรบคนใดที่สามารถลืมภาพเหล่านั้นได้ลง ต่อให้แข็งแกร่ง หรือต่อให้ยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม…

“สงครามจะยุติได้ก็ต่อเมื่อปราบพวกซามูไรให้สิ้น และเพื่อการนั้น ข้าต้องชนะ! และเพื่อชัยชนะ ข้าไม่สนกฎกติกาที่เหนี่ยวรั้งความเจริญของประเทศนี้ไว้หรอก”

“……”

“เอาล่ะ เรื่องนั้นพักเอาไว้ก่อน… มาสนเรื่องแผนการเอาชนะทาเคดะกันก่อนดีกว่า” โนบุนางะยิ้มแยกเขี้ยว อิเอยาสึเหลือบมองพันธมิตรของตนเล็กน้อย ได้แต่เฝ้าภาวนาให้ผลลัพธ์จากศึกครั้งนี้ออกมาดีตามที่เขาคาดหวังไว้…

……..

ณ ที่ตั้งค่ายของทัพตระกูลทาเคดะ

“คืนนี้เมฆมาก ดูท่าฝนจะตกหนัก..”

ทาเคดะ คัตสึโยริว่าพลางมองออกไปนอกช่องลมของกระโจมค่าย

“นี่ คัตสึโยริ ทำไมพวกเราไม่ลอบโจมตีโนบุนางะตั้งแต่คืนนี้เลยล่ะ” ฮิวงะว่าพลางมองสำรวจทหารรอบๆตัว หลายๆคนมีท่าทีตื่นตระหนกเมื่อทราบว่าทหารของฝ่ายศัตรูมีประมาณสี่หมื่นคน

“การลอบโจมตีหาใช่วิสัยของตระกูลซามูไรผู้ทรงเกียรติไม่” คัตสึโยริตอบด้วยน้ำเสียงห้าวหาญจนฮิวงะไม่กล้าแย้งว่าการที่เจ้าตัวไปปล่อยมุกเสี่ยวใส่ศัตรูมาก็น่าจะเรียกว่าเป็นการเสื่อมเกียรติเช่นกัน…

“อ้อ เหรอ…” ฮิวงะมุมปากกระตุกเล็กน้อย ยิ่งเห็นคัตสึโยริพล่ามวิถีซามูไรให้ฟังก็ยิ่งอยากโวยวาย แต่สุดท้ายเสียงของคัตสึโยริก็ถูกกลบด้วยเสียงตะโกนร้อนรนของนายทหารคนหนึ่ง

“นายท่าน!! ศัตรูลอบโจมตีค่ายขอรับ!!”

“ร้ายกาจไม่เบานี่…โอดะ”

นัยน์ตาของคัตสึโยริเปลี่ยนไปจนฮิวงะแทบจำไม่ได้ ความซื่อตรงในแววตาพลันสลายไป ปรากฏเพียงความท้าทายที่แฝงอยู่ในนั้น

“เตรียมจัดทัพเดี๋ยวนี้! ข้าจะไปกำราบเจ้านั่นให้ยอมสยบอยู่แทบเท้าข้า!”

….ทำไมมันฟังดูแหม่งๆฟะ?!! มะ ไม่เข้าใจคนสมัยก่อนเลยโว้ย!!!!

“โฮ่ย คัตสึโยริ! ฉันขอไปด้วยละกัน!”

“แต่มันอันตรายนะเพื่อนข้า เจ้าบอกว่าตัวเจ้านั้นไร้ซึ่งวิชาการฟาดฟันศัตรู..”

“แล้วจะให้มองคนอื่นสู้อยู่อย่างเดียวเนี่ยนะ?! ตลกล่ะ! ยอมทำอย่างนั้นก็บ้าแล้ว!!”

“…จุนเปย์ เจ้าเป็นมิตรแท้แห่งข้าโดยแท้”

“เรียกซะขยะแขยง! รีบไปได้แล้วน่า!!”

คัตสึโยริและฮิวงะกระโดดขึ้นม้าตัวเดียวกัน ใครใช้ให้เขาขี่ม้าไม่เป็นกันล่ะ….

“เจ้าคุมม้าไว้นะจุนเปย์ ระหว่างนั้นข้าจะสังหารพวกทหารโอดะไปด้วย”

“ฉันคุมม้าเป็นซะที่ไหนล่ะฟะ! แต่จะลองดูละกัน!”

…ฮิวงะเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็นภาระอันใหญ่หลวงสำหรับทัพทาเคดะเลยทีเดียว

“ทัพทาเคดะเราเลื่องชื่อเรื่องทัพม้า ด้วยเหตุนั้นจึงมีการฝึกให้ม้าเชื่องกับคน ข้าว่าเจ้าทำได้ ลองดูสิ” คัตสึโยริที่นั่งอยู่ข้างหลังเริ่มหยิบดาบหยิบทวนขึ้นมาประจำที่ กัปตันเซย์รินกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบากก่อนจะนำม้าทะยานออกจากเขตค่ายชั้นในเช่นเดียวกับนายทหารคนอื่นๆ แต่ทว่าเมื่ออกจากค่ายไปได้เล็กน้อย มิตสึฮิเดะที่เป็นผู้นำทัพกลับถอนทัพทันทีเมื่อเห็นคัตสึโยริ

ฮิวงะใจหายวาบเมื่อข้อมูลบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว…

เขามัวแต่ใจร้อนบวกกับเป็นห่วงคัตสึโยริ สุดท้ายก็เลยลืมนึกถึงแผนของโนบุนางะไปเลย…

“คัตสึโยริ!!! ถอยทัพกลับเดี๋ยวนี้!!! อย่าไปติดกับแผนการของเจ้าพวกนั้น!!”

“พูดอะไรน่ะจุนเปย์! พวกเราจะถอยไม่ได้!! ไม่สิ ห้ามถอยเด็ดขาด!!”

สายฝนเริ่มตกลงกระทบกับพื้นโลก เลนส์แว่นของฮิวงะเริ่มพร่ามัว ทัศนวิสัยของทัพทาเคดะเริ่มแย่ ทั้งฝนที่ตกชุ่มฉ่ำและความมืดสนิทในยามดึก ฮิวงะพยายามจะบังคับม้าให้หันกลับหลัง แต่คัตสึโยริไวกว่า เขาเตะที่สีข้างของม้าศึกเต็มๆแรง ม้าเริ่มออกวิ่งไปข้างหน้าอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

“คัตสึโยริ!!!!”

ฮิวงะโวยวายเสียงดังแข่งกับสายฝนที่ตกลงมาเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ

ม้าของทาเคดะ คัตสึโยริวิ่งตามม้าของขุนศึกคนอื่นๆมาหยุดอยู่ ณ พื้นที่ราบ ที่ถูกล้อมห่างๆด้วยรั้วไม้เตี้ยๆ ฮิวงะหน้าซีดเผือด จุดจบอันเลวร้ายของทัพทาเคดะกำลังจะเปิดม่านขึ้นแล้ว

“คัตสึโยริ!!! ถอยทัพเดี๋ยวนี้!!!!!!!”

“พูดอะไรของเจ้าน่ะจุนเปย์!! ข้าน่ะ–”

‘เปรี้ยง!’

‘เปรี้ยง!’

‘เปรี้ยง!’

‘เปรี้ยง!’

เสียงปืนไฟดังขึ้นติดๆกันหลายนัด ทหารรอบๆตัวของคัตสึโยริค่อยๆตกจากหลังม้าทีละคนๆ เมื่อกำจัดทัพม้าไปได้เยอะแล้ว กองกำลังของโอดะและอิเอยาสึที่ซุ่มอยู่ก็กรูกันมาจัดการทัพทาเคดะทันที

“ถอยเถอะขอรับนายท่าน!”

“ถอยซะ!!! คัตสึโยริ!!!”

“อึก… ทั้งหมด!!! ถอนทัพออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้!!!!”

นักรบหนุ่มตะโกนก้อง เมื่อได้ยินสัญญาณจากแม่ทัพ ทหารที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งหมดก็ควบม้าและวิ่งออกไปทันที กัปตันเซย์รินควบม้าสุดความสามาถ ม้าของทัพทาเคดะเชื่องอย่างที่คัตสึโยริโฆษณาไว้จริงๆเสียด้วย ในประวัติศาสตร์ไม่ได้มีบันทึกว่าคัตสึโยริตายในศึกครั้งนี้ ดังนั้นเพียงแค่พาเจ้าแม่ทัพที่ตอนนี้กำลังเจ็บปวดรวดร้าวหัวใจสุดๆออกไปจากสนามรบเร็วๆก็พอ…

ฮิวงะลอบมองนัยน์ตาสีอ่อนของคัตสึโยริที่เต็มไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดระคนสิ้นหวัง พาลทำให้นึกถึงใครบางคนที่หน้าคล้ายๆกัน…

‘เปรี้ยง!’

เสียงเหนี่ยวไกครั้งสุดท้ายดังขึ้น กระสุนปืนไฟเจาะทะลุอกของฮิวงะเต็มๆ คัตสึโยริเบิกตากว้าง มองร่างที่ร่วงลงไปจากหลังม้าที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง

“จุนเปย์!!!!”

