KnB FanFiction [ Hyuuga Junpei x Aida Riko ] ‘…always be by your side’

KnB FanFiction

Hyuuga Junpei x Aida Riko

‘…always be by your side’

…….

แนวแบ่งเขตโมโฮโรวิซิคก็คือรอยต่อระหว่างเปลือกโลกกับเนื้อโลก แต่รอยต่อที่เชื่อมหัวใจของคนสองคนให้ประสานกันเป็นหนึ่งเดียวกัน…ก็คือความรัก….

…….

ฝนกำลังตก…

“พยากรณ์อากาศไม่เห็นบอกเลยว่าเย็นนี้ฝนจะตก…”

ไอดะ ริโกะเหม่อมองท้องฟ้าแล้วพึมพำออกมาเบาๆอย่างหงุดหงิด เห็นทีคงไม่แคล้วว่าโค้ชสาวแห่งชมรมบาสเก็ตบอลชายเซย์รินต้องเดินตากฝนกลับบ้านเสียแล้ว

ทั้งๆที่วันนี้อุตส่าห์ยอมให้เลิกชมรมเร็วแท้ๆเชียว แทนที่จะได้เดินกลับบ้านสบายๆ ไหงถึงกลายเป็นว่ามีอุปสรรคอย่างอื่นเสียได้..

เด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลยืนถอนหายใจเฮือกใหญ่อยู่หน้าประตูกระจก ณ บริเวณตู้เก็บรองเท้าโรงเรียนมัธยมปลายเซย์ริน ในใจนึกใคร่ครวญหาทางออกของปัญหาเร่งด่วนที่กำลังเผชิญ

“โฮ่ย ริโกะ”

เจ้าของชื่อหันไปมองต้นเสียงคุ้นเคยแล้วยิ้มน้อยๆ กัปตันเซย์รินยืนเอาร่มพาดไหล่ไว้ขณะที่เริ่มบ่นด้วยน้ำเสียงเอือมระอา

“จริงๆเลยนะเธอเนี่ย ก็รู้อยู่ว่าช่วงนี้ฟ้าฝนมันปกติซะที่ไหน หัดพกร่มไว้ทุกวันสิฟะ”

“อะไรของนายยะ แค่บังเอิญเอาร่มมาอย่าได้ใจไปหน่อยเลยน่า แล้วร่มร้านสะดวกซื้อนั่นมันอะไรกัน…. ฮิวงะคุงเองก็ลืมเหมือนกันสินะ ถึงได้แวะซื้อร่มตอนเช้า แล้วก็เกือบมาซ้อมสาย…”

“ชะ ช่างเถอะน่า!! เอ้า เอาไอ้นี่ไปใช้สิ” ฮิวงะตวาดเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนความผิดพลาดของตน ก่อนจะยื่นร่มพลาสติกสีใสให้อย่างไม่ลังเล

“อ้าว แล้วฮิวงะคุง…”

“พอดีมีอีกคันนึงเก็บไว้อยู่แถวๆล็อคเกอร์ เธอเอาคันนี้กลับไปเลยก็ได้ เดี๋ยวฉันซ้อมต่ออีกหน่อยค่อยกลับ”

โค้ชสาวจ้องกัปตันทีมอยู่ครู่หนึ่งจนอีกฝ่ายต้องเบนสายตาไปทางอื่นแทน ริโกะถอนหายใจก่อนจะกางร่มพลาสติกในมือ

“งั้นก็เจอกันพรุ่งนี้นะ ฮิวงะคุง”

“ฮื่อ”

ฮิวงะหันหลังกลับเข้าไปในตัวตึก แต่ตรงดิ่งไปที่ตู้ล็อคเกอร์เพื่อหยิบรองเท้าไม่ใช่เพื่อไปโรงยิม ไม่มีร่มสีใสอีกคันวางพาดอยู่แถวนั้น ฮิวงะไม่ใช่คนประเภทที่พกร่มสองคันมาโรงเรียนอยู่แล้ว ปกติแค่คันเดียวเขายังไม่ค่อยอยากจะพกมาเลยด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะว่าวันนี้ตื่นสายเลยต้องไปอาศัยท้องที่ร้านสะดวกซื้อ เพราะไม่มีแบงค์ย่อยเลยรู้สึกเกรงใจพนักงานที่รูปร่างหน้าตาไม่ต่างไปจากนักมวยปล้ำรุ่นเฮฟวี่เวท คนสวมแว่นจึงจำใจคว้าร่มและข้าวของอื่นๆที่อยู่แถวๆนั้นมากองๆบนเคาท์เตอร์คิดเงิน สุดท้ายเขาเลยได้ร่ม1คัน นม2กล่อง ขนมปังไส้ถั่วแดง3ถุง และหนังสือจัxป์รายสัปดาห์1เล่ม….

สุดท้ายก็เกือบมาไม่ทันซ้อมช่วงเช้าอย่างที่ริโกะแขวะไว้…

ฮิวงะคว้ารองเท้าออกจากตู้ ระหว่างเปลี่ยนรองเท้าก็สะพายกระเป๋าแล้วตรวจเช็คข้าวของไปด้วย เสียงหยดน้ำฝนตกกระทบพื้นจนเกิดเสียงก้องกังวาล นักเรียนบางกลุ่มเดินผ่านฮิวงะไป เสียงพูดคุยค่อยๆห่างออกไปเรื่อยๆ กลบด้วยเสียงฝนคู่หนึ่งก่อนที่บรรยากาศในอาคารจะกลับมาสงบดังเดิม คนพวกนั้นคงกางร่มแล้วเริ่มเดินกลับบ้านกัน หรือไม่ก็ไปขลุกกันที่ร้านฟาสต์ฟู้ดแถวๆนี้ หลายๆคนที่อยู่ในสภาพไร้ร่มเหมือนเขาก็น่าจะยังนั่งแหมะอยู่ซักที่ในโรงเรียน สมาชิกชมรมบาสเองก็น่าจะยังมีบางส่วนที่ติดฝนอยู่ในโรงเรียนขณะนี้ เพราะฝนตกลงมาแบบไม่ได้ตั้งตัว คิดว่าคนที่ไม่ได้เอาร่มมาก็คงเยอะอยู่..

ฮิวงะทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง ฝนยังคงตกอย่างหนักหน่วง แต่กัปตันทีมไม่คิดที่จะรอให้ฝนหยุดก่อนแล้วจึงกลับ ดูท่าว่าคงอีกนานกว่าฝนจะหยุดตก พรุ่งนี้มีสอบ เขาควรจะรีบกลับไปอ่านหนังสือแล้วรีบนอน ถ้าได้คะแนนไม่ดีคงถูกอิสึกิกับโคงะล้อแน่ น่าอายจะตาย เสียฟอร์มหมด…

กัปตันเซย์รินเลือกที่จะอ้อมไปออกประตูอีกที่หนึ่ง เพราะคิดว่าถ้าออกที่ประตูหน้าก็มีโอกาสที่เขาและริโกะจะบังเอิญเจอกันตอนหยุดรอไฟแดงหรือสวนกันในระยะประชิดเข้าพอดี ถ้าไม่อยากโดนทักเรื่องร่มก็คงต้องเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นแทน ใครมันจะยอมเสียฟอร์มเปียกฝนให้ผู้หญิงที่ตัวเองแอบชอบเห็นกันล่ะ เปียกมะล่อกมะแล่กเป็นลูกหมาตกน้ำมันไม่เท่เลยซักนิด ยิ่งทำตัวเป็นพระเอกเสียสละร่มให้นี่อาจจะโดนมองด้วยสายตาดูถูกเอาก็ได้…

แต่ที่ทำอย่างนั้น ก็เพราะริโกะจะได้ครอบครองร่มไปคนเดียว ร่มร้านสะดวกซื้อน่ะคันเล็ก เดินเบียดกันสองคนมันก็ใช่ที่ สุดท้ายก็ต้องเปียกทั้งคู่อยู่ดี สู้ให้นักกีฬาที่ร่างกายแข็งแรงอย่างเขาเปียกฝนคนเดียวน่าจะดีซะกว่า ให้ริโกะปลอดภัยอยู่ใต้ร่มนั่นล่ะดีแล้ว..

เป็นถึงกัปตัน อย่าไหวหวั่นแค่สายฝน!

ฮิวงะผลักประตูกระจกใสออกไปสูดกลิ่นชื้นของสายฝนที่กระหน่ำตกลงมา ขณะที่กำลังจะก้าวขาวิ่ง เสียงคุ้นเคยของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้น เสียงที่ทำให้หัวใจของฮิวงะกระตุกวูบ…

“ฮิวงะคุง!”

ริโกะยืนจังก้าอยู่ตรงนั้น ห่างออกไปจากเขาไม่มากนัก เธออยู่ภายใต้การคุ้มกันของร่มสีใส ฮิวงะยอมรับว่าเขามองไม่เห็นอีกคน อาจเป็นเพราะฝนที่ตกหนักจนบดบังทุกสิ่งอย่าง หรือไม่ก็สายตาเขาแย่ลงกว่าเดิม

“โฮ่ยๆ เดี๋ยวสิฟะ นี่เธอไปทำอะไรตรงนั้น!”

“ฮิวงะคุงนั่นล่ะคิดจะทำอะไรกันแน่! หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ!”

โค้ชสาวผมสั้นตะโกนสั่งพร้อมๆกับก้าวฉับๆเข้าไปหาอีกคน

“กะแล้วเชียวว่าฮิวงะคุงต้องทำอะไรงี่เง่าแบบนี้เลยมาดักรอ แล้วดูสิ คิดผิดซะที่ไหน เป็นคนที่โกหกไม่เนียนสุดๆไปเลย”

“อึก..” คนผมดำถึงกัยเถียงไม่ออก สุดท้ายก็ได้แต่เบนสายตาไปทางอื่นแล้วอ้อมแอ้มตอบ

“กะ.. ก็ร่มมันเล็ก ขืนกลับด้วยกันต้องเปียกทั้งคู่..”

“ก็เลยคิดจะเปียกคนเดียว? อย่างนั่นน่ะฉันไม่ยอมหรอกนะ”

นัยน์ตาสีน้ำตาลกลมโตเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงจัง กัปตันทีมกลืนน้ำลายหนึ่งอึกลงคออย่างยากลำบากเมื่อถูกจ้องด้วยสายตาเช่นนั้น

“เอาเถอะ งั้นก็กลับด้วยกันซะ” ริโกะดึงมือของฮิวงะแรงๆ ร่างสูง178เซนติเมตรเซเล็กน้อยขณะก้าวเดินเข้ามาในร่ม

“เดี๋ยวฉันถือร่มให้” ฮิวงะตั้งสติอย่างรวดเร็วก่อนจะคว้าร่มมาจากคนผมสีน้ำตาล ซึ่งฝ่ายนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะยอมรับในเรื่องความได้เปรียบทางส่วนสูงของอีกคน คนตัวเล็กกว่าถ้าจะกางร่มเผื่ออีกคนด้วยต้องชูสูงขึ้นไปอีกเท่าไหร่กัน…

สองขาของคนถือร่มเริ่มอิกเดินช้าๆ ร่างบางในชุดนักเรียนหญิงม.ปลายเซย์รินเดินตามอีกคน นอกจากเสียงน้ำฝนที่ตกกระทบพื้นถนนแล้วก็ไร้ซึ่งเสียงพูดคุยใดๆ ฮิวงะหน้าร้อนวาบเมื่อมือกับแขนของตนแตะหรือสัมผัสกับโค้ชสาวโดยบังเอิญ

ถึงแม้ว่าจะเดินด้วยกันบ่อยๆ แต่สถานการณ์ตอนนี้ต่างออกไป..