เพียวแค่เสี้ยววินาที ที่มือของคนทั้งสองเลื่อนผ่านกัน เพียงชั่วครู่ ม้าแสนเชื่องที่ยังคงทำหน้าที่ของมันเป็นอย่างดียังคงวิ่งต่อไป ระยะห่างระหว่างหนึ่งคนเป็นกับหนึ่งคนตายนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ คัตสึโยริตั้งใจจะหันกลับไปค้นหาศพของฮิวงะ แต่สุดท้ายแล้วภาระหน้าที่ของแม่ทัพก็ทำให้เขาต้องจำใจหนีต่อไป

“ลาก่อน…จุนเปย์”

ฝนหยุดตกแล้ว แต่น่าแปลกที่นัยน์ตาสีอ่อนของแม่ทัพหนุ่มยังคงพร่ามัว…

เสียงฝีเท้าของม้าค่อยๆเบาลงเรื่อยๆจนกระทั่งเงียบหายไป ไม่หลงเหลือสิ่งใดให้สนามรบ เพราะความเจ็บปวดโศกเศร้าของคนตายนั้น ได้ถูกคนที่เหลือรอดนำกลับไปด้วยแล้ว…

………..

ฮิวงะรู้สึกมึนหัว

กัปตันเซย์รินในชุดเครื่องแบบนักเรียนที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อค่อยๆลืมตาตื่น หลังจากที่เผลอหลับไปในห้องชมรม สัมผัสเปียกชื้นบริเวณขอบตาทำเอาหนุ่มเผลอยกหลังมือขึ้นไปเช็ดโดยอัตโนมัติ

‘น้ำตา…?’

นี่เขาร้องไห้งั้นเหรอ…

“อ้าว ฮิวงะ มาอยู่ที่นี่เอง”

คิโยชิที่ผลักประตูเข้ามาในห้องชมรมมองกัปตันทีมที่นอนร่อแร่อยู่บนพื้น ท่าทางซีดเซียวของฮิวงะทำเอาอีกคนต้องปรี่เข้าไปดูอาการทันที

“ฮิวงะ! เป็นอะไรรึเปล่า!”

น้ำเสียงของคิโยชินั้นร้อนรนและแฝงไปด้วยความเป็นห่วง ฮิวงะหน้าร้อนวาบเมื่อสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเหล่านั้น

“ก็แค่เข้ามาหลับแล้วก็ฝันร้ายน่ะ…” ฮิวงะเหลือบมองมือของคิโยชิ ภาพสุดท้ายก่อนที่เขาจะตาย ภาพของมือคัตสึโยริที่พยายามจะคว้าร่างเขาเอาไว้ ใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกับเพื่อนร่วมทีมนั้นแบกรับความเจ็บปวดไว้มากมายจนเขาเห็นแล้วเจ็บปวดไปด้วย

“คะ ความจริงก็ไม่ได้อยากอะไร..”ฮิวงะเริ่มเกริ่นนำขณะที่หันหน้าไปมองทางอื่น ตู้ล็อกเกอร์ของใครซักคนกลายเป็นจุดโฟกัสของเขาไปโดยปริยาย

“…..ตะ แต่ขอจับมือหน่อย”

“เห ได้สิ ได้อยู่แล้วล่ะ” คิโยชิยิ้มร่า มือของคนสองคนค่อยๆขยับเข้าหากันแล้วจับกันแน่น

‘…ถือว่าฉันจับมือนายไว้แล้วนะ คัตสึโยริ…’

แต่ว่า…

“ฮะ..ฮิวงะ?”

“หนะ หนวกหูเฟ้ย! เงียบๆน่า!! ขออยู่อย่างนี้ซักพัก…”

ฮิวงะเอนหัวลงบนไหล่ของอีกคน นัยน์ตาสีเข้มปิดสนิท คิโยชิมองคนผมดำที่ผล็อยหลับไปโดยที่ไม่ได้ถอดแว่นแล้วยิ้มน้อยๆ ก่อนจะอาสาถอดแว่นให้อีกคน

‘คัตสึโยริ..ฉันคงให้นายได้แค่มือ เพราะทั้งใจฉันให้คิโยชิไปหมดแล้วน่ะสิ…’

นั่นคือความคิดสุดท้ายของฮิวงะก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลง และดำดิ่งเข้าสู่ห้วงแห่งนิทราในที่สุด

……….

กรี๊ดดดดดดดพดดดจบแล้วค่าาาาาาาาาาาาจบแล้วววววววว่าจะเขียนสั้นๆไหงมันกลายเป็นแบบนี้ฟฟฟฟฟฟ ทำไมถึงได้ทำลายอิมเมจนักรบบาซาระที่วางคาร์ไว้ตั้งแต่แรกแบบนี้คะะะะะะะฟฟฟฟฟฟฟฟฟ โอยยยยย อะ เอาเปฌนว่าขอให้ทำใจสนุกกับฟิคที่ออกมาผิดคาดแบบนี้ด้วยนะคะแงงงฟฟฟฟฟฟ