ปกติแล้วเขาจะเดินเว้นระยะห่างจากริโกะเล็กน้อย แอบมองอีกฝ่ายอยู่เงียบๆผ่านทางหางตา และพยายามทำตัวให้ปกติที่สุดและดูเฉยชามากที่สุด

พยายามทำเป็นมองว่าเป็นแค่เพื่อนสนิท แต่สุดท้ายแล้ว.. สำหรับเขา ไอดะ ริโกะเป็นคนที่สำคัญมาก.. ไม่ใช่แค่เพื่อนสนิทธรรมดาๆ แต่เป็นคนที่พิเศษยิ่งกว่านั้น…

“…..”

ฮิวงะเหม่อมองฟ้ามองฝนมองผู้คนไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายสายตาของหนุ่มม.ปลายปีสองก็มาหยุดอยู่ที่คนข้างๆ

“โทษทีนะ แต่ช่วยถือร่มแทนหน่อยสิ ซักสิบวิ”

“เอ๋ อะไรของนาย”

ริโกะรับหน้าที่ถือร่มมาอย่างงงๆ ฮิวงะส่งกระเป๋าสะพายคาดให้ต่อ ก่อนจะปลดกระดุมชุดกักคุรันสีดำแล้วถอดออกมาอย่างรวดเร็ว ริโกะจ้องการกระทำของอีกฝ่ายตาแทบจะถลนออกจากเบ้า

“เดี๋ยวสิ!! ฮิวงะคุง นี่คิดจะทำอะไร!!”

“ก็ทำแบบนี้ไง อย่าเสียงดังสิฟะ ชะ ใช่ว่าฉันอยากทำซะที่ไหน!” ฮิวงะว่าพลางคลุมเสื้อนอกสีดำลงบนหัวของคนตัวเล็กกว่าอย่างเบามือ ชายเสื้อนั้นยาวเกือบถึงปลายแผ่นหลังของริโกะ ฮิวงะมองสภาพของอีกคนแล้วก็เหลือบมองไปอีกทาง

“..ฝนมันกระเด็น คลุมไว้อย่างนั้นล่ะ” เจ้าของเสื้อทำเป็นพูดเสียงห้วนพร้อมกับแบมือขอร่มและกระเป๋าคืน ริโกะส่งทั้งสองสิ่งคืนให้ ก่อนจะแถมรอยยิ้มสดใสร่าเริงให้อีกคน

“ขอบคุณนะฮิวงะคุง”

กัปตันเซย์รินเมินหน้าไปทางอื่นขณะที่สองเท้าเริ่มออกเดินอีกครั้ง โค้ชสาวเดินตามอีกคนไปติดๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลกลมโตจ้องไปที่หลังหูของอีกคนที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง

ระยะห่างที่แทบจะเป็นศูนย์ทำให้ร่างของทั้งคู่สัมผัสกันบ้างตามจังหวะการเดิน ถึงแม้จะไม่มีใครพูดอะไร ไม่มีการมองตา แต่ทั้งสองคนก็สามารถรับรู้ได้ว่า หัวใจสองดวงได้ถูกเชื่อมเข้าด้วยกันแล้ว…

เชื่อมด้วยสิ่งที่เรียกว่า’ความรัก’

……….

จบแล้วค่ะ ปะ เป็นฟิคที่ใช้เวลาเขียนนานที่สุดเพราะหาเวลาว่างๆมาเขียนไม่ค่อยได้ ฟฟฟฟฟฟ เป็นแค่ความคิดชั่ววูบที่เกิดจากการมองฝนตกจนออกจากโรงเรียนไม่ได้ค่ะ ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่ได้โชคดีเหมือนโค้ชที่มีพี่ฮิวงะเอาร่มมาให้ สุดท้ายก็เลยได้แต่รอให้ฝนหยุดเองค่ะ |||Orz อนึ่ง มุกโมโฮโรวิซิคนั้นเป็นมุกที่จู่ๆก็ปิ๊งขึ้นมาตอนอ่านวิทย์พื้นฯเตรียมสอบค่ะ ก็เลยเอามาใส่แบบไม่ถงไม่ถามสุขภาพคนอื่นซักคำ ฟฟฟฟฟฟฟ ยังไงก็ตามแต่ ขอให้สนุกกับฟิคนะคะ เย่ะะะ

แด่’เขา’….ร่มเงาแห่งเซย์ริน #HBDtoKiyoshiTeppei10/6/14

แด่’เขา’….ร่มเงาแห่งเซย์ริน

……….

10มิย.วันเกิดใครคนหนึ่ง

ผู้เปรียบซึ่งพฤกษชาติทนลมฝน

ที่พักพิงสุขใจหย่อนอารมณ์

ละขื่นขมทุกข์โศกก็เจือจาง

———-

-ไม้ใหญ่เผื่อแผ่ด้วย……….ร่มเงา

ดับซึ่งทุกข์หนักเบา……….ทั่วถ้วน

ปกปักมั่นดังเสา……….หลักพึ่ง

ทุกกิ่งก้านใบล้วน……….โอบอุ้มสานฝัน

-อันคำลือเลื่องล้ำ……….ลือนาม

ใจเหล็กคือนิยาม……….บอกแจ้ง

เท็ปเปย์ชื่อเกรงขาม……….แข็งแกร่ง

เก่งกาจเกินใครแย้ง……….เหล่าล้วนชื่นชม

-คมขำใบน่ายิ้ม……….แจ่มใส

แช่มชื่นชุ่มฤทัย……….เปี่ยมแย้ม

อยู่ใกล้ไป่ทุกข์ใจ……….มากเพื่อน

อบอุ่นยิ้มกว้างแก้ม……….ไม่ถ้วนเมื่อนับ

-จับใจนายเพื่อนซี้……….จุนเปย์

ยิ้มรื่นทำรวนเร……….สะท้าน

แฟนเกิลร์ขอทุ่มเท……….ยามว่าง

เลือดคนเชียร์พลุ่งพล่าน……….ท่วมท้นกำเดา

———–

กลอนโคลงนั้นมากความสงสารเถิด

สติเตลิดงงงวยคือตัวฉัน

เส้นสมองยุ่บยั่บพัวพันกัน

จึงขอจบกันสั้นๆสวัสดี

———-#End#———-

ตามคำสรุปของบทสุดท้ายค่ะะะฟฟฟฟฟฟ เราไม่เคยคิดกลอนได้ตันขนาดนี้มาก่อน… หง่าาา ยังไงก็ตาม สุขสันต์วันเกิดนะคะพี่คิโยชิ ซักวันหนึ่งเราจะกลับมารีไรท์ให้ใหม่แน่ๆ เอาเป็นว่าขอให้มีความสุขกับพี่ฮิ— กับเพื่อนรวมทีมทุกคนนะคะ เย่ะะะห์ ฟฟฟฟฟฟ

KnB FanFiction [ Hyuuga Junpei x Izuki Shun ] ‘…because I love you’

KnB FanFiction

Hyuuga Junpei x Izuki Shun

‘…because I love you’

……

…คืนนี้ไม่มีพระจันทร์…

ฮิวงะจ้องมองท้องฟ้ายามราตรีผ่านหน้าต่างในห้องนอน โดยปกติแล้ว จากมุมนี้เขาจะสามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของดวงจันทร์ในแต่ละคืนได้อย่างชัดเจน เต็มดวงบ้าง ครึ่งดวงบ้าง เป็นเสี้ยวๆบ้าง หรือบางทีก็ไม่มีเลย… เช่นเดียวกับคืนนี้ที่มองออกไปแล้วเห็นแต่ความมืดมิด ชวนให้รู้สึกเหงานิดๆอย่างน่าประหลาด

จ้องมองต่อไปก็ใช่ว่าจะมีพระจันทร์ปรากฏออกมาให้ชื่นชม กัปตันเซย์รินละสายตาจากบรรยากาศนอกหน้าต่าง ก่อนจะเดินไปคว้าโทรศัพท์มือถือที่วางหมิ่นเหม่อยู่บนโต๊ะหนังสือ เพื่อนกันไม่ให้เจ้าโทรศัพท์หล่นลงไปตามกฎของแรงโน้มถ่วง คนสวมแว่นเดินไปที่เตียงแล้วทิ้งตัวนอนแผ่อยู่อย่างนั้น มือกร้านจากการเล่นบาสยกโทรศัพท์ให้อยู่เหนือสายตา หลังจากที่เปิดฝาโทรศัพท์ออก ภาพของเรย์ อัลเลน นักบาสชื่อดังที่เขาชื่นชอบก็ปรากฏขึ้นมาทักทาย

ฮิวงะตั้งใจจะกดไปดูเมลที่เขายังไม่ได้อ่าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกแคตตาล็อคฟิคเกอร์ออนไลน์ที่เพิ่งอัพเดตสดๆร้อนๆจากบริษัทต่างๆ ทว่า ความรู้สึกเพียงชั่ววูบที่แล่นเข้ามาในสมองของเขานั้นบงการให้นิ้วมือกดออกจากรายการอินบอกซ์ของอีเมล และกดไปที่ไอคอนโทรศัพท์ เลื่อนหาเบอร์โทรของใครคนหนึ่งอยู่ซักพัก ตั้งท่าจะกดโทรออกแต่ก็ต้องหยุดชะงัก..

…เดี๋ยวสิ…นี่เขาจะโทรหาอิสึกิทำไม.. ไม่มีเห็นจะมีเหตุผลอะไรพิเศษให้โทรไปหาเลยนี่นา…

เอ่อ..ก็แค่คิดถึง..

แต่ขืนโทรไปแล้วพูดแบบนั้น คนที่จะเขินอายคงกลายเป็นเขาเสียเอง ใครมันจะไปกล้าพูดเรื่องแบบนั้นต่อหน้าเพื่อนสนิทที่เป็นผู้ชายฟะ เสียฟอร์มหมด..!

ปกติเวลาคิดถึงอีกคน ฮิวงะจะส่งเมลไร้สาระไป อิสึกิก็ตอบกลับมาเป็นมุกทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อนๆ ตรงที่เขาเริ่มมั่นใจแล้วว่าเขาคิดกับอิสึกิยังไง เวลาจะส่งเมลไปเลยแอบเกร็งเล็กน้อย…

“บ้าชะมัด!” กัปตันเซย์รินสะบัดหัวเรียกสติตัวเอง แบบนี้ใช่ไหมที่เรียกว่า’ความรัก’ ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งหวั่นไหว ยิ่งสนิทกันยิ่งห้ามใจตัวเองไม่ได้…

ฮิวงะไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นของความรู้สึกที่ล้นทะลักอยู่ในอกเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้แค่ว่าไปๆมาๆ เขาก็ตกหลุมรักเพื่อนสนิทตัวเองเสียแล้ว…

อยากดูแล อยากปกป้อง ถึงอิสึกิจะไม่ใช่ผู้หญิง ถึงจะเป็นไอ้บ้าที่เล่นแต่มุกคำพ้องแป้กๆ แต่ก็เป็นคนที่เขาพร้อมจะเชื่อใจและพร้อมที่จะยืนอยู่ข้างๆไปตลอดชีวิต..

ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ชายที่ไร้ซึ่งความละเอียดอ่อน แต่กับอิสึกิ เขาพยายามใส่ใจและเก็บรายละเอียดทุกอย่างของอีกคนอยู่ลับๆ

“..งะ…”

“หือ?” ฮิวงะกระพริบตาปริบๆ จู่ๆก็ได้ยินเสียงของอิสึกิเรียกชื่อของตน ราวกับกำลังตะโกนเรียกเขาจากที่ไกลๆ

….นี่เขาคิดถึงหมอนั่นจนหลอนไปเลยเหรอฟะ? นี่อิสึกิมีอิทธิพลต่อหัวใจเขาไม่พอ ยังจะคิดมายึดครองสมองของเขาอีกเรอะ…

“งะ… ฮิวงะ…”

“เฮ้ย… หรือว่า?!!”

ฮิวงะหยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูแล้วแทบจะเอาหัวโขกพื้นในความสะเพร่าของตัวเอง

เผลอกดโทรไปหาจนได้!!!

“อ่า.. ฮัลโหล…”

“โทรมามีอะไรรึเปล่า!!!!!! ฉันตะโกนเรียกตั้งนานก็ไม่ยอมพูดเลยนะ!!!!” เสียงตะโกนของอิสึกิทำเอาฮิวงะต้องรีบดึงโทรศัพท์ออกจากหู ก่อนจะตั้งสติแล้วตะโกนตอบกลับไป

“ฉันเผลอกดโทรออกเฟ้ย!!!! เมื่อกี๊นี้เพิ่งรู้ตัว!!!!!!! แล้วก็อย่าตะโกนเสียงดังสิฟะ!!!”

“…นายก็เสียงดังเหมือนกันนะฮิวงะ”

“ช่างฉันเถอะน่า!! เอ่อ.. งั้นก็แค่นี้ล่ะ!”

“เดี๋ยวก่อน” อิสึกิเรียกคนที่ตั้งใจจะปิดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงคาดเดาไม่ได้ ฮิวงะนึกเอะใจกับความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในน้ำเสียงนั้น แต่ก็ยอมรับฟังเงียบๆ

“นายเบื่อมุกของฉันบ้างรึเปล่า”

ทำไมจู่ๆถึงถามแบบนั้น..?

ฮิวงะได้แต่ตั้งคำถามในใจ ก่อนจะตอบออกไปอย่างกำกวม

“ก็เบื่อบ้างชอบบ้าง แล้วแต่มุก” จริงอยู่ที่มุกของอิสึกิแป้กเข้าขั้นเลวร้าย แต่ฟังๆไปมันก็เพลินดี… ที่สำคัญ อะไรที่อิสึกิชอบเขาก็ต้องชอบด้วยอยู่แล้ว

“…….แปลว่าเบื่อสินะ”

“ไม่ได้เบื่อ ฟังแล้วก็เพลินๆดีน่ะนะ..”

“แล้วนายเบื่อฉันรึเปล่า… ชอบฉันรึเปล่า…”

ฮิวงะนิ่งไปครู่หนึ่ง หน้าเริ่มแดงซ่านก่อนจะรวบรวมความกล้าพูดออกไป

“กะ ก็… เบื่อบางมุกของนายแต่ไม่เคยเบื่อนาย ชอบบางมุกของนายแต่ชอบทุกอย่างที่เป็นนาย… เอ่อ.. ระ.. รักนะ….”

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ฮิวงะเดาว่าคงกำลังทำหน้าช็อก หรือไม่ก็คงคิดว่าที่เขาพูดออกไปเมื่อสักครู่เป็นมุก ก็เลยประเมินสถานการณ์อยู่ว่าจะเล่นมุกโต้ตอบยังไง…

แต่อย่างไรก็ตาม ความเงียบของอีกคนทำเอาหัวใจของฮิวงะหนาวสั่น… พูดออกไปแบบนั้น อิสึกิจะโกรธเขาไหมนะ จากนี้ไปความสัมพันธ์ของพวกเจาจัเปลี่ยนไปไหม…. จะร้ายหรือจะดี…

ความรู้สึกกลัวถาโถมใส่คนเป็นกัปตันเซย์รินจนร่างสูงโปร่งถึงกับตัวสั่นน้อยๆ รอคอยการตอบกลับของอิสึกิที่จะช่วยตัดสินอนาคตของพวกเขาทั้งสอง

“ฮิวงะ… มะ เมื่อกี๊นี้น่ะ… พูดจริงสินะ” เสียงของอิสึกิดูแปร่งๆ ร้องไห้อยู่หรือเปล่านะ นี่ถูกเขาสารภาพรักแล้วเสียใจขนาดนั้นเลยเรอะ เขาควรจะพิจารณาตัวเองได้แล้วใช่ไหมเนี่ย…

นี่เขากำลังโดนรังเกียจอยู่หรือเปล่าหว่า…

“…เออ”

“ฉันก็รักฮิวงะนะ… รักมาตลอดเลย”

ฮิวงะทำโทรศัพท์หล่นเพราะคำตอบที่ผิดคาดของอีกคน

เมื่อได้สติ ชู้ตติ้งการ์ดเซย์รินก็ลนลานเก็บโทรศัพท์ขึ้นมาพูดตะกุกตะกักใส่คนปลายสาย

“ดะ เดี๋ยวสิฟะอิสึกิ มะ เมื่อกี๊…”

“ก็ตามนั้น.. ที่ชอบ(ซุคิ)ก็เพราะมีช่องโหว่(ซุคิ)ไงล่ะ! อ๊ะ นี่ล่ะใช่เลย! กู๊ดไนต์ กู๊ดไนท์ แล้วก็กู๊ดไนซ์!” เสียงของอิสึกิกลับกลายเป็นปกติแล้ว แถมยังมีการเล่นมุกแถมมาด้วย

ฮิวงะเดาว่าตอนนี้ปลายสายต้องกำลังยิ้มอยู่แน่ๆ ไม่ก็กำลังควานหาสมุดและปากการคู่ใจมาจดมุกอยู่ ยิ่งคิดถึงหน้าสวยๆของอิสึกิที่กำลังเบิกบานเขาก็ยิ่งหน้าแดง หัวใจที่เต้นแรงอยู่แล้วแทบจะหลุดออกมาจากอก

“อะ.. ไอ้บ้า!!!” ฮิวงะกดตัดสายไปก่อนจะขว้างโทรศัพท์ทิ้งไปอีกมุมหนึ่งของห้องนอน ทรุดนั่งลงบนพื้น

‘เพราะมีช่องโหว่.. นายก็เลยเข้ามาในใจฉันได้อย่างง่ายดายงั้นสินะ… เออ… งั้นช่องโหว่นี่ก็ให้แค่นายเข้ามาคนเดียวละกัน… ก็เพราะฉันน่ะ รักนายนี่นา…..’

………..

อร่า.. จบแล้วค่ะ ฟฟฟฟฟฟ ครั้งแรกกับการเขียนพี่ฮิวงะเมะ.. เมะจริงๆนะคะ เมะะะ ฟฟฟฟ เมะขี้อายไงงง พอลองคิดภาพพี่ฮิวงะเมะ อิมเมจมันออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ… เราควรทำยังไงดีคะะะ ฟฟฟฟฟ เอ่อ จำได้ว่ามุกซุคินี่เคยเห็นในมังงะเรื่อง’พ่อบ้านป่วนทะลุพรมแดน’ค่ะ ตอนแรกก็ลุ้นๆว่า’ช..’นี่คือ’ชอบ’ใช่มั้ย แต่สุดท้ายก็กลายเป็น’ช่องโหว่’ค่ะ ฮาาา ก็เลยได้ความรู้ใหม่เลย ขออนุญาตดึงมาดัดแปลงนิดหน่อยย ส่วนกู๊ดไนต์นั่นเป็นมุกเล่นเสียงที่เขียนก่อนมุกซุคิค่ะ แต่พอดีดันนึกถึงมังงะเรื่องนั้นพอดีก็เลยเอามาใส่ด้วย เอาเป็นว่าขอให้สนุกกับฟิคนะคะ❤️

KnB FanFiction [ Izuki Shun x Hyuuga Junpei ] ‘Math&Love’

KnB FanFiction

Izuki Shun x Hyuuga Junpei

Math&Love

…….

ว่ากันว่าคณิตศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ไม่มีวันตาย

ความรักเองก็เปรียบเหมือนคณิตศาสตร์ ซับซ้อน ชวนงง บางทีก็ทำให้มีความสุขหากแก้โจทย์ได้หรือเข้าใจ บางทีก็ทำให้เจ็บปวดหากได้ผลลัพธ์ที่ผิดพลาด…

ที่สำคัญยังเป็นศาสตร์ที่ไม่มีวันสูญสลาย และคงอยู่ไปชั่วนิรันดร์… ในหัวใจของคนสองคน…

…….

ถ้าพูดถึงสอบคณิตศาสตร์ที่จะมีขึ้นในสองวันข้างหน้า ซึ่งก็คือวันอังคาร บุคคลแรกที่เขานึกถึงก็คือ’อิสึกิ ชุน’

และด้วยเหตุนั้น ในห้องนอนของกัปตันเซย์รินจึงมีร่างสูงโปร่งของรองกัปตันนั่งอยู่บนพื้นห้อง โต๊ะเล็กที่คั่นกลางระหว่างคนทั้งสองนั้นกองพะเนินไปด้วยหนังสือ ชีทเรียน แบบฝึกหัดและข้อสอบต่างๆของวิชาคณิตศาสตร์

“ไม่เข้าใจอยู่ดีฟ่ะ ทำไมวิธีลัดมันยากกว่าเดิมล่ะเฮ้ย?!!”

“ไม่ไหวเลยนะฮิวงะเนี่ย ง่ายๆแค่นี้ยังไม่เก็ต.. ไม่เก็ตเพราะไม่เล่นบาสเก็ตบอล?! อ๊ะ! นี่ล่ะใช่เลย!” อิสึกิว่าพลางควักสมุดมุกขึ้นมาจดมุกใหม่ลงบนหน้ากระดาษสมุด เมินเฉยต่อรังสีแปลกๆที่เริ่มแผ่ออกมาจากอีกคน

“ใช่เลยอะไรของนายฟะ! รีบๆมาสอนต่อเซ่” ฮิวงะที่มีความอดทนต่ำเตี้ยเรี่ยดินกับวิชาคณิตศาสตร์แทบจะหักดินสอทิ้ง ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิดกันนะที่ลากหมอนี่มาช่วยติว แต่ทำไงได้ ไม่ว่ามีเรื่องอะไร บุคคลที่มักมีภาพโผล่ขึ้นมาในหัวสมองของเขามักเป็น’อิสึกิ ชุน’เสมอ

“น่าๆ ใจเย็นๆก่อนน่าแม่เนื้อเย็น อ๊ะ! ใจเย็นสิเนื้อเย็น! นี่ล่ะใช่เลย!!” อิสึกิก้มลงจดมุกอีกรอบ ทำเอาฮิวงะไม่รู้เลยว่าควรจะโวยวายหรือถอนหายใจก่อนดี

“แม่เนื้อเย็นนี่ไม่ผ่านอย่างแรงเลยนะเฟ้ย เข้าใจว่าเป็นภาษากวี แต่มัน….”

“ออกจะเยี่ยมยอดจอร์จยกนิ้ว! หือ.. หรือว่านายอยากฟังอะไรเสี่ยวๆ ความจริงมันก็ไม่ใช่แนวฉัน แต่ขอคิด–”

“พอเลยๆ! ที่ฉันอยากฟังก็คือคำอธิบายของข้อนี้ต่างหาก!!” กัปตันเซย์รินจิ้มนิ้วไปที่โจทย์ข้อแรกในสมุด อิสึกิจึงเลิกเล่นแล้วทำหน้าจริงจัง

“ช่วยไม่ได้นะฮิวงะ งั้นมาเล่นเกมกันเถอะ”

“เกม? เกมบ้าเกมบออะไรฟะ สอนข้อนี้ก่อนเซ่ ไม่งั้นเดี๋ยวทั้งวันนี้ก็ไม่จบกันพอดี!”

“เกมที่ว่าก็คือเกมตอบคำถามนี่ล่ะ ถ้าตอบผิดนายจะโดนฉันลงโทษ ถ้าตอบถูกก็รอด ฉันอธิบายข้อนั้นไปหลายรอบแล้ว นายลองนึกดูดีๆแล้วลองทำเองดูสิ ไปอยู่ในห้องสอบจะได้เอาไปประยุกต์ใช้เองได้” พอยน์ตการ์ดเบอร์ห้าแต่ไม่บ้าเห่ออธิบายกติกาของเกมก่อนจะก้มลงดูเวลาในนาฬิกาข้อมือ

“เริ่มเลยเถอะ ฉันให้เวลาห้านาที”

“ไอ้บ้าเอ๊ย.. เล่นอะไรของมัน” ฮิวงะบ่นงึมงำขณะที่เริ่มขีดๆเขียนๆอะไรลงบนแผ่นกระดาษ อิสึกิมองใบหน้าจริงจังของอีกคน คิ้วขมวดมุ่นของฮิวงะยังคงเป็นอะไรที่เชิญชวนให้เขายื่นนิ้วเข้าไปแตะเพื่อคลายปมแน่นนั้นเหลือเกิน

การเล่นมุกแป้กเป็นความชอบส่วนตัวของเขา แน่นอนว่าอาจจะได้รับสืบทอดพรสวรรค์มาจากครอบครัวด้วยส่วนหนึ่ง.. จะแป้กแต่ไหนก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้เล่น เขาค้นพบว่าเสียงและภาษานั้นช่างมหัศจรรย์ แค่เอามาเรียงร้อยถ้อยคำปะติดปะต่อกันก็สร้างเสียงหัวเราะได้แล้ว….

เอ่อ… ถึงคนทั่วไปจะไม่ขำ แต่คนในบ้านเขาขำก็แล้วกัน…

ถึงการเล่นมุกของเขาจะทำให้คิ้วของฮิวงะขมวดกันเป็นปมยิ่งกว่าเดิม แต่แค่อีกคนละความสนใจจากสิ่งที่กำลังคิดมาโวยวายใส่เขาซักเล็กน้อยก็พอแล้ว

“นายได้คำตอบรึยัง?”

“ยังเฟ้ย อย่าเพิ่งกวนสิฟะ! ยังไม่ถึงห้านาทีเลยเฟ้ย!!”

“แต่ฉันได้แล้วนา..”

“นั่นมันก็เรื่องของนายโว้ย!!”

“น่าๆ ฮิวงะล่ะก็ ฟังให้จบก่อนสิ” ว่าแล้วอิสึกิก็ยื่นมือไปจับหมับเข้าที่ไหล่ทั้งสองข้างของฮิวงะ นัยน์ตาคมทอประกายความจริงจังจนคนถูกจับไหล่ยอมเงียบเสียงลงทันที

“คำตอบของฉัน..ก็คือนายไงล่ะ”

“…….มะ ไม่เห็นจะตลกเลยซักนิด นะ นายมั่นใจนะว่านี่คือมุก!”

ถึงปากจะพูดออกไปอย่างนั้น แต่ใบหน้าของฮิวงะเริ่มแดงซ่านตั้งแต่ดวงหน้าจนไปถึงใบหู

ไม่รู้ว่าเป็นมุกหรือเปล่า แต่ว่าถ้าเป็นมุกจริงๆ เขาคงไม่สามารถตบมุกให้อิสึกิได้ ณ ตอนนี้ เพราะสมองของเขานั้นช่างว่างเปล่า ไม่มีความคิดอะไรอยู่ในหัว หรือไม่ก็ตื้อตันจนไม่สามารถนึกอะไรออกได้…

“ก็ไม่ใช่มุกน่ะสิ แต่เป็นคำตอบจากหัวใจของฉัน” อิสึกิว่าพลางค่อยๆเคลื่อนใบหน้าเข้าหาอีกคน ระยะห่างของคนทั้งคู่เริ่มลดลงเรื่อยๆ แต่ก่อนที่รองกัปตันจะได้ทำอะไรตามใจตัวเอง กัปตันทีมก็รู้สึกตัวพอดี

“อะ.. ไอ้บ้า!! ใกล้เกินไปแล้วเฟ้ย!!” ฮิวงะถอยหลังหนีไปเล็กน้อย หัวใจเต้นโครมครามราวกับจะระเบิด

‘…น่าเสียดาย…’

เจ้าของอีเกิ้ลอายส์ลอบบ่นในใจก่อนจะยอมถอยกลับไปนั่งที่เดิมของตน ความเงียบเริ่มปกคลุมไปทั่วห้องจนฮิวงะรู้สึกอึดอัด แต่สุดท้ายพอยนต์การ์ดเบอร์ห้าก็ทำลายความเงียบนั้นโดยการวกประเด็นกลับไปที่คำถามแรกเริ่ม

“สรุปแล้วนายได้คำตอบของโจทย์รึยังน่ะฮิวงะ…”

“…ยัง” ฮิวงะเขม่นมองไปทางต้นเหตุที่ทำให้สมองของเขาเอ๋อไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยอย่างยอมจำนน

“ตานี้ฉันยอมแพ้ นายจะลงโทษอะไรก็ทำไปเถอะ”

“งั้นก็… ยื่นแขนมา ข้างไหนก็ได้”

ฮิวงะทำหน้างงก่อนจะยอมยื่นแขนซ้ายให้อีกคนแต่โดยดี

อิสึกิยิ้มอย่างมีเลศนัยพร้อมกับคว้าแขนข้างนั้นไว้แน่น ดึงเข้าหาตัวเองเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆก้มหน้าลงไปประทับริมฝีปากอยู่เนิ่นนาน ฮิวงะชะงักค้าง ครั้นพอได้สติก็รีบโวยวายเสียงดัง สะบัดแขนไปมาจนคนลงโทษต้องจำใจปล่อยไป

“ทะ ทำอะไรของนายฟะ!!! ลงโทษบ้าอะไรของนายเนี่ย!!”

“ก็เป็นการกระตุ้นสมองนายไง ถ้าตอบผิดหรือตอบไม่ได้ฉันก็จะทำอย่างนี้’ทุกที่’บนร่างกายนาย ผิด1ข้อ=1คิสมาร์ก” อิสึกิยิ้มมุมปาก ฮิวงะสังเกตเห็นนัยน์ตาเรียวของอีกฝ่ายส่องประกายแปลบปลาบ แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่าโจทย์ขนาดมหึมามหาศาลที่กองพะเนินอยู่บนโต๊ะตัวเตี้ย…

“ดะ เดี๋ยวสิฟะ โจทย์น่ะมันทั้งหมดนี่….”

“ทั้งหมดนี่นั่นล่ะ”

“จะบ้าเรอะ!!!” แบบนั้นมีหวังเขาได้หยุดเรียนวันพรุ่งนี้แน่ ถึงวันจันทร์จะไม่มีสอบแต่คนอย่างกัปตันเซย์รินก็ต้องไปซ้อมนะเฮ้ย!!! ขืนลากสังขารในสภาพนั้นไปโรงยิมล่ะก็… ชื่อเสียงของเขาคงได้ป่นปี้จนไม่เหลือแม้แต่เศษผงแน่

“ไม่บ้าหรอกน่า นายก็อย่าตอบผิดบ่อยสิ อืม.. ไม่สิ ตอบผิดทุกข้อก็ดีนะฮิวงะ ถ้าตัวนายลายพร้อยจนไม่มีที่ว่างเหลือแล้วเดี๋ยวฉันทบยอดไว้ก่อนก็ได้ ไว้วันหลังจะได้ทำอีก..”

“ไอ้เจ้าบ้าอิสึกิ!!!!”

“น่าๆ งั้นก็มาเริ่มอธิบายกันเลยเถอะ เริ่มจากตรงที่นายไม่เข้าใจ…”

….เสียงติวสลับกับเสียงโวยวายยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง…

“ดะ เดี๋ยวก่อนสิเฮ้ยอิสึกี๊!!!! อย่า!! อย่าถอดเสื้อ!!!”

“เอ๋ อะไรกัน งั้นกางเก—”

“นั่นยิ่งไม่ได้ใหญ่เลยเฟ้ย!!! แล้วก็เลิกคร่อมได้แล้ว ไปสอนต่อไป๊!!”

“ก็ยังไม่ได้ทำโทษที่ตอบผิดเป็นข้อที่54เลยนี่นา…”

“อึก.. งะ งั้นก็เปลี่ยนเป็นการลงโทษอย่างอื่นแทนสิฟะ!!!!!! ไม่เอาแบบนี้!!!”

“ไม่มีทาง”

ฮิวงะแยกเขี้ยวใส่คนที่กำลังเลิกเสื้อเขาขึ้น ความจริงเขาก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร น่าจะเรียกว่ารู้สึกดีด้วยซ้ำ แต่ก็เลือกที่จะทำปากแข็งปฏิเสธต่อไปเพราะความอาย..

ริมฝีปากของอิสึกิที่แนบลงบนแผ่นอกซ้าย ทำเอาหน้าที่แดงเรื่ออยู่แล้วสีเข้มยิ่งขึ้นไปอีก…

ไอ้เจ้าบ้าอิสึกิ!!! หยุดเดี๋ยวนี้เลย อย่าทำให้เขาหวั่นไหวไปมากกว่านี้!!!! ฮิวงะโวยวายในใจ สายตาจ้องเขม็งราวกับจะขัดขืน แต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำตาม…

ขณะที่ฮิวงะกำลังโทษตัวเองที่เผลอโอนอ่อนตามอีกฝ่ายไป อิสึกิเงยหน้าแล้วยิ้มบางๆให้คนถูกคร่อม ก่อนจะเล่นมุกที่หากฮิวงะในเวลาไหนก็ตามได้ยินคงอดไม่ได้ที่จะตอกกลับไปตรงๆว่า’เสี่ยว’ไม่ก็’แป้ก’

แต่เวลานี้เมื่อได้ยินแล้วกลับรู้สึกใจสั่น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำสาปของคิสมาร์กบนอกซ้ายที่อิสึกิทิ้งไว้เมื่อครู่นี้หรือเปล่า…

“บนโลกนี้มีตัวแปรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นAยกกำลังB หรือBยกกำลังC แต่นายน่ะ กำลังดีเลยนะฮิวงะ…..”

…………

แอร่กกกกก จบแล้วค่ะฟกดฟหเเห้ห้้หห้ สั้นมั้ย สั้นนน ถถถถถถถ และฟิคนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีมุกในบรรทัดสุดท้ายเป็นจุดเริ่มต้นของไอเดียนะคะ ได้มาจากคลิปที่เราได้ดูตอนปฐมนิเทศเมื่อสอบเข้าม.4ใหม่ๆค่ะ ฟฟฟฟ ความจริงมันมีชื่อเฉพาะแต่ถ้าเรียกง่ายๆก็ปฐมนิเทศนั่นล่ะค่ะ ฟฟฟฟฟฟฟ เป็นมุกที่ทำเราเงิบมากตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ พอดีอยู่ๆก็นึกถึงขึ้นมาา โอยยยย 5555555 ยังไงก็ตามแต่ ขอให้สนุก(และขำ)กับฟิคนี้นะคะ ฟฟฟฟฟฟฟ และขอบคุณที่ตามอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ค่า>__<